Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
03 กันยายน, 2557, 01:49:30

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์  (อ่าน 2661 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« เมื่อ: 17 กันยายน, 2552, 10:35:54 »



เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์





ตึกกระทรวงกลาโหมดูสง่างาม



          ขึ้นชื่อว่าอะไรเก่าๆ หลายคนก็คงนึกถึงสิ่งของในสภาพหักพัก ฝุ่นจับเขรอะ รอวันบุบสลายพังทลายไปตามกาลเวลา แต่ของเก่าบางอย่างยิ่งเก่าก็ยิ่งมีคุณค่า ใครๆ ก็อยากอนุรักษ์เอาไว้ให้อยู่ได้นานที่สุด

          อย่าง "อาคารอนุรักษ์" หรืออาคารเก่าที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ก็มีคนเห็นความสำคัญเข้ามาบูรณะและอนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ โดยหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมก็คือ "สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์" ที่ได้มีการมอบรางวัลด้านการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นมาตั้งแต่ พ.ศ.2525 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเป็นองค์ประธานการมอบรางวัลอย่างต่อเนื่องทุกปี

 
          พระวิหารวัดราชประดิษฐ์ฯ อาคารอนุรักษ์นั้นก็มีอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ สำหรับในกรุงเทพฯนั้นก็มีอยู่หลายอาคารกระจายอยู่ทั่วกรุง เอาเป็นว่าวันนี้เรามาเดินชมอาคารอนุรักษ์กันในเกาะรัตนโกสินทร์กันก่อนดีกว่า เริ่มจาก "กระทรวงกลาโหม" ริมถนนสนามชัย โดดเด่นด้วยปืนใหญ่โบราณนับสิบกระบอกที่วางตั้งไว้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งด้านหน้าตึกกระทรวง

          บริเวณที่เป็นกระทรวงกลาโหมปัจจุบันนั้น แต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวังที่ประทับของพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นจิตรภักดี กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ และกรมหมื่นอินทราพิพิธ ซึ่งสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ต่อมาวังได้ร้างลง และถูกใช้เป็นฉางเก็บข้าวหลวง ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างเป็น "โรงทหารหน้า" เป็นที่รวมทหารประจำการรักษาพระนคร อาวุธ สัตว์ พาหนะ และเสบียงอาหาร ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงกลาโหม" อย่างในปัจจุบัน

         กระทรวงกลาโหมในปัจจุบันดูสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทาสีเหลืองนวล ด้านหน้าเป็นหน้าจั่วทรงโรมัน ตกแต่งด้วยปูนปั้น ที่มุขชั้นสองมีระเบียงกว้าง และเสาแบบโรมัน ด้านหน้าของเสาระเบียงใหญ่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของสามเหล่าทัพ คือ กงจักร สมอ และปีกอยู่บนพื้นรูปสี่เหลี่ยมสีทอง

          เดินมาทางด้านหลังกระทรวงกลาโหม ไม่ไกลกันนัก เป็นที่ตั้งของ "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" พระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 4 ซึ่งพระวิหารของวัดราชประดิษฐ์ฯ นั้นมีขนาดกะทัดรัด แต่ก็มีดีจนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นด้วยเช่นกัน โดยวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ตัวพระวิหารประดับด้วยหินอ่อนสีเทาจากประเทศจีน เครื่องบนเป็นไม้แกะสลักปิดทอง หน้าบันก็เป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก






พระวิหารวัดราชประดิษฐ์ฯ



         เมื่อเข้ามาภายในพระวิหาร ก็ไม่ควรพลาดที่จะกราบ "พระพุทธสิหังคปฏิมากร" พระพุทธรูปปางสมาธิที่รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองขึ้นจากพระพุทธสิหิงค์ และไม่ควรพลาดชมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือของขรัวอินโข่ง ที่วาดเป็นรูปพระราชพิธีสิบสองเดือน อีกทั้งยังมีรูปจำลองเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปดูสุริยุปราคาอีกด้วย

          ย้อนกลับมาที่ถนนหน้าพระลานกันบ้าง มาแวะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ "หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร" ซึ่งเป็นท้องพระโรงเก่าของวังท่าพระ ซึ่งเป็นวังที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างและพระราชทานให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตเป็นที่ประทับ อีกทั้งวังแห่งนี้ก็ยังเคยใช้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 3 เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้พระราชทานวังท่าพระนี้ให้แก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าของวังพระองค์สุดท้าย



   

หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร                                  ธนาคารนครหลวงไทย สาขาท่าพระจันทร์ 




          ส่วนหนึ่งของวังท่าพระ ได้แก่ ท้องพระโรง ตำหนักกลาง และตำหนักพรรณราย ปัจจุบันกลายมาเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนของท้องพระโรงนั้นมีลักษณะเป็นทรงไทยเดิม แต่ตำหนักกลางและตำหนักพรรณรายนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ชมงานศิลปะไป ก็อย่าลืมชมงานสถาปัตยกรรมเก่าแก่นี้ไปด้วย

          เดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร มาแวะที่หัวมุมถนนใกล้ทางเข้าท่าเรือท่าช้าง นักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ไปมาอยู่หน้า "ธนาคารนครหลวง สาขาท่าพระจันทร์" ชื่อบอกว่าอยู่ที่ท่าพระจันทร์แต่ตัวกลับตั้งอยู่ที่ท่าช้าง ?!? มีจุดสังเกตได้ง่ายเพราะอาคารหลังนี้หน้าตาดีโดดเด่นกว่าตึกแถวในละแวกใกล้เคียง

           อาคารหลังที่ว่านี้เป็นอาคารพาณิชย์เก่าแก่ สร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอาคาร 2 ชั้น เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ด้านหน้าอาคารชั้นบนทำเป็นระเบียง 3 ระเบียง ระเบียงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ผนังอาคารเซาะร่องเป็นแนว ชั้นล่างแต่งด้วยเสาดอริกและเสาแบบโครินเธียนในชั้นสอง ผู้อำนวยการก่อสร้างคือ เจ้าหมื่นศรีสรลักษณ์ (เล็ก) ส่วนสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นไม่ปรากฏชื่อ และในปัจจุบัน ธนาคารนครหลวงก็ได้เช่าอาคารแห่งนี้เปิดเป็นที่ทำการ เป็นธนาคารที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ






หอพระไตรปิฏก วัดระฆังโฆษิตาราม



          ไหนๆ ก็มาถึงท่าช้างแล้ว ฉันขอพาออกนอกเส้นทางเกาะรัตนโกสินทร์ข้ามเรือข้ามฟากไปยังวัดระฆังโฆษิตาราม เพราะที่นี่เขามีอาคารอนุรักษ์อีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือที่ "หอพระไตรปิฎก" ของวัดระฆังฯ ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นหอไตรนั้น เดิมเคยเป็น "ตำหนักจันทน์" หรือพระตำหนักของรัชกาลที่ 1 ตั้งแต่สมัยที่ยังทรงมีตำแหน่งเป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจนอกฝ่ายขวา แต่เมื่อพระองค์ต้องเสด็จไปตีเมืองโคราชจึงได้รื้อตำหนักนั้นมาถวายวัดระฆัง หรือวัดบางหว้าใหญ่ในขณะนั้น

          หอไตรแห่งนี้เป็นตำหนักไม้แฝด 3 หลัง ซุ้มประตูตรงนอกชานซึ่งแกะสลักเป็นลายดอกไม้ ส่วนบานประตูของหอกลางแกะเป็นลวดลายนกวายุภักษ์และลายกนกเครือเถา หอพระไตรปิฏกนี้ได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่เมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี หากอยากรู้ว่าสวยงามอย่างไรก็ต้องลองไปชมกันดู






หอศิลป์เจ้าฟ้า



          ข้ามกลับมาที่เกาะรัตนโกสินทร์กันอีกครั้ง ไปที่ "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์" หรือหอศิลป์เจ้าฟ้า เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งได้รางวัลอนุรักษ์ดีเด่นด้วยเช่นกัน โดยอาคารที่เป็นหอศิลป์ในปัจจุบันนั้น เดิมเคยเป็นโรงกษาปณ์สิทธิการ หรือโรงกษาปณ์เก่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงกษาปณ์สำหรับผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้เองภายในประเทศ โดยอาคารของโรงกษาปณ์นี้เป็นศิลปะแบบตะวันตก สร้างตามแบบโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

          จากหอศิลป์เจ้าฟ้า เดินเลี้ยวเข้ามาในถนนพระอาทิตย์ มาชมความงดงามของอาคารทรงเสน่ห์ อย่าง "บ้านพระอาทิตย์" กันบ้าง

          อาคารหลังนี้อาจจะเชียร์กันออกนอกหน้าไปบ้างเพราะเป็นที่ตั้งของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการบ้านที่ฉันเขียนคอลัมน์อยู่นี่เอง ที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ในเขตของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ต่อมาที่ดินนี้ตกทอดมาสู่เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.หม่อมราชวงศ์ เย็น อิศรเสนา) เสนาบดีกระทรวงวังในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยอาคารที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้สร้างขึ้นมาใหม่เนื่องจากวังเดิมชำรุดทรุดโทรมไปมาก



   

บ้านพระอาทิตย์                             ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศฯ 





         วังที่เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ได้สร้างขึ้นมาใหม่นั้น เป็นตึก 2 ชั้นยกพื้นสูงหลังคามุงกระเบื้องว่าว มียอดโดมทรงสูงโดดเด่น ประดับชายคาด้วยลวดลายไม้ฉลุสวยงาม บ้านพระอาทิตย์แห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของสถาบันเกอเธ่ (สถาบันวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน) ก่อนที่จะมาเป็นที่ทำการของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอย่างในปัจจุบัน

           จากถนนพระอาทิตย์ เดินไปบางลำพูใกล้กันนิดเดียว แวะที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ชม "ตำหนักเพชร" ตำหนักที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ตรงกับสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ตำหนักหลังนี้มีความสำคัญตรงที่ใช้เป็นสถานที่ประชุมมหาเถรสมาคม อีกทั้งยังเคยใช้เป็นที่ประชุมคณะธรรมยุติวินิจฉัยกรณีพิพาทระหว่างพระมหานิกายและธรรมยุติมาแล้วด้วย โดยเป็นพระตำหนักปั้นหยานั้นมีความโดดเด่นตรงที่รูปทรงของตึกนั้นเป็นแบบฝรั่ง แต่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เป็นแบบไทยสอดแทรกอยู่ งดงามไม่น้อยเลยทีเดียว







กุฏิสุนทรภู่ในวัดเทพธิดาราม



          เดินมาตามถนนพระสุเมรุหน้าวัดบวรฯ มาจนถึงสะพานผ่านฟ้า เดินข้ามถนนราชดำเนินมานิดเดียวก็ถึงวัดเทพธิดาราม แล้ว ฉันพามาปิดท้ายเส้นทางชมอาคารอนุรักษ์ในเกาะรัตนโกสินทร์กันที่ "กุฏิสุนทรภู่" ในวัดเทพธิดาราม เนื่องจากสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เคยมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามแห่งนี้ ทางวัดจึงได้อนุรักษ์กุฏิที่ท่านเคยจำพรรษาไว้ โดยกุฎินี้เป็นเรือนไทยหมู่ชั้นเดียว ยกพื้นสูง ปูพื้นไม้กระดาน หลังคาทำจากกระเบื้องดินเผา เป็นอาคารเก่ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา ตัวกุฏิของสุนทรภู่นั้นอยู่เรือนหลังซ้ายของหมู่กุฏิ และได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก จัดแสดงสิ่งของร่วมสมัยสุนทรภู่ เช่น บาตรพระ จาน ชาม เชี่ยนหมาก ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น

          ไม่เพียงแต่ในเกาะรัตนโกสินทร์เท่านั้นที่มีอาคารอนุรักษ์สวยๆ งามๆ แต่ยังมีอาคารอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่มีความน่าสนใจและความงดงามไม่แพ้กัน ฉันจึงขออนุญาตยกยอดไปเขียนถึงต่อในตอนหน้าอีกหนึ่งตอนก็แล้วกัน


ที่มา  :  https://www.myfirstbrain.com


บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,978
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กันยายน, 2552, 16:32:34 »

พี่เดียร์ น่าจะได้ใช้ประโยชน์ นะครับ เห็นว่าจะพา "ลำดวน" ไปเที่ยว
บันทึกการเข้า

nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,920
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 17 กันยายน, 2552, 17:31:12 »

พี่เดียร์ น่าจะได้ใช้ประโยชน์ นะครับ เห็นว่าจะพา "ลำดวน" ไปเที่ยว


มีประโยชน์มากเลยครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: