สุรินทร์ เมืองกว้างช้างหลายมากมายปราสาทขอม แล้วเราก็ตามแม่น้ำมูลมาจนถึงเมืองสุรินทร์ เมืองนี้เป็นเมืองช้าง ใคร ๆ ก็รู้ แม้ประวัติการสร้างเมืองก็ยังเกี่ยวข้องกับช้าง ดังนั้น ถ้าไม่ไปดูช้างที่เมืองสุรินทร์ ก็ดูเหมือนจะผิดที่ไปหน่อยที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่หมู่บ้านตากลางเป็นหมู่บ้านของคนเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือมีช้างมากที่สุดนะครับ ไม่ใช่ช้างตัวใหญ่ หรือหมู่บ้านมีขนาดใหญ่ ที่ตรงนั้นเป็นที่ที่ลำชี ก็ไม่ใช่แม่น้ำชีอีกนั่นแหละ ไหลจากแนวเทือกเขาพนมดงรัก มาตกลงแม่น้ำมูล เรียกกันว่า วังทะลุ การแสดงของช้างที่หมู่บ้านช้างแห่งนี้วันนี้ได้รับการจัดระเบียบให้เรียบ ร้อย โดยทางมูลนิธิช้าง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยป้องกันการนำช้างออกไปเร่ร่อนทำงานใน กทม. โดยจัดให้มีการแสดงทุกวัน วันละ 2 รอบ รอบเช้าเริ่ม 10.00 น. และรอบบ่ายเริ่ม 14.00 น. หลังจากากรแสดงของช้างแล้ว ควาญช้างก็จะนำช้างเดินไปที่วังอันเป็นจุดที่ลำชีไหลมาตกแม่น้ำมูล พอถึงที่ตรงนี้ความสนุกนานจากการได้ชมช้างอาบน้ำก็จะเกิดขึ้น และบรรดาคนดูช้างก็จะมีโอกาสได้นั่งช้างแท็กซี่ ได้สนทนาวิสาสะกับควาญช้าง และได้ถ่ายภาพคู่กับข้าง เป็นอันเสร็จสิ้นการชม
พิเคราะห์ดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม กับจำนวนเงินที่ทางมูลนิธิฯ ต้องใช้จ่ายไปเพื่อรักษาสภาพหมู่บ้านพื้นที่จัดแสดงรวมทั้งจ่ายเงินเดือน ให้ช้างและควาญช้างแล้วก็เห็นได้เลยว่า ได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน เพราะวัน ๆ ก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันสักเท่าไหร่ บ่อยครั้งการแสดงที่ลานแสดงต้องงดไปเพราะไม่มีใครมาดู จำนวนนักท่องเที่ยวที่ผ่านทางมาท่องเที่ยวในอีสานก็น้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ อยู่แล้ว
ดังนั้น จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ไว้ ณ ตรงนี้ครับ อ่านแล้วก็ช่วยบอกต่อ ๆ กันไปให้ดังๆ ว่า ที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่หมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น และช้างที่นี่ก็แสดงกันเก่ง หลาย ๆ เชือกเป็นดารานักแสดงในภาพยนตร์อย่างเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สุริโยไท ต้มยำกุ้ง ช้างแสดงเก่งไม่แพ้ที่ไหน ๆ ถ้าผ่านไปผ่านมาบริเวณอีสานใต้ นักท่องเที่ยวโปรดอย่าลืมมาเยี่ยมชมช้าง มิฉะนั้นแล้ว อนาคตของช้างไทยก็อาจจะต้องไประบายสีเป็นแพนด้า แล้วออกแสดงตัวตามงานวัด สวนสัตว์ หรือไม่ก็เดินทางเร่ร่อนขายถั่ว ขายผัก ขายแตง ไปตามถนนอย่างเดิมอีกก็ได้ นี่แหละ อนาคตที่นับว่ายังคงมืดมนอยู่สำหรับช้างและควาญช้างไทย
ปราสาทพนมรุ้ง และ ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทอันสวยงามทั้ง 2 หลังนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลหรือแกระทั่งไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ แม่น้ำมูล แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วในลุ่มแม่น้ำมูล ยังมีลำน้ำสำคัญที่ไหลลงสู่แม่น้ำมูลอีกมากมายอย่างใกล้ ๆ ภูพนมรุ้งก็มีลำนางรองปรากฏชัด และเทคโนโลยีการก่อสร้างของขอมก็ก้าวหน้าจนแทบไม่ต้องอาศัยแหล่งน้ำ ธรรมชาติใกล้ ๆ แล้ว เพราะขอมสามารถสร้างสระน้ำหรือบารายขนาดใหญ่เก็บน้ำไว้ใช้ได้ยาวนาน และที่ปราสาทเมืองต่ำก็มีบารายโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้เคียงเป็นหลักฐาน
ชื่อของอาณาจักรศรีจนาศะ อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับคนไทยเรา
แต่ศรีจนาศะก็คืออาณาจักรโบราณอีกแห่งหนึ่งในลุ่มแม่น้ำมูลนี้ ที่ตั้งอยู่นอกแนวพนมดงรัก เช่นเดียวกับอาณาจักรเจนละจามปา และฟูนัน นี่คือหอกข้างแคร่ที่สำคัญของขอมโบราณ และกว่าที่อาณาจักรศรีจนาศะจะล่มสลายไป พวกขอมจากศูนย์กลางก็คงต้องใช้ความพยายามมากมายพอดู
หลังจากการล่มสลายไปของศรีจนาศะ จึงเป็นการเริ่มต้นแห่งพนมรุ้งและเมืองต่ำ และเพราะเส้นทางคมนาคมผ่านช่องเขาต่าง ๆ จากศูนย์กลางออกมาสู่พนมรุ้ง ผ่านพิมาย ไปสู่ศรีจนาศะ ผ่านเข้าไปยังศรีเทพและลพบุรีของลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีความสำคัญมาก การก่อร่างขึ้นของชุมชนขอมที่พนมรุ้งและเมืองต่ำ จึงพลอยมีความสำคัญ ดังนั้น ผู้ครองเมืองวนัมรุงปุระจึงต้องมีศักดิ์ศรีสูงถึงเป็นพระญาติวงศ์ใกล้ชิด กับกษัตริย์แห่งเมืองพระนครพระองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏชื่อชัดในศิลาจารึก ก็คือ หิรัณยวรมัน ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของพระเจ้าสุทริยะวรมันที่ 2 ผู้ทรงสร้างปราสาทนครวัด การสร้างปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำนั้นจึงไม่ธรรมดา ฝีมือการก่อสร้างอันประณีตและสวยงามนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ฝีมือช่างท้องถิ่น แต่เป็นฝีมือช่างหลวงระดับเดียวกับการสร้างปราสาทต่าง ๆ ที่ศูนย์กลางแห่งอาณาจักร และวันนี้เมื่อพนมรุ่งและเมืองต่ำได้รับการบูรณะแล้วเสร็จเรียบร้อย เราจึงมีโอกาสได้เห็นฝีมือของช่างหลวงแห่งเมืองพระนครอันงดงาม ดังนั้น ปราสาทหินเมืองต่ำและพนมรุ้งจึงได้กลางเป็นเพชรเม็ดงามประดับวงการท่อง เที่ยวแนวประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยต่อมา
เรามาถึงปราสาทเมืองต่ำหลังจากไม่ได้มาที่นี่มานานมาก จำได้ตั้งแต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นเพียงกองซากปรักหักพังนั้นทีเดียว ได้มาเห็นปราสาทเมืองต่ำในวันที่การบูรณะทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็โอ้โห เหวอเลย เป็นสิ่งก่อสร้างที่ช่างสวยงามมหัศจรรย์ได้ใจจริง ๆ ยิ่งได้มีโอกาสขึ้นภูเขาไฟไปชม ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินทรายสีชมพูบนยอดเขาแล้วก็ยิ่งซาบซึ้ง ใช่แล้ว ไม่เสียทีที่เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่เมืองสำคัญ เป็นเมืองญาติสนิทที่ครั้งหนึ่งเจ้าชายจากเมืองนี้ มีโอกาสก้าวข้ามไปเป็นเจ้าแหงขอมเมืองพระนครนั้นทีเดียว
เมืองพิมาย เมืองพิมายนับเป็นเมืองใหญ่ที่มีผังเมืองสมบูรณ์เข้มแข็ง หากกรุงศรีอยุธยากล้าแกร่งเพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีเป็นปราการธรรมชาติคอยป้องกันเมือง และเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญติดต่อกับเมืองต่าง ๆ โดยรอบแล้วไซร้เมืองพิมายก็มีลำจักรราชและมีแม่น้ำมูลเป็นลำน้ำธรรมชาติคอยปกบ้านป้อง เมืองไว้ และเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อกับเมืองต่าง ๆ ใกล้เคียงไม่ต่างกัน เมืองพิมายยังมีดีกว่าอยุธยาด้วยตรงที่ว่า เมืองอยุธยาทำได้ก็แต่นาข้าว แต่เมืองพิมายนั้น สามารถทำได้ทั้งนาข้าวและนาเกลือในพื้นที่ติด ๆ กัน นับเป็นเมืองแห่งหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลืออย่างแท้จริงเลยทีเดียว
จากการสำรวจหลากหลายทางโบราณคดี ทั้งในเมืองพิมายและเมืองต่าง ๆ ใกล้เคียง ข้อสรุปของนักวิชาการทางโบราณคดีทั้งหลายก็ออกมาในแนวเดียวกันว่า เมืองพิมายนั้นน่าจะเป็นเมืองร่วมสมัยกับเมืองหนองหาน ในจังหวัดสกลนครโน่น ซึ่งนั่นก็หมายถึงอายุของเมืองที่ต้องมากกว่า 2,500 ปีขึ้นไป อีกทั้งเป็นเมืองที่ใหญ่และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการคมนาคมติดต่อกัน ระหว่างลุ่มแม่น้ำมูลกับลุ่มแม่น้ำอื่น ๆ โดยรอบ และด้วยความที่เป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งนอกแนวป้องกันพนมดงรัก เมื่อขอมโบราณสามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือเมืองนี้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ขอมจึงต้องให้ความสำคัญกับเมืองนี้เป็นอย่างมาก อาจจะด้วยการส่งญาติวงศ์ใกล้ชิดออกมาเป็นเจ้าผู้ครองเมือง การสร้างศาสนสถานใหญ่ประจำเมืองคือ ปราสาทหินพิมาย จึงต้องประสานประโยชน์เอาใจทั้งคนที่เป็นเจ้าของเมืองมาก่อน และพวกขอมเจ้าเมืองในยุคนั้น
และเพราะเหตุดังกล่าวมานั้น ปราสาทหินพิมายจึงได้รับการก่อสร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยฝีมือช่างหลวง นักโบราณคดีอีกหลายท่านยังตีความด้วยว่า ด้วยความที่ปราสาทหินพิมายสร้างขึ้นก่อนปราสาทนครวัด ดังนั้น รูปแบบของปราสาทหินพิมายอาจจะเป็นต้นแบบในการก่อสร้างให้กับปราสาทนครวัดก็ได้ จากเมืองพมาย แม่น้ำมูลพระเอกของเราก็นำเราไหลผ่านเข้าสู่เมืองโคราช แล้วจากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นสู่เขตป่าเขาอันเป็นต้นน้ำ โดยเฉพาะที่ลำพระเพลิง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ตรงนั้นมีการเรียกชื่อลำน้ำนี้ว่าน้ำมูลมาตั้งแต่ต้น และการเดินทางย้อนรอยแม่น้ำมูลของเราเมื่อมาถึงที่นี้แล้วก็เป็นอันว่าเอวัง เพราะแถว ๆ นี้ไม่มีอารยธรรมเก่าแก่ใด ๆ ให้เราได้ตามรอยอีกต่อไป
ดังนั้น บทสรุปของการเดินทางย้อนรอยสายน้ำ ตามรอยอารยธรรมลุ่มน้ำมูลของเรา จึงควรลงเอยที่ข้อความดังต่อไปนี้…
พื้นที่ลุ่มน้ำมูลก็คือแอ่งโคราช อันเป็นที่รวมของแม่น้ำ 2 สายที่ยาวที่สุด และยังคดเคี้ยวที่สุดของประเทศไทย คือ ลำน้ำมูลและชี และถ้าจะนับรวมแม่น้ำโขงที่สุดปลายสายน้ำมูลนี้ ที่นี่ก็คือลุ่มน้ำโขง ชี มูล นั่นเอง พื้นที่ของลุ่มน้ำนี้ จากหลักฐานทางโบราณคดีต่าง ๆ เชื่อแน่ว่า มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นชุมชนต่าง ๆ มาแล้วเนิ่นนานดึกดำบรรพ์ ชาวชุมชนเหล่านี้ไม่ได้อพยพโยกย้ายมาจากเทือกเขาอัลไตแต่ประการใด และก็ไม่ได้เรียกตนเองว่าสยามไทย ลาว หรืออขอมด้วย แต่จะเรียกว่าอะไรก็คงไม่มีใครรู้
ต่อมาชุมชนเหล่านี้ก็รวมตัวกันขึ้นเป็นบ้านเมือง ก่อกำเนิดชื่อต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ เช่น ศรีจนาศะ เจนละ จามปา เศรษฐปุระ พิมายะ เป็นต้น บ้านเมืองเหล่านี้เป็นศัตรูบ้าง มิตรบ้างต่ออาณาจักรขอมที่มีศูนย์กลางอยู่ในที่ราบต่ำใต้แนวพนมดงรัก คือเมืองพระนคร ต่อมาพวกขอมก็ขยายแนวป้องกันของตนออกมานอกแนวพนมดงรัก ด้วยการเข้ามามีอิทธิพลอยู่ในเมืองต่าง ๆ ภายนอก จะด้วยวิธีใดก็ตาม อาจเป็นการทำสงคราม หรือการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วยเหตุดังนี้ การสร้างปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำจึงสร้างขึ้นได้อย่างวิจิตรงดงาม ขอมต้องเอาใจทั้งประชาชนและเจ้านายต่าง ๆ ในท้องถิ่น ถึงตอนนี้แนวป้องกันของขอมน่าจะเลื่อนมาอยู่ที่แม่น้ำมูล
แต่ในที่สุด อนิจจังก็คือความจริงแท้ ขอมประสบกับความเสื่อม อนารยชนชาวสยามจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาสามารถยกกองทัพเข้าไปทำลายเมืองพระนคร ของขอมลงได้ ไม่ต่างอะไรกับอนารยชนเยอรมันที่เข้าทำลายกรุงโรม หรือชนเผ่ามองโกลที่ทะลุกำแพงใหญ่เข้าไปในเมืองจีน แล้วอำนาจการปกครองของขอมกับเมืองต่าง ๆ นอกแนวพนมดงรักก็เสื่อมลง ขอมถอยร่นออกไปจากเมืองต่าง ๆ เหล่านั้น ทิ้งเมืองให้รกร้างปราศจากผู้ปกครอง จากนั้นชนเผ่าลาวจากทางเหนือก็เข้ามาและเริ่มก่อร่างสร้างเมืองขึ้นใหม่ และท้ายที่สุด บทความนี้ไม่ใช่บทความวิชาการไม่ใช่เรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ ความจริง ประวัติศาสตร์นาน ๆ เข้าก็กลายเป็นตำนาน ตำนาน ตำกันนาน ๆ เข้าก็กลายเป็นนิยาย บทความนี้ความจริงเป็นบทความท่องเที่ยวที่คนที่ท่องเที่ยวมายาวนานกว้างไกล ได้เขียนขึ้นเป็นบทสรุปจากการเดินทางไกล แต่ใครจะไปรู้ นาน ๆ เข้าเรื่องท่องเที่ยวนี้อาจกลายเป็นนิยาย นิยายอาจกลายเป็นตำนาน และตำนานก็อาจจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปก็ได้ อนิจจังก็คือความจริงแท้เที่ยงเพียงอย่างเดียว...คุณว่าจริงไหมล่ะ
เกร็ดความรู้ แม่น้ำมูล : ส่วนหนึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีชื่อเรียกว่า "มูล" เช่น ห้วยมูลหลง ห้วยมูลสามง่าม มาตั้งแต่ยังอยู่ในเขตป่าเขา คำว่า "มูล" เป็นภาษาเขมร มีความหมายถึงการเริ่มต้น และนับตั้งแต่แม่น้ำมูลได้เริ่มต้นจากที่ตรงนี้ แล้วก็ "มูนมัง" เป็นภาษาลาวอันหมายถึงมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นมรดกแก่ลูกหวาน จากนั้นลำนำมูลจึงไหลผ่าน จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จนไปพบกับแม่น้ำชี ลำโดมน้อย ลำโดมใหญ่ ลำเซบก ลำเซบาย ที่จังหวัดอุบลราชธานี และไหลไปออกแม่น้ำโขง รวมความยาวทั้งหมดจากต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นระยะทาง 640 กิโลเมตร
ที่มา :

ขอบคุณข้อมูลจาก :
http://www.kapook.com