Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
01 พฤศจิกายน, 2557, 16:33:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ชนเผ่ามอแกน  (อ่าน 12657 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 19:23:48 »

ที่มา....... http://moken.hilltribe.org

ชนเผ่ามอแกน เป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเกาะในบริเวณภาคใต้ของไทย มีรูปแบบของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ รวมทั้งค่านิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นของตนเอง ใช้ชีวิตเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่น ทำมาหากินอยู่ในบริเวณเขตทะเลอันดามัน ชีวิตส่วนใหญ่ของชาวมอแกนอาศัยอยู่บนเรือที่พวกเขาเรียกว่า “ กำบาง ” หากินกับทะเล งมหอย ตกปลา จับปูและสัตว์ทะเลต่าง ๆ อาหารหลัก คือเผือกมัน มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาลจากอิทธิพลของลมมรสุมในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ (เดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน) ซึ่งมีคลื่นลมจัด ชาวมอแกนจะอพยพขึ้นมาสร้างบ้านเรือนตามเกาะหรือบริเวณชายหาดที่มีอ่าวกำบังคลื่นลมเพื่อหลบลมพายุ

           ชาวมอแกนยังคงหากินกับทะเลเหมือนเช่นบรรพบุรุษ และเนื่องจากชาวมอแกนเป็นคนกลุ่มน้อย เป็นคนไม่มีสัญชาติ และไม่มีเชื้อชาติ ชาวมอแกนไม่มีความรู้ ไม่ได้รับการศึกษาทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวมอแกนยังคงเป็นปัญหาชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย และเพื่อให้ชาวมอแกนมีความรู้ สามารถติดต่อสื่อสารกับคนไทยได้ อย่างถูกต้องและเข้าใจชาวมอแกนมีพิธีประจำปี คือ การฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ (เหนียะเอนหล่อโบง) มอแกนจะมารวมกันเพื่อบวงสรวงบูชาวิญญาณให้ปกป้องคุ้มครองพวกตน ในระหว่านั้นมอแกนจะหยุดพักการทำมาหากิน ในพิธีกรรม จะประกอบด้วยการเข้าทรงเสี่ยงทาย การเล่นดนตรี ร้องรำ ทำเพลง และมีการลอยกำบางจำลอง ถือว่าเป็นการลอยความทุกข์และโรคภัยไข้เจ็บให้พ้นจากครอบครัว จากชุมชน นอกจากนี้ มอแกนยังมีความเชื่อดั้งเดิมซึ่งเน้นวิญญาณนิยม เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งรวมทั้งผีบรรพบุรุษและผีต่างๆ ในธรรมชาติ มีอำนาจในการให้เกิดผลร้ายผลดี ปกป้องคุ้มครองหรือทำให้เจ็บป่วยได้ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขการเยียวยาด้วยการเข้าทรง และเซ่นไหว้ด้วยวิธีการต่าง ๆ มอแกนจะใช้พืชสมุนไพรในการรักษาโรคด้วยในด้านของสังคมการครองเรือน ชายหญิงมอแกนมักจะแต่งงานอยู่กินตั้งแต่อายุยังน้อย ยึดประเพณีผัวเดียวเมียเดียว จะไม่เปลี่ยนคู่ครองนอกจากสามีหรืออภรรยาเสียชีวิตลง หรือมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจึงแยกจากกัน ลูก ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญในครอบครัว มอแกนแต่ละครอบครัวจะมีลูกประมาณ 2-5 คน เนื่องจากความห่างไกลจากการบริการพื้นฐานสาธารณสุขทำให้จำนวนประชากรมอแกนค่อนข้างจะคงที่

ชื่อมอแกนเป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า “ละมอ”  และ “แกน” ซึ่งเป็นชื่อของน้องสาวของราชินีในตำนานเก่าแก่ของมอแกน น้องสาวคนนี้ไปแย่งคนรักของพี่สาว จึงถูกสาปแช่งให้ตนเองและพรรคพวกต้องมีชีวิตเร่ร่อน               
 
มอแกน เป็นชาวเลกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในนามยิปซีทะเล สืบเชื้อสายมาจากโปโตมาเลซึ่งร่อนเร่อยู่ในทะเลอันดามัน มากว่า 100 ปี อาศัยอยู่ตามหมู่เกาะ และชายฝั่งทะเลตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียร์ม่า ลงไปทางใต้และทางตะวันออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ในประเทศฟิลิปินส์ รวมถึงชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย  ในหมู่เกาะมะริดในเมียนมาร์ยังมีประชากรมอแกนอีกนับพัน พม่าเรียกมอแกนว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) สันนิษฐานว่าคำนี้คงจะมาจากคำว่าฉลางหรือถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต (Junk Selon) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวเลมาชุมนุมกันอยู่มากในสมัยก่อนอยู่ในทะเล   ซึ่งเป็นตำนานเรื่องเล่าของชาวมอแกน



นักมานุษยวิทยา Jacques Ivanoff สันนิษฐานว่าชื่อมอแกนเป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า “ ละมอ ” ( ภาษามอแกน แปลว่า จม) และ “ แกน ” ซึ่งเป็นชื่อของน้องสาวของราชินีในตำนานเก่าแก่ของมอแกน คือว่าตำนานนี้ค่อนข้างยาว แต่สรุปได้ว่าน้องสาวคนนี้ไปแย่งคนรักของพี่สาว จึงถูกสาปแช่งให้ตนเองและพรรคพวกต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเล ถ้าอยากรู้รายละเอียด (อ่านเพิ่มเติมจากหนังสือประมวลตำนานมอแกน ชื่อ Rings of Coral )

         มอแกน เป็นชาวเลกลุ่มหนึ่ง  สืบเชื้อสายมาจากโปโตมาเลซึ่งร่อนเร่อยู่ในทะเลอันดามัน มากว่า 100 ปี อาศัยอยู่ตามหมู่เกาะ และชายฝั่งทะเลตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียร์ม่า ลงไปทางใต้และทางตะวันออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ในประเทศฟิลิปินส์ รวมถึงชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย  ในหมู่เกาะมะริดในเมียนมาร์ยังมีประชากรมอแกนอีกนับพัน พม่าเรียกมอแกนว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) สันนิษฐานว่าคำนี้คงจะมาจากคำว่าฉลางหรือถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต (Junk Selon) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวเลมาชุมนุมกันอยู่มากในสมัยก่อน    มอแกนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณต่างๆ ในธรรมชาติ รวมทั้งวิญญาณบรรพบุรุษที่มี “หล่อโบง” หรือเสาวิญญาณบรรพบุรุษ ทั้งชาย (แอบ๊าบ) และหญิง (เอบูม) เป็นสัญลักษณ์  ซึ่งมอแกนมีพิธีฉลองที่สำคัญประจำปีคือพิธี     “เหนียะเอ็นหล่อโบง” หรือการฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งบางทีในพิธีนี้ก็มีการลอยเรือสะเดาะเคราะห์คล้ายๆ กับ อูรักลาโว้ยที่ภูเก็ต ลันตา หรือลิเป๊ะ ในขณะที่อูรักลาโว้ยเรียกเรือสะเดาะเคราะห์ว่า “ปลาจั๊ก” ชาวเลมอแกนเรียกเรือนี้ว่า “หล่าจัง” การลอยเรือมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อนำเอาเคราะห์ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์โศกต่างๆ ออกไปจากชุมชน ส่วนพิธีฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษของมอแกนนั้น จัดขึ้นในวันข้างขึ้น เดือนห้าทางจันทรคติ มอแกนจะไม่ออกไปทำมาหากินเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ในช่วงนั้น จะมีงานฉลอง ที่มีการดื่มกิน การเล่นดนตรีร่ายรำ การเข้าทรงทำนายโชคชะตาของหมู่บ้าน และมีญาติพี่น้องจากเกาะต่างๆ มาพบปะสังสรรค์กัน

อพยพเข้ามาเมืองไทยเมื่อไร

        การอพยพเข้ามาประเทศไทยของชาวมอแกนไม่เป็นที่แน่ชัด เพราะการเข้ามีหลายกลุ่มและหลายช่วงเวลา จนกระทั้งปัจจุบันก็ยังมีการอพยพอยู่ อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ
 
     มอแกนอาศัยอยู่ที่หมู่เกาะมะริดในเมียนมาร์ยังมีประชากรมอแกนอีกนับพัน พม่าเรียกมอแกนว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา ( Selon) สันนิษฐานว่าคำนี้คงจะมาจากคำว่าฉลางหรือถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต ( Junk Selon) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวเลมาชุมนุมกันอยู่มากในสมัยก่อน
   
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 19:26:59 »

ชาวเลในเมืองไทยมี 3 กลุ่ม คือ 1.มอแกน  2.มอแกลน (ซึ่งมอแกนเรียกว่า “ออลัง ตามับ”) และ 3.อูรักลาโว้ย มอแกนและมอแกลนมีภาษาใกล้เคียงกันมาก ส่วนภาษาอูรักลาโว้ยนั้น แม้จะเป็นภาษาตระกูลออสโตรนีเชียนเหมือนกัน แต่ก็พูดกับมอแกนและมอแกลนไม่รู้เรื่อง เพราะมีศัพท์และสำเนียงต่างกัน อูรักลาโว้ยและมอแกลนตั้งหลักแหล่งค่อนข้างถาวร และมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปค่อนข้างมากจนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว และมักถูกเรียกขาน (รวมทั้งเรียกตนเองว่า) “ไทยใหม่

กลุ่มแรก
มอแกลน หรือพวกสิงบก มีถิ่นฐานอยู่ที่เกาะพระทอง อ.คุระบุรีจ.พังงา และตามชายฝั่งทะเล จ.พังงา และแหลมหลา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

กลุ่มที่สอง
อูรักลาโว้ย ชนกลุ่มใหญ่มีถิ่นฐานอยู่บนเกาะสิเหร่ และ หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต จนถึงทางใต้เกาะพีพีดอน เกาะลันตาใหญ่ จ.กระบี่, เกาะอาดังเกาะหลีเป๊ะ เกาะราวี จ.สตูล และบางส่วนอยู่ที่เกาะลิบง จ.ตรังกลุ่ม
 
สุดท้าย
มอแกน หรือสิงทะเล มีถิ่นฐานอยู่ที่เกาะพระทองและหมู่เกาะสุรินทร์ อ.คุระบุรี จ.พังงา...เกาะสินไหและเกาะเหลา จ.ระนอง รวมทั้งหมู่บ้านของอูรักลาโว้ย ที่หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต และเกาะพีพี จ.กระบี่

มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ต่างกันอย่างกันไร


      แม้ว่าชาวเลทั้งสามกลุ่มคือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ยจะมีภาษาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน แต่หากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ก็จะพบความแตกต่างที่ทำให้คนภายนอกสังเกตได้หลายประการ อาทิ ด้านภาษา แม้จัดอยู่ในตระกุลออสโตรนีเชี่ยนเช่นเดียวกัน แตกลุ่มอูรักลาโว้ยมีภาษาที่แตกต่างกับกลุ่มอื่นคอนข้างมาก ในขณะที่ภาษาของมอแกนและมอนแกลนมีสวนคลายคลึงกันมีคำศัพท์ที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ และสามารถสื่อสารกันพอรู้เรื่อง

ตารางเปรียบเทียบตัวอย่างคำศัพท์ในภาษาชาวเลทั้งสามกลุ่ม

ภาษาไทย /ภาษามอแกน/ ภาษามอแกลน/ ภาษาอูรักลาโว้ย
 
กินข้าว /ญำจอน /ญำจอน /มากั๊ด หน่าชี่
 
จะไปไหน /ลาเกาปิต๊ะ /เกาตำไล้ /ปีตีฮา
 
         
ในส่วนของรูปแบบเรือตั้งเดิมของมอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ยก็แตกต่างสงกัน แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นเรือขุด มีแจว และมีใบเรือเหมือนกัน แต่ในความทรงจำของคนเก่าแก่แล้ว กลุ่มมอแกนเป็นเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ใช้เรืองาน หรือเรือไม้ระกำที่มีรอยหยักเว้าที่หัวเรือและหายเรือ ส่วนเรือตั้งเดิม ของกลุ่มอูรักลาโว้ยและมอแกลนนั้นเป็นเรือชุดเสรมกราบด้วยไม้กระดาน ใช้แจว และบางครั้งคิดใบเรือด้วย

พิธีกรรม ของสาวแลทั้งสามกลุ่ม

ส่วนพิธีกรรมสำคัญของทั้งสามกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน แม้ว่าชาวมอแกลนและอูรักลาโวยจะหันมาพูดภาษาไทยและบางคนก็หันมานับถือศาสนาพุทธแทนความเชื่อดั้งเดิม แต่ยังมีการรักษาพิธีกรรมบางอย่างไว้ เช่นชาวมอแกลนเน้นการบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณบรรพบุรุษมีพิธี “บนตายาย” จัดขึ้นเพื่อเช่นไหว้วิญญาณรุรพบุรุษและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ โดยมีสัญลักษณ์เป็นศาลขนาดยอม ที่ทางใต้เรียกว่า “หลาทวด” รายละเอียดของพิธีกรรมของมอแกลนแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละชุนชม
 
ส่วนพิธีกรรมของชาวอูรักลาโว้ยนั้นเป็นที่รู้จักกันมากกว่าของชาวเลกลุ่มอื่นๆ กล่าวคือเป็นพิธีลอยเรือ “เปอลาจั๊ก” ที่ชาวบ้านจะนำเอาข้าว กับข้าวหมากพลู รูปสลักซึ่งเป็นตัวแทนของคนในครอบครัว ข้าวดอก และมีการตัดเล็บ ตักผมไสไปในเรือเพื่อเป็นการลอบเคราะห์ร้ายออกไปจากชุนชม พิธีกรรมนี้ถูกจัดขึ้นปีละสองครั้งเพื่อลอยเคราะห์รายและทุกข์โศกโรคภัยไปกับสายน้ำ
สำหรับชาวมอแกนเน้นที่การฉลองวิญญาณในธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษ ในพิธีกรรมี่สำคัญประจำปี คือ การฉลองเสาบรรพบุรุษหรือ “เหนเอนหล่อโบง” และเรือลอยเคราะห์ที่เรียกว่า “ก่าบางชวาย”

ในปัจจุบัน ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยและและมอแกลนตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร หันมาประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง รับจ้างทำสวน และอาชีพอื่นๆ ซึมซับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น และเรียกขานตัวเองว่า “ชาวไทยใหม่” ส่วนกลุ่มมอแกนค่อนข้างรักษาเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ไว้ได้มากกว่ากลุ่มอิ่ม แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงเพราะรับอิทธิพลจากโลกภายนอกให้เห็นเช่นเดียวกัน

 
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 19:29:11 »

ภาษา

   ภาษมอแกน (Moken) หรือภาษามอเก็น ภาษาเมาเก็น ภาษาบาซิง หรือ เซลุง,ซาลอง, ซะโลน และชาวเกาะ เป็นภาษาในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน ภาษามาลาโย-โพโลนีเชียน สาขามาเลย์อิกซึ่งพูดกันทางใต้ของประเทศพม่าลงมา ตั้งแต่เมืองมะริดลงมาทางใต้ พบมากในบริเวณเกาะของพม่าภาคใต้และคาบสมุทรเมกุย (ประมาณ 7,000 คน) ไปจนถึงจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ ของประเทศไทย   ใกล้เคียงกับภาษามอเกลน และมีความสัมพันธ์กับภาษาอูรักลาโอ้ย เรียงประโยคแบบประธาน-กริยา-กรรม
 
จากตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนที่มอแกนใช้ และจากการสืบสาวประวัติศาสตร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่านักเดินทางทางทะเลในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดกันว่ามอแกนคงจะสืบเชื้อสายมาจากพวกโปรโตมาเลย์ ( Proto Malay) ซึ่งเป็นคนพวกแรกๆ ที่อพยพลงมาอยู่แถบคาบสมุทรมลายู ต่อมาคนกลุ่มนี้หันมาใช้ชีวิตทางทะเล เดินทางร่อนเร่ทำมาหากินตามหมู่เกาะและชายฝั่ง ครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียนม่าร์ ลงไปทางใต้และตะวันออกจนถึงหมู่เกาะในทะเลซูลู ประเทศฟิลิปปินส์ และแถมเอาหลายๆ เกาะและชายฝั่งในมาเลเซียและอินโดนีเซียไว้ด้วย แต่ปัจจุบันการเดินทางจำกัดลงมาก และคนกลุ่มเหล่านี้ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกัน พัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมและภาษาก็ต่างกันออกไปจนแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม

ภาษาพูด
   
มอแกนมีภาษาพูดเป็นของตัวเองตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว
 

ภาษาเขียน
 
ชาวมอแกนไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาเขียนเป็นภาษาไทย ภาษายาวี พม่า และมาเลย์
ภาษาหลัก  ภาษารอง
ภาษาไทย ภาษายาวี พม่า และมาเลย์
 
การจีบสาว

หนุ่มสาวชาวมอแกนเมือมีความรักต่อกันก็จะมีการจีบกันที่เหมือนๆกับหนุ่มสาวทั่วไป โดยการที่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายที่แสดงความสามารถหรือเรียกร้องความสนใจให้กับฝ่ายหญิงเพื่อดึงดูดให้ฝ่ายหญิงสนใจตัวเอง

การแต่งงาน
   
สำหรับการแต่งงานของชาวมอแกนจะถือว่าไม่มีเลยก็ว่าได้เพราะการแต่งงานของเขาไม่มีอะไรมากมายก็แค่ มีการจีบกันระหว่างหนุ่มสาวในเมือรักกันชอบพอกันผู้ใหญ่เห็นพร้อมทั้งสองฝ่ายก็เข้าไปอยู่ด้วยกันได้เลย ซึ่งฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายที่จะต้องเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง พออยู่กันได้สักระยะหนึ่งก็ต้องย้ายออกไปจากบ้านฝ่ายหญิงเพื่อไปตั้งครอบครัวใหม่
   
ส่วนในเรื่องของค่าสินสอดนั้น ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่ฐานะของคนแต่ละคนบางคนก็ไม่มี บางคนก็เป็นสร้อยคอ กำไล เงิน เป็นค่าสินสอดให้กับฝ่ายหญิง

ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด
   
 ชาวมอแกนไม่ค่อยจะเชื่อในเรื่องพิธีการเกิดเท่าไรนัก เมือมีเด็กน้อยชาวมอแกนเกิดขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดามีเพียงแค่หมอตำแยเท่านั้นที่ทำคลอด โดยที่ไร้พิธีกรรม แม้กระทั้งชื่อของเด็กน้อยยังไม่มีเลย เพราะพ่อแม่ยังไม่กล้าที่จะตั้งชื่อลูก ไม่รู้ว่าลูกน้อยจะมีชีวิตรอดหรือไม่ การตั้งชื่อพ่อแม่จะต้องมั่นใจว่าลูกจะมีชีวิตรอดก่อนถึงจะตั้งชื่อ ดังนั้นชาวมอแกนจึงไม่ทราบอายุที่แน่นอนของตัวเอง


ความเชื่อหลังความตาย
   
ความเชื่อชีวิตหลังความตายของชาวมอแกนจะถือว่าการที่คนตายไปจะเป็นคนที่หมดทุกข์หมดกรรมแล้วไม่ต้องมาลำบากเหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเราจะพบเห็นในงานศพของชาวมอแกนเขาจะไม่เศร้า จะมีงานรื่นเริงตลอดทั้งคืน

ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ( ดิน น้ำ ป่า อากาศ )

ชาวมอแกนเชื่อเรื่องเกี่ยวกับภูติทะเล
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 19:31:10 »

ถิ่นที่อยู่ของชาวมอแกน


         ปัจจุบันมีชาวมอแกนประมาณ 200 คน ตั้งหลักแหล่งอยู่เกาะสุรินทร์ โดยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหน้านี้ ยังมีการโยกย้ายหมู่บ้านบ้างเป็นบางครั้งคราวและบางครอบครัวก็อาศัยอยู่ในเรือในช่วงฤดูแล้ง แต่หลังจาก สึนามิมีแล้วโน้มว่าเราจะตั้งหลักแหล่งถาวรมากขึ้น          ในสมัยก่อนการเดินทางเร่ร่อนและการอบพยพโยกย้ายบ่อยครั้งถือเป็น “ทางเลือก” ที่เหมาะสมด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อิทธพลของลมมรสุม ลมประจำถิ่นและการเปลี่ยนแปลง ของดินฟ้าอากาศ ทำให้ต้องอพยพโยกย้ายเพื่อตั้งพิงพักและจอดเรือบริเวณหาดหรืออ่าวที่เป็นที่หลบคลื่นลมได้ดี นอกจากนี้การเคลื่อนที่โยกย้ายทำให้เราเข้าถึงแหล่งอาหารที่สมบูรณ์และหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ไม่ก่อให้เกิดความเลื่อนโทรมของทรัพยากรที่เนื่องมาจากการใช้สอบที่ต่อเนื่องและช้ำ

         หมู่เกาะสุรินทร์ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยจำนวน 5 เกาะ อยู่ในทะเลอันดามัน ห่างจากฝั่งอำเภอดุระบุรี จังหวัดพังงา ประมาณ 60 กิโลมตร สภาพป่าบนเกาะยังคงความอุดมสมบูรณ์ และมีปะการังและสัตว์ทะเลที่มีความหลากหลายและสวยงาน ทำให้หมู่เกาะนี้เป็นแหลงดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่ติดต่ออันดับโลก หมู่เกาะสุรินทร์ยังเป็นบ้านของชาวมอแกนด้วย จากเดิมที่ชาวมอแกนเป็นชนเผ่าที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่บรีเวณเกาะในทะเลอันดามันมานานหลายร้อยปี

ความเปลี่ยนแปลง ในวิถีชีวิตของชาวเลทั้งสามกลุ่ม


         ภาษาของชาวเล ทั้งภาษามอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย เป็นภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียนหรือการบันทึกโดยตัวอักษร ดังนั้น ประวัติความเป็นมาตำนาน นิทาน ความรู้พื้นบ้านในด้านต่างๆ ของชาวเลจึงมีการบันทึกไว้ในระยะหลังๆ ชาวเลเริ่มชีมชับวัฒนธรรมและภาษาไทยมากขึ้น ส่วนวัฒนธรรมตั้งเดิมก็ถูกละเลยและค่อยๆ สูญหายไป เด็กชาวเลอูรักลาโว้ยรุ่นใหม่ในชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ดหันมาใช้ภาษาไทยปักษ์ใต้กันแทบทั้งนั้น แม้แต่การสื่อสารพูดคุยกันในครอบครัว ก็ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก


         สาวเลอูรักลาโว้ยรุ่งหลังมีบัตรประชาชนและได้รับการศึกษาในระบบกระบวนการกลาย “ไทยใหม่” ทำไมภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเลเจือจางลงทุกที สวนเด็กชาวเลมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มชาวเลที่มีวิธีชีวิตที่คอช้างจะดั้งเดิม แต่เมื่อเข้าสุขจากการเรียนการสอนในระบบของโรงเรียนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2539 โดยใช้ภาษาไทยเป็นสื่อก็หันมาซาบซืมภาษา ไทยและเพลงไทยมากขึ้น จากที่เคยมีความสุขจากการร้องเพลงมอแกน ก็หันมามีความสุขกับการร้องบอดนิยมภาษาไทยแทน จนกระทั่งละเลยเพลงและบทร้องดั้งเดิมที่บรรยายถึงความงามในธรรมชาติ การเดินทางไกลไปตามเกาะต่างๆ การทำมาหากินทาทะเล ความสุขในการพบปะคนรักฯลฯ


          จากการที่ภาษาและความภาคภูมิในวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเลทั้งสามกลุ่มเริ่มถดถอยลง โครงการนำร้องอันดามันจึงจัดกิจกรรมร่าง ทดลอง และจัดพิมพ์หนังสืออ่านเพิ่มเติม ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับวับวิธีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีของชาวเลโดยมีเนื้อหายเป็นสี่ภาษา คือภาษาไทย ภาษามอแกน ภาษาอูรักลาโว้ย และภาษาอังกฤษและมีรูปประกอบที่วาดโดยเด็กชาวเล

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 19:37:25 »

สิบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับมอแกน


1. ต้นตระกูลของมอแกนเป็นใครมาจากไหน เป็นญาติกับซาไกหรือ “เงาะป่า” ที่อยู่แถวยะลา พัทลุง ตรัง และสตูลละเปล่า ?

จาก ตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนที่มอแกนใช้ และจากการสืบสาวประวัติศาสตร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่านักเดินทางทางทะเลในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดกันว่ามอแกนคงจะสืบเชื้อสายมาจากพวกโปรโตมาเลย์ (Proto Malay) ซึ่งเป็นคนพวกแรกๆ ที่อพยพลงมาอยู่แถบคาบสมุทรมลายู ต่อมาคนกลุ่มนี้หันมาใช้ชีวิตทางทะเล เดินทางร่อนเร่ทำมาหากินตามหมู่เกาะและชายฝั่ง ครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียนม่าร์ ลงไปทางใต้และตะวันออกจนถึงหมู่เกาะในทะเลซูลู ประเทศฟิลิปปินส์ และแถมเอาหลายๆ เกาะและชายฝั่งในมาเลเซียและอินโดนีเซียไว้ด้วย แต่ปัจจุบันการเดินทางจำกัดลงมาก และคนกลุ่มเหล่านี้ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกัน พัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมและภาษาก็ต่างกันออกไปจนแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม

มอแกนกับซาไก (อันที่จริงควรเรียกว่า “มันนิ” ซึ่งเป็นชื่อที่เค้าเรียกตัวเอง) ไม่ได้เป็นญาติกัน ลักษณะทางกายภาพก็ต่างกัน (โปรดดูภาพ) มันนิเป็นพวกเนกริโต ในขณะที่มอแกนเป็นพวกโปรโตมาเลย์

ภาษาก็ต่างกัน (มันนิพูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก ซึ่งเป็นภาษากลุ่มมอญ เขมร) มันนิเองก็มีกลุ่มย่อยๆ ที่มีภาษาถิ่นต่างกันออกไปอีก มันนิส่วนหนึ่งพูดภาษามลายูได้ และมอแกนหลายคนก็พูดภาษามลายูได้ ดังนั้น มอแกนกับมันนิสื่อสารกันได้ด้วยภาษากลางเช่น ภาษามลายูหรือภาษาไทย แต่ถ้าให้เจรจากันด้วยภาษาของตัวเองแล้ว ก็ฟังกันไม่รู้เรื่อง ต้องใช้ภาษาใบ้ประกอบเยอะๆ

อ้อ! อีกอย่างนึง มอแกนไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากพวกชนพื้นเมืองของหมู่เกาะนิโคบาร์-อันดามันใน ประเทศอินเดีย ชนพื้นเมืองที่นั่นก็มีหลายกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่เป็นเนกริโต



มอแกน (เสื้อสีฟ้าอ่อน) กับเพื่อนชาวมันนิ (ซาไก) จากจังหวัดยะลาและตรัง

2. ชาวเลในเมืองไทยมีกี่กลุ่ม ?

ชาว เลในเมืองไทยมี 3 กลุ่ม คือ 1) มอแกน 2) มอแกลน (ซึ่งมอแกนเรียกว่า “ออลัง ตามับ”) และ 3) อูรักลาโว้ย มอแกนและมอแกลนมีภาษาใกล้เคียงกันมาก ส่วนภาษาอูรักลาโว้ยนั้น แม้จะเป็นภาษาตระกูลออสโตรนีเชียนเหมือนกัน แต่ก็พูดกับมอแกนและมอแกลนไม่รู้เรื่อง เพราะมีศัพท์และสำเนียงต่างกัน อูรักลาโว้ยและมอแกลนตั้งหลักแหล่งค่อนข้างถาวร และมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปค่อนข้างมากจนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว และมักถูกเรียกขาน (รวมทั้งเรียกตนเองด้วย) ว่า “ไทยใหม่”



หมู่บ้านอูรักลาโว้ยที่แหลมตุ๊กแก จังหวัดภูเก็ต



หมู่บ้านอูรักลาโว้ย ที่สังกะอู้ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

3. มอแกนแปลว่าอะไร ?

ถ้า ถามมอแกนว่า “มอแกนแปลว่าอะไร” ก็มักจะได้รับคำตอบดังนี้ 1) หม่ายรุ ( = ไม่รู้และไม่เห็นน่าต้องรู้เลย) 2) หม่ายรุ และ 3) หม่ายรุ ซึ่งก็ไม่เห็นแปลก เพราะว่าถ้ามีใครมาถามเราว่า “สยาม” แปลว่าอะไร เราก็คงจะตอบคล้ายๆ กัน แถมยังจะบอกว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาเก่งๆ แบบคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดมศึกษาไปดีกว่า

นัก มานุษยวิทยา Jacques Ivanoff สันนิษฐานว่าชื่อมอแกนเป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า “ละมอ” (ภาษามอแกน แปลว่า จม) และ “แกน” ซึ่งเป็นชื่อของน้องสาวของราชินีในตำนานเก่าแก่ของมอแกน คือว่าตำนานนี้ค่อนข้างยาว แต่สรุปได้ว่าน้องสาวคนนี้ไปแย่งคนรักของพี่สาว จึงถูกสาปแช่งให้ตนเองและพรรคพวกต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในทะเล ถ้าอยากรู้รายละเอียด ควรอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือประมวลตำนานมอแกน ชื่อ Rings of Coral

4. มอแกนนับถือศาสนาอะไร ?

มอ แกนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณต่างๆ ในธรรมชาติ รวมทั้งวิญญาณบรรพบุรุษที่มี “หล่อโบง” หรือเสาวิญญาณบรรพบุรุษ ทั้งชาย (แอบ๊าบ) และหญิง (เอบูม) เป็นสัญลักษณ์ มอแกนมีพิธีฉลองที่สำคัญประจำปีคือพิธี “เหนียะเอ็นหล่อโบง” หรือการฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งบางทีในพิธีนี้ก็มีการลอยเรือสะเดาะเคราะห์คล้ายๆ กับ อูรักลาโว้ยที่ภูเก็ต ลันตา หรือลิเป๊ะ ในขณะที่อูรักลาโว้ยเรียกเรือสะเดาะเคราะห์ว่า “ปลาจั๊ก” ชาวเลมอแกนเรียกเรือนี้ว่า “หล่าจัง” การลอยเรือมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน คือเพื่อนำเอาเคราะห์ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์โศกต่างๆ ออกไปจากชุมชน

ส่วนพิธีฉลองเสา วิญญาณบรรพบุรุษของมอแกนนั้น จัดขึ้นในวันข้างขึ้น เดือนห้าทางจันทรคติ มอแกนจะไม่ออกไปทำมาหากินเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ในช่วงนั้น จะมีงานฉลอง ที่มีการดื่มกิน การเล่นดนตรีร่ายรำ การเข้าทรงทำนายโชคชะตาของหมู่บ้าน และมีญาติพี่น้องจากเกาะต่างๆ มาพบปะสังสรรค์กัน



หล่อโบงสร้างใหม่เพื่อเป็นสิ่งประดับประดา



หล่อโบงและศาลดั้งเดิมของมอแกน

5. ไหนล่ะ เรือไม้ระกำของมอแกน ?

เรือ มอแกนที่เห็นกันอยู่ไม่ใช่เรือไม้ระกำ (ไม้ระกำมีลักษณะเป็นท่อนเล็กเรียวแบบต้นอ้อย) สมัยนี้มอแกนใช้ไม้กระดานทำเรือกันหมดแล้ว เรือไม้ระกำเหลือเพียงไม่กี่ลำในพม่า มอแกนส่วนใหญ่เลิกใช้ไม้ระกำเสริมกราบเรือแล้ว เพราะไม้ระกำมีอายุใช้งานเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น มอแกนหันมาใช้ไม้กระดานเนื่องจากมีความคงทน ใช้ได้นานหลายปี ส่วนมาดเรือนั้นใช้ได้นานหลายสิบปี และบางทียังสืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลานด้วย หลังจากที่มอแกนหันมาใช้ไม้กระดาน ใบเรือก็หมดประโยชน์ใช้สอยไปด้วย เนื่องจากเรือไม้กระดานมีน้ำหนักมาก ต้องขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์



ก่าบางไม้กระดานที่เกาะสุรินทร์



พิธีบูชาวิญญาณเพื่อให้ปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน

6. อาหารหลักของมอแกนคืออะไร ?

ใน สมัยก่อน อาหารหลักของมอแกนคือหัวมัน หัวกลอย พืชผัก ยอดไม้ ผลไม้ป่า ปลา ปู หอยชนิดต่างๆ ข้าวถือว่าเป็นอาหารพิเศษที่หาได้ยาก ต่อมาเมื่อมอแกนถูกดึงเข้ามาในระบบค้าขายแลกเปลี่ยน ข้าวจึงกลายเป็นอาหารหลัก และยังเป็นเครื่องประกันความอิ่มท้องเพราะเก็บรักษาได้นานไม่เหมือนอาหารสด อื่นๆ ที่เน่าเสียได้ง่าย มอแกนขายเปลือกหอยและสัตว์ทะเลเพื่อซื้อข้าวสารตุนเอาไว้เป็นกระสอบๆ โดยเฉพาะในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่การออกทะเลค่อนข้างยากลำบาก

กับ ข้าวของมอแกนมักจะต้ม ย่าง ทอด หรือผัด ถ้ามีเครื่องปรุงเช่น พริก หอม กระเทียม ตะไคร้ น้ำปลา น้ำตาล ก็จะใส่ลงไปให้รสชาติเข้มข้น “ช่อบาย” หรือกับข้าวของมอแกนมักจะมีรสเผ็ดเป็นหลัก

สมัยนี้มอแกนหันมาติดใจ อาหารขยะ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง และน้ำอัดลมกระป๋อง (เหมือนคนเมืองอย่างเรายังไงไม่รู้) อาหารที่คุณค่าโภชนาการต่ำอย่างนี้ทำให้สุขภาพมอแกนย่ำแย่ลง มอแกนอยู่ไกลหมอ ถ้าเจ็บไข้ไม่สบายจะทำยังไง? (ดูคำถาม-คำตอบอันต่อไปได้จ้า) และถ้าเด็กๆ มอแกนฟันผุเค้าจะไปหาหมอฟันยังไง (และที่สำคัญไปกว่านั้น จะเอาสตางค์ที่ไหนไปหาหมอฟัน)

ถ้างั้น เราอย่าเอาอาหารขยะไปให้มอแกนดีกว่า ควรให้ข้าวสาร (ก็มันมีประโยชน์แน่ๆ และเก็บไว้ได้นาน) ผลไม้สด (หากินยาก มอแกนกินแต่ผลไม้ป่า ไม่ค่อยมีเนื้อหนังเท่าไหร่) ผักสด และอาหารแห้ง (ที่ไม่ใช่อาหารขยะ)

 

7. มีมอแกนที่ไหนอีก ?

หมู่ เกาะมะริดในเมียนมาร์ยังมีประชากรมอแกนอีกนับพัน พม่าเรียกมอแกนว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) สันนิษฐานว่าคำนี้คงจะมาจากคำว่าฉลางหรือถลาง ซึ่งเป็นชื่อโบราณของภูเก็ต (Junk Selon) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวเลมาชุมนุมกันอยู่มากในสมัยก่อน

 

8. ถ้าเจ็บไข้ไม่สบายมอแกนทำยังไง ?

มอ แกนมีหมอพื้นบ้านที่รักษาโดยการเข้าทรง เพื่อเจรจากับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขอให้ปัดเป่าความเจ็บป่วยออกไป มอแกนใช้สมุนไพรหลายอย่างด้วย ส่วนการคลอด มอแกนยังใช้หมอตำแย ซึ่งเป็นป้าๆ มอแกนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำคลอดเป็นอย่างดี สมัยนี้มอแกนหันมาใช้ยาและการรักษาสมัยใหม่มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังใช้วิธีคลอดโดยหมอตำแยอยู่ และยังรักษาประเพณีการอยู่ไฟเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว



โต๊ะหมอมอแกนทำพิธีเสกน้ำเพื่อรักษาคนไข้

9. ทำไมในหมู่บ้านมอแกนมีผู้หญิงเยอะ ?

เมื่อเข้าไปหมู่บ้านมอแกนที่เกาะสุรินทร์ จะสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจาก

ผู้ชาย มักจะออกทะเลแทบทุกวัน บางทีเดินทางไกลไปยังเกาะต่างๆ ในพม่าเพื่อจับปลา งมหอยและปลิงทะเล เราจึงไม่ค่อยเห็นผู้ชายมอแกนในหมู่บ้าน ยกเว้นวันที่เค้าหยุดพักจากการออกทะเล
ผู้ชายต้องดำน้ำลึก และเสี่ยงต่อภัยอันตรายต่างๆ จึงตายเร็วกว่า หากนับจำนวนประชากรแล้ว ผู้หญิงมอแกนมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย
ใน ปัจจุบัน ผู้ชายบางคนติดสารเสพติด ทั้งยังต้องทำงานตรากตรำยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เงินมาซื้อข้าวสารและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ช่วงชีวิตเลยยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่ ถ้าท่านยังมีความเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง ก็คงจะไม่เอาเหล้า บุหรี่ หรือสารเสพติดไปเป็นของฝากให้มอแกน เพราะจะเป็นการเร่งให้เค้าอยู่ในโลกนี้สั้นลงไปอีกนะจ๊ะ
 

10. มอแกนถือสัญชาติอะไร ?

ที่ เกาะสุรินทร์มีมอแกน 4-5 คนเท่านั้น ที่มีสัญชาติและบัตรประชาชนไทย ส่วนใหญ่ยังไร้สัญชาติและยังไม่ได้รับความคุ้มครองในฐานะพลเมืองไทย หน่วยงานรัฐคงจะเห็นว่ามอแกนเป็นกลุ่มเร่ร่อนที่เดินทางไปมาข้ามพรมแดนไทย -เมียนมาร์อยู่บ่อยครั้ง แต่จริงๆ แล้ว มอแกนกลุ่มนี้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เกาะสุรินทร์มาก่อนจะประกาศเป็นอุทยาน แห่งชาติ เด็กๆ หลายคนเกิดที่นี่ และถือว่าเกาะสุรินทร์เป็นบ้านของเขา

 

ที่มา: โครงการนำร่องอันดามัน
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: