Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กรกฎาคม, 2561, 06:22:26

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง มโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  (อ่าน 59102 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #60 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2552, 08:44:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 61





        จากตอนที่แล้ว  อาจารย์เสนกะถูกมโหสถโต้กลับด้วยวาทะที่เฉียบคม ก็รีบโต้กลับว่า “มโหสถยังเด็กจะรู้อะไร ปากก็ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม  คนไม่มีทรัพย์ เหมือนต้นไม้ไม่มีผล นกมันยังไม่แลเลย”

        มโหสถก็รีบโต้กลับอย่างอาจหาญว่า “ท่านเสนกะหรือจะรู้อะไร เขามองเห็นเพียงแต่ทรัพย์ คนพาลมีทรัพย์ ย่อมอาศัยทรัพย์นั้นทำความชั่ว ไม่รู้ว่านายนิรยบาลกำลังเตรียมกระชากตัวไปสู่นรกอันร้ายกาจ ข้าพระองค์ขอยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย”

        พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำของมโหสถแล้ว ก็ทรงอัศจรรย์ใจ ตรัสชื่นชมมโหสถว่า  “เธอช่างพูดได้เข้าทีจริงเชียว” ขณะเดียวกันก็ทรงหันมาถามอาจารย์เสนกะว่า “ ท่านอาจารย์ล่ะจะว่าอย่างไร”

        อาจารย์เสนกะก็ไม่ยอมจำนนโดยง่าย รีบยกอุปมาว่า “แม่น้ำทุกสาย ไม่ว่าสายไหน เมื่อไหลไปถึงมหาสมุทร ชื่อเดิมก็หายไป ได้ชื่อใหม่ว่า มหาสมุทร ผู้มีปัญญาเลิศก็เช่นเดียวกัน ครั้นมาถึงถิ่นของผู้มีทรัพย์ ชื่อของเขาย่อมไม่ปรากฏ คงปรากฏแต่เพียงชื่อของบุคคลผู้มีทรัพย์เท่านั้น”

        มโหสถก็โต้กลับอาจารย์เสนกะทันควันเช่นกันว่า “มหาสมุทรแม้จะกว้างใหญ่เพียงไร ก็ไม่อาจล้นฝั่งไปได้  ฝั่งย่อมสกัดกั้นคลื่นไว้ได้ทั้งหมด  คนผู้ที่มีทรัพย์มากก็เช่นกัน เมื่อถึงคราวอับจนปัญญา ก็จะพากันไปพินอบพิเทาคนมีปัญญา เพื่อรับทราบข้อวินิจฉัยอันลึกซึ้ง  ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ จึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย” 

        เมื่อถูกเกทับด้วยข้ออุปมาที่เหนือชั้นกว่า ท่านเสนกะจึงต้องรีบกลับลำในทันที แล้วจึงตั้งประเด็นขึ้นใหม่ว่า “ช้าก่อนมโหสถ ข้ออุปมานั่นอาจไกลตัวเกินไป ลองมาฟังเรื่องจริงบ้างจะเป็นไรไป”

        ท่านเสนกะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใครๆต่างก็รู้กันว่า คนที่มีทรัพย์สมบูรณ์ด้วยยศ แม้นว่าจะไร้ปัญญา เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมชน สง่าราศีย่อมฉาบทาเรือนกายของเขา และไม่ว่าเขาจะกล่าวถ้อยคำใด ถึงจะเป็นคำเท็จก็ตาม ถ้อยคำนั้นย่อมจูงใจผู้คนให้เห็นคล้อยตามได้ง่าย เพราะใครๆก็นิยมชมชอบคนมีทรัพย์ หากคนมีทรัพย์พูดแล้วย่อมเสียงดังกว่า คนมีปัญญาน่ะหรือ หากไม่มีทรัพย์เป็นแรงหนุนแล้ว จะให้เป็นที่นิยมชมชอบได้อย่างไรกัน ใครเขาจะรับฟังและยอมกระทำตามคำของคนจนเล่า  ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ จึงยังคงยืนยันว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐ”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงเห็นว่าการปะทะคารมกันระหว่างบัณฑิตทั้งสอง เริ่มดุเด็ดเผ็ดร้อนขึ้นตามลำดับ จึงทรงเร่งหนุนให้มโหสถกล่าวแก้บ้าง

        มโหสถยิ้มหน่อยหนึ่ง แล้วจึงโต้กลับพร้อมเหน็บท่านเสนกลึกๆว่า “คนพาลผู้โง่เขลามองเห็นแต่สุขจอมปลอมโลกนี้เท่านั้น แต่โลกหน้าเขากลับมองไม่เห็นเสียเลย ท่านอาจารย์อย่าได้เอาวิสัยของคนพาลมากล่าวเลย   ก็คนไร้ปัญญาที่พูดเอาแต่ได้ มุ่งให้คุณแก่ตนเองแต่ให้ร้ายผู้อื่น โป้ปดมดเท็จอย่างไรไม่สนใจ พูดโกหกพกลม เพ้อเจ้อไปตามเรื่องตามราว ต่อให้เขามีทรัพย์สักปานใด ก็ย่อมถูกตำหนิได้แม้ในท่ามกลางที่ประชุมชน ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว คนเหล่านี้ถึงมีทรัพย์มากแต่ก็เป็นคนหนักแผ่นดิน แล้วจะประเสริฐอะไร มิหนำซ้ำภายหลังเขายังจะต้องไปสู่ทุคติอีก”

        ท่านเสนกะถูกเหน็บเต็มๆ ก็เจ็บลึกเข้าไปในใจสุดที่จะกล้ำกลืนได้ แต่ก็มิได้ลังเลใจ ยังคงยืนหยัดอยู่ในมติของตนอย่างเข้มแข็งว่า  “บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน แต่ไร้ทรัพย์ไร้ที่พักพิง ไม่มีหลักมีฐานอันใด ก็หมดท่าหมดสง่าราศี ถึงจะกล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้อยคำของเขาย่อมไม่งอกงามในที่ประชุมชน ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจ เขาปรากฏตนในท่ามกลางบริษัทเหมือนหิ่งห้อยในเวลาดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น อย่างนี้แล้วเขาจะประเสริฐอย่างไรเล่า”

        มโหสถค้านในทันทีว่า “อาจารย์เสนกะ วาจาของท่านวิปริตไปเสียแล้ว ท่านผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่กล่าวคำเหลาะแหละเหลวไหล เขาย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญในท่ามกลางที่ประชุมชน ทั้งภายหลัง เขาย่อมได้ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน ตรงข้ามกับคนพาลที่พูดเอาแต่ได้ เขาย่อมถูกตำหนิติฉิน และภายหลังย่อมไปสู่ทุคติโดยมิต้องสงสัย”

        ถึงอย่างไร อาจารย์เสนกะก็ไม่ยอมจำนนง่ายๆ รีบโต้กลับทันควันว่า “มโหสถเอ๋ย เจ้าอย่าได้พูดไกลไป มองดูแค่รอบกายเถิด ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ทั้งแก้วแหวนเงินทอง ช้างม้าวัวควาย ตลอดจนเหล่าข้าทาสบริวาร ล้วนพรั่งพร้อมอยู่ในสกุลของเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ใช่แต่เท่านั้น แม้คนมีปัญญามหาศาลแต่หากไม่มีทรัพย์แล้ว ก็เท่ากับสิ้นยศอำนาจวาสนา ในที่สุดก็ต้องตกเป็นขี้ข้าของคนมีทรัพย์กันหมดทีเดียว ทรัพย์ทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ จึงไม่หนีหายไปไหน ย่อมตกอยู่ในอำนาจของคนมีทรัพย์ ให้ได้ใช้สอยอุปโภคบริโภคตามความปรารถนา”

        มโหสถบัณฑิตก็แย้งกลับด้วยเหตุผลที่หนักแน่นกว่า และยังเหน็บเข้าเต็มแรงว่า “ท่านเสนกะ ที่ท่านกล่าวมาก็จริงอยู่ แต่ท่านก็รู้อยู่ว่า ตระกูลผู้มั่งคั่ง ถึงแม้จะมีทรัพย์มาก แต่เพราะความที่เขาเป็นคนพาลสันดานหยาบ จึงไม่รู้จักจัดแจงการงาน ความภาคภูมิโอ่อ่าด้วยทรัพย์อันเป็นสิริจึงไม่อาจอยู่ได้นาน ไม่ช้าทรัพย์นั้นก็จักต้องละทิ้งเขาไป ทรัพย์ของคนโง่ย่อมถูกปอกลอกไปได้ง่าย ไม่ต่างจากงูที่ลอกคราบเก่าทิ้งเสีย ในเมื่อทรัพย์ของคนโง่มีวันแต่จะเสื่อมสิ้นไป แล้วคนโง่จะเหลือสิ่งใดให้ภาคภูมิใจกันเล่า”

        การโต้วาทะของบัณฑิตทั้ง ๒ เริ่มเข้มข้นขึ้นไปทุกขณะ อาจารย์เสนกะนั้นมุ่งแต่ประโยชน์ในปัจจุบัน มองสั้นๆ แค่เพียงในชาตินี้ว่า ให้ได้ใช้ทรัพย์แสวงหาความสุขไปวันๆ ก็เพียงพอแล้ว

        ส่วนมโหสถบัณฑิต ไม่ได้มองเพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่ได้มองไกลออกไปถึงในภพชาติเบื้องหน้า เพราะเห็นชัดถึงคุณและโทษของทรัพย์ว่า ถ้าหากขาดปัญญาในการใช้สอยแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ทรัพย์ไปในทางที่เป็นบาป   เช่นนำไปเสียให้กับอบายมุข นำไปดื่มสุรา เล่นการพนัน และเที่ยวกลางคืนเป็นต้น ทรัพย์นั้นแทนที่จะเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติ แต่จะกลายเป็นทรัพย์วิบัติไป เพราะนำความวิบัติมาให้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ส่วนว่าอาจารย์เสนกะนั้น แม้จะรู้ว่า ตนนั้นเริ่มเพลี่ยงพล้ำเข้าไปทุกที แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้  แต่ว่าท่านเสนกะจะกล่าวแก้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #61 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2552, 09:06:03 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 62



        จากตอนที่แล้ว  อาจารย์เสนกะถูกมโหสถโต้กลับด้วยข้ออุปมาที่เหนือชั้น จึงตั้งประเด็นขึ้นใหม่ว่า “คนที่มีทรัพย์สมบูรณ์ด้วยยศ ย่อมมีคำพูดน่าเชื่อถือ จูงใจผู้คนได้ง่าย เพราะใครๆก็นิยมคนมีทรัพย์ คนมีปัญญา หากไม่มีทรัพย์เป็นแรงหนุนแล้ว ย่อมไม่มีใครมานิยมชมชอบ”
 
        มโหสถก็โต้กลับทันที แกมเหน็บแนมลึกๆว่า “คนพาลผู้โง่เขลามองเห็นแต่สุขจอมปลอมในโลกนี้ โดยไม่คำนึงถึงโลกหน้า พูดเอาแต่ได้ มุ่งเพียงประโยชน์ส่วนตัวแต่ให้ร้ายผู้อื่น ต่อให้เขามีทรัพย์สักเท่าใด ก็ย่อมถูกตำหนิในที่ประชุมชน เมื่อเขาตายแล้วยังจะต้องไปสู่ทุคติอีก”

        ท่านเสนกะถูกเหน็บเต็มๆ ก็เจ็บลึกเข้าไปในใจ รีบโต้กลับว่า  “บุคคลผู้มีปัญญา แต่ไร้ทรัพย์ไร้ที่พักพิง ก็หมดสง่าราศี ถึงจะพูดดีมีประโยชน์ แต่ถ้อยคำของเขาย่อมไม่น่าเชื่อถือ เขาปรากฏในที่ประชุมชนเหมือนหิ่งห้อยในเวลาดวงอาทิตย์อุทัย อย่างนี้แล้วเขาจะประเสริฐอย่างไร”

        มโหสถค้านในทันทีว่า “บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่กล่าวคำเหลาะแหละ เขาย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญในที่ประชุมชน ทั้งภายหลัง ย่อมได้ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน ส่วนคนพาลที่พูดเอาแต่ได้ เขาย่อมถูกตำหนิติฉิน และภายหลังย่อมไปสู่ทุคติโดยมิต้องสงสัย”

        อาจารย์เสนกะรีบโต้กลับด้วยวาทะว่า  “คนมีปัญญาแต่ไร้ทรัพย์ ก็สิ้นวาสนา ต้องเป็นขี้ข้าของคนมีทรัพย์” 
 
        มโหสถบัณฑิตก็แย้งกลับว่า “คนพาลแม้มีทรัพย์ แต่เขาไม่รู้จักจัดแจงการงาน ไม่ช้าทรัพย์นั้นก็จะต้องสูญสิ้นไป แล้วคนโง่จะเหลือสิ่งใดให้ภาคภูมิใจอีกเล่า”

        เหตุผลของมโหสถเมื่อสักครู่ ทำเอาอาจารย์เสนกะเริ่มตื้อตัน ถึงกับต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อครุ่นคิดหาเหตุผลมาแย้งมโหสถให้จงได้ ในที่สุดอาจารย์เสนกะจึงตัดสินใจงัดไม้เด็ด ซึ่งเป็นวาทะไม้ตายที่คิดว่าไม่มีใครจะเอาชนะได้อีกแล้ว โดยมุ่งหวังจะเล่นงานมโหสถบัณฑิตให้ยอมจำนนให้จงได้ “ขอเดชะ มโหสถยังเป็นเด็กทารก เธอจะรู้ประสีประสาอะไร”

        ท่านเสนกะเป็นฝ่ายเหน็บบ้าง จากนั้นจึงกล่าวต่อไป ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างผู้กุมชัยชนะว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างก็เป็นบัณฑิต ผู้มีปัญญารอบรู้ด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วก็ยังพากันน้อมกายถวายชีวิตเป็นข้าเฝ้าของพระองค์ผู้ทรงอิสริยยศ ดูอย่างท้าวสักกเทวราชทรงครองความเป็นใหญ่ในหมู่ทวยเทพ ฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นใหญ่เหนือข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้น ข้าพระพุทธเจ้าตระหนักถึงความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ดังนี้ จึงขอกราบทูลยืนยันว่า คนมีปัญญาเป็นคนทราม คนมีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า”
 
        สิ้นเสียงกราบทูลของท่านเสนกะ อาจารย์ปุกกุสะ กามินทะ และเทวินทะต่างยิ้มกริ่ม เพราะเริ่มมองเห็นลู่ทางที่จะชนะมโหสถได้เด็ดขาด ในขณะที่เหล่าข้าราชบริพารที่คอยฟังอยู่ด้วยใจจอจ่อ ต่างพากันส่งเสียงอึงคะนึง หลายคนพลอยหนักใจแทนมโหสถ เพราะข้อโต้แย้งที่อาจารย์ยกมาอ้างนั้น เป็นหลักยันที่ยากจะลบล้างได้

        ส่วนมโหสถหาได้หวั่นวิตกในข้อโต้แย้งของอาจารย์เสนกะไม่ กลับกราบทูลพระราชาอย่างองอาจว่า “ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า อาจารย์เสนกะจะรู้อะไร พระพุทธเจ้าข้า เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสดับคำของข้าพระองค์ก่อนเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

        ครั้นแล้วมโหสถจึงพลิกไม้ตายของท่านเสนกะกลับไปอีกด้านหนึ่ง แล้วตีกลับคืนไปว่า “เมื่อผู้มีปัญญามุ่งหวังจะกระทำกิจใด ก็เพียงจัดแจงแบ่งงานนั้นไปอย่างละเอียดลออ เพื่อให้บรรลุผลตามที่ตนต้องการ แต่คนโง่ ครั้นได้รับมอบหมายให้ทำกิจนั้นๆแล้ว ก็ลุ่มหลงมัวเมาในยศตำแหน่ง ตกเป็นทาสของผู้มีปัญญา จึงคิดเลยเถิดไปว่า ตนคงมีความสำคัญนักหนา หาได้สำนึกบ้างว่า ตนกำลังเป็นเหมือนปลาที่กำลังฮุบเหยื่อที่พรานเบ็ดล่อไว้ ในที่สุดเหยื่อที่กลืนกินนั่นแหละจะกลับมาทำร้ายตนเอง ให้ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสทีเดียว ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าดังนี้ จึงขอกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่มีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลยพระพุทธเจ้าข้า”

        วาทะของมโหสถในครั้งนี้ เป็นดุจไม้หน้าสามที่ตีแสกลงกลางกระหม่อมของอาจารย์เสนกะเสียจนหน้าคว่ำไม่เป็นท่า เพราะไม่ว่าใครหากได้ตรองตามสักหน่อย ก็ย่อมจะเห็นชัดว่า คำพูดของอาจารย์เสนกะผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  เพราะในขณะที่กำลังยกตนว่าเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาที่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้มีทรัพย์อยู่ดี นั่นก็เท่ากับแฝงนัยยะว่า พระราชาเป็นเพียงผู้มีทรัพย์แต่พระองค์หามีปัญญาไม่

        ใครๆ ถึงมุ่งแต่จะได้ทรัพย์จากพระองค์ การกล่าวเช่นนี้เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดวิสัยที่ราชบัณฑิตทั้งหลายพึงกระทำกัน  แต่ครั้นมโหสถกล่าวแก้ว่า อันที่จริงการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์ เป็นวิสัยของบัณฑิตผู้มีปัญญาที่รู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพย์ เพื่อจัดแจงกิจการงานให้สำเร็จลุล่วงตามที่ตนปรารถนา ซึ่งต่างจากคนโง่ ที่พอมีทรัพย์เข้าบ้าง ก็หลงมัวเมาติดข้องอยู่ในทรัพย์นั้นเหมือนปลาที่กลืนเหยื่อ 

        คำโต้แย้งของมโหสถ จึงเป็นการยกพระองค์ให้อยู่เหนือคำลบหลู่ดูหมิ่นเหล่านั้น และทำความกระจ่างชัดให้ปรากฏขึ้นในท่ามกลางที่ประชุม เหมือนบันดาลดวงจันทร์เพ็ญให้มาปรากฏในคืนเดือนมืดฉะนั้น

        ท่านเสนกะก็เป็นคนมีแววอยู่ไม่น้อย ครั้นได้ฟังวาทะของมโหสถแล้ว ก็เห็นชัดในความโง่ของตน ต่อให้ท่านเสนกะมีปฏิภาณว่องไวเพียงใดก็ตาม แต่พอถูกโต้กลับเช่นนี้ ก็คงต้องยอมจำนน  เพราะอับจนปัญญาจนไม่รู้จะเอาอะไรมาสาธยายอีก เหมือนข้าวที่หมดไปจากยุ้งฉาง จึงได้แต่นั่งคอตกด้วยความอัปยศอดสูจนยากจะอธิบาย

        มโหสถบัณฑิตเห็นอาจารย์เสนกะนิ่งจำนนไปแล้ว จึงต้องการจะพรรณนาอานุภาพแห่งปัญญาให้ยอดยิ่งขึ้นไปอีก จึงกราบทูลต่อไปว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สัตบุรุษทั้งหลายล้วนสรรเสริญปัญญาว่าประเสริฐสูงสุด ไม่ว่ากาลไหนๆ คนมีทรัพย์จะก้ำเกินผู้มีปัญญาไปไม่ได้เลย”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำพยากรณ์ปัญหาของมโหสถแล้ว ท้าวเธอทรงพอพระทัยยิ่งนัก ทรงมีพระประสงค์จะพระราชทานรางวัลแก่มโหสถให้เต็มที่ตามที่ได้ตั้งพระทัยไว้แต่ต้น ดังนั้นจึงได้พระราชทานโคพันตัว พร้อมด้วยโคอุสุภราชอันเป็นจ่าฝูง อีกทั้งรถเทียมม้าอาชาไนยสิบคันและบ้านส่วยอีกสิบตำบลเพื่อเป็นการบูชาปัญญานุภาพของมโหสถบัณฑิต 

        การโต้วาทะในครั้งนี้ จึงเป็นอันตัดสินชี้ขาดระหว่างราชบัณฑิตทั้ง ๔ และมโหสถบัณฑิตว่าใครเป็นผู้มีปัญญายอดเยี่ยมกว่ากัน แล้วบัดนี้ กองเพลิงใหญ่ ๔ กองก็ถึงกาลต้องอับแสงลง ในขณะที่เพลิงกองน้อยกลับยิ่งสว่างโพลง กระทั่งข่มแสงของกองเพลิงใหญ่ทั้งหมด และในที่สุดบัณฑิตน้อยผู้มีนามว่ามโหสถบัณฑิต ก็ปรากฏชื่อเสียงกระเดื่องเลื่องลือไปทั่วพระนครนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่วนในตอนหน้า เป็นตอนมโหสถเริ่มเติบโตเป็นหนุ่ม ถึงคราวที่จะต้องเลือกคู่ครอง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #62 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2552, 20:54:46 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 63




        จากตอนที่แล้ว  อาจารย์เสนกะตัดสินใจงัดไม้เด็ดออกมาใช้ ด้วยวาทะสุดท้ายว่า “ข้าพระพุทธเจ้าแม้เป็นบัณฑิต แต่ก็ยังถวายชีวิตเป็นข้าเฝ้าของพระองค์ผู้มีทรัพย์ ข้าพระพุทธเจ้าตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ จึงขอกราบทูลยืนยันว่า คนมีปัญญาเป็นคนทราม คนมีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐ”

 
        ส่วนมโหสถก็ตีกลับด้วยไม้เด็ดที่เหนือชั้นกว่าอย่างองอาจว่า  “ผู้มีปัญญาเมื่อหวังจะกระทำกิจอันใด ก็เพียงจัดแจงแบ่งงานนั้นๆไป ก็จะได้บรรลุผลตามที่ตนต้องการ ส่วนคนโง่ ครั้นได้รับมอบหมายให้ทำกิจนั้นๆ ก็ลุ่มหลงมัวเมาในยศตำแหน่ง ตกเป็นทาสของผู้มีปัญญา หาได้สำนึกถึงความเขลาของตนไม่ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าดังนี้ จึงขอกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่มีทรัพย์ไม่ประเสริฐ”

         วาทะของมโหสถในครั้งนี้ เป็นดุจไม้หน้าสามที่ตีลงกลางกระหม่อมของอาจารย์เสนกะจนหน้าคว่ำไม่เป็นท่า บอกให้ทราบว่าทะของอาจารย์เสนกะว่า พวกเขาเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระราชาผู้มีทรัพย์ แต่หามีปัญญาไม่ เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างจัง

        คำโต้แย้งของมโหสถ จึงเป็นการยกพระองค์ให้อยู่เหนือคำลบหลู่เหล่านั้น ทำให้อาจารย์เสนกะต้องยอมจำนน เพราะอับจนปัญญาจนไม่รู้จะเอาอะไรมาสาธยายอีก ตั้งแต่นั้นมา กองเพลิงใหญ่ ๔ กองก็ถึงกาลต้องอับแสงลง ในขณะที่เพลิงกองน้อยกลับยิ่งสว่างโพลงข่มแสงเพลิงกองใหญ่ทั้งหมด

        ครั้นกาลเวลาผ่านไป มโหสถบัณฑิตก็ยิ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหราชมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ท้าวเธอทรงรักและเมตตาในมโหสถยิ่งนัก เสมือนหนึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์เอง เป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนทั้งหลาย ทำให้อาจารย์ทั้ง ๔ ไม่กล้าคิดมาตอแยอีก

        ครั้นต่อมา มโหสถเจริญวัยได้ ๑๖ ปี เป็นหนุ่มน้อยรูปงาม สง่าผ่าเผย ทั้งรุ่งเรืองด้วยปัญญาอย่างหาที่เปรียบมิได้

        พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริในพระทัยว่า “มโหสถน้องชายของเราเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ทั้งมีตำเเหน่งเป็นถึงราชบัณฑิต บัดนี้จึงสมควรที่เธอจะมีคู่ครองได้แล้ว”

        พระนางจึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลแด่พระราชสวามี ท้าวเธอก็ทรงเห็นชอบด้วย พระนางจึงไม่ทรงรอช้า มีรับสั่งให้เรียกมโหสถบัณฑิตมาเข้าเฝ้าถึงพระตำหนัก

 
        ครั้นแล้วจึงตรัสถามมโหสถว่า “มโหสถน้องรัก บัดนี้น้องก็โตเป็นหนุ่มแล้ว พี่คิดว่าถึงเวลาที่น้องควรจะมีคู่ครองเสียที หากว่าน้องยินดี พี่ก็จักเลือกหญิงงามมาให้ จะได้เป็นคู่เชิดชูสิริของน้องอย่างไรล่ะ”

        มโหสถแม้นจะตระหนักดีว่า คติของผู้ครองเรือนย่อมจะมีสุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป แต่ในเมื่อพระนางทรงใส่พระทัยในเรื่องนี้มาก จนถึงกับทรงเรียกมาตรัสถาม มโหสถจึงไม่อาจที่จะขัดพระราชเสาวนีย์ได้   ในที่สุดจึงทูลรับสนองว่า “เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พะยะค่ะ”

        พระนางทรงปลื้มพระทัย รีบตรัสว่า  “ดีละ ถ้าเช่นนั้น พี่จักเลือกหญิงงามมาให้น้องเอง”

        มโหสถดำริในใจว่า “สตรีถึงจะมีรูปงาม ก็ใช่ว่าจะเป็นที่รักที่ชอบใจของบุรุษเสมอไป อย่ากระนั้นเลย เราควรแสวงหาคู่ครองด้วยตนเองจะดีกว่า”

        คิดดังนี้แล้ว จึงกราบทูลพระนางว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดทรงประทานโอกาสแก่ข้าพระบาทสักสองสามวันเถิด พะยะค่ะ”   
 
        “น้องประสงค์สิ่งใดหรือ” พระนางตรัสถาม

        “หม่อมฉันใคร่จะเลือกคู่ครองด้วยตนเอง พะยะค่ะ ครั้นได้พบสตรีที่ถูกใจแล้ว จักกราบทูลให้พระองค์ทราบโดยเร็วที่สุด พะยะค่ะ”
 
        พระนางอุทุมพรก็ทรงประทานโอกาสให้มโหสถสามารถเลือกหาคู่ครองได้ตามความปรารถนา มโหสถรีบกราบถวายบังคมแล้วจึงทูลลากลับ

        จากนั้นจึงได้เรียกเหล่าสหายบริวารมาสั่งความให้ช่วยกันดูแลเรือนของตนให้เรียบร้อย แล้วตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงหาหญิงที่จะมาเป็นคู่ครองของตนในทันที

        ในการเดินทางครั้งนี้ มโหสถไม่ปรารถนาจะให้ใครรู้ จึงได้ปกปิดฐานะของตนไว้ โดยปลอมตัวเป็นช่างชุน ถือวัสดุอุปกรณ์เย็บชุนพร้อมด้วยถุงหนังขนาดย่อมบรรจุเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะและผ้าสาฎกเนื้อดีผืนหนึ่ง แล้วรีบบ่ายหน้าไปทางเหนือ ลัดเลาะผ่านละเมาะไม้ และทิวทัศน์อันน่ารื่นรมย์แห่งท้องทุ่งข้าวสาลีสีทอง โดยมุ่งสู่บ้านอุตรยวมัชฌคามซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของมิถิลานคร

        กระทั่งเวลาสายในยามที่แสงแดดแผดกล้าขึ้นตามลำดับ มโหสถเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า แต่ความหวังที่มุ่งไปให้ถึงหมู่บ้านอุตรยวมัชฌคามซึ่งมองเห็นอยู่ลิบๆ ก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ

        ในบ้านอุตรยวมัชฌคามนั้น ได้มีตระกูลเศรษฐีเก่าแก่อยู่ตระกูลหนึ่ง ซึ่งภายหลังฐานะเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นตระกูลขัดสนในบัดนี้ ก็ในตระกูลนั้นได้มีธิดาสาวคนหนึ่ง นางเป็นผู้มีรูปงามสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะทุกประการ

         ในวันเดียวกับที่มโหสถเดินทางไปถึงหมู่บ้านนั้น นางกำลังถือภาชนะบรรจุข้าวต้มออกจากบ้านแต่เช้า เดินทางมุ่งสู่ทุ่งนาเหมือนเช่นทุกวัน เพื่อนำข้าวต้มไปส่งให้บิดาซึ่งกำลังไถนาอยู่

        ครั้นมโหสถก็เห็นนางเดินสวนทางมา สังเกตท่วงทีของนางช่างงามสง่าดุจดั่งนางหงส์ กิริยาก็ช่างอ่อนช้อยเหมือนสตรีที่ได้รับการฝึกหัดมาดีแล้ว คือไม่เร็วเกินไปจนลุกลน และไม่ช้าเกินไปจนยืดยาด ทั้งรูปทรงสัณฐานก็งามสมกับเป็นหญิงผู้มีบุญ คือไม่ขาวเกินไป ไม่ดำเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป

        มโหสถเห็นดังนี้แล้ว จึงคิดในใจว่า “นางช่างงามพร้อมสมเป็นกุลสตรีจริงหนอ หากว่านางยังไม่มีคู่ครอง เราก็ควรรับนางมาเป็นศรีภรรยาของเรา”

        ฝ่ายนางก็เช่นกัน เพียงนางได้เห็นหน้าช่างชุนหนุ่มเท่านั้น นางก็รู้สึกต้องตาต้องใจยิ่งนัก ถึงกับดำริในใจว่า “ท่วงทีกิริยาของบุรุษนี้องอาจดุจดังพญาราชสีห์ ดูช่างเป็นผู้มีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ หาใช่คนต่ำทรามไม่และมีแววว่าจักเป็นผู้เรืองอำนาจวาสนาได้ หากว่าชายผู้นี้ยังไม่มีภรรยา เขานั่นแหละย่อมคู่ควรกับเราอย่างยิ่ง”

        การพบกันเพียงครั้งแรกระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวก็เกิดความรู้สึกต้องตาต้องใจกันเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยบุพเพสันนิวาส คือได้เคยอยู่ร่วมกันมา และเคยได้สร้างบุญร่วมกันมาในภพชาติก่อน ซึ่งมโหสถบัณฑิตและนางอมราก็อยู่ในกฎเกณฑ์นี้ ส่วนเหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 


 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #63 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน, 2552, 21:27:44 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 64




        จากตอนที่แล้ว  มโหสถบัณฑิตได้ชัยชนะในการโต้วาทะอย่างงดงาม ก็ยิ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหราชมากยิ่งขึ้น  ท้าวเธอทรงรักและเมตตาในมโหสถยิ่งนัก เสมือนหนึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์เอง

        ครั้นต่อมา มโหสถเจริญวัยได้ ๑๖ ปี เป็นหนุ่มน้อยรูปงาม สง่าผ่าเผย ทั้งรุ่งเรืองด้วยปัญญา พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริว่า “มโหสถน้องชายของเราเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว สมควรที่เธอจะมีคู่ครองได้แล้ว”  จึงมีรับสั่งให้เรียกมโหสถบัณฑิตมาเข้าเฝ้าถึงพระตำหนัก

        ทรงหารือกับมโหสถว่า “ บัดนี้น้องก็โตเป็นหนุ่มแล้ว พี่คิดว่าถึงเวลาที่น้องควรจะมีคู่ครองเสียที หากว่าน้องยินดี พี่ก็จักเลือกหญิงงามมาให้ จะได้เป็นคู่เชิดชูสิริของน้องอย่างไรล่ะ”

        มโหสถซาบซึ้งในความปรารถนาดีของพระนาง แต่เกรงว่าหญิงที่พระนางหามาให้จะไม่ถูกใจ จึงร้องขอว่าจะขอเลือกหญิงนั้นด้วยตนเอง  ครั้นได้รับความยินยอมจากพระนางแล้วจึงทูลลากลับ

        รุ่งเช้าจึงปลอมตัวเป็นช่างชุน มุ่งสู่บ้านอุตรยวมัชฌคาม ในตอนสายของวันนั้นก็ได้เดินสวนทางกับธิดาสาวของตระกูลเศรษฐีเก่าผู้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ ซึ่งบัดนี้ได้ตกยาก นางกำลังนำข้าวต้มไปส่งให้บิดาซึ่งกำลังไถนาอยู่ ก็รู้สึกพึงพอใจ ฝ่ายนางก็รู้สึกต้องตาในมโหสถเช่นเดียวกัน

        เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างคิดเห็นตรงกันเช่นนี้ หากว่าได้สนทนากันสักครู่หนึ่ง ก็คงจะถูกใจกันเป็นแน่ มโหสถซึ่งปลอมตัวมาในรูปช่างชุนหนุ่ม จ้องมองดูนางอย่างไม่กระพริบตา พลางคิดในใจว่า “ขึ้นชื่อว่าบุรุษย่อมต้องให้เกียรติสตรีเสมอ ดังนั้น เราควรจะทักนางก่อน”

        คิดดังนี้แล้วก็กำมือขึ้นข้างหนึ่ง แล้วชูออกมาข้างหน้า เพื่อที่จะทดสอบเชาว์ปัญญา แล้วมโหสถก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะเพียงแค่นางได้เห็นกิริยาของช่างชุนเท่านั้น นางก็รู้ทันทีว่า ชายผู้นี้กำลังถามนางว่า “นางมีสามีแล้วหรือยัง” 
 
        นางรีบหยุดยืน พร้อมกับแบมือออกไปข้างหน้า แล้วก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง โดยที่มิได้กล่าวอะไรเลย

        มโหสถเห็นนางแบมือ ก็รู้ทันทีว่านางยังไม่มีสามี เพราะการแบมือ เท่ากับบอกว่านางยังไม่ได้อยู่ในบังคับของใคร ยังเป็นอิสระแก่ตนอยู่

        มโหสถทราบความหมายนั้นแล้ว ก็ยิ้มด้วยความดีใจ ดำริในใจว่า “ความเป็นผู้มีปัญญา จะพึงรู้ได้ในยามสนทนา ดีล่ะ เราจักถามนางก่อน”  คิดดังนี้แล้ว ก็รีบเดินเข้าไปใกล้นาง แล้วถามว่า “ขอโทษเถอะนะน้องหญิง เธอชื่ออะไรหรือ”

        นางถูกถามตรงๆ แต่ก็หาได้ตอบในทันทีไม่ กลับกล่าวเป็นปริศนาสั้นๆ ว่า “นายท่าน สิ่งใดที่ไม่มีแก่ดิฉัน ทั้งในอดีต ในอนาคต และปัจจุบัน นั่นแหละเป็นชื่อของดิฉัน”

        “อ้อ ความไม่ตายนั่นเอง สิ่งที่ไม่ตายย่อมไม่มีอยู่ในโลก” มโหสถอุทานเบาๆ  แล้วจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเธอชื่อ อมรา ที่แปลว่าไม่ตาย ใช่หรือไม่”

        “ถูกแล้วจ้ะนาย” นางอมราตอบด้วยน้ำเสียงกังวาน พร้อมทั้งคิดไปไกลว่า “ชายหนุ่มผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดกว่าใครที่เราเคยเห็นมามากนัก ถ้าหากได้เขาเป็นคู่ครองชีวิต เราคงจะมีความสุขไม่น้อยเลย”

        ขณะเดียวกันนั้นเสียงของมโหสถก็ดังขึ้น ในลักษณะชวนคุยต่อว่า “แล้วเธอจะนำข้าวต้มไปให้ใครกันเล่า” 

        “ดิฉันก็จะนำไปให้เทวดาองค์แรกน่ะสิ” นางอมราตอบ

        มโหสถใคร่ครวญว่า “บิดามารดาชื่อว่าเป็นดั่งบุรพเทพ คือเทวดาองค์แรกของบุตร ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ที่ออกไปทำการงานนอกบ้าน ก็ควรจะเป็นบิดามากกว่า” 

        ครั้นแล้วจึงกล่าวกับนางว่า “เธอคงนำข้าวต้มไปส่งให้บิดากระมัง”
 
        นางอมราก็รับว่า “ถูกแล้วจ๊ะนาย ดิฉันกำลังนำข้าวต้มไปส่งให้บิดา”

        “ก็บิดาของเธอ กำลังทำงานอะไรอยู่หรือ”  มโหสถซักอีก 

        นางอมรายิ้มแล้วตอบเป็นปริศนาอีกว่า “บิดาของดิฉันกำลังทำสิ่งหนึ่งให้เป็นสองส่วนจ้ะ”

        มโหสถฟังคำตอบนั้นแล้ว ก็ทราบทันทีว่า การทำสิ่งหนึ่งให้เป็นสองส่วนก็คือการไถนานั่นเอง เพราะเมื่อไถไปได้รอยเดียว แต่เนื้อดินกลับแยกออกเป็นสอง

        เขาจึงถามนางว่า “บิดาของเธอกำลังไถนาอยู่ใช่ไหม”

        “ใช่แล้วจ้ะ บิดาของฉันไถนาอยู่ในที่ที่ผู้คนไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่กลับมาอีก บิดาของดิฉันไปไถนาอยู่ใกล้ๆที่นั้นแหละจ้ะ”

         “ใกล้ป่าช้าน่ะหรือ” 
 
        “ถูกต้องแล้วจ้ะ ป่าช้าเป็นที่อันใครๆไปแล้ว ย่อมไม่กลับมาอีกแน่แท้”

        “แล้ววันนี้เธอจะกลับหรือไม่เล่า” มโหสถย้อนถามนาง

        นางอมราตอบทันทีว่า “นายจ๊ะ การ ‘กลับ’ หรือ ‘ไม่กลับ’ ของดิฉัน ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งนั้นจัก ‘มา’ หรือ ‘ไม่มา’ คือถ้ามาดิฉันก็จะยังไม่กลับ เมื่อไม่มาดิฉันจึงจะกลับ”

        มโหสถได้ฟังคำของนาง จึงเอ่ยขึ้นว่า “เห็นทีว่าบิดาของเธอคงไถนาใกล้ฝั่งแม่น้ำสินะ ในเวลาที่น้ำหลากมา เธอก็จะยังไม่กลับบ้านเพราะต้องรอจนกว่าน้ำลดจึงจะข้ามแม่น้ำมาได้ แต่หากว่าน้ำไม่หลากมา เธอจึงจะกลับบ้านได้อย่างสบาย”

        “ถูกแล้วจ้ะนาย” นางอมราตอบ

        หลังจากที่ได้สนทนากันมาพอสมควร มโหสถก็พอจะหยั่งรู้ว่า นางอมราเป็นหญิงที่มีความฉลาดหลักแหลมอยู่ไม่น้อย อีกทั้งไหวพริบปฏิภาณของนางก็ว่องไวต่างจากหญิงทั่วไป  ครั้นมั่นใจในตัวนางเช่นนี้แล้ว มโหสถก็มิได้ถามอะไรอีก เอาแต่จ้องมองดูนางด้วยความพึงพอใจ ส่วนว่า มโหสถจะได้นางมาเป็นคู่ครองด้วยวิธีการใดนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #64 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน, 2552, 21:28:40 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 65




        จากตอนที่แล้ว  มโหสถซึ่งอยู่ในชุดของช่างชุนหนุ่ม ได้พบสาวงามที่ต้องตาต้องใจซึ่งกำลังนำอาหารไปส่งบิดาที่ระหว่างทางก็คิดว่า “ถ้าหญิงนี้มีปัญญา ก็สมควรที่จะเป็นคู่ครองของเรา” จึงทดสอบเชาว์ปัญญาของเธอ โดยกำมือข้างหนึ่ง แล้วชูออกไปข้างหน้า

        ส่วนนางก็ต้องใจในมโหสถเช่นกัน ครั้นได้เห็นกิริยาของช่างชุนเช่นนั้น ก็รู้ความหมายเป็นนัยยะว่า “เธอมีสามีแล้วหรือยัง”  นางจึงรีบแบมือออกไปข้างหน้า บอกว่านางยังเป็นอิสระแก่ตนอยู่

        มโหสถทราบความหมายนั้นแล้ว ก็ยิ้มด้วยความดีใจ ตัดสินใจถามนางตรงๆ ว่า “เธอชื่ออะไร” นางถูกถามตรงๆ จึงตอบแก้ลำด้วยปริศนาสั้นๆ ว่า “สิ่งใดที่ไม่มีแก่ดิฉัน ทั้งในอดีต ในอนาคต และปัจจุบัน นั่นแหละเป็นชื่อของดิฉัน”

        มโหสถจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเธอก็ชื่อ อมรา ที่แปลว่าไม่ตายนะซิ” คราวนี้เธอตอบตรงๆว่า “ถูกต้องจ้ะนาย ฉันชื่อ อมรา” 
 
        มโหสถถามต่อว่า “แล้วเธอจะนำข้าวต้มไปให้ใครล่ะ” 
 
        เธอก็ตอบเป็นปริศนาอีกว่า “ดิฉันจะนำไปให้เทวดาองค์แรกจ้ะ”

        มโหสถใคร่ครวญว่า “บิดามารดา ชื่อว่าเป็นเทวดาองค์แรกของบุตร”  จึงกล่าวกับนางว่า “เธอคงนำข้าวต้มไปส่งให้บิดากระมัง” เธอก็รับว่าถูกต้องแล้ว ครั้นได้สนทนากับนางพอสมควร มโหสถก็รู้ว่าเธอเป็นหญิงมีไหวพริบปฏิภาณดี จึงมิได้ถามอะไรอีก ได้แต่มองดูนางด้วยความพึงพอใจ

        นางอมราเห็นมโหสถจ้องมองเช่นนั้น แทนที่นางจะประหม่า นางกลับกล่าวเชื้อเชิญให้มโหสถดื่มข้าวต้ม(ยาคู)ที่นางนำมา มโหสถก็รับว่า “ดีเลย ฉันกำลังหิวอยู่ทีเดียว”

        นางอมราจึงจัดแจงวางหม้อข้าวต้มลงเพื่อเตรียมจะตักแบ่งให้มโหสถ

        ขณะนั้นมโหสสถดำริในใจว่า “ถ้านางส่งชามข้าวต้มให้เรา โดยที่นางยังไม่ได้ล้างชามและให้น้ำล้างมือแก่เราก่อน การติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างเรากับนาง ก็คงสิ้นสุดกันเพียงเท่านี้ เพราะมารยาทเล็กน้อยเพียงเท่านี้ หากว่านางยังปฏิบัติบกพร่องอยู่ ก็คงยากที่จะจัดแจงการงานอื่นได้”   แต่แล้วก็เหมือนนางจะล่วงรู้ความคิดของมโหสถ เพราะนางค่อยๆ หยิบชามออกมาล้างก่อน แล้วเอาชามนั้นตักน้ำมาวางไว้ให้เขาล้างมือ

        เมื่อมโหสถล้างมือเสร็จแล้ว นางจึงวางชามลงบนพื้นดิน คนหม้อข้าวต้มแล้วตักใส่จนเต็มชาม แล้วยื่นให้มโหสถด้วยความเต็มใจ ส่วนที่เหลือจึงจะนำไปส่งให้แก่บิดา

        มโหสถมองดูในชามข้าว เห็นข้าวต้มมีน้ำมากแต่เมล็ดข้าวน้อย จึงแกล้งกล่าวเป็นเชิงสัพยอกนางว่า “นางผู้เจริญ น้ำข้าวต้มเห็นจะมีมากเกินไปหรือไรจ๊ะ”

         “เป็นเช่นนั้นแหละ นาย เราไม่อาจหาน้ำดื่มได้จากทุ่งนา จึงต้องเผื่อน้ำข้าวต้มไว้มากๆ” นางตอบด้วยเสียงแจ่มใส

        เมื่อมโหสถดื่มข้าวต้มจนเต็มอิ่มแล้ว ก็บ้วนปาก พลางคิดขึ้นว่า “นางมีความเฉลียวฉลาด รู้จักที่ถูกที่ควร เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอันพร้อมมูลเช่นนี้ ควรแล้วที่จะเป็นคู่ครองของเรา”

        มโหสถจึงเอ่ยถามนางว่า “ฉันอยากจะไปสู่เรือนของเธอ หากว่าไม่รังเกียจ ขอเธอจงบอกหนทางให้กับฉันด้วยเถิด”

        “ได้สิคะ” แล้วนางก็บอกหนทางด้วยปริศนาที่ชวนให้ขบคิดว่า   “ทางไปบ้านของดิฉันต้องไปถึงร้านขายข้าวสัตตูก่อน ถัดไปก็เป็นร้านขายน้ำส้ม ถัดสองร้านนั้นไป มีต้นทองหลางซึ่งมีใบมนสองชั้นกำลังออกดอกแย้มบาน   ดิฉันถือหม้อข้าวต้มด้วยมือข้างใด ดิฉันก็บอกทางโดยมือข้างนั้น ดิฉันมิได้ถือภาชนะด้วยมือข้างใด ดิฉันก็มิได้บอกทางโดยมือข้างนั้น นี่แหละนาย เป็นทางไปสู่เรือนของดิฉันซึ่งตั้งอยู่ในบ้านอุตตรยวมัชฌคาม ขอท่านจงทราบทางอันปกปิดนี้เถิด”

        พอกล่าวจบ นางก็ยกหม้อข้าวต้มขึ้นมาถือไว้ แล้วจึงรีบนำหม้อข้าวต้มนั้นไปส่งให้บิดาทันที ปล่อยให้มโหสถเดินไปตามทางที่นางบอกด้วยตนเอง   ครั้นแล้วมโหสถก็ไปถึงร้านขายข้าวสัตตู ร้านขายน้ำส้ม จึงได้เห็นเรือนของนางตั้งอยู่ทางด้านขวามือตรงตามปริศนาที่นางบอก

        ขณะนั้นมารดาของนางซึ่งนั่งเฝ้าเรือนอยู่ตามลำพัง    เห็นชายหนุ่มแปลกหน้าลักษณะงดงามพร้อม ท่าทางทรงภูมิปัญญาสูงส่งเข้ามาหยุดยืนที่หน้าบ้าน ก็รู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาด จึงรีบเชื้อเชิญให้นั่ง พร้อมกับกล่าวต้อนรับว่า “พ่อหนุ่ม ท่านมาแต่เช้า คงยังไม่ได้บริโภคอะไรมา จักดื่มข้าวต้มสักนิดไหมละ”

        มโหสถก็ตอบด้วยความคารวะว่า “ผมดื่มข้าวต้มของน้องอมรามาแล้วหน่อยหนึ่งครับ”

        เพียงเท่านี้ มารดาของอมราก็ทราบทันทีว่า “ชายหนุ่มผู้สง่างามนี้คงมาเพื่อขอบุตรสาวของตนเป็นแน่” แต่นางก็ยังไม่พูดอะไร คงนั่งนิ่งอยู่

        มโหสถมองดูภายในเรือน เห็นถึงความสะอาดสะอ้าน ข้าวของได้รับจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ก็ทราบว่าสกุลนี้เป็นตระกูลผู้ดีเก่า แต่ต้องมาตกยากด้วยเหตุบางประการ  จึงถามว่า “ท่านแม่ครับ ผมเป็นช่างชุนฝีมือดี ท่านแม่มีผ้าเก่าๆ ที่ต้องการจะเย็บชุนบ้างหรือไม่ครับ”
 
        “ผ้าน่ะมี แต่ค่าแรงน่ะ ไม่มีให้หรอกนะ” นางตอบตามที่เป็นจริง

        “ท่านแม่ครับ อย่าได้พูดถึงค่าแรงอะไรเลย ผมไม่ต้องการสิ่งใดทั้งนั้น ท่านแม่มีผ้าอะไรๆ บ้าง ก็จงนำมากระผมเย็บชุนเถิด”

        นางได้ยินว่าเขาจะรับอาสาชุนผ้าให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน ก็รู้สึกสบายใจ รีบขนเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ แต่ยังพอใช้การได้มาวางกองไว้ให้ มโหสถก็ลงมือเย็บ ปะ ชุนเรื่อยไปอย่างชำนิชำนาญ

        ผู้มีบุญบารมีไม่ว่าจะหยิบจับ หรือทำกิจการงานใดๆ ก็ย่อมจะสำเร็จโดยง่ายดาย  ไม่ช้านานเท่าใด ผ้าที่มารดาของอมราขนมา ก็ผ่านการเย็บชุนจนเสร็จสิ้นทั้งหมด นี้เป็นธรรมดาของผู้มีบุญ ยิ่งเป็นผู้มีบารมีระดับพระบรมโพธิสัตว์ด้วยแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับท่าน

        ดังนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในการสั่งสมบุญให้ได้ทุกวัน ส่วนมารดาของอมรา ครั้นได้เห็นงานเย็บชุนผ้าเสร็จเร็วอย่างอัศจรรย์เช่นนั้น ก็พิศวงยิ่งนัก เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางยังไม่เคยพบเห็นช่างชุนคนใดที่จะคล่องแคล่วเชี่ยวชาญเหมือนอย่างชายผู้นี้เลย ส่วนว่า มโหสถบัณฑิตครั้นเย็บชุนผ้าเสร็จแล้วจะคิดอ่านทำประการใดอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #65 เมื่อ: 14 ธันวาคม, 2552, 20:01:44 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 66




        จากตอนที่แล้ว  แม่อมราธิดาสาวของตระกูลตกยากเห็นมโหสถนิ่งไป ไม่กล่าวอะไรอีก ได้แต่จ้องมองเธอเช่นนั้น จึงกล่าวเชื้อเชิญให้มโหสถดื่มข้าวต้มที่นางนำมา

        เมื่อมโหสถดื่มข้าวต้มจนอิ่มแล้ว ก็คิดว่า “นางมีความเฉลียวฉลาด  เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติของกุลสตรี ควรแท้ที่จะเป็นคู่ครองของเรา” จึงเอ่ยถามนางว่า “ฉันอยากจะไปสู่เรือนของเธอ หากว่าไม่รังเกียจ ขอเธอจงบอกหนทางให้กับฉันด้วยเถิด”

        นางจึงบอกหนทางด้วยปริศนาที่ชวนให้ขบคิด แล้วก็ขอตัวนำหม้อข้าวต้มไปส่งให้บิดาต่อไป ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับมโหสถ เมื่อเดินไปตามทางแห่งปริศนานั้นไม่นานก็ไปถึงเรือนของนาง

        มารดาของนางซึ่งเฝ้าเรือนอยู่ตามลำพัง    เห็นมโหสถมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน ก็รู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาด จึงเชื้อเชิญให้นั่ง และออกปากชวนให้ดื่มข้าวต้ม มโหสถก็ตอบด้วยความคารวะว่า “ฉันดื่มข้าวต้มของน้องอมรามาแล้ว”

        มโหสถมองดูภายในเรือนแล้ว ก็ทราบว่าสกุลนี้กำลังตกยาก จึงบอกให้นางนำเสื้อผ้าที่เก่าชำรุดออกมา แล้วก็ทำการเย็บชุนให้ เพียงครู่เดียวผ้ากองโตก็ได้รับการปะชุนเสร็จเรียบร้อย มารดาของอมรา ครั้นได้เห็นงานเย็บชุนผ้าเสร็จเร็วอย่างอัศจรรย์เช่นนั้น ก็พิศวงยิ่งนัก

        ส่วนมโหสถครั้นส่งคืนผ้าที่ซ่อมแซมเหล่านั้นแล้ว ก็บอกกับนางว่า“คุณแม่ครับ ขอคุณแม่ช่วยเป็นธุระ นำข่าวไปแจ้งให้พวกชาวบ้านทราบทีเถิดว่า วันนี้มีช่างชุนฝีมือดีมารับจ้างเย็บชุนผ้าถึงที่นี่”

        นางก็ยินดีรับเป็นธุระให้ด้วยความเต็มใจ แล้วก็เที่ยวป่าวร้องตามถนนหนทางไปจนทั่วละแวกบ้านชาวบ้านที่ทราบข่าว ต่างพากันหอบผ้าผ่อนเก่าๆ ที่ชำรุดมายังบ้านของนาง  แล้ววางกองลงต่อหน้ามโหสถเป็นจำนวนมาก จนกองผ้านั้นสูงเทียมศีรษะ

        มโหสถไม่รอช้า รีบเร่งทำการปะชุนด้วยความชำนิชำนาญ  ใช้เวลาเพียงชั่ววันเดียวเท่านั้น แต่กลับได้รับค่าจ้างมากถึงพันกหาปณะ ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ ผ้าแต่ละชิ้นสำเร็จรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น แลดูประณีตสวยงามเกินกว่าที่ฝีมือช่างชุนธรรมดาจะทำได้

        พวกชาวบ้านเห็นฝีมือของช่างชุนหนุ่มแล้ว ก็พากันประหลาดใจ ต่างคุยกันไปปากต่อปาก จนชื่อเสียงของช่างชุนหนุ่มเลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน

        มารดาของนางอมราเห็นความสามารถของช่างชุนหนุ่มแล้ว ก็คิดในใจว่า “หากตระกูลของเรา ได้ช่างชุนผู้มีความสามารถเช่นนี้ มาเป็นบุตรเขย ก็คงจะดีไม่น้อย”

        ครั้นแล้วนางจึงคอยเอาใจใส่ หุงหาอาหารมาบำรุงเลี้ยงมโหสถอย่างดี และยังอนุญาตให้เขาพำนักอยู่ในเรือนได้ตามความปรารถนา เสมือนหนึ่งว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในเรือนของนาง

        ตกเย็น นางอมราก็กลับมาจากนาพร้อมกับฟืนและผักที่ตนเก็บมาจากป่า มโหสถได้อาศัยอยู่ในเรือนนั้น เฝ้าสังเกตกิริยามารยาทของนางอมราอยู่ ๒-๓ วัน แต่ก็ยังมองไม่เห็นข้อบกพร่องใดๆของนางเลย ตรงข้ามกลับมองเห็นคุณธรรมที่มีอยู่ภายในจิตใจของนางมากขึ้นทุกที

        แม้แต่ในเวลาทานอาหาร ทุกครั้งนางจะต้องเตรียมสำรับให้บิดามารดาได้บริโภคก่อน แล้วนางจึงค่อยบริโภคในภายหลัง จากนั้นจึงชำระเท้าให้บิดามารดารวมทั้งมโหสถด้วย
 
        แม้มโหสถจะพึงพอใจในตัวนางมากเพียงใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่า จิตใจของนางจะหนักแน่นมั่นคง สมกับที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของตนหรือไม่ และเพื่อให้มั่นใจ มโหสถจึงได้คิดหาอุบายที่จะทดสอบนางดูให้รู้แน่ แล้ววันหนึ่ง  มโหสถก็ได้เรียกนางมา มอบข้าวสารให้ครึ่งทะนาน เพื่อให้นางนำไปปรุงเป็นอาหาร ๓ อย่าง คือ ต้มข้าวต้ม ทำขนม และหุงเป็นข้าวสวย

        นางอมรารับเอาข้าวสารนั้นมาแล้ว ก็คัดแยกเมล็ดข้าวออกเป็น ๓ ส่วน คือ เมล็ดข้าวที่ยังไม่หักมากนัก นางก็นำมาต้มเป็นข้าวต้ม, เมล็ดข้าวที่หักครึ่งๆกลางๆ นางก็ได้นำมาหุงเป็นข้าวสวย, ส่วนปลายข้าวที่เกือบจะแหลกละเอียดแล้ว นางก็นำมาทำขนม  พร้อมกันนั้นก็ได้ทำกับข้าวเพื่อรับประทานพร้อมข้าวต้มและข้าวสวย  ครั้นปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงยกถาดอาหารเหล่านั้นไปให้มโหสถได้บริโภคในทันที


        มโหสถเห็นอาหารทั้งสามถาดแล้ว ก็รับเอาข้าวต้มมาชิมดูก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อตักข้าวต้มเข้าปากได้เพียงช้อนเดียวเท่านั้น โอชารสของข้าวต้มก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรส ชวนให้ต้องลิ้มลองอีก

        แต่เพื่อที่จะทดลองนางดู มโหสถจึงแกล้งพูดขึ้นว่า “นี่อะไรกัน เธอต้มข้าวต้มไม่เป็นหรือไร เหตุใดถึงทำข้าวสารดีๆ ให้เสียไปเปล่าๆ เล่า” ว่าแล้วก็คายข้าวต้มที่เหลือในปากทิ้งลงดิน

        นางอมราเห็นเช่นนั้น ก็มิได้ถือโกรธ กลับเอ่ยถามด้วยอาการปกติว่า “นายเจ้าคะ หากว่าข้าวต้มไม่อร่อย จะลองรับประทานขนมไหมคะ” แล้วนางก็เลื่อนถาดขนมเข้าไปใกล้     

        มโหสถหยิบขนมมารับประทานก้อนหนึ่ง แล้วก็รีบถ่มลงดิน แกล้งตินางเหมือนเช่นครั้งก่อน 

        นางอมราถึงจะถูกตำหนิแรงๆเช่นนั้น แต่ก็ยังคงมีสีหน้าปกติ โดยปราศจากอาการขุ่นเคืองแม้แต่น้อย นางกล่าวว่า “นายเจ้าขา ถ้าขนมไม่ถูกปาก ก็ขอเชิญรับประทานข้าวสวยเถิด” แล้วนางก็ยกถาดข้าวสวยเข้าไปใกล้

        มโหสถก็ยังคงทำกิริยาเหมือนเดิม แต่คราวนี้นอกจากจะคายข้าวสวยทิ้งแล้ว มโหสถยังแกล้งทำเป็นเคืองจัด แสดงอาการฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด ถึงกับเอาอาหารทั้ง ๓ ถาดมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ขยำแล้วละเลงทาตัวนางตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า จากนั้นก็ไล่ให้นางไปยืนอยู่ที่ประตูเรือน

        ถึงมโหสถจะแสดงอาการโกรธเกรี้ยวนางอย่างไร แต่นางก็หาได้โกรธตอบไม่  นางรีบยกมือไหว้ แล้วรีบทำตามด้วยความเต็มใจ ราวกับเป็นเทวโองการที่ไม่อาจขัดขืนได้  โดยไม่รอให้มโหสถต้องกล่าวซ้ำเป็นครั้งที่สอง

        การที่นางอดทนไม่แสดงอาการขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ก็ด้วยคิดว่า  “บุรุษผู้นี้ เมื่อดูจากบุคลิก สติปัญญาและความสามารถแล้ว คาดว่าเขาต้องเป็นคนที่มียศศักดิ์สูงส่งอย่างแน่นอน หากว่าตนต้องทำหน้าที่ภรรยา ก็จะอยู่ในฐานะทาสีภรรยา  ต้องอยู่ในโอวาท ปรนนิบัติรับใช้เขาแต่โดยดี จึงมิได้แสดงอาการโกรธตอบออกมาเลย  เพราะภรรยาที่ดีนั้น มีอยู่ ๔ ประเภท คือ
๑. มาตาภริยา คือภรรยาที่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ของสามีไว้ด้วยดี 
๒. ภคินีภริยา คือภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน ละอายต่อบาป อยู่ในอำนาจสามี   
๓. สขีภริยา คือภรรยาที่เมื่อเห็นสามีแล้วก็ชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วได้กลับมา เป็นกุลสตรี มีศีล มีมารยาทงดงาม ปฏิบัติสามีเป็นอย่างดี   
๔. ทาสีภริยา คือภรรยาที่แม้ถูกสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่ขุ่นเคือง ไม่โกรธตอบ อยู่ในอำนาจของสามี”
        เมื่อคิดดังนี้ นางจึงได้แต่ประนมมือยืนนิ่งอยู่ที่ข้างประตู   ส่วนมโหสถ เมื่อเห็นว่านางอดทนต่อโอวาทได้เช่นนั้น แล้วยังจะทดสอบอะไรอีกหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป   
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: