Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กรกฎาคม, 2561, 06:24:32

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง มโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  (อ่าน 59104 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #50 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 09:09:34 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 51



        จากตอนที่แล้ว   ธิดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์เมื่อถูกปิงคุตตระปฏิเสธที่จะแบ่งปัน จึงคิดว่า “เราปีนขึ้นไปเก็บกินเองก็ได้”  คิดดังนี้แล้ว ก็ปีนขึ้นไปปลิดผลมะเดื่อกินเอง 
ปิงคุตตระเห็นนางปีนตามขึ้นมา ก็รีบปีนลงจากต้นมะเดื่อ แล้วไปหอบเอากิ่งไม้ที่มีหนาม มาสุมไว้รอบบริเวณโคนต้นมะเดื่อ บอกตัดขาดเยื่อใยกับนาง แล้วเขาก็รีบเดินหนีไป ปล่อยให้นางรันทดระทมใจอยู่บนคาคบของต้นมะเดื่อแต่เพียงผู้เดียว 

        วันนั้น เป็นวันที่พระเจ้าวิเทหราชเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ตกเย็นจึงเสด็จกลับคืนสู่พระนคร ขณะที่เสด็จผ่านต้นมะเดื่อนั้น ทรงทอดพระเนตรเห็นนางนั่งอยู่ลำพังผู้เดียวบนต้นมะเดื่อ  เพียงครั้งแรกที่ได้พบก็ทรงเกิดพระสิเน่หาไม่อาจเสด็จผ่านต่อไปได้

        ท้าวเธอทรงเพลินทัศนาอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นทรงกลับได้พระสติ จึงมีรับสั่งอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดให้ไปถามเธอว่ามีคู่ครองแล้วหรือยัง ก็ทรงได้รับรายงานว่าเธอเพิ่งจะถูกสามีทอดทิ้งไป  ท้าวเธอจึงทรงไสช้างเข้าไปใกล้ๆ รับนางลงมาจากต้นมะเดื่อให้นั่งเคียงข้างพระองค์ จากนั้น จึงทรงพานางเข้าสู่พระราชนิเวศน์ แล้วทรงอภิเษกนางไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ด้วยเหตุที่พระเจ้าวิเทหราชทรงได้นางมาจากต้นมะเดื่อ ชนทั้งหลายจึงถวายพระนามพระนางว่า “อุทุมพรเทวี”

        นับแต่พระเจ้าวิเทหราชทรงรับพระนางเข้ามาสู่พระราชนิเวศน์ พระนางได้เป็นที่โปรดปรานของท้าวเธออย่างมาก จนท้าวเธอไม่ประสงค์จะเสด็จไปในที่ใดอีกเลยเป็นเวลานานแรมเดือน  แม้การเสด็จประพาสนอกเขตพระราชฐานซึ่งเป็นราชกิจที่ทรงโปรดปรานมาแต่เดิม ก็จำต้องเว้นว่างไปโดยปริยาย
  ด้วยเหตุนี้ ถนนหนทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนิน บัดนี้จึงกลับรกร้างว่างเปล่าไปในทันที

        กระทั่งวันหนึ่ง พระเจ้าวิเทหราชทรงพระปรารภที่จะเสด็จประพาสพระราชอุทยานเพื่อทรงสำราญพระราชหฤทัยพร้อมกับพระอัครมเหสี โดยในครั้งนี้ท้าวเธอทรงมีพระราชประสงค์จะเปลี่ยนจากขบวนช้างพระที่นั่งมาเป็นขบวนรถพระที่นั่ง

        ฉะนั้น ก่อนจะถึงวันที่พระราชาและพระอัครมเหสีจะเสด็จ ทางพระราชสำนักจึงได้เกณฑ์เอาชาวเมือง มาช่วยกันเตรียมการแผ้วถางหนทางและปัดกวาดถนนหลวงสองข้างทางให้พร้อมเสด็จ

        ในบรรดาข้าหลวงที่ถูกเกณฑ์มาแผ้วถางหนทางในครั้งนั้น ปรากฏว่ามีนายปิงคุตตระร่วมอยู่ในคณะนั้นด้วย  ก็นายปิงคุตตระนี้เองที่เคยทอดทิ้งพระนางผู้ทรงสิริไปเสีย ด้วยสำคัญว่านางเป็นหญิงกาลกรรณี  แต่ในกาลบัดนี้ กลับกลายเป็นว่า ผู้เป็นกาลกรรณีนั้น หาใช่พระนางไม่ แต่เป็นตัวของนายปิงคุตตระเอง

        เมื่อพิจารณาตามกฎแห่งกรรม จะเห็นชัดว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม คือ หากสร้างบุญไม่ตลอดต่อเนื่อง ก็ย่อมมีวันตกต่ำเป็นธรรมดา     ปิงคุตตระก็เช่นเดียวกัน แม้นเขาจะสำเร็จศิลปวิทยามาจากสำนักทิศาปาโมกข์แห่งตักศิลา ซึ่งคนที่มีสติปัญญาสามารถถึงเพียงนี้ โชควาสนาควรจะส่งให้ได้เป็นถึงระดับเจ้าขุนมูลนาย มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย   แต่เพราะความเป็นผู้สิ้นไร้บุญวาสนาทั้งในอดีตและภพชาติปัจจุบัน ในที่สุดจึงกลายเป็นคนอาภัพอับโชค ถึงกับต้องถูกเกณฑ์มาถางหญ้ากวาดถนน

        ในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ปรากฏว่าการตระเตรียมถนนหนทางเพื่อรับเสด็จ ก็ยังไม่แล้วเสร็จ คนที่กำลังถากหญ้าก็ถากไป คนที่กำลังถางก็ถางไป คนที่กำลังเกลี่ยดินก็เกลี่ยไป พร้อมกันนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาเป็นระยะๆ ว่า “พระราชาเสด็จแล้ว พระราชาเสด็จแล้ว”

        พอรู้ว่าพระราชาเสด็จมา ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันไปเฝ้าแห่แหนดูขบวนเสด็จอย่างรื่นเริงยินดี สหายของปิงคุตตระกล่าวกับเขาว่า “ดูสิปิงคุตตระ โอ ช่างงามเสียจริง! พระราชินีใหม่ของเราทรงพระสิริโฉมถึงเพียงนี้ มิน่าเล่า ท้าวเธอถึงไม่เสด็จออกนอกเขตพระราชฐานมานานแล้ว”

        แม้นจะถูกสหายชี้ชวนให้แลดูพระอัครมเหสีของพระราชา แต่ปิงคุตตระก็มิได้สนใจ ยังคงก้มหน้าก้มตาเกลี่ยถนนอยู่นั่นเอง    ขณะนั้น พระนางอุทุมพรประทับนั่งเคียงข้างท้าวเธออยู่บนรถพระที่นั่งที่ประดับประดาอย่างอลังการสมพระเกียรติ ทรงแลดูฝูงชนที่มารอรับเสด็จอยู่สองข้างทาง
พลันสายพระเนตรก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการเกลี่ยดินให้เสมอกัน ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้า มีเหงื่อไหลโซมกาย ครั้นเห็นใบหน้าของเขาชัดๆ ก็ทรงจำได้แม่นมั่นว่า เขาผู้นี้คือนายปิงคุตตระนั่นเอง
 
        พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริในพระทัย  “โธ่เอ๋ย! นึกว่าจะวิเศษสักปานใดหนอ ที่แท้บุรุษนี้มาทอดทิ้งเราไป เพราะเหตุที่เขาเป็นกาลกรรณีนี่เอง บุญบันดาลให้เราก้าวขึ้นสู่ฐานะอันสูงส่งถึงเพียงนี้ ที่ไหนเลย ชายผู้นี้จักคู่ควรกับเราได้เล่า”

        พระนางทรงดำริในพระทัยเช่นนี้แล้ว ก็ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ โดยหารู้ไม่ว่าทุกอากัปกิริยาของพระนางนั้น ตกอยู่ในสายพระเนตรของพระราชสวามีตลอดเวลา

        การหัวเราะขึ้นลอยๆ โดยไร้เหตุผลเช่นนั้น เป็นเหตุให้ท้าวเธอทรงขุ่นเคืองพระราชหฤทัยไม่น้อย เพราะไม่อาจจะรู้ได้ว่า พระนางทรงครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ภายในพระหทัย  ท้าวเธอทรงคลางแคลงพระทัยยิ่งนัก ทรงจ้องเขม็งตรงไปที่พระนาง พลางตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอันน่าพรั่นพรึง “น้องหญิง เธอหัวเราะทำไม มีอะไรน่าขันหรือ”

        พระนางอุทุมพรเทวีทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็รู้ว่าท้าวเธอทรงกริ้วตนแน่แล้ว  จึงได้รีบกราบทูลตอบว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม ชายผู้กำลังเกลี่ยดินอยู่ข้างหน้าอย่างไรเล่าเพคะ ที่เป็นสามีคนแรกของหม่อมฉัน เขาผู้นี้แหละ ที่แกล้งเอาหนามมาล้อมโคนต้นมะเดื่อไว้ แล้วทอดทิ้งหม่อมฉันไปโดยมิไยดี ในวันที่พระองค์ทรงรับหม่อมฉันมา”

        พระนางตรัสพลางชี้พระหัตถ์ไปทางปิงคุตตระ ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเกลี่ยดินอยู่บริเวณด้านหน้าขบวนเสด็จ “ในวันนี้หม่อมฉันได้มาพบเขาอีกครั้ง จึงนึกถึงความหลังครั้งก่อนนั้นนึกแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบกัน จึงได้แต่รำพึงในใจว่า ชายผู้นี้เป็นคนกาลกรรณีแท้ เขาช่างไม่มีบุญวาสนาที่จะได้ชื่นชมหม่อมฉัน หม่อมฉันดำริเช่นนี้ จึงได้หัวเราะออกมาเพคะ”
 
        ส่วนพระเจ้าวิเทหราชเมื่อได้สดับเรื่องที่แปลกแต่จริงเช่นนั้นก็ไม่ทรงเชื่อ กลับทรงขุ่นเคืองพระนางยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนว่าท้าวเธอจะทรงรับสั่งอย่างไรกับพระนาง โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #51 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 09:10:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 52



        จากตอนที่แล้ว   นับแต่พระเจ้าวิเทหราชทรงรับพระนางเข้ามาสู่พระราชนิเวศน์ ท้าวเธอก็ทรงสำราญพระทัยอยู่กับพระนาง ไม่เสด็จไปในที่ใดอีกเลยเป็นเวลานานแรมเดือน กระทั่งวันหนึ่ง พระเจ้าวิเทหราชได้เสด็จประพาสพระราชอุทยาน พระนางอุทุมพรซึ่งประทับนั่งเคียงข้างท้าวเธอบนรถพระที่นั่ง ได้เหลือบไปเห็นนายปิงคุตตระ ซึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการเกลี่ยดินให้เสมอกัน ทรงนึกถึงความอาภัพของเขาแล้ว ก็ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ

        ท้าวเธอทรงแคลงพระทัยในการพระสรวลของพระนาง จึงตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอันน่าพรั่นพรึง “น้องหญิง เธอหัวเราะทำไม มีอะไรน่าขัน ทำไมเธอต้องหัวเราะด้วยเล่า”

        พระนางทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็รู้ว่าท้าวเธอทรงกริ้วแล้ว ก็ทรงคลายจากอาการพระสรวลในทันที รีบกราบทูลตอบว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม ชายผู้กำลังเกลี่ยดินอยู่ข้างหน้านี้แหละ คือสามีคนแรกของหม่อมฉัน ที่แกล้งเอาหนามมาล้อมโคนต้นมะเดื่อไว้ แล้วทอดทิ้งหม่อมฉันไปโดยมิไยดี”

        พระนางตรัสพลางชี้พระหัตถ์ไปทางปิงคุตตระ “หม่อมฉันนึกถึงความหลังครั้งก่อนนั้น คิดว่าเขาเป็นคนกาลกรรณีแท้ ช่างไม่มีวาสนาที่จ
ได้ชื่นชมหม่อมฉัน จึงได้หัวเราะออกมาเพคะ”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำนั้นแล้ว หาได้ทรงเชื่อคำทูลของพระนางไม่  ก็ยิ่งทรงขุ่นเคืองพระราชหฤทัย ด้วยทรงดำริว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ใครที่ไหนกันเล่า มีวาสนาได้นางแก้วมาครองแล้ว กลับจะทิ้งนางไปเสียเฉยๆ อย่าว่าแต่เราเลย ไม่ว่าใครก็ยากจะเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นได้”

        พระนางรีบกราบทูลแก้ด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือว่า “ขอเดชะ ที่หม่อมฉันกราบทูลมานี้เป็นความสัตย์จริงเพคะ ควรมิควรแล้วแต่พระองค์จะทรงพระกรุณาเถิดเพคะ”

        แม้พระนางจะตรัสยืนยันเช่นนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่ทรงเชื่อ กลับทรงกริ้วหนักยิ่งขึ้น ถึงกับตรัสด้วยพระสุรเสียงน่าเกรงขามว่า “เธออย่ามาปิดบังเราเลย เป็นไปไม่ได้ที่ชายผู้นี้จะทอดทิ้งเธอไป เธอต้องเห็นอะไรอย่างอื่นเป็นแน่ แต่ไม่ยอมบอกเรา กลับกล่าวเท็จเพื่อกลบเกลื่อน จงรีบบอกเรามาตรงๆ มิเช่นนั้น เราจะฟันเธอให้ขาดเป็นสองท่อนเสียเดี๋ยวนี้แหละ”

        ท้าวเธอตรัสพลางเอื้อมพระหัตถ์จับพระแสงดาบ หมายจะทรงฟาดฟันพระนางให้สิ้นพระชนม์จริงๆ 

        พระนางอุทุมพรเทวีทรงตกพระทัยยิ่งนัก พระวรกายสั่นเทาด้วยทรงกลัวต่อพระราชอาญา คาดไม่ถึงว่าพระราชสวามีผู้เป็นที่รักยิ่ง จักทรงถือเอาเหตุเพียงเล็กน้อย มาเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นอุกฉกรรจ์ไปได้

        พระนางทรงเล็งเห็นเพียงหนทางเดียวที่จะช่วยได้ คือการประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด เพื่อว่าท้าวเธอจะได้ทรงยับยั้งพระราชหฤทัยเสีย จึงทูลอ้อนวอนท้าวเธอว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าฯ หม่อมฉันขอยืนยันในสิ่งที่ได้กราบทูลพระองค์ไปแล้วเมื่อสักครู่ เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไร ขอพระองค์ได้โปรดตรัสถามราชบัณฑิตทั้งหลายก่อนเถิดเพคะ หากเรื่องที่กราบทูลไปนั้น มิได้เป็นเช่นนั้นจริง หม่อมฉันก็ยินดีรับพระราชอาญาเพคะ” 

        คำทูลอ้อนวอนของพระนางได้ผล เป็นเหตุให้พระราชาทรงยับยั้งพระหฤทัยไว้ได้ ทันใดนั้น ท้าวเธอก็ทรงวางพระแสงดาบลง พร้อมกับมีพระราชดำรัสถามท่านอาจารย์เสนกว่า  “ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าคำพูดของนางจะเชื่อถือได้หรือ ก็บุรุษผู้ไม่ปรารถนาจะอยู่ร่วมกับหญิงงาม ผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติเช่นนี้ ยังจะมีอยู่ในโลกนี้ด้วยหรือ”

        ท่านเสนกะถูกท้าวเธอตรัสถามเช่นนั้น ก็กราบทูลตามพระราชอัธยาศัยว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปลงใจเชื่อเลย พระเจ้าข้า หากว่าชายใดได้หญิงงามพร้อมเช่นนี้มาครองแล้ว ไม่มีผู้ใดดอกพระเจ้าข้า ที่จะทอดทิ้งไปเสีย ข้าพระพุทธเจ้าฯ เห็นด้วยเกล้าว่าเป็นไปไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า”

        พระนางทรงสดับคำกราบทูลของท่านอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ยิ่งทรงหวาดหวั่นพรั่นพรึงในพระหฤทัย จนพระพักตร์ซีดเผือดลงทันที ทรงดำริว่า เห็นทีคราวนี้เราคงไม่มีทางรอดจากพระราชอาญาเป็นแน่แท้  จึงทรงซบพระพักตร์ลงบนพระหัตถ์ แล้วทรงกันแสงสะอื้นไห้ เหมือนจะทรงยอมรับพระราชอาญาทั้งที่มิควรได้รับ

        ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชทรงดำริว่า “อาจารย์เสนกจะรู้อะไร อย่าเพิ่งตัดสินอะไรด่วนนักเลย เราควรจะถามมโหสถบัณฑิตดูก่อน” 
 
        ดำริดังนี้แล้ว ก็ทรงผินพระพักตร์ไปหามโหสถบัณฑิต ตรัสถามด้วยคำถามเดียวกันว่า“พ่อมโหสถบัณฑิต เธอล่ะ เชื่อถือคำพูดของนางหรือไม่ ก็บุรุษผู้ไม่ปรารถนาหญิงงามเช่นนาง ยังจะมีอยู่บ้างไหมเล่า ไหน เธอจงบอกเรามาทีซิ”

        มโหสถฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบบังคมทูลทันทีว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อว่าพระนางกล่าวคำสัตย์ พระพุทธเจ้าข้า”   
 
        “ทำไมถึงคิดเช่นนั้นเล่า” ท้าวเธอรีบตรัสซัก

        “ขอเดชะ เพราะเหตุที่บุคคลในโลกนี้ล้วนแตกต่างกันไปตามกำลังแห่งบุญวาสนาของตนพระพุทธเจ้าข้า บางคนมีบุญวาสนามาก บางคนมีบุญวาสนาน้อย บางคนมีโชค บางคนอับโชค

        ...ก็บุคคลผู้อับโชคและไร้บุญวาสนาชื่อว่าเป็นคนกาลกรรณี ส่วนผู้มีโชคมีบุญวาสนาชื่อว่าเป็นผู้ทรงสิริ

        ...แผ่นดินไม่อาจรวมกับฟ้าได้ ฉันใด กาลกรรณีกับสิริย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ฉันนั้น

        มหาสมุทรฝั่งโน้นห่างไกลจากมหาสมุทรฝั่งนี้ ฉันใด คนกาลกรรณีแม้จะได้ผู้มีสิริมาครอง ก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ ย่อมพรากจากกันไปไกล ฉันนั้น

        ...แต่ไหนแต่ไรมา สิริกับกาลกรรณีย่อมอยู่ร่วมกันไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า บุรุษนี้ได้พระนางผู้ทรงสิริมาแล้ว แต่ก็มิอาจครอบครองพระนางได้ พระพุทธเจ้าข้า”

        สิ่งที่มโหสถกล่าวนั้น เป็นความจริงที่ไม่อาจค้านได้ แต่ว่าทำอย่างไรเล่า สิรินั้นจึงจะเกิดแก่เราบ้าง เพราะสิรินั้นเมื่อเกิดแก่ผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นมีแต่ความสุขความเจริญ และไม่มีใครลักสิริของใครไปได้ คำตอบก็คือ บุญนั่นเองที่ทำให้คนมีสิริ ทำให้คนเจริญรุ่งเรืองขึ้น ดังนั้น เราจึงควรสั่งสมบุญเรื่อยไป แล้วสิริก็จะเกิดแก่เราไปตามลำดับ ส่วนว่าพระราชา ครั้นได้สดับถ้อยคำอันงดงามของมโหสถบัณฑิตแล้ว พระองค์จะทรงดำริอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #52 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 14:56:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 53




        จากตอนที่แล้ว   พระนางอุทุมพรเทวีทรงทราบว่า พระราชาทรงกริ้ว เพราะไม่ทรงเชื่อว่าจะเป็นจริงตามที่พระนางทูลตอบ พระนางจึงรีบทูลยืนยันด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือว่า “ที่หม่อมฉันกราบทูลมานี้เป็นความสัตย์จริง ควรมิควรแล้วแต่พระองค์จะทรงพระกรุณาเถิด”

        พระราชาแม้จะได้สดับคำยืนยันก็มิได้ทรงเชื่อ กลับทรงกริ้วหนักยิ่งขึ้น ถึงกับตรัสขู่เอาชีวิตว่า “เธออย่ามาปิดบังเราเลย จงรีบบอกเรามาตรงๆ มิเช่นนั้น เราจะฟันเธอให้ตายเสียเดี๋ยวนี้” ตรัสพลางเอื้อมจับพระแสงดาบ ทำราวกับจะทรงฟันพระนางให้สิ้นพระชนม์จริงๆ

        พระนางอุทุมพรเทวีทรงตกพระทัยยิ่งนัก พระวรกายสั่นเทารีบทูลอ้อนวอนว่า “หม่อมฉันขอยืนยันในสิ่งที่ได้กราบทูลไปแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดตรัสถามราชบัณฑิตทั้งหลายดูเถิด” 

        ท้าวเธอจึงทรงวางพระแสงดาบลง ตรัสถามอาจารย์เสนกว่า  “ที่พระนางกราบทูลนั้นน่ะ จะเป็นไปได้หรือ”
 
        ส่วนท่านเสนกะก็กราบทูลคล้อยตามพระอัธยาศัยว่า “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ปลงใจเชื่อเลย พระเจ้าข้า” แต่ก่อนที่ท้าวเธอลงดาบนั้น ก็พลันทรงหันพระพักตร์มาถามมโหสถบัณฑิต

        มโหสถบัณฑิต ครั้นได้โอกาสจึงรีบกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อ ว่าพระนางกล่าวคำสัตย์จริงพระพุทธเจ้าข้า มหาสมุทรฝั่งโน้นห่างไกลจากมหาสมุทรฝั่งนี้ ฉันใด คนกาลกรรณีแม้จะได้นางผู้มีสิริมา ก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ ย่อมพรากจากกันไปไกล ฉันนั้น พระพุทธเจ้าข้า”


        ครั้นพระราชาได้ทรงสดับคำกราบทูลของมโหสถเช่นนั้น ก็ทรงประจักษ์แจ้งถึงความจริงว่า ระหว่างสิริกับกาลกรรณีย่อมจะอยู่ร่วมกันไม่ได้  เป็นเหตุให้ความคลางแคลงสงสัยที่มีอยู่ในพระหฤทัย พลันมลายสิ้นไป แม้นความพิโรธที่แผดเผาพระหฤทัยของท้าวเธอเมื่อสักครู่ ก็ดับสนิทลงในทันที ดุจกองเพลิงลุกโชนถูกน้ำเย็นราดรดลงฉะนั้น

        พระมหากรุณาธิคุณที่เคยมีต่อพระนางอุทุมพร ก็หลั่งไหลเข้ามาแทนที่เต็มพระหฤทัยดังเดิม และยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ท้าวเธอจึงทรงหันมาปลอบพระนาง ทรงเชยพระพักตร์ของพระนางขึ้น แล้วตรัสว่า “เจ้าอย่ากันแสงไปเลยนะ น้องรัก พี่เชื่อแล้วว่าเจ้าพูดความจริง”

        คำกราบทูลในครั้งนั้น ทำให้ท้าวเธอทรงโปรดปรานมโหสถยิ่งขึ้นไปอีก ถึงกับออกพระโอษฐ์ชื่นชมว่า “พ่อบัณฑิตเอย หากแม้นไม่มีเธอเสียแล้ว เห็นทีว่าวันนี้ เราคงต้องพลัดพรากจากนางแก้วเป็นแน่”  ตรัสดังนี้แล้ว ก็พระราชทานทรัพย์แสนกหาปณะให้มโหสถเป็นเครื่องบูชา

        ฝ่ายพระนางอุทุมพรเทวีทรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะแทนคุณของมโหสถบัณฑิตให้สมกับที่ได้ช่วยชีวิตพระนางไว้ จึงได้กราบทูลพระราชสวามีว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม หม่อมฉันได้ชีวิตคืนมา เพราะอาศัยมโหสถบัณฑิตโดยแท้ มโหสถนับว่าเป็นผู้ทำคุณแก่หม่อมฉันไว้มาก เพื่อแทนคุณในครั้งนี้ หม่อมฉันจึงใคร่ขอพระราชทานพร แต่งตั้งมโหสถไว้ในฐานะน้องชายของเกล้ากระหม่อม เถิดเพคะ”

        พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงยินดีพระราชพรแก่พระนางว่า “ดีล่ะ นางผู้เป็นศรีแห่งวิเทหรัฐ เราให้พรนี้แก่เธอ”

        ครั้นพระนางอุทุมพรได้รับพรที่ทรงขอแล้ว ก็ยิ่งทรงโสมนัสยินดีเป็นล้นพ้น จึงกราบทูลต่อไปว่า “ขอเดชะ หม่อมฉันใคร่จะทูลขอพระราชทานพรจากพระองค์อีกสักข้อ จะได้หรือไม่ เพคะ”

        “นางผู้เป็นที่รัก ทำไมเราจะให้เธอไม่ได้ล่ะ เธอประสงค์สิ่งใด ก็จงขอมาเถิด”  ท้าวเธอตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนหวาน

        ลำดับนั้น พระนางจึงตรัสขอพรอีกข้อหนึ่งว่า “นับแต่วันนี้ไป หากหม่อมฉันได้โภชนะใดที่มีรสอร่อย หม่อมฉันก็จักแบ่งให้มโหสถผู้เป็นน้องชายได้บริโภคด้วย  และเมื่อหม่อมฉันประสงค์จะส่งสิ่งใดไปให้น้องชาย แม้นจะเป็นเวลาดึกดื่นค่ำคืนสักเพียงไร ก็ขอให้หม่อมฉันสามารถส่งไปได้ตามความปรารถนาทุกเวลาเถิด เพคะ”    ท้าวเธอก็ทรงพระราชทานให้ตามที่พระนางทูลขอทุกประการ

        ฝ่ายมโหสถบัณฑิต เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากมายถึงเพียงนี้ จึงได้รีบน้อมถวายบังคมแทบพระบาทของท้าวเธอ กราบทูลว่า “ขอเดชะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม พระพุทธเจ้าข้า”

        นับแต่นั้นเป็นต้นมา มโหสถบัณฑิตจึงไม่โดดเดี่ยวอยู่ในราชสำนักอีกต่อไป แต่ถูกยกไว้ในตำแหน่งกนิษฐภาดาของพระนางอุทุมพรเทวีพระอัครมเหสีของพระเจ้าวิเทหราช 

        พระนางทรงให้ความรักความเมตตา คอยช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำชูมโหสถ ดุจมโหสถเป็นน้องชายแท้ๆ ของพระนางเอง แม้มโหสถก็ให้ความเคารพพระนางเหมือนพี่สาวร่วมอุทรเช่นกัน

        นับจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นต้นมา พระเจ้าวิเทหราชก็มิได้ทรงมั่นใจในปรีชาญาณของท่านอาจารย์เสนกะเหมือนเช่นแต่ก่อน ด้วยยังทรงระลึกเสมอว่า ท่านอาจารย์เสนกะนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้ทรงเข้าพระทัยพระนางอุทุมพรผิดไป ทั้งๆที่พระนางเป็นผู้กล่าวพระวาจาสัตย์

        ท้าวเธอทรงดำริในพระทัยว่า “ราชบัณฑิตของเรามีอยู่ถึง ๕ คน ก็ในบรรดาราชบัณฑิตเหล่านี้ ยังจะมีใครบ้างไหมหนอ ที่ส่อว่ายังเป็นผู้ขลาดเขลาเบาปัญญา หากแม้นมีอยู่ เราก็จักขับออกไปจากราชสำนักในทันที เพราะบุคคลผู้มีปัญญาพร่อง ดุจหม้อน้ำที่คว่ำแล้ว ถึงจะมีหยาดน้ำติดอยู่บ้าง แต่ชื่อว่า “มีก็เหมือนไม่มี”

        ครั้นพระเจ้าวิเทหราชทรงดำริเช่นนี้แล้ว จึงทรงรอคอยโอกาสที่จะทดสอบปัญญาของเหล่าราชบัณฑิตผู้ใกล้ชิดพระองค์โดยทั่วกัน กระทั่งวันหนึ่งท้าวเธอก็สามารถหาเงื่อนมาผูกเป็นปัญหาได้อย่างแยบยล 

        เรื่องนั้นมีอยู่ว่า วันหนึ่งท้าวเธอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว ก็เสด็จดำเนินไปมาอยู่ระหว่างพื้นยาวของพระมหาปราสาท ทรงหยุดยืนอยู่บริเวณเฉลียง แล้วทอดพระเนตรออกมาทางช่องพระแกล ตรงออกไปยังผนังพระมหาปราสาทอีกฟากหนึ่ง

        ทันใดนั้น ท้าวเธอก็ทรงแลเห็นแพะกับสุนัขยืนแนบชิดกัน ดูท่าทางมันสนิทสนมกลมเกลียวกัน ดุจมิตรที่รักใคร่กันมาช้านาน

        ท้าวเธอทรงสังเกตอากัปกิริยาของสัตว์ทั้งสองแล้ว ก็ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก เพราะธรรมดาแพะกับสุนัขย่อมเป็นอริกัน ไม่มีทางที่จะเป็นมิตรกันได้เลย แต่แพะกับสุนัขคู่นี้ กลับมาเป็นมิตรชิดชอบกันได้ แต่จะเป็นด้วยสาเหตุอันใดนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่ทรงทราบแน่ชัด

        ท้าวเธอทรงกระหยิ่มในพระทัยว่า “เหตุการณ์ที่เรายังไม่เคยเห็น เราก็ได้เห็นแล้วในวันนี้ ดีละ เราจักนำเงื่อนนี้ผูกเป็นปริศนาไปถามราชบัณฑิตทั้งหลาย คราวนี้ก็จักได้รู้ทั่วกันว่า ใครเป็นผู้ฉลาด ใครเป็นผู้ขลาดเขลากว่ากัน”  แต่ว่าปัญหาระหว่างแพะกับสุนัขในครั้งนี้ จะมีเงื่อนอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #53 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 14:57:27 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 54




        จากตอนที่แล้ว   พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำกราบทูลรับรองว่า ที่พระนางอุทุมพรเทวีตรัสนั้นเป็นความจริงทุกประการ ก็ทรงเชื่อเพราะได้ประจักษ์ในปัญญาของมโหสถมาตามลำดับ  ทำให้ความพิโรธของท้าวเธอดับสนิทลง เกิดพระมหากรุณาธิคุณต่อพระนางมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

        ฝ่ายพระนางอุทุมพรเทวีทรงปรารถนาจะแทนคุณของมโหสถบัณฑิตให้สมกับที่ได้ช่วยชีวิตพระนางไว้ จึงได้กราบทูลขอพรพระราชสวามี ๒  ข้อ คือขอแต่งตั้งมโหสถบัณฑิตไว้ในฐานะน้องชายของพระนาง และขอให้พระนางสามารถส่งข้าวของไปให้มโหสถได้ตามต้องการ

        เหตุการณ์ในครั้งนั้น พระเจ้าวิเทหราชก็ไม่ทรงมั่นใจในปรีชาญาณของอาจารย์เสนกะอีก ทรงดำริที่จะทดสอบปัญญาของบัณฑิตทั้ง ๕ ว่า ถ้าหากผู้ใดโง่เขลาเบาปัญญาก็จะขับออกจากพระราชวังไปเสียเลย

        วันหนึ่งท้าวเธอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว ขณะที่ประทับยืนทอดพระเนตรออกมาทางช่องพระแกล ก็ทรงแลเห็นแพะกับสุนัขยืนแนบชิดกัน ดูท่าทางสนิทสนมกัน ดุจมิตรที่รักใคร่กันมาช้านาน
 

        ท้าวเธอทรงกระหยิ่มในพระทัยว่า “เหตุการณ์ที่เรายังไม่เคยเห็น เราก็ได้เห็นแล้วในวันนี้ ดีละ เราจักนำเงื่อนนี้ผูกเป็นปริศนาไปถามราชบัณฑิตทั้งหลาย คราวนี้ก็จักได้รู้ทั่วกันว่า ใครเป็นผู้ฉลาด ใครเป็นผู้ขลาดเขลากว่ากัน” 

        ครั้นรุ่งขึ้น เมื่อเหล่าราชบัณฑิตพากันมาเข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรงตามปกติ พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงมีพระราชดำรัสกับเหล่าบัณฑิตของพระองค์    คือ ท่านอาจารย์เสนกะ อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ อาจารย์เทวินทะ และมโหสถบัณฑิต ซึ่งเป็นที่โปรดปรานพระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์ และใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง “วันนี้เรามีปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง จักขอถามท่านทั้งหลาย” ท้าวเธอตรัสนำก่อนเข้าสู่ปัญหา

        ท่านอาจารย์เสนกะเป็นตัวแทนกราบทูลรับสนองว่า “ขอเดชะ ข้าแต่พระจอมประชากร ข้าพระพุทธเจ้าทั้งมวลพร้อมอยู่แล้วที่จะสนองงาน เต็มกำลังสติปัญญาของตน พระพุทธเจ้าข้า”

        ราชบัณฑิตทั้งหลายน้อมเกล้ารับพระกระแสรับสั่งนั้น แล้วต่างก็เฝ้ารอฟังอยู่ว่า ปัญหาสำคัญที่ว่านั้นคืออะไร

         “ดีแล้วท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง” ครั้นแล้วก็ทรงยกเอาปัญหานั้นขึ้นตรัสถามด้วยพระสุรเสียงก้องกังวาน
 
        “ท่านทั้งหลาย ก็สัตว์เดียรัจฉานผู้เป็นศัตรูคู่ปรปักษ์กัน ไม่เคยเดินร่วมทางกันเลยแม้เพียง 7 ก้าว แม้เพียงเห็นหน้ากันก็ต้องวิวาทกันเสมอ แต่บัดนี้ เหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีก็ปรากฏขึ้นแล้ว คือสัตว์ทั้งสองกลับมาเป็นมิตรสหายกันได้ ต่างไว้วางใจกันและกัน และยังเที่ยวไปด้วยกัน นี้เป็นเพราะเหตุไร?”

        ครั้นท้าวเธอตรัสปริศนานั้นจบลงแล้ว ก็ทรงสำทับอีกด้วยว่า “หากพวกท่านไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ภายในวันนี้ เราจักขับพวกท่านไปเสียจากแว่นแคว้นของเรา เพราะเราไม่ต้องการราชบัณฑิตที่มีปัญญาทราม”

        ขณะที่ท่านอาจารย์เสนกะรับฟังปัญหานั้นแล้ว ก็ให้มืดมัวยิ่งนักเหมือนถูกจับใส่ห้องมืด ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นพระราชายังทรงมีพระหฤทัยชื่นบาน พระพักตร์ผุดผ่อง ซ้ำแววพระเนตรก็ยังฉายแจ่ม

        เพียงแต่พระสุรเสียงเท่านั้น ที่ขึงขังหนักแน่น เหมือนจะคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้ในทันที จึงไม่แน่ใจนักว่า พระดำรัสที่ทรงสำทับในภายหลังนั้น ท้าวเธอทรงตรัสจริงจังสักแค่ไหน  จึงทูลถามว่า “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท หากข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้ พระองค์จะทรงขับไล่ข้าพระบาทออกจากแว่นแคว้นจริงๆหรือ พระพุทธเจ้าข้า”

        ท้าวเธอจึงตรัสว่า “จริงซิท่านอาจารย์ เราเป็นกษัตริย์ตรัสแล้ว ที่ไหนจะลืมคำของตนได้เล่า”

        ส่วนอาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะนั้น ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะเข้าทำนองที่โบราณว่า “มืดไปแปดด้าน” เพราะเพียงแค่ได้ฟังข้อปัญหา ก็ยังขบปัญหาไม่แตก จำต้องใช้เวลาคลี่คลายม่านหมอกที่ปกคลุมปัญหานั้นอีกหลายชั้นนัก 

        ฝ่ายมโหสถเริ่มใคร่ครวญพระราชปุจฉานั้น ลองพิจารณาทุกแง่ทุกมุมแล้ว ก็ยังไม่เห็นเนื้อความแห่งคำตอบ จึงหวนคิดขึ้นว่า “โดยพระอัธยาศัยของพระราชานั้น ก็มิได้ทรงพระปรีชาว่องไวเท่าใดนัก การที่พระองค์มีพระดำรัสถามปริศนาที่ซับซ้อนเช่นนี้ คงมิได้ทรงดำริขึ้นในทันที แต่เห็นจะเป็นเพราะมีเค้ามูลมาก่อน จากการได้ทอดพระเนตรเห็นอะไรบางอย่างเป็นแน่”

        มโหสถดำริเช่นนี้แล้วก็นิ่งเสีย มิได้กราบทูลสิ่งใด แต่หันไปทางอาจารย์เสนกะ เพื่อรอฟังว่าอาจารย์เสนกะจะกราบทูลท้าวเธออย่างไร

        ฝ่ายอาจารย์เสนกะกำลังครุ่นคิดอยู่ว่า “มโหสถจะสามารถแก้ได้หรือไม่หนอ” จึงเหลียวดูปฏิกิริยาของมโหสถซึ่งนั่งห่างออกไป ต่างฝ่ายต่างชำเลืองแลกัน

        ครั้นได้สบสายตากันเพียงแวบเดียวเท่านั้น ท่านเสนกะก็พอจะมองออกว่า มโหสถเองก็ยังไม่เห็นเค้าเงื่อนของปัญหาเช่นเดียวกับตน จึงนึกภูมิใจอยู่ลึกๆว่า “คนที่มืดมัวไม่รู้คำตอบนั้น ใช่ว่าจะมีเพียงเราคนเดียวเสียเมื่อไร แม้มโหสถผู้รอบรู้ ก็ยังอับจนหนทางเหมือนกัน”

        ในที่สุดท่านเสนกะจึงตัดสินใจกราบทูลว่า “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าตระหนักดีว่า ปัญหานี้มิใช่ปัญหาธรรมดา จักต้องมีเงื่อนงำที่ลึกล้ำอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่าพระบาททรงมีพระราชประสงค์จะทราบคำตอบในทันที จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งพระพุทธเจ้าข้า”

        ท่านเสนกะกราบทูล พลางชำเลืองดูมโหสถบัณฑิต แต่แล้วก็ไม่เห็นทีท่าว่าจะคัดค้านสิ่งใด จึงยิ่งมั่นใจว่า ตนอ่านสายตาของมโหสถไม่ผิดแน่     และเพื่อจะยืนยันถ้อยคำของตนให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ท่านเสนกะจึงกราบทูลต่อไปว่า “ขอเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ มหาสมาคมนี้ช่างอึกทึกครึกโครมยิ่งนัก  พวกข้าพระพุทธเจ้าต่างมีใจวอกแวก ไม่สามารถรวมจิตให้เป็นหนึ่งได้ฉะนั้นจึงไม่อาจตอบปัญหาอันลึกซึ้งนี้ได้ในทันที ต่อเมื่อได้นั่งตริตรองอยู่เพียงลำพังผู้เดียวในที่อันเงียบสงัด เมื่อนั้นปริศนานี้จึงจะกระจ่างแจ้ง ดังนั้น ขอพระองค์ทรงโปรดเลื่อนกำหนดไปอีกสักหน่อย เพื่อให้พวกข้าพระพุทธเจ้าได้มีเวลาพิจารณาข้อปัญหานี้ให้ถี่ถ้วนเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
 
        ส่วนว่าพระเจ้าวิเทหราชจะทรงผ่อนผันให้ตามที่ร้องขอหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #54 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 16:51:39 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 55




        จากตอนที่แล้ว  พระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตรทางช่องพระแกลทรงเห็นแพะกับสุนัขเกิดความสนิทสนมกัน จึงทรงผูกเป็นปริศนามาถามบัณฑิตทั้ง ๕ ว่า “สัตว์เดียรัจฉานผู้เป็นศัตรูกัน แต่บัดนี้ กลับมาเป็นมิตรสหายกันได้  และยังเที่ยวไปด้วยกัน นี้เป็นเพราะเหตุไร?”

        ตรัสปริศนานั้นจบลงแล้ว ก็ทรงสำทับอีกด้วยว่า “หากใครไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ภายในวันนี้ เราจักขับไปเสียจากแว่นแคว้นของเรา เพราะเราไม่ต้องการราชบัณฑิตที่มีปัญญาทราม”

        ท่านบัณฑิตทั้ง ๔ ฟังปัญหานั้นแล้ว ก็มืดแปดด้านไม่เห็นต้นเห็นปลายจึงหันไปทางมโหสถบัณฑิตด้วยคิดว่า คราวนี้มโหสถจะแก้ได้ไหมหนอ ได้สบกันสายตากับมโหสถแวบนึงก็พอเดาออกว่า แม้มโหสถก็ไม่เห็นเค้าเงื่อนเช่นกัน จึงใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย

        ส่วนมโหสถได้ฟังพระราชปุจฉานั้นแล้ว ก็มาหวนคิดว่า “โดยปกติ พระราชามิได้ทรงมีพระปรีชาลึกซึ้งอะไร พระองค์ตรัสปริศนาที่ซับซ้อนเช่นนี้ คงได้ทอดพระเนตรอะไรบางอย่างมาเป็นแน่”  แต่ก็นิ่งเสียมิได้กราบทูลสิ่งใด ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้เข้ามาใหม่ให้อาจารย์เสนกะกราบทูลก่อนเถิด

        ในที่สุดท่านเสนกะจึงตัดสินใจกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าตระหนักดีว่า ปัญหานี้มิใช่ปัญหาธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่มีเงื่อนงำที่ลึกล้ำ ขอพระองค์ทรงโปรดเลื่อนกำหนดไปอีกสักหน่อย เพื่อให้พวกข้าพระพุทธเจ้าได้มีเวลาพิจารณาข้อปัญหานี้ให้ถี่ถ้วนก่อนเถิด”

        ท้าวเธอสดับคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว ก็ทรงเห็นด้วยกับท่านเสนกะ จึงทรงยินดีที่จะประทานโอกาสให้ตามคำขอ โดยทรงเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกหนึ่งชั่วราตรี ทั้งนี้ท้าวเธอยังทรงกำชับทิ้งท้ายด้วยว่า “เอาเถอะ เชิญพวกท่านไปคิดกันมาก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะมาฟังคำตอบจากพวกท่าน หากยังไม่อาจแก้ได้แล้วละก็ เราจะขับไล่พวกท่านออกไปทันที โดยจะไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น”
 
        เหล่าราชบัณฑิตทั้งหมดพากันถวายบังคมพระราชาก่อนแยกย้ายกันเดินออกจากท้องพระโรง

        อาจารย์ทั้ง ๔ เดินเกาะกลุ่มล่วงหน้าไปก่อนมโหสถ พลางปรึกษาหารือกันว่า “แย่แล้วพวกเรา คราวนี้พระราชาทรงเอาจริงแน่ๆ ที่นี้ เราจะทำอย่างไรกันดีเล่า” 

        ท่านเสนกะผู้มีอาวุโสกว่า จึงพูดตัดบทว่า “พวกท่านอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปเลย เราต่างคนต่างกลับไปนั่งคิดที่เรือนของตนก่อนเถิด อาจมองเห็นช่องทางสำเร็จได้บ้างหรอก”

        อาจารย์ทั้ง ๓ ต่างพากันรับคำแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจคลายความหนักใจในข้อปริศนาลงได้ แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับสู่เรือนของตน

        ส่วนมโหสถนั้นได้เดินตามหลังอาจารย์ทั้ง ๔ มาอย่างเงียบๆ และแทนที่จะกลับไปนอนขบคิดปัญหาที่เรือนของตน มโหสถกลับตรงไปเข้าเฝ้าพระนางอุทุมพรเทวีทันที

        ถวายบังคมแล้วจึงขอพระราชทานวโรกาสทูลถามพระนางว่า “ข้าแต่พระเทวี ข้าพระบาทใคร่จะทูลถามพระนางว่า เมื่อเช้านี้หรือเมื่อวานนี้ เจ้าเหนือหัวประทับอยู่ในที่ไหนเป็นเวลานานๆ บ้าง พระเจ้าข้า”

        พระนางอุทุมพรทรงนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตรัสตอบมโหสถว่า “มโหสถน้องรัก เมื่อวานนี้พี่เห็นทูลกระหม่อมประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกลตรงเฉลียงหน้ามุขอยู่นานทีเดียว น้องถามทำไมหรือ”

        “หามิได้พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเพียงแค่ทูลถามดูเท่านั้นเอง”  มโหสถสนทนาอยู่กับพระนางครู่หนึ่ง จากนั้นจึงได้รีบถวายบังคมลา แล้วออกไปยืนอยู่ที่เฉลียงหน้ามุขตรงบริเวณช่องพระแกลตามที่พระนางตรัสเล่า มโหสถทดลองมองผ่านทางช่องพระแกล กวาดสายตาไปโดยรอบ

        ในที่สุดจึงได้พบกับเงื่อนงำแห่งปริศนา ณ ที่นั้นเอง คือมโหสถได้เห็นแพะกับสุนัขอาศัยอยู่ที่ริมผนังพระมหาปราสาท สัตว์ทั้งสองดูช่างสนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งนัก มโหสถเฝ้าสังเกตดูอยู่ครู่ใหญ่ จึงได้รู้ความเป็นไประหว่างแพะกับสุนัข เช่นเดียวกับที่พระราชาได้ทรงเห็นตั้งแต่แรก

        เรื่องราวมีอยู่ว่า แพะนั้นเข้าไปในโรงช้าง เห็นหญ้าที่คนเลี้ยงช้างวางไว้สำหรับช้าง ก็ยากที่จะอดใจได้ เพราะหญ้าเป็นอาหารโปรดของแพะ มันจึงแอบกินหญ้านั้นเรื่อยมา 

        แต่ต่อมาพวกคนเลี้ยงช้างเห็นเข้า จึงคว้าไม้ไล่ตะเพิดแพะ  คนเลี้ยงช้างอีกคนหนึ่งคว้าไม้พลองได้ ก็หวดไม้ลงไปกลางหลังอย่างเต็มเหนี่ยว จนแพะหลังแอ่น มองเห็นดาวเดือนเกลื่อนฟ้าแม้ในเวลากลางวัน แล้วมันก็รีบวิ่งหอบสังขาร หนีไปนอนโอดครวญอยู่บนแคร่ที่วางชิดผนังปราสาท

        ส่วนสุนัขก็เช่นกัน มันอาศัยเศษอาหาร และกระดูก ในครัวเสวยของพระราชาจนอ้วนพี แต่อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากพ่อครัวตกแต่งเครื่องเสวยเสร็จ ก็ครอบสำรับไว้ด้วยฝาภาชนะ แล้วเดินออกไปรับลมข้างนอกให้เหงื่อแห้ง

        ขณะนั้นสุนัขมันได้กลิ่นเนื้ออันโอชะเข้าเท่านั้น ก็น้ำลายสอสุดที่จะระงับความอยากไว้ได้ จึงฉวยโอกาสเหมาะ ค่อยๆย่องเข้าไปในห้องเครื่อง เอาปากดุนฝาภาชนะที่ครอบสำรับออก แล้วขย้ำชิ้นเนื้อกินอย่างตะกละตะกลาม ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น

        พ่อครัวได้ยินเสียงนั้นเข้า จึงเกิดความสงสัย รีบตามเข้าไปดูทันที ครั้นเห็นเจ้าหัวขโมยพร้อมของกลางคาหนังคาเขา ก็ให้แค้นใจยิ่งนัก รีบคว้าท่อนไม้ขว้างไปถูกเข้าที่ขาของมันจนขาแพลง

        เจ้าสุนัขตกใจสุดขีดรีบคายชิ้นเนื้อทิ้ง กลายเป็นสุนัขขาเขยก วิ่งร้องลั่นออกมานอกประตู ก็โดนพ่อครัวอีกคนซึ่งคอยดักอยู่ริมประตู เอาดุ้นฟืนอันเบ้อเร่อฟาดตูมลงกลางหลังสุนัขเต็มแรง  ทันทีที่ถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ มันก็วิ่งหลังแอ่นร้องครวญครางออกมา เขย่งขาไว้ข้างหนึ่งกลายเป็นสุนัขสามขา เผ่นแนบมานอนซุกอยู่ใต้แคร่เดียวกันกับเจ้าแพะ

        เจ้าแพะซึ่งนอนอยู่บนแคร่ เห็นสุนัขขาเป๋วิ่งมาหลบมุมอยู่ใกล้ๆ ก็เกิดความสงสาร จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า “แกเป็นอะไร ทำไมถึงต้องวิ่งหลังแอ่นสามขามานอนซมอยู่อย่างนี้ละ”

        สุนัขถูกแพะถามดังนั้นก็นึกเคือง ย้อนถามบ้างว่า “แล้วแกล่ะ ไปโดนอะไรมา ถึงได้มานอนหลังแอ่นอยู่เหมือนกันนั่นนะ” แพะจึงได้เล่าเรื่องของตนให้ฟัง

        สุนัขนั้นเมื่อเห็นว่าแพะเล่าให้ฟังโดยดี จึงได้เล่าเรื่องของตนให้ฟังบ้าง เมื่อต่างฝ่ายต่างได้รู้ความทุกข์ยากของกันและกันก็เกิดความเห็นใจกัน     แพะจึงเอ่ยกับสุนัขว่า “เพื่อนเอย เรื่องที่สองเราเคยเป็นอริกันมานั้น ก็ขอให้เลิกแล้วต่อกันเถิด นับแต่นี้ไป สหายจงไปที่โรงช้าง คนเลี้ยงช้างก็จะไม่สงสัย เพราะสุนัขที่ไหนจะกินหญ้า แต่พอสบโอกาส สหายก็จงคาบฟ่อนหญ้ามาให้ข้าเถิด”   “แล้วข้าล่ะ จะกินอะไร ขืนให้กินหญ้า ข้าก็แย่น่ะซี” สุนัขเอะอะโวยวายเสียงดัง

        แพะจึงรีบปลอบสุนัขว่า “อย่าห่วงเลยสหาย ถึงอย่างไรเราก็ต้องรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน อย่าลืมสิว่าข้าน่ะมิใช่สัตว์กินเนื้อ เมื่อข้าเตร็ดเตร่อยู่ในห้องเครื่อง พ่อครัวก็คงไม่ระแวงเหมือนกัน เมื่อได้โอกาส ข้าก็คาบชิ้นเนื้อมาให้นาย แล้วเราก็มาแลกกันที่นี่ ดีไหมเล่า” 

        ต่างฝ่ายต่างก็ตกลงตามนั้น เมื่อได้อาหารมา ก็นำมาแลกกันกินที่ริมผนังพระมหาปราสาท ความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพะกับสุนัขจึงได้เริ่มต้นและงอกงามขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาของพระราชาจึงได้กระจ่างแจ้งแก่มโหสถ ที่ยืนมองดูการกระทำของสัตว์ทั้งสองอยู่ที่ช่องพระแกล ส่วนเหตุการณ์ต่อเบื้องพระพักตร์ในวันรุ่งขึ้นจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #55 เมื่อ: 27 กันยายน, 2552, 16:52:31 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 56




        จากตอนที่แล้ว  พระเจ้าวิเทหราชทรงเห็นว่า บัณฑิตทั้ง ๕ ต่างก็จนแต้มด้วยกันทั้งหมด ไม่อาจแก้ปัญหานั้นได้ จึงประทานโอกาสเลื่อนเวลาออกไปอีกหนึ่งราตรี เหล่าราชบัณฑิตทั้งหมด จึงพากันถวายบังคมพระราชาแยกย้ายกันเดินออกจากท้องพระโรง
 
        ส่วนมโหสถนั้นคิดอยู่ว่า พระราชาคงได้ทรงเห็นอะไรมาเป็นแน่  จึงตรงไปเข้าเฝ้าพระนางอุทุมพรเทวีเพื่อทูลถามพระนาง  ส่วนพระนางอุทุมพรเทวีทรงนึกอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็ตรัสตอบมโหสถว่า    “เมื่อวานนี้พี่เห็นพระองค์ประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกลตรงเฉลียงหน้ามุขอยู่นานทีเดียว”

        มโหสถได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ รีบถวายบังคมลา แล้วออกไปยืนอยู่ที่เฉลียงหน้ามุขตรงบริเวณช่องพระแกลตามที่พระนางตรัสเล่า มองผ่านทางช่องพระแกลออกไป จึงได้พบกับเงื่อนงำแห่งปริศนานั้น  คือมโหสถได้เห็นแพะกับสุนัขอาศัยอยู่ที่ริมผนังพระมหาปราสาท สัตว์ทั้งสองดูช่างสนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งนัก คือเจ้าสุนัขได้ไปคาบหญ้าจากโรงช้างมามอบให้แพะ ส่วนเจ้าแพะก็ไปคาบเนื้อจากห้องทำครัวของพระราชามาตอบแทนสุนัขเช่นกัน
 
        มโหสถเฝ้าสังเกตดูอยู่ครู่ใหญ่ ก็คาดการณ์ความเป็นมาระหว่างแพะกับสุนัขได้ทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกับที่พระราชาได้ทรงเห็นตั้งแต่แรก ปัญหาที่พระราชาทรงถามก็กระจ่างแจ้งในที่นั้นเอง ครั้นเห็นกระจ่างในข้อปริศนานั้นแล้ว จึงรีบกลับคืนสู่เคหสถานของตนด้วยความเบิกบานใจ

        ขณะที่อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะ แม้นจะกลับไปนั่งคิดนอนคิดกันเป็นการใหญ่ ขบคิดเท่าไรๆ ก็ยังมองไม่เห็นคำตอบ จึงชักหวั่นใจด้วยเกรงจะถูกขับไล่ออกจากแคว้นมิถิลาจริงๆ ในที่สุดจึงพากันไปปรึกษาท่านเสนกะผู้เป็นผู้นำคณะ โดยหวังว่าอาจารย์เสนกะจะเป็นที่พึ่งของพวกตนได้  แต่แล้วราชบัณฑิตทั้งสามก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง เมื่ออาจารย์เสนกะกล้ายอมรับตรงๆ ว่า แม้นตนก็ยังคิดไม่ตกเช่นกัน

        แต่ถึงกระนั้นอาจารย์เสนกะก็ยังมีแก่ใจ ปลุกปลอบให้ทุกคนอุ่นใจว่า “พวกท่านอย่าเป็นทุกข์ร้อนกันไปเลย อันที่จริง ข้าพเจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าปัญหาข้อนี้เกินกำลังของพวกเรา อย่างพวกเราน่ะ ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้หรอก แต่มีคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะแก้ได้”

        “ใครกันท่านอาจารย์” เหล่าบัณฑิตทั้งสามถามขึ้นพร้อมกัน “จะใครกัน ถ้าไม่ใช่มโหสถบัณฑิต ข้าพเจ้ามั่นใจว่า บัดนี้มโหสถจักต้องมีคำตอบแล้วอย่างแน่นอน ไป..พวกเรา ไปหา มโหสถกันเถิด รับรองคราวนี้พวกเราไม่ผิดหวังแน่”

        อาจารย์ปุกกุสะรีบค้านขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ก่อนนี้เราเป็นฝ่ายขัดขวางมโหสถเรื่อยมา แต่ครั้นหมดท่า กลับต้องไปขอพึ่งพาอาศัยปัญญาของมโหสถ ฟังดูก็น่าละอายอยู่นะ”

        “พวกท่านนี่ อายไม่เข้าเรื่อง”  ท่านเสนกะแย้ง “ขืนอายสิ จะได้สิ้นเนื้อประดาตัว หากพวกท่านมัวถือเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ มากางกั้นหนทางรอดของตนแล้วล่ะก็ ไม่ช้าหรอก จะถึงคราวล่มจมไปตามๆ กัน แม้แต่แผ่นดินก็จะไม่มีให้อยู่”

        บัณฑิตทั้งสามเห็นว่าท่านเสนกะกล้ายืนยันหนักแน่น กอปรกับพวกตนก็ยังหวงยศหวงตำแหน่งอยู่ ในที่สุดจึงเห็นคล้อยตามคำของท่านเสนกะ ตัดสินใจตามไปถึงเรือนของโหสถบัณฑิต

        ฝ่ายมโหสถบัณฑิตครั้นทราบว่าอาจารย์ทั้ง ๔ พากันมาหาตน ก็มั่นใจว่าคงมิใช่เรื่องอื่น นอกเสียจากเรื่องปริศนาที่พระราชาตรัสถาม มโหสถจึงออกมาต้อนรับอาจารย์ทั้ง ๔ ตามมารยาทของเจ้าของเรือน

        ครั้นแล้วท่านเสนกะก็ถามมโหสถทันทีว่า “พ่อบัณฑิต ก็ปริศนาที่พระราชาตรัสถามเมื่อเช้านี้ พ่อคิดได้หรือยัง”

        “แน่นอนสิท่านอาจารย์ ปัญหานี้กระผมแทงตลอดแล้ว หากกระผมคิดไม่ได้ ท่านคิดว่าใครเล่าจะคิดได้อีก” เสียงมโหสถประกาศก้องกังวาน

        “พวกเราตระหนักในข้อนี้ดี ว่ามีแต่พ่อมโหสถเท่านั้น ที่จะสามารถจะตอบปริศนานี้ได้” ท่านเสนกะออกปากชื่นชมมโหสถ ซึ่งเท่ากับสารภาพโดยอ้อมว่าพวกตนยังอับจนหนทาง
 
        ครั้นแล้วจึงเอ่ยปากขอร้องมโหสถว่า “ถ้ากระนั้น พ่อบัณฑิตกรุณาบอกแก่พวกเราบ้างเถิด”

        มโหสถบัณฑิตนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใคร่ครวญอยู่ว่า “หากเราไม่บอก อาจารย์ทั้ง ๔ ก็คงไม่แคล้วต้องถูกพระราชากริ้ว ในที่สุดก็จักถูกขับออกจากแว่นแคว้น เอาเถิด อย่าให้พวกเขาต้องถึงกับย่อยยับเลย เราจักบอกคำตอบให้สักครั้งเพื่ออนุเคราะห์แก่เขา”

        ครั้นตกลงใจเช่นนี้แล้ว มโหสถจึงผูกคาถาขึ้น ๔ บท ซึ่งแต่ละบทมีเนื้อความต่างกัน ครั้นแล้วก็ให้อาจารย์เหล่านั้น เรียนคาถานั้นคนละบท   โดยให้ถือปฏิบัติตามประเพณีนิยม คือ ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ในวัยใดหรือฐานะใดก็ตาม จักต้องแสดงความเคารพต่อครูผู้สอน  อาจารย์เหล่านั้นก็ตอบตกลง ยอมลดตัวนั่งลงบนอาสนะที่ต่ำกว่า พร้อมกับประนมมือน้อมรับคาถานั้นอย่างตั้งใจ 

        เมื่อกล่าวคาถาจบลง มโหสถก็กำชับทิ้งท้ายว่า “ในเวลาที่พระราชาทรงมีพระราชปุจฉา พวกท่านก็พึงกล่าวคาถานี้ไปตามที่ข้าพเจ้าบอกเถิด”

        แม้นอาจารย์ทั้ง ๔ จะยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคาถานั้นก็ตาม แต่ทุกคนก็พากันโล่งใจไปตามๆกัน ราวกับยกภูเขาอันมหึมาออกไปจากอก มั่นใจเหลือเกินว่า หากพระราชาได้ทรงสดับคาถานี้แล้ว ท้าวเธอต้องทรงพอพระทัยอย่างแน่นอน  ครั้นจดจำคาถานั้นอย่างดีแล้ว อาจารย์ทั้ง ๔ จึงได้ขอตัวกลับ แล้วต่างก็แยกย้ายกลับสู่เรือนของตน

        การยอมตนเข้าไปขอความช่วยเหลือจากมโหสถบัณฑิตในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า อาจารย์ทั้ง ๔ นั้น ตามที่จริงแล้ว พวกเขายอมรับในปรีชาญาณ และความสามารถของมโหสถว่าเหนือกว่าพวกตนมานานแล้ว แต่ยังติดอยู่ที่มีความริษยา ไม่อยากตกอันดับเป็นสองรอง จากมโหสถเท่านั้น  แม้จะยังมีทิฐิมานะอยู่บ้าง ตรงที่ยังถือว่าพวกตนเคยเป็นราชบัณฑิตเก่าแก่มาก่อน แต่เพื่อความอยู่รอดก็จำต้องยอมลดตัวลงทำความเคารพมโหสถบัณฑิตผู้มีอายุคราวลูกคราวหลาน

        ดังนั้น เราจะเห็นว่า บัณฑิต แม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน แต่ก็ยังดีกว่ามีมิตรที่เป็นคนพาล เพราะบัณฑิตนั้น เมื่อถึงคราวคับขันยังเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้ ส่วนคนพาลนั้นนำความเดือดร้อนมาให้ทุกเมื่อ จึงควรคบบัณฑิตแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ควรคบคนพาลเลย ส่วนเหตุการณ์ต่อเบื้องพระพักตร์ที่อาจารย์ทั้ง ๔ จะเฉลยปัญหาด้วยคาถาของมโหสถนั้นจะลงเอยอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #56 เมื่อ: 28 กันยายน, 2552, 14:18:33 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 57




        จากตอนที่แล้ว  อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะ ได้กลับไปคิดแก้ปัญหาของพระราชา ขบคิดเท่าไรๆ ก็ไม่เห็นคำตอบ จึงพากันไปปรึกษาท่านเสนกะผู้เป็นผู้นำคณะ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่ออาจารย์เสนกะยอมรับว่า แม้นตนก็ยังคิดไม่ออกเช่นกัน แต่เมื่อจนแต้มเข้าจริงๆ เพื่อความอยู่รอดของพวกตน อาจารย์เสนกะจึงต้องบากหน้าพาบัณฑิตทั้ง ๓ ไปขอความช่วยเหลือจากมโหสถ

        ฝ่ายมโหสถบัณฑิตครั้นทราบว่าอาจารย์ทั้ง ๔ พากันมาหาตน ก็รู้ทันทีว่ามิใช่เรื่องอื่นแน่ จึงออกมาต้อนรับ เมื่อถูกถามถึงเรื่องปัญหานั้นว่า พ่อบัณฑิตคิดคิดปริศนานั้นได้หรือยังล่ะ จึงตอบทันทีว่า  “ หากกระผมคิดไม่ได้ แล้วท่านคิดว่าใครเล่าจะคิดได้” 

        ในที่สุดมโหสถบัณฑิตจึงผูกคาถาขึ้น ๔ บท ซึ่งแต่ละบทมีเนื้อความต่างกัน แล้วก็ให้อาจารย์ทั้ง ๔ เรียนคาถานั้นคนละบท โดยให้ลดตัวลงนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่าตน พร้อมกับให้ประนมมือน้อมรับคาถานั้น แล้วกำชับว่า “ในเวลาที่พระราชาตรัสถาม ก็พึงกล่าวคาถานี้ไปตามที่ข้าพเจ้าบอกเถิด”

        อาจารย์ทั้ง ๔ เมื่อได้คาถานั้นแล้วก็พากันโล่งใจไปตามๆกัน ราวกับยกภูเขาอันมหึมาออกไปจากอก แม้จะไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคาถานั้น แต่ทุกคนก็มั่นใจว่า คงพอจะรอดวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ครั้นจำคาถานั้นได้ดีแล้ว จึงได้ขอตัวแยกย้ายกลับสู่เรือนของตน

        ครั้นวันรุ่งขึ้น เหล่าราชบัณฑิตก็พากันมาเข้าเฝ้าพระราชา ณ ท้องพระโรงเช่นเมื่อวาน ท้าวเธอเสด็จประทับเหนือพระราชอาสน์แล้ว ก็มิได้ทรงตรัสถึงเรื่องอื่นเลย แต่ทรงมีพระราชดำรัสถามอาจารย์เสนกะทันทีว่า “ท่านอาจารย์เสนกะ ท่านทราบคำตอบแล้วหรือ”

        อาจารย์เสนกะยืดอกขึ้นกราบทูลอย่างองอาจว่า “ขอเดชะ หากข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบแล้ว ใครเล่าจะทราบ”

        ท้าวเธอทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย พลางรับสั่งว่า “ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านว่ามาเถิด”

        “ข้าแต่เจ้าเหนือหัว ขอพระองค์ทรงสดับคำของข้าพระพุทธเจ้าเถิด” อาจารย์เสนกะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางองอาจ

        ครั้นแล้วก็กล่าวแก้ปริศนานั้นด้วยคาถาที่ตนได้เรียนมาจากมโหสถว่า “เนื้อแพะย่อมเป็นที่โปรดปรานของชนทั้งปวง แต่เนื้อสุนัขนั้นหามีใครบริโภคไม่ น่าอัศจรรย์เสียนี่กระไร บัดนี้แพะกับสุนัขก็มาเป็นสหายกันได้”

        ท่านเสนกะกล่าวคาถานี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งๆที่ตนเองก็มิได้เข้าใจความหมายเลยแม้แต่น้อย แต่พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นเป็นอย่างดี จึงทรงเข้าพระทัยว่า ท่านเสนกะรู้เรื่องนี้จริง ท้าวเธอจึงทรงผินพระพักตร์ไปทางอาจารย์ปุกกุสะ แล้วตรัสถามด้วยคำถามเดียวกัน

        อาจารย์ปุกกุสะก็รีบกราบทูลอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “ฝูงชนใช้หนังแพะเป็นเครื่องลาดหลังม้า แล้วพากันควบขี่ไปอย่างสบาย ไม่มีใครใช้หนังสุนัขปูลาดหลังม้าเลย ครั้งนี้มิตรภาพระหว่างแพะกับสุนัขจึงได้มีต่อกัน”

         พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงเข้าพระทัยว่า แม้อาจารย์ปุกกุสะก็รู้ จึงทรงหันพระพักตร์ไปถามอาจารย์กามินทะต่อไป

        อาจารย์กามินทะก็ได้กราบทูลตามที่เรียนมาเช่นกันว่า “แท้จริงแพะมีเขาโค้งงอบิดเป็นเกลียว แต่สุนัขไม่มีเขาเลยทีเดียว แพะกินหญ้า แต่สุนัขกินเนื้อ ช่างเหลือเชื่อ มิตรภาพอันดีระหว่างแพะกับสุนัขก็มีต่อกันได้”

        ท้าวเธอได้สดับดังนั้น ก็ทรงเข้าพระทัยอีกว่า แม้อาจารย์กามินทะก็รู้คำตอบเช่นกัน จึงทรงผินพระพักตร์ไปทางอาจารย์เทวินทะบ้าง ก็ทรงได้รับคำตอบในทันทีว่า “แพะชอบใจหญ้าและใบไม้ ส่วนสุนัขชอบไล่จับกระต่ายและแมวกิน น่าประหลาดแท้ แม้แพะกับสุนัข ก็ยังมาเป็นเพื่อนกันได้”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงโสมนัสยิ่งนักที่อาจารย์ทั้ง ๔ ล้วนแล้วแต่สามารถตอบข้อปริศนาของพระองค์ได้ทั้งสิ้น ในที่สุดจึงผินพระพักตร์มาถามมโหสถเป็นคนสุดท้ายว่า “พ่อบัณฑิต เธอล่ะ รู้ปัญหานี้ไหมเล่า”

        มโหสถทูลรับสนองว่า “ขอเดชะ เว้นข้าพระองค์แล้ว คนอื่นใครเลยจักทราบคำตอบที่ลึกซึ้งของปริศนานี้”
 
 
        “ดีล่ะ พ่อบัณฑิต ถ้าเช่นนั้น เธอก็จงว่าไป”
 

        แล้วมโหสถก็กราบทูลว่า  “ธรรมดาแพะมี ๔ ขา สุนัขก็มี ๔ ขา สัตว์จตุบาททั้งสอง แม้นจะกินอาหารต่างกัน คือแพะกินหญ้า สุนัขกินปลาและเนื้อ แต่มาวันหนึ่ง แพะกลับคาบชิ้นเนื้อมาจากห้องเครื่อง ส่วนสุนัขก็คาบฟ่อนหญ้ามาจากโรงช้าง สัตว์ทั้งสองนำอาหารมาฝากกันและกัน ฉะนั้นมิตรธรรมจึงบังเกิดแก่สัตว์ทั้งสอง พระราชาประทับอยู่บนปราสาท ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นมิตรธรรมนั้นด้วยพระองค์เอง”

        พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำตอบของมโหสถ ก็ยิ่งทรงทราบชัดถึงความเป็นไประหว่างแพะกับสุนัขที่ได้ทอดพระเนตรเห็นผ่านทางช่องพระแกล  จึงทรงเข้าพระทัยว่า ราชบัณฑิตทั้ง ๕ ล้วนแทงตลอดในปัญหาด้วยปัญญาของตนทั้งสิ้น

        ท้าวเธอจึงทรงโปรดปรานยิ่งนัก ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานวาจาด้วยความปลาบปลื้มยินดีว่า “ช่างเป็นบุญลาภของเราโดยแท้ ที่มีราชบัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสำนัก แม้นปริศนานั้นจะลึกซึ้งอย่างไร ก็ยังสามารถแทงตลอดเนื้อความแห่งปัญหาได้อย่างน่าอัศจรรย์”

        ครั้นแล้วท้าวเธอจึงได้พระราชทานรางวัลให้แก่ราชบัณฑิตเหล่านั้นโดยเท่าเทียมกันทุกคน คือทรงโปรดพระราชทานรถเทียมม้าอัสดรให้คนละคัน พร้อมด้วยบ้านส่วยอีกคนละหมู่บ้าน

        การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นเป็นความงดงามของโลกและจักรวาล เช่น น้ำตกและลำธารให้น้ำแก่แม่น้ำ แม่น้ำให้น้ำแก่มหาสมุทร มหาสมุทรให้น้ำแก่ท้องฟ้า ท้องฟ้าทำสายฝนให้ตกลง ให้น้ำแก่โลกหล้า สรรพชีวิตจึงดำเนินไปได้

        ถ้าหากขาดการให้แก่กันและกันแล้ว โลกของเราก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ดำเนินไปไม่ได้  ดังนั้น เราจึงควรฝึกการให้จนติดเป็นนิสัย บางคนมีทรัพย์มากก็ให้ทรัพย์ บางคนมีความรู้มากก็ให้ความรู้  บางท่านมีธรรมะมากก็ให้ธรรมะ เพราะผู้ที่ฝึกให้จนเป็นอุปนิสัยแล้ว ย่อมจะได้สัมผัสความสุขที่เกิดจากการให้อย่างแท้จริง

        เหตุการณ์ในครั้งนี้ ท่านเสนกะและสหายทั้ง ๓ ได้รอดพ้นจากการถูกขับไล่ ก็ด้วยอาศัยความกรุณาของมโหสถบัณฑิตที่เป็นผู้ไม่มีความตระหนี่ในธรรม ได้แบ่งปันความรู้ให้ จึงทำให้อาจารย์ทั้ง ๔ ได้ที่พึ่งพาอาศัย ส่วนในครั้งหน้า เป็นการโต้ปัญหาระหว่างมโหสถกับอาจารย์ทั้ง ๔ ในหัวข้อที่ว่า คนที่มีปัญญากับคนพาลแต่มียศยิ่งใหญ่ ใครจะประเสริฐกว่ากัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #57 เมื่อ: 28 กันยายน, 2552, 14:19:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 58




        จากตอนที่แล้ว  เหล่าราชบัณฑิตทั้ง ๔ ต่างก็คิดปัญหาไม่ออกจึงพากันไปถามมโหสถบัณฑิต ครั้นได้รับคำแนะนำจากมโหสถแล้ว วันรุ่งขึ้นก็พากันมาเข้าเฝ้าพระราชาด้วยความมั่นใจครั้นบัณฑิตทั้ง ๔ มาพร้อมกันแล้ว พระราชาก็ตรัสถามเรียงตัว เริ่มจากอาจารย์เสนกะ ซึ่งแต่ละท่านก็ได้ทูลตอบด้วยคาถาตามที่ได้เรียนมาจากมโหสถ โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคาถานั้นเลย แต่พระราชาก็ทรงพอพระทัยด้วยสำคัญว่าบัณฑิตทั้ง ๔ นั้นรู้ปริศนาได้ด้วยตนเอง

        ในที่สุดจึงผินพระพักตร์มาถามมโหสถเป็นคนสุดท้ายว่า “พ่อบัณฑิต เธอล่ะ รู้ปัญหานี้ไหมเล่า” 
 
        มโหสถทูลรับสนองว่า “ เว้นข้าพระองค์แล้ว ใครเล่าจักทราบคำตอบที่ลึกซึ้งของปริศนานี้”  แล้วก็ได้กราบทูลว่า  “แพะกับสุนัขแม้นจะกินอาหารต่างกัน คือแพะกินหญ้า สุนัขกินปลาและเนื้อ แต่มาวันหนึ่ง แพะกลับคาบชิ้นเนื้อมาจากห้องเครื่อง ส่วนสุนัขก็คาบฟ่อนหญ้ามาจากโรงช้าง นำมาฝากกันและกัน มิตรธรรมจึงบังเกิดแก่สัตว์ทั้งสอง พระราชาประทับอยู่บนปราสาท ได้ทอดพระเนตรเหตุนั้นด้วยพระองค์เอง”

        พระเจ้าวิเทหราชได้สดับคำตอบของมโหสถ ก็ทรงปลื้มว่า “เป็นบุญลาภของเรา ที่มีราชบัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสำนัก”  จึงได้พระราชทานรางวัลให้แก่ราชบัณฑิตเหล่านั้นโดยเท่าเทียมกันทุกคน คือทรงโปรดพระราชทานรถเทียมม้าอัสดรให้คนละคัน พร้อมกับบ้านส่วยอีกคนละหมู่บ้าน
 
        ครั้นพระนางอุทุมพรทรงทราบข่าวว่า พระราชาทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แด่ราชบัณฑิตทั้ง ๕ โดยเท่าเทียมกัน พระนางก็ไม่ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง  เพราะทรงทราบดีว่า ที่อาจารย์ทั้ง ๔ ผ่านพ้นปริศนานี้มาได้  เพราะได้อาศัยมหากรุณาของ มโหสถโดยแท้ หาไม่แล้วอาจารย์เหล่านั้นจะต้องได้รับพระราชอาญาด้วยกันทุกคน พระนางมิได้ทรงรอช้า รีบเสด็จไปเฝ้าพระราชสวามี  แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม ข้อปริศนาอันลึกซึ้งของพระองค์ มีใครสามารถแก้ได้บ้างเพคะ”

        “เทวี ราชบัณฑิตทั้ง ๕ ของเราน่ะสิ ล้วนแล้วแต่ทรงภูมิรู้ มีปรีชาหลักแหลมด้วยกันทุกคน ช่างเป็นลาภของเราโดยแท้ ที่มีบัณฑิตผู้ปราชญ์เปรื่องอยู่ในราชสำนักมากถึงเพียงนี้” ท้าวเธอตรัสชื่นชมพลางแย้มพระสรวลด้วยทรงสำราญพระราชหฤทัย

        “ทูลกระหม่อมเพคะ พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่า อาจารย์ทั้ง ๔ น่ะ หาได้รู้คำแก้ปริศนานั้นด้วยตนเองไม่ แต่จำต้องอาศัยปัญญาผู้อื่น”

        ท้าวเธอทรงฉงนพระทัย ตรัสถามว่า  “อย่างนั้นหรือเทวี”

        “เป็นเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันทราบมาว่า ปริศนานี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย เว้นแต่มโหสถเพียงผู้เดียว อาจารย์ทั้ง ๔ อับจนปัญญาถึงกับต้องพากันไปไหว้วอนขอความช่วยเหลือจากมโหสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่ทูลกระหม่อมพระราชทานรางวัลให้ทุกคนเสมอกันนั้น จะสมควรหรือเพคะ” 

        ครั้นท้าวเธอทรงทราบความจริงเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งทรงโปรดปรานมโหสถบัณฑิตมากขึ้นเป็นทับทวี เพราะชื่นชมในความเป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวางของมโหสถ แต่เรื่องที่จะพระราชทานรางวัล
ให้มโหสถบัณฑิตเพิ่มขึ้นนั้น ท้าวเธอทรงระงับเอาไว้ก่อน ด้วยทรงดำริว่า “ช่างเถิด เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป แต่หากคราวหน้า มโหสถยังสามารถแก้ปริศนาของเราได้อีก คราวนี้ล่ะ เราก็จักมอบรางวัลให้เธออย่างมากมายทีเดียว”

        ท้าวเธอทรงปลอบพระนางอุทุมพรให้ทรงคลายพระปริวิตกแล้ว ก็ทรงครุ่นคิดหาปริศนาข้อใหม่ที่จะใช้ทดสอบปัญญาราชบัณฑิตของพระองค์อีกครั้ง  จนกระทั่งวันหนึ่ง ท้าวเธอก็ทรงดำริถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือปัญหาว่า ระหว่างบุคคลผู้ด้อยปัญญา แต่สมบูรณ์ด้วยยศ และโภคทรัพย์ กับบุคคลผู้เปี่ยมด้วยปัญญาแต่ด้อยยศศักดิ์ นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญผู้ใด ว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน
 
        ด้วยเหตุที่ปัญหานี้เป็นข้อโต้เถียงที่มักถูกหยิบยกพูดคุยในที่ประชุมชนเรื่อยมาเป็นเวลาช้านาน แต่แล้วก็ยังไม่อาจสรุปลงได้ ท้าวเธอจึงทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงรับฟังวาทะอันเฉียบแหลม ว่าระหว่างเสนกบัณฑิตกับมโหสถบัณฑิต ทรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้บัณฑิตทั้งสองได้โต้แย้งกันให้ยุติเด็ดขาด

        ท้าวเธอทรงตระหนักดีว่า อย่างไรเสียท่านอาจารย์เสนกะก็ต้องเลือกสนันสนุนฝ่ายคนที่มีทรัพย์เป็นแน่ เพราะปัญหานี้เป็นข้อที่สืบเนื่องในตระกูลของอาจารย์เสนกะมาแต่เดิม ขณะเดียวกันก็ทรงมั่นพระทัยว่า มโหสถจักต้องสนับสนุนคนที่มีปัญญาโดยมิต้องสงสัย เพราะนั่นเป็นวิสัยของมโหสถโดยแท้

        ดังนั้น วันหนึ่งขณะที่ท้าวเธอทรงประทับ ณ ท้องพระโรง จึงมีรับสั่งถามราชบัณฑิตที่มาเข้าเฝ้าโดยพร้อมหน้ากันว่า “ท่านทั้งหลาย วันนี้เรามีปัญหาสำคัญอีกข้อหนึ่ง จะขอถามพวกท่าน”

        ท่านเสนกะก็ทูลรับสนองท้าวเธอขึ้นมาก่อน เช่นเดียวกับทุกครั้งว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงถามมาเถิด พวกข้าพระบาทพร้อมอยู่แล้วที่จะสนองงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ พระพุทธเจ้าข้า”

        ครั้นแล้วพระเจ้าวิเทหราชจึงมีพระดำรัสถามท่านอาจารย์เสนกะก่อนว่า “ดีล่ะ ท่านอาจารย์เสนกะ ถ้าเช่นนั้นเราจักขอถามท่านก่อนว่า ระหว่างผู้มีปัญญาแต่ด้อยสิริคือทรัพย์และยศ กับผู้มีทรัพย์และยศแต่ด้อยปัญญา ในบรรดาบุคคลทั้งสองนี้ นักปราชญ์ทั้งหลายจักยกย่องใครว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน”

        ท่านเสนกะรับฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็อดที่จะยิ้มกริ่มไม่ได้ เพราะปัญหานี้ถือเป็นข้อที่สืบเนื่องในวงศ์สกุลของตนมานาน จึงมั่นใจเหลือเกินว่า คงไม่มีใครที่จะเชี่ยวชาญช่ำชองในปัญหานี้เสมอตนอีกแล้ว

        ดังนั้น ท่านเสนกะจึงมิได้รอช้า รีบกราบทูลท้าวเธอทันที ราวกับได้ทรงจำข้อความนั้นไว้อย่างแม่นยำว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลแก้ข้อปริศนาในบัดนี้ว่า บัณฑิตผู้ฉลาดปราดเปรื่อง เลื่องลือกันว่าเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญามาก ไม่ว่าเขาจะเกิดมาในเผ่าพันธุ์ใด มีชาติตระกูลสูงส่งสักแค่ไหน จะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่ก็ตาม แต่หากว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์ ไร้ยศศักดิ์อัครฐาน เขาเหล่านั้นทั้งหมดย่อมตกอยู่ในอำนาจของผู้มีทรัพย์ ต่างจะพากันยอมตนให้ผู้มีทรัพย์ได้เรียกใช้สอยในกาลทุกเมื่อ  ข้าพระพุทธเจ้ารู้ความจริงข้อนี้ จึงกล่าวว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐเลย ผู้มีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่า พระพุทธเจ้าข้า”  วาทะของอาจารย์เสนกะฟังดูเข้าที แต่วาทะของมโหสถบัณฑิตจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #58 เมื่อ: 04 ตุลาคม, 2552, 19:21:17 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 59




        จากตอนที่แล้ว  พระนางอุทุมพรทรงทราบข่าวว่า พระราชาทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แด่ราชบัณฑิตทั้ง ๕ โดยเท่าเทียมกัน ก็ไม่ทรงพอพระทัย  รีบเสด็จไปเฝ้าพระราชสวามี กราบทูลให้ทรงทราบว่า “อาจารย์ทั้ง ๔  หาได้แก้ปริศนานั้นได้ด้วยปัญญาของตนเองไม่  แต่ที่สามารถแก้ปริศนาได้ ก็ด้วยอาศัยปัญญาของมโหสถ  เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่ทูลกระหม่อมพระราชทานรางวัลให้ทุกคนเสมอกันนั้น จะสมควรหรือ” 

        พระราชาครั้นทรงทราบความจริงเช่นนั้น ก็ยิ่งทรงโปรดปรานมโหสถบัณฑิตมากขึ้น แต่ก็ทรงระงับเรื่องการพระราชทานรางวัลเพิ่มให้แก่มโหสถเอาไว้ก่อน ด้วยทรงดำริว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป แต่คราวหน้า หากมโหสถสามารถแก้ปริศนาได้อีก ก็จะมอบรางวัลให้เป็นพิเศษ”  อยู่ต่อมา ท้าวเธอก็ทรงนึกปริศนาขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่ง เมื่อราชบัณฑิตมาเข้าเฝ้าพร้อมกันแล้ว จึงมีรับสั่งถามว่า “ ระหว่างผู้มีปัญญาแต่ด้อยสิริไร้ทรัพย์และยศ กับผู้มีทรัพย์และยศแต่ทรามปัญญา ในบรรดาบุคคลทั้งสองนี้ นักปราชญ์ทั้งหลายยกย่องใครว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน”

        ท่านเสนกะรับฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็รีบกราบทูลอย่างมั่นใจว่า “บัณฑิตผู้ฉลาดปราดเปรื่อง  แต่หากว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์ ไร้ยศศักดิ์ เขาเหล่านั้นย่อมตกอยู่ในอำนาจของผู้มีทรัพย์ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐเลย ผู้มีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่า ” 

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำของท่านเสนกะแล้ว ก็ไม่ทรงปรารถนาจะถามอาจารย์ที่เหลือ แต่ทรงผ่านไปตรัสถามมโหสถบัณฑิตทันทีด้วยคำถามเดียวกันว่า   “พ่อมโหสถเอย เราจักขอถามเธอบ้างล่ะว่า ระหว่างคนโง่ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์และยศ กับบัณฑิตผู้ไร้โภคทรัพย์ ท่านผู้รู้ย่อมสรรเสริญว่า ใครเป็นผู้ประเสริฐกว่ากันเล่า”

        มโหสถบัณฑิตกำลังรอฟังพระดำรัสอยู่แล้ว ครั้นถูกท้าวเธอตรัสถามเช่นนี้ จึงกราบทูลอย่างอาจหาญโดยมิได้หวั่นเกรงต่อสิ่งใดว่า 
 
        “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระองค์โปรดทรงสดับความเห็นของข้าพระบาทก่อนเถิด พระพุทธเจ้าข้า บุคคลผู้มีทรัพย์มาก แต่เป็นผู้ปราศจากปัญญาเสียแล้ว เขาย่อมชื่อว่าเป็นคนพาลนั่นเอง คนพาลย่อมจะสำคัญว่าทรัพย์เท่านั้นเป็นสิ่งประเสริฐ จึงมัวแต่แสวงหาทรัพย์ 
 
        ครั้นหาทรัพย์มาได้แล้ว ก็มัวเมาในการใช้สอยทรัพย์นั้นกระทำกรรมอันชั่วช้า เพียงเพราะเห็นแก่ความเพลิดเพลินในโลกนี้ มิได้หยั่งเห็นถึงโลกหน้า เขาจึงเป็นผู้พ่ายแพ้ในโลกทั้งสอง คือในโลกนี้ก็ย่อมไม่ได้รับสุขในการใช้ทรัพย์ แม้นในโลกหน้า เขาย่อมได้รับทุกข์เพราะผลแห่งกรรมอันชั่วช้าของตน ข้าพระพุทธเจ้าเห็นดังนี้ จึงกล่าวว่า คนมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย ผู้มีปัญญาต่างหากเล่าเป็นผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับแล้ว ก็หันพระพักตร์ไปทางท่านเสนกะ แล้วตรัสว่า “ท่านเสนกะ มโหสถบัณฑิตกล่าวแย้งท่านแล้ว เธอกล่าวว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ ท่านเล่าจะกล่าวแก้ว่าอย่างไร”
 
        ท่านเสนกะฟังพระดำรัสแล้ว ก็กล่าวตอบโต้ว่า “ช้าก่อนพ่อมโหสถ มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์ให้ใช้สอยตามต้องการ มีหรือที่จะไม่ได้รับความสุขในโลกนี้ ดูอย่างโครวินทเศรษฐี (โค-ระ-วิน-ทะ-เสด-ถี) อย่างไรเล่า แม้นเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ รูปร่างวิกล ไม่มีวิชาความรู้ใดๆ แม้เวลาที่พูดยังมีน้ำลายไหลยืดออกจากปาก น่าขยะแขยงถึงเพียงนั้น แต่เขากลับเป็นที่นับหน้าถือตาของมหาชนในมิถิลานคร จะว่าเป็นเพราะมีรูปงามก็หาไม่ เพราะมีศิลปะก็หาไม่ แต่เพราะเหตุที่เขามีทรัพย์ มีมากถึง ๘๐ โกฏิทีเดียว ทรัพย์นั้นจึงบันดาลความสุขให้เหลือคณานับ

        มโหสถเอย เคยเห็นหรือไม่เล่า สตรีสองนาง ผู้งดงามหยดย้อยปานเทพอัปสร แพรวพราวด้วยเครื่องประดับ ถือดอกอุบลเขียวที่บานแล้ว ยืนประจำอยู่ 2 ข้าง คอยน้อมดอกบัวนั้นเข้าไปรองรับน้ำลายของเศรษฐี แล้วโยนทิ้งไปทางช่องหน้าต่าง ครั้นแล้วจึงเปลี่ยนดอกใหม่รองไว้อีก

        ดอกอุบลเขียวที่โยนไปนั้น พวกนักเลงสุราที่เดินเข้าร้านเหล้าต้องการกันนัก จึงเฝ้าแวะเวียนผ่าน คอยตะโกนเรียกขานชื่อของโครวินทเศรษฐีอยู่มิเว้นวาง

        เมื่อเศรษฐีถามกลับว่า จะมาเรียกทำไมกัน น้ำลายก็จะไหลออกมา ไม่ช้าดอกอุบลเขียวก็จะปลิวมาทางช่องหน้าต่าง นักเลงสุราจะพากันยื้อแย่ง ครั้นได้มาก็นำเอาไปล้างน้ำแล้วทัดหูเป็นเครื่องประดับที่หรูนัก

        ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ จึงกล่าวว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐ  คนมีทรัพย์เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับแล้ว ก็ทรงหนักพระทัยอยู่มิใช่น้อย เพราะตัวอย่างของโครวินทเศรษฐีที่ท่านเสนกะยกอ้างมานั้น พระองค์ก็ทรงทราบดี แม้นใครๆก็รู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง  เป็นข้อยืนยันมั่นคงว่า บุคคลผู้ไม่มีศิลปะ ไม่มีพวกพ้อง แม้รูปร่างจะไม่สมประกอบก็ตามที แต่ขอให้มีทรัพย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อำนาจของทรัพย์ย่อมอำนวยสุขให้อย่างมหาศาล

        เพราะแม้แต่ดอกบัวที่เปื้อนน้ำลายของผู้มีทรัพย์ ยังมีคนยื้อแย่งเอาไปเป็นเครื่องประดับอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ ท้าวเธอทรงใคร่จะรู้ว่า มโหสถจะกล่าวแก้อย่างไร จึงตรัสถามว่า  “เป็นอย่างไรพ่อมโหสถ  ท่านเสนกะยกอุทาหรณ์ยืนยันได้มั่นคงทีเดียวนา พ่อล่ะจะว่าอย่างไร”

        ครั้นมโหสถถูกท้าวเธอตรัสถาม ก็หันไปทางท่านเสนกะ กล่าวว่า “แน่ล่ะ ท่านอาจารย์เสนกะ ทรัพย์ย่อมอำนวยสุขให้เฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้น ส่วนคนไม่มีปัญญา ใช้ทรัพย์แสวงหาความสุขแล้ว ก็หลงมัวเมาประมาท ลืมตนเสียสิ้น  แม้นจะได้รับสุขบ้างก็เป็นเพียงแค่ความเพลินชั่วคราว เป็นสุขเล็กน้อยแต่ทุกข์มาก คนไร้ปัญญาพอถูกความทุกข์กระทบใจเข้าบ้าง จิตก็หวั่นไหวกวัดแกว่ง เหมือนปลาที่ถูกวางไว้กลางแดด ไม่อาจทนความร้อนได้ ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนจนหมดเรี่ยวหมดแรงฉะนั้น ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ จึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย”
 
        การโต้วาทะครั้งนี้ คงจะไม่จบลงโดยง่าย เพราะอาจารย์เสนกะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ ยึดถือวาทะเช่นนี้มานาน แต่มโหสถบัณฑิตจะกล่าวแก้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #59 เมื่อ: 04 ตุลาคม, 2552, 19:22:06 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 60




        จากตอนที่แล้ว  พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำของท่านเสนกะแล้ว ก็ผ่านไปตรัสถามมโหสถบัณฑิตด้วยคำถามเดียวกันว่า   “ระหว่างคนโง่ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์และยศ กับบัณฑิตผู้ไร้โภคทรัพย์ ท่านผู้รู้สรรเสริญว่า ใครเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน”

        มโหสถบัณฑิตได้ทูลตอบอย่างองอาจว่า  “บุคคลผู้มีทรัพย์มาก แต่หากขาดปัญญา  จัดว่าเป็นคนพาล เขาสำคัญว่าทรัพย์เท่านั้นประเสริฐ จึงใช้สอยทรัพย์นั้นกระทำความชั่ว มิได้คำนึงถึงโลกหน้า เขาย่อมไม่ได้รับสุขในการใช้ทรัพย์ และย่อมประสบทุกข์เพราะผลแห่งกรรมชั่วนั้นในโลกหน้า”

        อาจารย์เสนกะก็กล่าวตอบโต้ว่า “มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์ให้ใช้สอยตามต้องการ มีหรือที่จะไม่ได้รับความสุขในโลกนี้ ดูอย่างโครวินทเศรษฐีซิ แม้เป็นคนขี้เหร่ ไม่มีวิชาความรู้ใดๆ เวลาพูดน้ำลายก็ไหลยืดออกจากปาก แต่เขากลับเป็นที่นับหน้าถือตาของมหาชน เพียงเพราะเขามีทรัพย์มาก”

        พระเจ้าวิเทหราชได้สดับดังนั้น ก็ทรงหนักพระทัย เพราะตัวอย่างคือโครวินทเศรษฐีนั้น ใครๆก็รู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง  แม้แต่ดอกบัวที่เปื้อนน้ำลายของเขา ยังมีคนยื้อแย่งเอาไปเป็นเครื่องประดับเป็นที่เชิดหน้าชูตา ท้าวเธอทรงใคร่จะรู้คำกล่าวแก้ จึงหันมาตรัสถามมโหสถอีกครั้ง

        มโหสถจึงทูลแก้ว่า “ทรัพย์ย่อมอำนวยสุขให้เฉพาะผู้มีปัญญา ส่วนคนไม่มีปัญญา แม้นจะได้รับสุขบ้าง ก็เป็นสุขเล็กน้อยแต่ทุกข์มาก คนไร้ปัญญา เป็นผู้มีจิตหวั่นไหวไม่อาจรองรับความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้ ข้าพเจ้าจึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย”

        อาจารย์เสนกะถูกมโหสถเย้ยกลับด้วยถ้อยคำที่เชือดเชือนเช่นนั้น ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ไม่น้อย  แต่ก็พยายามสกัดกั้นอารมณ์นั้นไว้ไม่แสดงออก เพื่อให้สมกับที่ตนเป็นผู้มีอาวุโสกว่า ครั้นแล้วก็ได้กราบทูลท้าวเธอต่อไปว่า “ขอเดชะ มโหสถยังเด็กเหลือเกิน ปากก็ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ผ่านโลกมาเพียงไม่กี่ปี แล้วเธอจะรู้อะไร พระพุทธเจ้าข้า”   

        กราบทูลดังนี้แล้ว ก็หันไปมองมโหสถ ยิ้มไปพูดไปอย่างมีชั้นเชิงว่า “เอาเถอะมโหสถ พวกมนุษย์จงยกไว้ก่อน ยังไม่ต้องกล่าวถึง ดูเพียงต้นไม้ในป่าเถิด ฝูงวิหกน้อยใหญ่ที่โผบินผ่านไปมา ครั้นได้เห็นไม้ใหญ่มีกิ่งใบและผลอันอุดม มีหรือจะไม่บินเข้าหา ต่างก็จะพากันเกาะกินไม่หนีหายไปไหนเลย ข้อนี้ฉันใด คนทั้งหลายก็ฉันนั้น เขาย่อมคบหาสมาคมกับผู้มั่งคั่งเพราะต้องการทรัพย์ เหมือนฝูงนกต้องการผลาผล คนมีปัญญาแต่ไม่มีทรัพย์ อย่างไรก็ชื่อว่าคนจน ใครที่ไหนเขาจะคบหาสมาคมด้วย ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ จึงกล่าวว่า “คนมีปัญญาแต่ยากจนไม่ประเสริฐเลย คนมีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐ”

        เหตุผลของอาจารย์เสนกะฟังดูเผินๆก็เข้าทีดี  แต่ถึงกระนั้นสำหรับมโหสถแล้ว ช่างเป็นเหตุผลที่ตื้นเขินเหลือเกิน มโหสถไม่รอช้า รีบโต้กลับอย่างอาจหาญว่า “ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ ท่านเสนกะน่ะหรือจะรู้อะไร ก็ตนมัวจ้องมองทรัพย์แต่เพียงส่วนเดียว จึงยังมองไม่เห็นไม้ค้อนที่กำลังจะตกลงบนศีรษะ เหมือนกาที่จ้องมองอาหารในภาชนะ ที่บรรจุข้าวสุกของชาวบ้านที่เขาเทให้ หรือเหมือนสุนัขที่จ้องจะเลียนมส้มไม่มีผิดเลย  ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์โปรดทรงสดับคำของข้าพระพุทธเจ้าดูบ้างเถิด พระพุทธเจ้าข้า” 

        ครั้นแล้วมโหสถจึงได้แถลงความต่อไปว่า  “ก็ฝูงชนมีความปรารถนาทรัพย์ แล้วยอมตนไปเป็นบริวารห้อมล้อมคนพาลผู้เขลาปัญญา การเป็นพรรคพวกของคนพาลเช่นนี้ไม่ดีเลย เพราะคนพาลมีบริวารเป็นกำลังเข้าแล้ว ก็จะชวนกันทำกรรมอันหยาบช้า บีบบังคับขู่เข็ญรีดไถ่เงินทองมา โดยหารู้ไม่ว่านายนิรยบาลกำลังจ้องหาโอกาส ฉุดคร่าคนเขลาผู้คร่ำครวญอยู่ เตรียมกระชากตัวไปสู่นรกอันร้ายกาจ ข้าพเจ้าเห็นดังนี้ จึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย”

        พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำแก้ของมโหสถแล้ว ก็ทรงอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เพราะมโหสถแม้ยังอยู่ในวัยเยาว์ แต่สามารถมองขาดไปถึงผลที่คนพาลจักต้องได้รับในอนาคตด้วย  จึงตรัสชื่นชมมโหสถว่า  “เออ..มโหสถเอย เธอช่างพูดได้เข้าทีจริงเชียว” ขณะเดียวกัน ก็ทรงหันมาทางอาจารย์เสนกะ พลางตรัสว่า “ อาจารย์เสนกะ ท่านล่ะจะเเก้ว่าอย่างไร”

        คนอย่างอาจารย์เสนกะไฉนเลยจะยอมจำนนโดยง่าย แม้จะถูกมโหสถจี้ตรงจุดเข้าให้ ก็ยังสามารถหลีกเข้าข้างทาง พร้อมยกข้ออุปมาอันใหม่มาประกอบอย่างมีเหตุมีผลว่า “ธรรมดาแม่น้ำทั้งหลาย ไม่เลือกว่าสายไหน เมื่อไหลไปถึงแม่พระคงคา ก็ย่อมละชื่อเดิมนั้นเสีย ใครๆต่างพากันเรียกว่า คงคา คงคา ทั้งนั้น แต่ครั้นแม่น้ำคงคาไหลลงสู่มหาสมุทรอันกว้างขวางกว่ากันเล่า ชื่อว่าคงคาก็หายไป ย่อมได้ชื่อใหม่ว่า มหาสมุทร ฉันใด

        ผู้มีปัญญาเลิศในโลก ครั้นมาถึงถิ่นของผู้มีทรัพย์เข้าแล้ว ชาติโคตรของเขาจะเป็นอย่างไร จะมีปัญญามากมายแค่ไหน แต่หากเป็นคนจนขัดสนทรัพย์ ชื่อเสียงของเขาย่อมไม่ปรากฏเลย คงปรากฏแต่เพียงชื่อเสียงของบุคคลผู้มีทรัพย์เท่านั้น อานุภาพแห่งทรัพย์ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจึงกล้ายืนยันว่าคนมีปัญญาเป็นคนเลว ผู้มีทรัพย์เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ”

        มโหสถรับฟังข้ออุปมาของท่านเสนกะแล้ว ก็มิได้หวาดหวั่นต่อวาทะนั้นแต่อย่างใด กลับโต้ตอบอาจารย์เสนกะทันควัน พลิกกลับด้วยข้ออุปมาที่เหนือกว่าว่า  “ท่านอาจารย์เสนกะ ท่านกล่าวว่ามหาสมุทรเป็นที่รวมของแม่น้ำน้อยใหญ่ที่ไหลไปรวมกัน แต่ท่านก็อย่าลืมสิว่า แม้นมหาสมุทรนั้นจะซัดสาดเกลียวคลื่นอยู่ทุกเวลานาที ราวกับจะถาโถมแผ่นดินให้ถล่มทลายลง แต่ต่อให้พันคลื่นแสนคลื่นโหมกระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่า ก็ยังไม่อาจทำให้ล้นฝั่งได้เลย ฝั่งย่อมสามารถสกัดกั้นคลื่นไว้มิให้พังทลายลงได้  คลื่นย่อมไม่อาจเอ่อล้นฝั่งได้ฉันใด
 

        ไม่ว่าในกาลไหนๆ หากมีกิจอันใด หรือมีข้อสงสัยในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ คนทั้งหลายย่อมพากันไปพึ่งพาผู้มีปัญญาทั้งนั้น ใครเลยจะมองข้ามคนมีปัญญาไปได้

        ส่วนคนผู้ที่มีทรัพย์มากแต่ไม่มีปัญญา เพราะเหตุที่ทรามปัญญา เขาจึงไม่อาจกระทำกิจนั้นให้สำเร็จลุล่วง หรือกำจัดความสงสัยนั้นได้ เมื่อถึงคราวอับจนปัญญาเข้า ต่างก็จะพากันไปพินอบพิเทาคนมีปัญญา เพื่อรับทราบข้อวินิจฉัยอันลึกซึ้ง  ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ จึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย” 
 
        คำโต้กลับของมโหสถ พร้อมทั้งอุปมาที่ชัดเจน ทำให้อาจารย์เสนกะถึงกับสะอึก เพราะแม้ตนเองก็ยังเคยได้พึ่งพาปัญญามโหสถ แต่ว่าท่านเสนกจะมีเหตุผลใดมาค้านอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: