Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:28:24

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง มโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  (อ่าน 56067 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:57:10 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 11



 
        จากตอนที่แล้ว  มีสตรีนางหนึ่ง เพิ่งจะคลอดบุตรคนแรกได้ไม่กี่เดือน นางปรารถนาจะไปเที่ยวชมศาลาของมโหสถบัณฑิต เมื่อมีโอกาสจึงอุ้มลูกน้อย มุ่งหน้าไปยังศาลาหลังนั้น เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ริมขอบสระ นางจึงพับผ้าทำเป็นเบาะปูให้ลูกได้นั่งใต้ร่มไม้ ส่วนตนได้ลงไปล้างหน้าที่ริมสระ

        ขณะนั้น ได้มียักษิณีตนหนึ่งอยากจะกินทารกนั้นเป็นอาหาร จึงแปลงกายเป็นหญิงชาวบ้าน เข้ามาทักทายเด็กน้อยถามเธอว่า เป็นลูกของเธอใช่ไหม น่ารักจัง ขอฉันอุ้มหน่อยนะ แต่พอมารดาเด็กออกปากอนุญาตเท่านั้น นางก็รีบคว้าทารกยกขึ้นวิ่งหนีไปโดยเร็ว

        มารดาเด็กเห็นลูกน้อยถูกชิงไปต่อหน้าต่อตาก็ตกใจสุดขีด รีบขึ้นจากสระแล้ววิ่งกวดตามไปอย่างไม่คิดชีวิต ในที่สุดก็คว้าผ้านุ่งของนางยักษิณีไว้ได้ พลางตวาดถามอย่างไม่เกรงใจว่า เอ็งจะพาลูกข้าไปไหน ขอข้าอุ้ม ข้าก็ให้อุ้มเพราะเห็นใจ แล้วนี่ยังจะมาชิงลูกข้าไปอีก
 

        ส่วนนางยักษิณีก็ตอบสวนทันควันว่า หน้าไม่อาย อยู่ๆ ก็มาตู่เอาลูกของเขาเสียอย่างนั้นแหละ ลูกของเอ็งที่ไหนกัน ลูกของข้าต่างหาก

        ทั้งสองนางต่างทะเลาะโต้เถียงกันจนสุดเสียง เดินติดตามยื้อยุดกันไปจนถึงประตูศาลา มโหสถบัณฑิตได้ยินเสียงหญิงทั้งสองทะเลาะกันมาแต่ไกล ก็ออกมาที่หน้าศาลาให้คนเรียกเข้ามาถามว่า เธอทั้งสองทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร  หญิงทั้งสองต่างแย่งกันตอบอย่างไม่ฟังเสียง

        มโหสถกุมารจึงต้องห้ามปรามว่า “ช้าก่อนนางผู้เจริญ ขอให้นางพูดทีละคนจะได้ไหม พวกเธอแย่งกันพูดอย่างนี้ เราจะรู้เรื่องได้อย่างไรละ”   

        ครั้นแล้วก็ให้โอกาสนางยักษิณีกล่าวก่อน ให้หญิงผู้เป็นมารดาเด็กซึ่งอ่อนกว่ากล่าวทีหลัง

        ทันทีที่ยักษิณีกล่าวจบ หญิงผู้เป็นมารดาได้ฟังคำให้การเท็จของยักษิณี ก็ให้แค้นใจยิ่งนัก สุดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น เพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากมโหสถ

        ครั้นต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเป็นมารดาของเด็ก อีกฝ่ายหนึ่งก็ตู่ว่าเป็นลูกของตน  มหาชนที่มาห้อมล้อมมุงดูกันอยู่ในที่นั้นก็ยิ่งเกิดความสงสัยและใคร่จะทราบคำตอบ

        มโหสถได้ฟังความนั้นแล้ว  จึงพิเคราะห์จากรูปการณ์ ก็พอจะทราบว่า  หญิงใดเป็นมารดาของเด็ก  หญิงใดเป็นผู้กล่าวตู่ 

        และครั้นพินิจดูนางยักษิณีในระยะใกล้ ก็เห็นว่ามีลักษณะผิดแผกจากคนธรรมดาทั่วไป คือ นางมีนัยน์ตาแดงก่ำ ไม่กระพริบ ไร้ซึ่งแววตา และปราศจากเงาตัว มโหสถจึงรู้ได้ทันทีว่า หญิงนี้เป็นนางยักษิณีจำแลงแปลงกายมาอย่างแน่นอน

        แต่เพื่อจะทำความกระจ่างให้ปรากฏในที่นั้น จึงถามหญิงทั้งสองว่า “หากเราจะตัดสินให้  เจ้าทั้งสองจะยอมรับฟังคำวินิจฉัยของเราโดยดีหรือไม่” ทั้งคู่ต่างรับว่ายอม  และจะตั้งอยู่ในคำวินิจฉัยของมโหสถทุกประการ

        แต่เพื่อจะคลี่คลายข้อพิพาทนี้ให้มหาชนได้ประจักษ์  มโหสถจึงได้ให้คนขีดเส้นบนพื้น ให้วางทารกน้อยตรงกลางระหว่างเส้นนั้น แล้วให้นางยักษิณีจับด้านมือทั้งสองของเด็ก

        ส่วนมารดานั้นให้จับเท้าทั้งสองเอาไว้ พลางบอกว่า “เจ้าทั้งสองจงฟัง เด็กน้อยนี้เป็นของกลาง ใครแย่งได้จงแย่งเอา หากใครดึงเด็กพ้นไปจากเส้นที่ขีดไว้ได้ แล้วเลื่อนเข้าไปทางฝ่ายตนได้มากกว่า จะถือว่าเด็กเป็นลูกของผู้นั้น และหญิงนั้นก็จะได้ลูกของตนไป”

        ครั้นแล้วก็ให้สัญญาณบอกเวลาเริ่มต้น หญิงทั้งสองต่างออกแรงดึงเด็กน้อยจนสุดกำลัง ฝ่ายหนึ่งดึงด้วยแรงปรารถนาจะกินเป็นอาหาร ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยื้อไว้ด้วยแรงรักบุตรที่เกิดจากอุทร

        ครั้นเด็กน้อยถูกชักเย่อไปมาเช่นนั้น ก็เป็นเหมือนตุ๊กตาที่แขน ขา และลำตัวกำลังจะหลุดขาดออกจากกัน จึงส่งเสียงร้องไห้จ้าเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว

        เสียงร้องของบุตรผู้เป็นที่รักดั่งดวงตาดวงใจ ช่างเป็นเสียงที่มีอำนาจยิ่งนัก ได้บีบคั้นหทัยของผู้เป็นมารดาจนแทบจะแหลกสลายลง มารดาของเด็ก เมื่อได้ยินเสียงร้องระงมของลูกน้อย จิตใจของนางก็อ่อนไหวเกินกว่าที่จะทนฟังเสียงร้องนั้นได้

        นางจึงจำใจต้องหยุดดึง ยอมปล่อยให้ยักษิณีดึงลูกของตนไปฝ่ายเดียว แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ยืนร้องไห้ฟูมฟาย ปิ่มว่าจะขาดใจ

        มโหสถถามฝูงชนที่มามุงดูกันอย่างเนืองแน่นว่า “ท่านทั้งหลาย ธรรมดาจิตใจของหญิงผู้เป็นมารดา กับหญิงผู้มิใช่มารดา ใครกันเล่าจะมีจิตอ่อนโยนโอนไหวไปตามอาการของลูก ของมารดาหรือของผู้มิใช่มารดา”

        “ใจของมารดาสิ พ่อมโหสถ ถึงอย่างไร มารดาก็ย่อมจะอ่อนไหวไปตามอาการของลูก” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน ทุกๆคนที่ห้อมล้อมอยู่ในที่นั้น ต่างก็รับพร้อมกันว่า “ใช่  ใช่”

        มโหสถจึงกล่าวสรุปให้มหาชนได้ข้อคิด ว่า “ใช่แล้ว มารดาชื่อว่ารักบุตรอย่างสุดจิตสุดใจ ถึงคราวบุตรอยู่ดีมีสุข มารดาก็พลอยแช่มชื่นเบิกบานไปด้วย  แต่ครั้นบุตรมาเจ็บไข้ได้ป่วย ใจของมารดาก็เป็นทุกข์ร้อน ไม่สบายกายไม่สบายใจไปด้วย และดูเหมือนว่าจะทุกข์ยิ่งกว่าที่บุตรได้รับเสียด้วยซ้ำ และยิ่งมารดามีความรักบุตรมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทวีความเศร้าโศกให้เพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น” 

        เมื่อมโหสถเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่นั้นเริ่มเข้าใจนัยยะแล้ว จึงนำเข้าสู่ประเด็นของเรื่องเมื่อสักครู่ “แล้วบัดนี้ ท่านทั้งหลาย เห็นปรากฏเป็นเช่นไร” มโหสถซัก

        “ท่านทั้งหลายเห็นว่า ใครควรจะเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กน้อยกันเล่า หญิงที่แย่งไปได้ หรือหญิงที่ปล่อยเด็กแล้วยืนร้องไห้ฟูมฟายอยู่นั่น”

        “หญิงที่ปล่อยเด็กแล้วยืนร้องไห้นั่นแหละเป็นมารดาเด็ก” ฝูงชนกล่าวตอบเป็นเสียงเดียวกัน 
 
        “ถ้าเช่นนั้น” มโหสถกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “ท่านทั้งหลาย ทราบชัดแล้วหรือยังว่า หญิงที่ได้เด็กไป เป็นผู้อ้างสิทธิ์ในทารกนั้นอย่างเลื่อนลอย”

        “ข้อนั้นไม่อาจทราบชัด พวกเรายังไม่อาจตัดสินเช่นนั้นได้ พวกเราทราบแต่เพียงว่า หญิงนั้น คงไม่ใช่มารดาของเด็กแน่นอน”
 
        “แน่ละ นางคนนี้มิใช่หญิงมนุษย์ดอก นางจะเป็นมารดาของเด็กได้อย่างไรกัน” มโหสถพูดพลางชี้มือไปที่นางยักษ์จำแลง “เพราะนางเป็นยักษิณีจะแย่งชิงเอาเด็กน้อยไปกินเป็นอาหาร” นางยักษ์ได้ยินเข้าเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก ลดสายลงต่ำมิอาจสบตากับผู้คนได้ แต่นางจะยินยอมคืนเด็กให้แต่โดยดีหรือไม่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:57:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 12



        จากตอนที่แล้ว  มโหสถกุมารได้อาสาที่จะตัดสินคดีกล่าวตู่อ้างสิทธิ์เป็นมารดาเด็กคนเดียวกัน ของหญิงทั้งสองคน เมื่อได้ดูจากรูปการณ์แล้วก็รู้ว่า  หญิงใดเป็นมารดาของเด็ก  หญิงใดเป็นผู้กล่าวตู่  จึงถามหญิงทั้งสองว่า หากเราจะตัดสินให้  พวกเจ้าจะยอมรับฟังคำวินิจฉัยของเราหรือไม่

        เมื่อได้รับคำยินยอมจากหญิงทั้งสองแล้ว มโหสถจึงได้ให้คนขีดเส้นบนพื้น ให้วางทารกน้อยตรงกลางระหว่างเส้นนั้น แล้วให้นางยักษ์แปลงจับด้านมือทั้งสองของเด็ก ให้หญิงผู้เป็นมารดาจับเท้าทั้งสอง พลางบอกว่า หากใครดึงเด็กข้ามเส้นที่ขีดไว้ได้  จะถือว่าเด็กเป็นลูกของผู้นั้น

        เมื่อได้รับสัญญาณบอกว่าเริ่มได้ หญิงทั้งสองต่างออกแรงดึงเด็กน้อย ครั้นเด็กน้อยถูกชักเย่อไปมาเด็กก็ส่งเสียงร้องจ้า มารดาของเด็ก เมื่อได้ยินเสียงร้องระงมของลูกน้อย ก็ไม่อาจจะทนฟังเสียงร้องนั้นได้ จำใจต้องยอมปล่อยให้ยักษิณีดึงลูกของตนไปฝ่ายเดียว แล้วก็ยืนร้องไห้ฟูมฟาย 

        มโหสถถามฝูงชนที่มามุงดูกันอย่างเนืองแน่นว่า “ท่านทั้งหลาย ธรรมดาจิตใจของหญิงผู้เป็นมารดา กับหญิงผู้มิใช่มารดา ใครกันเล่าจะมีจิตอ่อนโยนโอนไหวไปตามอาการของลูก”

        “ใจของมารดาสิ พ่อมโหสถ ถึงอย่างไร มารดาก็ย่อมจะอ่อนไหวไปตามอาการของลูก” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน ทุกๆคนในที่นั้น ต่างก็รับพร้อมกันว่าใช่  มโหสถจึงชี้มือไปที่นางยักษ์จำแลง แล้วเอ่ยถามนางยักษ์ตรงๆว่า “เจ้าเป็นใคร”

        “ฉันเป็นยักษิณี” นางยักษ์สารภาพตามความจริง เนื่องเพราะจำนนต่อเหตุผล

        ฝูงชนที่พากันมารับฟังคำวินิจฉัยของมโหสถในที่นั้น ต่างพากันแตกตื่นเป็นการใหญ่ ค่อยๆ ถอยห่างออกจากหญิงนั้น แล้วซักถามกันดังเซ็งแซ่ “มโหสถ พ่อรู้ได้อย่างไรละ”

        “ก็หญิงนี้มีลักษณะอาการบางอย่างผิดแปลกจากคนทั่วไป” มโหสถตอบ
 
        “แตกต่างกันอย่างไรเล่า พ่อ” ฝูงชนซักถามด้วยใจจดจ่อ

        “ดูซิ คนอะไรกัน ตาแข็งไม่กระพริบเลย นัยน์ตาเล่าก็สีแดงก่ำ ซ้ำยังไม่มีเงาตัวเสียอีก” มโหสถอธิบาย  “มารดาที่ไหนเล่าจะมีจิตใจเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้”

        นางยักษิณีรู้ว่าเขาเริ่มรู้ทันตนแล้ว ก็ตกใจเป็นนักหนา แต่ก็แสร้งทำเป็นนิ่งเฉย รอดูท่าทีว่ามโหสถจะกล่าวอย่างไรต่อไป

        “ก็เจ้าจะเอาเด็กนี้ไปทำไม”     
 
        “ฉันจะเอาไปกินให้หายอยาก” นางยักษ์ก้มหน้าตอบ

        “โอ! เจ้านี่ช่างร้ายกาจมากทีเดียวนะ นางยักษ์อันธพาล”  มโหสถกล่าวข่มให้นางยักษิณีได้คิด “เจ้าไม่เคยได้สำนึกตนบ้างเลยว่า เหตุใดเจ้าถึงต้องมาเกิดเป็นยักษิณีเช่นนี้ เจ้าไม่รู้เลยหรือว่า นี่เป็นเพราะผลแห่งบาปที่เจ้าได้กระทำไว้แต่ชาติปางก่อน บีบคั้นให้ต้องกระทำบาปอย่างไม่รู้จบสิ้น”

        นางยักษิณีเริ่มสงบนิ่ง กิริยาอาการเริ่มอ่อนลง กำลังตั้งใจฟังว่ามโหสถจะกล่าวสิ่งใดต่อไป มโหสถเห็นนางนิ่งเงียบ ก็พูดเบาๆด้วยน้ำเสียงเมตตาว่า “เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่า ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่รักชีวิตของตัว หวงแหนทรัพย์สมบัติของตัว นี้เป็นธรรมดา เจ้าพรากลูกจากอ้อมอกของนาง ก็เท่ากับพรากชีวิตนางไป เจ้าทำเช่นนี้ สมควรแล้วหรือ หากเจ้ายังคิดจะทำกรรมอันชั่วช้าต่อไปอีก เมื่อไรเล่า เจ้าจึงจะพ้นจากกำเนิดยักษิณีนี้ได้ เจ้าไม่รักตนเองบ้างเลยหรือ”

        สิ้นเสียงของมโหสถ นางยักษิณีก็ตัดสินใจสละเด็กน้อย ยื่นให้กับหญิงผู้เป็นมารดา แล้วยืนนิ่งเงียบอยู่ในที่นั้น นางปล่อยใจใคร่ครวญตามคำของมโหสถ ก็เห็นจริงตามนั้นทุกสิ่ง ครั้นยิ่งคิดก็ยิ่งละอายแก่ใจ เกิดความรันทดอดสูใจในการกระทำของตัวยิ่งนัก

        มโหสถเห็นอาการเศร้าซึมของนาง ก็ทราบว่า นางคงรู้สำนึกขึ้นมาแล้ว จึงได้ให้โอวาทต่อไปว่า “ต่อแต่นี้ไป เจ้าจงสมาทานเบญจศีลเถิดนะ แล้วพึงตั้งใจรักษาให้บริสุทธิ์ไปจนตลอดชีวิต ขอให้เจ้าพึงสำเหนียกไว้ในใจเสมอว่า เราจักเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เจ้าจะทำได้ไหมล่ะ”  มโหสถถามความตั้งใจของนาง

        นางยักษิณีใคร่ครวญว่า “ชาติกำเนิดยักษิณีที่เป็นอยู่นี้ ก็ต่ำทรามมากพอแล้ว ไม่ควรเลยที่จะมาซ้ำเติมตนเองให้ตกต่ำในชาติต่อไปอีก” เมื่อคิดดังนี้แล้ว ในที่สุด จึงตัดสินใจรับปากมโหสถว่า“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะพ่อ”

 
        “ดีแล้ว ศีลนี้แหละจักพาให้เจ้าประสบแต่ความสุข จงรักษาไว้ให้มั่นคงเถิด”  ครั้นมโหสถได้ให้โอวาททิ้งท้ายแล้ว จึงได้ปล่อยตัวนางไป

        ฝ่ายมารดาของเด็กครั้นได้ลูกน้อยกลับคืนมา ก็ดีใจอย่างที่สุด พร่ำรำพันถึงพระคุณของมโหสถทั้งน้ำตา ราวกับว่าได้รับการชุบชีวิตลูกของนางให้กลับคืนมาอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย จึงได้พาลูกน้อยกลับสู่เรือนของตน

        กล่าวถึงพระเจ้าวิเทหราช เมื่อทูตนำสารกราบทูลเรื่องจบลง พระองค์ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานขึ้นว่า  “พ่อบัณฑิตน้อยของฉัน ช่างหลักแหลมเสียจริง ไยจึงสามารถขบคิดข้อวินิจฉัยที่ลึกซึ้งและแยบยลได้ถึงเพียงนี้ ควรแล้วที่เราจะรับตัวเจ้ามาเสียที”

        ตรัสพระอุทานวาจาดังนี้แล้ว ก็ผินพระพักตร์มาทางท่านเสนกะ ท่านเสนกะทราบทันทีว่าพระองค์จะตรัสสิ่งใดต่อไป จึงคิดว่า “...หากตนจะกราบทูลทัดทานอย่างเลื่อนลอย ก็จักเป็นเหตุให้ทรงขุ่นเคืองพระทัยได้ จึงคิดหาช่องทางที่แยบคายกว่านั้น เพื่อจะกราบทูลประวิงพระองค์ไว้ให้ได้”

        “อย่างไรท่านอาจารย์ มโหสถบัณฑิตนี่ฉลาดหนักหนา ถึงเวลาที่เราจะรับตัวเข้ามาหรือยัง” พระองค์รับสั่งถามเช่นเดิม

        “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงรอก่อนเถิด พระพุทธเจ้าข้า”  ท่านเสนกะรีบทัดทานไว้เพราะความตระหนี่ในลาภยศมาปิดบังใจ

        “ท่านว่าอย่างไรนะ ยังไม่ถึงเวลาอย่างนั้นหรือ”  “เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า” ท่านเสนกะยืนยันหนักแน่น “ขอเดชะ ในเรื่องการสอบสวนคดีนางยักษิณีนั่น แม้จะเป็นคดีที่ซ่อนเงื่อนอยู่ก็จริง  แต่เงื่อนสำคัญในการวินิจฉัย ไม่มีอะไรพิเศษเลย นอกจากจะดูว่าใครปล่อยเด็กก่อน  ถ้าสมมุติว่ายักษิณีนั้นมีปัญญาสักหน่อย หากนางแกล้งปล่อยเสียบ้าง แล้วคราวนี้จะเอาอะไรเป็นเงื่อนต่อไป แต่เพราะนางยักษิณีนั่น ไร้เสียซึ่งปฏิภาณ เพราะความหิวมาบีบคั้นจนบดบังดวงปัญญา ดังนั้นจึงตกเป็นเครื่องประกาศปัญญาของผู้มีปัญญามากกว่า ควรหรือที่พระองค์จะยกย่องว่าบุคคลนั้นมีปัญญามาก เพียงเพราะถือเอาคนโง่เป็นมาตรวัด พระเจ้าข้า”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับเหตุผลของอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ทรงเข้าพระทัยตามที่เขาประสงค์ พระองค์รู้ว่า ถึงอย่างไร ท่านเสนกะก็จะต้องทูลให้ทรงรอดูก่อน จึงตรัสกับทูตนำสารว่า “เจ้าจงกลับไปบอกอำมาตย์ผู้นั้นให้เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไปเถิด”ส่วนในครั้งหน้า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:58:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 13




        จากตอนที่แล้ว  มโหสถได้บอกมหาชนในที่วินิจฉัยคดีว่า หญิงผู้นี้ไม่ใช่มารดาของเด็ก แต่นางเป็นยักษิณี ว่าแล้วก็ชี้มือไปที่นางยักษ์จำแลง แล้วเอ่ยถามตรงๆว่า “เจ้าเป็นใคร” นางยักษ์ก็สารภาพตามความจริงว่า ฉันเป็นยักษิณี 

        ฝูงชนที่พากันมารอฟังคำวินิจฉัยพากันแตกตื่นถามว่า “มโหสถ พ่อรู้ได้อย่างไรล่ะ” มโหสถจำต้องอธิบายว่า นางมีตาแข็งไม่กระพริบ นัยน์ตาก็สีแดงกล่ำ ซ้ำยังไม่มีเงาตัวเสียอีก มารดาที่ไหนจะมีจิตใจเหี้ยมโหดผิดมนุษย์อย่างนี้

        มโหสถเห็นนางยืนก้มหน้านิ่งก็รู้ว่า นางเริ่มสำนึกได้บ้างแล้ว  จึงกล่าวสอนด้วยจิตเมตตาให้นางยักษ์มอบเด็กคืนให้กับหญิงผู้เป็นมารดา ครั้นให้นางยักษ์ตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้วก็ได้ปล่อยตัวนางยักษ์ไป

        กล่าวถึงพระเจ้าวิเทหราช เมื่อได้สดับคำกราบทูลเรื่องการตัดสินคดีของมโหสถบัณฑิตจบลง พระองค์ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานขึ้นว่า  “พ่อบัณฑิตน้อยของฉัน ช่างหลักแหลมเสียจริง ไยจึงสามารถขบคิดข้อวินิจฉัยที่ลึกซึ้งและแยบยลได้ถึงเพียงนี้ ควรแล้วที่เราจะรับตัวเจ้ามาเสียที”

        ส่วนอาจารย์ท่านเสนกะซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็รีบกราบทูลค้านว่า  เรื่องการสอบสวนคดีนางยักษิณี ไม่มีเงื่อนงำอะไรพิเศษเลย เพราะนางยักษิณีนั่นไร้เสียซึ่งปฏิภาณต่างหากเล่า ถ้านางยอมปล่อยเสียบ้าง มโหสถจะจับเงื่อนได้จากที่ไหน พระเจ้าวิเทหราชได้สดับดังนั้น จึงต้องรับสั่งให้ทูตนำสาส์นกลับไปบอกอำมาตย์ผู้นั้นให้เฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป

        ในกาลต่อมา มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อโคฬกาฬ เป็นคนรูปร่างต่ำเตี้ยคล้ายคนแคระ มีผิวดำดุจสีหมึก ซ้ำยังเป็นคนจนขัดสนทรัพย์เสียอีก

        ชายหนุ่มถูกฤทธิ์รักกลุ้มรุมจนจิตใจปั่นป่วน เพราะไปตกหลุมรักสาวงามนางหนึ่งชื่อ ทีฆตาลา ซึ่งอันที่จริงควรกล่าวว่าเป็นเหวรักอันลึกเสียมากกว่า เนื่องด้วยความรักของนายโคฬกาฬเป็นรักข้างเดียว เพราะความที่ตนเป็นคนขี้เหร่ ไร้เสียซึ่งรูปสมบัติ

        เมื่อเทียบกับนางทีฆตาลาแล้ว ก็ผิดกันราวฟ้ากับดิน เพราะนางเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความงามเฉกเช่นหญิงชนบทกัลยาณี แม้มิใช่ธิดามหาเศรษฐีแต่ก็เป็นหญิงมีตระกูล

        อานุภาพแห่งรักนั้น อาจดลบันดาลได้ทุกอย่าง มีอำนาจกุมชะตาของบุรุษผู้ตกอยู่ในห้วงรัก ให้สามารถกระทำสิ่งใดก็ได้ เพื่อให้ได้ครอบครองหญิงที่ตนรัก 

        นายโคฬกาฬก็เช่นกัน ในยามที่ความรักงอกงามก็หอมกรุ่นดุจกุหลาบสีชมพูแรกแย้ม แต่ครั้นมองไม่เห็นทางที่จะได้ครอบครองนางทีฆตาลา จึงได้ยอมมอบกายถวายตัวให้กับบิดามารดาของนาง สุดแต่เขาจะใช้สอย งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ ทำเต็มที่เต็มหัวใจ ไม่มีบ่ายเบี่ยงหรือเกี่ยงงาน

        ยิ่งนานวันความดีของนายโคฬกาฬก็เริ่มปรากฏให้ได้ชื่นชมผลแห่งความเพียร ในที่สุดเมื่อครบ ๗ ปี บิดามารดาของนางทีฆตาลาเมื่อยังมองไม่เห็นใครอื่นที่จะสามารถเลี้ยงดูบุตรสาวแทนตนได้ จึงตัดสินใจยกนางทีฆตาลาให้กับนายโคฬกาฬ

        นางทีฆตาลาจึงอยู่ในภาวะจำยอม ต้องอยู่กินกับนายโคฬกาฬอย่างไม่สู้เต็มใจนัก

        ครั้นนายโคฬกาฬได้นางทีฆตาลามาเป็นคู่ครองสมดังความปรารถนา ก็เฝ้าทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงนางด้วยดีดั่งไข่ในหิน ไม่ว่านางปรารถนาสิ่งใด ต่อให้ต้องลำบากสักเพียงใด นายโคฬกาฬก็จะต้องจัดหามาเพื่อนางเสมอมิได้ขาด

        กระทั่งวันหนึ่ง  นายโคฬกาฬเรียกภรรยามากล่าวว่า “เธอช่วยทำขนมทอดอะไรที่อร่อยๆ ให้ฉันสักหน่อยหนึ่งเถิด”

        นางจึงเอ่ยปากถามผู้เป็นสามีว่า “พี่จะให้ฉันทอดไปทำไมล่ะ” 
 
.        “ฉันจะไปเยี่ยมบิดามารดา”  นายโคฬกาฬตอบ

        นางก็กล่าวบ่ายเบี่ยงว่า “บิดามารดาของพี่ท่านไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แล้วพี่จะไปหาท่านทำไม”

        แต่ไม่ว่าภรรยาจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงความอย่างไร นายโคฬกาฬก็ยังคงขอร้องให้ภรรยาช่วยทอดขนมให้ตนจนได้ 

        เมื่อนางทอดขนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายโคฬกาฬจึงถือเอาเสบียงและขนมของฝากเดินทางไปกับภรรยา    ในระหว่างทางได้เห็นแม่น้ำสายหนึ่ง  ซึ่งมีกระแสน้ำไหลแต่ไม่ลึกนัก แต่สองสามีภรรยานั้นเป็นคนขลาด จึงไม่กล้าลงไป ได้แต่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ

        เวลานั้น มีชายเข็ญใจคนหนึ่งชื่อทีฆปิฏฐิ (ที-ฆะ-ปิด-ฐิ) เดินเลียบมาตามฝั่งแม่น้ำมาถึงสถานที่นั้น    สามีภรรยาเห็นชายนั้นจึงถามว่า แม่น้ำนี้ลึกหรือตื้นล่ะเพื่อน
 
        ครั้นได้ฟังดังนั้นพร้อมทั้งได้เห็นท่าทางของเขาทั้งสอง นายทีฆปิฏฐิก็รู้ว่า สองสามีภรรยานั้นไม่กล้าลงน้ำ จึงตอบไปว่า แม่น้ำนี้ลึกเหลือเกิน ปลาร้ายก็ชุกชุม

        สามีภรรยาจึงซักถามต่อไปว่า “แล้วเพื่อนข้ามไปได้อย่างไรเล่า” 
 
        ชายนั้นตอบว่า “เราคุ้นเคยกับจระเข้และปลาในแม่น้ำนี้ดี ฉะนั้น สัตว์ร้ายเหล่านี้จึงไม่ทำร้ายเรา”

        สองสามีภรรยาจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เพื่อนจงช่วยพาเราทั้งสองข้ามไปสักหน่อยจะได้ไหมเล่า”
 
        ชายผู้นั้นก็รับคำ ลำดับนั้น สองสามีภรรยาจึงแบ่งอาหารและขนมให้แก่ชายคนนั้น เขาบริโภคอิ่มแล้วจึงถามว่า “เพื่อนจะให้เราพาใครไปก่อนละ”
        นายโคฬกาฬตอบว่า “จงพาภรรยาฉันไปก่อนเถิด แล้วจึงค่อยกลับมาพาเราไปทีหลัง”

25.    นายทีฆปิฏฐิรับคำแล้ว ก็ให้นางทีฆตาลาขึ้นขี่หลัง ถือเสบียงและของฝากทั้งหมดลงข้ามแม่น้ำ พอไปได้หน่อยหนึ่งก็แกล้งย่อตัว  เพื่อแสดงให้นายโคฬกาฬเห็นว่าน้ำลึก
 
        แต่ครั้นพานางทีฆตาลาไปถึงกลางแม่น้ำ ก็พูดเกี้ยวว่า “ฉันจะเลี้ยงดูเธออย่างดี จะไม่ให้เธอต้องลำบากกายใจ ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับจะหาให้ จะมีทาสหญิงทาสชายคอยแวดล้อมรับใช้ นายโคฬกาฬตัวเตี้ยนั้น จะบำรุงเลี้ยงดูอะไรเธอได้ เธอมาอยู่กับฉันเถิด”

        นางทีฆตาลาได้ฟังคำหวานของนายทีฆปิฏฐินั้นไม่กี่คำ ก็ตัดรักจากสามีของตน เทคะแนนรักให้แก่นายทีฆปิฏฐิผู้ที่ตนเพิ่งเห็นได้เพียงครู่เดียว จึงกล่าวตอบไปว่า “ถ้าพี่ไม่ทิ้งฉัน  ฉันจะทำตามคำของพี่ทุกอย่าง” 
 
        นายทีฆปิฏฐิกล่าวว่า “เธอพูดอะไร ฉันจะเลี้ยงดูอย่างดี อย่ากังวลเลย”     

        เมื่อคนทั้งสองนั้นไปถึงฝั่งโน้น ก็แสดงความชื่นชมยินดีต่อกัน ละทิ้งนายโคฬกาฬเสีย พากันเคี้ยวกินขนมต่อหน้านายโคฬกาฬซึ่งชะเง้อคอรออยู่ที่ฝั่งนี้ด้วยหัวใจแสนรันทดหดหู่  เมื่ออิ่มหน่ำดีแล้วทั้งคู่ก็พากันเดินจากไป ฝ่ายนายโคฬกาฬเมื่อรู้ตัวว่า คราวนี้ตนถูกภรรยาทิ้งแน่ แล้วเขาจะทำอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:59:37 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 14




        จากตอนที่แล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อโคฬกาฬ เป็นคนรูปร่างต่ำเตี้ยคล้ายคนแคระ มีผิวดำ ซ้ำยังเป็นคนจนขัดสนทรัพย์ แต่กลับไปตกหลุมรักสาวงามนางหนึ่งชื่อทีฆตาลา ถึงกับยอมพลีตนไปรับใช้บิดามารดาของนางอยู่ถึง ๗ ปี บิดามารดาของนางเห็นใจ จึงตกลงยกลูกสาวให้เป็นภรรยา

        นายโคฬกาฬครั้นได้นางทีฆตาลามาเป็นคู่ครองแล้ว ก็เฝ้าทะนุถนอมนางด้วยดีดั่งไข่ในหิน กระทั่งวันหนึ่ง  นายโคฬกาฬอยากจะไปเยี่ยมพ่อแม่ของตน จึงให้ภรรยาช่วยทอดขนมให้

        เมื่อเตรียมเสบียงพร้อมกับขนมของฝากเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางกับภรรยา  ไปถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งไม่ลึกนัก แต่สองสามีภรรยาเป็นคนขลาดจึงไม่กล้าเดินข้ามแม่น้ำ เวลานั้นก็มีชายเข็ญใจชื่อ ทีฆปิฏฐิ มารับอาสาพาข้ามแม่น้ำ โดยนำภรรยาของเขากับเสบียงเดินทางข้ามไปก่อน

        แต่ครั้นเขาพานางทีฆตาลาไปถึงกลางแม่น้ำ ก็พูดเกี้ยวว่า “ฉันจะเลี้ยงดูเธออย่างดี จะไม่ให้ต้องลำบากอะไรเลย ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับจะหาให้ จะมีทาสหญิงทาสชายคอยแวดล้อมรับใช้ เธอมาอยู่กับฉันเถิด” นางทีฆตาลาก็หลงเชื่อคารมตัดรักจากสามี ยอมที่จะไปด้วยกับเขา

        เมื่อคนทั้งสองไปถึงฝั่งโน้น ก็แสดงความชื่นชมยินดีต่อกัน  พากันกินขนมต่อหน้านายโคฬกาฬซึ่งชะเง้อคอรออยู่ที่ฝั่งนี้  เมื่ออิ่มหนำดีแล้วทั้งคู่ก็พากันเดินจากไป

        นายโคฬกาฬ เมื่อรู้ว่าตนถูกหลอกพาภรรยาหนีไปต่อหน้าต่อตาเช่นนั้น ก็เร่าร้อนใจตะโกนก้องว่า “พวกแกจะพากันหนีไปไหน คอยข้าด้วย กลับมารับข้าก่อน” ได้แต่วิ่งกลับไปกลับมาบนฝั่งอยู่อย่างนั้น

        เมื่อนึกถึงภรรยาสุดที่รักที่กำลังถูกชิงตัวไป จึงรีบวิ่งลงไปในน้ำไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับขึ้นมาอีกเพราะความกลัว ครั้นรวบรวมความกล้าได้อีกครั้ง ก็รีบวิ่งลงไปในแม่น้ำอีกหนด้วยความโกรธ กระโจนลงไปด้วยปลงใจว่าจะเป็นหรือตายก็ช่างเถิด ขอเพียงให้ได้ภรรยาคืนมา

        เมื่อลงไปในแม่น้ำเข้าจริงๆ ถึงรู้ว่าน้ำตื้น จึงรีบวิ่งลุยตะกุยตะกายข้ามแม่น้ำติดตามไปโดยเร็ว พอทันคนทั้งสองเข้าจึงตะโกนด่าว่า “นี่แน่ะ อ้ายโจรร้าย แกจะพาเมียข้าไปไหน”
 

        นายทีฆปิฏฐิกล่าวตอบว่า “แน่ะ อ้ายถ่อยแคระเตี้ย  เมียแกที่ไหนเล่า เมียข้าต่างหาก”
กล่าวดังนี้แล้วก็เอามือผลักนายโคฬกาฬให้ล้มกลิ้งไป
 

        นายโคฬกาฬรีบลุกขึ้นจับมือนางทีฆตาลาแล้วกล่าวว่า “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆ นี่เธอจะไปไหน ฉันทำงานมาถึง ๗ ปี จึงได้เธอมาเป็นเมีย แล้วเธอจะมาหนีฉันไปดื้อๆ ทำอย่างนี้จะได้ไง”  ยื้อแย่งอยู่กับภรรยาของตน ทั้งเดินทะเลาะไปกับนายทีฆปิฏฐิ จนมาถึงที่ใกล้ศาลา
ของมโหสถบัณฑิต

        มโหสถบัณฑิตจึงถามมหาชนที่มาประชุมกันฟังธรรมอยู่ในที่นั้นว่า “นั่นเสียงอะไรกัน” สดับความนั้นแล้วจึงให้เรียกคนทั้งสองเข้ามา ได้ฟังวาจาที่โต้ตอบกันแล้ว จึงกล่าวว่า “เราจะวินิจฉัยความให้ เจ้าทั้งสองจะตั้งอยู่ในคำตัดสินของเราหรือไม่”

        ครั้นคนทั้งสองแสดงความจำนงยอมรับความอารี มโหสถบัณฑิตจึงเอ่ยถามนายทีฆปิฏฐิก่อนว่า “เจ้าชื่ออะไร”   
 
        “ข้าพเจ้าชื่อทีฆปิฏฐิ”  เขาบอกชื่อของเขาตามความจริง

         “ก็ภรรยาของเจ้าชื่ออะไร”  เมื่อยังไม่รู้จักชื่อของนาง นายทีฆปิฏฐิก็บอกชื่อที่ตนนึกขึ้นได้ในขณะนั้น
 
        “พ่อแม่ของเจ้าชื่ออะไร” นายทีฆปิฏฐิก็บอกชื่อคนอื่นแทน 
 
        “พ่อแม่ของภรรยาของเจ้าละ ชื่ออะไร”  เมื่อยังไม่รู้จัก นายทีฆปิฏฐิก็บอกชื่อคนอื่นแทนเรื่อยไป

        ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตจึงให้คนของตนบันทึกถ้อยคำนั้นไว้ แล้วให้นายทีฆปิฏฐิออกไป ให้เรียกนายโคฬกาฬเข้ามา ถามชื่อของคนทั้งปวงโดยนัยก่อน  นายโคฬกาฬรู้จักคนทั้งหมดเป็นอย่างดี ก็บอกไปตามความเป็นจริง

        ครั้นแล้ว มโหสถบัณฑิตก็ให้นายโคฬกาฬออกไป ให้เรียกนางทีฆตาลามาถามว่า เธอชื่ออะไร
 
        “ฉันชื่อทีฆตาลา” เธอกล่าว

        “สามีของเธอชื่ออะไร” เมื่อยังไม่รู้จัก นางทีฆตาลาจึงบอกชื่อคนอื่นแทน

        “พ่อแม่ของเธอชื่ออะไร” นางทีฆตาลาก็บอกชื่อพ่อชื่อแม่ของเธอตามเป็นจริง

         “พ่อแม่ของสามีของเธอละ ชื่ออะไร” เมื่อยังไม่รู้จักชื่อ นางทีฆตาลาก็บอกชื่อคนอื่นแทน

        มโหสถบัณฑิตให้เรียกนายทีฆปิฏฐิและนายโคฬกาฬมาแล้วถามมหาชนว่า “ถ้อยคำของนางทีฆตาลาตรงกันกับคำของนายทีฆปิฏฐิ หรือว่าตรงกับคำของนายโคฬกาฬ” 
 
        มหาชนตอบว่า “ถ้อยคำของนางทีฆตาลาตรงกับคำของนายโคฬกาฬ”

        มโหสถบัณฑิตจึงกล่าวว่า “นายโคฬกาฬเป็นสามีของนางทีฆตาลา นายทีฆปิฏฐิเป็นโจร”  ครั้นแล้วจึงถามนายทีฆปิฏฐิว่า “เจ้าเป็นโจรใช่ไหม”  นายทีฆปิฏฐิจึงต้องรับสารภาพว่าตนเป็นโจร

        นายโคฬกาฬเมื่อได้ภรรยาของตนกลับคืนมา     ก็ดีใจเหมือนดังว่าได้นางแก้วกลับคืน เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของมโหสถบัณฑิตเป็นอย่างยิ่ง ได้กล่าวชื่นชมมโหสถบัณฑิตอย่างมากมาย แล้วก็พาภรรยากลับไป

        จากนั้นมโหสถบัณฑิตก็ได้กล่าวเตือนนายทีฆปิฏฐิว่า “จำเดิมแต่นี้ไปเจ้าอย่าทำอย่างนี้อีก”  ครั้นให้โอวาทเสร็จแล้วจึงปล่อยตัวไป

        ฝ่ายอำมาตย์ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่โดยตลอด ได้ให้ทูตส่งสาส์นทูลเรื่องนี้แด่พระราชาตามความเป็นจริง พระเจ้าวิเทหราชครั้นได้สดับเรื่องทั้งหมดแล้ว ก็ตรัสถามเสนกปุโรหิตว่า “ท่านอาจารย์เสนกะ เราควรนำบัณฑิตนั้นมาได้หรือยัง”

        อาจารย์เสนกะทูลว่า “ข้าแต่มหาราช คดีเรื่องนายโคฬกาฬใคร ๆ ก็วินิจฉัยได้ บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ขอให้ทรงรอไปก่อนเถิด”

        อุปนิสัยแห่งความเป็นคนตระหนี่ อิจฉาริษยา  เริ่มปรากฏอย่างชัดเจนกับอาจารย์เสนกะ  ช่วงแรกก็พรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์มากมาย  แต่ภายหลังเกรงว่าตนจะหมดความสำคัญ จึงคิดกีดกันพระโพธิสัตว์ไปเสียทุกเรื่อง   

        อุปนิสัยอิจฉาริษยานี้ มีวิบากกรรม คือเมื่อไปเกิดในชาติต่อไปจะทำให้เป็นคนอาภัพ อับวาสนา มียศศักดิ์น้อยด้อยราคา  จะแก้ได้ก็ด้วยการแสดงมุทิตาพลอยยินดีกับผู้อื่นที่เขาได้ดีมีสุข จึงควรรีบแสดงความยินดีต่อผู้อื่นในทันทีที่เขาประสบความสำเร็จ อย่าทันให้ความริษยาเข้าครองใจ

        นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างปัญญาบารมีของมโหสถบัณฑิตเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์อีกมากมาย  ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสติปัญญาอันชาญฉลาดของพระโพธิสัตว์  อีกทั้งความเป็นไปทั้งหมดก็อยู่ในสายพระเนตรของพระราชาตลอด  พระองค์จะต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะได้มโหสถบัณฑิตเข้ามารับราชการ  เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 23:00:28 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 15



 
        จากตอนที่แล้ว นายโคฬกาฬถูกหลอกพาภรรยาข้ามฝั่งแม่น้ำหนีไปต่อหน้า ก็วิ่งกลับไปกลับมาเมื่อนึกว่าภรรยาสุดที่รักกำลังจะหลุดลอยจากมือไป จึงรวบรวมความกล้ารีบวิ่งลงไปในแม่น้ำ ด้วยคิดว่าจะเป็นจะตายก็ช่างเถิด ขอให้ได้ภรรยาคืนมา

        เมื่อลงไปในแม่น้ำเข้าจริงถึงรู้ว่าน้ำตื้น จึงรีบวิ่งลุยน้ำติดตามไป พอทันคนทั้งสองก็ร้องด่าว่า อ้ายโจรร้าย แกจะพาเมียข้าไปไหน ส่วนนายทีฆปิฏฐิกลับตู่เอาว่า   เมียแกที่ไหนเล่า เมียข้าต่างหาก แล้วก็ผลักนายโคฬกาฬให้ล้มกลิ้งไป

        นายโคฬกาฬเมื่อลุกขึ้นได้ก็จับมือนางทีฆตาลาภรรยาของตนกล่าวว่า เธอจะไปไหน ฉันทำงานถึง ๗ ปี จึงได้เธอมา แล้วเธอจะหนีฉันไปดื้อๆได้อย่างไร  ทั้งตามตื้อภรรยา ทั้งเดินทะเลาะไปกับนายทีฆปิฏฐิ กระทั่งถึงศาลาของมโหสถบัณฑิต

        มโหสถบัณฑิตจึงให้เรียกคนทั้งสองเข้ามาในศาลาเพื่อตัดสินความให้ โดยการสัมภาษณ์เดี่ยว ถามถึงชื่อพ่อชื่อแม่ ชื่อภรรยาสามีของแต่ละคน นายทีฆปิฏฐิและนางทีฆตาลายังไม่รู้จักชื่อของกันและกัน ทั้งไม่รู้จักพ่อแม่ของอีกฝ่าย เมื่อถูกถามดังนั้นก็ตอบผิดไม่ตรงกัน ส่วนนายโคฬกาฬตอบตรงกันกับภรรยา เขาจึงได้ภรรยาของตนกลับคืนมา

        พระเจ้าวิเทหราชครั้นได้สดับเรื่องการตัดสินคดีความทั้งหมดแล้ว ก็ทรงปลื้มพระทัยตรัสถามเสนกะปุโรหิตว่า ท่านอาจารย์ เราควรนำบัณฑิตนั้นมาได้หรือยัง  อาจารย์เสนกะทูลว่า คดีเรื่องนายโคฬกาฬใครก็วินิจฉัยได้ บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ขอให้ทรงรอไปก่อน

        ในกาลต่อมา ท้าวสักกเทวาธิราช จอมเทพผู้เป็นใหญ่ในภพดาวดึงส์ ทรงตรวจตราดูโลกมนุษย์ด้วยทิพยเนตร ทราบว่า พระโพธิสัตว์ซึ่งมาบังเกิดเป็นกุมาร ในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม แคว้นมิถิลา แห่งวิเทหรัฐในครั้งนั้น

        เธอได้นามว่า มโหสถกุมาร บัดนี้เจริญวัยได้ ๗ ขวบแล้ว ท้าวเธอจึงดำริว่า“พระโพธิสัตว์พระองค์นี้เป็นผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการไม่มีผู้เปรียบปาน แม้นพระปรีชาญาณของพระองค์ก็ล้ำเลิศสุดจะประมาณ บัดนี้เป็นโอกาสดียิ่ง สมควรที่เราจักได้ประกาศปัญญานุภาพของพระองค์ให้ปรากฏขจรขจายไปทั่วทุกทิศ” 

        ดำริเช่นนี้แล้ว ท้าวเธอจึงเสด็จออกจากทิพยพิมาน จำแลงกายมาปรากฏในโลกมนุษย์ด้วยเพศแห่งบุรุษผู้ยากจนเข็ญใจ แล้วคิดหาอุบายขโมยรถม้าของชายผู้หนึ่ง

        โดยแสร้งมาจับท้ายรถม้าของชายหนุ่มไว้ ขณะที่เขากำลังแวะพักดื่มน้ำในสระโบกขรณี บริเวณหน้าศาลาหลังใหญ่ที่มโหสถกุมารสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่มหาชน

        ชายหนุ่มเจ้าของรถสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากล จึงร้องถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจ้ามาจับท้ายรถเราไว้ ทำไมกัน”

        “ข้าเป็นคนเข็ญใจ ไร้ญาติขาดมิตร อยากจะไปอยู่ด้วยเพื่อรับใช้ท่าน จะได้หรือไม่” ท้าวสักกะแปลงในคราบของชายเข็ญใจตอบหยั่งเชิง

        ชายหนุ่มยิ่งฉงนใจ จึงซักว่า “อย่างไรกัน อย่างเจ้าน่ะ จะช่วยอะไรเราได้”

        “ข้ายินดีทำกิจแทนท่านได้ทุกอย่าง สุดแล้วแต่ท่านจะใช้สอยเถิด” ท้าวสักกะแปลงตอบด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความตั้งใจจริง

        “อย่างนั้นหรือ เจ้าไม่กลัวลำบากรึ” ชายหนุ่มถามย้ำให้แน่ใจ 
 
        “ข้านี่แหละ เป็นสหายกับความลำบากมาตั้งแต่เกิด” ท้าวสักกะแปลงตอบน่าฟัง

        “ดีล่ะ ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงไปกับเรา” ว่าแล้วเขาก็ให้ท้าวสักกะแปลงขึ้นนั่งบนรถม้า มอบหมายให้เขาทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้กับตน ส่วนตนก็นอนพักอยู่ในรถอย่างสบายใจ

        ครั้นให้สารถีขับมาได้หน่อยหนึ่ง จู่ๆ ชายหนุ่มเจ้าของรถก็สั่งให้จอดรถกะทันหัน แล้วหันมาพูดกับสารถีว่า “เจ้าจงเฝ้ารถนี้ไว้ให้ดี เราขอตัวไปทำกิจส่วนตัวสักครู่เดียว”

        กำชับกับสารถีดังนี้แล้ว ก็รีบเดินลัดเลาะแนวป่า เข้าสู่พุ่มไม้ข้างทางที่พอเหมาะเป็นที่กำบังก็เร่งทำธุระส่วนตัวทันที

        ท้าวสักกะแปลงทรงรอหน่อยหนึ่ง เมื่อทรงเห็นเจ้าของรถทำธุระเสร็จแล้ว กำลังเดินกลับมา ก็ทรงแกล้งขับรถม้าหนีไปต่อหน้าในขณะนั้น

        ฝ่ายหนุ่มเจ้าของรถม้าทำกิจของตนเสร็จ ก็รีบกลับมายังรถ มองเห็นสารถีขับรถหนีไปดื้อๆ อย่างนั้น ก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มนั้นเล่นไม่ซื่อเสียแล้ว ทั้งตกใจและแค้นใจ จึงรีบวิ่งไล่กวดตามไปทันที


        ขณะนั้น มโหสถกุมารกำลังเล่นเพลิดเพลินอยู่กับเหล่าสหาย ก็แว่วได้ยินเสียงหนึ่งเอ็ดอึงมาแต่ไกล ครั้นเงี่ยโสตลงฟังอย่างตั้งใจ จึงทราบว่าเป็นเสียงเอะอะโวยวายคล้ายเสียงคนกำลังวิวาทกันด้วยเหตุสักอย่างหนึ่ง

        “เฮ้ย หยุดก่อน เจ้าจะเอารถของข้าไปไหน  เอารถข้าคืนมา” ชายเจ้าของรถวิ่งไปร้องตะโกนตามมาท่าทางเหนื่อยล้า

        “นี่มันรถของข้าต่างหากละ ใช่รถแกที่ไหน รถของแกคันอื่น” ท้าวสักกะแปลงร้องสวนขึ้น พระหัตถ์ทั้งสองยังคงจับบังเหียนม้าไว้แกล้งขับรถม้าไปเรื่อยๆ

        “รถข้าต่างหาก  ไอ้หัวขโมย  ไอ้คนโกหก  หยุดเดี๋ยวนี้นะ  เอารถข้าคืนมา”  ชายหนุ่มที่วิ่งตามมาร้องด่าไม่ลดละ

        พวกเด็กๆ เห็นเหตุการณ์นั้นแล้วต่างก็หยุดเล่น  พากันมองดูชายทั้งสองด้วยความสงสัยว่าวิวาทกันเพราะเหตุใด
 
        ฝ่ายมโหสถเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว  ก็ใคร่ครวญว่า  “นี่เห็นที จะมีคดีเกิดขึ้นอีกเป็นแน่”  คิดดังนี้แล้ว ก็ไม่รอช้า ได้ให้คนใช้ไปเรียกชายทั้งสองมาเพื่อถามเรื่องราวทันที

        ครั้นคนทั้งสองเข้ามาสู่ศาลาแล้ว เมื่อพินิจดูก็ทราบทันทีว่า ผู้นี้เป็นท้าวสักกเทวราช เพราะมีความองอาจ ปราศจากความเกรงกลัว และอีกประการก็มีนัยน์ตาไม่กระพริบ ส่วนคนที่วิ่งตามนี้เป็นเจ้าของรถ ก็เริ่มคิดหาวิธีการตัดสินความให้กระจ่างว่าเราจะทำประการใดดี
 


        เพราะทราบว่า บัดนี้ ตนได้มาถึงคดีที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะบุคคลที่มาก่อคดีนี้ขึ้น คือท้าวสักกเทวราช พระองค์เสด็จมาเพื่อทดลองปัญญาโดยเฉพาะ แล้วมโหสถบัณฑิตจะทำการตัดสินให้ปรากฏชัดเจนต่อมหาชนอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 14 กันยายน, 2552, 13:52:49 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 16




        จากตอนที่แล้ว  ท้าวสักกเทวาธิราช ทรงทราบว่า มโหสถกุมารเจริญวัยได้ ๗ ขวบแล้ว ก็ทรงมีพระประสงค์จะประกาศปัญญานุภาพของพระโพธิสัตว์ให้ปรากฏแก่มหาชน  จึงเสด็จออกจากทิพยพิมาน จำแลงกายมาปรากฏในโลกมนุษย์ในร่างแห่งบุรุษผู้ยากไร้

        ทรงดำริว่าจะก่อคดีขึ้นสักอย่างหนึ่ง จึงเสด็จเข้าไปจับที่ท้ายรถม้าของชายผู้หนึ่ง ซึ่งเขากำลังแวะพักดื่มน้ำในสระโบกขรณี ในที่ไม่ไกลจากศาลาของมโหสถกุมาร แล้วบอกความประสงค์แก่เจ้าของรถว่าจะช่วยเป็นสารถีให้

        เมื่อเจ้าของรถม้าอนุญาตแล้ว ท้าวสักกะแปลงก็เสด็จขึ้นนั่งบนรถ ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้กับเขา โดยให้เขานอนพักอยู่ในรถอย่างสบายใจ ทรงขับรถไปได้หน่อยหนึ่ง เจ้าของรถก็เกิดอาการท้องเสียขึ้นมากะทันหัน ต้องขอให้หยุดรถเพื่อไปทำภารกิจอย่างเร่งด่วน

        ท้าวสักกะแปลงทรงรอหน่อยหนึ่ง ขณะที่เจ้าของรถทำธุระเสร็จแล้วกำลังเดินกลับมา ก็ทรงแกล้งขับรถม้าหนีไปต่อหน้า ฝ่ายหนุ่มเจ้าของรถเมื่อกลับมา เห็นสารถีขับรถหนีไปเสียอย่างนั้น ก็รู้ว่าชายหนุ่มนั้นเล่นไม่ซื่อเสียแล้ว จึงรีบวิ่งไล่กวดตะโกนด่าตามไปว่า เอารถของข้ากลับคืนมา

        มโหสถกุมารอยู่ในศาลากับเหล่าสหายได้ยินเสียงเอ็ดอึงมาแต่ไกล ฟังดูก็รู้ว่าเขากำลังทะเลาะกันเรื่องแย่งชิงรถม้า จึงให้คนใช้ไปเรียกชายทั้งสองมา ครั้นได้เห็นคนทั้งสองอย่างชัดเจนก็ทราบทันทีว่า ผู้นี้เป็นท้าวสักกเทวราช  ส่วนคนที่วิ่งตามนั้นเป็นเจ้าของรถ

        การที่มโหสถบัณฑิตรู้ได้ทันทีว่า ชายเข็ญใจมิใช่คนธรรมดา แต่เป็นท้าวสักกเทวราชนั้น ก็เพราะภายในโรงวินิจฉัยคดีที่มโหสถสร้างขึ้น  มีความสง่างามผนวกกับความวิจิตรของสถาปัตยกรรมแห่งนี้  ซึ่งเป็นประดุจมนต์สะกดให้ผู้ที่ย่างกรายเข้าไป อาจเกิดอาการประหม่าได้ไม่น้อย

        แต่มันก็มิได้ทำให้ชายเข็ญใจ เกิดความสะทกสะท้านแต่อย่างใด  ทันทีที่ถูกบริวารของ มโหสถเรียกตัวเข้าไปพบ ก็เดินเข้าไปด้วยท่าทีองอาจ ต่างจากคนธรรมดา

        ครั้นชายทั้งสองมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าแท่นที่นั่งของมโหสถบัณฑิต  ครั้งแรกที่ได้เห็น  มโหสถบัณฑิตก็รู้สึกฉงนใจทันที เพราะเพียงแค่มองจากภายนอกก็พอจะรู้ว่า ชายเข็ญใจผู้นี้ จะต้องไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน 

        มโหสถจึงได้แต่นิ่งอยู่ชั่วครู่ ด้วยกำลังพิจารณาอยู่ว่า  “...ชายเข็ญใจผู้นี้เป็นใครกันแน่ ตาก็ไม่กระพริบ แววตาช่างดูมีอำนาจ  ซ้ำยังองอาจ มิได้ครั่นคร้ามต่อสิ่งใด  ทั้งที่มายืนอยู่ท่ามกลางมหาชนมากมายถึงเพียงนี้”

        ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมา “..หรือว่าชายผู้นี้ จะเป็นท้าวสักกเทวราช  จอมเทพแห่งดาวดึงส์พิภพจำแลงมา...”

        แม้จะมั่นใจว่า ต้องใช่ท้าวสักกเทวราชเป็นแน่ แต่มโหสถก็ยังมีข้อแคลงใจว่า “ในเมื่อโลกมนุษย์นี้ หาใช่สถานที่รื่นรมย์ของเหล่าทวยเทพแต่อย่างใดไม่  เพราะกลิ่นของมนุษย์นั้นย่อมเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์สำหรับเทวดา  เป็นเหตุให้หมู่เทวาทั้งหลายไม่ปรารถนาจะข้องเกี่ยวกับมนุษย์ ก็แล้วพระองค์เล่า จะเสด็จมาในที่นี้ทำไมกัน”

        มโหสถใคร่ครวญถึงเหตุนั้น ก็ปักใจมั่นว่า ท้าวเธอคงมีความประสงค์จะทรงทดสอบปัญญาของตนเป็นแน่แท้ แต่แม้จะประจักษ์แจ้งแก่ใจเช่นนั้นแล้ว  มโหสถก็ยังมิได้ประกาศความจริงให้มหาชนทราบในทันที  ทั้งนี้เพราะคิดว่า  “การที่เราจะชี้ตัวว่า ใครเป็นเจ้าของรถ ใครเป็นผู้ขโมยรถในเวลานี้ เป็นเรื่องไม่ยาก แต่เราจะทำให้มหาชนรู้ความจริงด้วยอุบายสักอย่างหนึ่ง”

15.    คิดดังนี้แล้ว  มโหสถจึงถามว่า  “ท่านทั้งสอง  มีเรื่องอันใดกันหรือ ถึงได้ทะเลาะวิวาทกันรุนแรงเช่นนี้”

        “พ่อมหาบัณทิต  ก็ชายคนนี้น่ะ อยู่ดีๆ ก็มาตู่เอารถของกระผม  รถคันนี้กระผมได้มาด้วยความอุตสาหะ ต้องอดทนทำงานหนักอยู่นานหลายปีทีเดียวกว่าจะได้”  ชายหนุ่มเจ้าของรถกล่าวฟ้องร้องขึ้นก่อน

        “ท่านขอรับ ขอท่านอย่าได้หลงเชื่อถ้อยคำของเขาเป็นอันขาด รถคันนี้กว่ากระผมจะได้มา ต้องทำงานหนักเลือดตาแทบกระเด็น” ชายเข็ญใจกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนให้สงสาร

        มโหสถบัณฑิตฟังถ้อยคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงตรึกตรองอยู่ชั่วครู่  ก็นึกอุบายขึ้นมาได้  จึงถามชายทั้งสองว่า “หากเราจะวินิจฉัยความของท่านทั้งสองโดยยุติธรรม ท่านทั้งสองจะยอมฟังคำวินิจฉัยของเราหรือไม่”
 
        “ได้ซินายท่าน  ขอท่านจงตัดสินคดีนี้โดยยุติธรรมเถิด”  ชายทั้งสองรับคำ

        ได้ยินดังนั้น  มโหสถจึงกล่าวต่อไปว่า  “เอาล่ะ เมื่อท่านทั้งสองยินดีให้เราเป็นผู้วินิจฉัย  ท่านก็จงกระทำตามคำของเรา”

        จากนั้นมโหสถจึงได้ชี้แจงกติกาแก่ทั้งสองฝ่ายว่า  “เราจะใช้ให้คนของเราขับรถม้าคันนี้ไป ส่วนท่านทั้งสองก็จงจับท้ายรถไว้ให้มั่น  หากว่าผู้ใดสามารถวิ่งตามรถไปได้  โดยที่ไม่ปล่อยมือเลย  แสดงว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของรถจริง”

        กล่าวเช่นนั้นแล้ว  มโหสถก็ใช้ให้คนขับรถไปโดยเร็ว  โดยให้ชายทั้งสองจับท้ายรถคนละมุม ต่างคนต่างวิ่งตามรถนั้นไปเรื่อยๆ   

        ชายหนุ่มผู้เจ้าของรถ มีความปรารถนาอย่างยิ่งจะได้รถม้าของตนคืนมา จึงพยายามออกแรงวิ่งตามรถไปจนสุดกำลังความสามารถ

        เมื่อวิ่งไปได้สักครู่ แรงคนก็สู้แรงม้าไม่ไหว รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที จึงจำใจต้องปล่อยรถนั้นไป ปล่อยให้คู่กรณีจับท้ายรถวิ่งไปเพียงลำพัง ส่วนตนก็หมดแรงหอบแฮ่กๆ ทรุดร่างลงกองอยู่ในระหว่างทาง

        ส่วนชายเข็ญใจเหมือนมีกำลังพิเศษเกินกว่าที่ใครจะเทียบได้ เขาสามารถวิ่งจับท้ายรถนั้นไว้ได้ตลอดทาง โดยที่ไม่ได้ปล่อยมือเลย  ซ้ำยังไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย 

        มโหสถเห็นดังนั้น ก็รำพึงในใจว่า  “เอาล่ะ บัดนี้ ความจริงก็ปรากฏแล้ว” จึงสั่งให้หยุดรถ แล้วเรียกให้นำรถกลับมายังที่เดิม 

        เมื่อมาถึง  มโหสถจึงได้เริ่มแถลงข้อวินิจฉัย โดยประกาศขึ้นท่ามกลางมหาชนด้วยน้ำเสียงก้องกังวานว่า “ท่านทั้งหลายจงฟังเรา”  ทันทีที่มโหสถปรารภขึ้น มหาชนที่ส่งเสียงอื้ออึงด้วยความอัศจรรย์ใจในพละกำลังของชายแปลกหน้า ก็พากันเงียบกริบลงทันที 

        มโหสถได้โอกาสจึงพูดต่อไปว่า “ท่านทั้งหลายจงดูชายคนที่วิ่งตามรถไปได้ตลอด ทั้งขาไปและขากลับ  อาการเหน็ดเหนื่อยสักนิดก็ไม่ปรากฏ  เหงื่อสักหยดก็ไม่มี  ลมหายใจเข้าหายใจออกก็ไม่มี   เขาผู้นี้คือ ท้าวสักกเทวราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ท้าวสักกเทวราชเมื่อได้สดับมโหสถกล่าวดังนั้น จะมีดำริอย่างไรต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 14 กันยายน, 2552, 13:54:06 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 17




        จากตอนที่แล้ว  มโหสถบัณฑิตเมื่อเห็นชายสองคนเข้ามาในโรงวินิจฉัยคดี ก็รู้ได้ทันทีว่า ชายเข็ญใจมิใช่คนธรรมดา แต่เป็นท้าวสักกเทวราชนั้น แต่ก็ยังมีข้อแคลงใจว่า “ในเมื่อโลกมนุษย์นี้ หาใช่สถานที่รื่นรมย์ของเหล่าทวยเทพแต่อย่างใด ก็แล้วพระองค์เล่า จะเสด็จมาในที่นี้ทำไมกัน”

        มโหสถใคร่ครวญถึงเหตุแล้วก็ปักใจมั่นว่า ท้าวเธอคงมีพระประสงค์จะทรงทดสอบปัญญาของตนเป็นแน่แท้ แต่ก็ยังมิได้ประกาศความจริงให้มหาชนทราบในทันที เพราะคิดว่า  “การที่เราจะชี้ตัวว่าใครเป็นเจ้าของรถนั้นไม่ยาก แต่ควรที่จะทำให้มหาชนรู้ความจริงด้วยอุบายสักอย่างหนึ่ง”

        คิดดังนี้แล้ว  มโหสถจึงได้ชี้แจงกติกาแก่ทั้งสองฝ่ายว่า  “เราจะใช้ให้คนของเราขับรถม้าคันนี้ไป ส่วนท่านทั้งสองก็จงจับท้ายรถไว้ให้มั่น  หากว่าผู้ใดสามารถวิ่งตามรถไปได้  โดยที่ไม่ปล่อยมือเลย  แสดงว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของรถจริง”

        กล่าวเช่นนี้แล้วก็ปล่อยรถ โดยให้ชายทั้งสองจับท้ายรถวิ่งตามไป   ชายหนุ่มผู้เจ้าของรถก็พยายามวิ่งตามรถไปจนสุดกำลังความสามารถ แต่ก็สู้แรงม้าไม่ไหว เมื่อเหนื่อยมากเข้าจึงจำใจต้องปล่อยรถนั้นไป ส่วนชายเข็ญใจกลับวิ่งจับท้ายรถนั้นได้ตลอดทาง โดยที่ไม่ได้ปล่อยมือเลย 

        มโหสถเห็นดังนั้น จึงสั่งให้นำรถกลับมายังที่เดิม  แล้วกล่าวแก่มหาชนว่า “ท่านทั้งหลายจงดูชายคนที่วิ่งตามรถไปทั้งขาไปและขากลับ  อาการเหน็ดเหนื่อยสักนิดก็ไม่ปรากฏ  เหงื่อสักหยดก็ไม่มี  ลมหายใจเข้าหายใจออกก็ไม่มี  ท่านผู้นี้คือท้าวสักกเทวราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”
 
        เมื่อได้ยินว่า  ชายเข็ญใจที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเป็นถึงท้าวสักกเทวราช  มหาชนต่างพากันส่งเสียงดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม “อะไรนะ ใช่ท้าวสักกเทวราช จริงๆหรือ” เสียงมหาชนต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจ เหมือนไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ เพื่อจะคลายความกังขาของมหาชน  มโหสถจึงหันไปถามชายเข็ญใจด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า“ท่านผู้เจริญ เราใคร่ขอถามท่านว่า ท่านคือท้าวสักกเทวราช ใช่หรือไม่”

        แม้จะถูกมโหสถถามตรงๆเช่นนั้น  แต่ชายเข็ญใจก็มิได้มีอาการประหม่า ตกใจกลัว หรือมีท่าทีปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใด แต่กลับยึดอกขึ้น ตอบมโหสถอย่างเปิดเผย ด้วยน้ำเสียงห้าวหาญว่า“ถูกต้องแล้ว พ่อมโหสถ เรานี่แหละ  ท้าวสักกเทวราช  จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”

        ครั้นมหาชนได้ยินคำยืนยันจากชายเข็ญใจโดยตรงว่าเป็นท้าวสักกเทวราชจริง ก็พากันส่งเสียงฮือฮาดังสนั่นทั่วโรงวินิจฉัยคดี บ้างก็แสดงอาการตื่นเต้นยินดีเพราะพ้องกับคำที่มโหสถกล่าวแต่ต้น บ้างก็ยังไม่ปักใจเชื่อในทันที แต่ก็สงวนท่าทีรอฟังอยู่ว่ามโหสถจะถามสิ่งใดต่อไป และชายเข็ญใจจะกล่าวตอบว่าอย่างไร

        ฝ่ายมโหสถบัณฑิต แม้ว่าจะประจักษ์แจ้งแก่ใจเช่นนั้นแล้ว  แต่เพื่อจะเปลื้องความสงสัยของมหาชนให้หมดสิ้นไป จึงได้ถามต่อไปว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาแห่งเทพ  ธรรมดาโลกมนุษย์นี้  หาใช่ที่รื่นรมย์ของเหล่าทวยเทพ ผู้เช่นกับด้วยพระองค์  เพราะธรรมดากลิ่นกายมนุษย์ย่อมปรากฏเป็นกลิ่นเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์  แต่เพราะเหตุใดเล่า  วันนี้พระองค์จึงทรงเสด็จมาถึงที่นี่เล่า”

        “พ่อมโหสถ ก็ท่านคิดว่าเรามาปรากฏตัวในที่นี้ ทำไมกันเล่า” ท้าวสักกเทวราชในรูปของชายเข็ญใจกลับเป็นฝ่ายย้อนถาม

        “ข้าแต่จอมเทพ พระองค์ทรงจำแลงมาในร่างของชายเข็ญใจ เพียงเพราะปรารถนาจะได้รถม้า ซึ่งมีค่าไม่ถึงเศษเสี้ยว เมื่อเทียบกับราชรถของพระองค์ ข้อนั้นไม่สมควรแก่เหตุเลย  ชะรอยพระองค์จะเสด็จมาเพื่อข้าพระองค์เป็นแน่”

        ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสรับรองว่า “เป็นเช่นนั้นล่ะพ่อ  เรามาในที่นี้ ด้วยประสงค์สิ่งอื่นก็หาไม่  แต่เพราะปรารถนาที่จะยืนยันให้มหาชนได้ประจักษ์ถึงปัญญานุภาพอันยอดยิ่งของเธอ จึงได้มาปรากฏกายอยู่ ณ เบื้องหน้านี้”

        “พระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงเทพ  หม่อมฉันกราบขอบพระทัยที่ทรงเมตตาต่อหม่อมฉันถึงเพียงนี้”  มโหสถประนมมือทั้งสอง ถวายความนอบน้อมแด่พระองค์ พลางกล่าวขึ้นว่า

        “แต่พระองค์ก็ทรงทราบมิใช่หรือ ว่าการกระทำของพระองค์ เป็นเหตุให้ชายผู้นี้ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ อย่างไรเสียเพื่อความผาสุกของปวงชน ขอพระองค์อย่าได้ทรงกระทำเช่นนี้อีกเลย”
 
        ท้าวสักกเทวราชไม่ตรัสตอบสิ่งใด เมื่อความจริงได้ปรากฏ และบัดนี้มหาชนก็ได้ทราบแล้วว่าพระองค์เป็นใคร จึงทรงกลับร่างเป็นเทพราชา ผู้สง่างามด้วยทิพย์อาภรณ์มีรัศมีเฉิดฉาย ทรงเหาะทะยานขึ้นสู่เบื้องบนแล้วไปปรากฏพระองค์อยู่กลางนภากาศ  ตรัสชื่นชมปัญญาบารมีของมโหสถบัณฑิตด้วยพระสุรเสียงก้องกังวานว่า  “พ่อมโหสถ เธอวินิจฉัยความได้ดี ทั้งเปี่ยมด้วยมหากรุณาเช่นนี้  สมแล้วที่ใครๆ ต่างเรียกว่ามหาบัณฑิต  ทั่วผืนปฐพีนี้ ผู้ที่จะมีปัญญานุภาพรุ่งเรืองยิ่งไปกว่าเธอ ไม่มีแล้ว” 

        ตรัสทิ้งท้ายเช่นนี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับคืนสู่เวชยันตปราสาท ทิพยวิมานอันโอฬารของพระองค์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

        นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ภาษิตที่ว่า ความลับไม่มีในโลกนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ทั้งทางดีและทางชั่ว ย่อมอยู่ในสายตาของเทวดาเสมอ แม้คนบางคนอาจทำเป็นมองไม่เห็น เพราะความริษยาเข้ามาบังใจ แต่ความดีที่เราทำไว้ย่อมไม่สูญเปล่า

        เมื่อขณะทำความดี แม้เราคิดว่าคงไม่มีใครเห็น แต่ผู้ที่ทั้งรู้ทั้งเห็นเป็นคนแรกก็คือตัวเรานั่นเอง ความดีที่เราทำบ่อยๆ จะค่อยๆ สะสมเพิ่มมากขึ้นจนพัฒนาไปเป็นอุปนิสัย
 
        เมื่อเราสั่งสมต่อไป จากอุปนิสัยก็จะกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดี ทำให้เป็นที่คบหาของบัณฑิตนักปราชญ์ ชีวิตของผู้นั้นก็จะมีแต่เจริญรุ่งเรืองต่อไปไม่มีที่สุด ไม่ตกต่ำถอยหลังเลยและผู้ที่ตั้งใจสร้างความดี ดำรงตนไว้ในฐานเป็นที่พึ่งของมหาชนนั้น ย่อมจะมีเทวดาคอยช่วยเหลือให้ประสบความความสำเร็จ ให้มีชีวิตที่เจริญสูงขึ้นไป ตามสมควรแก่วาสนาบารมีของแต่ละบุคคล อย่างที่ท้าวสักกเทวราชทรงกระทำให้ปรากฏในครั้งนี้

        มหาชนเมื่อได้ฟังพระดำรัสที่ท้าวสักกะตรัสชมเชยมโหสถจบลงแล้ว ก็ต่างพากันส่งเสียงสนั่นครื้นเครง แซ่ซ้องสาธุการต่อๆ กันไปด้วยความปีติยินดี

        มหาอำมาตย์ซึ่งคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในที่นั้น ครั้นได้เห็นความอัศจรรย์ที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน ก็ยิ่งบังเกิดความโสมนัสยินดี จนสุดที่จะข่มปีติไว้ได้   ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะกลับสู่พระราชสำนัก เพื่อกราบบังคมทูลเรื่องนี้แด่พระเจ้าวิเทหราชด้วยตนเอง แต่ครั้นนึกถึงพระดำรัสที่พระองค์ตรัสย้ำ ให้รออยู่ในที่นี่ไปจนกว่าพระองค์จะมีรับสั่งให้กลับ
 
        เขาก็จนใจด้วยไม่อาจฝืนพระราชบัญชาของพระองค์ได้ จึงได้แต่ทำรายงานขึ้นทูลเกล้าถวายผ่านทูตคนสนิท แล้วก็เฝ้ารออยู่ในที่นั้นต่อไป ส่วนว่า พระเจ้าวิเทหราชเมื่อได้สดับเหตุการณ์อันน่าปีติประทับใจในครั้งนี้แล้วจะทรงมีดำริอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 14 กันยายน, 2552, 13:55:22 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 18




        จากตอนที่แล้ว  มโหสถบัณฑิตได้บอกแก่มหาชนว่า ชายเข็ญใจนั้นคือท้าวสักกเทวราช จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ฮือฮากันขึ้น เพื่อจะตัดความสงสัยของมหาชน มโหสถจึงหันไปถามชายเข็ญใจว่า“ท่านผู้เจริญ เราใคร่ขอถามท่านว่า ท่านคือท้าวสักกเทวราช ใช่หรือไม่”

        ท้าวเธอก็ตรัสตอบตรงๆ ว่า “ถูกต้องแล้ว พ่อมโหสถ เรานี่แหละ  คือท้าวสักกเทวราช”  ฝ่าย มโหสถบัณฑิต เมื่อได้ฟังคำยืนยันชัดเจนเช่นนั้น จึงทูลถามต่อไปว่า “พระองค์เสด็จมาเพียงเพื่อจะได้รถม้าซึ่งมีค่าเล็กน้อย ข้อนั้นไม่สมควรแก่เหตุเลย พระองค์จะเสด็จมาเพื่ออะไรแน่”
 
        ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสว่า “พ่อมโหสถ  เรามาในที่นี้ก็เพื่อประกาศให้มหาชนได้ประจักษ์ถึงปัญญานุภาพอันยอดยิ่งของเธอ” ตรัสดังนี้แล้วก็ทรงกลับร่างเป็นเทพราชา ผู้สง่างามด้วยทิพย์อาภรณ์มีรัศมีเฉิดฉาย ทรงเหาะทะยานขึ้นสู่เบื้องบน   แล้วไปประทับยืนอยู่กลางนภากาศ  ตรัสชื่นชมปัญญาบารมีของมโหสถบัณฑิตว่า  “พ่อมโหสถ เธอวินิจฉัยความได้ดี   สมแล้วที่ใครๆ ต่างเรียกว่ามหาบัณฑิต  ทั่วผืนปฐพีนี้ ผู้ที่จะมีปัญญานุภาพรุ่งเรืองยิ่งไปกว่าเธอนั้นเป็นไม่มี”  ตรัสดังนี้แล้วก็เสด็จกลับคืนสู่เวชยันตปราสาท

        มหาอำมาตย์ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ได้เห็นความอัศจรรย์เช่นนั้น ก็ยิ่งเกิดความปีติยินดี อยากจะกลับไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระเจ้าวิเทหราชด้วยตนเอง แต่ก็ต้องตัดใจด้วยนึกถึงพระดำรัสที่ตรัสว่า ให้รออยู่ไปจนกว่าจะมีรับสั่งให้กลับ จึงได้แต่ทำรายงานขึ้นทูลเกล้าถวายผ่านทูตคนสนิท แล้วก็เฝ้ารออยู่ในที่นั้นต่อไป

        กล่าวถึงพระเจ้าวิเทหราช ครั้นท้าวเธอได้ทรงสดับคำรายงานที่มหาอำมาตย์กราบบังคมทูลถวายผ่านทูตคนสนิท ก็ทรงอัศจรรย์ในพระหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงเห็นว่าเรื่องทำนองนี้อยู่เหนือวิสัยที่มนุษย์ปกติธรรมดาจะทำให้เกิดขึ้นได้  และก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสดับเรื่องนั้นจากท่านอำมาตย์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง จึงมีรับสั่งให้เรียกตัวอำมาตย์กลับคืนสู่พระนครทันที

        ภายในท้องพระโรงของพระที่นั่งมหาปราสาทอันเป็นที่เสด็จทรงว่าราชการ   พระเจ้าวิเทหราชประทับพร้อมเหล่าเสนามนตรี ทรงประทานวโรกาสให้มหาอำมาตย์เข้าเฝ้าต่อหน้าพระที่นั่ง

        ขณะที่มหาอำมาตย์กำลังกราบทูลเรื่องที่ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาทดลองปัญญาของมโหสถอยู่นั้น ยังมิทันที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง เหล่าอำมาตย์ราชบัณฑิตที่รอฟังอยู่ ต่างพากันส่งเสียงอื้ออึง  วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

        “ท่านอำมาตย์ ต่อเบื้องพระพักตร์ ท่านจะกราบทูลพล่อยๆ เช่นนี้ ไม่ได้นะท่าน” อาจารย์เสนกะกล้าทักท้วงก่อนผู้ใด

        “ท่านอาจารย์เสนกะ แน่ล่ะ การที่จะให้ท่านเชื่อถือคำพูดของข้าพเจ้าโดยทันทีทันใดนั้น คงไม่ง่ายนัก หากว่ามิได้ประสบพบเจอด้วยตนเองแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจ   แต่ข้าพเจ้ากล้าสาบานต่อเบื้องพระพักตร์ด้วยสัจจะวาจาว่า  เรื่องที่ข้าพเจ้ากราบทูลไปนั้นเป็นความสัตย์จริงทุกประการ  แม้ชาวปาจีนยวมัชฌคามทั้งสิ้นก็อาจเป็นพยานได้”  ท่านอำมาตย์ถอดใจพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

        จริงอยู่ เหล่าอำมาตย์ราชบัณฑิตทั้งหลายในที่นั้น แม้นไม่มีใครเคยได้เห็นตัวจริงของท้าวสักกเทวราช แต่เมื่อได้ฟังคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น ในที่สุดจึงเริ่มพากันคล้อยตาม โดยเฉพาะพระเจ้าวิเทหราชนั้น พระองค์ทรงเชื่อมั่นในถ้อยคำของท่านอำมาตย์โดยไม่ต้องสงสัย

        “ท่านอำมาตย์” พระเจ้าวิเทหราชตรัสทักขึ้นกลางที่ประชุมด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “เมื่อท่านกล้ายืนยันถึงเพียงนี้ เราจะไม่เชื่อได้อย่างไร  ท่านเองก็รับใช้เรามานาน  เรื่องบกพร่องเสื่อมเสียสักเล็กน้อยก็ไม่เคยมี  เอาล่ะ  เราเชื่อท่าน  ไหนท่านจงเล่าต่อไปซิว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร”

        ครั้นพระองค์ทรงประทานโอกาสให้เช่นนั้น  ท่านอำมาตย์จึงไม่รอช้า รีบกราบทูลเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาด้วยความปลาบปลื้มใจ แม้ท้าวเธอเอง ขณะที่ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงมีพระหฤทัยปีติปราโมทย์เช่นกัน

        เมื่อกราบทูลเรื่องราวจบลง  ท่านอำมาตย์จึงแสดงความเห็นของตนทิ้งท้ายแด่พระองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ  ธรรมดาแก้วมณีอันเลอค่า  ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนทั้งปวง หากแม้นผู้ใดพบแล้ว ยังไม่รีบคว้าไว้  ต่อไปภายหน้า ใครเลยจะรู้ว่า โอกาสที่จะได้ครอบครองแก้วมณีนั้น จะยังมีอยู่หรือไม่  ก็บัดนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดก็เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ถึงดวงปัญญาอันยิ่งใหญ่ของมโหสถ แม้แต่ท้าวสักกเทวราชก็ยังต้องเสด็จมาเพื่อประกาศปัญญานุภาพของเขา  แล้วพระองค์เล่า จะยังทรงรั้งรอสิ่งใดอีก  ขอทรงโปรดให้เรียกตัวมโหสถเข้าเฝ้าโดยเร็วเถิดพะยะค่ะ”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงพอพระหฤทัยในคำกราบบังคมทูลของมหาอำมาตย์ยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังไม่อาจจะตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองได้ในทันที  ด้วยทรงดำริว่า...การที่พระองค์จะเรียกตัวมโหสถเข้าเฝ้าโดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาท่านอาจารย์เสนกะผู้เป็นหัวหน้าปุโรหิตเสียก่อนนั้น เห็นจะเป็นการไม่สมควร...พระองค์จึงผินพระพักตร์มาหาอาจารย์เสนกะ แล้วจึงตรัสหารือว่า “ว่าอย่างไรละ ท่านอาจารย์  เหตุการณ์ปรากฏชัด และน่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้ ท่านเห็นสมควรที่เราจะเรียกตัวมโหสถมาเข้าเฝ้าได้หรือยังล่ะ”

        ฝ่ายอาจารย์เสนกะ เมื่อได้ยินว่าท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาเพื่อประกาศปัญญานุภาพของมโหสถเข้าเท่านั้น ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ  แม้ภายนอกยังคงนิ่งสงบ ท่าทีสุขุมลุ่มลึกสมเป็นราชบัณฑิตผู้ใกล้ชิดเจ้าเหนือหัว  แต่ภายในนั้นกลับรุมร้อนด้วยแรงไฟริษยาที่เผาลนจิตใจ เฝ้าครุ่นคิดเพียงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยับยั้งพระองค์ไว้ได้ “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดทรงรอก่อนเถิดพระพุทธเจ้าข้า”  ท่านเสนกะคงทูลทัดทานตามเคย  พร้อมทั้งรีบกราบทูลชี้แจงเหตุผลว่า
 
        “การที่มโหสถเป็นผู้มีปัญญามากนั้น บัดนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว  แต่การรีบร้อนนำตัวมโหสถมาเข้าเฝ้านั้น ยังหาเป็นการสมควรไม่ ข้าพระบาทว่า อันที่จริงแล้ว มโหสถบัณฑิตก็อาศัยอยู่ในแว่นแคว้นของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอยู่แล้ว ถึงอย่างไรเสีย เขาก็ยังเป็นข้าบาทมูลของพระองค์อยู่นั่นเอง อีกทั้งระยะนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็ยังสงบ  ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ล้วนอยู่เย็นเป็นสุข  ด้วยเหตุที่ปราศจากอริราชศัตรูมาช้านาน ในยามนี้จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันใด ที่พระองค์จักต้องรีบร้อนนำมโหสถบัณฑิตมาสู่ราชสำนักของพระองค์ ฉะนั้น ขอทรงรอดูอีกสักพักเถิด พระเจ้าข้า”
 
        คำพูดของอาจารย์เสนกะที่ดังช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำตามประสาบัณฑิตทำให้พระเจ้าวิเทหราชถึงกับนิ่งอึ้ง ส่วนว่าพระองค์จะรับสั่งกับอาจารย์เสนกะอย่างไรต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 14 กันยายน, 2552, 13:56:38 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 19




        จากตอนที่แล้ว  พระเจ้าวิเทหราช ครั้นได้สดับคำรายงานเรื่องที่ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาทดลองปัญญามโหสถโดยผ่านทูตคนสนิท ก็ทรงอัศจรรย์พระทัยปรารถนาจะสดับเรื่องนั้นจากมหาอำมาตย์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง จึงมีรับสั่งให้เรียกตัวอำมาตย์กลับคืนสู่พระนคร

        มหาอำมาตย์ครั้นกราบทูลเล่าเรื่องราวจบลง  จึงแสดงความเห็นของตนทิ้งท้ายแด่พระองค์ว่า   ธรรมดาแก้วมณีอันเลอค่า  ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนทั้งปวง  เมื่อพบแล้วไม่รีบคว้าไว้  หากสูญหายไปก็น่าเสียดาย ขอทรงโปรดให้เรียกตัวมโหสถเข้าเฝ้าโดยเร็วเถิด

        พระเจ้าวิเทหราชทรงพอพระหฤทัยในคำกราบทูลของมหาอำมาตย์ยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจจะตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองได้ในทันที จึงผินพระพักตร์มาหาอาจารย์เสนกะ แล้วจึงตรัสหารือว่า   ท่านอาจารย์เห็นสมควรที่เราจะเรียกตัวมโหสถมาเข้าเฝ้าได้หรือยังล่ะ

        ฝ่ายอาจารย์เสนกะ เมื่อได้ยินว่าท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาเพื่อประกาศปัญญานุภาพของ มโหสถก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ  ครุ่นคิดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยับยั้งพระองค์ไว้ได้

        เมื่อได้ช่องกราบทูล จึงรีบทูลคัดค้านและชี้แจงเหตุผลในทันทีว่า การที่มโหสถเป็นผู้มีปัญญามากนั้นก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว  แต่ในยามนี้บ้านเมืองก็เป็นปกติสุขดี จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันใด ที่จะต้องรีบนำตัวมโหสถมาสู่ราชสำนัก ดังนั้น ขอจงทรงรอดูอีกสักพักเถิด

        แม้คำชี้แจงของท่านอาจารย์เสนกะ ฟังดูก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่อาจทำให้ทรงคล้อยตามได้ในทันที พระองค์จึงทรงแย้งว่า “ทำไมจะต้องรออีกเล่าท่านอาจารย์ ในเมื่อการวินิจฉัยคดีของมโหสถที่ผ่านมา ก็ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่า เธอเป็นผู้มีปรีชาสามารถ คู่ควรแก่การยกย่องเชิดชูไว้ในฐานะราชบัณฑิตของเราแล้วนี่นา”

        ท่านอาจารย์เสนกะฟังพระดำรัสของเจ้าเหนือหัวแล้ว คิดว่า การจะกราบทูลทัดทานลอยๆ เกินไป อาจจะทำให้ทรงขุ่นเคืองพระทัยได้ จึงคิดไตร่ตรองหาช่องทางที่มีเหตุมีผลแยบคายกว่าเดิม เพื่อประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด 

        “ขอเดชะ พระบารมีไม่พ้นเกล้าฯ ตามที่พระองค์ทรงกังวลพระทัยว่าจะเนิ่นนานเกินไปนั้น ข้าพระบาทขอกราบทูลว่า มิได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน พระเจ้าข้า” ท่านเสนกะยืนยัน

        ท้าวเธอจึงทรงรับสั่งถามว่า  “อย่างไรกัน ท่านอาจารย์ เราไม่เข้าใจ ไหนท่านลองแถลงมาให้กระจ่างซิ”

        อาจารย์เสนกะจึงถือโอกาสกราบทูลว่า “ขอเดชะ ปวงปราชญ์แต่โบราณกาลมา ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ ธรรมดาว่าการงานที่เร่งด่วนเกินไป โดยมิได้ไต่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ย่อมมีโอกาสผิดพลาดพลั้งเผลอได้ง่าย และจักเป็นเหตุให้ล่าช้าในภายหลัง ส่วนการงานที่วางแผนอย่างรอบคอบแต่ต้น แม้ว่าจะใช้เวลาคิดอ่านนานสักหน่อย แต่ย่อมจะให้ผลที่น่าพอใจในที่สุด พระเจ้าข้า”
 

        ท้าวเธอยังไม่ทรงพอพระทัย ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงดังกึกก้องไปทั่วท้องพระโรงว่า “ท่านอาจารย์ท่านหมายความว่า จะให้เรารอไปเรื่อยๆ น่ะหรือ”

        “ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทเพียงแต่เห็นด้วยเกล้าว่า พระองค์ควรจะถือโอกาสในระหว่างที่รอคอยอยู่นี้ ทดลองวัดกำลังปัญญาของมโหสถไปด้วย  ดังที่โบราณาจารย์ท่านกล่าวว่า กำลังม้าทราบได้ด้วยการทดลองความเร็วฝีเท้า กำลังโคอาจทราบด้วยการบรรทุกสัมภาระ  ส่วนกำลังแห่งบัณฑิตนั้น ย่อมทราบได้ด้วยการงาน พระเจ้าข้า” ท่านเสนกะรีบกราบทูล

        ท่านเสนกะทราบพระราชอัธยาศัยดีว่า หากพระองค์ไม่ทรงพอพระทัย หรือไม่เข้าพระทัยสิ่งใด ก็จักทรงทักท้วงขึ้นทันที   ฉะนั้นท่านเสนกะจึงไม่รอให้พระองค์ต้องรับสั่งถาม  รีบกราบทูลชี้แจงว่า “การจะวัดกำลังแห่งบัณฑิตนั้น ก็มิใช่เรื่องยากแต่อย่างใด  เพราะปรีชาญาณของแต่ละคน ไม่ว่าจะมากน้อยสักปานใด แต่ก็อาจจะวินิจฉัยได้ด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการเสมอกัน นั่นคือ ความรอบรู้ ความหลักแหลม และความคมคาย

        แม้มโหสถก็เช่นกัน หากเป็นผู้รอบรู้ หลักแหลม และคมคายเช่นนั้นจริง สมกับที่เป็นบัณฑิตแล้วไซร้ ก็จักสามารถผ่านการทดสอบได้อย่างดี ดั่งทองชมพูนุทที่แม้จะผ่านการทดสอบด้วยวิธีใดๆ ก็ยังคงเป็นธาตุบริสุทธิ์ตลอดกาลทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า”

        ท่วงทีวาจาและศิลปะการอ้างเหตุผลของอาจารย์เสนกะ ยังคงได้ผลดีอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่นานเท่าไร พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงคล้อยตามคำของท่านเสนกะจนได้
 
        “อืมม... น่าฟังมากท่านอาจารย์ หากจะทดลองให้มั่นใจเสียก่อน ก็ดีเหมือนกัน งั้นก็เป็นอันตกลงตามนั้น แล้วเราค่อยมาคิดปัญหาทดลองกันอีกที”

        “ขอเดชะ เรื่องปัญหาที่จะทดลองนั้น ให้เป็นหน้าที่ของฝ่าพระบาทเอง   พระองค์โปรดทรงวางพระหฤทัยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” ท่านเสนกะกราบทูลเพื่อให้สมพระทัยของพระเจ้าวิเทหราช

        และแล้ววันหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคามต้องตื่นตระหนกตกใจกันไปถ้วนหน้า เมื่อมีพวกราชบุรุษจากราชสำนักมาปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้าน  พวกเขานำข่าวสารเร่งด่วนมาพร้อมกับท่อนไม้ตะเคียนกลมยาว 1 คืบ อันเป็นวัตถุแห่งปัญหา ครั้นแล้วจึงป่าวประกาศพระบรมราชโองการให้ชาวเมืองได้รับทราบว่า

        “ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคามทุกคนจงฟัง พระเจ้าวิเทหราช เจ้าเหนือหัวแห่งมิถิลานคร ใคร่จะทราบว่า ท่อนไม้ตะเคียนนี้ ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย ทั้งนี้ให้นำคำตอบกลับมาแจ้งแก่เราโดยเร่งด่วน ภายในระยะเวลาชั่ววันหนึ่งกับอีกคืนหนึ่ง อย่าให้เกินกว่านั้น มิเช่นนั้น จะต้องถูกปรับเป็นพินัยหลวงถึง 1000 กหาปณะ”
 

        ปัญหาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากบุคคลต้นคิดคืออาจารย์เสนกะเพื่อทดลองปัญญาของมโหสถโดยเฉพาะ  เป็นปัญหาที่ตั้งขึ้นอย่างมีเงื่อนไข คือถ้าแก้ไม่ได้ ก็จะต้องถูกปรับมากมายเดือดร้อนกันถ้วนหน้า แล้วมโหสถจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 14 กันยายน, 2552, 21:45:40 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 20




        จากตอนที่แล้ว  พระเจ้าวิเทหราชทรงยืนยันว่า ความเป็นบัณฑิตของมโหสถ ก็ปรากฏชัดเจนแล้วว่า เธอเป็นผู้มีปรีชาสามารถ คู่ควรแก่การยกย่องไว้ในฐานะราชบัณฑิตของเรา ทำไมจะต้องรอให้เนิ่นนานอีกเล่า

        อาจารย์เสนกะคิดว่า เราจะต้องประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด จึงทูลว่า   โบราณาจารย์ท่านกล่าวว่า กำลังม้าทราบได้ด้วยความเร็ว กำลังโคอาจทราบด้วยการบรรทุกสัมภาระ ส่วนกำลังแห่งบัณฑิตนั้น ย่อมทราบได้ด้วยการงาน  การจะวัดกำลังแห่งบัณฑิตนั้น อาจจะวินิจฉัยได้ด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ นั่นคือ ความรอบรู้ ความหลักแหลม และความคมคาย หากมโหสถเหมาะสมที่จะเป็นราชบัณฑิตจริง ก็จะต้องผ่านการทดสอบได้อย่างดี ดั่งทองชมพูนุท แม้จะผ่านการทดสอบด้วยวิธีใดๆ ก็ยังคงเป็นธาตุบริสุทธิ์

        พระเจ้าวิเทหราชทรงคล้อยตามคำของท่านเสนกะจึงตรัสว่า  หากจะทดลองให้มั่นใจเสียก่อน ก็ดีเหมือนกัน งั้นก็เป็นอันตกลงตามนั้น แล้วเราค่อยมาคิดปัญหาทดลองกันอีกที

        ดังนั้นในวันหนึ่ง พวกราชบุรุษก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม พร้อมกับท่อนไม้ตะเคียนกลมยาว 1 คืบที่กลึงมาอย่างดี โดยให้แก้ปัญหาว่า ท่อนไม้ตะเคียนนี้ ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย ให้ส่งคำตอบกลับมาภายในระยะเวลาชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง หากเกินกว่านั้น จะต้องถูกปรับเป็นเงิน 1000 กหาปณะ

        พระบรมราชโองการที่เหมือนจะคาดคั้นเอาคำตอบเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านปาจีนยวมัชฌคามตะวันออกทุกคนถึงกับตะลึงพรึงเพริด   เพราะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุมาก่อน ว่าพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์สิ่งใดกันแน่ ต่างคนก็ต่างคิดในใจว่า “พระราชาของเรานี่ ช่างแปลกเสียจริง พระองค์ทรงมีเหตุผลเช่นไร ถึงได้ตั้งโจทย์อะไรที่ยุ่งยากถึงเพียงนี้”  แม้คิดเห็นตรงกันเช่นนั้น แต่ก็หาได้มีใครกล้าขัดพระบรมราชโองการ เพราะต่างเกรงกลัวต่อพระราชอาชญาด้วยกันทั้งสิ้น จึงได้แต่น้อมรับพระบรมโองการไว้ด้วยความจงรักภักดี
 
        ขณะที่เริ่มประชุมปรึกษาหารือกัน ชายหนุ่มท่าทางใจร้อนคนหนึ่ง ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจว่า “ปัญหาที่ตั้งมานี้ไม่เข้าท่าเลย ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไมกัน”  ชายหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนกัน ก็กล่าวเสริมว่า “นั่นสิ  ยุ่งยากชะมัด ทำไมถึงต้องให้พวกเราตอบด้วย”

        ฝ่ายผู้เฒ่าเริ่มจะรำคาญ จึงปรามขึ้นว่า “ปัญหาว่า ‘ทำไมพวกเราจะต้องตอบ’  น่ะ เป็นปัญหาที่หาคำตอบไม่ได้ อย่าไปตั้งขึ้นมาอีกเลย เพียงแค่ปัญหาเดียวก็สิ้นปัญญาจะตอบอยู่แล้ว  ป่วยการเปล่าๆ เก็บปัญญาไว้คิดอ่านปัญหาเฉพาะหน้านี้กันเถิด”  ว่าแล้วก็หยิบไม้ตะเคียนท่อนนั้นส่งต่อกันไปเรื่อยๆ หลายคนพยายามลูบคลำไปมาหลายรอบ แต่ครั้นจนปัญญาก็ส่งต่อ และอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำว่า “เฮ้อ...ใครจะไปหยั่งรู้ได้ สองด้านก็กลมเท่ากันทั้งนั้น ลายไม้ก็เหมือนกัน ไม่เห็นจะต่างกันที่ตรงไหน”

        ชายชราลองแล้วลองอีก จนเริ่มท้อใจ ในที่สุดจึงเสนอว่า “หรือเราจะลองไปปรึกษาพ่อมโหสถบุตรของท่านสิริวัฒกะ ท่านทั้งหลายเห็นว่าอย่างไร”

        ทุกคนต่างเห็นด้วย ได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็ดีเหมือนกัน เพราะในถิ่นนี้ก็ไม่เห็นว่าใครจะมีปัญญาเกินพ่อมโหสถของเราไปได้ อย่างนั้นก็อย่าช้าเลย พวกเรารีบไปหาพ่อมโหสถกันเถอะ”    และแล้วบ้านของท่านสิริวัฒกเศรษฐี ก็กลายเป็นที่ประชุมของชาวบ้านที่พากันมาขอความช่วยเหลือจากมโหสถอย่างคับคั่ง ขณะนั้นมโหสถยังอยู่ในสนามเด็กเล่น มีเพียงท่านสิริวัฒกเศรษฐีผู้เป็นบิดา ที่กำลังนั่งรับฟังปัญหาเหล่านั้นด้วยความไม่สบายใจนัก 

        “ดูสิท่านเศรษฐี พระบรมราชโองการของเจ้าเหนือหัวแห่งชาวเรา พระองค์มิได้ทรงประกาศพระราชประสงค์ให้รู้เลย จู่ๆก็ทรงส่งปัญหาเป็นการด่วน หรือปรารถนาจะทดลองพ่อมโหสถของเราก็เป็นได้” ตัวแทนชาวบ้านเรียนปรึกษาท่านสิริวัฒกะ

        “ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์ก็น่าจะระบุมาเฉพาะพ่อมโหสถโดยตรงเท่านั้น มิใช่รึ” ท่านสิริวัฒกะแย้ง

        “ก็ไม่แน่หรอกนะท่าน บางทีอาจเป็นเพราะพระองค์ทรงพระกรุณาให้พวกเราได้ลับสมอง เป็นการลองใช้ปัญญากันบ้าง จึงได้ทรงบังคับมาจนถึงพวกเราด้วย” อีกฝ่ายกล่าวแย้ง

        “ที่ท่านว่ามาก็มีเหตุผล  ถ้าหากได้ใช้ปัญญาเสียบ้าง ก็จะเป็นการเพิ่มพูนปัญญาของตนให้ยิ่งขึ้นไป หาใช่เป็นการตัดรอนปัญญาไม่” ท่านสิริวัฒกะพอใจในคำตอบที่ได้รับ 

        จากนั้นจึงได้กล่าวต่อว่า “การได้คิดได้อ่านเป็นการลับสติปัญญาได้ทางหนึ่ง ฉะนั้นความเติบโตของปัญญาอยู่ที่ใช้ปัญญาอย่างเหมาะสมตามทางที่ควร” 

        “จะมาหาปัญญาอะไรกับพวกเรา ซึ่งมีความรู้แค่เพียงการไถการหว่าน ทำการงานไปตามประสาของตน”  เสียงชาวบ้านบ่นไม่หยุด

        “เอาเถอะ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามทีเถิด อย่าได้ถือเป็นประมาณนักเลย แต่เมื่อใดได้ลองฝึกลองหัดพินิจพิเคราะห์กันเสียบ้าง ก็เป็นวิธีที่จะกระตุ้นความคิดความอ่านได้ไม่มากก็น้อย” ท่านสิริวัฒกะให้เหตุผล

        “ใช่ๆ” หลายคนขานรับแสดงว่าเห็นด้วยแล้วก็ถามกลับว่า “แล้วท่านเศรษฐีคิดหาคำตอบได้แล้วหรือยังละ”

        ท่านเศรษฐีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยอมรับว่า “แม้ข้าพเจ้าเองก็ตกอยู่ในฐานะเดียวกันกับพวกท่านนั่นละ ยังไม่อาจจะตอบให้ชัดเจนได้ดอก”

        “ท่านเศรษฐี ข้าว่าเรื่องนี้ พ่อมโหสถของเราจะต้องรู้แน่ ท่านโปรดให้คนไปตามมาเถิด”

        สิริวัฒกะเศรษฐีไม่รอช้า รีบให้คนไปตามมโหสถมาทันที เพียงชั่วครู่หนึ่ง มโหสถกุมารพร้อมด้วยเหล่าสหายก็มาถึง มโหสถกุมารเข้าไปใกล้บิดา น้อมไหว้ด้วยเคารพ แล้วเอ่ยถามว่า  “ท่านพ่อให้คนไปตามกระผมมา ด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ”

        “เจ้าจงดูนี่ซิลูกรัก” สิริวัฒกะเศรษฐีกล่าว พลางยื่นท่อนไม้ตะเคียนคืบหนึ่งส่งให้มโหสถดู

        “พระราชาทรงมีพระบรมราชโองการมา ให้พวกเราพิจารณาท่อนไม้นี้ว่า ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย แม้นไม่รู้จะทรงปรับสินไหม 1000 กหาปณะ เราทุกคนในที่นี้ ต่างจนปัญญาไปตามๆกัน ยังไม่อาจจะชี้ได้เลย ว่าทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย ลูกพอจะรู้ได้ไหมล่ะ” ปัญหาใหม่ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวบ้านได้มาถึงมโหสถแล้ว ส่วนว่าท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: