Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กรกฎาคม, 2561, 21:33:31

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง มโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  (อ่าน 59086 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:22:44 »



ทศชาติชาดก เรื่องมโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี


ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 1





        เราได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระชาติที่สำคัญๆ มาแล้ว  4 พระชาติ คือ
 
        ชาติที่ทรงเกิดเป็นพระเตมียราช ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ที่ท่านระลึกชาติได้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย รู้ว่าทรงเคยตกอุสสุทนรกมายาวนาน จึงทรงแกล้งทำเป็นใบ้เพื่อให้ได้ออกบวช
 
        ชาติที่ทรงเกิดเป็นพระมหาชนกราช ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ที่ท่านขนสินค้าขึ้นเรือเพื่อไปค้าขายทางทะเล เมื่อเรือล่มท่านต้องว่ายน้ำอยู่ในทะเลถึง 7 วัน ในที่สุดก็ได้ครองราชย์ และได้ข้อคิดจากต้นมะม่วงสองต้นกระทั่งได้ทรงออกผนวชในตอนสุดท้าย
 
        ชาติที่เกิดเป็นสุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ที่ท่านมีบิดามารดาเป็นฤษีและฤษิณี ในชาตินี้ท่านเจริญเมตตาต่อคนและสัตว์ทั้งหลาย แม้จะถูกพระเจ้าปิลยักขราชยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษก็ไม่โกรธเคือง และได้ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาผู้ตาบอดทั้งสองท่านอยู่ในป่าจนตลอดชีวิต

        และชาติทรงเกิดเป็นพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี ที่ทรงอธิษฐานจิตว่า เมื่อผมเริ่มหงอกก็จะออกบวชเมื่อทันที ต่อมาเมื่อทรงเห็นเส้นพระเกศาหงอกแค่เส้นเดียวก็เสด็จออกผนวช แล้วก็ทรงอธิษฐานจิตให้วงศ์กษัตริย์ของท่านออกบวชตามทุกพระองค์ ซึ่งก็ได้เป็นไปตามนั้น
 
        ส่วนในพระชาติที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นพระชาติที่ท่านทรงใช้ดวงปัญญาอย่างมากที่สุดในการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคแห่งชีวิต  อันเกิดจากความริษยาของคนพาลในคราบแห่งบัณฑิต แก้ไขปัญหาของผู้คน และพัฒนาประเทศชาติให้รุ่งเรือง ในชาตินี้ท่านได้เกิดเป็นมโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ซึ่งปัญญาบารมีนี้ มีลักษณะเป็นความสว่างไสว ที่ขจัดความมืดมิดในใจคนที่หลงเพราะโมหะเข้ามาครอบงำปิดบัง ให้เกิดความสว่างขึ้น ทำให้ผู้คนสามารถปรับระบบความคิด คำพูดและการกระทำได้สมบูรณ์ขึ้น

        ดวงตะวันแม้จะเป็นเจ้าแห่งดวงดาวที่สว่างที่สุด  สามารถส่องโลกและจักรวาลให้สว่างไสวได้ แต่ก็ยังมีมุมมืดที่ดวงตะวันส่องไปไม่ถึง และไม่สามารถส่องหนทางดำเนินชีวิตให้กับผู้คนได้ แต่ปัญญานั้นเป็นแสงสว่างส่องทางดำเนินชีวิต ให้เราสามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้องดีงาม

        แสงสว่างแห่งปัญญานั้น มีความสว่างที่ไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถส่องถึงทุกที่ไม่มีสิ่งใดปิดบังได้ สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นัตถิ ปัญญาสมา อาภา ซึ่งแปลว่า แสงสว่างที่จะเสมอด้วยปัญญาไม่มี

        ส่วนอกุศลธรรมที่ทำปัญญาให้อ่อนกำลังนั้น คือ โมหะ ความหลงที่อยู่ในใจของผู้คน เมื่อความหลงไม่รู้จริงเข้ายึดครองจิตใจผู้ใด ย่อมทำให้เขาผู้นั้นเป็นคนที่ขาดเหตุผล จะแก้ไขได้ด้วยการหาปัญญาเข้ามาส่องสว่าง ให้รู้เท่าทันสรรพสิ่งตามความเป็นจริง

ปัญญาของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง คือ 
 
ทางที่ ๑.
ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน การจดจำทำบันทึก โดยศึกษาจากท่านผู้รู้ทั้งหลาย เรียกว่า สุตมยปัญญา จัดเป็นปัญญาประเภทรู้จำ

ทางที่ ๒.
ปัญญาที่เกิดจากการคิด การศึกษาโดยทำวิจัย การพินิจพิจารณา ไตร่ตรองด้วยสติปัญญาของตน เรียกว่า จินตมยปัญญา จัดเป็นปัญญาประเภทรู้จริง

ทางที่ ๓.
ปัญญาที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากแสงสว่างภายใน มาจากท่านผู้รู้ภายใน เรียกว่า ภาวนามยปัญญา  จัดเป็นปัญญาประเภทรู้แจ้ง

การที่เราจะเพิ่มพูนปัญญาบารมีของเราให้เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วนั้น ขั้นต้นจะต้องแสวงหาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริง และทำได้จริงให้พบเสียก่อน โดยไม่เลือกว่าท่านจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ฐานะเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาจะเป็นเช่นไร

        การแสวงหาปัญญานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตของเราในชาตินี้จนตลอดชีวิต และยังมีผลส่งต่อไปในภพชาติเบื้องหน้าอีกยาวไกล จึงควรหาอาจารย์ที่ดีๆ ที่ท่านมีคุณธรรม มีคุณวิเศษให้พบ เมื่อพบแล้วก็ต้องฟังคำสอน ไตร่ตรองคำสอนของท่าน แล้วทุ่มเทฝึกฝน ทำให้ได้อย่างอาจารย์

        การเพิ่มพูนปัญญาบารมีให้เต็มนั้น อุปมาเหมือนกับ พระภิกษุที่ออกบิณฑบาตโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะสูง ต่ำ หรือปานกลาง ฉันใด พระโพธิสัตว์ก็มีปกติอัธยาศัยไต่ถามผู้รู้  ฉันนั้น

        วันนี้เรามาศึกษาประวัติการสร้างบารมีในพระชาติที่สำคัญอีกชาติหนึ่ง ที่พระองค์ทรงมีปัญญาเฉียบแหลมและลึกซึ้ง แม้ครั้งพระองค์ยังเป็นเด็กน้อยอยู่แต่ก็มีปัญญาไม่ด้อยไปกว่ามหาบัณฑิตของพระราชาทั้ง ๔ ท่าน ซึ่งถือว่ามีปัญญาสูงสุดของพระนคร

        ดังเรื่องของมโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี ที่ใช้ปัญญาในทางสร้างสรรค์พระนครให้สง่างาม และช่วยตัดสินคดีความได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ทำให้ชนทั้งหลายได้รับความสงบร่มเย็นดังเรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้

        ณ  โรงธรรมสภาภายในพระเชตวันมหาวิหาร  อันเป็นสถานที่ประชุมกัน เพื่อฟังพระธรรมเทศนาของเหล่าพุทธบริษัทผู้ใฝ่แสวงหาความเจริญทั้งหลาย   ในยามนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย แม้ภิกษุสงฆ์บางส่วนจะได้ทยอยลุกจากอาสนะ แยกย้ายกลับไปบำเพ็ญสมณธรรมกันบ้างแล้ว แต่ทว่าภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่ยังคงนั่งสนทนาธรรมกันต่อ ต่างพากันกล่าวสรรเสริญพระปัญญาบารมีของพระพุทธองค์อยู่ด้วยความรื่นเริงใจ

        “อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีภาคเจ้าของเรา ช่างเป็นผู้มีพระปัญญามากเหลือเกิน ทั้งลึกซึ้งกว้างขวางประดุจแผ่นดิน แหลมคม ว่องไว อย่างยากที่จะหาผู้ใดเปรียบได้” พระมหาเถระรูปหนึ่งกล่าวขึ้น 
 
        “ก็จริงอย่างนั้นซิ ท่านผู้มีอายุ ไม่ใช่อานุภาพแห่งปัญญาของพระองค์ดอกหรือ ที่ทำให้ชนผู้เป็นมิจฉาทิฐิ อย่างเช่น กูฏทันตพราหมณ์(กู- ตะ-ทัน-ตะ-พราม)  อาฬวกยักษ์ พกพรหม(พะ-กะ-พรม) หรือแม้แต่โจรองคุลีมาลผู้เหี้ยมโหด สิ้นพยศ ทั้งยังทรงให้เขาเข้าถึงหนทางแห่งสวรรค์และพระนิพพาน” พระเถระอีกรูปหนึ่งกล่าวรับรองเป็นทำนองเห็นด้วย

        ขณะนั้นพระผู้มีภาคเจ้า ทรงประทับผ่อนคลายพระอิริยาบถอยู่ภายในพระคันธกุฎี ในที่ไม่ไกลจากโรงธรรมสภานัก ทรงสดับถ้อยสนทนาของเหล่าภิกษุด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตธาตุของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย จึงเสด็จมายังโรงธรรมสภา  ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวายแล้ว ได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นด้วยพระสุรเสียงก้องกังวาน เต็มเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาว่า  “ภิกษุทั้งหลาย เธอกำลังประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร”

        ครั้นสิ้นพระดำรัส พระมหาเถระรูปหนึ่ง ได้รับอาสาเป็นตัวแทนกราบทูลเรื่องที่หมู่สงฆ์กำลังสนทนาค้างอยู่ให้ทรงทราบ

        พระบรมศาสดาครั้นทรงสดับคำสนทนาของภิกษุทั้งหลายแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในกาลนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญามาก แม้ในอดีตกาล ครั้งที่ญาณยังไม่แก่กล้า ยังอยู่ในระหว่างบำเพ็ญบุรพจริยา เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณอยู่ ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญามากเช่นกัน”
 
        ตรัสดังนี้แล้วพระพุทธองค์ก็ประทับนิ่งอยู่ ภิกษุทั้งหลายเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฟังเรื่องราวโดยพิสดาร จึงกราบทูลอาราธนาพระองค์ให้ทรงเล่าถึงบุรพจริยาในครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตชาติมาตรัสเล่า ส่วนว่า เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 09 กันยายน, 2552, 08:16:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 2



        ตอนที่แล้ว ได้เกริ่นเข้าสู่เรื่องมโหสถบัณฑิต ว่าการแสวงหาปัญญานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตของเรา และยังมีผลส่งต่อไปในชาติหน้าอีกยาวไกล จึงควรหาอาจารย์ดีๆ ที่ท่านมีคุณธรรม มีคุณวิเศษให้พบ เมื่อพบแล้วก็ต้องฟังคำสอน ไตร่ตรองคำสอนของท่าน แล้วก็ฝึกฝนทำให้ได้อย่างท่าน

        การเพิ่มพูนปัญญาบารมีนั้น อุปมาดัง พระภิกษุที่ออกบิณฑบาตโดยไม่เลือกชนชั้นว่าสูง หรือต่ำ  ฉันใด พระโพธิสัตว์ก็มีอัธยาศัยไต่ถามผู้รู้  ฉันนั้น หลังจากนั้น ก็ได้เริ่มเข้าสู่เรื่องว่า คราวหนึ่ง ได้มีหมู่ภิกษุสนทนาธรรมอยู่ ในธรรมสภาภายในพระเชตวันมหาวิหาร  ขณะกล่าวสรรเสริญพระปัญญาของพระพุทธองค์อยู่นั้น

        พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ภายในพระคันธกุฎี ได้สดับคำสนทนาของเหล่าภิกษุด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ จึงเสด็จมายังโรงธรรมสภา  ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวายแล้ว ได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า  “ภิกษุทั้งหลาย เธอกำลังประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร”

        พระบรมศาสดาครั้นทรงสดับคำสนทนาของภิกษุทั้งหลายแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในกาลนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญามาก แม้ในอดีตกาล ครั้งที่ญาณยังไม่แก่กล้า ยังอยู่ในระหว่างบำเพ็ญบุรพจริยา เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณอยู่ ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญามากเช่นกัน”   ตรัสดังนี้แล้วพระพุทธองค์ก็ประทับนิ่ง ภิกษุทั้งหลายเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฟังเรื่องราวโดยพิสดาร จึงกราบทูลอาราธนาพระองค์ให้ทรงเล่าถึงบุรพจริยาในครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตชาติมาตรัสเล่า  มีเรื่องราวดังจะกล่าวต่อไปนี้
 

        บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ควรแก่การสถาปนาเป็นมหาอาณาจักร   ณ ผืนแผ่นดินนี้เอง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งวิเทหรัฐอันรุ่งเรือง ราชธานีมีนามว่า มิถิลานคร เป็นมหานครอันคับคั่งด้วยชาวประชา  คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ซึ่งเดินทางผ่านไปมาเพื่อประกอบการค้าขายมิได้ขาด อาคารบ้านเรือน ปราสาทราชฐานก็ล้วนงดงามอลังการราวทิพวิมานในเทวโลก  เจ้าเหนือหัวผู้เป็นจอมราชาแห่งแคว้นวิเทหรัฐ สถิตเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช
 

        ท้าวเธอทรงโปรดให้แต่งตั้งปุโรหิตาจารย์ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ดำรงไว้ในฐานะปวงปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนักถึง ๔ ท่าน มีนามตามลำดับอาวุโส คือ อาจารย์เสนกะ อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะ    ด้วยเหตุนี้เอง นับแต่พระองค์ทรงครองสิริราชบัลลังก์เป็นต้นมา วิเทหรัฐจึงสงบร่มเย็น ปราศจากภัยพาลทั้งภายในและภายนอก ทั้งยังเจริญรุ่งเรืองรุดหน้า มิเป็นสองรองแคว้นใด     แต่ถึงกระนั้น ท้าวเธอก็ยังทรงใฝ่หานักปราชญ์บัณฑิตผู้มีปัญญาสามารถ ไว้ช่วยกันทำนุบำรุงแว่นแคว้นของพระองค์ให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปตลอดเวลา
 

        กระทั่งราตรีกาลวันหนึ่ง จวนเวลาใกล้รุ่ง พระเจ้าวิเทหราชเสด็จบรรทมเหนือพระแท่นไสยาสน์ ทรงพระสุบินนิมิตน่าพิศวงว่า ที่มุมพระลานหลวงทั้งสี่ทิศ มีกองเพลิง ๔ กองลุกโชติช่วง มีเปลวยอดสูงเทียมกำแพงเมือง   แต่แล้วก็มีกองเพลิงอีกกองหนึ่ง ผุดพลุ่งขึ้นท่ามกลางกองเพลิงทั้งสี่นั้น แรกทีเดียวเป็นเพียงจุดเล็กสว่างประมาณเท่าหิ่งห้อยเท่านั้น แต่ไม่ช้าก็กลับฉายแสงพวยพุ่งขึ้น ลุกโพลงจนกลบความสว่างของกองเพลิงที่มุมพระลานทั้งสี่ไปเสียสิ้น    แสงนั้นพลันเจิดจ้าไปทั่วจักรวาล กระจ่างยิ่งกว่าแสงแห่งดวงดาวและแสงอาทิตย์ แผ่ไพศาลไปจรดถึงพรหมโลก แต่กลับเป็นแสงที่เย็นฉ่ำนวลตาประดุจแสงจันทร์
 

        บรรดาเทพยดาและเหล่ามนุษย์ที่สัญจรไปมา พากันมาแวดล้อมอยู่รอบกองเพลิงนั้น ราวกับว่ามิได้รับความร้อนจากกองเพลิงนั้นเลยแม้แต่น้อย ต่างก็พร้อมใจกันนำช่อบุปผชาติและสุคันธชาติส่งกลิ่นหอมนานาพันธุ์มาสักการะบูชากองเพลิงนั้นด้วยความรื่นเริงยินดี
 

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสะดุ้งตกพระทัยตื่นบรรทม ประทับนั่งเหนือพระแท่น พระพักตร์อาบชุ่มไปด้วยผุดแห่งพระเสโท    ทรงรำพึงถึงพระสุบินที่เพิ่งผ่านพ้นเมื่อสักครู่ ก็ยิ่งให้ทรงประหวั่นพรั่นพรึง ประทับอยู่ด้วยพระหทัยอันเต็มไปด้วยความกังขา เกรงว่าจะเป็นนิมิตร้าย บ่งถึงอันตรายที่จักบังเกิดแก่แว่นแคว้นหรือพระราชบัลลังก์ของพระองค์     ครั้นรุ่งเช้า เหล่าปุโรหิตาจารย์ทั้งสี่ นำโดยท่านอาจารย์เสนกะ ก็พากันมาเข้าเฝ้าถวายบังคมเช่นทุกวัน
 

        ท่านเสนกะชำเลืองแลพระพักตร์ของพระเจ้าวิเทหราช ก็สังเกตเห็นท้าวเธอมีพระพักตร์หมองหม่น เหมือนทรงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นกำลัง
  จึงถือโอกาสทูลถามถึงความสุขในการบรรทมว่า “ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงบริหารพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวง เพื่อความสงบร่มเย็นของเหล่าประชาราษฏร์ ข้าพระบาทใคร่ทูลถามพระองค์ว่า พระองค์ทรงพระบรรทมเป็นสุข ดีหรือไฉน พระพุทธเจ้าข้า”
 

        “ท่านอาจารย์ เราจะหลับอย่างมีความสุขได้แต่ที่ไหนเล่า”  ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงเล่าถึงพระสุบินนิมิตนั้น พร้อมกับรับสั่งถามด้วยความข้องพระหฤทัยว่า  “ท่านอาจารย์ เราฝันเรื่องฟืนเรื่องไฟ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก จะดีร้ายประการใด ขอท่านจงช่วยทำนายทีเถิด”
 

        ท่านเสนกะรับทราบเหตุตามที่ทรงเล่าแล้ว ก็พิเคราะห์ลักษณะพระสุบินอย่างถี่ถ้วน เล็งดูดวงชะตาของพระองค์และดวงชะตาเมือง ก็เห็นต้องด้วยลักษณะแห่งศุภนิมิต    จึงได้กราบทูลว่า  “ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดหวั่นพระหฤทัยไปเลยพระเจ้าข้า พระสุบินนิมิตนั้นเป็นมหามงคล หาได้มีภัยอันตรายใดๆ มาพ้องพานพระองค์ และพระราชอาณาจักรของพระองค์แต่อย่างใดเลย พระเจ้าข้า”
 

        พระเจ้าวิเทหราช ทรงเร่งรับสั่งถามด้วยความกังวลพระหฤทัยว่า  “เป็นเช่นนั้นหรือท่านอาจารย์ ที่ท่านว่าความฝันของเราเป็นมงคลน่ะ ท่านจงตรวจดูให้ถ้วนถี่อีกทีซิ  อย่าให้ผิดพลาดได้ แล้วจงแถลงความข้อนั้นมาโดยละเอียดเถิด”
 

        อาจารย์เสนกะไม่รอช้า รีบตรวจดูอีกทีอย่างถี่ถ้วน โดยมีปุโรหิตาจารย์อีก ๓ คนคอยเชียร์อยู่ข้างๆ ว่า “ตรวจให้ดีนะท่านเสนกะ ดูพระเจ้าอยู่หัวของเราจะทรงกังวลไม่น้อยเลย” ส่วนว่า เมื่ออาจารย์เสนกะได้ตรวจดูอีกครั้งแล้วจะกราบทูลรายงานอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 09 กันยายน, 2552, 08:17:23 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 3



        จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งวิเทหรัฐอันรุ่งเรือง ราชธานีมีนามว่า มิถิลานคร เป็นมหานครอันคับคั่งด้วยชาวประชา คลาคล่ำไปด้วยผู้คนซึ่งเดินทางผ่านไปมาเพื่อประกอบการค้าขายมิได้ขาด

        เจ้าเหนือหัวผู้เป็นจอมราชาแห่งแคว้นวิเทหรัฐ ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช ท้าวเธอทรงมีราชบัณฑิตประจำราชสำนักถึง ๔ ท่าน มีนามตามลำดับอาวุโส คือ อาจารย์เสนกะ อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะ จึงทำให้วิเทหรัฐสงบร่มเย็นและรุ่งเรืองเรื่อยมา   จนกระทั่งในคืนวันหนึ่ง เวลาใกล้รุ่ง พระเจ้าวิเทหราชขณะบรรทมเหนือพระแท่นไสยาสน์ ทรงพระสุบินนิมิตว่า ที่มุมพระลานหลวงทั้งสี่ทิศ มีกองเพลิง ๔ กองลุกโชติช่วง แต่แล้วก็มีกองเพลิงอีกกองหนึ่ง ผุดขึ้นท่ามกลางกองเพลิงทั้งสี่นั้น ลุกโพลงจนกลบความสว่างของกองเพลิงทั้งสี่ไปเสียสิ้น แสงนั้นพลันเจิดจ้าไปทั่วจักรวาล กระจ่างยิ่งกว่าแสงแห่งดวงดาวและแสงอาทิตย์ แผ่ไพศาลไปจรดถึงพรหมโลก แต่กลับเป็นแสงที่เย็นฉ่ำนวลตาประดุจแสงจันทร์ ปวงเทพเทวาและเหล่ามนุษย์ที่สัญจรไปมา พากันมาแวดล้อมอยู่รอบกองเพลิง ต่างพร้อมใจกันสักการบูชากองเพลิงนั้น

        ครั้นรุ่งเช้า เหล่าปุโรหิตาจารย์ทั้งสี่ นำโดยท่านอาจารย์เสนกะ ก็พากันมาเข้าเฝ้าถวายบังคม พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงเล่าถึงพระสุบินนิมิตนั้น พร้อมกับรับสั่งถามด้วยความข้องพระหฤทัยว่า  “ท่านอาจารย์ เราฝันน่ากลัวยิ่งนัก จะดีร้ายประการใด ขอท่านจงช่วยตรวจดูให้ถี่ถ้วนทีเถิด”

        ท่านเสนกะรับทราบเหตุตามที่ทรงเล่าแล้ว ก็พิเคราะห์ลักษณะพระสุบินอย่างถี่ถ้วน เล็งดูดวงชะตาของพระองค์และดวงชะตาเมือง ก็เห็นต้องด้วยลักษณะแห่งศุภนิมิต จึงได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ พระองค์ผู้สมมุติเทพ ธรรมดาเปลวเพลิงเป็นของร้อน ย่อมแผดเผาสรรพสิ่งให้กลายเป็นจุณ   แต่เปลวเพลิงที่พระองค์ตรัสเล่ามา หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ และเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่เปลวเพลิงนั้นสว่างไสวแต่กลับชุ่มเย็น มิได้เบียดเบียนผู้ใดเลยแม้เพียงปลายเส้นขน    เมื่อเป็นดังนี้ พระสุบินนิมิตที่ปรากฏ จึงมิใช่นิมิตร้าย ตรงกันข้าม กลับเป็นมหามงคลนิมิต ที่ปรากฏขึ้นเฉพาะพระองค์เพียงผู้เดียว พระเจ้าข้า”
 

        “ท่านอาจารย์ ก็แล้วกองเพลิงนั่น หมายถึงอะไรกันเล่า” ตรัสแล้วก็ทรงนิ่งเพื่อรอคอยคำตอบจากท่านเสนกะ
 

        ท่านเสนกะกราบทูลยืนยันตามที่ได้ร่ำเรียนมาว่า“ขอถวายพระพร กองเพลิงเหล่านั้น เป็นศุภนิมิต หมายเอาบุคคลผู้ทรงปรีชาญาณ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ ผู้สามารถปรนนิบัติบำรุงตามพระราชประสงค์ เพื่อเฉลิมพระบารมีของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ไพศาลยิ่งขึ้นไป พระเจ้าข้า”
 

        “ถ้าเช่นนั้น กองเพลิงใหญ่ที่ผุดพลุ่งขึ้น ท่ามกลางกองเพลิงทั้ง ๔ นั้น คืออะไร และจักมีความวิเศษอย่างไร ขอท่านจงแจกแจงมาเถิด”
 

        “ขอเดชะ ข้าพระองค์เห็นด้วยเกล้าว่า กองเพลิงใหญ่ ๔ กองนั้น เป็นนิมิตหมาย ระบุถึงพวกข้าพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ มิใช่ใครอื่นเป็นแน่แท้ แต่กองเพลิงที่สว่างเพียงแสงหิ่งห้อย แต่ภายหลังกลับขยายครอบคลุมกองเพลิงทั้ง ๔ นั้น เป็นนิมิตหมายว่า อีกไม่นานนัก จักมีบัณฑิตผู้อุดมด้วยปัญญาธิคุณ มีปรีชาญาณล่วงพ้นพวกข้าพระองค์ทั้ง ๔ เขาจักได้มาสู่พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ตั้งแต่วัยเยาว์  ครั้นมาแล้ว เขาผู้นั้น จักเป็นที่เคารพบูชาของมหาชน หาผู้เสมอเหมือนมิได้ พระพุทธเจ้าข้า”
 

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงมีพระหฤทัยเต็มตื้นไปด้วยความปีติปราโมทย์ รับสั่งถามว่า“ก็แล้วบัณฑิตผู้นั้น บัดนี้อยู่ ณ ที่แห่งใด ท่านพอจะบอกเราได้หรือไม่”
 
 
        ท่านเสนกะนิ่งตรวจดูทิศอันเป็นมงคลอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยกำลังคำนวณตามพยากรณ์ศาสตร์ที่ตนได้ร่ำเรียนมา ไม่ช้าก็กราบทูลทำนายประหนึ่งเห็นด้วยตาทิพย์ว่า“วันนี้เป็นวันที่บัณฑิตนั้นถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา หรือมิฉะนั้นก็คงเป็นวันที่เขาคลอดจากครรภ์มารดา พระเจ้าข้า”
 

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำทำนายของท่านเสนกะแล้ว ก็ทรงโสมนัสพระหฤทัยเป็นล้นพ้น เพราะเหตุที่ทรงใฝ่หาบัณฑิตคู่พระบารมีมาเนิ่นนาน พระองค์จึงได้กำหนดถ้อยคำทำนายของท่านเสนกะไว้แม่นมั่นในพระหฤทัยประหนึ่งรอยจารึกบนแผ่นศิลา   จำเดิมแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์จึงเฝ้าเพียรปรารภถึงบัณฑิตผู้นั้นกับท่านเสนกะอยู่บ่อยครั้งไม่เว้นวาง แต่เมื่อกาลยังมาไม่ถึง พระองค์จึงได้แต่ทรงรอคอย จนกาลล่วงเลยไปนานถึง ๗ ปี

        กล่าวถึงหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม (ปา-จีน-ยะ-วะ-มัช-ชะ-คาม) อันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ ได้มีมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งนามว่า สิริวัฒกะ (สิ-ริ-วัฑ-ฒะ-กะ) ภรรยาของเศรษฐีชื่อว่า สุมนาเทวี ทั้งสองอยู่ร่วมกันมานานแรมปี
 

        ในวันที่พระราชาทรงพระสุบินแปลกประหลาดนั้นเอง นางได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองทา อีกทั้งในเวลาที่ทารกนั้นคลอดจากครรภ์มารดา ความทุกข์มิได้มีแก่นางสุมนาเทวีเลยแม้เพียงน้อยนิด  เพราะทารกคลอดออกมาง่ายดาย ดุจหลั่งน้ำออกจากเครื่องกรองน้ำ
 

        ยิ่งกว่านั้น ในมือข้างหนึ่งของทารกน้อยยังกำแท่งโอสถแท่งหนึ่ง ซึ่งเป็นยาทรงสรรพคุณวิเศษติดมาด้วยเป็นที่น่าอัศจรรย์ นางสุมนาเทวีผู้เป็นมารดาเห็นแท่งโอสถในมือของกุมารนั้น ก็เกิดความฉงนจึงพูดเปรยเป็นทำนองถามขึ้นว่า “ลูกได้อะไรมา”
 

 
        กุมารนั้นก็ตอบมารดาทันทีว่า “โอสถจ๊ะแม่” แล้ววางทิพโอสถในมือของมารดา กล่าวว่า “แม่จ๋า แม่จงให้โอสถนี้แก่เหล่าคนไข้  ที่เจ็บป่วยด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด”
 

        ครั้นได้ยินเสียงกุมารนั้นกล่าวตอบ นางสุมนาเทวีก็แทบไม่เชื่อหูของตน จึงได้บอกเรื่องนี้ให้แก่ท่านสิริวัฒกะผู้เป็นสามีทราบ  ทั้งสองดำริกันว่า ชะรอยลูกของเราจักเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก คิดดังนี้แล้ว ก็ยิ่งบังเกิดความร่าเริงยินดี

        สิริวัฒกเศรษฐีซึ่งป่วยเป็นโรคปวดศีรษะมานานถึง ๗ ปี ปรารถนาจะทดลองรักษาด้วยแท่งโอสถนั้น จึงได้นำแท่งโอสถฝนที่หินบด แล้วชโลมตรงหน้าผาก   ทันทีที่เนื้อยาอาบทั่วบริเวณ ฤทธิ์ยาก็แผ่ซ่านเข้าสู่ภายในศีรษะ แทรกซึมเข้าเส้นประสาททั่วทุกอณูเนื้อ โรคปวดศีรษะที่เรื้อรังมานานก็หายขาดเป็นปลิดทิ้ง ในชั่วครู่เดียว ดุจหยดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัวฉะนั้น

        เมื่อข่าวความวิเศษของแท่งโอสถนั้นเลื่องลือไปไกล  บรรดาชาวบ้านที่ทราบข่าว ต่างแห่แหนกันมาขอยาวิเศษจากเศรษฐีไปรักษา แล้วก็หายป่วยไข้กันถ้วนหน้า  เพราะอานุภาพของโอสถที่กุมารนั้นนำมาเป็นเหตุ ท่านสิริวัฒกเศรษฐีจึงได้ขนานนามบุตรชายของตนว่า มโหสถกุมาร แปลว่า ผู้มีแท่งโอสถอันมีอุปการะมากแก่มหาชน 

        มโหสถกุมารนั้น ท่านเริ่มฉายแววแห่งความเป็นบัณฑิตมาตั้งแต่เกิด  คือ พอเกิดมาปุ๊บก็พูดได้ทันที ถือได้ว่ามีความเป็นอัจฉริยะเหนือทารกทั้งหลาย ส่วนว่า ความเป็นบัณฑิตของท่านจะมีความพิเศษพิศดารอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 09 กันยายน, 2552, 22:03:01 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 4





        จากตอนที่แล้ว ท่านเสนกะได้กราบทูลทำนายพระสุบินถวายแด่พระเจ้าวิเทหราชว่า  “กองเพลิงในพระสุบินนั้นเป็นเพลิงที่ชุ่มเย็น มิได้เบียดเบียนผู้ใด จึงมิใช่นิมิตร้าย แต่กองเพลิงเหล่านั้น  หมายเอาบุคคลผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ ผู้สามารถบำรุงพระองค์ตามพระราชประสงค์   กองเพลิงทั้ง ๔ นั้น เป็นนิมิตระบุถึงข้าพระองค์ทั้ง ๔  แต่กองเพลิงที่สว่างเพียงแสงหิ่งห้อย แต่ภายหลังกลับขยายครอบคลุมกองเพลิงทั้ง ๔ นั้น เป็นนิมิตหมายว่า จะมีบัณฑิตผู้อุดมด้วยปัญญาธิคุณล่วงพ้นพวกข้าพระองค์ทั้ง ๔ เขาจะมาบำรุงพระองค์ตั้งแต่วัยเยาว์  เขาจะเป็นที่เคารพบูชาของมหาชน

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงมีพระหฤทัยเต็มตื้นไปด้วยความปีติปราโมทย์ รับสั่งถามว่า บัณฑิตผู้นั้น บัดนี้เขาอยู่ที่ไหน พอจะบอกเราได้หรือไม่ ท่านเสนกะตรวจดูแล้วก็กราบทูลว่าบัณฑิตนั้นเห็นจะถือปฏิสนธิในครรภ์มารดาในวันนี้ หรือมิฉะนั้นก็คงเป็นวันที่เขาคลอด

        ในวันที่พระราชาทรงพระสุบินประหลาดนั้นเอง นางสุมนาเทวีภรรยาของสิริวัฒกเศรษฐีก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย ผู้ซึ่งคลอดออกมาพร้อมกับกำแท่งโอสถมาด้วย ผู้เป็นมารดาจึงถามว่า ลูกได้อะไรมา กุมารนั้นสามารถพูดได้ โดยตอบมารดาว่า โอสถจ้ะแม่ แล้ววางโอสถไว้ในมือของมารดา
 

        สิริวัฒกเศรษฐีซึ่งเป็นโรคปวดศีรษะมานาน ได้นำแท่งโอสถฝนที่หินบด แล้วชโลมที่หน้าผาก โรคปวดศีรษะที่เรื้อรังมานานก็หายขาดในทันที เมื่อชาวบ้านที่ป่วยไข้ทราบข่าว จึงพากันมาทดลองรักษาด้วยยานั้น ต่างก็หายป่วยไข้กันถ้วนหน้า ท่านเศรษฐีจึงได้ตั้งชื่อกุมารนั้นว่า มโหสถกุมาร
 
        ท่านสิริวัฒกเศรษฐีได้เห็นอานุภาพของมโหสถกุมารบุตรชายของตนแล้ว เกิดความคิดขึ้นว่า “โอ ลูกของเราช่างมีบุญมากจริงหนอ ธรรมดาว่าผู้มีบุญญาธิการเช่นนี้ จะไม่เกิดมาเพียงลำพังผู้เดียว แต่จะต้องมีบริวารผู้มีบุญติดตามมาเป็นแน่”

        คิดดังนี้แล้ว จึงได้ใช้ให้ชนผู้เป็นบริวารไปเที่ยวสืบเสาะหาดู เพื่อให้แน่ใจว่า มีทารกคลอดในวันเดียวกันกับบุตรของตนบ้างหรือไม่   ในที่สุด เหล่าบริวารก็ได้กลับมารายงานว่า  มีทารกถือกำเนิดในตระกูลของอนุเศรษฐีในวันเดียวกันถึง ๑ พันคนอย่างน่าอัศจรรย์

        ท่านเศรษฐีได้ทราบดังนั้นก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก คิดอยากจะได้กุมารเหล่านั้นมาเป็นเพื่อนเล่นกับมโหสถ จึงได้จัดส่งของกำนัลเป็นอาภรณ์และเครื่องประดับอย่างดีเลิศ ทั้งยังได้มอบนางนมให้ดูแลกุมารน้อยๆ เหล่านั้นอีกคนละนาง

        มโหสถกุมารค่อยๆเจริญวัยขึ้นตามลำดับ โดยมีสหายกุมารพันคนรายล้อมรอบข้าง เป็นทั้งเพื่อนเล่นและบริวารติดตามไปทุกหนแห่ง  จวบจนอายุได้ ๗ ปี รูปร่างของมโหสถกุมารก็ยิ่งสมบูรณ์งดงาม ผิวพรรณเปล่งปลั่งประหนึ่งหล่อด้วยทองคำ แลดูสง่าผ่าเผยกว่ากุมารอื่น   ทั้งยังมีกำลังมากดุจช้างสาร
 
        บัดนี้ มโหสถกุมารเป็นดุจมิ่งขวัญของชาวบ้าน เมื่อเอ่ยถึงมโหสถกุมารคราใด ผู้คนในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคามอันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระนคร ก็จะเกิดความบันเทิงหรรษา   มักจะกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจดุจเดียวกันว่า “มโหสถกุมารของเรานี่น่ะ ช่างสง่างามเสียจริง ทั้งเฉลียวฉลาด และเก่งกาจสามารถ ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน”
 
        ทุกหนทุกแห่งใน ปาจีนยวมัชฌคาม (ปา-จีน-ยะ-วะ-มัด-ชะ-คาม) จึงตลบอบอวลไปด้วยเสียงสรรเสริญเกียรติคุณของมโหสถกุมาร ร่ำลือกันไปปากต่อปาก ระบือไกลไปทั่วทุกทิศ  ไม่ว่าใครก็ตาม แม้เพียงได้แลเห็นกุมารน้อยเท่านั้น ที่จะไม่รักไม่เอ็นดูไม่เชิดชูมโหสถกุมารนั้นไม่มีเลย

        วันหนึ่งขณะที่มโหสถกุมารกำลังวิ่งเล่นกับเหล่าสหาย ภายในสนามเด็กเล่นท่ามกลางหมู่บ้าน พลันมหาเมฆก็ตั้งเค้าทะมึน ไม่ช้าก็โปรยปรายละอองฝนลงมา สายฝนตกกระหน่ำถี่ขึ้นเป็นลำดับ จนเหล่ากุมารต้องรีบวิ่งหนีฝนกันอลหม่าน   ต่างยื้อแย่งหาที่หลบฝนภายใต้ร่มไม้ชายคา วิ่งชนกันและกันหกล้มหกลุกคุกคลาน  เข่าแตก แข้งแตก เท้าบวม ได้รับลำบากเป็นอันมาก

        และบ่อยครั้งที่บริเวณลานสนามที่กุมารวิ่งเล่นกันนั้น มักถูกช้างและสัตว์ใหญ่ทั้งหลายบุกเข้ามาทำลายจนเสียหายยับเยิน แม้ชาวบ้านชาวเมืองที่เดินทางผ่านไปมาในบริเวณนั้น ก็ต้องกรำแดดกรำฝน ไม่ได้รับความสะดวกสบายเลย

        มโหสถกุมารเห็นความเป็นไปเช่นนั้น ก็ให้นึกสมเพชเวทนา จึงคิดที่จะสร้างศาลาใหญ่สักหลังหนึ่งเพื่อเป็นสถานที่พักหลบแดดหลบฝนของพวกตนและสหาย    อีกทั้งจะได้เป็นที่พักสำหรับบรรดานักบวช พ่อค้า คนเดินทาง และคนยากจนเข็ญใจที่แวะเวียนผ่านไปมา ให้ได้รับความสะดวกสบายตามสมควร    จึงได้แจ้งข่าวดีนี้แก่บรรดากุมารผู้เป็นสหายว่า  “เพื่อนเอย พวกเราได้รับความลำบากมามากแล้ว ยามที่ฝนตกพวกเราก็เปียกปอน ยามที่แดดร้อนพวกเราก็ประดุจว่าถูกย่าง   นับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ลำบากอีกแล้ว เราจะสร้างศาลาขึ้นสักหลัง กะว่าจะให้ใหญ่พอไว้เป็นที่วิ่งเล่น เป็นที่นั่ง ที่นอนของพวกเราได้ เพื่อนๆ คิดว่าจะดีไหมละถ้าเราจะมีศาลาสักหลังหนึ่ง”

 
        เหล่ากุมารทั้งหลาย เมื่อได้ยินมโหสถกล่าวเช่นนั้นก็ดีใจ  พากันกล่าวเสริมว่า “โอ ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีนะซิ เพื่อน แต่ว่าเราจะได้เงินจากที่ไหนมาสร้างล่ะ”

        มโหสถกุมารเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนั้นไม่หนักหนาอะไร ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันบริจาคทรัพย์คนละกหาปณะ ส่วนนอกจากนั้น หากว่าเงินยังไม่พอ เราก็จะออกทรัพย์เอง”    ทุกคนต่างก็เห็นชอบด้วย จึงรับปากว่าจะช่วยกันออกเงินคนละหนึ่งกหาปณะ จึงได้ไปขอจากบิดามารดาของตน แล้วนำมามอบให้กับมโหสถด้วยความเต็มใจ
 
        ครั้นรวบรวมทรัพย์ครบพันกหาปณะแล้ว มโหสถจึงได้เรียกนายช่างมาเจรจารับเหมาก่อสร้าง เมื่อได้ตกลงเรื่องค่าจ้างกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายช่างจึงเริ่มปรับพื้นดินให้เรียบเสมอ แล้วลงมือขึงเชือกเพื่อวัดระดับพื้นที่


        มโหสถกุมารแม้อายุเพียง ๗ ขวบแต่เป็นผู้มีสติปัญญาเปี่ยมด้วยปฏิภาณ ได้สังเกตเห็นนายช่างขึงเชือกไม่ถูกแบบ ก็ตรงรี่เข้าไปใกล้ๆ เอ่ยขึ้นว่า “นายช่าง ขอท่านจงหยุดก่อน ท่านขึงเชือกอย่างนี้ เห็นทีจะขึงผิดแบบเสียแล้ว     ธรรมดาว่าการงานที่เริ่มต้นด้วยความผิดพลาด งานที่ทำต่อๆ ไปก็มีแต่จะผิดพลาดตามไปด้วย ฉะนั้น ขอท่านจงช่วยกันขึงเชือกใหม่เถิด”

        นายช่างแม้ได้ยินคำทักท้วงอยู่เต็มสองหู แต่ก็หาได้ใส่ใจในคำพูดของมโหสถกุมาร ด้วยสำคัญว่าเป็นเพียงเด็กน้อย ทั้งหมดจึงยังคงก้มหน้าก้มตาขึงเชือกแบบเดิมของตนต่อไป มโหสถกุมารเห็นว่านายช่างไม่สนใจในคำพูดของตนเลย เมื่อการณ์เป็นดังนั้นแล้วท่านจะทำอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 10 กันยายน, 2552, 21:11:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 5




        จากตอนที่แล้ว ท่านสิริวัฒกเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า ในบ้านของอนุเศรษฐีทั้งหลายก็มีกุมารเกิดในวันเดียวกับมโหสถถึงหนึ่งพันคน คิดอยากจะได้กุมารเหล่านั้นมาเป็นเพื่อนเล่นกับมโหสถ จึงได้จัดส่งของกำนัล ทั้งยังได้มอบนางนมให้ดูแลกุมารน้อยๆ เหล่านั้นอีกนางละหนึ่งคน

        มโหสถกุมารค่อยๆ เจริญวัยขึ้น โดยมีกุมารผู้เป็นสหายพันคนรายล้อมรอบข้าง เป็นทั้งเพื่อนเล่นและบริวาร จวบจนอายุได้ ๗ ปี เกียรติคุณของมโหสถกุมารก็ร่ำลือไปทั่วปาจีนยวมัชฌคาม ถึงความเฉลียวฉลาด และความสามารถที่เป็นเยี่ยม  ทั้งเป็นที่รักและเอ็นดูของชนทั้งหลาย

        วันหนึ่งขณะที่วิ่งเล่นอยู่กับเหล่าสหาย  ฝนได้ตกลงมา ทำให้เหล่ากุมารต้องรีบหนีฝน วิ่งชนกันหกล้มเข่าแตก เท้าบวม มโหสถกุมารเห็นความลำบากของเพื่อนๆ  จึงออกปากชวนกันสร้างศาลา โดยร่วมกันออกเงินคนละหนึ่งกหาปณะ แล้วเรียกนายช่างมาเจรจารับเหมาก่อสร้าง

         เมื่อได้ตกลงเรื่องค่าจ้างกันแล้ว นายช่างจึงเริ่มปรับพื้นดินให้เรียบเสมอ แล้วลงมือขึงเชือกเพื่อวัดระดับพื้นที่ มโหสถกุมารได้เห็นนายช่างขึงเชือกไม่ถูกแบบที่ตกลงกันไว้ ก็ตรงรี่เข้าไปบอกว่า นายช่าง ท่านขึงเชือกอย่างนี้ ก็ผิดแบบนะซิ ขอให้พวกท่านช่วยกันขึงใหม่เถิด

        นายช่างก็ไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของมโหสถกุมาร ด้วยสำคัญว่าเป็นเพียงเด็กน้อย ทั้งหมดจึงยังคงก้มหน้าก้มตาขึงเชือกแบบเดิมของตนต่อไป

        มโหสถกุมารเห็นนายช่างยังนิ่งเฉยอยู่ ก็พูดซ้ำเป็นคำรบสอง คราวนี้นายช่างนั้นเงยหน้าขึ้น ตอบมโหสถน้ำเสียงที่ทั้งเคารพทั้งเอ็นดูว่า“นายท่าน เราได้ศึกษาศิลปะงานช่างนี้มาอย่างไร ก็เพียรก่อสร้างไปตามนั้น พวกเราจะทำจนสุดกำลังความสามารถของตน ขอท่านจงเชื่อมั่นเถิด”

        มโหสถกุมารค้านว่า “แม้เพียงการขึงเชือกเท่านั้น พวกท่านก็ยังทำไม่ถูก แล้วท่านจะรับทรัพย์ของเรา สร้างศาลาได้อย่างไรกัน”

        “พ่อหนูเอย พวกเราทำดีที่สุดแล้ว หากพ่อมโหสถต้องการจะให้ดียิ่งไปกว่านี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้วละ” นายช่างกล่าวตอบด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว บ่งชัดว่าเริ่มท้อใจ

         “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ท่านจงส่งเชือกนั้นมาให้กระผม เดี๋ยวกระผมจะขึงให้เอง” กล่าวดังนี้แล้ว มโหสถก็รับเชือกจากมือนายช่างนำมาขึงเสียเอง

        ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ เชือกที่ขึงนั้นก็เป็นประหนึ่งว่าท้าววิสสุกรรม เทพเจ้าแห่งศิลปะการก่อสร้างมาขึงให้ เกินกว่าวิสัยที่นายช่างทั่วไปจะสามารถทำได้ นายช่างเห็นดังนั้นก็พากันประหลาดใจ ที่เด็กตัวเล็กแค่นี้สามารถทำงานยากๆ ที่แสนซับซ้อนได้

        ครั้นแล้วมโหสถจึงถามว่า “พวกท่านจะสามารถขึงเชือกตามที่กระผมบอกให้ได้ไหมเล่า”

        พวกนายช่างต่างยอมรับในความสามารถของมโหสถ จึงรับปากพร้อมกันด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ได้ขอรับ  นายท่าน”

        นับแต่นั้นมา มโหสถกุมารจึงเป็นผู้วางแผนงาน และคอยควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเองในทุกขั้นตอน โดยจัดสรรศาลาออกเป็นส่วนๆ ภายในแบ่งเป็นห้องๆ ประกอบไปด้วยห้องสำหรับคนยากไร้ได้พักพิง ห้องสำหรับนักบวชอาคันตุกะที่จาริกมาจากแดนไกลได้พำนัก   ห้องสำหรับคนเดินทางแวะพักผ่อนให้หายเหนื่อยล้า ห้องเก็บสินค้าและสัมภาระสำหรับพ่อค้าวาณิชที่เดินทางมาค้าขาย รวมถึงห้องสำหรับหญิงอนาถาใช้คลอดบุตร

        ห้องเหล่านี้ล้วนมีซุ้มประตูออกทางด้านหน้า ภายในศาลามีห้องโถงใหญ่ เป็นสนามเล่น มีโรงวินิจฉัยคดี และที่ประชุมดุจโรงธรรมสภา ภายในศาลายังได้ให้จิตรกรวาดจิตรกรรมที่ผนังรายรอบห้องทุกห้อง ล้วนเป็นยอดศิลปะที่วิจิตรอลังการชวนทอดทัศนา

        เมื่อได้สร้างศาลาสำเร็จแล้ว มโหสถบัณฑิตก็มาดำริว่า “เพียงแต่ศาลาเท่านั้น ยังหางดงามไม่ แต่หากว่าศาลาหลังนี้มีสระโบกขรณีอยู่รายรอบ ความงามก็จักปรากฏเฉิดฉายขึ้น”

        คิดดังนี้แล้วจึงสั่งการให้ขุดสระโบกขรณีขนาดใหญ่ไว้รอบศาลา เป็นเวิ้งวุ้งคุ้งน้ำ คดเคี้ยวนับพันคุ้ง  ทั้งยังให้ทำท่าน้ำถึง ๑๐๐ ท่า เพื่อให้มหาชนได้ลงอาบชำระกาย ล้วนดารดาษไปด้วยปทุมชาติหลากพันธุ์เต็มสระ    รอบขอบสระก็ให้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับต่างพันธุ์ และไม้ผลยืนต้นไว้ร่มครึ้มงามตา ไม้ดอกไม้ผลเหล่านั้นต่างชูดอกออกใบให้ผลสลับกันไม่ขาด ทั้งนี้เพราะมโหสถได้ขอทรัพย์เพิ่มเติมจากท่านสิริวัฒกเศรษฐีผู้เป็นบิดา ซึ่งก็ได้เพิ่มเติมจากบิดาอีกหลายพันกหาปณะ

        ในที่สุดศาลาหลังนี้จึงปรากฏว่าสง่างามล้ำสมัย เปรียบได้กับสุธรรมาเทวสภาบนสรวงสวรรค์ ได้ชะลอมาสู่ภพมนุษย์

        ด้วยเหตุที่มโหสถบัณฑิตได้จัดการทุกสิ่ง โดยมุ่งเพิ่มพูนทานบารมีของตนให้ยิ่งๆขึ้นไป ศาลาหลังนี้จึงได้ก่อประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก

        ก็ปรากฏว่ามีประชาชนพากันมาพักค้างเนืองแน่นทุกวันมิได้ขาด แม้นผู้คนที่สัญจรไปมาต่างก็ได้รับความสะดวกสบายครบครัน    ยิ่งกว่านั้นในบางคราวเมื่อถึงกาลอันเหมาะสม มโหสถบัณฑิตยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แจงข้ออรรถข้อธรรม ชักนำมหาชนที่มาพักค้างให้ตั้งอยู่ในกองการกุศล  แนะนำในสิ่งอันเป็นกรณียกิจ คือ สิ่งที่ควรทำ เป็นความถูกต้องดีงาม เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญ
 
        ให้เว้นห่างจากอกรณียกิจ คือสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นความผิดความชั่ว ที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทษภัยและความเสื่อม

        หมู่ชนที่ได้สดับรสอรรถรสธรรมที่แสดงเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญ สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก  ต่างอนุโมทนาสาธุการ กล่าวแซ่ซ้องสรรเสริญ จึงทำให้เกียรติคุณอันงดงามของพระโพธิสัตว์ฟุ้งเฟื่องระบือไกลไปทั่วทุกทิศานุทิศ

        ในกาลนั้น มโหสถบัณฑิตได้รับความเคารพ นบนอบ บูชา ได้เป็นเสมือนกาลสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์น้อยๆ เสด็จอุบัติขึ้นในโลกทีเดียว
        ย้อนกล่าวถึงพระเจ้าวิเทหราช นับแต่วันที่ท่านอาจารย์เสนกะได้ทำนายพระสุบินนิมิต พระองค์ก็ได้ปรารภถึงบัณฑิตน้อยผู้นั้นกับท่านเสนกะอยู่บ่อยครั้ง

        พระประสงค์ที่จะเสาะหาบัณฑิตคู่พระหฤทัยไว้ช่วยเหลือราชกิจ ก็ยังมั่นคงเช่นเดิม แม้บัดนี้จะล่วงเลยมานานถึง ๗ ปีแล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังทรงคิดคำนึงถึง และเฝ้ารอคอยการมาสู่ราชสำนักของมหาบัณฑิตผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา แต่เหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 12 กันยายน, 2552, 18:47:38 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 6




        จากตอนที่แล้ว มโหสถกุมารได้เห็นพวกช่างขึงเชือกไม่ถูกแบบที่ตนต้องการ จึงบอกให้นายช่างขึงใหม่ เมื่อเห็นว่าพวกช่างไม่สามารถขึงเชือกตามแบบที่ตนต้องการได้จริงๆ จึงรับเอาเชือกมาขึงเสียเอง แล้วก็บอกนายช่างว่า ให้ขึงแบบนี้

        นับแต่นั้นมา มโหสถกุมารจึงเป็นผู้วางแผนงาน และคอยควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง โดยจัดสรรไว้เป็นส่วนๆ แบ่งเป็นห้องสำหรับคนยากไร้ ห้องสำหรับนักบวชที่เดินทางไกล ห้องพักคนเดินทาง ห้องเก็บสินค้าของพวกพ่อค้า รวมถึงห้องทำคลอด

        ภายในศาลามีห้องโถงใหญ่ เป็นสนามเล่น มีโรงวินิจฉัยคดี และที่ประชุมดุจโรงธรรมสภา ภายในศาลายังได้ให้จิตรกรวาดจิตรกรรมที่ผนังรายรอบห้องทุกห้อง โดยรอบศาลาก็ให้ขุดสระโบกขรณีขนาดใหญ่ไว้รอบศาลา เป็นเวิ้งคดเคี้ยว มีท่าน้ำถึง ๑๐๐ ท่า เพื่อให้มหาชนได้ลงอาบ

        เมื่อถึงกาลอันเหมาะสม มโหสถบัณฑิตยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แจงข้ออรรถข้อธรรม ชักนำมหาชนที่มาพักค้างให้ตั้งอยู่ในกองการกุศล  แนะนำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ หมู่ชนที่ได้สดับรสอรรถรสธรรม ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ ให้ความเคารพ นบนอบ บูชา

        ส่วนพระเจ้าวิเทหราช นับแต่วันที่ได้สดับคำทำนายพระสุบินนิมิต พระองค์ก็ได้ปรารภถึงบัณฑิตน้อยผู้นั้นกับท่านเสนกะอยู่บ่อยครั้ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง ๗ ปีแล้ว ก็ยังทรงคิดคำนึงถึง และเฝ้ารอคอยการมาสู่ราชสำนักของมหาบัณฑิตในฝันอยู่ตลอดเวลา  แล้ววันหนึ่งพระองค์ก็ทรงมีพระดำรัสกับท่านเสนกะว่า “ท่านอาจารย์ นับจากวันที่ท่านได้ทำนายสุบินนิมิตให้แก่เรา จนถึงบัดนี้ก็ ๗ ปีแล้ว  ถ้าถือเอาวันนั้นเป็นวันเกิดของบัณฑิตน้อย ป่านฉะนี้เขาก็คงเจริญวัยได้ ๗ ปีแล้ว ก็น่าจะปรากฏแววแห่งความเฉลียวฉลาดมาบ้างเป็นแน่ เห็นทีเราจักต้องให้อำมาตย์ออกไปเที่ยวสืบเสาะดูให้รู้แน่ชัด ท่านจะเห็นเป็นประการใด”

        อาจารย์เสนกะเห็นชัดว่าพระราชาทรงใฝ่พระหฤทัยในเรื่องบัณฑิตน้อยมาก จึงปรารถนาจะให้ถูกพระอัธยาศัยของพระองค์ จึงรีบกราบทูลคล้อยตามพระดำรัสว่า “ข้าแต่มหาราช นั่นเป็นพระดำริอันชอบยิ่งแล้วพระเจ้าข้า”

         “ดีละ ท่านเสนกะ ถ้าเช่นนั้นเราจักสั่งให้อำมาตย์ไปสืบดูให้ทั่วนคร” รับสั่งพลางเรียกอำมาตย์ ๔ คนมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งให้แยกย้ายกันออกไปสืบหาให้ทั่วทั้ง ๔ ทิศ

        บรรดาอำมาตย์เหล่านั้น มีเพียงอำมาตย์ผู้มุ่งตรงไปทางตะวันออกเท่านั้น ที่ได้ประสบกับสถานที่น่าอัศจรรย์ใจ เพราะเมื่อมาถึงหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม เขาได้เข้าไปนั่งพำนักอยู่ในศาลาอันโอ่โถงวิจิตรตระการ  ตื่นตากับสระโบกขรณี และสวนไม้ดอกไม้ผล ดุจดังว่าได้นั่งชื่นชมทิพยสมบัติอันโอฬารอยู่ในเทวโลก ก็ดำริในใจว่า “ผู้ที่สร้างศาลาหลังนี้ต้องเป็นบัณฑิตผู้มีสติปัญญาอย่างยิ่งทีเดียว จึงสามารถกระทำศาลาให้ยิ่งใหญ่อลังการได้ถึงเพียงนี้”

        เขาจึงเริ่มไต่ถามมหาชน จนได้ความว่า มโหสถกุมาร บุตรสิริวัฒกเศรษฐี บัณฑิตน้อยแห่งบ้านปาจีนยวมัชฌคาม เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง

        ยิ่งได้ฟังเสียงร่ำลือถึงกุมารผู้ปรีชาสามารถแล้ว กอปรกับวัยของกุมารก็มาพ้องตรงกันกับพระสุบินนิมิต ก็ยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจว่า “มโหสถกุมารผู้นี้ เห็นทีว่าจะต้องเป็นบัณฑิตที่พระราชาทรงมีพระราชดำรัสให้สืบหาเป็นแน่” 

        อำมาตย์ผู้นั้นจึงได้ซักไซ้ไล่เลียงถามประวัติของบัณฑิตนั้นอย่างละเอียดลออ แล้วรีบทำรายงานถวายพระราชา โดยให้บุรุษคนสนิทเป็นทูตถือสารนั้นไปกราบทูลข่าวดีแด่พระองค์ ส่วนตนก็ยังคงรออยู่ในที่นั้นเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป

        ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของทูตแล้ว ก็ทรงปราโมทย์ยิ่งนัก พระพักตร์สดชื่นราวกับได้ทรงเสวยทิพยสุธาโภชน์อันเอมโอษฐ์

        จึงตรัสเรียกท่านเสนกะมาเฝ้า รับสั่งว่า “เป็นอย่างไรเล่าท่านอาจารย์ ก็อำมาตย์เขามารายงานเช่นนี้ ท่านอาจารย์เห็นว่าเราควรจะนำบัณฑิตน้อยนั้นมาได้หรือยัง”

        ท่านเสนกะเพิ่งจะได้ทราบข่าวนั้น ก็ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่า “โอ นี่หรือ ที่ควรจะเรียกว่าเป็นข่าวดี ก็แน่ละอาจเป็นข่าวดีสำหรับพระองค์ แต่สำหรับเราแล้ว สมควรจะเรียกว่าเป็นข่าวร้ายมากกว่า”

        พระราชาทรงเห็นท่านเสนกะนิ่งเงียบไป ก็เข้าพระทัยว่าท่านอำมาตย์คงตรวจดูด้วยพยากรณ์ศาสตร์ จึงทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตรัสถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง

        อาจารย์เสนกะจินตนาการไปไกลว่า “หากมโหสถกุมารนี้ได้เข้ามาอยู่ในราชสำนักเมื่อใด เราก็คงหมดความสำคัญ แม้พระราชาก็จักทรงลืมเราไปเสียสิ้น ไม่ช้าเราก็จะตกต่ำหมดรัศมี แม้ลาภ ยศ บริวาร และความเป็นใหญ่ก็จะพลอยสูญสิ้น จำเราจะต้องกราบทูลทัดทานไว้ก่อน”

        อาจารย์เสนกะไม่ปรารถนาให้พระราชาตรัสถามเป็นครั้งที่ ๓ จึงรีบกราบทูลในขณะนั้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ เพียงแค่กุมารนี้สามารถสร้างศาลาได้ใหญ่โต ยังหาอัศจรรย์ไม่  บุคคลจะเป็นบัณฑิตเพียงเพราะการสร้างศาลา ข้อนี้ช่างเล็กน้อย ดูไม่สมแก่เหตุเลย พระพุทธเจ้าข้า”

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำของท่านเสนกะแล้ว ก็เห็นพ้องว่า หากพระองค์จะอาศัยเหตุเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ แล้วนำกุมารน้อยเข้ามาสู่ราชสำนัก ในฐานะราชบัณฑิตก็ดูกระไรอยู่ ยังมีข้อที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง  อีกประการหนึ่ง ท่านอาจารย์เสนกะผู้พยากรณ์เรื่องนี้มาแต่ต้นก็ยังมากล่าวคัดค้านเช่นนี้ สมควรที่พระองค์จะทรงรับฟังคำของท่านเสนกะไว้ก่อน แต่เพราะเหตุที่ทรงใฝ่หายอดบัณฑิตนี้มานานถึง ๗ ปี   จึงยากยิ่งที่จะทรงตัดพระหฤทัยได้ในทันที จึงทรงนิ่งครุ่นคิดอยู่

        อาจารย์เสนกะเห็นพระองค์ทรงนิ่งแสดงท่าทีครุ่นคิดอยู่ ไม่ตรัสสิ่งใดออกมาเลย ก็ไม่รู้ว่าพระราชาทรงคิดอย่างไรอยู่ หากปล่อยให้นิ่งนานไป ก็หวั่นใจว่าพระราชาจะทรงกริ้วตน   จึงรีบกราบทูลอธิบายเพื่อปกป้องตนเองว่า “ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าของชาววิเทหรัฐ ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลทัดทานเช่นนี้ เพราะตรองเห็นด้วยเกล้าว่า หากบัณฑิตที่พระองค์จะทรงโปรดเกล้าฯรับไว้ในฐานะราชบัณฑิตนั้น ด้วยเหตุเพียงการให้ช่างสร้างศาลาเท่านั้น  เมื่อข่าวนี้แพร่ไปทั่วชมพูทวีป พระราชาต่างเมืองก็อาจทรงรำลึกถึงพระองค์ด้วยความดูแคลนก็เป็นได้   แต่ในทางกลับกัน หากพระราชาเหล่านั้นทราบว่า ผู้ที่จะมาเป็นราชบัณฑิตของพระองค์ จะต้องผ่านการทดสอบภูมิปัญญาอย่างเข้มงวด ไฉนเลยจะไม่กลัวเกรงในพระบารมี ขอพระองค์ทรงใคร่ครวญดูเถิด พระเจ้าข้า”

        พระราชาทรงสดับคำของท่านอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ทรงพอพระหฤทัย จึงมีพระดำรัสให้ทูตที่มากราบทูลไปแจ้งแก่อำมาตย์ผู้นั้นว่า “ขอให้ท่านอำมาตย์จงรออยู่ที่บ้านปาจีนยวมัชฌคามนั้นต่อไป  และหากมีเหตุการณ์ใดที่เนื่องกับบัณฑิตผู้นั้น ก็จงนำความมากราบทูลเราทันที  จนกว่าเราจะมั่นใจว่า มโหสถกุมารคือบัณฑิตที่เราตามหา เมื่อนั้นท่านจึงค่อยเดินทางกลับ”
 
        ทูตนั้นเมื่อรับพระบรมราชโองการแล้ว ก็รีบนำพระราชสาสน์ไปแจ้งแก่อำมาตย์ผู้นั้นในทันที ดังนั้น มโหสถกุมารจึงอยู่ในการสอดแนมของพระราชาตลอดเวลา แต่เหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 07:47:44 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 7
 



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าวิเทหราชซึ่งทรงคิดคำนึงถึงบัณฑิตน้อยมายาวนาน เมื่อครบกำหนด ๗ ปีจึงทรงมีรับสั่งให้เรียกอำมาตย์ ๔ คนเข้าเฝ้า แล้วตรัสสั่งให้แยกย้ายกันออกไปสืบหาให้ทั่วทั้ง ๔ ทิศ   อำมาตย์ผู้มุ่งตรงไปทางตะวันออก เมื่อมาถึงหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม ได้เข้าพำนักในศาลาอันวิจิตรตระการตาที่มโหสถกุมารเป็นผู้สร้าง  คิดว่า “ผู้ที่จะสร้างศาลาได้อย่างนี้ต้องเป็นบัณฑิตผู้มีสติปัญญามาก ครั้นได้ทราบว่า มโหสถกุมาร บัณฑิตน้อยอายุ ๗ ขวบ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง   ก็มั่นใจว่า  มโหสถกุมารผู้นี้ จะต้องเป็นบัณฑิตที่พระราชาทรงมีพระราชดำรัสให้สืบหาเป็นแน่  จึงได้สืบถามประวัติของบัณฑิตนั้นอย่างละเอียด แล้วก็รีบทำรายงานถวายพระราชาให้ทรงทราบ ท้าวเธอเมื่อได้รับรายงานแล้ว ก็ได้รับสั่งกับอาจารย์เสนกะว่า เราควรจะนำบัณฑิตน้อยนั้นมาได้หรือยัง
 
        อาจารย์เสนกะเมื่อได้ทราบข่าวนั้นก็ตะลึง คิดว่า หากมโหสถกุมารได้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก รัศมีของตนก็คงดับวูบ แม้ลาภ ยศ สรรเสริญก็จะสูญสิ้น จึงทูลคัดค้านว่า  เพียงแค่กุมารนี้สร้างศาลาได้ใหญ่โต ก็ยังไม่น่าอัศจรรย์  บุคคลจะเป็นบัณฑิตเพียงเพราะการสร้างศาลา ดูไม่สมแก่เหตุเลย

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำคัดค้านของอาจารย์เสนกะแล้ว จึงทรงยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อน เพียงแต่ทรงมีรับสั่ง ให้ท่านอำมาตย์รออยู่ที่บ้านปาจีนยวมัชฌคามนั้นต่อไป หากมีเหตุการณ์ใดที่เนื่องกับบัณฑิตผู้นั้น ก็จงรีบทูลรายงานให้ทราบ จนกว่าจะมั่นใจว่า มโหสถกุมารคือบัณฑิตที่ทรงตามหา
 
        ในระหว่างที่อำมาตย์ของพระเจ้าวิเทหราชคอยเฝ้าดูมโหสถกุมารอยู่อย่างใกล้ชิดนั้น ก็ได้ปรากฏเหตุมากมายหลายเรื่อง ซึ่งล้วนเป็นประจักษ์พยาน ยืนยันในความเป็นผู้มีปัญญาอันยอดยิ่ง  ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น อำมาตย์ก็จะถือโอกาสนำความนั้นขึ้นกราบทูลพระราชา โดยผ่านทูตผู้ทำหน้าที่ส่งสาสน์ทุกคราวไป ปรากฏเรื่องราวโดยพิสดาร ดังต่อไปนี้
 
        ครั้งหนึ่ง มีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านโรงฆ่าสัตว์ บังเอิญเห็นชิ้นเนื้อขนาดฝ่ามือ ที่คนฆ่าสัตว์วางไว้บนเขียงเตรียมนำไปขาย ก็หวังจะได้ลิ้มลองโอชารสของเนื้อนั้นให้สมอยาก จึงเฝ้ารอทีเผลอ    เมื่อเห็นคนฆ่าสัตว์ง่วนอยู่กับการลับมีด   ก็รีบโฉบลงตรงชิ้นเนื้อโดยเร็ว  ครั้นคว้าไปได้สำเร็จ ก็ดีอกดีใจ รีบบินหนีอย่างสบายอารมณ์

        ขณะนั้นเอง มโหสถกุมารกับสหายทั้ง ๑,๐๐๐ คน พากันเล่นกันอยู่ในสนามกีฬา  เห็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อกะร่องกะแร่งบินผ่านมาในบริเวณนั้น ก็พากันนึกสนุก อยากจะแย่งชิ้นเนื้อจากเหยี่ยว จึงตกลงกันว่า หากใครสามารถจะคว้าชิ้นเนื้อนั้นมาได้ ก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะ

        ในที่สุดก็เลยถือเอาเหยี่ยวเป็นกีฬาไปเสียด้วย ว่าแล้วก็พากันวิ่งตามเหยี่ยวขู่ตวาดโห่ร้องเกรียวกราว เพื่อให้เหยี่ยวตกใจปล่อยชิ้นเนื้อลงมา ต่างคนต่างวิ่งไล่ตามกันสนุกสนาน    แต่ก็พลอยได้รับความลำบากไปตามๆกัน เพราะขณะที่วิ่งตามเหยี่ยวไป ก็แหงนดูตัวเหยี่ยวไปพลาง จึงสะดุดเข้ากับตอไม้ ตกหลุม ตกบ่อ ล้มลุกคลุกคลาน แข้งขาก็ถลอกปอกเปิก มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียว สะบักสะบอมกันถ้วนหน้า

        มโหสถกุมารเห็นเช่นนั้น ก็ร้องห้าม บอกให้พวกกุมารเหล่านั้นหยุดเสีย แล้วอาสาจะไล่ตามเหยี่ยวนั้นเอง “หยุดก่อนๆ เราจะไล่กวดให้มันปล่อยชิ้นเนื้อนั้นให้ได้ เพื่อนๆ คอยดูให้ดีนะ”

        กล่าวดังนี้แล้ว มโหสถกุมารก็รีบวิ่งกวดไปโดยเร็วจนสุดกำลัง ราวกับลมพัดผ่านนภากาศ สายตาก็จับจ้องอยู่ที่เงาของเหยี่ยวที่ปรากฏอยู่บนพื้นดิน โดยไม่ต้องแหงนดูบนฟ้าเลย

        กุมารเหล่านั้นเห็นมโหสถกุมารเอาจริง ก็พากันหยุดไล่ กล่าวขึ้นว่า “พวกเราหลีกทางเถอะ ปล่อยให้มโหสถลองดูบ้าง” แล้วก็หลีกให้พ้นทางวิ่ง

        มโหสถกุมารไล่กวดเหยี่ยวนั้นในระยะกระชั้นชิด ไม่ช้าก็เหยียบเงาเหยี่ยวได้ ตบมือผางผาง! ตวาดขึ้นไปด้วยเสียงดังสนั่น

        เสียงนั้นได้ดังกึกก้องสะท้านสะเทือน ชวนให้เสียวสยอง ดุจผ่านเข้าแก้วหูไปคำรามคำรนอยู่ในท้องของมัน จนมันสะดุ้งตกใจด้วยความกลัว แม้จะมีความเสียดายชิ้นเนื้อนั้นสักปานใด ก็จำต้องทิ้งชิ้นเนื้อลงมา แล้วรีบโผบินหนีไปโดยเร็ว
 
        มโหสถมองดูเงาบนพื้นดิน เห็นชิ้นเนื้อกำลังจะหลุดลอยลงมาจากปากเหยี่ยว ก็รีบเอามือรองรับไว้มิทันให้ตกถึงดิน   เหล่ากุมารที่เหลือเห็นความอัศจรรย์เช่นนั้น ก็พากันเปล่งเสียงโห่ร้องอึงคะนึง ปรบมือกันเกรียวกราวด้วยความชื่นชม   มิใช่เฉพาะเหล่าสหายของมโหสถกุมารเท่านั้น แม้แต่ฝูงชนที่ชุมนุมกัน ณ ที่นั้น ก็อดมิได้ที่จะแสดงอาการชื่นชมยินดี
 
 
 
             
 
 
        อำมาตย์ซึ่งเฝ้าดูมโหสถอยู่อย่างไม่ละสายตาตามรับสั่งของพระราชา  ก็เห็นแววความฉลาดเฉลียวของมโหสถกุมารในครั้งนั้นเช่นกัน   จึงเร่งส่งทูตไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระเจ้าวิเทหราช ท้าวเธอทรงสดับคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว ก็ทรงแย้มพระสรวลด้วยความโสมนัสยินดี ในขณะที่ท่านอาจารย์เสนกะกลับนั่งฟังนิ่งๆ ไม่ไหวติงดั่งถูกมนต์สะกด

        ครั้นแล้วพระราชาจึงผินพระพักตร์มาทางอาจารย์เสนกะ ตรัสถามว่า  “เป็นอย่างไรเล่าท่านอาจารย์  พ่อบัณฑิตน้อยนี่ธรรมดาเสียทีไหน ท่านอาจารย์ว่า เท่านี้จะเพียงพอหรือยังที่เราจะรับตัวมโหสถกุมารเข้ามาเสียที”

        “ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้าฯ” ท่านเสนกะกราบทูล “ขอพระองค์ทรงโปรดยับยั้งเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเหตุเพียงเท่านี้ ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน ข้าพระบาทว่า ทางที่ดีพระองค์น่าจะรอต่อไปอีกหน่อยเพื่อทดลองให้แน่พระหฤทัยก่อน พระพุทธเจ้าข้า”

        พระราชาทรงฉงนพระหฤทัย ถึงกับตรัสว่า “อะไรกันท่านอาจารย์ บุคคลผู้สามารถเล็งเห็นได้ทั้งบนฟ้าและบนดินพร้อมกันเช่นนี้ ควรจะเรียกว่าผู้มีปรีชาญาณอันยอดเยี่ยมมิใช่หรือ”
 
        “ไม่เป็นการยากอันใดดอก พระเจ้าข้า” ท่านเสนกะกราบทูลยืนยัน “เพียงแค่ใช้ความคิดเล็กน้อยเท่านั้น ก็อาจจะกระทำได้ ก็เรื่องนั้นมีเหตุให้ต้องคิด เนื่องด้วยมโหสถกุมารเห็นสหายพากันได้รับความลำบาก จึงได้คิดหาหนทางแก้ไข  ดังนั้น จึงยังถือว่าเป็นความคิดที่มีเงื่อนไขให้คิด เป็นความเห็นที่มีเงาปรากฏอยู่แล้ว จึงหาใช่เรื่องยากที่จะคิดอ่านเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

        ท้าวเธอทรงสดับคำอธิบายของอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ทรงจำต้องยอมรับในเงื่อนไข ด้วยยังไม่อาจหาเหตุผลอื่นใดมากล่าวอ้างให้ยิ่งกว่านั้น  จึงได้แต่ทรงนิ่งเสีย จากนั้นก็มีรับสั่งให้ทูตนำพระกระแสรับสั่งกลับไปบอกอำมาตย์ผู้นั้นให้ประจำอยู่ไปก่อน เพื่อคอยดูเหตุการณ์ต่อไป ดังนั้นในตอนหน้า มโหสถกุมารจะแสดงอัจฉริยภาพอะไรให้ปรากฏอีกนั้น โปรดติดตามต่อไป

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 07:48:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 8




        จากตอนที่แล้ว มโหสถกุมารได้แสดงปัญญาให้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งหนึ่ง ได้มีเหยี่ยวบินโฉบชิ้นเนื้อของคนขายเนื้อหนีไป มโหสถกุมารกับสหายพากันเล่นกันอยู่ในสนามกีฬา  เห็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อบินผ่านมาก็พากันนึกสนุก จึงตกลงกันว่า จะแย่งชิ้นเนื้อจากเหยี่ยวนั้นมาให้ได้   จึงพากันวิ่งตามเหยี่ยวขู่ตวาดโห่ร้อง เพื่อให้เหยี่ยวตกใจปล่อยชิ้นเนื้อลงมา แต่ก็พลอยได้รับความลำบาก เพราะขณะที่วิ่งตามเหยี่ยวไป ได้สะดุดเข้ากับตอไม้บ้าง ตกหลุม ตกบ่อบ้าง แข้งขาถลอกปอกเปิก มโหสถกุมารเห็นเพื่อนๆลำบาก จึงร้องห้ามให้ทุกคนหยุดเสีย แล้วขออาสาไล่ตามเหยี่ยวนั้นเสียเอง

        กล่าวจบก็วิ่งกวดไปโดยเร็วราวกับลมพัด โดยสังเกตเงาของเหยี่ยวที่พื้นดิน ไม่ช้าก็เหยียบเงาเหยี่ยวได้ แล้วตบมือร้องตวาดเสียงดังสนั่น ทำให้เหยี่ยวตกใจกลัวทิ้งชิ้นเนื้อแล้วบินหนีไป มโหสถมองดูเงาบนพื้นดิน เห็นชิ้นเนื้อหลุดลอยลงมาจากปากเหยี่ยว ก็รีบเอามือรองรับไว้ทันที

        เหล่ากุมารฝูงชนที่ชุมนุมกัน ณ ที่นั้น เห็นความอัศจรรย์เช่นนั้น ก็พากันเปล่งเสียงโห่ร้อง ปรบมือเกรียวกราวด้วยความชื่นชม อำมาตย์ซึ่งเฝ้าดูมโหสถอยู่ห่างๆ เห็นความฉลาดเฉลียวของมโหสถกุมาร จึงเร่งส่งทูตไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระเจ้าวิเทหราชให้ทรงทราบ

        ท้าวเธอทรงสดับคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว ก็ทรงโสมนัส ตรัสถามอาจารย์เสนกะว่า เท่านี้เพียงพอหรือยังที่เราจะรับตัวมโหสถกุมารเข้ามาเสียที  ฝ่ายอาจารย์เสนกะก็คงกราบทูลค้านว่าขอให้รอดูต่อไปก่อน พระราชาทรงสดับคำของอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ทรงจำยอมที่จะรอต่อไป

        กาลต่อมา ครั้นย่างเข้าวสันตฤดู ฝนฟ้าเริ่มโปรยปรายสายธารา ทำพื้นดินให้ชุ่มชื่น ส่วนพื้นที่ลุ่มก็เจิ่งนองด้วยน้ำฝน ชาวนาชาวไร่พากันเริ่มงานไถเพื่อเตรียมหว่านข้าวกล้า

        ชายหนุ่มคนหนึ่งในปาจีนยวมัชฌคามก็เช่นกัน เขาคิดว่าเมื่อฝนตกมากพอสมควรแล้ว เราจะได้เริ่มไถนาเสียที จึงไปซื้อโคจากตำบลอื่น นำมาเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้านของตน

        รุ่งขึ้นก็พาออกไปกินหญ้าที่ชายทุ่งแต่เช้าตรู่ เขานั่งอยู่บนหลังโค พอเหน็ดเหนื่อย ก็ลงมานั่งใต้โคนไม้ ครั้นผิวกายปะทะลมพัดอ่อนๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย จึงผล็อยหลับไปครู่ใหญ่

        ขณะที่กำลังนอนเฝ้าโคอยู่ใต้โคนต้นไม้นั่นเอง โจรคนหนึ่งบังเอิญผ่านมา เห็นเจ้าของโคหลับ จึงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ เอื้อมมือเด็ดดอกหญ้าแหย่ที่จมูกของเขา หวังจะทดสอบให้แน่ใจว่าชายผู้เป็นเจ้าของโคหลับสนิทหรือไม่  แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะชายเจ้าของโคนั้นหลับสนิทเป็นตาย แม้จะถูกแหย่จมูกด้วยปลายดอกหญ้า ก็เพียงแต่จามหน่อยหนึ่ง พลิกตัวไปมา แล้วก็ม่อยหลับไปเช่นเดิม โดยหารู้ไม่ว่าเขาเตรียมจะขโมยโคของตนไปแล้ว

        โจรสบโอกาสก็คว้าเชือกสนสะพายที่ผูกรั้งจมูกโคเอาไว้ นึกกระหยิ่มใจว่า “เจ้าหนุ่มนี่ขี้เซาจริง เขาลักโคของตนก็ยังไม่รู้ ช่างเป็นลาภของเราหนอ ที่ได้โคมาเปล่าๆ นี่ถ้าเอาไปขายต่อ ก็คงจะได้กำไรงาม”  ว่าแล้วก็รีบจูงโคลัดเลาะไปตามแนวคันนาจนลับสายตาของชายหนุ่ม

        หลังจากหลับไปพักใหญ่ ชายหนุ่มก็ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย แต่ครั้นมองไม่เห็นโคของตน ก็ลืมความง่วงไปเสียสิ้น ลนลานมองหาโคข้างโน้นข้างนี้ก็ไม่เห็น

        ครั้นสังเกตเห็นรอยเท้าคนจูงโคก้าวเป็นทางยาวไปตามแนวคันนา ก็มั่นใจว่าต้องถูกโจรลักไปเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกติดตาม เขาวิ่งไล่กวดอย่างไม่คิดชีวิต กระทั่งเห็นหลังโจรไวๆ  ครั้นไปถึงตัวก็ขู่ตะคอกด้วยน้ำเสียงอันดังว่า “เฮ้ย แกจะจูงโคของข้าไปไหน เอาโคของข้าคืนมานะ ”

        โจรแกล้งทำเสตีหน้าเซ่อ กล่าวตอบว่า “นี่แกพูดอะไร โคของข้า ข้าก็จะนำมันไปเลี้ยงสิ เอ็งเกี่ยวอะไรด้วย”

        ชายเจ้าของโคไม่ยอม ยืนยันจะเอาโคของตนคืนให้ได้ จึงตะโกนด่าว่า  “ไอ้หัวขโมย โคนี่ของข้าต่างหาก เอ็งมาตู่เอาเสียเฉยๆอย่างนี้ เดี๋ยวจะต้องเห็นดีกัน”

        ฝ่ายโจรแม้จะถูกเขาจะก่นด่าเช่นนั้น ก็ทำหน้าให้หนาเข้าไว้ตามวิสัยโจร ยังคงอ้างกรรมสิทธิ์ในโคตัวนั้นอย่างไม่ลดราวาศอก

        เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกันและกัน ต่างก็อ้างว่าเป็นโคของตน ใช้ฝีปากเข้าห้ำหั่นบอกว่าตนเท่านั้นเป็นเจ้าของ จึงต้องเดินเถียงกันไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จวนเจียนจะลงไม้ลงมือใส่กัน

        มหาชนได้ยินเสียงชายทั้งสองวิวาทกัน ก็มายืนมุงดูกันจนแน่นขนัด    มโหสถบัณฑิตได้ยินเสียงเอ็ดอึง จึงให้เรียกคนทั้งสองมาในศาลา พอได้เห็นหน้าตาและกิริยาของคนทั้งสองอย่างชัดเจน ก็รู้ทันทีว่า ใครเป็นโจร ใครเป็นเจ้าของโค แต่ต้องการจะสอบสวนให้กระจ่าง ทำความจริงให้ปรากฏแก่มหาชน จึงเริ่มถามว่า  “ท่านทั้งสองวิวาทกันเรื่องอะไร”

        บุรุษผู้เป็นเจ้าของโครีบกล่าวขึ้นว่า  “นายท่าน กระผมซื้อโคตัวนี้มา แล้วนำไปเลี้ยงที่ชายทุ่งแต่เช้า ชายผู้นี้เห็นว่ากระผมเผลอหลับ จึงได้แอบลักโคของกระผมมา เมื่อตื่นขึ้นกระผมจึงไล่ตามชายคนนี้มา พอจับตัวได้ไล่ทันจึงขอคืน เขาก็ไม่ยอมให้ แถมยังตู่ว่าเป็นโคของเขาเสียอีก”

        “ท่านแน่ใจหรือว่าเป็นโคของท่าน”  มโหสถถามทดลองปัญญาบุรุษผู้เป็นเจ้าของโค
 
        “แน่ใจสิ เจ้าของโคคนเก่าที่กระผมซื้อมา ก็อาจเป็นพยานให้ได้ แม้ชาวบ้านใกล้เคียงต่างก็รู้ว่ากระผมซื้อโคตัวนี้มาขอรับ”

        มโหสถนึกในใจว่า บุรุษผู้นี้นับว่ามีปัญญาใช้ได้ทีเดียว แต่คงไม่ต้องลำบากตามไปจนถึงเจ้าของโคคนเก่า เดี๋ยวเราจะตัดสินให้กระจ่างใสต่อหน้ามหาชนทีเดียว จึงหันไปถามชายอีกคนหนึ่งว่า “เขาหาว่าท่านลักโคของเขามา ท่านจะว่าอย่างไร”

        ชายที่เป็นโจรตอบว่า  “นายท่าน โคตัวนี้เป็นของกระผม เจ้านั่นโกหก ท่านอย่าหลงเชื่อคำของมันง่ายๆ นะ” 

        มโหสถบัณฑิตจึงถามชายทั้งสองว่า  “หากเราจะวินิจฉัยความของท่านทั้งสองโดยยุติธรรม ท่านทั้งสองจะยอมฟังคำวินิจฉัยของเราหรือไม่” ชายทั้งสองก็รับคำ

        มโหสถคิดว่าการวินิจฉัยครั้งนี้จะต้องให้เป็นไปตามมติมหาชน จึงถามชายที่เป็นโจรก่อนว่า “ท่านให้โคของท่านกินและดื่มอะไร” “กระผมให้โคดื่มยาคู ให้กินงา แป้ง และขนมสด ขอรับ” โจรตอบ 

โหสถจึงหันไปถามเจ้าของโคด้วยคำถามเดียวกัน ชายเจ้าของโคตอบว่า “กระผมให้กินหญ้าอย่างเดียวเท่านั้นแหละนายท่าน คนจนอย่างกระผม จะหายาคู งา แป้ง และขนมสด มาแต่ที่ไหน”  ส่วนมโหสถบัณฑิตเมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วจะตัดสิน ทำให้มหาชนหายสงสัยได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:55:26 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 9





        จากตอนที่แล้ว เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ชาวนาชาวไร่พากันเริ่มงานไถเพื่อเตรียมหว่านข้าวกล้า ชายหนุ่มคนหนึ่งในปาจีนยวมัชฌคามก็เริ่มจะไถ่นาเช่นกัน จึงไปซื้อโคจากตำบลอื่น นำมาเลี้ยงไว้ รุ่งขึ้นก็พาออกไปกินหญ้าที่ชายทุ่ง ในช่วงบ่ายได้ผล็อยหลับไปครู่ใหญ่ ตื่นขึ้นมาอีกทีโคก็หายไปเสียแล้ว

        ครั้นสังเกตเห็นรอยเท้าคนจูงโคก้าวเป็นทางยาวไปตามแนวคันนา ก็มั่นใจว่าโคต้องถูกโจรลักไปแน่ จึงตัดสินใจออกวิ่งไล่ตาม กระทั่งไปถึงตัวก็ขู่ตะคอกว่า  แกจะนำโคของข้าไปไหน เอาโคของข้าคืนมานะ โจรก็กล่าวว่า โคนี่ของข้า  เอ็งเกี่ยวอะไรด้วย ต่างก็เถียงกันเอ็ดตะโร ไม่มีใครยอมใคร

        มหาชนได้ยินเสียงชายทั้งสองวิวาทกัน ก็มายืนมุงดูกันจนแน่น มโหสถบัณฑิตได้ยินเสียงเอ็ดอึง จึงให้เรียกคนทั้งสองมาในศาลา ขันอาสาว่า เราจะวินิจฉัยความของท่านทั้งสองโดยยุติธรรม ท่านทั้งสองจะยอมฟังคำวินิจฉัยของเราหรือไม่ ชายทั้งสองก็รับคำ

        มโหสถบัณฑิตจึงถามชายที่เป็นโจรก่อนว่า “ท่านให้โคของท่านกินและดื่มอะไร” “กระผมให้โคดื่มยาคู ให้กินงา แป้ง และขนมสด ขอรับ” โจรตอบ 

        แล้วจึงหันไปถามเจ้าของโคด้วยคำถามเดียวกัน ชายเจ้าของโคตอบว่า “กระผมให้กินหญ้าอย่างเดียวเท่านั้นล่ะ  คนจนอย่างกระผม จะหายาคู งา แป้ง และขนมสด มาแต่ที่ไหน”

        มโหสถบัณฑิตได้ฟังคำให้การของคนทั้งสองแล้ว ปรารถนาจะทำความจริงให้ประจักษ์ท่ามกลางมหาชน จึงให้คนใช้นำถาดพร้อมใบประยงค์มาด้วยกำหนึ่ง สั่งให้ตำในครกจนแหลก ขยำด้วยน้ำ แล้วกรอกน้ำนั้นใส่ปากโค

        โคดื่มเข้าไปได้หน่อยหนึ่ง ก็สำรอกออกมาเต็มถาดนั้น ปรากฏว่ามีแต่ใบหญ้าล้วนๆ ไม่มีสิ่งใดเจือปนเลย  มโหสถบัณฑิตจึงยกถาดนั้นขึ้น ชี้ให้มหาชนได้เห็นโดยทั่วกัน แล้วหันมาถามโจรว่า  “เจ้าเป็นโจรลักโคเขามา ใช่หรือไม่” 

        ฝ่ายโจรเมื่อเห็นความจริงปรากฏเช่นนั้น ก็ไม่อาจทำหน้าด้านปากแข็งอีกต่อไป จำต้องยอมรับความเป็นจริง ด้วยสีหน้าที่เหมือนกำลังแก้ผ้าอยู่ท่ามกลางมหาชนว่า “ใช่ครับ กระผมเป็นโจร”

        ทันทีที่โจรรับสารภาพ ฝูงชนที่เฝ้ามุงดูเหตุการณ์อยู่นั้น ต่างก็กลุ้มรุมกันเข้าไปทุบตีเตะต่อยโจรด้วยความเจ็บแค้นแทนเจ้าของโคอย่างไม่ปรานีปราศรัย จนโจรนั้นบอบช้ำไปทั้งตัว

        มโหสถเห็นเช่นนั้น ก็เกรงเจ้าโจรร้ายจะมาตายคาสหบาทาของมหาชน จึงเข้าไปขอร้องให้ชาวประชาหยุดการลงประชาทัณฑ์ก่อน  แล้วก็กล่าวสอนโจรด้วยจิตเมตตาว่า “เจ้าอย่าได้ทำอย่างนี้อีกนะ เจ้าได้รับโทษในคราวนี้เพียงเท่านี้ ก็หนักหนาสาหัสพอแก่กรรมของเจ้าแล้ว แต่ต่อไปภายหน้า หากเจ้ายังขืนทำผิดอีก เจ้าคงรู้ดีว่าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ยิ่งกว่านี้สักเพียงไร”   
 
        เมื่อเห็นว่าโจรได้สำนึกผิดแล้ว มหาชนจึงยินยอมปล่อยตัวโจรนั้นไปด้วยอาการสะบักสะบอม   จากนั้นมโหสถได้ให้โอวาทต่อไปว่า  “เจ้าเห็นทุกข์ของเจ้าในภพนี้แต่เพียงเท่านี้ แต่ในภพหน้า เจ้ายังจะต้องเสวยทุกข์ใหญ่ในนรก ต้องทนทุกข์ทรมานอีกยาวนานนับเท่าไม่ถ้วน แต่นี้ไปเจ้าจงละกรรมนี้เสีย แล้วจงรักษาศีลไว้ให้ดี เผื่อว่าทุกข์นั้นจะได้ลดหย่อนผ่อนเบาลง”

        โจรนั้นก็รับปากว่า “ขอรับนายท่าน ต่อไปกระผมจักไม่ทำเช่นนี้อีก” นับแต่นั้นมา เขาก็กลับตัวกลับใจ แล้วตั้งใจทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต

        พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำรายงานที่มหาอำมาตย์ส่งมาถวายทั้งหมด ด้วยพระอาการเพลิดเพลิน ครั้นทูตนำสาส์นกราบทูลเรื่องนั้นจบลง พระองค์ก็ทรงพระสรวลด้วยความปราโมทย์ยินดีในการวินิจฉัยของมโหสถบัณฑิต

        แม้ว่าจะทรงพอพระทัยในตัวบัณฑิตน้อยเป็นนักหนา  แต่ก็ยังมิอาจตรัสชื่นชมมโหสถให้มากเกินไป ด้วยทรงมีพระประสงค์จะรับฟังความเห็นของท่านอาจารย์เสนกะเสียก่อน จึงรับสั่งถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ท่านอาจารย์ เราสมควรจะรับพ่อมโหสถบัณฑิตเข้ามาได้หรือยัง”

        ฝ่ายท่านเสนกะเห็นพระเจ้าวิเทหราชทรงใฝ่พระหฤทัยถึงมโหสถเป็นอันมาก ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ ทั้งเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “..นี่ขนาดยังมิทันรับตัวมโหสถเข้ามา พระองค์ยังทรงชื่นชมโสมนัสถึงเพียงนี้   ...หากวันใดมโหสถได้เข้ามาเป็นราชบัณฑิตของพระองค์ละก็ วันนั้น เห็นทีว่าตนและสหายที่เหลือคงจะสิ้นความสำคัญเป็นแน่ ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร ก็จักต้องหาทางทูลทัดทานไว้ให้จงได้”   คิดดังนี้แล้ว จึงกราบทูลพระราชาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ ขอได้ทรงโปรดยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อนเถิดพระเจ้าข้า” 

        “อย่างไรเล่าท่านอาจารย์ ท่านคิดว่ายังไม่สมควรหรือ” พระองค์รับสั่งถามซ้ำอีก

        “พะยะค่ะ ข้าพระบาทเห็นว่า ข้อวินิจฉัยนี้ยังเป็นเหตุเล็กน้อยเกินไป ไม่สมควรแก่เหตุที่พระองค์จะทรงรับตัวมโหสถเข้ามาสู่พระราชมณเฑียรในฐานะราชบัณฑิตของพระองค์เลยพระเจ้าข้า” ท่านเสนกะยืนยันหนักแน่นเช่นเดิม
 
        “อะไรกันท่านอาจารย์ มโหสถกุมารอายุเพียงน้อยนิด แต่สามารถตัดสินข้อพิพาทที่ยากถึงเพียงนี้ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านยังจะเห็นว่าเป็นเหตุเล็กน้อยอยู่อีกหรือ” พระเจ้าวิเทหราชทรงซัก ด้วยหวังว่าจะได้ฟังคำตอบที่ทรงพอพระหฤทัย

        “ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่าเล็กน้อยนั้น เพราะคดีตู่อ้างความเป็นเจ้าของทรัพย์ เป็นเพียงคดีธรรมดาที่มิสู้จะมีเงื่อนงำที่เร้นลับแต่อย่างใด บัณฑิตอาศัยปัญญาเพียงเล็กน้อย ก็อาจวินิจฉัยได้ พระเจ้าข้า”

        “เช่นนั้นหรือ ท่านอาจารย์”
 
        “ใช่แล้วพะยะค่ะ  จริงอยู่ มโหสถกุมารอาจเฉลียวฉลาดเกินกว่ากุมารทั่วไป แต่ก็หาได้มีปัญญามากไปกว่าบุรุษผู้เป็นบัณฑิตทั่วไปแต่อย่างใด ฉะนั้น มโหสถกุมารจึงยังไม่สมควรที่จะเรียกว่าเป็นยอดแห่งมหาบัณฑิต พระเจ้าข้า”

        “อืมม..ท่านอาจารย์ ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่ แล้วถ้าเช่นนั้นเราควรจะทำอย่างไรกันดีละ”

        คำทูลทัดทานของท่านเสนกะดูจะได้ผลดี พระสุรเสียงของพระองค์เริ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และมีทีท่าว่าทรงคล้อยตามคำของท่านเสนกะแล้ว

        “ขอเดชะ ข้าพระบาทเห็นด้วยเกล้าว่า ในเวลานี้ควรที่พระองค์จะต้องรอคอยต่อไปสักหน่อย จึงจะเป็นการดี ครั้นพระองค์ทรงพิจารณาใคร่ครวญ จนทราบแน่ชัดว่า มโหสถผู้นี้มีปรีชาญาณมากน้อยเพียงใด เมื่อนั้นก็สุดแล้วแต่พระองค์จะทรงตัดสินพระหฤทัย พระพุทธเจ้าข้า”

        “ก็ดีเหมือนกัน ท่านอาจารย์ เป็นอันตกลงตามนั้น”  รับสั่งเช่นนี้แล้ว ก็ให้ทูตนำพระกระแสรับสั่งกลับไปบอกอำมาตย์ผู้นั้นให้เฝ้าสังเกตดูเหตุการณ์ต่อไปอีก เรื่องที่ว่าอาจารย์เสนกะจะยินยอมให้มโหสถบัณฑิตเข้ามาสู่พระราชวังโดยง่ายนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะเขารู้ดีว่า นั่นคือเหตุที่จะทำให้รัศมีของเขาและสหายอ่อนแรงโรยแสงลง ส่วนเหตุการณ์ภายหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 13 กันยายน, 2552, 22:56:22 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มโหสถบัณฑิต   ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี  ตอนที่ 10





        จากตอนที่แล้ว มโหสถบัณฑิตได้ตัดสินคดีโจรลักโค ที่กล่าวตู่เอาโคของคนอื่นมาเป็นของตนโดยทำความจริงให้ปรากฏ จนโจรต้องยอมรับความเป็นจริงท่ามกลางมหาชนว่า ตนเป็นโจรจริง   ฝูงชนที่เฝ้ามุงดูเหตุการณ์อยู่ เมื่อได้ยินคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต่างก็กลุ้มรุมกันเข้าไปทุบตีโจรด้วยความเจ็บแค้นแทนเจ้าของโค มโหสถเห็นเช่นนั้น  จึงเข้าไปขอร้องให้ชาวประชาหยุดการลงประชาทัณฑ์  แล้วก็กล่าวสอนโจรด้วยจิตเมตตาว่า  เจ้าอย่าได้ทำอย่างนี้อีก     

        พระเจ้าวิเทหราชเมื่อได้สดับคำรายงานที่มโหสถตัดสินความทั้งหมด ก็ทรงพระสรวลด้วยความยินดีในการวินิจฉัยของมโหสถบัณฑิต จึงรับสั่งถามอาจารย์เสนกะว่า  สมควรจะรับมโหสถบัณฑิตเข้ามารับราชการได้หรือยัง

        ฝ่ายท่านเสนกะเห็นพระราชาทรงชื่นชมมโหสถมาก ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจมาก ด้วยคิดว่า ยังมิทันรับตัวมโหสถเข้ามา พระองค์ยังทรงชื่นชมโสมนัสถึงเพียงนี้ หากมโหสถได้เข้ามาเป็นราชบัณฑิตแล้ว เห็นทีว่าตนคงจะสิ้นความสำคัญเป็นแน่ จึงกราบทูลพระราชาให้ทรงยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อน 

        พระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสถามว่า มโหสถกุมารสามารถตัดสินข้อพิพาทที่ยากถึงเพียงนี้ ทำไมจึงเห็นว่ายังไม่สมควรจะรับเข้ามาอีก อาจารย์เสนกะก็กล่าวอ้างว่า เป็นคดีตู่กรรโชกทรัพย์ธรรมดาที่ไม่มีเงื่อนงำอะไรนัก อาศัยปัญญาเพียงเล็กน้อยก็อาจวินิจฉัยได้ พระราชาจึงจำต้องรับสั่งให้อำมาตย์ผู้นั้นเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป

        ต่อมา ในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคามนั่นเอง มีสตรีนางหนึ่ง เพิ่งจะคลอดบุตรคนแรกได้เพียงไม่กี่เดือน วันหนึ่งนางทราบข่าวว่ามีการสร้างศาลาหลังใหญ่ขึ้นกลางหมู่บ้าน  ก็ปรารถนาจะไปเที่ยวชมให้เพลิดเพลินใจ นางจึงอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก มุ่งหน้าไปยังศาลาหลังนั้น  ไม่นานนัก ก็เดินทางมาถึงศาลาที่มโหสถดำริสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่มหาชน นางจึงมองหาร่มไม้เพื่อนั่งพักให้หายเหนื่อย เมื่อมองเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ริมขอบสระ มีลำต้นใหญ่ ใบดกหนาครึ้มเต็มต้น จึงตรงรี่เข้าไปหาที่นั่งบริเวณใต้โคนไม้นั้น

        นางอุ้มลูกน้อยพลางเย้าหยอกเล่นด้วยความเอ็นดู ครั้นแลเห็นสระโบกขรณีเบื้องหน้าที่เต็มด้วยน้ำใสสะอาด จึงตรงดิ่งเข้าไปใกล้ขอบสระ    มือข้างหนึ่งประคองลูกน้อยอย่างระมัดระวัง อีกมือหนึ่งก็ค่อยๆ วักน้ำในสระ ขึ้นลูบตัวทารกน้อยพอให้เย็นสดชื่น  จากนั้นนางจึงพับผ้าทำเป็นเบาะปูให้ลูกได้นั่งใต้ร่มไม้ ส่วนตนก็ผละไปล้างหน้าด้วยความสบายอกสบายใจ

        ทันใดนั้นเอง ยักษิณีตนหนึ่งซึ่งสิงสถิตอยู่ในราวป่า ถูกความหิวบีบคั้นมานาน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะจับมนุษย์ผู้อ่อนแอกินเป็นอาหาร ครั้นเห็นหญิงนั้นอุ้มลูกน้อยผ่านมาทางที่อยู่ของตน ก็ปรารถนาจะกินทารกนั้นเป็นอาหาร    จึงติดตามมาจนถึงสระโบกขรณี จ้องหาโอกาสที่จะชิงทารกไปจากอ้อมอกของนาง แต่รอคอยนานเท่าใด ก็ยังไม่ได้โอกาส เพราะแม้หญิงผู้เป็นมารดาจะเดินไปล้างหน้า แต่สายตาก็ยังชำเลืองแลบุตรน้อยอยู่ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง

        นางยักษิณีจึงตัดสินใจแปลงกายเป็นหญิงชาวบ้าน ทำทีเดินผ่านเข้ามาใกล้ แล้วทักทายขึ้นว่า “โอ...หนูน้อยนี่ช่างน่ารักเสียจริง”

        พลางถามหญิงผู้เป็นมารดาว่า “นี่เป็นลูกเธอหรือจ๊ะ” หญิงนั้นก็ตอบว่า “ลูกของฉันเองจ้ะ”

        “ช่างเป็นบุญของเธอนะ ที่มีบุตรน่ารักอย่างนี้”  นางยักษิณีกล่าวป้อยอ แล้วสาธยายความว่า  “ฉันเองก็เคยมีกับเขาเหมือนกันแหละจ้ะ แต่คงจะไร้วาสนา เพราะไม่ทันไรก็จำต้องพลัดพรากจากกัน ทั้งๆที่ลูกน้อยกำลังน่ารักน่าชมทีเดียว”

        “อย่าเสียใจเลยจ้ะ ถึงอย่างไร เธอก็ยังไม่เกินวัยที่จะมีลูกได้อีก มิใช่หรือจ๊ะ” หญิงนั้นกล่าวปลอบใจ

        “ก็ถูกของเธอแหละจ้ะ” นางยักษ์ตอบ “แต่ทุกวันนี้ ฉันก็จำต้องอยู่อย่างว้าเหว่ใจ” นางยักษิณีแสร้งตีสีหน้าเศร้าคล้ายเก็บกดความทุกข์ไว้ในใจ   นิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “แหม...หนูน้อยนี่ ช่างน่ารักเหลือเกิน ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย เนื้อตัวก็อวบอูมแน่น น่าจับน่าอุ้มเสียจริง ขอฉันอุ้มหน่อยเถิดนะ ฉันจะให้แกดื่มนม ท่าจะหิวแล้วกระมัง”

        “เชิญเถิดจ้ะ” มารดาเด็กกล่าวอนุญาตด้วยความซื่อ หารู้ไม่ว่าหญิงที่นางกำลังสนทนาอยู่ด้วยมิใช่หญิงธรรมดา แท้ที่จริงเป็นยักษิณีจำแลงมา
 
        พอมารดาเด็กออกปากอนุญาตเท่านั้น นางยักษิณีก็รีบคว้าทารกด้วยมือทั้งสอง ชูทารกขึ้นจนสุดแขน เด็กน้อยเมื่อถูกยักษิณีอุ้มก็ร้องไห้งอแง เพราะร่างน้อยบอบบางเกินกว่าที่จะทานทนต่อพละกำลังของนางยักษิณีได้

        หญิงผู้เป็นมารดายังมิทันเอะใจ เพราะคิดว่าเป็นธรรมดาของลูกที่ไม่คุ้นกับมือของหญิงอื่น นางจึงแค่หันมามองดูหน่อยหนึ่ง แล้วก็ลงไปในสระน้ำล้างหน้าล้างตาต่อไป

        ยักษิณีหยอกเย้าทารกเล่นครู่หนึ่ง เห็นมารดาเด็กยังก้มหน้าก้มตาล้างหน้าอยู่ ก็รีบฉวยทารกนั้นวิ่งหนีไปโดยเร็ว

        มารดาเด็กเห็นลูกน้อยถูกชิงไปต่อหน้าต่อตา ก็ตกใจสุดขีด ไม่รอช้ารีบขึ้นจากสระแล้ววิ่งกวดตามไปอย่างไม่คิดชีวิต
 
        ในที่สุดก็คว้าผ้านุ่งของนางยักษิณีไว้ได้ พลางตวาดถามอย่างไม่เกรงใจว่า “เอ็งจะพาลูกข้าไปไหน ขอข้าอุ้ม ข้าก็ให้อุ้มเพราะเห็นใจ แล้วนี่ยังจะมาชิงลูกข้าไปอีก”
 
        “แน่ะ หญิงถ่อย ดูซิหน้าไม่อาย อยู่ๆ ก็มาตู่เอาลูกเขาเสียอย่างนั้นแหละ ลูกของเอ็งที่ไหนกัน ลูกของข้าต่างหาก” นางยักษิณีตอบสวนทันควัน

        “หน็อยแน่ะ นางขี้ตู่ จู่ๆก็มาว่าเป็นลูกของตัว แล้วยังมีหน้ามาว่าเจ้าของเขาอีก เอาลูกของข้ามานะ” มารดาเด็กเถียงไม่ลดละ

        “ข้าไม่ให้! ลูกของข้าต่างหาก ลูกของแกเสียเมื่อไหร่ล่ะ” นางยักษ์จำแลงยืนกราน
 
        ทั้งสองนางต่างทะเลาะโต้เถียงกัน ตะโกนด่าทอกันจนสุดเสียงตามประสาหญิง เดินติดตามยื้อยุดกันไปจนถึงประตูศาลา มโหสถบัณฑิตได้ยินเสียงหญิงทั้งสองทะเลาะกันมาแต่ไกล ก็ออกมาที่หน้าศาลาให้คนเรียกเข้ามา ถามว่า “เธอทั้งสองทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร”แต่หญิงทั้งสองจะกล่าวอย่างไร มโหสถบัณฑิตจะตัดสินความอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: