วรรคทองในวรรณคดีไทย ใครชอบบทไหนบ้าง

(1/5) > >>

นาคา:


โอเจ็บกูเร่งเจ็บ คือเหน็บเสี้ยนเสียดแดกลาง
ใจจากประจากปาง ประลองกามกามี
โอ้เสียงสำเนียงสัต วร้องในพนาลี
โอ้อกกรอุชี วิตเพี้ยงพินาศนาศ
โอ้แสงพระสุริย์ฉาย รสายเมฆอากาศ
โอ้เจ็บบำราศราส บสว่างคือคมแด

จากอนิรุทคำฉันท์ ของศรีปราชญ์

อ่านแล้วเจ็บ

นาคา:
ไปเจอโคลงนิราศนรินทร์ ที่ดร.จิตเกษม สีบุญเรืองแปลไว้เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส
เป็นของหายากมาก เลยขอเอามาลงไว้ในนี้ไม่ให้สูญหายไป

โอ้ศรีเสาวลักษณ์ล้ำ............ แลโลม โลกเอย
แม้ว่ามีกิ่งโพยม.................. ยื่นหล้า
แขวนขวัญนุชชูโฉม............. แมกเมฆ ไว้แม่
กีดบ่มีกิ่งฟ้า........................ ฝากน้องนางเดียว

Oh, thou most beautiful in all the world,
If there were a heavenly grove
I would put thee there
And hide thee thus among the clouds!
But, alas, there is no heavenly grove
To shelter my love and only love.

บทนี้แปลจากภาษาไทยบทเดียวกัน แต่แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส

O,toi, la plus belle au monde,
S'il etait un arbre dans la ciel
Ou pouvoir te dissimuler
Je te cacherais dans les nuages.
Mais las,un tel arbre n'est pas.

นาคา:
บทประพันธ์ของ วิลเลียม วอลเลซ ซึ่งคงไม่ถือเป็นวรรณคดี
แต่ชอบบทนี้มาก ซึ่งหลายคนคงรู้จัก
บทประพันธ์ของวิลเลียม โรส วอลเลซ
พระราชธรรมนิเทศแปล

เรื่อง – อะไรครองโลก?


WHAT RULES THE WORLD
They say that man is mighty;
He governs the land and sea,
He wields a might scepter
O'er lesser powers that be.

But a mightier power and stronger
Man from his throne has hurled,
For the hand that rocks the cradle
Is the hand that rules the world.

-- William Ross Wallace

สองมือที่ดูนิ่มนวลอ่อนโยน
สองมือที่ดูช่างบอบบางอย่างนั้น
สองมือที่ดั่งไม่มีความสำคัญ
คือสองมือที่ทำให้โลกหมุนไป

แม้เพียงร่างกายนั้นเกิดเป็นหญิง
แท้จริงหัวใจนั้นแกร่งยิ่งกว่าชาย
ขอเพียงให้เป็นได้ดังที่ตั้งใจ
จะทุกข์ทนเดียวดายไม่มีความสำคัญ

* บันดาลโลกหมุนเวียนวนไปตามจิตใจ
นำพาให้เป็นไปตามต้องการ
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไปด้วยมือเธอเสกสรร
ดังถ้อยคำประพันธ์เปรียบเปรยพรรณนา

ถึงชายได้กวัดแกว่งแผลงจากอาสน์
ซึ่งอำนาจกำแหงแรงยิ่งกว่า
อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา
คือหัตถาครองพิภพจบสากล


(แปลโดย พระราชธรรมนิเทศ)

นาคา:
จากสามัคคีเภทคำฉันท์ ของกวีชิต บุรทัต
ตอนที่วัสสกัลพราหมณ์ให้ความเห็นโต้แย้งกับพระเจ้าอชาติศัตรูกลางที่ประชุม
พระเจ้าอชาติศัตรูแสร้งพิโรธแล้วงดโทษตาย ด้วยที่เป็นอาจารย์สั่งเฆี่ยนแล้วให้โกนผม แล้วก็ขับออกจากเมือง
นี่นะเห็นเพราะเป็นอมาตย์กระทำ ...... พระราชการมาฉนนำสมัยนาน
ใช่กระนั้นละไซร้จะให้ประหาร ......... ชีวาตและหัวจะเสียบประจานทันที
นาคราภิบาลสภาบดี .......................... และราชบุรุษและเฮยจะรีจะรอไย
ฉุดกระชากและลากกลีอปรีย์เถอะไป ....บ่พักจะต้องกรุณอะไรกะคนคด
ลงพระราชกรรมกรณ์บท .................. พระอัยการพิพากษกฎและโกนผม
ไล่มิให้สถิตณคามนิคม ...................... นครมหาสิมานิยมบุรีไร
มันสมัครสวามิภักดิใน ....................... อมิตรลิจฉวีก็ไปบ่ห้ามกัน
....
แล้วเป็นภาพที่วัสกัลพราหมณ์ถูกโบย

บงเนื้อก็เนื้อเต้น .... พิศเส้นสรีรัว
ทั่วร่างและทั้งตัว .. ก็ระริกระริวไหว
แลหลังละลามโล ... หิตโอ้เลอะหลั่งไป
เพ่งพาดอนาถใจ ... ระกะร่อย เพราะรอยหวาย
เนื่องนับเอนกแนว .. ระยะแถวตลอดลาย
เฆี่ยนครบสยบกาย . ศิรพับพะกับคา

นาคา:
 *1 วันนี้มาลองดูโคลงนิราศนรินทร์บ้าง จะเห็นว่าได้รับอิทธิพลจากศรีปราชญ์มาเยอะ แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสอดแทรกอยู่ครับ คือ ศรีปราชญ์มีสำนวนหวานเศร้า แต่ของนิราศนรินทร์จะออกโลดโผนแบบคนหนุ่ม

โคลงบทหนึ่งใน นิราศนรินทร์ ถือกันว่าเป็นแบบการแต่งโคลงที่ลง เอก โท สมบูรณ์ครบถ้วนเช่นเดียวกับ  "เสียงลือเสียงเล่าอ้าง"  ในลิลิตพระลอ
เหมาะสำหรับท่องจำ เพื่อให้จำรูปแบบโคลงสี่สุภาพได้
คือ
จากมามาลิ่วล้ำ....... ลำบาง
บางยี่เรือราพลาง.... พี่พร้อง
เรือแผงช่วยพานาง...... เมียงม่าน มานา
บางบ่รับคำคล้อง...... คล่าวน้ำตาคลอ

ความ เป็นมาของนายนรินทร์ธิเบศร์ ค่อนข้างมืดมนสำหรับคนรุ่นหลัง  แม้แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพผู้นิพนธ์คำนำของการพิมพ์นิราศเรื่องนี้ ไว้  ก็ไม่ทรงพบข้อมูลอื่นนอกจากข้อสันนิษฐานว่า  ผู้แต่งเป็นมหาดเล็กชื่อนายอิน   ดำรงตำแหน่งมหาดเล็กหุ้มแพร นายนรินทร์ธิเบศร์
ตามที่กล่าวไว้ในโคลง
ส่วนที่ว่าเป็นมหาดเล็กกรมพระราชวังบวรฯในรัชกาลที่ 2 ก็ทรงสันนิษฐานตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่กรมพระราชวังบวรฯเคยยกทัพไปศึก
แต่ความเป็นไปของกวีเอกคนนี้   เราแทบไม่รู้อะไรอีกเลย  ไม่ว่าท่านเกิดเมื่อไรตายเมื่อไร  เป็นลูกหลานใคร
ไม่มีขุนนางเก่าแก่คนไหนจดจำประวัติของนายนรินทร์ธิเบศร์ไว้ พอจะทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงฯได้เลย
ผลงานของท่านก็เพิ่งมาค้นพบหลังสมัยของท่านมาก    ประมาณรัชกาลที่ 5 
ผลงานอื่นๆนอกจากเพลงยาว ที่เชื่อกันว่าท่านแต่ง  ก็ไม่มีหลักฐานให้พบอีก

ส่งท้ายด้วยอีกบท

ชมแขคิดใช่หน้า.....นวลนาง
เดือนตำหนิวงกลาง..... ต่ายแต้ม
พิมพ์พักตร์แม่เพ็ญปราง.....จักเปรียบ ใดเลย
ขำกว่าแขไขแย้ม......... ยิ่งยิ้มอัปสร

เป็นเพราะนายนรินทร์ธิเบศร์ชอบใช้โวหารแบบ อติพจน์ หรืออธิพจน์(Hyperbole)
คือการกล่าวอลังการ เกินจริง  เกินความเป็นไปได้  เพื่อเน้นให้เห็นอารมณ์รักโศกอย่างเข้มข้นได้สมจริงสมจัง

ถ้อยคำของนายนรินทร์ธิเบศร์ แม้ว่าบางบทดำเนินตามรอยของศรีปราชญ์  แต่ส่วนใหญ่แล้วมีลีลาเฉพาะตัวอยู่มาก   อย่างอติพจน์นี่ละ
ลองอ่านบทนี้

พันเนตรภูวนาถตั้ง....ตาระวัง ใดฮา
พักตร์สี่แปดโสตฟัง.....อื่นอื้อ
กฤษณนิทรเลอหลัง.....นาคหลับ ฤาพ่อ
สองพิโยคร่ำรื้อ.....เทพท้าวทำเมิน

แบบ นี้จัดเป็นอติพจน์    คือคำคร่ำครวญของหนุ่มสาวสองคนแค่นี้  กวีก็ตัดพ้อถึงพระอินทร์ พระพรหม  พระนารายณ์เสียแล้วว่า ไม่เห็นไม่ได้ยินหรือไง  ถึงทำเมินไม่มาช่วยเหลือ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป