Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
09 กันยายน 2553, 14:02:23

   


หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง เนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  (อ่าน 2665 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,541

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 08 กันยายน 2552, 20:08:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 15





        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงรอคอยอยู่เนิ่นนาน  พระเจ้าเนมิราชก็ยังไม่ปรากฏ จึงทรงส่งเทพบุตรอีกองค์หนึ่งให้รีบไปตามอีกครั้ง   มาตลีเทพสารถีน้อมรับบัญชาแล้ว ก็คิดว่า เราจะช้าไม่ได้แล้ว    จึงใช้เทวานุภาพบันดาลให้พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรวิมานต่างๆ  พร้อมกัน 

        หลังจากเยี่ยมชมวิมานทองของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาพอสมควรแล้ว  มาตลีเทพสารถีจึงได้ทูลว่า  บัดนี้พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ ตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรที่จะได้เสด็จไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช  ผู้เป็นประมุขของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   ขอเชิญเสด็จในบัดนี้เถิด 
        ว่าแล้วมาตลีเทพสารถีก็ขับเทวรถต่อไป  ให้ท้าวเธอทอดพระเนตรภูเขาสัตตปริภัณฑ์  ซึ่งตั้งล้อมรอบภูเขาสิเนรุ เป็น ๗ ชั้น คือ ภูเขาสุทัสสนะ  ภูเขากรวีกะ   ภูเขาอิสินธระ   ภูเขายุคันธระ   ภูเขาเนมินธระ  ภูเขาวินตกะ  และภูเขาอัสสกัณณะ   ภูเขาทุกลูกมีมหาสมุทรสีทันดรกั้นกลาง

        สถานที่เหล่านี้เป็นที่สถิตของท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐมหาราช  ประจำทิศตะวันออก  ท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์มหาราชประจำทิศตะวันตก  และท้าวเวสวัณมหาราช  ประจำทิศเหนือ  ทรงปกครองพวกนาค  ยักษ์  คนธรรพ์  และครุฑ

        หลังจากแสดงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็ขับทิพยานมาถึงซุ้มประตูที่มีรูปเหมือนของท้าวสักกะตั้งอยู่ด้านหน้า    มาตลีได้กราบทูลว่า  ประตูนี้มีชื่อเรียกว่า จิตกูฏ  เป็นประตูเสด็จเข้าออกของท้าวสักกะเทวราช แล้วก็นำเสด็จเข้าสู่เทวภูมิที่มีภาคพื้นเป็นทองที่ประดับไปด้วยเงินและแก้วมณีอันราบเรียบและนุ่มนวล 

        ขณะที่ผ่านจิตกูฏ  ประตูแห่งเทพนครนั้น  พระเจ้าเนมิราชยังทอดพระเนตรเห็นวิมานของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาที่สวยงามสว่างไสวเรืองรองอีกมากมาย 

        จากนั้นสายพระเนตรก็มาหยุดลงตรงที่สุธรรมาเทวสภา  เป็นวิมานที่รุ่งเรืองด้วยแก้วไพฑูรย์  มีเสา ๘  เหลี่ยม ที่ทุกๆ เสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ช่างวิจิตรตระการตาและงดงามยิ่งนัก    จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี เราขอถามท่านอีกสักหน่อยเถิด วิมานหลังนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเป็นวิมานของใครกันหรือ” 

        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามตามที่ปรากฏว่า สุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์นี้  โดยมีท้าวสักกะจอมเทพเป็นประมุข  พระเจ้าข้า

        ส่วนว่า เพราะเหตุใด เทวสภาแห่งนี้จึงเกิดขึ้นมาได้นั้น มีความเป็นมาดังนี้ คือ ในอดีต  ได้มีมาณพหนุ่มคนหนึ่งนามว่า มฆมาณพ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอจลคาม เขาเป็นผู้มีน้ำใจงดงาม  เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย โดยเขามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ๔ คน  มีชื่อว่า สุธรรมา สุนันทา  สุจิตรา  และสุชาดา 

        วันหนึ่งมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ของตน ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่ไว้ที่หนทาง ๔ แพร่ง  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง  แต่เขาเบื่อหน่ายภรรยา ไม่ปรารถนาจะให้พวกเขาไปเกิดในสวรรค์ร่วมด้วยกับพวกตน จึงมิได้บอกให้พวกภรรยาล่วงรู้ เพราะไม่อยากให้มีส่วนบุญในครั้งนี้ ได้ทำกันเองระหว่างสหายด้วยกัน   

        แต่เรื่องนี้ก็รู้ถึงนางสุธรรมาจนได้   ด้วยความอยากมีส่วนร่วมในบุญ  นางจึงได้คบคิดกับช่างไม้ให้จัดการถากไม้ทำช่อฟ้าสลักชื่อว่า “สุธรรมา” แล้วเอาผ้าคลุมไว้  เพื่อจะนำไปติดตั้งไว้ที่ยอดหน้ามุขของศาลาหลังนั้น   

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้ก็รับสมอ้างว่าลืมทำช่อฟ้าของศาลาหลังนี้  จะทำตอนนี้ก็ไม่ทันกาล  ควรจะป่าวประกาศว่าบ้านใครมีช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้บ้าง เพื่อจะได้ซื้อนำมาใช้ในงานนี้ 

        มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมา จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน  นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   

        แต่มฆมาณพและสหายกลับตอบปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนในบุญที่ตนเองและพรรคพวกร่วมกันกระทำ 

        นายช่างซึ่งคบคิดกับนางสุธรรมมาไว้ก่อนแล้ว จึงพูดเตือนสติมฆมาณพว่า  เจ้านายครับ ยกเว้นพรหมโลกเสียแล้ว สถานที่อื่นซึ่งจะเว้นจากผู้หญิงนั้นไม่มีเลย  ท่านควรเห็นแก่ศาลาที่กำลังจะเสร็จ  ขอจงรับช่อฟ้าไว้ เพื่อทำศาลาให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์จะดีกว่า 

        มฆมาณพและสหายเห็นเป็นจริงตามที่นายช่างพูด บวกกับถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องใช้ จึงยอมรับช่อฟ้านั้นมาประกอบพิธี  แล้วก็ติดตั้งไว้ที่หน้ามุขหลังคาศาลาหลังนั้น

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยศาลาแห่งนั้น ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมมาปรากฏอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา ดังนั้น ศาลาแห่งนั้นจึงมีชื่อว่า สุธรรมา

        นางสุธรรมานั้น ได้ใช้ปัญญาของตน เข้ามีส่วนร่วมในบุญสร้างศาลา เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้ว นางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งกรรมดีที่ทำไว้ในอดีต 

        ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช วิมานที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์นี้ มีพื้นที่ประมาณ  ๕๐๐  โยชน์  เกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญของมฆมาณพและสหาย มีชื่อว่า สุธรรมาเทวสภา เพราะบุญที่เกิดจากการสร้างศาลาสุธรรมาในครั้งนั้น

        ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงธรรม สุธรรมาเทวสภาแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ เพราะเป็นสถานที่มาประชุมร่วมกันในพิธีรื่นเริงต่างๆ ของเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  และในทุกๆ วันพระก็จะมีการประชุมกันเพื่อฟังธรรม และรับรายงานบัญชีบุญบัญชีบาปของมนุษย์ บัดนี้ ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เทวสมาคม ณ บัดนี้เถิด พระเจ้าข้า”

        การถวายรายงานของมาตลีที่ยืดยาวนั้น ดูเหมือนจะเป็นการเนิ่นช้าในความรู้สึกของเรา แต่วิสัยของเทวฤทธิ์นั้นใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียว ทั้งในขณะที่พูดก็ปรากฏเป็นภาพแสงสีเสียงให้เห็นเป็นเรื่องราวไปตามนั้น จึงเป็นความบันเทิงพระหฤทัยของพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง

        แต่ถึงจะเร็วอย่างไร มันก็ช่างเป็นความรู้สึกชักช้าของเทวดายิ่งนัก เพราะวิสัยของเทวดานั้นมีปกติคิดเร็ว ทำเร็ว สำเร็จเร็ว การนึกคิดของเทวดาเป็นเหมือนการตั้งจิตอธิษฐาน พอนึกเสร็จก็สำเร็จทันที ตามกำลังบุญของเทวดาแต่ละองค์

        ซึ่งในขณะนี้ทิพยานของมาตลีกำลังปรากฏที่ซุ้มประตูทางเข้าเทวสมาคม ของสุธรรมาเทวสภา อันสง่างามสว่างไสวรุ่งเรือง ตระการตา แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะเกิดเหตุการณ์อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
บันทึกการเข้า




ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,541

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 08 กันยายน 2552, 20:08:23 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 16




        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภาอันยิ่งใหญ่ ก็ทรงสงสัยว่า วิมานหลังนี้ทำไมถึงใหญ่เหลือเกิน มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถี
 
        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามว่าสุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์  มีความเป็นมาว่า ในอดีตมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง 

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้กลับแจ้งว่า ลืมทำช่อฟ้าของศาลาควรจะได้ช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้ว มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมาซึ่งเป็นภรรยาของมฆมาณพ จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน 

        แต่นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   แรกๆ มฆมาณพและสหายก็ปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนร่วมในบุญ แต่เมื่อหาจากที่อื่นไม่ได้ เมื่อจำเป็นจะต้องใช้ จึงต้องยอมรับ แล้วนำไปติดตั้งไว้ที่หน้ามุข

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยในศาลา ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมาอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา  เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้วนางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งบุญนั้น  ว่าแล้วมาตลีก็อัญเชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จเข้าสู่เทวสมาคม

        เทวสมาคมต่างรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถวายการต้อนรับการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช   ต่างก็ถือเครื่องหอมต่างๆ เช่น ธูป  เครื่องอบ และดอกไม้ทิพย์ ไปคอยอยู่ที่ทางเสด็จของพระเจ้าเนมิราช  จนถึงนำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ตลอดทางนั้นล้วนมีแต่คำสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากการทำอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงทำให้ได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารกันมากมายถึงปานนี้ 

        เมื่อพระเจ้าเนมิราชเสด็จลงจากทิพยานเข้าสู่เทวสภา  เหล่าเทวดาก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกเทวราช

        ปกติโดยทั่วไปของมนุษย์ผู้ไม่รู้จักพระคุณของพระรัตนตรัย เมื่อเกิดความหวาดกลัว ต้องการจะพ้นภัย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะหายจากไข้ ก็จะนอบน้อมบูชาเทวดา อ้อนวอนขอให้ตนพ้นภัย หายจากอาการป่วยไข้

        แม้กระทั่งปรารถนาความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ย่อมจะทำสักการะ บูชา และนอบน้อมต่อเทวดา  อ้อนวอนขอให้ความปรารถนาของตนนั้นๆ สำเร็จ

         แต่ในเทวสมาคมนี้ กลับกลายเป็นว่า เทวดามาประชุมกันต้อนรับ กล่าวสดุดี สรรเสริญ และทำสักการบูชามนุษย์ 

        นี้ก็แสดงให้เห็นว่า  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์นั้น ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีที่ได้สั่งสมไว้เป็นอย่างดี และจะต้องมากกว่าเทวดา  คือถึงพร้อมด้วยคุณ มีศีล  สมาธิ และปัญญาเป็นต้นยิ่งกว่าเทวดา เทวดาจึงยินดีที่จะสักการบูชาพระองค์

        ส่วนท้าวสักกะจอมเทพทรงเกิดความเลื่อมใสในพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์ในเทวโลกกับพระองค์ โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        พระเจ้าเนมิราชได้ทรงสดับดังนั้น ก็ไม่ทรงปรารถนา เพราะทรงรู้ว่าบุญบารมีของพระองค์นั้นยังน้อยอยู่ และที่ทรงสร้างบารมีนี้ก็มิได้มีเป้าหมายเพื่อทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์

        บารมีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก จึงมีพระดำรัสว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนยวดยานหรือทรัพย์ที่ยืมเขามา 

        ฉะนั้น  หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งที่ผู้อื่นให้  บุญทั้งหลายที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามหม่อมฉันไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์

        ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติธรรมให้สม่ำเสมอ ทั้งทางกาย วาจา ใจ  จะสำรวมในศีล  และฝึกอินทรีย์  ซึ่งจะทำให้ได้รับความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง”

        พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาที่ประชุมกันอยู่ ณ มหาสมาคมแห่งนั้น   ด้วยบทธรรมที่ไพเราะจับใจ ประดุจพระอริยเจ้าผู้เป็นพระธรรมกถึกมาแสดงเอง   ทั้งยังได้พรรณนาคุณของมาตลีเทพบุตรว่า เป็นผู้มีพระคุณมีอุปการะมากแก่พระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้อีกด้วย

        เพียงไม่กี่นาทีที่ผ่านไปในภพดาวดึงส์ แต่เวลาในโลกมนุษย์ได้ผ่านไปแล้วถึง ๗ วัน ทุกกระแสพระราชดำรัส  ทำให้เหล่าทวยเทพปลื้มอกปลื้มใจทับทวี  ต่างเบิกบานยินดีกันอยู่ในหมู่เทวดาด้วยกัน

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราชว่า  “ถึงเวลาแล้วที่หม่อมฉันจะต้องลาพระองค์ เพื่อกลับไปยังโลกมนุษย์  หม่อมฉันเห็นผลแห่งบุญและบาปโดยประจักษ์ด้วยนัยน์ตาแล้ว

        กลับไปคราวนี้ หม่อมฉันจะสั่งสมบุญให้มาก และจะไม่เกียจคร้านในการชักชวนชาวประชาให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี หม่อมฉันขอลาไปก่อน”

        ท้าวสักกเทวราชทรงเลื่อมใสพระเจ้าเนมิราชยิ่งนัก เมื่อทรงเห็นว่าท้าวเธอมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะกลับสู่มนุษย์โลก จึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยานถวาย 

        มาตลีเทพสารถีน้อมรับเทวบัญชาแล้ว ก็ได้จัดการตามที่รับสั่ง  นำทิพยานเข้าเทียบรอรับพระเจ้าเนมิราชในทันที

        จากนั้น พระเจ้าเนมิชราชก็ทรงอำลาท้าวสักกเทวราช และเหล่าเทวดาทั้งหลาย เสด็จขึ้นประทับบนทิพยานอย่างสง่างาม กลับมาสู่โลกมนุษย์ในบัดนั้น

        มาตลีเทพสารถีได้นำทิพยานนามว่า เวชยันต์ กลับมาส่งถึงกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ โดยนำเสด็จมาทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศเดียวกันกับตอนที่มารับเสด็จพระเจ้าเนมิราชนั่นเอง
        มหาชนชาวพระนครมองเห็นราชรถปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศใต้ ก็เกิดตื่นเต้นโกลาหลออกจากบ้านเรือนของตนมาต้อนรับ ไชโยโห่ร้องว่า “พระราชากลับมาแล้ว ๆ” ด้วยความยินดีปรีดา ส่วนว่า เมื่อพระเจ้าเนมิราชกลับมาถึงพระนครแล้ว จะทรงปฏิบัติราชกิจอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,541

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 08 กันยายน 2552, 20:08:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 17


 
        จากตอนที่แล้ว เหล่าทวยเทพในเทวสมาคมซึ่งรอคอยอยู่  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถือเครื่องหอมและดอกไม้ทิพย์ ไปยืนรอรับเสด็จพระเจ้าเนมิราช  นำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ต่างกล่าวสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารถึงปานนี้  แล้วก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกะเทวราช และกระทำสักการบูชา

        ท้าวสักกะจอมเทพทรงสดับเทพบริษัทของพระองค์กล่าวสรรเสริญพระเจ้าเนมิราช ก็ยิ่งเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงอยู่เสวยกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลก โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        แต่พระเจ้าเนมิราชก็มิได้ทรงปรารถนา จึงมีพระดำรัสห้ามว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนทรัพย์ที่ยืมเขามา   หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย  บุญที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามตนไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์”

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราช ท้าวเธอจึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยาน  แล้วมาตลีเทพสารถีก็ได้นำเทวรถส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชกลับถึงกรุงมิถิลานคร มหาชนเห็นเทวรถมาแต่ไกลก็เกิดโกลาหลอีกครั้ง

        เมื่อเทวรถปรากฏเข้ามาใกล้ ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่า “ใช่แล้ว พระราชาของเราเสด็จกลับมาแล้ว” มาตลีเทพสารถีได้ขับทิพยานเวียนขวารอบกรุงมิถิลา  ๓  รอบ และส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชที่สีหบัญชรเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่มารับเสด็จ 

        เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว มาตลีเทพสารถีก็ทูลลาพระเจ้าเนมิราชกลับไปสู่ดาวดึงส์เทวโลกที่อยู่ของตนดังเดิม 

        ฝ่ายมหาชนนั้นเล่า ต่างมีความเบิกบานภาคภูมิใจในพระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ผู้เป็นพระราชาของตนยิ่งนัก มาชุมนุมกันกราบทูลขอให้พระเจ้าเนมิราชาตรัสเล่าถึงการไปเที่ยวชมเทวโลก

        พระเจ้าเนมิราชทรงดำริว่า สมควรที่จะเล่าถึงนรกอันร้ายกาจ เพื่อให้ประชาราษฎร์เกรงกลัวภัยในอบายภูมิเสียก่อน จึงเล่าถึงสมบัติของเหล่าเทวดาในภายหลัง จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี นรก สวรรค์ นั้นมีจริง เราได้ไปเห็นมาด้วยนัยน์ตาของเราแล้ว”

        ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงเริ่มเล่าเรื่องราวในนรกที่พระองค์ไปประสบมาแต่ต้น เริ่มตั้งแต่ แม่น้ำเวตรณีของอุสสุทนรกขุมที่ ๑ ซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์ที่มีหนามเหล็กยื่นยาวเหมือนคมหอก ที่รอต้อนรับสัตว์นรกที่หลุดออกมาจากสัญชีวมหานรก ให้ลงมาแหวกว่ายถูกหนามเหล็กเชือดเฉือน   ได้รับความทุกข์ทรมาน ตายเกิด ตายเกิดอยู่ในมหาทนีอันหฤโหดแห่งนั้นยาวนาน เพราะบาปกรรมครั้งที่เป็นมนุษย์ได้เคยเบียดเบียนทำร้ายผู้ที่ด้อยกำลังกว่า ทั้งทรมานเข่นฆ่าสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่ จึงต้องมารับทุกข์โทษอยู่ ณ อุสสุทนรกขุมนี้

        มาจบลงที่อุสสุทนรกขุมมิจฉาทิฐิ ที่เหล่าสัตว์นรกนั้น เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปไม่เชื่อว่าปรโลกจะมีจริงๆ จึงก่อบาปอกุศลโดยมิได้เกรงกลัว และชักชวนให้ผู้อื่นหลงผิดไปกับตนด้วย จึงได้ไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรกนั้น

        มหาชนได้ฟังพระราชาตรัสเล่าเรื่องราวของสัตว์นรก และบาปกรรมที่ทำให้ต้องไปตกนรกเช่นนั้น ก็เกิดความหวาดกลัวบาปกรรม ต่างรับปากกับพระเจ้าเนมิราชว่า จะไม่ทำบาปอกุศลอย่างนั้นอีกต่อไป แล้วก็ทูลถามถึงทิพยสมบัติของพวกเทวดาว่า ที่ทรงเห็นมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

        พระเจ้าเนมิราชก็ตรัสเล่า เริ่มตั้งแต่ได้ทอดพระเนตรวิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดาวรุณี ซึ่งมี ๕ ยอด สูง ๑๒ โยชน์  ประดับประดาอย่างโอฬาร  อีกทั้งอุทยาน และสระโบกขรณีก็สะพรั่งด้วยดอกบัวหลายหลากสี มีต้นกัลปพฤกษ์ล้อมรอบสระ

        ส่วนเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้น ครั้งเป็นมนุษย์ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส อาศัยอยู่ในบ้านของพราหมณ์คนหนึ่ง  นางได้ช่วยจัดข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘ รูป พร้อมทั้งได้ถวายของเล็กๆ น้อยๆ ของตนด้วยความปลื้มใจ

        แล้วได้ตรัสเล่าถึงทิพยสมบัติอันโอฬารของท้าวสักกเทวราช และที่ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากท้าวเธอและเทพบริวาร ว่าทรงได้รับการเชื้อเชิญจากท้าวเธอให้อยู่เสวยกามสมบัติอันเป็นทิพย์ แต่ก็มิได้ปรารถนาจึงได้กลับมาเล่าเรื่องราวให้พวกท่านได้ฟังอยู่ในขณะนี้

        แล้วก็ได้ตรัสสอนชาวประชาทั้งหลายว่า ในอดีตเทวดาเหล่านั้นต่างก็ได้ทำบุญให้ทาน เว้นจากบาปกรรมทั้งหลาย   จึงได้บังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติมากมาย    ตรัสเตือนให้เหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่าได้ประมาท ให้ตั้งใจทำบุญให้เต็มที่   ให้ตั้งตนอยู่ในศีล ๕ อย่าให้ขาดได้

        พสกนิกรของพระเจ้าเนมิราชนั้น ทั้งทราบซึ้งและเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตั้งอยู่ในพระบรมราโชวาทจนตลอดชีวิต หลังจากละจากโลกมนุษย์แล้ว  ล้วนบังเกิดในเทวโลกเป็นสหายเทวดากันทุกคน 

        ครั้นกาลผ่านไปอีกเนิ่นนาน  วันหนึ่งนายภูษามาลาได้เห็นพระเกศาเส้นหนึ่งบนพระเศียรของพระเจ้าเนมิราชได้หงอกขาวแล้ว จึงกราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบ  ท้าวเธอจึงทรงมีรับสั่งให้นายภูษามาลาถอนพระเกศาเส้นนั้น ด้วยพระแหนบทองคำวางไว้ในพระหัตถ์   

        ทรงทอดพระเนตรผมหงอกนั้นแล้วก็ทรงสลดพระหฤทัย ดำริว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องบวชแล้ว จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่นายภูษามาลา แล้วรับสั่งให้พระราชโอรสเข้าเฝ้า ตรัสมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส  พระโอรสได้ทูลถามว่า  “ เพราะเหตุไร พระองค์ถึงจะเสด็จออกผนวชเสียล่ะ  พระเจ้าข้า” 

        พระเจ้าเนมิราชได้ตรัสบอกเหตุแก่พระโอรสว่า  “ลูกรัก ผมหงอกที่งอกขึ้นบนศีรษะของพ่อนี้    ได้บอกพ่อว่า วัยหนุ่มของพ่อได้ผ่านไปแล้ว  ทูตแห่งมรณะได้ปรากฏแล้ว  เป็นเวลาอันสมควรที่พ่อจะออกบวช”

        ประเพณีอันดีงามเช่นนี้ก็เหมือนกับพระราชาพระองค์ก่อนๆ ที่ได้เคยถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน   พระเจ้าเนมิราชนี้ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อได้ผนวชแล้วก็ประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานอัมพวัน  สวนมะม่วงนั้นนั่นเอง  ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนเชี่ยวชาญในอภิญญาสมาบัติ

        ทรงไม่เสื่อมถอยจากฌานนั้น  เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกเฉกเช่นพระราชาต้นพระวงศ์องค์ก่อนๆ ที่สืบต่อมาอย่างเคร่งครัด

        ฝ่ายพระโอรสของพระเจ้าเนมิราชซึ่งมีพระนามว่า กาลารัชชกะ  ได้ทรงตัดพระวงศ์อันดีงามนี้เสียคือ เมื่อถึงคราวที่มีพระเกศาหงอกแล้ว  ก็ไม่ได้เสด็จออกผนวชเหมือนกับต้นวงศ์ตระกูลที่ผ่านๆ มา

        พระบรมศาสดาครั้นทรงนำอดีตชาติของพระองค์มาตรัสแล้ว  ทรงสรุปชาดกว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ไม่ใช่แต่ในกาลบัดนี้เท่านั้นที่เราออกบวช   ถึงแม้ในกาลก่อนตถาคตก็ออกบวชเช่นเดียวกัน” 

        จากนั้นก็ทรงประชุมชาดกว่า   “ท้าวสักกะเทวราช ในครั้งนั้น มาเกิดเป็นพระอนุรุทธเถระในบัดนี้   มาตลีเทพสารถีได้มาเป็นพระอานนท์  กษัตริย์  ๘๔, ๐๐๐ พระองค์ เป็นพุทธบริษัท   ส่วนพระเจ้าเนมิราช  คือเราตถาคตนี้เอง”

        เรื่องพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมีนี้ เป็นเรื่องที่ยืนยันว่า นรก สวรรค์มีจริง ซึ่งตรัสเล่าโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ซึ่งต่อมาพระอรหันตเถระทั้งหลายก็ได้ร้อยกรองสรุปย่อไว้ในพระไตรปิฎก พระอรรถกถาจารย์ในชั้นหลังได้นำมาอธิบายขยายความให้กระจ่างขึ้น

        เป็นเรื่องอัศจรรย์ดุจเดียวกับเรื่องทั้งหลายที่เล่าผ่านมา เพราะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอัศจรรย์คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนำมาเล่าก็ย่อมเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงได้บันทึกไว้ ให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ศึกษา จะได้ทำได้ถูกต้องตามพุทธประสงค์

        เราจะเห็นได้ว่าพระบรมโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีอย่างยิ่งยวด โดยทรงทำพระองค์ให้เป็นแบบอย่างก่อน แล้วก็อธิษฐานจิต พร้อมทั้งสั่งเอาไว้ว่า กษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่จะครองราชย์ต่อไป เมื่อเห็นเส้นผมหงอกบนศีรษะแล้วก็จงออกบวชเหมือนกับเรานี้ และด้วยแรงอธิษฐานนั้น จึงทำให้เป็นไปตามนั้นตลอดกาลนาน

        เราทั้งหลายจึงควรเร่งสั่งสมบุญบารมีร่วมกันในชาตินี้ให้เต็มที่เช่นเดียวกับท่าน ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ครบถ้วนทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตให้รอบคอบ ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญไปทุกภพทุกชาติตราบวันเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: