Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:33:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง เนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  (อ่าน 17290 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 00:04:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว  มาตลีเทพสารถีได้นำพระเจ้าเนมิราชมายังอุสสุทนรกขุมที่ ๙ ชื่อว่า
พิลสนรก (พิ-ละ-สะ-นะ-รก) ได้ทอดพระเนตรนายนิรยบาลกำลังผูกคอสัตว์นรกดึงให้คอขาดด้วยเชือกเหล็กร้อนแล้วเอามีดเชือดเนื้อทำให้เป็นก้อนๆ วางไว้ เพราะอดีตได้เคยฆ่าวัว  ฆ่าควาย เป็นต้น หั่นเป็นชิ้นๆ วางไว้เพื่อขาย

        ขุมที่ ๑๐ มีชื่อว่า  โปราณมิฬหนรก (โป-รา-ณะ-มิน-ละ- หะ-นะ-รก)  พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกกำลังกินมูตรและคูถเป็นอาหารอันโอชะอยู่ เพราะในอดีตตอนเป็นมนุษย์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากมิตรสหาย แต่กลับขโมยเงินทองของมิตรสหายผู้แสนดีของตน 

        ขุมที่ ๑๑ มีชื่อว่า โลหิตปุพพนรก (โล-หิ-ตะ-ปุพ-พะ-นะ-รก) ได้ทรงเห็นสัตว์นรกเกิดในแม่น้ำใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือดและหนอง กำลังกินเลือดและหนองนั้น  เมื่อเลือดและหนองตกถึงท้อง ท้องก็ไหม้พาลำไส้พุ่งออกจากทางทวารเบื้องต่ำ  เพราะในอดีตเป็นมนุษย์ได้ทำร้ายมารดาบิดา  พระสงฆ์  และผู้มีพระคุณ   

        ขุมที่ ๑๒ ชื่อว่า โลหพฬิสนรก (โล-หะ-พะ-ฬิ-สะ นะ-รก) ได้ทรงเห็นนายนิรยบาลเอาคีมเหล็กดึงลิ้นของสัตว์นรกออกมา แล้วเอาเบ็ดเหล็กร้อนเกี่ยวลิ้น  ดึงให้ล้มลงบนแผ่นโลหะร้อน  แล้วเอาตะขอเหล็กร้อนสับที่ร่างของสัตว์นรกถลกหนังออกมาขึงไว้  เพราะอดีตตอนเป็นมนุษย์ชอบค้าขายคดโกง เช่นโกงตาชั่ง เป็นต้น 

        ขุมที่ ๑๓ ต่อมาชื่อว่า  สังฆาฏนรก มีลักษณะเป็นหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิง  มีเหล่าสัตว์นรกที่เป็นผู้หญิงหัวขาด  ทั่วทั้งตัวเปื้อนไปด้วยเลือดและหนอง แถมยังถูกภูเขาที่ลุกไหม้กลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียด เพราะในอดีตชาติ  เป็นหญิงเจ้าชู้ นอกใจสามีของตน คบชู้กับชายอื่น

        เวชยันตรถยังคงนำพระเจ้าเนมิราชชมขุมนรกต่อไป จะรวดเร็วหรือจะชักช้านั้น อยู่ที่ใจของเทพสารถี  เพียงแค่นึกในใจเท่านั้น มันก็จะแล่นไปอย่างที่ใจปรารถนา  ซึ่งในเวลาต่อมา เทวรถนั้นก็นำพระเจ้าเนมิราชมาหยุดอยู่ ณ อุสสุทนรกขุมที่ ๑๔ มีชื่อว่า อวังสิรนรก (อะ-วัง-สิ-ระ-นะ-รก)


        อวังสิรนรกนี้ มีลักษณะเป็นบ่อใหญ่ สำหรับลงโทษสัตว์นรกชายที่ได้ล่วงเกินภรรยาของชายอื่น ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่บุคคลผู้เป็นสามีหวงแหน ทำความเสียอกเสียใจ และอับอายอย่างยิ่งให้แก่ผู้ที่ครองความเป็นเจ้าของ ได้ชื่อว่า เป็นผู้ขโมยสัมผัสร่างกายภรรยาของผู้อื่น
   
        กรรมที่สัตว์นรกเหล่านี้ได้รับนั้น คือ เหล่าสัตว์นรกกำลังถูกนายนิรบาลถืออาวุธไล่ล่าโดยกรรมบัญชาให้นายนิรยบาลจับเท้าสัตว์นรกนั้นแล้วโยนให้ตกลงในหลุมถ่านเพลิง  คล้ายกับนรกขุมที่ผ่านมา  คือต่อมา ก็จะถูกภูเขาเหล็กร้อนกลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียดย่อยยับไป

        อันดับต่อมา เทวรถได้มาหยุดอยู่ที่อุสสุทนรกขุมที่ ๑๕  มีชื่อว่า โลหสิมพลีนรก (โล-หะ-สิม-พลี นะ-รก) ซึ่งเป็นนรกที่มีลักษณะเป็นป่าไม้งิ้ว  มีต้นงิ้วสูง  ๑  โยชน์  และหนามงิ้วนั้นยาว  ๑๖  นิ้วมือ  เป็นเหล็กแดงเพราะมีเพลิงลุกอยู่ 

        ต้นงิ้วบางต้น จะมีสัตว์นรกหญิงอยู่ที่ปลาย สัตว์นรกชายอยู่ที่โคนต้น  นายนิรยบาลก็เอาหอกหลาวเหล็กทิ่มแทงฝ่าเท้าสัตว์นรกชายให้ขึ้นไปหาสัตว์นรกหญิง             

        สัตว์นรกชายจำต้องตะเกียกตะกายปีนขึ้นไป  ก็โดนหนามแหลมร้อนของต้นงิ้วบาดครูดเอาทั่วทั้งตัว เจ็บปวดนักหนา  แถมต้นงิ้วก็ร้อนมีเปลวไฟไหม้ตัวสัตว์นรกชายอยู่  สุดแสนจะทรมาน 

        หากสัตว์นรกชายคิดจะปีนหนีลงจากต้นงิ้ว  ก็จะถูกนายนิรยบาลไล่ล่าทิ่มแทงอย่างไม่หยุดยั้ง  เมื่อสัตว์นรกชายปีนต้นงิ้วใกล้จะถึงสัตว์นรกหญิง  สัตว์นรกหญิงก็กลับมายืนอยู่ที่โคนต้นงิ้วนั่นเอง 

        นายนิรยบาลก็จะทำกับสัตว์นรกหญิงเหมือนสัตว์นรกชาย   คือไล่แทงสัตว์นรกหญิงให้ปีนขึ้นไป แต่เมื่อสัตว์นรกหญิงปีนต้นงิ้วเข้าไปใกล้สัตว์นรกชาย ก็กลับกลายเป็นสัตว์นรกชายได้มายืนอยู่ที่โคนต้นงิ้วแล้ว  สลับกันอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหมดกรรม 

        มาตลีเทพสารถีได้ถวายรายงานว่า สัตว์นรกที่ต้องมาปีนต้นงิ้วหนามเหล็กร้อนนี้ เพราะบาปกรรมที่ทำไว้เมื่อตอนเป็นมนุษย์ ได้ประพฤตินอกใจคู่รัก เอาใจออกห่างจากคู่ครองของตน

        ถ้าเป็นหญิงก็เป็นประเภทที่หลงใหลชายชู้ ได้ทรัพย์มาจากสามีก็นำไปบำเรอชายอื่นที่ตนรัก ถ้าเป็นสัตว์นรกชายก็เคยทำกรรมมาในลักษณะเดียวกัน จึงต้องมารับกรรมอย่างสาสมอยู่ในที่นี้

        ผ่านจากนรกขุมนี้แล้ว เทวรถได้นำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาถึงขุมสุดท้ายที่ ๑๖  ชื่อว่า มิจฉาทิฐินรก แต่มิใช่มิจฉาทิฐิชนิดดิ่งสุดโต่งที่ทำบาปกรรมหนักหนาสาหัสสากรรจ์มาก เมื่อบาปยังไม่หนักพอที่จะส่งไปลงโลกันตนรก จึงต้องมาเสวยวิบากกรรมในนรกขุมนี้

        ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นเล่า ก็เป็นประเภทที่เคยไปโลกันตนรกมาก่อนแล้ว เมื่อกรรมเบาบางจึงมาเกิดอยู่ในอุสสุทนรกขุมนี้เช่นเดียวกัน


        ได้ประจักษ์แก่สายพระเนตรว่า  สัตว์นรกทุกตัวล้วนมีร่างกายพิลึกดูพิกล บางตนตัวเล็กหัวใหญ่ บางตนตัวใหญ่หัวเล็ก นิ้วมือนิ้วเท้าเป็นเหล็กแหลมโง้ง กำลังปีนกำแพงเหล็กร้อนเป็นไฟ หมกไหม้ร้องโหยหวนทุรนทุรายดูน่าเวทนายิ่งนัก

        เพราะในอดีตตอนที่เป็นมนุษย์ ได้เคยเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิด กอปรกับได้ชักชวนคนอื่นให้เห็นผิดเช่นเดียวกับตน   จึงต้องมารับกรรมอยู่ในนรกขุมนี้
 
        ธรรมดามิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิดนั้นมี  ๑๐ อย่าง  คือ

ข้อที่ ๑ เชื่อว่า ทานที่ให้ไปแล้วไม่มีผล 
ข้อที่ ๒ เชื่อว่า การบูชาไม่มีผล   
ข้อที่ ๓ เชื่อว่า การบวงสรวงไม่มีผล 
ข้อที่ ๔ เชื่อว่า การทำดีทำชั่วไม่มีผล   คือปฏิเสธกฎของเหตุผล
ข้อที่ ๕ เชื่อว่า มารดาไม่มีคุณ   
ข้อที่ ๖ เชื่อว่า บิดาไม่มีคุณ         
ข้อที่ ๗ เชื่อว่า สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไม่มี   คือเห็นว่า ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมจนสามารถบรรลุฌาน อภิญญา หรือจะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำกิเลสให้สิ้นไปได้นั้นไม่มี       
ข้อที่ ๘ เชื่อว่า สัตว์ผู้เกิดแบบโอปปาติกะ คือเกิดแล้วโตทันที เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดาและพรหมทั้งหลายไม่มี         
ข้อที่ ๙ เชื่อว่า โลกนี้ไม่มี คือปฏิเสธโดยรวมกันกับข้อที่ ๑๐ คือเมื่อเชื่อว่า ผู้ที่ไปเกิดในโลกหน้าไม่มี โลกนี้ก็ไม่มีสำหรับผู้ที่อยู่ในโลกหน้า
ข้อที่ ๑๐ เชื่อว่า โลกหน้าไม่มี  คือเชื่อว่าไม่มีนรก สรรค์ พรหม นิพพาน
       
 เพราะความเห็นผิดเช่นนี้  ประกอบกับบาปกรรมที่ตนทำไว้จึงต้องมาเสวยวิบากกรรม เร่าร้อน ทุรนทุรายอยู่อย่างทรมานยิ่งนัก ในอุสสุทนรกขุมมิจฉาทิฐิแห่งนี้ ส่วนว่า การเที่ยวชมสวรรค์ของพระเจ้าเนมิราชจะบันเทิงเบิกบานอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 10:16:50 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 12



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราชได้ชมขุมนรกที่ ๑๔ มีชื่อว่า อวังสิรนรก มีลักษณะเป็นหลุมถ่านเพลิงใหญ่ เหล่าสัตว์นรกกำลังถูกนายนิรบาลถืออาวุธไล่จับโยนลงในหลุมนั้น  จากนั้นก็จะถูกภูเขาเหล็กร้อนกลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียดย่อยยับไป เพราะวิบากกรรมที่เคยเล่นชู้กับภรรยาของคนอื่น

        อุสสุทนรกขุมที่ ๑๕  มีชื่อว่า โลหสิมพลีนรก เป็นป่าไม้งิ้วสูงใหญ่ ต้นงิ้วบางต้น สัตว์นรกหญิงอยู่ที่ปลาย สัตว์นรกชายอยู่ที่โคน  จะถูกนายนิรยบาลไล่แทงสัตว์นรกชายให้ขึ้นไปหาสัตว์นรกหญิง  เพราะวิบากกรรมที่ลุ่มหลงชู้รักมากยิ่งกว่าคู่ครองของตน

        ต่อมาก็ถึงขุมสุดท้ายที่ ๑๖  ชื่อว่า มิจฉาทิฐินรก สัตว์นรกบางตนตัวเล็กหัวใหญ่ บางตนตัวใหญ่หัวเล็ก นิ้วมือนิ้วเท้าเป็นเหล็กแหลมโง้ง กำลัง
ปีนกำแพงเหล็กร้อนเป็นไฟ ร้องโหยหวนทุรนทุรายดูน่าเวทนา เพราะกรรมที่มีความเห็นผิด บวกกับชักชวนคนอื่นให้เห็นผิดเช่นเดียวกับตน    และได้กล่าวถึงมิจฉาทิฐิ ๑๐ ข้อที่ฉุดคร่าผู้คนให้ตกมาสู่นรกขุมนี้คือ เชื่อว่า ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล  การบวงสรวงไม่มีผล  การทำดีทำชั่วไม่มีผล มารดาไม่มีคุณ   บิดาไม่มีคุณ   สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไม่มี   สัตว์ผู้เกิดแบบโอปปาติกะไม่มี และเชื่อว่า โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี คือไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องนรก สรรค์ พรหม นิพพานนั่นเอง เมื่อตายแล้วจึงต้องมาสู่นรกขุมนี้

        กล่าวถึงเหล่าเทวดาที่ประชุมกันที่เทวสภา เพื่อรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช   ต่างมีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า เพราะเหตุใด มาตลีเทพบุตรจึงได้นำเสด็จมาชักช้านัก  ท้าวสักกเทวราชจึงต้องใช้ทิพยเนตรตรวจดูถึงต้นเหตุ    ก็ทรงทราบเรื่องทั้งหมดว่าเป็นเพราะมาตลีเทพสารถี กำลังนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จเที่ยวชมนรกอยู่  และจากทิพญาณทำให้ทรงทราบว่า  หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป  พระเจ้าเนมิราชคงไม่ได้เสด็จมาเที่ยวบนดาวดึงส์เสียเป็นแน่

        ท้าวสักกเทวราชจึงทรงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งที่มีความเร็ว ไปแจ้งข่าวแก่มาตลีเทพสารถี  เทพบุตรองค์นั้นครั้นน้อมรับเทวบัญชาแล้ว  จึงได้กระทำตามรับสั่ง  รีบไปทูลเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราช ให้ขึ้นมาชมสรวงสวรรค์นามดาวดึงส์ทิพยพิมานในทันที  สิ้นสุดเสียงทูลอาราธนาของเทพบุตรองค์นั้น  มาตลีเทพสารถีก็ขับเวชยันตรถบ่ายหน้ามุ่งตรงต่อเทวโลกทันทีเช่นกัน   

        ขณะที่นำเสด็จอยู่นั้น  พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดาวรุณี  โดยวิมานนั้นทำด้วยแก้วมณี  มียอด ๕ ยอดใหญ่ สูง ๑๒ โยชน์  ประดับประดาอย่างโอฬาร  อีกทั้งอุทยาน และสระโบกขรณีก็สะพรั่งด้วยดอกบัวหลายหลากสี มีต้นกัลปพฤกษ์ล้อมรอบสระ  ได้ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาเจ้าของวิมานนั่งอยู่บนที่ไสยาสน์ภายในปราสาท  มีหมู่นางเทพอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม  เปิดสีหบัญชรมณีแลดูภายนอกอยู่ ด้วยหทัยที่เบิกบาน 
 
        พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงเบิกบานพระหฤทัยตรัสถามมาตลีว่า “ดูก่อนท่านมาตลี ผู้เรืองฤทธิ์ นางเทพธิดาผู้งดงามนี้ เธอเป็นใคร ได้ทำบุญอันใดไว้ จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติอันโอฬารเห็นปานนี้”


        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช ผู้เป็นจอมประชา เทพธิดานี้  ในครั้งที่เธอเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส ทำงานรับใช้อยู่ในบ้านของพราหมณ์  วันหนึ่ง พราหมณ์ได้นิมนต์พระภิกษุ ๘ รูป มาที่เรือนของตน เพื่อรับสลากภัตร  ได้เรียกภรรยาของตนมาแล้ว ด้วยตั้งใจจะมอบให้เป็นธุระของนาง แต่นางเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในหมู่ภิกษุสงฆ์ จึงบอกปฏิเสธ  แม้ลูกๆ ของพราหมณีก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน 

        พราหมณ์จึงไปถามลูกของนางทาสนั้น  เพราะนางเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสต่อพระภิกษุสงฆ์ จึงรับเป็นธุระที่จะช่วยจัดน้ำข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ให้ 

        พราหมณ์เมื่อได้สลากแล้ว จึงนิมนต์พระภิกษุสงฆ์นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ส่วนภายนอกบ้านได้ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด 

        ลูกของนางทาสได้ช่วยจัดแจงถวายภัตตาหารด้วยความเคารพอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ยังได้ถวายของของตนที่มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ ด้วยความเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง 

        ถึงแม้ของจะเล็กน้อย  แต่ศรัทธาของนางนั้นเปี่ยมล้น  อานิสงส์แห่งการบริจาคทานอันเล็กน้อย แต่มากล้นไปด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ในครั้งนั้นนั่นเอง  จึงทำให้นางได้มาบันเทิงอยู่ ณ วิมานที่รุ่งเรืองอันปรากฏต่อสายพระเนตรอยู่ในขณะนี้”

        ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ขับเทวรถต่อไป   พระเจ้าเนมิราชได้ทรงทอดพระเนตรเห็นวิมานทอง ๗ หลัง ที่โชติช่วงสว่างไสวเพราะผลแห่งบุญญานุภาพมาแต้มแต่ง  สว่างรุ่งเรืองดั่งดวงอาทิตย์  และสมบัติอันเป็นสิริของเทพบุตรโสณทินนะ 


        ส่วนตัวเทพบุตรเองมีฤทธิ์มาก ประดับอาภรณ์อย่างอลังการ มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อมผลัดเปลี่ยนเวียนกันอยู่โดยรอบวิมานทั้ง ๗ หลัง  ยังความอัศจรรย์ใจให้แก่พระเจ้าเนมิราชยิ่งนัก 

        พระเจ้าเนมิราชจึงได้ตรัสถามถึงบุพกรรมของเทพบุตรองค์นี้ว่า  “ท่านมาตลี เทพบุตรองค์นี้ ในอดีตครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์เขาได้ทำบุญอันใดไว้เล่า จึงได้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเทพธิดาที่ผ่านมา”

        “ข้าแต่พระจอมประชา เทพบุตรองค์นี้ ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  เขาได้เกิดเป็นคฤหบดีชื่อว่าโสณทินนะ(โส-ณะ-ทิน-นะ)  เป็นมหาทานบดีในนิคมแห่งหนึ่งในกาสิกรัฐ    ได้ให้มหาชนสร้างวิหาร  ๗ หลัง ถวายแด่ภิกษุผู้จรมาจากทิศทั้ง ๔  และยังได้ปฏิบัติบำรุงภิกษุผู้อยู่ในวิหารทั้ง ๗ หลังนั้นด้วยอาหารบิณฑบาต และคิลานเภสัชด้วยความเคารพ และยังได้ถวายเครื่องนุ่งห่ม  เสนาสนะ ประทีปโคมไฟ  ด้วยจิตที่เลื่อมใสอย่างยิ่ง   

        ส่วนตัวท่านทานบดีนั้นยังได้รักษาอุโบสถศีล ในวันอุโบสถทั้งข้างขึ้นและข้างแรมอีกด้วย  เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย  ครั้นละจากอัตภาพนั้นแล้ว จึงได้มาอุบัติ และบันเทิงอยู่ในวิมานที่ประจักษ์อยู่นี้”
 

        มาตลียังได้ขับเวชยันตรถต่อไป แล้วก็ได้มาถึงวิมานแก้วผลึกซึ่งมีความสูง ๒๕ โยชน์  เสาของวิมานทำด้วยแก้วมณี ๗ ประการ งดงามพรรณรายหลายร้อยต้น  ยอดเสาทุกต้นล้วนประดับด้วยกระดิ่งที่ห้อยระย้าอย่างสวยงาม  มีธงที่ทำด้วยทองและเงินโบกสะบัดพัดปลิวไสว
 
        อุทยานและสวนป่าประดับด้วยบุปผชาตินานาพันธุ์   ออกดอกบานสะพรั่ง สระโบกขรณีมีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบสระ ประดับด้วยดอกบัวหลายหลากพันธุ์ น่ารื่นรมย์ยิ่ง  ไม่ว่าเทพบุตรเจ้าของวิมานจะไปชื่นชมทิพยสมบัติ ณ จุดใด นางเทพอัปสรผู้ฉลาดในการฟ้อนรำก็จะตามแวดล้อมขับร้อง ฟ้อนรำ และประโคมดนตรีให้ความบันเทิงในทุกสถานที่ 
 
        พระเจ้าเนมิราชทรงเบิกบานพระหฤทัยที่ได้ทอดพระเนตร จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี แล้วเทพบุตรองค์นี้ละ เขาได้เสวยทิพยสมบัติอันโอฬารนี้ด้วยผลแห่งบุญอันใด” ส่วนว่าท่านมาตลีเทพสารถีจะกราบทูลอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 16:39:20 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 13


 
 
        จากตอนที่แล้ว  เหล่าเทวดาที่ประชุมกันในเทวสภา ต่างสงสัยกันว่า ทำไมมาตลีเทพบุตรจึงช้านัก  ท้าวสักกะจึงต้องใช้ทิพยเนตรตรวจดูถึงรู้ว่า มาตลีเทพสารถี กำลังนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จเที่ยวชมอยู่ในนรก  ท้าวสักกะจึงทรงบัญชาเทพบุตรองค์หนึ่งให้รีบไปทูลเชิญท้าวเธอเสด็จมา
 

       
        สิ้นเสียงทูลอาราธนาของเทพบุตรองค์นั้น  มาตลีเทพสารถีก็ขับเวชยันตรถบ่ายหน้ามุ่งตรงต่อเทวโลกทันที  พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วมณีของเทพธิดาวรุณี  ประดับประดาอย่างโอฬาร  พรั่งพร้อมทั้งอุทยาน และสระโบกขรณี จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของนางเทพธิดา

        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า   ในครั้งที่เธอเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส ทำงานรับใช้อยู่ในบ้านของพราหมณ์  ได้ช่วยจัดแจงถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘ รูป  กับได้ถวายวัตถุทานของตนที่มีอยู่เล็กน้อย จึงทำให้นางได้มาบันเทิงอยู่ ณ วิมานที่รุ่งเรืองแห่งนี้
 
     

        ถัดจากนั้น พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรวิมานทอง ๗ หลัง  ของเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อมอยู่โดยรอบ ทรงได้ทราบจากมาตลีว่า  เขาได้เป็นมหาทานบดีในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ชักชวนมหาชนให้ร่วมกันสร้างวิหาร  ๗ หลังถวายคณะสงฆ์

        ต่อจากนั้น ก็มาถึงวิมานแก้วสูง ๒๕ โยชน์  เสาของวิมานหลายร้อยต้นล้วนเป็นแก้ว ๗ ประการ ยอดเสาทุกต้นประดับด้วยกระดิ่งที่ห้อยระย้า  มีธงทองธงเงินโบกพลิ้วปลิวไสว  มีเหล่าเทพอัปสรผู้ฉลาดฟ้อนรำมากมาย พระเจ้าเนมิราชก็จึงได้ตรัสถามถึงกุศลกรรมของเหล่านางเทพอัปสรว่าเป็นเช่นไร
 
 
             
 
        มาตลีเทพสารถีได้ทูลเล่ากุศลกรรมของนางเทพอัปสรเหล่านั้นว่า   “ข้าแต่พระจอมประชา เมื่อครั้งที่นางเทพอัปสรเหล่านี้บังเกิดเป็นมนุษย์  พวกนางได้เกิดในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เป็นอุบาสิกาอยู่ในกรุงพาราณสี เป็นผู้มีศีล   ยินดีในการบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔
 
        พวกนางมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นปกติ  ตั้งมั่นอยู่ในสัจจะ  ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถศีล  เป็นผู้สำรวมงดเว้นจากบาป ยินดีในการบริจาคทาน  ละจากมนุษยโลกแล้ว จึงมาบันเทิงอยู่ ณ วิมานอันน่ารื่นรมย์นี้”
        จากนั้น  มาตลีก็ได้ขับเทวรถมาถึงวิมานแก้วมณีต่อมา  ซึ่งเป็นวิมานที่ประดิษฐานอยู่บนภูมิภาคอันราบเรียบน่ารื่นรมย์  ซึ่งผลบุญได้จัดสรรอุทยานพันธุ์ไม้ดอก และสระโบกขรณีเอาไว้เป็นส่วนๆ อย่างลงตัว  เปล่งรัศมีสว่างไสวเหมือนภูเขาแก้วมณี ที่อยู่ในวงล้อมแห่งเขาแก้วไพฑูรย์

        ปรากฏเหล่าเทพบุตรที่มีรูปร่างงดงาม สมส่วน  มีรัศมีกายสว่างไสวกว่าเทพบุตรเหล่าอื่นที่ทรงเห็นมา  ณ ทิพยสถานแห่งนี้   ก็ละลานไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรีอันเป็นทิพย์ ที่มีความไพเราะเสนาะโสต เป็นที่น่าสนุกสนานครื้นเครง   
 
             
 
        พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเกิดปีติปราโมทย์ยิ่งนัก เพราะเสียงทิพย์เหล่านี้พระองค์ไม่เคยสดับที่ไหนมาก่อนเลย  จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี ก็เทพบุตรเหล่านี้ละ ครั้งเป็นมนุษย์พวกเขาได้ทำบุญอันใดไว้ จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติร่วมกันเช่นนี้” 

        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระจอมประชา ในอดีตชาติ เทพบุตรเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์  เป็นอุบาสกผู้มีศีล  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ สระน้ำและสะพาน  ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ  คือได้ถวายจีวร  อาหารบิณฑบาต  คิลานปัจจัย และเสนาสนะ  เป็นผู้ซื่อสัตย์  มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย   ทั้งได้รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระประจำปักษ์  เป็นผู้สำรวมในศีล งดเว้นจากบาป และยินดีในการบริจาคทาน  ละจากร่างมนุษย์แล้ว จึงได้มาเป็นสหายแห่งเทวดา ดังที่ปรากฏอยู่ในสายพระเนตรในขณะนี้”

        เวชยันตรถนำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาถึงวิมานหลังต่อมา  เป็นวิมานแก้วผลึก ที่ประดับด้วยยอดมากมาย  ดารดาษด้วยป่าไม้ทิพย์ที่ปกคลุมด้วยบุปผชาตินานาชนิด แวดล้อมด้วยสระน้ำที่มีน้ำใสสะอาด  เจื้อยแจ้วไปด้วยเสียงทิพย์ของหมู่วิหคนานาพันธ์  มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม
 
 
 
        ได้ทรงทราบจากมาตลีเทพสารถีว่า เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานนั้น ในครั้งเป็นมนุษย์ได้เกิดเป็นคฤหบดีในมิถิลานคร  เป็นทานบดีใหญ่  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ  สระน้ำ และทำสะพาน   ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์  โดยได้ถวายจีวร อาหารบิณฑบาต  คิลานเภสัช และเสนาสนะ  มีใจซื่อตรง  เลื่อมใสในพระรัตนตรัย   เป็นผู้รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระประจำปักษ์   ถึงพร้อมด้วยศีล  งดเว้นจากบาปอกุศล และยินดีในการบริจาคทาน  ละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ก็ได้มาบันเทิง ณ วิมานแห่งนี้
 
        พระเจ้าเนมิราชทรงมีความอิ่มเอมเบิกบานพระหฤทัยอย่างยิ่ง  ชื่นชมวิมานต่างๆ มิรู้เบื่อ  ทุกวิมานล้วนนำมาซึ่งความหรรษาพระหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง    เมื่อเทวรถมาถึงวิมานทองอีกหลังหนึ่ง ที่ดาษดื่นไปด้วยดอกไม้ทิพย์มากยิ่งกว่าวิมานก่อนๆ  สมบูรณ์ด้วยสุธาโภชน์อันเป็นทิพย์   ตระการตาไปด้วยหมู่นางเทพอัปสรที่ฟ้อนรำขับกล่อม  ผลไม้ทิพย์เล่า  ก็ออกผลให้เจ้าของวิมานหวานชื่น ทั้งดกดื่นอยู่เต็มต้นตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง 
 

     

        พระเจ้าเนมิราชก็ได้ตรัสถามถึงเหตุเกิดแห่งสมบัติในวิมานนี้อีกว่า “โอ ท่านมาตลี ก็วิมานหลังนี้ละทำไมจึงเป็นทองอร่ามตา เทพบุตรเจ้าของวิมานทำบุญพิเศษอะไรมาเล่า จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติที่ประณีตถึงเพียงนี้”

        มาตลีก็ได้กราบทูลแด่พระองค์ว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา กุศลกรรมของเจ้าของวิมานหลังนี้ก็คล้ายกับวิมานหลังก่อน คือ เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของนั้น ในอดีตได้เป็นคฤหบดีประจำอยู่ ณ กรุงมิถิลา  ได้สร้างบ่อน้ำ  อาราม  สระน้ำ  และสะพาน  ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ  อีกทั้งได้ถวายจีวร  อาหารบิณฑบาต  คิลานปัจจัย  และเสนาสนะด้วยทั้งใจที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส   รวมถึงได้รักษาอุโบสถศีลในวันพระประจำปักษ์ของทุกๆ ปักษ์อีกด้วย   แต่เขาทำอย่างประณีต ทำด้วยใจที่ประณีตกว่า จึงได้มาเป็นเจ้าของวิมานอันเลอค่าหลังนี้  พระเจ้าข้า”

        พระเจ้าเนมิราชทรงมีพระหฤทัยที่แสนจะเบิกบาน  ประทับบนทิพยานที่โลดแล่นดั่งใจปรารถนา  ได้เสด็จมาถึงวิมานทองที่มีรัศมีฉาบทาเหมือนดวงอาทิตย์อ่อนๆ ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าในยามเช้าตรู่   งดงามตระการด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ที่มากมายสุดจะประมาณค่าได้   
 



        มาตลีเทพบุตรได้กราบทูลประกอบการนำชมว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา เทพบุตรเจ้าของวิมานนี้  ในอดีตได้เป็นคฤหบดีในกรุงสาวัตถี  ท่านได้ถวายข้าวปลาอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกอยู่เป็นประจำ   ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างที่พักสงฆ์  ถวายจีวร  คิลานปัจจัยและเสนาสนะแด่ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นอาคันตุกะที่ได้เดินทางมาพักแรม ณ อารามที่ตัวเองได้สร้างไว้   ส่วนในวันพระของทุกปักษ์ก็ได้รักษาอุโบสถศีลกระทั่งสิ้นอายุขัย   ละจากโลกมนุษย์แล้ว  จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมานหลังนี้พระเจ้าข้า”
 
        พระเจ้าเนมิราชได้สดับคำถวายรายงาน ก็ทรงเบิกบานพระหฤทัยอัศจรรย์ในผลบุญที่ได้ทรงเห็น แต่เหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:15:04 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 14



        จากตอนที่แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ทูลเล่ากุศลกรรมของเหล่านางเทพอัปสรว่า   พวกนางได้เกิดเป็นอุบาสิกาอยู่ในกรุงพาราณสี ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีศีล   ยินดีในการบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ จึงมาบันเทิงอยู่ ณ วิมานอันน่ารื่นรมย์นี้

        จากนั้นเทวรถมาถึงวิมานแก้วมณี  ปรากฏเหล่าเทพบุตรที่มีรูปร่างงดงาม มีรัศมีกายสว่างไสวกว่าเทพบุตรเหล่าอื่น  ละลานไปด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ได้ทรงทราบจากมาตลีว่า เขาเคยเป็นอุบาสกผู้มีศีล  ได้สร้างอาราม  ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ 

        ถัดจากนั้นก็มาถึงวิมานแก้วผลึก ที่ประดับด้วยยอดมากมาย  มีป่าไม้ทิพย์ที่ออกดอกต่างๆ กัน ประดับด้วยสระน้ำที่มีน้ำใสสะอาด  มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม  ด้วยบุญที่เกิดเป็นคฤหบดีในมิถิลานคร  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ  สระน้ำ ทั้งได้ปรนนิบัติพระอรหันต์ และรักษาอุโบสถศีล

        ต่อมาทิพยานก็มาถึงวิมานทองที่ดาษดื่นไปด้วยดอกไม้ทิพย์มากยิ่งกว่าวิมานก่อนๆ  สมบูรณ์ด้วยสุธาโภชน์อันเป็นทิพย์  มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อม  มีผลไม้ทิพย์ออกผลตลอดทุกฤดูกาล  เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมาน ได้เคยสร้างอาราม  สระน้ำและสะพาน  ทั้งได้ถวายจีวร  ภัตตาหาร คิลานเภสัช  และเสนาสนะด้วยจิตที่เลื่อมใส

        พระเจ้าเนมิราชทรงเบิกบาน  เสด็จมาถึงวิมานทองที่มีรัศมีงดงาม ตระการตาด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ที่มากมายสุดประมาณ  ได้ทรงทราบจากมาตลีว่า  เทพบุตรเจ้าของวิมาน  ได้เคยถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ บริจาคเงินเพื่อสร้างที่พักสงฆ์  ถวายจีวร คิลานเภสัชและรักษาอุโบสถศีล

        ย้อนกลับมาที่ ท้าวสักกะจอมเทพราชันย์ทรงรอคอยอยู่อีกเนิ่นนาน  ก็ยังไม่ปรากฏเทวรถที่ไปรับพระเจ้าเนมิราช ทรงสงสัยอยู่ว่า  ทำไมมาตลีถึงได้ชักช้าเสียเวลานัก  ทั้งเหล่าทวยเทพก็รอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราชอย่างใจจดใจจ่อ   จึงทรงส่งเทพบุตรผู้ว่องไวอีกองค์หนึ่งให้รีบไปตามมาตลีมาโดยด่วน    น้อมรับเทพบัญชาแล้ว เทพบุตรองค์นั้นก็ด่วนไปแจ้งแก่มาตลีในทันที

        มาตลีเทพสารถีคิดว่า เราจะชักช้าไม่ได้อีกแล้ว    จึงใช้เทวานุภาพของตนบันดาลให้พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานต่างๆ  พร้อมกัน  เช่นวิมานทองที่ลอยอยู่ในอากาศมีความรุ่งเรือง  ซึ่งเจ้าของวิมานมีฤทธิ์มากมีหมู่นางอัปสรห้อมล้อม    เพราะอดีตเจ้าของวิมานได้เคยเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มีศรัทธา ตั้งมั่นอยู่ในพระสัทธรรม  พร้อมทั้งได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา  กอปรกับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  ปฏิบัติธรรมได้บรรลุโสดาปัตติผล   ละร่างมนุษย์แล้ว  จึงมาเพลิดเพลินอยู่ในวิมานหลังนี้
 
        หลังจากเยี่ยมชมวิมานทองหลายหลากมากมายของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว  มาตลีเทพสารถีจึงได้ทูลถามว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า  พระองค์ทรงทอดพระเนตรที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรก ทรงทราบสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมลามกทั้งหลายแล้ว  และตอนนี้พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศเหล่านี้  ได้ทรงทราบสถานที่อยู่ของบุคคลผู้มีกุศลกรรมอันดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันประจักษ์อยู่เป็นอย่างดีแล้ว  ตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรยิ่งแล้ว พระเจ้าข้า ที่จะได้เสด็จไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช  ผู้เป็นประมุขของเหล่าเทพของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   จึงขอเชิญเสด็จในบัดนี้เถิด  พระเจ้าข้า”

        ครั้นทูลเชิญเสด็จอย่างนี้แล้ว  มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป  ให้ทอดพระเนตรภูเขาสัตตปริภัณฑ์ ทั้ง ๗ ลูก ซึ่งตั้งล้อมรอบภูเขาสิเนรุ เป็น ๗ ชั้น

        พระเจ้าเนมิราชทรงเห็นภูเขาเหล่านี้ที่ตั้งวนรอบเป็นชั้นๆ คั่นในระหว่างด้วยมหาสมุทรสีทันดร ซึ่งเล่ากันสืบมาว่า  น้ำในมหาสมุทรสีทันดรนี้ละเอียดมาก  แม้ขนหางนกยูงที่เบาฟ่องซึ่งควรจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แต่ขนหางนกยูงนั้นกลับจมลงเมื่อวางลงบนผืนน้ำของมหาสมุทรสายนี้ 

        ท้าวเธอยังไม่ทรงทราบว่า เป็นสถานที่แห่งใด จึงตรัสถามถึงชื่อของภูเขาเหล่านั้น  มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗  นั้น  มีชื่อว่า  ภูเขาสุทัสสนะ  ภูเขากรวีกะ   ภูเขาอิสินธระ   ภูเขายุคันธระ   ภูเขาเนมินธระ  ภูเขาวินตกะ  และภูเขาอัสสกัณณะ   

        ภูเขาทั้งหมดนี้กั้นกลางด้วยมหาสมุทรสีทันดร  ซึ่งเป็นที่สถิตของท้าวจาตุมหาราช หรือท้าวจตุโลกบาล  ซึ่งประกอบด้วย 
ท้าวธตรฐมหาราช  ประจำทิศตะวันออก 
ท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำทิศใต้
ท้าววิรูปักษ์มหาราชประจำทิศตะวันตก 
และท้าวเวสวัณมหาราช  ประจำทิศเหนือ

        เชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า   ข้าพระองค์จะนำให้ทรงทัศนาตามลำดับ”

        ขณะนำเสด็จก็ได้กราบทูลต่อว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า  ภูเขาสุทัสสนะ  จะตั้งอยู่ภายนอกภูเขาเหล่านั้นทั้งหมด ถัดมาก็จะเป็นภูเขากรวีกะ   ภูเขากรวีกะนี้  จะสูงว่าภูเขาสุทัสสนะ ทะเลสีทันดรก็จะอยู่ระหว่างภูเขา ๒ ลูกนี้   ถัดจากภูเขากรวีกะ ก็จะเป็นภูเขาอิสินธระ  ถัดจากภูเขาอิสินธระ ก็จะเป็นภูเขายุคันธระ  ถัดจาก ภูเขายุคันธระ ก็จะเป็นภูเขาเนมินธระ  ถัดจากภูเขาเนมินธระ ก็จะเป็นภูเขาวินตกะ   ถัดจากภูเขาวินตกะก็จะเป็นภูเขาอัสสกัณณะ   ทะเลสีทันดรก็จะอยู่ระหว่างกลางคั่นภูเขาทุกลูกเอาไว้ โดยภูเขาที่อยู่ถัดเข้าไปจะสูงขึ้นไปตามลำดับ ปรากฏตามที่พระองค์ทรงเห็นนั่นแล พระเจ้าข้า”

        “พระองค์จะทรงเห็นว่า  ภูเขาอัสสกัณณะจะสูงกว่าภูเขาทั้งหมด  และเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในสุด โดยเรียงลำดับจากสูงน้อยไปหาสูงมากมีลักษณะเหมือนขั้นบันได   จากบริเวณด้านนอกสุดเข้าหาในสุด พระเจ้าข้า”

        “ซึ่งสถานที่เหล่านี้เป็นที่อยู่ของพวกนาค  ยักษ์  คนธรรพ์  และครุฑที่ประจำอยู่ตามทิศต่างๆ มากมาย ขอเชิญพระองค์เสด็จต่อเถิด พระเจ้าข้า”
       
        หลังจากมาตลีเทพสารถีแสดงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชแด่พระเจ้าเนมิราชแล้ว ก็ขับทิพยานต่อไป  จนถึงซุ้มประตูที่มีรูปเหมือนของท้าวสักกะตั้งอยู่ด้านหน้าซุ้มนี้  มาตลีได้กราบทูลว่า  “ข้าแต่มหาราช  ประตูนี้มีชื่อเรียกว่า จิตกูฏ  เป็นประตูที่เป็นทางเสด็จเข้าออกของท้าวสักกะเทวราช   เป็นประตูแห่งเทพนครมีความกว้างและความยาวด้านละ ๑ โยชน์  ตั้งปรากฏอยู่บนยอดเขาสิเนรุทางเข้าเทพนครอันงามสง่า  มีรูปวิจิตรที่งามรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ อยู่มากมาย   เช่นรูปเหมือนของท้าวสักกะที่อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ในขณะนี้  ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้ เพื่อทรงเข้าสู่เทวภูมิที่มีภาคพื้นเป็นทองที่ประดับไปด้วยเงินและแก้วมณีอันราบเรียบและนุ่มนวล  ซึ่งสองข้างทางก็จะเป็นบุปผชาตินานาชนิดที่ดารดาษด้วยสีและกลิ่นอันจรุงใจเถิด  พระเจ้าข้า”   
 
        มาตลีเทพสารถีนำทิพยานแล่นผ่านประตูเทพนคร นำพระเจ้าเนมิราชชมความงามไปเรื่อยๆ พร้อมกับพรรณนาความงดงามตระการตาของดาวดึงส์แดนสวรรค์ไปไม่ขาดสาย เพียงผ่านประตูเข้าไปก็อลังการเป็นนักหนา เมื่อเข้าไปภายในจะพบกับอะไรอีกบ้างนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:15:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 15





        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงรอคอยอยู่เนิ่นนาน  พระเจ้าเนมิราชก็ยังไม่ปรากฏ จึงทรงส่งเทพบุตรอีกองค์หนึ่งให้รีบไปตามอีกครั้ง   มาตลีเทพสารถีน้อมรับบัญชาแล้ว ก็คิดว่า เราจะช้าไม่ได้แล้ว    จึงใช้เทวานุภาพบันดาลให้พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรวิมานต่างๆ  พร้อมกัน 

        หลังจากเยี่ยมชมวิมานทองของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาพอสมควรแล้ว  มาตลีเทพสารถีจึงได้ทูลว่า  บัดนี้พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ ตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรที่จะได้เสด็จไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช  ผู้เป็นประมุขของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   ขอเชิญเสด็จในบัดนี้เถิด 
        ว่าแล้วมาตลีเทพสารถีก็ขับเทวรถต่อไป  ให้ท้าวเธอทอดพระเนตรภูเขาสัตตปริภัณฑ์  ซึ่งตั้งล้อมรอบภูเขาสิเนรุ เป็น ๗ ชั้น คือ ภูเขาสุทัสสนะ  ภูเขากรวีกะ   ภูเขาอิสินธระ   ภูเขายุคันธระ   ภูเขาเนมินธระ  ภูเขาวินตกะ  และภูเขาอัสสกัณณะ   ภูเขาทุกลูกมีมหาสมุทรสีทันดรกั้นกลาง

        สถานที่เหล่านี้เป็นที่สถิตของท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐมหาราช  ประจำทิศตะวันออก  ท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์มหาราชประจำทิศตะวันตก  และท้าวเวสวัณมหาราช  ประจำทิศเหนือ  ทรงปกครองพวกนาค  ยักษ์  คนธรรพ์  และครุฑ

        หลังจากแสดงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็ขับทิพยานมาถึงซุ้มประตูที่มีรูปเหมือนของท้าวสักกะตั้งอยู่ด้านหน้า    มาตลีได้กราบทูลว่า  ประตูนี้มีชื่อเรียกว่า จิตกูฏ  เป็นประตูเสด็จเข้าออกของท้าวสักกะเทวราช แล้วก็นำเสด็จเข้าสู่เทวภูมิที่มีภาคพื้นเป็นทองที่ประดับไปด้วยเงินและแก้วมณีอันราบเรียบและนุ่มนวล 

        ขณะที่ผ่านจิตกูฏ  ประตูแห่งเทพนครนั้น  พระเจ้าเนมิราชยังทอดพระเนตรเห็นวิมานของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาที่สวยงามสว่างไสวเรืองรองอีกมากมาย 

        จากนั้นสายพระเนตรก็มาหยุดลงตรงที่สุธรรมาเทวสภา  เป็นวิมานที่รุ่งเรืองด้วยแก้วไพฑูรย์  มีเสา ๘  เหลี่ยม ที่ทุกๆ เสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ช่างวิจิตรตระการตาและงดงามยิ่งนัก    จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี เราขอถามท่านอีกสักหน่อยเถิด วิมานหลังนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเป็นวิมานของใครกันหรือ” 

        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามตามที่ปรากฏว่า สุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์นี้  โดยมีท้าวสักกะจอมเทพเป็นประมุข  พระเจ้าข้า

        ส่วนว่า เพราะเหตุใด เทวสภาแห่งนี้จึงเกิดขึ้นมาได้นั้น มีความเป็นมาดังนี้ คือ ในอดีต  ได้มีมาณพหนุ่มคนหนึ่งนามว่า มฆมาณพ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอจลคาม เขาเป็นผู้มีน้ำใจงดงาม  เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย โดยเขามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ๔ คน  มีชื่อว่า สุธรรมา สุนันทา  สุจิตรา  และสุชาดา 

        วันหนึ่งมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ของตน ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่ไว้ที่หนทาง ๔ แพร่ง  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง  แต่เขาเบื่อหน่ายภรรยา ไม่ปรารถนาจะให้พวกเขาไปเกิดในสวรรค์ร่วมด้วยกับพวกตน จึงมิได้บอกให้พวกภรรยาล่วงรู้ เพราะไม่อยากให้มีส่วนบุญในครั้งนี้ ได้ทำกันเองระหว่างสหายด้วยกัน   

        แต่เรื่องนี้ก็รู้ถึงนางสุธรรมาจนได้   ด้วยความอยากมีส่วนร่วมในบุญ  นางจึงได้คบคิดกับช่างไม้ให้จัดการถากไม้ทำช่อฟ้าสลักชื่อว่า “สุธรรมา” แล้วเอาผ้าคลุมไว้  เพื่อจะนำไปติดตั้งไว้ที่ยอดหน้ามุขของศาลาหลังนั้น   

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้ก็รับสมอ้างว่าลืมทำช่อฟ้าของศาลาหลังนี้  จะทำตอนนี้ก็ไม่ทันกาล  ควรจะป่าวประกาศว่าบ้านใครมีช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้บ้าง เพื่อจะได้ซื้อนำมาใช้ในงานนี้ 

        มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมา จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน  นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   

        แต่มฆมาณพและสหายกลับตอบปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนในบุญที่ตนเองและพรรคพวกร่วมกันกระทำ 

        นายช่างซึ่งคบคิดกับนางสุธรรมมาไว้ก่อนแล้ว จึงพูดเตือนสติมฆมาณพว่า  เจ้านายครับ ยกเว้นพรหมโลกเสียแล้ว สถานที่อื่นซึ่งจะเว้นจากผู้หญิงนั้นไม่มีเลย  ท่านควรเห็นแก่ศาลาที่กำลังจะเสร็จ  ขอจงรับช่อฟ้าไว้ เพื่อทำศาลาให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์จะดีกว่า 

        มฆมาณพและสหายเห็นเป็นจริงตามที่นายช่างพูด บวกกับถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องใช้ จึงยอมรับช่อฟ้านั้นมาประกอบพิธี  แล้วก็ติดตั้งไว้ที่หน้ามุขหลังคาศาลาหลังนั้น

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยศาลาแห่งนั้น ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมมาปรากฏอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา ดังนั้น ศาลาแห่งนั้นจึงมีชื่อว่า สุธรรมา

        นางสุธรรมานั้น ได้ใช้ปัญญาของตน เข้ามีส่วนร่วมในบุญสร้างศาลา เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้ว นางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งกรรมดีที่ทำไว้ในอดีต 

        ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช วิมานที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์นี้ มีพื้นที่ประมาณ  ๕๐๐  โยชน์  เกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญของมฆมาณพและสหาย มีชื่อว่า สุธรรมาเทวสภา เพราะบุญที่เกิดจากการสร้างศาลาสุธรรมาในครั้งนั้น

        ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงธรรม สุธรรมาเทวสภาแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ เพราะเป็นสถานที่มาประชุมร่วมกันในพิธีรื่นเริงต่างๆ ของเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  และในทุกๆ วันพระก็จะมีการประชุมกันเพื่อฟังธรรม และรับรายงานบัญชีบุญบัญชีบาปของมนุษย์ บัดนี้ ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เทวสมาคม ณ บัดนี้เถิด พระเจ้าข้า”

        การถวายรายงานของมาตลีที่ยืดยาวนั้น ดูเหมือนจะเป็นการเนิ่นช้าในความรู้สึกของเรา แต่วิสัยของเทวฤทธิ์นั้นใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียว ทั้งในขณะที่พูดก็ปรากฏเป็นภาพแสงสีเสียงให้เห็นเป็นเรื่องราวไปตามนั้น จึงเป็นความบันเทิงพระหฤทัยของพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง

        แต่ถึงจะเร็วอย่างไร มันก็ช่างเป็นความรู้สึกชักช้าของเทวดายิ่งนัก เพราะวิสัยของเทวดานั้นมีปกติคิดเร็ว ทำเร็ว สำเร็จเร็ว การนึกคิดของเทวดาเป็นเหมือนการตั้งจิตอธิษฐาน พอนึกเสร็จก็สำเร็จทันที ตามกำลังบุญของเทวดาแต่ละองค์

        ซึ่งในขณะนี้ทิพยานของมาตลีกำลังปรากฏที่ซุ้มประตูทางเข้าเทวสมาคม ของสุธรรมาเทวสภา อันสง่างามสว่างไสวรุ่งเรือง ตระการตา แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะเกิดเหตุการณ์อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:17:23 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 16




        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภาอันยิ่งใหญ่ ก็ทรงสงสัยว่า วิมานหลังนี้ทำไมถึงใหญ่เหลือเกิน มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถี
 
        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามว่าสุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์  มีความเป็นมาว่า ในอดีตมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง 

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้กลับแจ้งว่า ลืมทำช่อฟ้าของศาลาควรจะได้ช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้ว มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมาซึ่งเป็นภรรยาของมฆมาณพ จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน 

        แต่นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   แรกๆ มฆมาณพและสหายก็ปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนร่วมในบุญ แต่เมื่อหาจากที่อื่นไม่ได้ เมื่อจำเป็นจะต้องใช้ จึงต้องยอมรับ แล้วนำไปติดตั้งไว้ที่หน้ามุข

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยในศาลา ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมาอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา  เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้วนางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งบุญนั้น  ว่าแล้วมาตลีก็อัญเชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จเข้าสู่เทวสมาคม

        เทวสมาคมต่างรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถวายการต้อนรับการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช   ต่างก็ถือเครื่องหอมต่างๆ เช่น ธูป  เครื่องอบ และดอกไม้ทิพย์ ไปคอยอยู่ที่ทางเสด็จของพระเจ้าเนมิราช  จนถึงนำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ตลอดทางนั้นล้วนมีแต่คำสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากการทำอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงทำให้ได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารกันมากมายถึงปานนี้ 

        เมื่อพระเจ้าเนมิราชเสด็จลงจากทิพยานเข้าสู่เทวสภา  เหล่าเทวดาก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกเทวราช

        ปกติโดยทั่วไปของมนุษย์ผู้ไม่รู้จักพระคุณของพระรัตนตรัย เมื่อเกิดความหวาดกลัว ต้องการจะพ้นภัย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะหายจากไข้ ก็จะนอบน้อมบูชาเทวดา อ้อนวอนขอให้ตนพ้นภัย หายจากอาการป่วยไข้

        แม้กระทั่งปรารถนาความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ย่อมจะทำสักการะ บูชา และนอบน้อมต่อเทวดา  อ้อนวอนขอให้ความปรารถนาของตนนั้นๆ สำเร็จ

         แต่ในเทวสมาคมนี้ กลับกลายเป็นว่า เทวดามาประชุมกันต้อนรับ กล่าวสดุดี สรรเสริญ และทำสักการบูชามนุษย์ 

        นี้ก็แสดงให้เห็นว่า  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์นั้น ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีที่ได้สั่งสมไว้เป็นอย่างดี และจะต้องมากกว่าเทวดา  คือถึงพร้อมด้วยคุณ มีศีล  สมาธิ และปัญญาเป็นต้นยิ่งกว่าเทวดา เทวดาจึงยินดีที่จะสักการบูชาพระองค์

        ส่วนท้าวสักกะจอมเทพทรงเกิดความเลื่อมใสในพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์ในเทวโลกกับพระองค์ โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        พระเจ้าเนมิราชได้ทรงสดับดังนั้น ก็ไม่ทรงปรารถนา เพราะทรงรู้ว่าบุญบารมีของพระองค์นั้นยังน้อยอยู่ และที่ทรงสร้างบารมีนี้ก็มิได้มีเป้าหมายเพื่อทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์

        บารมีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก จึงมีพระดำรัสว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนยวดยานหรือทรัพย์ที่ยืมเขามา 

        ฉะนั้น  หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งที่ผู้อื่นให้  บุญทั้งหลายที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามหม่อมฉันไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์

        ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติธรรมให้สม่ำเสมอ ทั้งทางกาย วาจา ใจ  จะสำรวมในศีล  และฝึกอินทรีย์  ซึ่งจะทำให้ได้รับความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง”

        พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาที่ประชุมกันอยู่ ณ มหาสมาคมแห่งนั้น   ด้วยบทธรรมที่ไพเราะจับใจ ประดุจพระอริยเจ้าผู้เป็นพระธรรมกถึกมาแสดงเอง   ทั้งยังได้พรรณนาคุณของมาตลีเทพบุตรว่า เป็นผู้มีพระคุณมีอุปการะมากแก่พระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้อีกด้วย

        เพียงไม่กี่นาทีที่ผ่านไปในภพดาวดึงส์ แต่เวลาในโลกมนุษย์ได้ผ่านไปแล้วถึง ๗ วัน ทุกกระแสพระราชดำรัส  ทำให้เหล่าทวยเทพปลื้มอกปลื้มใจทับทวี  ต่างเบิกบานยินดีกันอยู่ในหมู่เทวดาด้วยกัน

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราชว่า  “ถึงเวลาแล้วที่หม่อมฉันจะต้องลาพระองค์ เพื่อกลับไปยังโลกมนุษย์  หม่อมฉันเห็นผลแห่งบุญและบาปโดยประจักษ์ด้วยนัยน์ตาแล้ว

        กลับไปคราวนี้ หม่อมฉันจะสั่งสมบุญให้มาก และจะไม่เกียจคร้านในการชักชวนชาวประชาให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี หม่อมฉันขอลาไปก่อน”

        ท้าวสักกเทวราชทรงเลื่อมใสพระเจ้าเนมิราชยิ่งนัก เมื่อทรงเห็นว่าท้าวเธอมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะกลับสู่มนุษย์โลก จึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยานถวาย 

        มาตลีเทพสารถีน้อมรับเทวบัญชาแล้ว ก็ได้จัดการตามที่รับสั่ง  นำทิพยานเข้าเทียบรอรับพระเจ้าเนมิราชในทันที

        จากนั้น พระเจ้าเนมิชราชก็ทรงอำลาท้าวสักกเทวราช และเหล่าเทวดาทั้งหลาย เสด็จขึ้นประทับบนทิพยานอย่างสง่างาม กลับมาสู่โลกมนุษย์ในบัดนั้น

        มาตลีเทพสารถีได้นำทิพยานนามว่า เวชยันต์ กลับมาส่งถึงกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ โดยนำเสด็จมาทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศเดียวกันกับตอนที่มารับเสด็จพระเจ้าเนมิราชนั่นเอง
        มหาชนชาวพระนครมองเห็นราชรถปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศใต้ ก็เกิดตื่นเต้นโกลาหลออกจากบ้านเรือนของตนมาต้อนรับ ไชโยโห่ร้องว่า “พระราชากลับมาแล้ว ๆ” ด้วยความยินดีปรีดา ส่วนว่า เมื่อพระเจ้าเนมิราชกลับมาถึงพระนครแล้ว จะทรงปฏิบัติราชกิจอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:18:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 17


 
        จากตอนที่แล้ว เหล่าทวยเทพในเทวสมาคมซึ่งรอคอยอยู่  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถือเครื่องหอมและดอกไม้ทิพย์ ไปยืนรอรับเสด็จพระเจ้าเนมิราช  นำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ต่างกล่าวสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารถึงปานนี้  แล้วก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกะเทวราช และกระทำสักการบูชา

        ท้าวสักกะจอมเทพทรงสดับเทพบริษัทของพระองค์กล่าวสรรเสริญพระเจ้าเนมิราช ก็ยิ่งเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงอยู่เสวยกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลก โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        แต่พระเจ้าเนมิราชก็มิได้ทรงปรารถนา จึงมีพระดำรัสห้ามว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนทรัพย์ที่ยืมเขามา   หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย  บุญที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามตนไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์”

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราช ท้าวเธอจึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยาน  แล้วมาตลีเทพสารถีก็ได้นำเทวรถส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชกลับถึงกรุงมิถิลานคร มหาชนเห็นเทวรถมาแต่ไกลก็เกิดโกลาหลอีกครั้ง

        เมื่อเทวรถปรากฏเข้ามาใกล้ ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่า “ใช่แล้ว พระราชาของเราเสด็จกลับมาแล้ว” มาตลีเทพสารถีได้ขับทิพยานเวียนขวารอบกรุงมิถิลา  ๓  รอบ และส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชที่สีหบัญชรเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่มารับเสด็จ 

        เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว มาตลีเทพสารถีก็ทูลลาพระเจ้าเนมิราชกลับไปสู่ดาวดึงส์เทวโลกที่อยู่ของตนดังเดิม 

        ฝ่ายมหาชนนั้นเล่า ต่างมีความเบิกบานภาคภูมิใจในพระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ผู้เป็นพระราชาของตนยิ่งนัก มาชุมนุมกันกราบทูลขอให้พระเจ้าเนมิราชาตรัสเล่าถึงการไปเที่ยวชมเทวโลก

        พระเจ้าเนมิราชทรงดำริว่า สมควรที่จะเล่าถึงนรกอันร้ายกาจ เพื่อให้ประชาราษฎร์เกรงกลัวภัยในอบายภูมิเสียก่อน จึงเล่าถึงสมบัติของเหล่าเทวดาในภายหลัง จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี นรก สวรรค์ นั้นมีจริง เราได้ไปเห็นมาด้วยนัยน์ตาของเราแล้ว”

        ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงเริ่มเล่าเรื่องราวในนรกที่พระองค์ไปประสบมาแต่ต้น เริ่มตั้งแต่ แม่น้ำเวตรณีของอุสสุทนรกขุมที่ ๑ ซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์ที่มีหนามเหล็กยื่นยาวเหมือนคมหอก ที่รอต้อนรับสัตว์นรกที่หลุดออกมาจากสัญชีวมหานรก ให้ลงมาแหวกว่ายถูกหนามเหล็กเชือดเฉือน   ได้รับความทุกข์ทรมาน ตายเกิด ตายเกิดอยู่ในมหาทนีอันหฤโหดแห่งนั้นยาวนาน เพราะบาปกรรมครั้งที่เป็นมนุษย์ได้เคยเบียดเบียนทำร้ายผู้ที่ด้อยกำลังกว่า ทั้งทรมานเข่นฆ่าสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่ จึงต้องมารับทุกข์โทษอยู่ ณ อุสสุทนรกขุมนี้

        มาจบลงที่อุสสุทนรกขุมมิจฉาทิฐิ ที่เหล่าสัตว์นรกนั้น เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปไม่เชื่อว่าปรโลกจะมีจริงๆ จึงก่อบาปอกุศลโดยมิได้เกรงกลัว และชักชวนให้ผู้อื่นหลงผิดไปกับตนด้วย จึงได้ไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรกนั้น

        มหาชนได้ฟังพระราชาตรัสเล่าเรื่องราวของสัตว์นรก และบาปกรรมที่ทำให้ต้องไปตกนรกเช่นนั้น ก็เกิดความหวาดกลัวบาปกรรม ต่างรับปากกับพระเจ้าเนมิราชว่า จะไม่ทำบาปอกุศลอย่างนั้นอีกต่อไป แล้วก็ทูลถามถึงทิพยสมบัติของพวกเทวดาว่า ที่ทรงเห็นมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

        พระเจ้าเนมิราชก็ตรัสเล่า เริ่มตั้งแต่ได้ทอดพระเนตรวิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดาวรุณี ซึ่งมี ๕ ยอด สูง ๑๒ โยชน์  ประดับประดาอย่างโอฬาร  อีกทั้งอุทยาน และสระโบกขรณีก็สะพรั่งด้วยดอกบัวหลายหลากสี มีต้นกัลปพฤกษ์ล้อมรอบสระ

        ส่วนเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้น ครั้งเป็นมนุษย์ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส อาศัยอยู่ในบ้านของพราหมณ์คนหนึ่ง  นางได้ช่วยจัดข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘ รูป พร้อมทั้งได้ถวายของเล็กๆ น้อยๆ ของตนด้วยความปลื้มใจ

        แล้วได้ตรัสเล่าถึงทิพยสมบัติอันโอฬารของท้าวสักกเทวราช และที่ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากท้าวเธอและเทพบริวาร ว่าทรงได้รับการเชื้อเชิญจากท้าวเธอให้อยู่เสวยกามสมบัติอันเป็นทิพย์ แต่ก็มิได้ปรารถนาจึงได้กลับมาเล่าเรื่องราวให้พวกท่านได้ฟังอยู่ในขณะนี้

        แล้วก็ได้ตรัสสอนชาวประชาทั้งหลายว่า ในอดีตเทวดาเหล่านั้นต่างก็ได้ทำบุญให้ทาน เว้นจากบาปกรรมทั้งหลาย   จึงได้บังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติมากมาย    ตรัสเตือนให้เหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่าได้ประมาท ให้ตั้งใจทำบุญให้เต็มที่   ให้ตั้งตนอยู่ในศีล ๕ อย่าให้ขาดได้

        พสกนิกรของพระเจ้าเนมิราชนั้น ทั้งทราบซึ้งและเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตั้งอยู่ในพระบรมราโชวาทจนตลอดชีวิต หลังจากละจากโลกมนุษย์แล้ว  ล้วนบังเกิดในเทวโลกเป็นสหายเทวดากันทุกคน 

        ครั้นกาลผ่านไปอีกเนิ่นนาน  วันหนึ่งนายภูษามาลาได้เห็นพระเกศาเส้นหนึ่งบนพระเศียรของพระเจ้าเนมิราชได้หงอกขาวแล้ว จึงกราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบ  ท้าวเธอจึงทรงมีรับสั่งให้นายภูษามาลาถอนพระเกศาเส้นนั้น ด้วยพระแหนบทองคำวางไว้ในพระหัตถ์   

        ทรงทอดพระเนตรผมหงอกนั้นแล้วก็ทรงสลดพระหฤทัย ดำริว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องบวชแล้ว จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่นายภูษามาลา แล้วรับสั่งให้พระราชโอรสเข้าเฝ้า ตรัสมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส  พระโอรสได้ทูลถามว่า  “ เพราะเหตุไร พระองค์ถึงจะเสด็จออกผนวชเสียล่ะ  พระเจ้าข้า” 

        พระเจ้าเนมิราชได้ตรัสบอกเหตุแก่พระโอรสว่า  “ลูกรัก ผมหงอกที่งอกขึ้นบนศีรษะของพ่อนี้    ได้บอกพ่อว่า วัยหนุ่มของพ่อได้ผ่านไปแล้ว  ทูตแห่งมรณะได้ปรากฏแล้ว  เป็นเวลาอันสมควรที่พ่อจะออกบวช”

        ประเพณีอันดีงามเช่นนี้ก็เหมือนกับพระราชาพระองค์ก่อนๆ ที่ได้เคยถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน   พระเจ้าเนมิราชนี้ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อได้ผนวชแล้วก็ประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานอัมพวัน  สวนมะม่วงนั้นนั่นเอง  ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนเชี่ยวชาญในอภิญญาสมาบัติ

        ทรงไม่เสื่อมถอยจากฌานนั้น  เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกเฉกเช่นพระราชาต้นพระวงศ์องค์ก่อนๆ ที่สืบต่อมาอย่างเคร่งครัด

        ฝ่ายพระโอรสของพระเจ้าเนมิราชซึ่งมีพระนามว่า กาลารัชชกะ  ได้ทรงตัดพระวงศ์อันดีงามนี้เสียคือ เมื่อถึงคราวที่มีพระเกศาหงอกแล้ว  ก็ไม่ได้เสด็จออกผนวชเหมือนกับต้นวงศ์ตระกูลที่ผ่านๆ มา

        พระบรมศาสดาครั้นทรงนำอดีตชาติของพระองค์มาตรัสแล้ว  ทรงสรุปชาดกว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ไม่ใช่แต่ในกาลบัดนี้เท่านั้นที่เราออกบวช   ถึงแม้ในกาลก่อนตถาคตก็ออกบวชเช่นเดียวกัน” 

        จากนั้นก็ทรงประชุมชาดกว่า   “ท้าวสักกะเทวราช ในครั้งนั้น มาเกิดเป็นพระอนุรุทธเถระในบัดนี้   มาตลีเทพสารถีได้มาเป็นพระอานนท์  กษัตริย์  ๘๔, ๐๐๐ พระองค์ เป็นพุทธบริษัท   ส่วนพระเจ้าเนมิราช  คือเราตถาคตนี้เอง”

        เรื่องพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมีนี้ เป็นเรื่องที่ยืนยันว่า นรก สวรรค์มีจริง ซึ่งตรัสเล่าโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ซึ่งต่อมาพระอรหันตเถระทั้งหลายก็ได้ร้อยกรองสรุปย่อไว้ในพระไตรปิฎก พระอรรถกถาจารย์ในชั้นหลังได้นำมาอธิบายขยายความให้กระจ่างขึ้น

        เป็นเรื่องอัศจรรย์ดุจเดียวกับเรื่องทั้งหลายที่เล่าผ่านมา เพราะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอัศจรรย์คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนำมาเล่าก็ย่อมเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงได้บันทึกไว้ ให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ศึกษา จะได้ทำได้ถูกต้องตามพุทธประสงค์

        เราจะเห็นได้ว่าพระบรมโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีอย่างยิ่งยวด โดยทรงทำพระองค์ให้เป็นแบบอย่างก่อน แล้วก็อธิษฐานจิต พร้อมทั้งสั่งเอาไว้ว่า กษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่จะครองราชย์ต่อไป เมื่อเห็นเส้นผมหงอกบนศีรษะแล้วก็จงออกบวชเหมือนกับเรานี้ และด้วยแรงอธิษฐานนั้น จึงทำให้เป็นไปตามนั้นตลอดกาลนาน

        เราทั้งหลายจึงควรเร่งสั่งสมบุญบารมีร่วมกันในชาตินี้ให้เต็มที่เช่นเดียวกับท่าน ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ครบถ้วนทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตให้รอบคอบ ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญไปทุกภพทุกชาติตราบวันเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: