Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 ตุลาคม, 2561, 18:59:06

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง เนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  (อ่าน 18335 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:20:58 »



ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 1
 

 
         เราได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระชาติที่สำคัญๆ มา 3 พระชาติแล้วคือ ชาติที่ทรงเกิดเป็นพระเตมียราช ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ที่ท่านระลึกชาติได้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย รู้ว่าทรงเคยตกอุสสุทนรกมายาวนาน จึงทรงแกล้งทำเป็นใบ้เพื่อให้ได้ออกบวช
 
        ชาติที่ทรงเกิดเป็นพระมหาชนกราช ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ที่ท่านขนสินค้าขึ้นเรือเพื่อไปค้าขายทางทะเล เมื่อเรือล่มท่านต้องว่ายน้ำอยู่ในทะเลถึง 7 วัน ในที่สุดก็ได้ครองราชย์ และได้ข้อคิดจากต้นมะม่วงสองต้นกระทั่งได้ทรงออกผนวชในตอนสุดท้าย
 
        และชาติที่เกิดเป็นสุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ที่ท่านมีบิดามารดาเป็นฤษีและฤษิณี ในชาตินี้ท่านเจริญเมตตาต่อคนและสัตว์ทั้งหลาย แม้จะถูกพระเจ้าปิลยักขราชยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษก็ไม่โกรธเคือง และได้ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาผู้ตาบอดทั้งสองท่านอยู่ในป่าจนตลอดชีวิต

        วันนี้เรามาศึกษาประวัติการสร้างบารมี ในพระชาติที่สำคัญอีกชาติหนึ่ง ที่ท่านทรงสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในชาติที่ทรงเกิดเป็นพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี

        อธิษฐานบารมีนั้น คือการตั้งใจมั่นอย่างแน่วแน่ในการทำความดี อันมีผลสุดท้ายคือการกำจัดทุกข์ของตนเองและผู้อื่น แม้เป้าหมายจะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อได้ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะทำ ก็ต้องทำให้สำเร็จให้จงได้ จะไม่เลิกรา และไม่ลดเป้าหมายลงอย่างเด็ดขาด


        ถ้าจะเปรียบภาพของ อธิษฐานบารมี ให้เห็นชัดก็คือ เป็นการตั้งใจที่ไม่หวั่นไหว เหมือนภูเขาหินที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวด้วยแรงพายุ การสร้างอธิษฐานบารมีนี้จึงมีลักษณะว่า “ยอมตาย ไม่ยอมเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด” ดังเรื่องของพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมีที่จะนำมาเล่าดังต่อไปนี้

        ครั้งหนึ่ง  ในสมัยพุทธกาล เวลาเย็นวันหนึ่ง  พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระอานนทเถระ และเหล่าภิกษุเป็นจำนวนมากประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงแห่งหนึ่ง ซึ่งอดีตเคยเป็นพระราชอุทยานอัมพวัน  ของพระเจ้ามฆเทวราช กษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ

        พระองค์ทรงเห็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์นั้นแล้ว จึงทรงระลึกถึงเรื่องราวในอดีตว่าสถานที่แห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร ด้วยพุทธญาณอันหาที่สุดมิได้ พระพุทธองค์ก็ทรงทราบเรื่องราวที่ผ่านมาเนิ่นนานโดยตลอด 

        จึงทรงแย้มพระโอษฐ์  แสงดวงตะวันในยามเย็นได้ส่องกระทบพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบขึ้น


        แสงนั้นคือเกลียวรัศมีสี่สายที่เกิดขึ้นจากพระเขี้ยวแก้วทั้ง ๔ เมื่อต้องแสงตะวันก็ทอประกายแปลบปลาบประดุจสายฟ้าพวยพุ่งออกมาจากพระโอษฐ์    แสงนั้นได้เวียนขวารอบพระเศียรของพระพุทธองค์  ๓  รอบ  แล้วจึงอันตรธานไป   

        พระอานนทเถระผู้เป็นปัจฉาสมณะ ตามเสด็จมาเบื้องหลังได้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์  ด้วยสัญญาณแห่งแสงสว่างนั้น จึงกราบทูลถามถึงเหตุแห่งการทรงแย้มพระโอษฐ์     

        พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมีพระพุทธดำรัสว่า  “ดูก่อนอานนท์  เราเคยอาศัยอยู่ในสถานที่นี้  เพื่อเจริญฌานในสมัยที่เราเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช” 

        ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลอาราธนาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนที่พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นท้าวมฆเทวาราช ได้เคยเจริญฌานในที่นี้นั้นมีเรื่องราวเป็นมาอย่างไรหรือพระเจ้าข้า”   

        ด้วยพระมหากรุณาที่จะทรงทำบุพจริยาของพระองค์ให้แจ่มแจ้งแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงทรงนำพระชาติในอดีตมาตรัสเล่า ซึ่งมีเรื่องราวดังต่อไปนี้


        ในอดีตกาลไกลโพ้น  มนุษย์มีอายุยืนมาก  เนื่องเพราะความประมาทในความที่ตนมีอายุยืนนี่เอง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเป็นจำนวนหนึ่งเกิดความประมาทมัวเมา  ใช้ชีวิตให้สิ้นไปวันๆ ด้วยการกิน ดื่ม เที่ยว ประดุจว่าเขาจะไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

        แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนบางเหล่าที่เป็นบัณฑิตมีความเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท ใช้ลมหายใจและไออุ่นแห่งชีวิตให้เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมี  โดยมิได้คำนึงว่าเวลาแห่งชีวิตของตนจะมากหรือน้อย  เพราะมีปัญญามองเห็นความเป็นจริงแห่งชีวิตว่า แม้จะมีอายุยืนยาวเพียงไร แต่ในความเป็นจริงนั้นเราแก่ลงไปทุกวัน และจะตายลงวันไหนก็ไม่รู้ มองเห็นว่ายังมีภัยร้ายแรงที่คุกคามชีวิตอยู่ตลอดเวลา
 
        ดังเช่นท้าวมฆเทวราช   มหากษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา  แคว้นวิเทหรัฐ  พระองค์ทรงถือกำเนิดในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ย ๔ แสนปี ทรงเล่นอย่างสนุกสนานในความเป็นพระราชกุมารอยู่ถึง  ๘๔,๐๐๐ ปี   ทรงครองราชย์สมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี และเป็นพระมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่อยู่ต่อมาอีก ๘๔,๐๐๐ ปี ตลอดระยะกาลที่ผ่านมานี้ พระองค์ได้ทรงอธิษฐานจิตมั่นว่า “หากเส้นผมของเราแม้เพียงเส้นเดียวเกิดหงอกขึ้นคราวใด คราวนั้นเราจะออกบวชดาบสในทันที”


        ความที่พระองค์ทรงมั่นอยู่ในคำอธิษฐานนี้ ได้แสดงให้ปรากฏด้วยการทรงมีรับสั่งกับนายภูษามาลาว่า “ เมื่อเจ้าเห็นผมหงอกบนศีรษะของเราเมื่อไร  ก็จงรีบบอกเราให้ทราบในทันที ”


        จำเนียรกาลผ่านไปอีกหลายร้อยปี  วันหนึ่ง ขณะที่นายภูษามาลาถวายงานแต่งพระเกศาอยู่นั้น เขาได้เห็นเส้นพระเกศาของพระเจ้ามฆเทวราช เส้นหนึ่งเกิดหงอกขาว จึงได้กราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบ   
 
        พระเจ้ามฆเทวราชจึงทรงมีรับสั่งให้ถอนพระเกศาเส้นนั้นด้วยแหนบทองคำ แล้วให้วางไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ ทรงพิจารณาผมนั้นเหมือนเห็นความตายที่มาปรากฏตัวยืนอยู่เบื้องหน้า   ก็ทรงเบื่อระอาในความไม่เที่ยงของสังขาร หมดความยินดีที่จะเสวยพระราชสมบัติอีกต่อไป ด้วยทรงเห็นว่า “ความร่าเริงยินดีตามแบบของชาวโลก เราก็ได้รับมาพอแล้ว บัดนี้ร่างกายของเราได้ย่างเข้าสู่วัยชรา สมควรที่เราจะได้ออกบวชตามคำที่เราได้อธิษฐานเอาไว้ เพื่อชำระหนทางแห่งสวรรค์ให้บริสุทธิ์”

        จึงทรงพระราชทานบ้านส่วยหนึ่งตำบล ซึ่งมีเงินภาษีเกิดขึ้นให้ได้ใช้เลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตแก่นายภูษามาลา   และได้ตรัสบอกเหตุแก่พระโอรสว่า “ผมหงอกบนศีรษะของพ่อนี้ บอกให้พ่อทราบว่า ความเป็นหนุ่มของพ่อได้สิ้นไปแล้ว เทวทูตแห่งความตายปรากฏแล้ว คราวนี้เป็นคราวที่พ่อจะออกบวช”

        จากนั้นจึงทรงอภิเษกพระราชโอรสพระองค์โตไว้ในราชสมบัติ  พร้อมทั้งพระราชทานพระโอวาทว่า  “ถึงตัวลูกเองก็จงครองราชย์สมบัติโดยธรรม จงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท และเมื่อผมหงอกปรากฏบนศีรษะของลูกเมื่อไร   ลูกก็จงบวชเหมือนกับพ่อนี้ ”


        การที่พระเจ้ามฆเทวราชทรงสอนพระองค์เองได้ เพราะทรงเป็นผู้มีปัญญาที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้ว  ลำพังคนธรรมดาทั่วไป  แม้จะมีอายุขัยเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐๐ ปี อย่างกับมนุษย์ในยุคนี้  ก็มิได้สอนตนเองได้เหมือนพระเจ้ามฆเทวราช 

        เพราะความสั้นหรือยาวของอายุมิได้เป็นเครื่องชี้ชัดเสมอไปว่า เมื่อคนมีอายุน้อยลง แล้วจะสามารถสอนตนเองได้ แต่อยู่ที่การได้คบบัณฑิต ได้ฟังธรรมของบัณฑิต และได้ประพฤติธรรมของบัณฑิต ดังนั้น บุคคลเมื่อได้คบกับบัณฑิต ชีวิตก็ย่อมจะเจริญสูงขึ้นไป ส่วนวงศ์กษัตริย์ของพระเจ้ามฆเทวราชจะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 23:15:18 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 2



        จากตอนที่แล้ว ได้เกริ่นนำเข้าสู่เรื่องของพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี โดยได้เปรียบภาพของ อธิษฐานบารมี ให้เห็นชัดว่า เป็นการตั้งใจมั่น เหมือนภูเขาหินที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวด้วยแรงพายุ อธิษฐานบารมีนี้จึงมีลักษณะว่า “ยอมตาย ไม่ยอมเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด”

        ครั้งหนึ่ง  พระบรมศาสดาได้เสด็จดำเนินอยู่ในพระราชอุทยานอัมพวัน  สวนมะม่วงของพระเจ้ามฆเทวราช โดยมีพระอานนทเถระ และเหล่าภิกษุติดตามเป็นจำนวนมาก  พระองค์ทรงระลึกถึงเรื่องราวในอดีตของสถานที่แห่งนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์     ทำให้เกิดแสงสว่างวาบขึ้น

        พระอานนทเถระ ตามเสด็จมาเบื้องหลังได้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์    ด้วยแสงสว่างนั้น จึงกราบทูลถามถึงสาเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมีพระพุทธดำรัสว่า  “ดูก่อนอานนท์  เราเคยอาศัยอยู่ในสถานที่นี้  เพื่อเจริญฌานในสมัยที่เราเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช” 


        จากนั้นจึงได้ตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า ณ สถานที่เดียวกันนี้ ในกาลนั้นพระองค์ทรงเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช   มหากษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา  ในยุคนั้นมนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ย ๔ แสนปี ได้ทรงเป็นพระราชกุมารอยู่  ๘๔,๐๐๐ปี  ครองราชย์อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี และเป็นพระมหาราชอีก ๘๔,๐๐๐ ปี

        วันหนึ่ง พระเจ้ามฆเทวราชทรงเห็นเส้นพระเกศาของพระองค์หงอกเพียงเส้นเดียว ก็ทรงมีดำริที่จะออกบวช จึงได้ตรัสบอกพระโอรสว่า  “ความเป็นหนุ่มของพ่อสิ้นไปแล้ว  บัดนี้เป็นคราวที่พ่อจะออกบวช” แล้วก็ทรงอภิเษกพระราชโอรสพระองค์โตไว้ในราชสมบัติ  พร้อมทั้งพระราชทานโอวาทว่า  เมื่อผมบนศีรษะของลูกเริ่มหงอกเมื่อไร   ลูกก็จงบวชเหมือนกับพ่อนี้

        จากนั้น  พระองค์ก็ได้อธิษฐานจิตมั่นว่า “ขอให้วงศ์กษัตริย์ของเราสืบต่อเชื้อสายแห่งวงศ์บรรพชิตเช่นนี้ตลอดไป” แล้วจึงเสด็จออกจากพระนครทรงผนวชเป็นฤษี  เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี 

        ทรงได้บรรลุฌาน และอภิญญาสมาบัติ ละจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก 


        แม้พระราชโอรสองค์โต ผู้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเจ้ามฆเทวราช ก็ได้ดำเนินตามมรรคาของพระองค์ โดยถือนิมิตผมหงอกเป็นจุดนำทางให้จำต้องสละราชบัลลังก์ ออกบวชเป็นฤษี แล้วก็มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

        วงศ์กษัตริย์ของพระเจ้ามฆเทวราชได้สืบลำดับต่อเนื่องกันมาโดยทำนองนี้นับได้ประมาณ ๘๔,๐๐๐ พระองค์     
 
        ครั้งหนึ่ง  ท้าวมฆเทวราชผู้บังเกิดและดำรงอยู่ในพรหมโลกก่อนกว่ากษัตริย์ทั้งหมด  ทรงตรวจดูพระวงศ์ของพระองค์ ทุกพระองค์ยังคงรักษาประเพณีอันดีงามกันดีอยู่หรือไม่

        เมื่อตรวจตราไปก็ได้เห็นว่า วงศ์กษัตริย์ของพระองค์ได้สืบต่อการออกบวชเรื่อยมาไม่ขาดสายเลย เป็นจำนวนกษัตริย์ถึง ๘๔,๐๐๐ พระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีปีติล้นทับทวี

        จึงทรงพิจารณาต่อไปว่า ต่อจากนี้ไป  วงศ์กษัตริย์ของเราจะสามารถสืบต่อประเพณีนี้ไปได้อีกหรือไม่ ก็ทรงเห็นด้วยฌานสมาบัติว่า กษัตริย์พระองค์ต่อไปจะไม่สามารถรักษาประเพณีอันดีนี้ไว้ได้

        จึงมีพระดำริว่า เราเองนี่แหละ  จักสืบต่อพระวงศ์ของเราเอง  จึงอธิษฐานจิตจุติจากพรหมโลกลงมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลา

        ครบ ๑๐  เดือน  ก็ได้ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา   ในวันขนานพระนาม  พระราชาตรัสเรียกพราหมณ์มาทำนายลักษณะ 


        พราหมณ์เมื่อตรวจดูพระลักษณะแล้วก็กราบทูลว่า พระราชกุมารพระองค์นี้เป็นผู้ที่จะมาสืบต่อพระวงศ์ของพระองค์ เพราะพระวงศ์ของพระองค์เป็นวงศ์บรรพชิต 

        หลังจากพระราชกุมารพระองค์นี้ไป  ก็จักไม่มีพระราชาพระองค์ใดได้เสด็จออกผนวชอีกเลย 

        พระราชาสดับดังนั้น  ทรงมีปีติเป็นยิ่งนัก  จึงทรงดำริว่า ลูกเรามาเกิดเพื่อสืบต่อวงศ์ของเราโดยแท้  เปรียบเหมือนล้อรถที่หมุนตามกันมา ฉะนั้น   

        เหตุนี้เองพระองค์จึงทรงขนานพระนามของพระราชโอรสว่า  เนมิราชกุมาร  ซึ่งแปลว่า กุมารผู้เป็นเหมือนล้อรถ  ที่หมุนเวียนมาเพื่อตามรักษาประเพณีอันดีงามของวงศ์ตระกูลให้สืบต่อไป

        เนมิราชกุมารนั้น  รักในการบำเพ็ญบุญกุศล  ให้ทาน  รักษาศีล ๕ และอุโบสถศีล  ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

        เมื่อทรงเจริญวัยวัฒนา พระองค์ก็มิได้ทรงยินดีในเบญจกามคุณที่รายล้อมอยู่รอบพระวรกาย 

        ถึงกาลที่พระราชาผู้เป็นพระชนกดำรงอยู่ในราชสมบัติได้ ๘๔,๐๐๐ ปี  พระชนกของพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเส้นพระเกศาหงอก ทรงเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความตายได้คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ   


        ทรงรำพึงว่า สังขารไม่เที่ยงหนอ  วัยของเราแก่หง่อมแล้วหนอ  ถึงเวลาแล้วที่เราจะประพฤติธรรม   ออกผนวชเป็นดาบสตามพระวงศ์ที่ได้ประพฤติรักษาประเพณีอันดีงามสืบต่อกันมา
 
        จากนั้น ก็ได้พระราชทานบ้านส่วยแก่นายภูษามาลา  แล้วทรงมอบราชสมบัติแก่พระเนมิกุมารผู้เป็นราชโอรส 

        แล้วพระองค์เองออกผนวชในพระราชอุทยานอัมพวันนั่นเอง   และทรงเจริญภาวนาตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี 

        เมื่อทรงละโลกไปแล้วก็มีพรหมโลกเป็นที่ไป เหมือนกษัตริย์องค์ก่อนๆ 


        การที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ได้ทรงออกบวชตามๆ กันทุกพระองค์เช่นนี้ ก็ด้วยการอธิษฐานจิตของพระเจ้ามฆเทวราช ผู้เป็นองค์ต้นแห่งกษัตริย์วงศ์นี้ และวาสนาบารมีที่แต่ละพระองค์ได้สั่งสมมาในทางเดียวกัน วงศ์ของพระเจ้ามฆเทวราชนี้จึงได้ชื่อว่า “วงศ์บรรพชิต” ตามที่กล่าวแล้ว

        แต่ตลอดกาลที่ผ่านไปเนิ่นนานเห็นปานนี้ ก็มิได้มีกษัตริย์พระองค์ใดได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนา และได้ทรงออกผนวชในพระพุทธศาสนาแม้เพียงพระองค์เดียว ได้แต่เพียงทรงออกผนวชเป็นดาบสเจริญฌานสมาบัติ แล้วไปเกิดในพรหมโลกวนเวียนอยู่เช่นนี้

        จะเห็นว่า ระยะกาลที่พระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงอยู่นี้ เป็นช่วงเวลาที่สั้นนัก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่โลกว่างจากพระสัทธรรม เปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งฟ้าแลบขึ้นแปลบเดียวตลอดคืนอันมืดมิด
 
        ดังนั้น ท่านทั้งหลายซึ่งได้มาถึงคำสอนอันสูงส่งเช่นนี้แล้ว หากมีโอกาสบวชก็จงฉวยโอกาสนั้นไว้ แล้วออกบวชเถิด จะได้คุ้มค่าที่ได้มาพบคำสอนของพระบรมศาสดา ส่วนเรื่องของพระเจ้าเนมิราชจะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 01 กันยายน, 2552, 08:00:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 3




        จากตอนที่แล้ว   พระเจ้ามฆเทวราชได้เสด็จออกจากพระนคร แล้วทรงผนวชเป็นดาบส  เจริญพรหมวิหาร ๔ ทรงได้บรรลุฌานสมาบัติ ละจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก    ท้าวมฆเทวราชผู้ดำรงอยู่ในพรหมโลกนั้น ได้ทรงตรวจตราดูวงศ์กษัตริย์ของพระองค์มาโดยตลอด ได้เห็นว่า วงศ์กษัตริย์ของพระองค์ได้สืบต่อการออกบวชเรื่อยมาไม่ขาดสายเลย เป็นจำนวนกษัตริย์ถึง ๘๔,๐๐๐ พระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีปีติเป็นทวีคูณ

 
แต่เมื่อทรงตรวจดูต่อไป ก็ได้เห็นว่า กษัตริย์พระองค์ต่อไปจะไม่สามารถรักษาประเพณีนี้ไว้ได้  จึงมีพระดำริว่า เรานี่แหละ  จะสืบต่อวงศ์กษัตริย์ของเราเอง  จึงอธิษฐานจิตจุติจากพรหมโลกลงมาถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระราชาในกรุงมิถิลา

        ในวันขนานพระนาม พราหมณ์ได้ตรวจดูพระลักษณะแล้วกราบทูลพระราชาว่า พระราชกุมารเป็นผู้ที่จะมาสืบต่อวงศ์กษัตริย์ของพระองค์เอง เพราะเหตุนี้ พระราชบิดาจึงทรงขนานพระนามพระราชโอรสว่า  เนมิราชกุมาร  ซึ่งแปลว่า กุมารผู้เป็นเหมือนล้อรถที่หมุนเวียนมาตามรอยเดิม

        เมื่อทรงเจริญวัยวัฒนา พระราชาผู้เป็นพระชนกทรงมีเส้นพระเกศาหงอกแล้ว ก็ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระเนมิราชกุมารสืบต่อไป  แล้วพระองค์เองก็ออกผนวชในพระราชอุทยานอัมพวัน   ได้ทรงเจริญภาวนาตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี  เมื่อทรงละโลกแล้วก็ได้ไปสู่พรหมโลก


        มาถึงตอนนี้ ใคร่จะขอชี้แจงให้กระจ่างขึ้นสักหน่อยหนึ่งว่า โดยปกติทั่วไปแล้ว การทำอธิมุตกาลกิริยา (อะ-ธิ-มุต-ตะ-กา-ละ-กิ-ริ-ยา) คือการอธิษฐานจิตดับชีพของตนลงมาเกิดสร้างบารมีในโลกมนุษย์นี้ จะทำได้ก็เฉพาะพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเท่านั้น

        ส่วนมหาพรหมเนมิราชนี้ ทรงเป็นนิยตโพธิสัตว์ที่มีอธิษฐานบารมีแก่กล้า เพราะทรงสร้างบารมีมายาวนาน ใกล้จะเต็มเปี่ยมแล้ว จึงสามารถอธิษฐานจิตจุติลงมาเช่นนี้ได้

        พระเจ้าเนมิราชพระองค์นี้ เมื่อทรงเจริญวัยได้ครองราชย์สมบัติต่อจากพระราชบิดาแล้ว ก็ทรงโปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ทิศ ทิศละ ๑ แห่ง และที่ท่ามกลางพระนครอีก ๑ แห่ง      ทั้งได้พระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าเสื้อผ้าและอาหารที่โรงทานแห่งละ ๑๐๐,๐๐๐  กหาปณะทุกวัน  รวมแล้วในแต่ละวันพระองค์จะทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๕๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ไม่เคยขาดเลย    นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรักษาศีล ๕ เป็นปกติ และสมาทานองค์อุโบสถศีลทุกวันพระที่มีพระจันทร์เต็มดวง และวันที่พระจันทร์ดับ     ทั้งยังทรงชักชวนมหาชนให้สั่งสมบุญบารมี มีการให้ทานเป็นต้นอยู่เนืองนิตย์   ทั้งยังทรงสั่งสอนมหาชนให้รู้จักหนทางแห่งสวรรค์ และให้ห่างไกลจากโทษภัยในอบายภูมิ   


        ประชาชนของพระองค์ส่วนมากได้ตั้งอยู่ในพระราโชวาท พร้อมใจกันสั่งสมบุญกุศลอย่างเต็มที่ ละจากอัตภาพนั้นแล้วก็บังเกิดในเทวโลก    จนสวรรค์ชั้นต่างๆ เนืองแน่นด้วยเทวดา       ส่วนประชาชนในยุคของพระองค์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาทก่อบาปอกุศลนั้นมีน้อย จึงทำให้นรกกลับว่างเปล่าเหมือนห้องโถงที่ร้างว่างจากการใช้งาน ฉะนั้น

        การที่พระองค์ได้ทำหน้าที่ชักชวนให้ประชาชนตั้งอยู่ในหนทางแห่งสวรรค์นี้  ทำให้พระเกียรติยศชื่อเสียงได้แผ่ขจรขจายไปทั่วชมพูทวีป     ประชุมชนทุกหมู่เหล่าต่างเกิดความเคารพเลื่อมใส เมื่อมีการกล่าวพระนามของพระองค์ขึ้นเมื่อใด  ต่างก็จะประนมมือขึ้นไหว้ กล่าวสรรเสริญการกระทำของพระองค์     จนพระนามของพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งการทำความดี และการชักชวนคนทำแต่ความดี บ้านเมืองไร้คนภัยพาล  ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา   

        การสั่งสมกุศลธรรมของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ยิ่งกว่าพระราชาพระองค์ใดๆ ในพระวงศ์ตระกูลที่สืบต่อกันมาทั้งหมด     และจากการที่มหาชนประพฤติศีล ๕ กันเป็นปกติ  และการกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ไม่ขาดสายเหล่านี้  แผ่ขยายสูงขึ้นไปจนถึงสวรรค์ภูมิแห่งเทวดาทุกหมู่เหล่า     
 
        แม้เทวดาในดาวดึงส์พิภพผู้ประชุมกันอยู่ ณ สุธรรมมาเทวสภา  ก็ล้วนเป็นเทวดาที่เคยได้สั่งสมบุญโดยการชี้ชวนและชักนำของพระเจ้าเนมิราช  ต่างก็สนทนาปราศรัยกันอยู่ว่า  พระเจ้าเนมิราชสอนอะไรแก่ท่านเล่า  วิมานของท่านถึงได้สว่างไสวถึงเพียงนี้    จากนั้น ก็ผลัดกันเล่ากุศลกรรมของตนเอง  และจบท้ายด้วยการกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระเจ้าเนมิราชผู้เป็นอาจารย์ ที่เป็นต้นบุญชี้ทางสว่างให้ได้มาเสวยทิพยสมบัติอันมากมายสุดจะคณานับ 

        การกล่าวสรรเสริญคุณของผู้มีคุณ นี้เป็นปกติของเทวดาทั้งหลาย ประดุจเหล่าสตุลลปกายิกาเทพบุตร (สะ-ตุล-ละ-ปะ-กา-ยิ-กา)  ผู้ตั้งอยู่ในคณะเทพบุตรผู้ยกย่องความดี ซึ่งในอดีตชาติตอนเป็นมนุษย์ได้รับศีล ๕ จากอุบาสกผู้เป็นอาจารย์     เมื่อเรืออับปางหลังจากที่ได้รับศีลแล้ว ก็ได้มาบังเกิดอยู่ในสโมสรแห่งเทพบุตร ด้วยอานิสงส์แห่งศีลนั้น  เมื่อระลึกถึงคุณของอาจารย์ ต้องการจะสรรเสริญพระคุณนั้น  จึงมายังพระเชตวันมหาวิหาร  ถวายบังคมพระบรมศาสดา กราบทูลยกย่องคุณความดีของอาจารย์อย่างนั้น


        ครั้งหนึ่ง  พระเจ้าเนมิราชทรงสมาทานอุโบสถศีล  ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ โดยพระองค์ทรงเปลื้องพระราชาภรณ์ทุกอย่าง  ทรงสวมชุดขาวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์บรรทมอยู่บนพระแท่นอันมีสิริ  เสวยสุขจากนิทรารมณ์ตลอด  ๒ ยาม    จากนั้นจึงทรงตื่นบรรทมในเวลาปัจฉิมยาม นั่งสมาธิคู้บัลลังก์  แล้วทรงดำริว่า  ผลแห่งการให้ทานไม่มีประมาณโดยตัดขาดจากใจและไม่เสียดายในทานที่เราให้แก่ทุกคน   กับการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ของเรา อย่างไหน จะมีผลานิสงส์มากกว่ากันหนอ
 
        จากพระดำรินี้เอง ทำให้พระองค์ไม่สามารถขจัดความสงสัยไปได้   และนั่นเองจึงเป็นเหตุให้พิภพดาวดึงส์อันเป็นที่สถิตของท้าวสักกะจอมเทพเกิดเร่าร้อนขึ้นมา     พระผู้เป็นใหญ่แห่งดาวดึงส์พิภพจึงได้ทรงสอดส่องทิพยเนตรดู  ก็ทรงเห็นพระเจ้าเนมิราชกำลังวิตกกับปัญหาที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นมาเอง  แต่ยังไม่สามารถจะขจัดปัญหาที่ตนเองตั้งขึ้นได้  ส่วนว่า ท้าวสักกเทวราช เมื่อทรงเห็นต้นตอแห่งปัญหาแล้ว จะเสด็จลงมาช่วยแก้ไข และแนะนำพระเจ้าเนมิราชอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 01 กันยายน, 2552, 22:04:09 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 4



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราช เมื่อทรงเจริญวัยได้ครองราชย์สมบัติต่อจากพระราชบิดาแล้ว ก็ทรงโปรดให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง ได้พระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าเสื้อผ้าและอาหารที่โรงทานแห่งละ ๑๐๐,๐๐๐  กหาปณะทุกวัน    ส่วนพระองค์เองได้ทรงรักษาศีล ๕  และสมาทานอุโบสถศีลทุกวันพระ ทั้งทรงชักชวนมหาชนให้สั่งสมบุญ มีการให้ทานเป็นต้นเนืองนิตย์   ประชาชนของพระองค์ส่วนมากได้ตั้งอยู่ในพระราโชวาท ละจากอัตภาพนั้นแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก  จนสวรรค์ชั้นต่างๆ เนืองแน่นด้วยเทวดา   

        การที่พระองค์ได้ทำหน้าที่ชักชวนให้ประชาชนตั้งอยู่ในหนทางแห่งสวรรค์นี้  ทำให้พระเกียรติยศแผ่ขจรขจายไปทั่วชมพูทวีป  การสั่งสมกุศลธรรมของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ยิ่งกว่าพระราชาพระองค์ก่อนๆ พระเกียรติคุณของพระองค์แผ่ขยายขึ้นไปจนถึงสวรรค์ทุกชั้น

        ครั้งหนึ่ง  พระเจ้าเนมิราชทรงสมาทานอุโบสถศีล  ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงตื่นบรรทมในเวลาค่อนรุ่ง ประทับนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ดำริว่า  การให้ทานที่ไม่มีประมาณ กับการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ อย่างไหนจะมีผลมีอานิสงส์มากกว่ากัน


        พระองค์ไม่สามารถขจัดความสงสัยให้สิ้นไปได้   เป็นเหตุให้พิภพดาวดึงส์อันเป็นที่สถิตของท้าวสักกะจอมเทพเกิดเร่าร้อนขึ้นมา  ท้าวสักกเทวราชจึงได้ทรงสอดส่องทิพเนตรตรวจดู  ก็ทรงเห็นพระเจ้าเนมิราชกำลังวิตกกับปัญหาที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นมาเอง   จึงรีบเสด็จมาโดยลำพังพระองค์เดียว ทรงทำพระราชนิเวศน์ทั้งหมดให้สว่างไสวถ้วนทั่ว  จากนั้นก็เสด็จเข้าสู่ห้องบรรทมของพระเจ้าเนมิราช  ทรงแผ่พระรัศมีประทับยืนอยู่กลางอากาศ 

        พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น   ก็เกิดปีติขนลุกชูชันทั่วพระวรกาย ได้ตรัสถามท้าวสักกจอมเทพว่า  “ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้รักในการให้ทานในกาลก่อน   รัศมีของท่านช่างงดงามยิ่งนัก  ท่านเพียงแต่ปรากฏตัวแต่ไม่บอกว่าเป็นใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร ท่านเป็นใครโปรดบอกเราด้วยเถิด   และขอความเจริญจงมีแก่ท่านผู้เป็นแขกมาเยือนในยามราตรีเช่นนี้”
         
        ท้าวสักกจอมเทพตรัสตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมชน  เราคือท้าวสักกะจอมเทพ ตั้งใจมาหาพระองค์ผู้เป็นจอมวิเทหรัฐ  ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดกลัวเลย  และปัญหาอันใดที่คั่งค้างอยู่ในพระหฤทัย ขอพระองค์จงตรัสถามปัญหาที่ทรงสงสัยนั้นเถิด”


        พระเจ้าเนมิราชทรงอัศจรรย์ในพระหฤทัยที่ท้าวสักกะทรงทราบความนึกคิดของพระองค์ ทรงพระปีติโสมนัส  จึงตรัสถามปัญหาที่ค้างคาอยู่ในพระหฤทัยว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว พระองค์เสด็จมาเพื่ออนุเคราะห์หม่อมฉันโดยแท้  หม่อมฉันมีความสงสัยอยู่ว่า ระหว่างการให้ทานกับการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์  อย่างไหนจะมีผลมาก มีอานิสงส์มากกว่ากัน ขอพระองค์จงทรงชี้แจงให้กระจ่างด้วยเถิด”

        ท้าวสักกจอมเทพจึงตรัสตอบว่า  “ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมวิเทหรัฐ  บุคคลย่อมบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ขัตติยราช  เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างต่ำ  บุคคลย่อมได้บังเกิดเป็นเทวดา เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างปานกลาง  อนึ่ง บุคคลย่อมหลุดพ้น  เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างสูงสุด   การประพฤติพรหมจรรย์นั้นมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่าทานพันเท่าแสนเท่าทวีคูณ  ขอพระองค์จงตั้งมั่นอยู่ในการประพฤติพรหมจรรย์เถิด”
 
        จากนั้นท้าวสักกะเทวราชจึงตรัสยกเรื่องในอดีตนั้นมาเป็นตัวอย่างว่า ในอดีตกาล   ณ  ป่าหิมพานต์แดนสงบ เป็นสถานที่บำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ของฤษี ดาบส และเหล่านักพรตทั้งหลาย   ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทางตอนเหนือแห่งแดนหิมพานต์อันกว้างใหญ่ ได้มีแม่น้ำสายหนึ่งนามว่าสีทา  เป็นแม่น้ำที่ลึกและกว้างข้ามได้ยาก  แต่น้ำในแม่น้ำสายนี้กลับมีความใสสะอาดเป็นพิเศษ 

        ใกล้แม่น้ำสายนี้ มีกาญจนบรรพต ซึ่งเป็นภูเขาทองมีสีเหมือนเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ป่าไม้อ้อในฤดูร้อน  ส่องแสงรุ่งโรจน์โชติช่วงตลอดเวลา      ที่ภูเขาแห่งนี้ ได้มีฤษีอาศัยอยู่ ๑๐,๐๐๐ ตน ต่างบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ที่เชิงภูผา และภายในคูหาถ้ำต่างๆ กัน ซึ่งแต่ละตนก็จะมีข้อวัตรปฏิบัติที่นำมาซึ่งความเลื่อมใส  มีศีลบริสุทธิ์   มุ่งหน้าเจริญสมาธิภาวนาเป็นหลักชัย


        วันหนึ่ง  ฤษีตนหนึ่งนุ่งห่มเรียบร้อยเหาะมาสู่กรุงพาราณสีเพื่อบิณฑบาต  ได้ประคองอุ้มภาชนะภิกษาแสดงตนเดินผ่านมาถึงประตูเรือนของปุโรหิต

        ปุโรหิตเห็นอากัปกิริยาอันสงบเรียบร้อยของท่านก็เกิดความเลื่อมใส  จึงนิมนต์ให้เข้ามานั่งในเรือน ได้ทำการต้อนรับด้วยอาหารคาวหวาน  จนอิ่มหนำสำราญ 

        ปุโรหิตได้ปฏิบัติบำรุงพระฤษีอยู่เช่นนี้ ๒ – ๓ วัน   เมื่อคุ้นเคยพอสมควรแล้วจึงถามพระฤษีว่า   “พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านอาศัยอยู่ที่ไหน ขอรับ”   

        พระฤษีจึงตอบว่า “อาตมภาพ อาศัยอยู่ที่กาญจนบรรพต ในตอนเหนือของป่าหิมพานต์โน้น” 

        ปุโรหิตจึงถามต่อว่า “พระคุณเจ้าอยู่ตนเดียวหรือหลายตน ขอรับ”

        “ท่านพูดอะไรกัน อุบาสก ที่กาญจนบรรพตนั่น มีฤษีอาศัยอยู่นับหมื่นตน ล้วนทรงอภิญญา  สมาบัติ เหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์ มีเดชต่างๆ กันไป” 


        ปุโรหิตได้ฟังดังนั้น จึงรู้ว่าพระฤษีเป็นผู้มีอานุภาพมาก  และรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ท่านมีจำนวนมาก  อีกทั้งก็สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เป็นปกติ     ก็เกิดความรู้สึกอยากจะบวชเป็นฤษี บำเพ็ญพรตเหมือนกับพระฤษีเหล่านั้น  จึงได้บอกพระฤษีตนนั้นว่า  “พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมอยากจะบวชอย่างพระคุณเจ้า ขอท่านโปรดพากระผมไปบวชเป็นฤษีที่กาญจนบรรพตนั้นด้วยจะได้ไหม” 

        ฤษีกล่าวว่า “ท่านเป็นปุโรหิต ท่านเป็นบุรุษผู้อนุศาสน์ธรรมของพระราชา  ถึงจะมีตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนองงานของพระองค์ ยังไม่เป็นอิสระแก่ตน อาตมภาพไม่สามารถจะบวชให้ท่านได้” 
 
        ส่วนปุโรหิตได้ฟังดังนั้น ความปรารถนาจะบวชก็มิได้เสื่อมคลาย แต่เหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป 
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กันยายน, 2552, 21:41:02 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 5




        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความกังขาในพระหฤทัยของพระเจ้าเนมิราช จึงรีบเสด็จมายังห้องบรรทมของท้าวเธอ  ทรงแผ่พระรัศมีประทับยืนอยู่ท่ามกลางอากาศ  พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นท้าวสักกะก็ตกพระทัย   ได้ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มีประสงค์สิ่งใด


        ท้าวสักกะจึงทรงแนะนำให้รู้จักพระองค์และเปิดโอกาสให้ถามปัญหา พระเจ้าเนมิราชจึงได้ตรัสถามว่า หม่อมฉันมีความสงสัยว่า ระหว่างทานกับการรักษาศีลคือการประพฤติพรหมจรรย์  อย่างไหนจะมีผลมาก มีอานิสงส์มากกว่ากัน ขอพระองค์จงทรงชี้แจงให้กระจ่างด้วยเถิด

        ท้าวสักกจอมเทพจึงตรัสตอบว่า   บุคคลย่อมบังเกิดในตระกูลกษัตริย์  เพราะประพฤติพรหมจรรย์อย่างต่ำ  ย่อมบังเกิดในสวรรค์ เพราะพรหมจรรย์อย่างปานกลาง  ย่อมบริสุทธิ์หลุดพ้น  เพราะพรหมจรรย์อย่างสูงสุด   พรหมจรรย์นั้นมีอานิสงส์มากกว่าทานหลายแสนเท่า

        จากนั้นจึงได้ตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า   ครั้งหนึ่ง ได้มีฤษีจำนวนมากอาศัยอยู่ที่กาญจนบรรพต ในป่าหิมพานต์ คราวหนึ่งได้มีฤษีตนหนึ่งเหาะมาสู่กรุงพาราณสีเพื่อบิณฑบาต  ปุโรหิตได้เห็นท่านแล้วก็เลื่อมใส จึงนิมนต์ท่านให้เข้ามานั่งฉันในเรือน ได้ซักถามพระฤษีว่า  ท่านมาจากไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร

        พระฤษีก็ตอบว่า เราอยู่ที่กาญจนบรรพต ที่นั่นมีฤษีอาศัยอยู่หลายหมื่นตน ล้วนทรงอภิญญา มีฤทธิ์มีเดช  ปุโรหิตได้ฟังแล้วก็ยิ่งเลื่อมใส อยากจะบวชเป็นฤษีบ้าง จึงได้เรียนให้ท่านทราบ พระฤษีจึงห้ามว่า ท่านเป็นบุรุษของพระราชา เราบวชให้ท่านไม่ได้หรอก


        ปุโรหิตไม่ละความพยายามได้กล่าวต่อไปว่า  “ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะทูลขออนุญาตพระราชาในวันนี้  ในวันพรุ่งนี้ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดมารับข้าพเจ้าในที่นี้เถิด”

        เมื่อพระฤษีนั้นรับคำของท่านปุโรหิตแล้ว ก็เหาะกลับไปยังป่าหิมพานต์ตามเดิม

        ส่วนปุโรหิตเมื่อบริโภคอาหารเช้าแล้ว ก็รีบเข้าเฝ้าพระราชา  พร้อมทั้งทูลบอกถึงความประสงค์ในการเข้าเฝ้า  พระราชาจึงตรัสถามว่า  “ท่านอาจารย์ เพราะเหตุอะไรเล่า ท่านจึงคิดจะบวช” 

        ปุโรหิตกราบทูลว่า  “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์เห็นโทษในกามทั้งหลาย และเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ มองเห็นหนทางแห่งฆราวาสว่าเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส ส่วนหนทางแห่งบรรพชานั้นปลอดโปร่งกว่า ด้วยเหตุนี้ ข้าพระองค์จึงประสงค์จะบวช พระเจ้าข้า”

        พระราชาทรงเห็นความตั้งใจจริงของท่านปุโรหิต จึงทรงอนุญาต และตรัสอนุโมทนาว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์ก็จงบวชเถิด  และเมื่อท่านอาจารย์ได้บวชแล้ว ก็จงมาเยี่ยมเราบ้างนะ” 

        ปุโรหิตรับพระดำรัสแล้ว ก็ถวายบังคมลากลับไปสู่เรือนของตน  สอนบุตรและภรรยาให้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิต ให้ตั้งมั่นในกุศลความดี  จากนั้นก็ได้กล่าวมอบสมบัติทั้งหมดให้

        รุ่งขึ้นจึงได้ให้ภรรยาและบุตรจัดเตรียมภัตตาหารเอาไว้ต้อนรับพระฤษี ส่วนตนเองได้จัดเตรียมบริขารของบรรพชิต เสร็จแล้วก็ได้นั่งรอคอยการมาของพระฤษีอยู่ 


        เมื่อพระฤษีมาถึงเรือนแล้ว  ปุโรหิตได้ถวายภิกษาหารให้พระฤษีได้ขบฉันด้วยความเคารพเหมือนเช่นที่ผ่านมา    จากนั้น พระฤษีจึงนำทางท่านปุโรหิตเดินออกไปนอกเมือง เมื่อเห็นเป็นที่ปลอดจากผู้คนแล้ว จึงจับข้อมือของปุโรหิต พาเหาะไปป่าหิมพานต์ในทันที แล้วก็ได้จัดการบวชให้ปุโรหิตเป็นฤษีในวันนั้นนั่นเอง   

        ผ่านไป ๒ – ๓ วัน ฤษีใหม่ได้ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเหมือนพระฤษีตนอื่นๆ

        กาลต่อมา  พระฤษีอดีตปุโรหิตนึกถึงคำปฏิญญาที่ได้ถวายไว้แก่พระราชา  จึงตั้งใจจะไปโปรดพระราชา  เพื่อเปลื้องปฏิญญานั้น    วันหนึ่ง ท่านจึงได้เหาะเข้าไปในเมืองพาราณสี พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระฤษีเข้าก็ทรงจำได้ ทรงเกิดความปีติโสมนัส ตรัสนิมนต์ให้เข้าสู่พระราชนิเวศน์   

        ทรงกระทำปฏิสันถารด้วยความปีติยินดี และจัดแจงถวายอาหารอันประณีต  และทรงทำสักการะ  พร้อมทั้งตรัสถามความเป็นอยู่ของฤษีผู้เป็นอาจารย์ ทราบความทั้งหมดแล้วจึงตรัสบอกถึงความประสงค์ที่พระองค์เองทรงอยากจะถวายภิกษาหารแก่พระฤษีทั้งหมด

        จึงทรงโปรดให้พระฤษีปุโรหิตเป็นธุระในการนิมนต์ฤษีทั้ง ๑๐,๐๐๐ ตน พระฤษีปุโรหิตทูลตอบว่า “เจริญพร มหาบพิตร ฤษีเหล่านั้น ไม่ยินดีในรสอาหารที่รู้ได้ด้วยลิ้น อาตมภาพจึงไม่อาจนำท่านเหล่านั้นมาในที่นี้ได้”

        พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงตรัสว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดบอกอุบาย เพื่อจะทำให้ฤษีทั้งหมดมาเป็นเนื้อนาบุญ บริโภคอาหารของโยมด้วยเถิด” 

        พระฤษีจึงทูลตอบว่า  “มหาบพิตร ถ้าพระองค์ต้องการจะถวายทานแก่ฤษีเหล่านั้น จงเสด็จออกจากเมืองไปประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำสีทา  แล้วจงถวายทานแก่ท่านเหล่านั้น ณ ที่นั้นเถิด” 


        พระราชาทรงรับคำ แล้วจึงเสด็จนำไพร่พลไปตั้งค่ายหลวง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสีทา
 
         ส่วนพระฤษีปุโรหิต ได้ทูลเตือนพระราชาให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท จากนั้นก็ได้เหาะไปยังที่อยู่ของตน แล้วแจ้งแก่ฤษีทั้งหมดว่า พระเจ้าพาราณสีต้องการจะถวายภิกษาแก่ท่านทั้งหลาย  จึงเสด็จมาพักอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำสีทา 

        พระองค์อาราธนาท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปยังค่ายหลวงรับภิกษาเพื่ออนุเคราะห์พระองค์เถิด   ฤษีเหล่านั้นรับคำแล้ว รุ่งขึ้นจึงเหาะมายังค่ายหลวง  พระราชาเสด็จต้อนรับฤษีเหล่านั้น ให้นั่ง ณ อาสนะที่ตกแต่งไว้อย่างดี แล้วก็ถวายภิกษาหารอันประณีต

        พระองค์ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถและคุณวิเศษของฤษีเหล่านั้น  จึงนิมนต์ให้ฉันในวันรุ่งขึ้นต่อๆไป  และได้ประทับพักแรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสีทานั้น ถวายภิกษาหารแด่พระฤษีทั้งหมดอยู่อย่างนี้ตลอดพระชนม์ชีพ เป็นเวลาถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ส่วนว่า ท้าวสักกะเทวราชเมื่อตรัสเรื่องอันเป็นอุทาหรณ์นี้จบลงแล้ว จะทรงสรุปว่าอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 04 กันยายน, 2552, 19:14:43 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 6




        จากตอนที่แล้ว ปุโรหิตได้กล่าววิงวอนพระฤษีสืบไปว่า ข้าพเจ้าจะทูลขออนุญาตพระราชาในวันนี้  ในวันพรุ่งนี้ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดมารับข้าพเจ้าด้วยเถิด ตอนสายปุโรหิตจึงรีบเข้าเฝ้าพระราชา  ทูลขอพระราชานุญาตออกบวช 

        ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระฤษีมาถึงเรือนแล้ว  ปุโรหิตได้ถวายภิกษาหารให้ท่านได้ขบฉันเสร็จแล้ว พระฤษีก็พาปุโรหิตเหาะไปป่าหิมพานต์ ได้จัดการบวชให้ปุโรหิตเป็นฤษีในวันนั้นนั่นเอง 
 
        เพียงไม่กี่วัน ฤษีปุโรหิตก็ได้ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น แล้วนึกถึงคำปฏิญญาที่ได้ถวายไว้แก่พระราชา  จึงได้เหาะกลับมาสู่เมืองพาราณสีเพื่อเปลื้องปฏิญญานั้น พระราชาทรงเห็นเข้าก็จำได้ ทรงเกิดปีติโสมนัส ตรัสนิมนต์ให้เข้าสู่พระราชนิเวศน์   

        ทรงถวายอาหารอันประณีต พร้อมทั้งตรัสถามความเป็นอยู่ของพระฤษี เมื่อทราบความทั้งหมดแล้ว จึงตรัสบอกถึงความประสงค์ว่าทรงอยากจะถวายภิกษาหารแก่พระฤษีทั้งหมด จึงขอให้พระฤษีปุโรหิตเป็นธุระนิมนต์ฤษีทั้ง ๑๐,๐๐๐ ตนให้ด้วย


        พระฤษีปุโรหิตจึงทูลว่า ขอให้พระราชาจงเสด็จไปประทับอยู่ที่ ฝั่งแม่น้ำสีทา  แล้วจงถวายทานแก่ท่านเหล่านั้น ณ ที่นั้นเถิด  พระราชาก็ทรงรับคำ แล้วเสด็จนำไพร่พลไปตั้งค่ายหลวง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสีทา  ได้ถวายภิกษาหารแด่พระฤษีทั้งหมดอยู่เช่นนั้น สิ้นกาลยาวนานถึงหนึ่งหมื่นปี

        ท้าวสักกะเทวราช เมื่อตรัสเรื่องในอดีตจบลงแล้ว จึงตรัสบอกพระเจ้าเนมิราชว่า  “พระเจ้าพาราณสีในกาลนั้นน่ะ ไม่ใช่ใครอื่นเลย นั่นคือหม่อมฉันเอง   หม่อมฉันเป็นผู้เลิศด้วยทานในครั้งนั้น  แต่หม่อมฉันนี่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงกามภพไปบังเกิดในพรหมโลกได้


        ส่วนฤษีทั้งหมดผู้บริโภคอาหารทานของหม่อมฉันต่างหาก กลับก้าวล่วงกามาวจรภูมิ แล้วได้ไปบังเกิดในพรหมโลก  เพราะท่านเหล่านั้นบริสุทธิ์มากกว่าตัวหม่อมฉัน  ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิตนั่นเอง 

        มหาบพิตร  พรหมจรรย์นี้แหละประเสริฐกว่าทาน    แต่แม้การประพฤติพรหมจรรย์จะมีผลานิสงส์มากกว่าทาน  แต่ธรรมทั้งสองนั้นเป็นสิ่งคู่กัน  ต้องไปด้วยกัน

        เพราะฉะนั้น พระองค์อย่าได้ทรงประมาทในธรรมทั้งสอง   จงบริจาคทานและรักษาศีล  ประพฤติพรหมจรรย์ให้ถึงพร้อมเถิด”   ตรัสฉะนี้แล้ว  จึงเสด็จกลับดาวดึงส์พิมาน

        ขณะนั้น  ทวยเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กำลังประชุมกันอยู่ที่เทวสภา  เพื่อรอคอยการเสด็จมาของท้าวสักกเทวราช
   

        ครั้นพระองค์ปรากฏพระกายขึ้นในท่ามกลางมหาเทวสมาคมเท่านั้น  เหล่าเทวดาก็ทูลถามกันอื้ออึง  แต่ทุกตนล้วนถามประเด็นเดียวกันคือ ข้าแต่จอมเทวะ  พระองค์หายไปไหนมิได้ปรากฏ   พระองค์เสด็จไปที่ไหนมาหนอ   

        ท้าวสักกะตรัสเล่าถึงภารกิจที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นไป   พร้อมทั้งประกาศแก่เหล่าเทวดาทั้งหมดที่มาประชุมกันว่า    “ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้าเนมิราชเป็นมนุษย์ผู้ทรงธรรม  เป็นบัณฑิต 
พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมราชาของชาววิเทหรัฐ  ทรงใช้กุศลธรรมเป็นอาวุธในการปราบปรามข้าศึก ทรงบำเพ็ญกุศล  ถวายทานเป็นอาจิณทั้งแด่สมณพราหมณ์ และแก่ยาจกวณิพกทุกคน  จนกระทั่งพระองค์ทรงสงสัยว่า ทานกับการประพฤติพรหมจรรย์อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน และเราก็ได้ถวายคำตอบให้แก่พระองค์ไปแล้ว ดังที่เล่าให้พวกท่านฟังแล้วไงล่ะ”


        ปวงเทวาต่างชื่นชมอนุโมทนาในบุญบารมีของพระเจ้าเนมิราช มีความประสงค์จะเห็นพระเจ้าเนมิราช  จึงกราบทูลท้าวสักกเทวราชว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ  พวกข้าพระองค์อยากจะเห็นพระเจ้าเนมิราช ผู้เป็นอาจารย์ของพวกข้าพระองค์   เพราะพวกข้าพระองค์นั้นในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ ก็ได้ตั้งอยู่ในโอวาทของท้าวเธอ  และเพราะได้อาศัยท้าวเธอ จึงทำให้พวกข้าพระองค์ได้มาเสวยทิพยสมบัติเช่นนี้   ขอจอมเทวะโปรดได้เชิญเสด็จพระองค์มา ณ ดาวดึงส์แดนสวรรค์นี้เถิด พระเจ้าข้า” 

        ท้าวสักกเทวราชทรงมีพระประสงค์จะทรงทำเทวดาเหล่านั้นให้สมหวัง และทรงพิจารณาเห็นว่าพระเจ้าเนมิราชมีบุญบารมีมากพอที่จะเสด็จขึ้นมาบนเทวโลกนี้ได้ด้วยกายเนื้อ    จึงมีเทวบัญชามายังมาตลีเทพสารถีให้เตรียมเวชยันตรถ เพื่อไปเชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราช ผู้ครองกรุงมิถิลา ให้เสด็จขึ้นทิพยานนำมาสู่ดาวดึงส์ทิพยวิมานนี้


        ธรรมดา การที่มนุษย์จะไปสู่สวรรค์ได้นั้น  ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ตายจากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น จึงจะไปสู่เทวโลกด้วยกายทิพย์ แต่ก็ต้องเป็นบุคคลที่ได้สั่งสมบุญเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว

        แต่ในกรณีของพระเจ้าเนมิราชนี้   พระองค์เป็นบุคคลพิเศษที่มีความบริสุทธิ์กาย วาจา  และใจมาก และรักในการสั่งสมบุญบารมี  ประพฤติพรหมจรรย์อย่างยิ่งยวดจริงๆ จึงได้เสด็จไปสู่สวรรค์ได้ด้วยกายเนื้อ โดยที่มาตลีเทพสารถีนำเทวรถมุ่งตรงลงมารับพระองค์ยังมนุษยโลก 

        ก็ในวันนั้น เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ  พระเจ้าเนมิราชได้ทรงสมาทานรักษาอุโบสถศีลอยู่ตามปกติ  พระองค์ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศตะวันออก  ประทับนั่งในพระตำหนัก   มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อมอยู่ 


        ในขณะที่พระองค์ทรงพิจารณาถึงความบริสุทธ์แห่งศีล ที่พระองค์ทรงประพฤติอยู่นั้น เวชยันตรถก็ปรากฏทางทิศใต้ และในขณะเดียวกันดวงจันทร์ก็ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก  ซึ่งทอแสงสว่างไสวกันคนละฟากทิศของพระนคร ดูช่างงดงามยิ่งนัก 

        ชาวเมืองพาราณสีเมื่อรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ก็ออกมานั่งพูดคุยกันอยู่ที่นอกชานหน้าบ้านของตน  เมื่อเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว ต่างก็ตื่นเต้นชี้ชวนกันและกันให้มองดู พร้อมทั้งพูดว่า  “ดูนั่นซิ วันนี้มีพระจันทร์ขึ้นทางทิศใต้อีก ๑ ดวง”     

        ขณะนั้น  เวชยันตรถก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้  ทำให้ชาวเมืองมองเห็นอย่างชัดเจน แล้วจึงรู้ นั่นน่ะไม่ใช่ดวงจันทร์  แต่เป็นเวชยันตรถที่เทียมด้วยม้าสินธพประมาณพันตัว ซึ่งมีมาตลีเทพบุตรขับนำมา 


        มหาชนต่างตื่นเต้นออกจากบ้านเรือนของตนมาแห่แหนดูกันทั้งเมือง   ณ ตรงจุดที่เวชยันตเทวรถปรากฏนั้น เกิดสว่างเหมือนดังกลางวัน  เพราะอำนาจการทอแสงเรืองรองของดวงจันทร์  และรัศมีของเหล่าทวยเทพที่มารับพระเจ้าเนมิราช
 
        ชาวเมืองต่างประจักษ์ว่า ทิพยานที่มาจากสวรรค์นี้มาเพื่อพระราชาผู้เป็นธรรมิกราชของพวกตนอย่างแน่นอน    พวกเขาก็ยิ่งร่าเริงกล่าวแซ่ซ้องสดุดีพระเจ้าเนมิราชกันด้วยความภาคภูมิใจว่า แม้แต่เทวรถจากสวรรค์ก็ยังมาเพื่อชื่นชมบารมีของพระองค์ ส่วนว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 05 กันยายน, 2552, 22:25:50 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 7


 
        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกเทวราชได้ตรัสสรุปว่า  พระเจ้ากรุงพาราณสีในกาลนั้นคือหม่อมฉันเอง    แต่หม่อมฉันก็ไม่สามารถล่วงเลยกามภพไปบังเกิดในพรหมโลก ส่วนฤษีทั้งหมดต่างหาก กลับก้าวล่วงกามภพไปบังเกิดในพรหมโลกได้  พรหมจรรย์นี้จึงประเสริฐกว่าทาน   

        ครั้นตรัสเรื่องนี้จบลงก็ได้เสด็จกลับสู่เทวโลก   ได้ประกาศแก่เหล่าเทวดาที่ประชุมกันรออยู่ในเทวสภาว่า พระเจ้าเนมิราชเป็นมนุษย์ผู้ทรงธรรม
 
        พระองค์ทรงสงสัยว่า ทานกับการประพฤติพรหมจรรย์อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่ากัน และเราก็ได้ถวายคำตอบให้แก่พระองค์ไปแล้ว

        ปวงเทวาต่างชื่นชมอนุโมทนา และได้กราบทูลท้าวสักกเทวราชว่า   พวกข้าพระองค์อยากจะเห็นพระเจ้าเนมิราช ผู้เป็นอาจารย์  เพราะได้อาศัยท้าวเธอ จึงทำให้พวกข้าพระองค์ได้มาเสวยทิพยสมบัติเช่นนี้   ขอพระองค์โปรดได้เชิญท้าวเธอเสด็จมา ณ ดาวดึงส์นี้ด้วยเถิด   


        ท้าวสักกเทวราชจึงมีเทวบัญชามายังมาตลีเทพสารถีให้เตรียมเวชยันตรถ เพื่อไปเชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราช ให้เสด็จมาสู่ดาวดึงส์ในทันที มาตลีเทพสารถีจึงนำเทวรถมุ่งตรงลงมารับพระองค์ยังมนุษยโลก 

        วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ตอนเย็นชาวเมืองพาราณสีได้เห็นทิพยานปรากฏทางด้านทิศใต้ ก็เข้าใจว่าเป็นดวงจันทราขึ้นมาอีก ๑ ดวง แต่เมื่อเข้ามาใกล้จึงรู้ว่าเป็นเทวรถ จึงพากันสดุดีพระราชาของตน ด้วยความปลื้มใจว่า แม้เทวรถจากสวรรค์ก็ยังมาเพื่อชื่นชมบารมีของพระองค์

        เมื่อประชาชนโจทก์ขานกันอยู่  มาตลีเทพสารถีก็ขับรถมาจอดโดยจ่อท้ายรถที่ข้างพระสีหบัญชร  ได้เชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จขึ้นเทวรถ ด้วยคำทูลเชิญว่า  “ข้าแต่จอมนรชน ผู้เป็นใหญ่ทั่วทุกสารทิศ  ขอพระองค์เสด็จขึ้นทรงเทวรถคันนี้เถิด  พระเจ้าข้า เพราะเหล่าเทวดาชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีท้าวสักกะจอมเทพราชันย์เป็นประธาน ปรารถนาจะทอดพระเนตรพระองค์  ขณะนี้กำลังรอกันอยู่ ณ เทวสภา อันเป็นทิพสโมสรแล้ว” 


        พระเจ้าเมนิราชได้สดับเช่นนั้น  ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสที่จะได้ทอดพระเนตรเทวโลกให้ประจักษ์ด้วยนัยน์ตา   จึงทรงรับคำเชื้อเชิญ   แล้วก็ได้ตรัสเรียกมหาอำมาตย์ข้าราชบริพาร  และมหาชนมาแล้วรับสั่งว่า  “เราจะไปเทวโลก ไม่นานนักก็จะกลับมา  พวกท่านอย่าได้ประมาท จงพากันหมั่นสั่งสมบุญบารมีอย่าได้ทอดทิ้ง”  รับสั่งเสร็จแล้วจึงเสด็จขึ้นรถอันเป็นทิพย์นั้นทันที

        หลังจากที่พระเจ้าเนมิราชเสด็จขึ้นเทวรถแล้ว  มาตลีเทพบุตรก็ทูลถามว่า  “ข้าแต่มหาบพิตรผู้เป็นจอมชน  ทางไปดาวดึงส์พิมานมีอยู่ ๒ ทาง  คือทางแรกท่องไปสู่นรกอันเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ผู้ที่เคยทำบาปกรรมเอาไว้ก่อน แล้วจึงค่อยวกกลับขึ้นสู่สวรรค์  กับอีกทางหนึ่งนั้นตรงไปสู่สวรรค์ อันเป็นที่อยู่ของเทพบุตรเทพธิดาผู้ที่เคยทำบุญกุศลไว้ทีเดียวเลย  พระองค์จะโปรดให้นำเสด็จไปทางไหนดีล่ะ  พระเจ้าข้า” 

        พระราชาทรงมีดำริว่า  ก็สองทางที่มาตลีกล่าวถึงอยู่นั้น ตัวเราเองก็ไม่เคยไปและไม่เคยเห็นเลย  จึงตรัสบอกมาตลีไปว่า  “เราอยากจะเห็นหนทางทั้งสองคือ ทั้งทางที่เป็นที่อยู่ของคนทำบาปและทางเป็นที่อยู่ของคนทำบุญ  ท่านจะว่าอย่างไรล่ะ”


        มาตลีทูลตอบว่า  “ข้าพระองค์ไม่อาจจะแสดงสถานที่ทั้งสองในเวลาเดียวกันได้  พระเจ้าข้า  ขอพระองค์จงตรัสบอกหนทางที่พระองค์อยากไปก่อนเถิดพระเจ้าข้า”

        พระเจ้าเนมิราชทรงมีดำริว่า ในสองทางนี้  สวรรค์นั้นเป็นทางที่เราจะต้องไปแน่ๆ อยู่แล้ว   แต่ก่อนจะไปเราควรจะได้ดูนรกซึ่งเป็นสถานที่อยู่ของคนทำบาปก่อนดีกว่า  เพื่อจะได้นำมาบอกมาสอนประชาชนทั้งหลาย จึงได้ตรัสบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูนรกก่อนเถิด ท่านเทพบุตร”

        มาตลีเทพบุตรจึงนำเสด็จพระเจ้าเนมิราชไปยังแม่น้ำเวตรณี(เว-ตะ-ระ-ณี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุสสุทนรก  อันเป็นนรกขุมบริวารขุมที่ ๑ ของสัญชีวมหานรก 


        สัญชีวมหานรกนี้ เป็นมหานรกขุมแรกที่อยู่บนสุดกว่ามหานรกขุมอื่นๆ อีก ๗ ขุมที่เรียงลดหลั่นกันลงไป ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สัตว์นรกในสัญชีวมหานรกนี้มีอายุขัยเฉลี่ย  ๕๐๐ ปีนรก  แต่ความยืนนานของอายุนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกำลังแห่งวิบากกรรมของสัตว์นรกแต่ละตนซึ่งไม่เท่ากัน

        โดยอุสสุทนรกซึ่งเป็นนรกขุมบริวารนี้  จะมี  ๑๖  ขุม  ล้อมรอบเรียงรายอยู่ทั้ง ๔ ทิศของมหานรก ทิศละ  ๔  ขุม  และหากรวมอุสสุทนรกที่เรียงรายล้อมมหานรกทั้ง ๘ ขุม ก็จะมีทั้งหมด  ๑๒๘  ขุม

        แม่น้ำเวตรณีในนรกบริวารขุมแรกนี้เป็นแม่น้ำที่ข้ามได้ยาก  น้ำก็เป็นน้ำเค็มที่แสบเผ็ดร้อนเดือดพล่านเหมือนเปลวไฟตั้งอยู่ชั่วกัป
   
 
       เวตรณี  มหานทีอันหฤโหดนั้น  คับคั่งด้วยเถาวัลย์พันธุ์ไม้เลื้อย ซึ่งมีหนามที่ใหญ่และยาว มีความแหลมและคม คล้ายใบหอกที่ยื่นยาว  ปลายหนามจะมีเพลิงลุกไหม้ ในระหว่างกลางและข้างล่างของเถาวัลย์ยักษ์เหล่านี้ ก็จะมีหลาวเหล็กขนาดเท่าลำตาลที่ลุกโพลง

        ภายใต้หลาวทั้งหลายเล่าก็มีใบบัวเหล็กแหลมคมเหมือนมีดโกนที่คม และลุกเป็นไฟอยู่เป็นนิจ   ใบบัวอันร้ายกาจเหล่านี้ที่อยู่บริเวณหลังแผ่นน้ำก็มาก ในน้ำก็มาก   ถัดมาที่ใต้พื้นน้ำนั้นก็จะมีเครื่องประหารหลากหลายชนิด   ที่ทุกชนิดล้วนคมสุดๆ


        สัตว์นรกเมื่อพ้นจากกำแพงของสัญชีวมหานรกแล้ว  ก็มาถึงแม่น้ำเวตรณีของอุสสุทนรกแห่งนี้ เมื่อแรกที่สัตว์นรกหลุดออกจากสัญชีวมหานรกมานั้น ได้เห็นแม่น้ำสายนี้เข้า ก็เข้าใจกันว่า เป็นแม่น้ำอันเย็นสนิทน่าอาบน่าดื่ม  ต่างก็ดีอกดีใจ  หวังจะอาบดื่มกินให้สบายอุรา
 
        ต่างก็วิ่งมาโดยเร็ว ด้วยความกระหายน้ำที่ตนอดอยากมานาน  เมื่อถึงริมฝั่งก็รีบกระโจนลงในแม่น้ำทันที 

        แต่อนิจจา! เถาวัลย์ร้ายที่มีหนามแหลมคมเหมือนหอกซึ่งรอคอยอยู่คู่แม่น้ำนี้  ก็ทำหน้าที่บาดและเชือดเฉือนร่างกายสัตว์นรกทำให้เป็นแผลเหวอะหวะ  สัตว์นรกได้รับความแสบร้อนและเจ็บปวดสุดแสนจะทรมานมาก  บางตัวก็กลายเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย 


        พร้อมทั้งไฟกรดก็เกิดขึ้นเผาร่างสัตว์นรก  ทั้งๆ ที่จมอยู่ในแม่น้ำโฉดสายนี้  ทำให้สัตว์นรกทุกข์ทรมานสุดๆ ด้วยแรงแห่งบาปกรรมที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อน  เกิด..ตาย..เกิด..ตาย..   อยู่อย่างนี้นับครั้งไม่ถ้วน

        เมื่อสัตว์นรกหลุดจากเถาวัลย์อันร้ายกาจนี้ ก็จะตกลงบนปลายหลาวเหล็กร้อน   ร่างกายของสัตว์นรกก็จะถูกหลาวเหล็กยักษ์นี้แทงเสียบอยู่บนปลายหลาว  คราวใดที่สัตว์นรกตกลงบนปลายหลาวเหล็กนี้ คราวนั้น หลาวเหล็กนี้ก็จะลุกพรึบเป็นไฟขึ้นทันที

        หมดแรงวิบากที่ตรงนี้ ก็จะตกลงในใบบัวเหล็กที่มีกลีบคมเป็นกรด  มีไฟลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา  ใบบัวแดงเพราะแรงเพลิงแห่งกรรมนั้น ก็บาดร่างสัตว์นรกจนขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  เจ็บแสบแสนสาหัสไปทั้งเนื้อทั้งตัว  ดิ้นทุรนทุราย
        ตกจากใบบัวที่ร้ายกาจเหล่านั้นมา  ก็เจอกับน้ำที่ใสเย็น แต่น้ำนั้นเป็นน้ำกรด ก็จะถูกน้ำกรดนั้นกัดกิน และถูกเผาด้วยไฟกรดพร้อมทั้งควันกรดกัดกร่อนอยู่ทุกอณูเนื้อของสัตว์นรก การท่องอุสสุทนรกขุมแรกนี้ยังไม่จบ แต่เมื่อพ้นจากตรงนี้แล้วสัตว์นรกจะไปตรงไหนอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 06 กันยายน, 2552, 09:46:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 8



        จากตอนที่แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ขับเทวรถมาจ่อท้ายที่ข้างพระสีหบัญชร  เชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราชให้เสด็จขึ้น พระเจ้าเมนิราชครั้นได้สดับเช่นนั้น  ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสที่จะได้ทอดพระเนตรเทวโลกให้ประจักษ์ด้วยสายพระเนตร   จึงทรงรับคำเชื้อเชิญ 

        หลังจากที่พระเจ้าเนมิราชเสด็จขึ้นเทวรถแล้ว  มาตลีเทพสารถีก็ทูลถามว่า  พระองค์จะไปนรกก่อนหรือตรงไปสวรรค์เลย  พระเจ้าเนมิราชทรงมีดำริว่า เราควรจะได้ดูนรกซึ่งเป็นสถานที่ของคนทำบาปก่อน  เพื่อจะได้นำมาสอนประชาชนทั้งหลายได้ จึงได้ตรัสบอกว่า ไปดูนรกก่อนเถิด

        มาตลีเทพบุตรจึงนำเสด็จพระเจ้าเนมิราชไปยัง แม่น้ำเวตรณี (เว-ตะ-ระ-ณี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุสสุทนรก  อันเป็นนรกขุมบริวารขุมที่ ๑ ใน ๑๖ ขุมบริวาร ของสัญชีวมหานรก  ซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์ ที่มีหนามใหญ่และยาว มีคมคล้ายใบหอกที่ยื่นยาว  ปลายหนามลุกเป็นเพลิง

        ในระหว่างกลางและข้างล่างของเถาวัลย์ยักษ์เหล่านี้ ก็จะมีหลาวเหล็กขนาดเท่าลำตาลที่ลุกโพลง ภายใต้หลาวเหล็กทั้งหลายก็มีใบบัวเหล็กแหลมคมเหมือนมีดโกน และลุกเป็นไฟอยู่เป็นนิจ    ถัดมาที่ใต้พื้นน้ำนั้นก็จะมีเครื่องประหารหลากหลายชนิดเรียงรายรออยู่   

        สัตว์นรกที่หลุดออกจากสัญชีวมหานรกมา ได้เห็นแม่น้ำสายนี้เข้า ก็เข้าใจว่า เป็นแม่น้ำที่ทั้งน่าอาบน่าดื่ม  ต่างก็วิ่งมาด้วยความหิวกระหาย ครั้นถึงริมฝั่งก็รีบกระโจนลงในแม่น้ำทันที  เถาวัลย์ที่มีหนามแหลมคมเหมือนหอก  ก็จะเชือดเฉือนร่างสัตว์นรกให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
 

        สัตว์นรกถูกทรมานตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอยู่อย่างนี้นับครั้งไม่ถ้วน ใช้วิบากกรรมในจุดหนึ่งหมดแล้วก็จะไปทรมานในจุดต่อไปอีกเรื่อยๆ  ซึ่งในจุดต่อมานั้น สัตว์นรกจะกลั้นใจดำหนีลงใต้พื้นน้ำ แต่ก็ยังถูกเครื่องประหารนานาชนิดเชือดเฉือนร่างของสัตว์นรก




        บาดร่างกายให้ขาดเป็นท่อนๆ เหวอะหวะหนักเข้าไปอีก สัตว์นรกเจอเข้าอย่างนี้ก็สุดที่จะทุกข์ทรมาน  ก็จะร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดต่อทุกขเวทนาที่ตัวเองได้รับ   แต่เมื่อวิบากกรรมยังไม่หมดก็ยังส่งผลต่อไป

        กระแสน้ำในแม่น้ำนี้ก็หาความคงที่และแน่นอนไม่ได้  บางครั้งก็ไหลตามกระแส   แต่บางครั้ง..ก็ไหลทวนกระแส  สัตว์นรกก็ล่องลอยอยู่ในน้ำตามแต่กระแสน้ำจะพัดพาไปทิศทางไหน   


        แต่ไม่ว่ากระแสน้ำจะเปลี่ยนไป ณ ทิศทางใด ณ  ริมฝั่งแม่น้ำ  ก็จะมีนายนิรยบาลยืนรออยู่ ในมือของนายนิรยบาลทั้งหลายก็มีหอกแหลนหลาว  ตั้งเป้าที่จะซัดอาวุธอันร้ายกาจเหล่านั้นไปยังสัตว์นรกทุกตัวที่อยู่ในสายตา

        และทุกแววตาที่นายนิรยบาลจับจ้องอยู่นั้น เหมือนกับคนที่กำลังเอาฉมวกแทงปลาอยู่ก็อย่างนั้น ก็เพราะกรรมบันดาลเช่นนั้น  และไม่มีครั้งไหนเลยที่แทงลงไปแล้วจะไม่โดนสัตว์นรก


        หลังจากทิ่มแทงจนหนำใจ คือ วิบากกรรมเบาบางลงมานั่นแหละ  นายนิรยบาลก็จะเอาเบ็ดเหล็กร้อนแรงที่ลามเลียอยู่ด้วยไฟนรก มาเกี่ยวสัตว์นรกเหล่านั้นลากขึ้นจากแม่น้ำเวตรณี  ฉุดกระชากลากถูนำสัตว์นรกมาบังคับให้นอนหงายบนแผ่นเหล็กแดงร้อนลุกโชติช่วงด้วยไฟนรก แล้วเอาหลาวงัดปากให้อ้าขึ้น   
 
        แล้วยัดก้อนเหล็กที่ร้อนแดงด้วยเปลวไฟร้าย เข้าไปในปากสัตว์นรกอย่างไร้ความปรานี  เมื่อก้อนเหล็กถึงริมฝีปาก  ปากก็ไหม้  ตกมาถึงคอๆ ก็ไหม้  ถึงท้องๆ ท้องก็ไหม้  ไส้ใหญ่ไส้น้อยก็ทะลักออกมา ทุกช่วงลีลาชีวิตสัตว์นรกในแม่น้ำสายนี้ มีแต่เสียงร้องครวญคราง   

        พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมด ก็สลดสังเวชหดหู่พระหฤทัยเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์เหล่านี้พระองค์เองไม่เคยพบเห็นในโลกมนุษย์  จึงทรงถามถึงบาปกรรมของสัตว์นรกว่าทำบาปกรรมอะไรไว้ถึงต้องมารับทัณฑ์ทรมานอยู่ ณ ที่ตรงนี้


        มาตลีเทพสารถีก็ทูลรายงานว่า “ข้าแต่สมมติเทพ  สัตว์นรกเหล่านี้  ในสมัยที่เป็นมนุษย์ มีเรี่ยวแรงมาก  แต่นำไปใช้เบียดเบียนผู้อื่นที่ด้อยกำลังกว่า  เที่ยวทรมาน และรังแกสัตว์ที่มีกำลังน้อยกว่า  เมื่อตายแล้ว จึงต้องมารับกรรมอยู่ ณ ที่ตรงนี้ พระเจ้าข้า”

        จากนั้น  มาตลีเทพสารถีก็นำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมายังอุสสุทนรกขุมที่ ๒ ที่ชื่อว่า สุนขนรก (สุ-นะ-ขะ-นะ-รก)ซึ่งเป็นนรกขุมที่มีสุนัขมากมายหลายฝูง 

        จำแนกสุนัขทั้งหมดในนรกขุมนี้ได้  ๕ จำพวก คือ สุนัขนรกแดง สุนัขนรกด่าง สุนัขนรกขาว สุนัขนรกดำ และสุนัขนรกเหลือง   และทุกจำพวกของสุนัขเหล่านี้ จะมีตัวโตเท่าช้าง  น่ากลัวมาก  ส่งเสียงเห่าหอนดังเหมือนฟ้าลั่นฟ้าร้องระงมอยู่ทั่วนรก


        พวกมันจะคอยไล่ติดตามสัตว์นรกที่มาเกิด ณ นรกขุมนี้ แล้วขบกัดไม่มีเวลาพักเหมือนสุนัขล่าเนื้อของนายพรานที่ตามไล่ล่าเนื้ออยู่ ฉะนั้น
 
        และเมื่อจับสัตว์นรกเหล่านั้นได้  ก็กัดฉีกกินเนื้อเป็นชิ้นๆ  มันจะใช้ขาหน้าทั้งสองเหยียบอกของสัตว์นรก   แล้วก็แทะเนื้อสัตว์นรกกินต่อไปจนเหลือแต่กระดูก

        นอกจากสุนัขนรกแล้ว ในนรกขุมนี้แล้วก็ยังมีฝูงแร้งฝูงกา และฝูงนกตะกรุมอีกมากมายหลายฝูง  พวกสัตว์เดรัจฉานนรกเหล่านี้จะมีลักษณะแปลกประหลาด คือ  ปากและตีนของมันเป็นเหล็กลุกแดงเป็นเปลวไฟ


        จะงอยปากนอกจากจะเป็นเหล็กลุกเป็นไฟอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังมีความแหลมคมเหมือนปลายทวน  ลำตัวของมันใหญ่เท่าเกวียนสินค้า แววตาดุร้าย

        เมื่อพบเหยื่อคือสัตว์นรก ฝูงกานรกก็จะตรงรี่เข้าจิกตรงลูกตาของสัตว์นรก  และแหวกอกของสัตว์นรกให้ขาดแยกออก เลือดเนื้อและอวัยวะภายในขาดกระจุยกระจาย แล้วจึงจิกกินตั้งแต่เนื้อจนถึงเยื่อในกระดูกหมดทั้งตัวสัตว์นรก   

        ส่วนฝูงแร้งนรกก็จะทำหน้าที่ฉีกทำลายกระดูกที่สุนัขนรกทิ้งไว้ หลังจากจิกทำลายกินเลือดเนื้อของสัตว์นรกจนเหลือแต่กระดูกแล้วสัตว์นรกถึงจะตาย..เกิด..ตาย..เกิด..ตาย..หมุนเวียนตามแรงกระแสกรรม ตราบจนกว่ากรรมจะหมดสิ้น   


        มนุษย์บางพวกปากกล้า  โฉดเขลาเป็นคนพาล ไม่ระวังวาจา  ด่าว่าบิดามารดา  ปู่ย่าตายาย  พี่ชาย  พี่หญิง ด้วยคำหยาบคายเจ็บแสบ  เมื่อฉุนเฉียวโกรธาก็ด่าว่าไม่เลือกว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ หรือแม้กระทั่งสมณะพราหมณ์ก็ไม่เว้น 

        อีกทั้งห้ามคนอื่นบริจาคทาน จึงต้องมาทนเสวยวิบากกรรมที่ตนเองเป็นคนก่ออยู่  ณ  สุนขนรก  ขุมที่ ๒ ของอุสสุทนรกอันน่ากลัวและสุดหฤโหดแห่งนี้

        ต่อมา  เทวรถที่มีมาตลีเป็นสารถี ก็นำพระเจ้าเนมิราชไปทอดพระเนตร  สโชตินรก  (สะ-โช-ติ-นะ-รก) ซึ่งเป็นอุสสุทนรก  ขุมที่ ๓  ภาพที่ปรากฏในสายพระเนตร คือสัตว์นรกกำลังเหยียบแผ่นดินเหล็กร้อนที่ลุกโชติช่วงอยู่ โดยจะมีนายนิรยบาลไล่กวดติดตาม
 
        เอาท่อนเหล็กที่มีเปลวไฟร้อน  ขนาดเท่าลำตาลใหญ่ตีที่แข้งของสัตว์นรก จนสัตว์นรกล้มลง  แล้วก็นำท่อนเหล็กนั้นมาโบยตีต่อไป  จนร่างสัตว์นรกแหลกเป็นจุณ  การเที่ยวชมนรกของพระเจ้าเนมิราชยังไม่จบ แต่ว่าขุมต่อไปจะเป็นอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 06 กันยายน, 2552, 20:13:32 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 9




        จากตอนที่แล้ว สัตว์นรกถูกทรมานตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายจนนับครั้งไม่ถ้วน ใช้วิบากกรรมในจุดหนึ่งหมดแล้ว ก็จะไปทรมานในจุดต่อไปอีก ทั้งกระแสน้ำในแม่น้ำนั้นก็ปั่นป่วน    สัตว์นรกก็ลอยเคว้งคว้างตามแต่กระแสกรรมจะพัดพาไป  ริมฝั่งแม่น้ำ ก็จะมีนายนิรยบาล ยืนถือหอกคอยทิ่มแทงสัตว์นรกที่เข้ามาใกล้ให้หวนกลับลงไปในน้ำใหม่ แต่สัตว์นรกตนใดที่วิบากกรรมเบาบางลงมา นายนิรยบาลก็จะเอาเบ็ดเหล็กเกี่ยวสัตว์นรกนั้นลากขึ้นจากแม่น้ำ  บังคับให้นอนหงายบนแผ่นเหล็กร้อน เอาหลาวงัดปากให้อ้าขึ้น    ยัดก้อนเหล็กร้อนแดงเข้าไปในปาก  เมื่อก้อนเหล็กถึงริมฝีปาก  ปากก็ไหม้  ถึงคอๆ ก็ไหม้  ถึงท้องๆ ท้องก็ไหม้  ไส้ใหญ่ไส้น้อยก็ทะลักออกมา ทราบจากมาตลีเทพสารถีว่า  สัตว์นรกเหล่านี้  ในสมัยที่เป็นมนุษย์ ชอบประทุษร้ายคนและสัตว์  เมื่อตายแล้วจึงต้องมารับกรรมอยู่ที่ตรงนี้


        จากนั้น มาตลีเทพสารถีก็นำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมายัง อุสสุทนรกขุมที่ ๒ ที่ชื่อว่า สุนขนรก (สุ-นะ-ขะ-นะ-รก) ซึ่งมีสุนัขมากมายหลายฝูง  พวกมันจะคอยไล่กัดสัตว์นรกไม่มีเวลาพัก โดยมันจะใช้ขาหน้าทั้งสองเหยียบอกของสัตว์นรก   แล้วก็ทึ้งเนื้อสัตว์นรกกินจนเหลือแต่กระดูก

        ต่อมาก็มาถึง สโชตินรก  ซึ่งเป็น อุสสุทนรกขุมที่ ๓  ปรากฏเห็นสัตว์นรกกำลังเหยียบแผ่นดินเหล็กร้อนที่ลุกเป็นไฟ มีนายนิรยบาลไล่กวดเอาท่อนเหล็กไฟร้อน  ขนาดใหญ่ตีที่แข้งของสัตว์นรกให้ล้มลง  แล้วก็ใช้ท่อนเหล็กนั้นโบยตีต่อไป  จนร่างของสัตว์นรกแหลกเป็นจุณ
 

        มาตลีเทพบุตรได้อธิบายแด่พระเจ้าเนมิราชว่า   “ข้าแต่จอมนรชน สัตว์นรกที่ปรากฏต่อเบื้องพระพักตร์นี้ อดีตตอนเป็นมนุษย์ เป็นคนชั่วหยาบได้ด่าว่าเสียดสีใส่ร้ายผู้ที่มีศีลมีธรรม มีความประพฤติงดงาม  ทั้งไม่เคยเบียดเบียนใคร  และเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ทำให้คนเหล่าอื่นเข้าใจผิดพลอยติฉินนินทาตามๆ กันไป  ทำให้ท่านเหล่านั้นได้รับความอับอาย”

        หลังจากที่มาตลีเทพสารถีได้อธิบายให้ทรงสดับแล้ว ก็ได้นำเวชยันตรถมุ่งหน้าพาชมนรกไปต่อไปเรื่อยๆ  จนถึง อังคารกาสุนรก (อัง-คา-ระ-กา-สุ-นะ-รก)  อุสสุทนรกขุมที่ ๔  ซึ่งเป็นนรกที่มีนายนิรยบาลกำลังเอาอาวุธมีหอก  ดาบ  ค้อนเหล็กเป็นต้นที่ไฟกรดลามเลียอยู่ทิ่มแทงสัตว์นรก ไล่ตีสัตว์นรกให้ตกไปในหลุมถ่านเพลิง

        ตัวสัตว์นรกที่ตกลงไปจะจมอยู่ในหลุมถ่านเพลิงถึงสะเอว  นายนิรยบาลก็เอากระเช้าเหล็กใหญ่ตักถ่านเพลิง  แล้วนำไปโปรยบนหัวของสัตว์นรกเหล่านั้นอีก   สัตว์นรกก็ตะเกียกตะกายพยายามดิ้นรนหนีความทุกข์ร้อน ทั้งๆ ที่ทั่วสรรพางค์กายของตนไหม้เกรียมอยู่เพราะไฟกรด 


        มาตลีเทพสารถีได้ทูลอธิบายประกอบการนำชมว่า  “ข้าแต่พระจอมประชาราช สัตว์นรกเหล่านี้ อดีตก็เป็นมนุษย์  ได้เรี่ยไรทรัพย์ของคนอื่นโดย อ้างว่าจะนำไปทำบุญทำทานสร้างวิหารเป็นต้น  แต่กลับนำทรัพย์นั้นไปใช้จ่ายตามความพอใจ ไม่ได้ทำบุญดังที่กล่าวไว้  โกงทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตน  สร้างหลักฐานพยานเท็จขึ้น เพื่อปกปิดการใช้จ่ายที่แท้จริงในการบอกบุญ  และเพื่อหลอกเรี่ยไร่ทรัพย์ของคนอื่นอีก  ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็เสียหายไปเปล่าๆ”

        ต่อจากนั้น มาตลีเทพสารถีก็นำพระเจ้าเนมิราชชมนรกขุมถัดมา เป็นอุสสุทนรกขุมที่  ๕  ที่มีชื่อว่า โลหกุมภีนรก (โล-หะ-กุม-ภี-นะ-รก) ซึ่งเป็นนรกที่มีหม้อเหล็กแดงใหญ่เท่าภูเขา  ในหม้อจะเต็มไปด้วยน้ำเหล็กแดงกรด

        นรกขุมนี้เป็นการทรมานสัตว์นรก โดยนายนิรยบาลจะจับเท้าสัตว์นรกขึ้นข้างบน เอาหัวสัตว์นรกไว้ข้างล่าง  จากนั้นก็โยนให้ตกลงไปในหม้อโลหกุมภีอันร้อนแรง 
 
        พร้อมทั้งทูลอธิบายว่า  “ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช สัตว์นรกเหล่านี้ ในอดีตตอนเป็นมนุษย์ ชอบด่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและมีมารยาทงดงาม อีกทั้งยังชอบตีฝูงสัตว์เลี้ยงของตนอย่างขาดความปราณี จึงต้องมาเสวยวิบากกรรมในหม้อโลหกุมภีที่มีขนาดประมาณเท่าภูเขานี้”

        จากนั้น  พระเจ้าเนมิราชก็ได้ทอดพระเนตร  อโยทกนรก  (อะ-โย-ทะ-กะ-นะ-รก) อุสสุทนรกขุมที่ ๖   ทรงเห็นนายนิรยบาลเอาเชือกเหล็กที่ติดโพลงอยู่ด้วยไฟกรด ผูกคอสัตว์นรก ดึงสัตว์นรกที่ลำตัวมีขนาด ๓ คาวุตให้ก้มหน้าลง    เอาเชือกควั่นคอสัตว์นรกแล้วดึงขึ้นตัดคอจนสัตว์นรกคอขาดแล้ว แต่ถึงกระนั้นสัตว์นรกก็ยังไม่ตาย นายนิรยบาลก็เอาท่อนเหล็กร้อนไล่ต้อนสัตว์นรก  ให้วิ่งไปตกลงไปในน้ำโลหะที่ร้อนแรง 

        เมื่อสัตว์นรกตกลงไปในน้ำโลหะก็จะมีคอและหัวงอกขึ้นมาใหม่  นายนิรยบาลก็โบยตีสัตว์นรกที่นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ในน้ำนั้นต่อไปอีก          ทรงสดับจากมาตลีว่า  เพราะอดีตตอนเป็นมนุษย์  ได้เบียดเบียนสัตว์อื่น  ได้นำนกมาตัดปีก  ผูกคอ  ฆ่าสัตว์ต่างๆ โดยวิธีตัดหัว กินเองบ้าง ขายบ้าง   ตนเองจึงต้องมารับผลแห่งกรรมที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นอยู่นี้

 
        ถัดมา  เทวรถของมาตลีเทพสารถีก็นำเสด็จมาถึง  ถุสปลาสนรก (ถุ-สะ-ปะ-ลา-สะ-นะ-รก) ซึ่งเป็นอุสสุทนรกขุมที่  ๗  ซึ่งมีลักษณะเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่ดูแล้วน่ารื่นรมย์มาก  มีตลิ่งที่ไม่สูงชัน  มีท่าที่น่าลงเล่นน้ำ   และไหลอยู่โดยปกติ   

        ตัวสัตว์นรกเล่าก็ไม่อาจทนความหิวกระหายเพราะความเร่าร้อนของไฟที่ลุกโพลงอยู่เป็นอาจิณ  จึงได้วิ่งย่ำแผ่นดินโลหะร้อนนั้น กระโจนลงสู่แม่น้ำนี้ทันที   ทันใดนั้นเอง  ณ ริมฝั่งของแม่น้ำนี้ ก็ลุกโพลงขึ้นทั้งหมด 


        น้ำที่ดูแล้วควรดื่มเป็นกระแสน้ำที่น่ารื่นรมย์ก็กลายเป็นแกลบและใบไม้ที่ลุกโพลงขึ้นเป็นไฟกรดทันที  แต่เพราะแรงกรรมบีบคั้น  สัตว์นรกไม่อาจจะทนความหิวกระหายได้ จึงได้เคี้ยวกินแกลบและใบไม้ที่ลุกโพลงอยู่นั้นในทันที  เพื่อทดแทนการดื่มน้ำ 

        เมื่อแกลบและใบไม้ที่สัตว์นรกกินเข้าไปนั้นตกถึงท้องของสัตว์นรก ก็เผาสัตว์นรกทั้งตัว เมื่อเผาสัตว์นรกจนลุกโพลงทั้งตัวแล้ว  ทั้งแกลบและใบไม้ก็ไหลออกทางทวารของสัตว์นรก 

        สัตว์นรกสุดแสนจะทนกับทุกขเวทนาที่ได้รับก็ยกแขนทั้งสองขึ้นร้องโอดโอยด้วยความทุกข์ทรมาน   
 
        วิบากกรรมเหล่านี้เกิดจากเมื่อตอนเป็นมนุษย์ได้เป็นพ่อค้าขายข้าวเปลือก  แต่ก่อนจะขายได้เอาใบไม้บ้าง  แกลบบ้าง  ทรายและดินเป็นต้นบ้างผสมลงในข้าวเปลือกแล้วขายให้แก่ลูกค้า  หลอกขายให้ผู้อื่นเห็นว่าเป็นข้าวเปลือกเกรดดี

        รถทิพย์นามว่า เวชยันตรถ  ยังคงทำหน้าที่พาพระเจ้าเนมิราชเดินทางต่อไป จนมาถึง อุสสุทนรกขุมที่ ๘ ซึ่งมีชื่อว่า สัตติหตนรก สัต-ติ-หะ-ตะ-นะ-รก) ในนรกขุมนี้ ปรากฏเห็นนายนิรยบาลห้อมล้อมสัตว์นรก  ทำทีเหมือนนายพรานกำลังล้อมดักฝูงเนื้อในป่าใหญ่ ฉะนั้น 


        เมื่อนายนิรยบาลล้อมเข้ามาใกล้ตัวสัตว์นรก ก็จะทิ่มแทงด้วยอาวุธหลายหลาก  อย่างไม่หยุดยั้ง   ร่างของสัตว์นรกก็เป็นช่องโหว่  ปรุพรุนไปทั้งร่างเหมือนใบไม้แก่ที่มีโรคราขึ้น ฉะนั้น 
 
        มาตลีทูลอธิบายแก่พระเจ้าเนมิราชว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา สัตว์นรกเหล่านี้ ในอดีตตอนเป็นมนุษย์ ชอบขโมยทรัพย์สินของคนอื่น  เช่น เงิน ทอง แพะ  แกะ  วัว  ควาย เป็นต้น นำมาเป็นของตัวเอง” ท้าวเธอได้สดับเช่นนั้น ก็ทรงสลดพระหทัยมิอาจทอดพระเนตรต่อไปได้ จึงตรัสว่า “รีบไปข้างหน้าเถิด ท่านมาตลี”  แต่ว่าขุมต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 07 กันยายน, 2552, 19:37:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 10
 


        จากตอนที่แล้ว มาตลีเทพสารถีได้นำพระเจ้าเนมิราชไปถึงอังคารกาสุนรก อุสสุทนรกขุมที่ ๔  ซึ่งนายนิรยบาลกำลังใช้อาวุธไล่แทงสัตว์นรก ให้ตกไปในหลุมถ่านเพลิง  แล้วก็เอากระเช้าเหล็กตักถ่านเพลิงโปรยลงบนหัวของสัตว์นรกเหล่านั้น   เพราะตอนเป็นมนุษย์  ได้เรี่ยไรทรัพย์ของคนอื่นโดยอ้างว่าจะนำไปทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แต่กลับนำทรัพย์นั้นไปใช้เสียเอง

        ต่อจากนั้นก็มาถึงอุสสุทนรกขุมที่  ๕  มีชื่อว่า โลหกุมภีนรก ซึ่งเป็นนรกที่มีหม้อเหล็กใหญ่เท่าภูเขา ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเหล็กร้อนแรง สัตว์นรกจะถูกนายนิรยบาลจับโยนลงไปในหม้อโลหะอันร้อนแรง  เพราะโทษที่ตอนเป็นมนุษย์ชอบด่าสมณะพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม
 
        จากนั้นก็มาถึงอุสสุทนรกขุมที่ ๖  มีชื่อว่า อโยทกนรก  ทรงเห็นนายนิรยบาลเอาเชือกเหล็กร้อนผูกคอสัตว์แล้วดึงขึ้นตัดคอจนสัตว์นรกคอขาดแล้วไล่ต้อนให้วิ่งไปตกลงไปในน้ำโลหะที่ร้อนแรง  เพราะโทษที่ตอนเป็นมนุษย์ ชอบผูกคอสัตว์  ฆ่าตัดหัว กินเองบ้าง ขายบ้าง
 
        ถัดมาก็ถึงอุสสุทนรกขุมที่  ๗  มีชื่อว่า ถุสปลาสนรก เป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ที่เหล่าสัตว์นรกเกิดอาการกระหายน้ำ ต่างก็วิ่งย่ำแผ่นดินโลหะร้อนกระโจนลงไปในแม่น้ำนั้นเพื่อจะอาบและดื่ม  แต่น้ำนั้นก็พลันกลายเป็นแกลบลุกเป็นไฟ  เพราะวิบากกรรมตอนเป็นมนุษย์ได้เป็นพ่อค้าปนแกลบและข้าวลีบลงในข้าวเปลือก  แล้วหลอกขายให้แก่ลูกค้า
 
        แล้วก็มาถึงอุสสุทนรกขุมที่ ๘ มีชื่อว่า สัตติหตนรก ในนรกขุมนี้ ปรากฏเห็นนายนิรยบาลห้อมล้อมฝูงสัตว์นรก  เมื่อล้อมเข้ามาใกล้ตัวสัตว์นรก ก็จะทิ่มแทงด้วยอาวุธหลายหลาก    เพราะวิบากกรรมตอนเป็นมนุษย์ชอบขโมยทรัพย์  เช่น เงิน ทอง แพะ  แกะ  วัว  ควาย
 
        อันดับต่อมา มาตลีเทพสารถีได้นำพระเจ้าเนมิราชมายังนรกอีกขุมหนึ่ง ชื่อว่า พิลสนรก (พิ-ละ-สะ-นะ-รก) ซึ่งเป็นอุสสุทนรกขุมที่ ๙  ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นนายนิรยบาลกำลังผูกคอสัตว์นรกด้วยเชือกเหล็กอันมีไฟลุกโพลงอยู่  ฉุดคร่าลากมาให้สัตว์นรกล้มลงบนแผ่นดินเหล็กที่ลุกโพลง   แล้วนายนิรยบาลก็ทุบตีสัตว์นรกด้วยอาวุธต่างๆ เช่น ค้อนและขวาน จากนั้นก็นำสัตว์นรกมาวางให้นอนลงบนแผ่นเหล็กร้อน  แล้วเอามีดเชือดเนื้อสับเนื้อทำให้เป็นก้อนๆ วางไว้บนแผ่นเหล็กนั้น  ดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก 
 
        พระเจ้าเนมิราชจึงตรัสถามว่า “ท่านมาตลีเทพสารถี สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปกรรมอะไรไว้ จึงถูกนายนิรยบาลเชือดหั่นทำเป็นก้อนๆ นอนอยู่เช่นนี้”

        มาตลีเทพสารถีจึงได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า “อดีตตอนเป็นมนุษย์ได้ฆ่าวัว  ฆ่าควาย แพะ แกะ สุกร  ปลา  เป็นต้น แล้วแล่เป็นชิ้นๆ นำมาวางไว้ในร้านขายเนื้อ เพราะต้องการเลี้ยงชีพตัวเอง แต่เบียดเบียนสัตว์อื่นจนถึงแก่ชีวิต  ตนเองจึงต้องมาทนทุกข์เวทนาเช่นนี้”

        อุสสุทนรกขุมที่ ๑๐ ถัดมามีชื่อว่า  โปราณมิฬหนรก (โป-รา-ณะ-มิน-ละ- หะ-นะ-รก) พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกกำลังกินมูตรและคูถเป็นอาหารอันโอชะอยู่    ทรงสดับจากมาตลีเทพสารถีที่ทูลตอบให้ทรงหายสงสัยว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา ในอดีต สัตว์นรกนี้ก็เกิดเป็นมนุษย์ ได้ประทุษร้ายมิตร  คือได้รับการต้อนรับ ได้นั่งได้นอน ได้รับประทานอาหาร   ในที่ๆ มิตรสหายเขาจัดต้อนรับไว้อย่างดี   แต่เมื่อโอกาสอำนวย ก็กลับขโมยเงินทองของมิตรสหายผู้แสนดีของตน  จึงต้องมาเคี้ยวกินก้อนคูถอย่างที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรอยู่นี้”
 
        ต่อมา  เวชยันตรถก็มาหยุดอยู่  ณ  โลหิตปุพพนรก (โล-หิ-ตะ-ปุพ-พะ-นะ-รก) อุสสุทนรกขุมที่  ๑๑ ที่สัตว์นรกเกิดในแม่น้ำใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือดและหนอง ทรงทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกกำลังเอาเลือดและหนองทำเป็นก้อนๆ คลุกเคล้ากัน   แล้วนำมาเคี้ยวกิน
 
        เมื่อเลือดและเนื้อตกไปถึงท้อง ลำไส้น้อยใหญ่ก็จะกลายเป็นไฟพวยพุ่งออกจากทางทวารเบื้องต่ำทันที    เพราะในอดีตเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมหนักคือทำร้ายมารดาบิดา  พระสงฆ์  และผู้มีพระคุณ   จึงต้องมาเสวยผลแห่งกรรมเช่นนี้

        นรกอีกขุมถัดมานั้นเล่า  เป็นอุสสุทนรกขุมที่ ๑๒ ที่ชื่อว่า  โลหพฬิสนรก (โล-หะ-พะ-ฬิ-สะ นะ-รก)  ก็ทรงเห็นนายนิรยบาลเอาคีมเหล็กดึงลิ้นของสัตว์นรกออกมา หลังจากนั้นก็เอาเบ็ดเหล็กอันร้อนแรงที่มีขนาดโตเท่ากับลำตาลเกี่ยวลิ้นสัตว์นรก   พร้อมทั้งฉุดคร่าสัตว์นรกให้ล้มลงบนแผ่นดินโลหะร้อนๆ  แล้วก็จับสัตว์นรกให้นอนแผ่ แล้วก็เอาตะขอเหล็กใหญ่ร้อนสับที่ร่างของสัตว์นรก แล้วก็ถลกหนังสัตว์นรกออกมา  นำมาขึงพืดไว้  ทำเหมือนสับหนังโคขึงไว้ ฉะนั้น 

        สัตว์นรกก็ดิ้นทุรนทุรายเหมือนปลาที่ถูกทุบดิ้นอยู่บนบก  สุดจะทนทานต่อความทุกข์ร้อนที่รุมเร้าได้ ก็ร้องไห้ปล่อยน้ำลายให้ไหลออกมา      ทุกขเวทนาแสนสาหัสที่เขาได้รับนี้ เพราะอดีตชาติตอนเป็นมนุษย์เป็นคนค้าขายที่โกงตาชั่ง  ปกปิดกลโกงที่ตนทำไว้ ใช้คำพูดอ่อนหวานหว่านล้อมให้คนอื่นมาซื้อของของตน      เหมือนคนที่ใช้เหยื่อหุ้มเบ็ดไว้เพื่อล่อปลาให้มากินเบ็ด  จึงต้องมาทนทุกข์รับกรรมที่ตนเองได้ทำไว้

        นรกขุมที่ ๑๓ ต่อมานั้นชื่อว่า  สังฆาฏนรก  (สัง-ฆา-ฏะ-นะ-รก) ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ลุกโชน  ซึ่งมีไว้เพื่อต้อนรับสัตว์นรกที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีศีรษะขาด  ร่างกายก็เป็นแผลไปทั้งตัว ทั้งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและหนอง มีแมลงวันรุมตอม       แถมยังถูกนายนิรยบาลไล่แทงด้วยอาวุธต่างๆ อยู่ตลอดเวลา  ไม่มีการพักและไม่มีหมดแรง  เพราะทุกแรงเสริมนั้นมาจากกรรมของสัตว์นรกหญิงเหล่านั้นเป็นกำลังหนุน

        จากนั้นนายนิรยบาลก็จับที่เท้าของสัตว์นรกหญิงเหล่านั้น แล้วยกขึ้นโยนลงไปในหลุมถ่านเพลิง  ตัวสัตว์นรกเหล่านี้จมอยู่แค่สะเอว    ชั่วครู่ก็มีภูเขาไฟกลิ้งมาเองจากทั้ง ๔ ทิศ ซึ่งภูเขาไฟจากทุกทิศจะกลิ้งเข้าหาสัตว์นรกแล้วก็พร้อมกันบดร่างของสัตว์นรกจนละเอียดเป็นจุณไป   

        พระเจ้าเนมิราชทรงได้รับคำทูลตอบให้หายสงสัยว่า “ข้าแต่จอมประชา ในอดีตชาติ  สัตว์นรกหญิงเหล่านี้ เป็นกุลธิดา  แต่เป็นหญิงนักเลง  ไม่กลับบาปกรรม คบชู้กับชายอื่น ไม่กลัวเกรงสามีของตน จึงต้องมาถูกภูเขาที่ลุกไหม้กลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียดอยู่เช่นนี้”

        ท่านผู้มีบุญทั้งหลาย การที่เราได้มาท่องนรกกับพระเจ้าเนมิราชในครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ แม้ว่าในนรกแต่ละขุมที่ผ่านมา การลงโทษทัณฑ์จะสุดแสนหฤโหด แต่ก็มีประโยชน์ที่ได้ศึกษา อันดับแรกก็จะทำให้เรารู้ว่า การทำบาปอย่างนี้ๆ มีขุมนรกคอยรอต้อนรับอยู่

        อีกอย่างหนึ่ง เราจะได้นำไปบอกกล่าวห้ามปรามบุคคลที่เรารัก เมื่อยามที่เขาหลงผิดไปก่อบาปอกุศลว่า อย่าได้หลงผิดคิดว่า บาปกรรมที่เราทำนั้นจะไม่ตามตอบสนอง เพราะมีคนที่คิดอย่างนี้ต้องตกไปสู่นรกถูกทัณฑ์ทรมานมามากแล้ว

        ขอให้อดทนติดตามสักนิด อีกเพียงสามขุมเท่านั้น เทวรถที่นำเที่ยวโดยมาตลีเทพสารถีก็จะนำขึ้นไปเยี่ยมชมสวรรค์แล้ว ส่วนว่าในสรวงสวรรค์นั้นจะสวยงาม และมีความสุขสบายอย่างไร โปรดรอติดตามตอนต่อไป
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 00:04:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว  มาตลีเทพสารถีได้นำพระเจ้าเนมิราชมายังอุสสุทนรกขุมที่ ๙ ชื่อว่า
พิลสนรก (พิ-ละ-สะ-นะ-รก) ได้ทอดพระเนตรนายนิรยบาลกำลังผูกคอสัตว์นรกดึงให้คอขาดด้วยเชือกเหล็กร้อนแล้วเอามีดเชือดเนื้อทำให้เป็นก้อนๆ วางไว้ เพราะอดีตได้เคยฆ่าวัว  ฆ่าควาย เป็นต้น หั่นเป็นชิ้นๆ วางไว้เพื่อขาย

        ขุมที่ ๑๐ มีชื่อว่า  โปราณมิฬหนรก (โป-รา-ณะ-มิน-ละ- หะ-นะ-รก)  พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกกำลังกินมูตรและคูถเป็นอาหารอันโอชะอยู่ เพราะในอดีตตอนเป็นมนุษย์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากมิตรสหาย แต่กลับขโมยเงินทองของมิตรสหายผู้แสนดีของตน 

        ขุมที่ ๑๑ มีชื่อว่า โลหิตปุพพนรก (โล-หิ-ตะ-ปุพ-พะ-นะ-รก) ได้ทรงเห็นสัตว์นรกเกิดในแม่น้ำใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือดและหนอง กำลังกินเลือดและหนองนั้น  เมื่อเลือดและหนองตกถึงท้อง ท้องก็ไหม้พาลำไส้พุ่งออกจากทางทวารเบื้องต่ำ  เพราะในอดีตเป็นมนุษย์ได้ทำร้ายมารดาบิดา  พระสงฆ์  และผู้มีพระคุณ   

        ขุมที่ ๑๒ ชื่อว่า โลหพฬิสนรก (โล-หะ-พะ-ฬิ-สะ นะ-รก) ได้ทรงเห็นนายนิรยบาลเอาคีมเหล็กดึงลิ้นของสัตว์นรกออกมา แล้วเอาเบ็ดเหล็กร้อนเกี่ยวลิ้น  ดึงให้ล้มลงบนแผ่นโลหะร้อน  แล้วเอาตะขอเหล็กร้อนสับที่ร่างของสัตว์นรกถลกหนังออกมาขึงไว้  เพราะอดีตตอนเป็นมนุษย์ชอบค้าขายคดโกง เช่นโกงตาชั่ง เป็นต้น 

        ขุมที่ ๑๓ ต่อมาชื่อว่า  สังฆาฏนรก มีลักษณะเป็นหลุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิง  มีเหล่าสัตว์นรกที่เป็นผู้หญิงหัวขาด  ทั่วทั้งตัวเปื้อนไปด้วยเลือดและหนอง แถมยังถูกภูเขาที่ลุกไหม้กลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียด เพราะในอดีตชาติ  เป็นหญิงเจ้าชู้ นอกใจสามีของตน คบชู้กับชายอื่น

        เวชยันตรถยังคงนำพระเจ้าเนมิราชชมขุมนรกต่อไป จะรวดเร็วหรือจะชักช้านั้น อยู่ที่ใจของเทพสารถี  เพียงแค่นึกในใจเท่านั้น มันก็จะแล่นไปอย่างที่ใจปรารถนา  ซึ่งในเวลาต่อมา เทวรถนั้นก็นำพระเจ้าเนมิราชมาหยุดอยู่ ณ อุสสุทนรกขุมที่ ๑๔ มีชื่อว่า อวังสิรนรก (อะ-วัง-สิ-ระ-นะ-รก)


        อวังสิรนรกนี้ มีลักษณะเป็นบ่อใหญ่ สำหรับลงโทษสัตว์นรกชายที่ได้ล่วงเกินภรรยาของชายอื่น ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่บุคคลผู้เป็นสามีหวงแหน ทำความเสียอกเสียใจ และอับอายอย่างยิ่งให้แก่ผู้ที่ครองความเป็นเจ้าของ ได้ชื่อว่า เป็นผู้ขโมยสัมผัสร่างกายภรรยาของผู้อื่น
   
        กรรมที่สัตว์นรกเหล่านี้ได้รับนั้น คือ เหล่าสัตว์นรกกำลังถูกนายนิรบาลถืออาวุธไล่ล่าโดยกรรมบัญชาให้นายนิรยบาลจับเท้าสัตว์นรกนั้นแล้วโยนให้ตกลงในหลุมถ่านเพลิง  คล้ายกับนรกขุมที่ผ่านมา  คือต่อมา ก็จะถูกภูเขาเหล็กร้อนกลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียดย่อยยับไป

        อันดับต่อมา เทวรถได้มาหยุดอยู่ที่อุสสุทนรกขุมที่ ๑๕  มีชื่อว่า โลหสิมพลีนรก (โล-หะ-สิม-พลี นะ-รก) ซึ่งเป็นนรกที่มีลักษณะเป็นป่าไม้งิ้ว  มีต้นงิ้วสูง  ๑  โยชน์  และหนามงิ้วนั้นยาว  ๑๖  นิ้วมือ  เป็นเหล็กแดงเพราะมีเพลิงลุกอยู่ 

        ต้นงิ้วบางต้น จะมีสัตว์นรกหญิงอยู่ที่ปลาย สัตว์นรกชายอยู่ที่โคนต้น  นายนิรยบาลก็เอาหอกหลาวเหล็กทิ่มแทงฝ่าเท้าสัตว์นรกชายให้ขึ้นไปหาสัตว์นรกหญิง             

        สัตว์นรกชายจำต้องตะเกียกตะกายปีนขึ้นไป  ก็โดนหนามแหลมร้อนของต้นงิ้วบาดครูดเอาทั่วทั้งตัว เจ็บปวดนักหนา  แถมต้นงิ้วก็ร้อนมีเปลวไฟไหม้ตัวสัตว์นรกชายอยู่  สุดแสนจะทรมาน 

        หากสัตว์นรกชายคิดจะปีนหนีลงจากต้นงิ้ว  ก็จะถูกนายนิรยบาลไล่ล่าทิ่มแทงอย่างไม่หยุดยั้ง  เมื่อสัตว์นรกชายปีนต้นงิ้วใกล้จะถึงสัตว์นรกหญิง  สัตว์นรกหญิงก็กลับมายืนอยู่ที่โคนต้นงิ้วนั่นเอง 

        นายนิรยบาลก็จะทำกับสัตว์นรกหญิงเหมือนสัตว์นรกชาย   คือไล่แทงสัตว์นรกหญิงให้ปีนขึ้นไป แต่เมื่อสัตว์นรกหญิงปีนต้นงิ้วเข้าไปใกล้สัตว์นรกชาย ก็กลับกลายเป็นสัตว์นรกชายได้มายืนอยู่ที่โคนต้นงิ้วแล้ว  สลับกันอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหมดกรรม 

        มาตลีเทพสารถีได้ถวายรายงานว่า สัตว์นรกที่ต้องมาปีนต้นงิ้วหนามเหล็กร้อนนี้ เพราะบาปกรรมที่ทำไว้เมื่อตอนเป็นมนุษย์ ได้ประพฤตินอกใจคู่รัก เอาใจออกห่างจากคู่ครองของตน

        ถ้าเป็นหญิงก็เป็นประเภทที่หลงใหลชายชู้ ได้ทรัพย์มาจากสามีก็นำไปบำเรอชายอื่นที่ตนรัก ถ้าเป็นสัตว์นรกชายก็เคยทำกรรมมาในลักษณะเดียวกัน จึงต้องมารับกรรมอย่างสาสมอยู่ในที่นี้

        ผ่านจากนรกขุมนี้แล้ว เทวรถได้นำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาถึงขุมสุดท้ายที่ ๑๖  ชื่อว่า มิจฉาทิฐินรก แต่มิใช่มิจฉาทิฐิชนิดดิ่งสุดโต่งที่ทำบาปกรรมหนักหนาสาหัสสากรรจ์มาก เมื่อบาปยังไม่หนักพอที่จะส่งไปลงโลกันตนรก จึงต้องมาเสวยวิบากกรรมในนรกขุมนี้

        ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นเล่า ก็เป็นประเภทที่เคยไปโลกันตนรกมาก่อนแล้ว เมื่อกรรมเบาบางจึงมาเกิดอยู่ในอุสสุทนรกขุมนี้เช่นเดียวกัน


        ได้ประจักษ์แก่สายพระเนตรว่า  สัตว์นรกทุกตัวล้วนมีร่างกายพิลึกดูพิกล บางตนตัวเล็กหัวใหญ่ บางตนตัวใหญ่หัวเล็ก นิ้วมือนิ้วเท้าเป็นเหล็กแหลมโง้ง กำลังปีนกำแพงเหล็กร้อนเป็นไฟ หมกไหม้ร้องโหยหวนทุรนทุรายดูน่าเวทนายิ่งนัก

        เพราะในอดีตตอนที่เป็นมนุษย์ ได้เคยเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิด กอปรกับได้ชักชวนคนอื่นให้เห็นผิดเช่นเดียวกับตน   จึงต้องมารับกรรมอยู่ในนรกขุมนี้
 
        ธรรมดามิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิดนั้นมี  ๑๐ อย่าง  คือ

ข้อที่ ๑ เชื่อว่า ทานที่ให้ไปแล้วไม่มีผล 
ข้อที่ ๒ เชื่อว่า การบูชาไม่มีผล   
ข้อที่ ๓ เชื่อว่า การบวงสรวงไม่มีผล 
ข้อที่ ๔ เชื่อว่า การทำดีทำชั่วไม่มีผล   คือปฏิเสธกฎของเหตุผล
ข้อที่ ๕ เชื่อว่า มารดาไม่มีคุณ   
ข้อที่ ๖ เชื่อว่า บิดาไม่มีคุณ         
ข้อที่ ๗ เชื่อว่า สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไม่มี   คือเห็นว่า ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมจนสามารถบรรลุฌาน อภิญญา หรือจะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำกิเลสให้สิ้นไปได้นั้นไม่มี       
ข้อที่ ๘ เชื่อว่า สัตว์ผู้เกิดแบบโอปปาติกะ คือเกิดแล้วโตทันที เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดาและพรหมทั้งหลายไม่มี         
ข้อที่ ๙ เชื่อว่า โลกนี้ไม่มี คือปฏิเสธโดยรวมกันกับข้อที่ ๑๐ คือเมื่อเชื่อว่า ผู้ที่ไปเกิดในโลกหน้าไม่มี โลกนี้ก็ไม่มีสำหรับผู้ที่อยู่ในโลกหน้า
ข้อที่ ๑๐ เชื่อว่า โลกหน้าไม่มี  คือเชื่อว่าไม่มีนรก สรรค์ พรหม นิพพาน
       
 เพราะความเห็นผิดเช่นนี้  ประกอบกับบาปกรรมที่ตนทำไว้จึงต้องมาเสวยวิบากกรรม เร่าร้อน ทุรนทุรายอยู่อย่างทรมานยิ่งนัก ในอุสสุทนรกขุมมิจฉาทิฐิแห่งนี้ ส่วนว่า การเที่ยวชมสวรรค์ของพระเจ้าเนมิราชจะบันเทิงเบิกบานอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 10:16:50 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 12



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราชได้ชมขุมนรกที่ ๑๔ มีชื่อว่า อวังสิรนรก มีลักษณะเป็นหลุมถ่านเพลิงใหญ่ เหล่าสัตว์นรกกำลังถูกนายนิรบาลถืออาวุธไล่จับโยนลงในหลุมนั้น  จากนั้นก็จะถูกภูเขาเหล็กร้อนกลิ้งมาบดร่างให้แหลกละเอียดย่อยยับไป เพราะวิบากกรรมที่เคยเล่นชู้กับภรรยาของคนอื่น

        อุสสุทนรกขุมที่ ๑๕  มีชื่อว่า โลหสิมพลีนรก เป็นป่าไม้งิ้วสูงใหญ่ ต้นงิ้วบางต้น สัตว์นรกหญิงอยู่ที่ปลาย สัตว์นรกชายอยู่ที่โคน  จะถูกนายนิรยบาลไล่แทงสัตว์นรกชายให้ขึ้นไปหาสัตว์นรกหญิง  เพราะวิบากกรรมที่ลุ่มหลงชู้รักมากยิ่งกว่าคู่ครองของตน

        ต่อมาก็ถึงขุมสุดท้ายที่ ๑๖  ชื่อว่า มิจฉาทิฐินรก สัตว์นรกบางตนตัวเล็กหัวใหญ่ บางตนตัวใหญ่หัวเล็ก นิ้วมือนิ้วเท้าเป็นเหล็กแหลมโง้ง กำลัง
ปีนกำแพงเหล็กร้อนเป็นไฟ ร้องโหยหวนทุรนทุรายดูน่าเวทนา เพราะกรรมที่มีความเห็นผิด บวกกับชักชวนคนอื่นให้เห็นผิดเช่นเดียวกับตน    และได้กล่าวถึงมิจฉาทิฐิ ๑๐ ข้อที่ฉุดคร่าผู้คนให้ตกมาสู่นรกขุมนี้คือ เชื่อว่า ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล  การบวงสรวงไม่มีผล  การทำดีทำชั่วไม่มีผล มารดาไม่มีคุณ   บิดาไม่มีคุณ   สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบไม่มี   สัตว์ผู้เกิดแบบโอปปาติกะไม่มี และเชื่อว่า โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี คือไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องนรก สรรค์ พรหม นิพพานนั่นเอง เมื่อตายแล้วจึงต้องมาสู่นรกขุมนี้

        กล่าวถึงเหล่าเทวดาที่ประชุมกันที่เทวสภา เพื่อรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช   ต่างมีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า เพราะเหตุใด มาตลีเทพบุตรจึงได้นำเสด็จมาชักช้านัก  ท้าวสักกเทวราชจึงต้องใช้ทิพยเนตรตรวจดูถึงต้นเหตุ    ก็ทรงทราบเรื่องทั้งหมดว่าเป็นเพราะมาตลีเทพสารถี กำลังนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จเที่ยวชมนรกอยู่  และจากทิพญาณทำให้ทรงทราบว่า  หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป  พระเจ้าเนมิราชคงไม่ได้เสด็จมาเที่ยวบนดาวดึงส์เสียเป็นแน่

        ท้าวสักกเทวราชจึงทรงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งที่มีความเร็ว ไปแจ้งข่าวแก่มาตลีเทพสารถี  เทพบุตรองค์นั้นครั้นน้อมรับเทวบัญชาแล้ว  จึงได้กระทำตามรับสั่ง  รีบไปทูลเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราช ให้ขึ้นมาชมสรวงสวรรค์นามดาวดึงส์ทิพยพิมานในทันที  สิ้นสุดเสียงทูลอาราธนาของเทพบุตรองค์นั้น  มาตลีเทพสารถีก็ขับเวชยันตรถบ่ายหน้ามุ่งตรงต่อเทวโลกทันทีเช่นกัน   

        ขณะที่นำเสด็จอยู่นั้น  พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดาวรุณี  โดยวิมานนั้นทำด้วยแก้วมณี  มียอด ๕ ยอดใหญ่ สูง ๑๒ โยชน์  ประดับประดาอย่างโอฬาร  อีกทั้งอุทยาน และสระโบกขรณีก็สะพรั่งด้วยดอกบัวหลายหลากสี มีต้นกัลปพฤกษ์ล้อมรอบสระ  ได้ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาเจ้าของวิมานนั่งอยู่บนที่ไสยาสน์ภายในปราสาท  มีหมู่นางเทพอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม  เปิดสีหบัญชรมณีแลดูภายนอกอยู่ ด้วยหทัยที่เบิกบาน 
 
        พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงเบิกบานพระหฤทัยตรัสถามมาตลีว่า “ดูก่อนท่านมาตลี ผู้เรืองฤทธิ์ นางเทพธิดาผู้งดงามนี้ เธอเป็นใคร ได้ทำบุญอันใดไว้ จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติอันโอฬารเห็นปานนี้”


        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช ผู้เป็นจอมประชา เทพธิดานี้  ในครั้งที่เธอเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส ทำงานรับใช้อยู่ในบ้านของพราหมณ์  วันหนึ่ง พราหมณ์ได้นิมนต์พระภิกษุ ๘ รูป มาที่เรือนของตน เพื่อรับสลากภัตร  ได้เรียกภรรยาของตนมาแล้ว ด้วยตั้งใจจะมอบให้เป็นธุระของนาง แต่นางเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในหมู่ภิกษุสงฆ์ จึงบอกปฏิเสธ  แม้ลูกๆ ของพราหมณีก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน 

        พราหมณ์จึงไปถามลูกของนางทาสนั้น  เพราะนางเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสต่อพระภิกษุสงฆ์ จึงรับเป็นธุระที่จะช่วยจัดน้ำข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ให้ 

        พราหมณ์เมื่อได้สลากแล้ว จึงนิมนต์พระภิกษุสงฆ์นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ส่วนภายนอกบ้านได้ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด 

        ลูกของนางทาสได้ช่วยจัดแจงถวายภัตตาหารด้วยความเคารพอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ยังได้ถวายของของตนที่มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ ด้วยความเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง 

        ถึงแม้ของจะเล็กน้อย  แต่ศรัทธาของนางนั้นเปี่ยมล้น  อานิสงส์แห่งการบริจาคทานอันเล็กน้อย แต่มากล้นไปด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ในครั้งนั้นนั่นเอง  จึงทำให้นางได้มาบันเทิงอยู่ ณ วิมานที่รุ่งเรืองอันปรากฏต่อสายพระเนตรอยู่ในขณะนี้”

        ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ขับเทวรถต่อไป   พระเจ้าเนมิราชได้ทรงทอดพระเนตรเห็นวิมานทอง ๗ หลัง ที่โชติช่วงสว่างไสวเพราะผลแห่งบุญญานุภาพมาแต้มแต่ง  สว่างรุ่งเรืองดั่งดวงอาทิตย์  และสมบัติอันเป็นสิริของเทพบุตรโสณทินนะ 


        ส่วนตัวเทพบุตรเองมีฤทธิ์มาก ประดับอาภรณ์อย่างอลังการ มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อมผลัดเปลี่ยนเวียนกันอยู่โดยรอบวิมานทั้ง ๗ หลัง  ยังความอัศจรรย์ใจให้แก่พระเจ้าเนมิราชยิ่งนัก 

        พระเจ้าเนมิราชจึงได้ตรัสถามถึงบุพกรรมของเทพบุตรองค์นี้ว่า  “ท่านมาตลี เทพบุตรองค์นี้ ในอดีตครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์เขาได้ทำบุญอันใดไว้เล่า จึงได้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเทพธิดาที่ผ่านมา”

        “ข้าแต่พระจอมประชา เทพบุตรองค์นี้ ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  เขาได้เกิดเป็นคฤหบดีชื่อว่าโสณทินนะ(โส-ณะ-ทิน-นะ)  เป็นมหาทานบดีในนิคมแห่งหนึ่งในกาสิกรัฐ    ได้ให้มหาชนสร้างวิหาร  ๗ หลัง ถวายแด่ภิกษุผู้จรมาจากทิศทั้ง ๔  และยังได้ปฏิบัติบำรุงภิกษุผู้อยู่ในวิหารทั้ง ๗ หลังนั้นด้วยอาหารบิณฑบาต และคิลานเภสัชด้วยความเคารพ และยังได้ถวายเครื่องนุ่งห่ม  เสนาสนะ ประทีปโคมไฟ  ด้วยจิตที่เลื่อมใสอย่างยิ่ง   

        ส่วนตัวท่านทานบดีนั้นยังได้รักษาอุโบสถศีล ในวันอุโบสถทั้งข้างขึ้นและข้างแรมอีกด้วย  เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย  ครั้นละจากอัตภาพนั้นแล้ว จึงได้มาอุบัติ และบันเทิงอยู่ในวิมานที่ประจักษ์อยู่นี้”
 

        มาตลียังได้ขับเวชยันตรถต่อไป แล้วก็ได้มาถึงวิมานแก้วผลึกซึ่งมีความสูง ๒๕ โยชน์  เสาของวิมานทำด้วยแก้วมณี ๗ ประการ งดงามพรรณรายหลายร้อยต้น  ยอดเสาทุกต้นล้วนประดับด้วยกระดิ่งที่ห้อยระย้าอย่างสวยงาม  มีธงที่ทำด้วยทองและเงินโบกสะบัดพัดปลิวไสว
 
        อุทยานและสวนป่าประดับด้วยบุปผชาตินานาพันธุ์   ออกดอกบานสะพรั่ง สระโบกขรณีมีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบสระ ประดับด้วยดอกบัวหลายหลากพันธุ์ น่ารื่นรมย์ยิ่ง  ไม่ว่าเทพบุตรเจ้าของวิมานจะไปชื่นชมทิพยสมบัติ ณ จุดใด นางเทพอัปสรผู้ฉลาดในการฟ้อนรำก็จะตามแวดล้อมขับร้อง ฟ้อนรำ และประโคมดนตรีให้ความบันเทิงในทุกสถานที่ 
 
        พระเจ้าเนมิราชทรงเบิกบานพระหฤทัยที่ได้ทอดพระเนตร จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี แล้วเทพบุตรองค์นี้ละ เขาได้เสวยทิพยสมบัติอันโอฬารนี้ด้วยผลแห่งบุญอันใด” ส่วนว่าท่านมาตลีเทพสารถีจะกราบทูลอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 16:39:20 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 13


 
 
        จากตอนที่แล้ว  เหล่าเทวดาที่ประชุมกันในเทวสภา ต่างสงสัยกันว่า ทำไมมาตลีเทพบุตรจึงช้านัก  ท้าวสักกะจึงต้องใช้ทิพยเนตรตรวจดูถึงรู้ว่า มาตลีเทพสารถี กำลังนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จเที่ยวชมอยู่ในนรก  ท้าวสักกะจึงทรงบัญชาเทพบุตรองค์หนึ่งให้รีบไปทูลเชิญท้าวเธอเสด็จมา
 

       
        สิ้นเสียงทูลอาราธนาของเทพบุตรองค์นั้น  มาตลีเทพสารถีก็ขับเวชยันตรถบ่ายหน้ามุ่งตรงต่อเทวโลกทันที  พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วมณีของเทพธิดาวรุณี  ประดับประดาอย่างโอฬาร  พรั่งพร้อมทั้งอุทยาน และสระโบกขรณี จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของนางเทพธิดา

        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า   ในครั้งที่เธอเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส ทำงานรับใช้อยู่ในบ้านของพราหมณ์  ได้ช่วยจัดแจงถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘ รูป  กับได้ถวายวัตถุทานของตนที่มีอยู่เล็กน้อย จึงทำให้นางได้มาบันเทิงอยู่ ณ วิมานที่รุ่งเรืองแห่งนี้
 
     

        ถัดจากนั้น พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรวิมานทอง ๗ หลัง  ของเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อมอยู่โดยรอบ ทรงได้ทราบจากมาตลีว่า  เขาได้เป็นมหาทานบดีในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ชักชวนมหาชนให้ร่วมกันสร้างวิหาร  ๗ หลังถวายคณะสงฆ์

        ต่อจากนั้น ก็มาถึงวิมานแก้วสูง ๒๕ โยชน์  เสาของวิมานหลายร้อยต้นล้วนเป็นแก้ว ๗ ประการ ยอดเสาทุกต้นประดับด้วยกระดิ่งที่ห้อยระย้า  มีธงทองธงเงินโบกพลิ้วปลิวไสว  มีเหล่าเทพอัปสรผู้ฉลาดฟ้อนรำมากมาย พระเจ้าเนมิราชก็จึงได้ตรัสถามถึงกุศลกรรมของเหล่านางเทพอัปสรว่าเป็นเช่นไร
 
 
             
 
        มาตลีเทพสารถีได้ทูลเล่ากุศลกรรมของนางเทพอัปสรเหล่านั้นว่า   “ข้าแต่พระจอมประชา เมื่อครั้งที่นางเทพอัปสรเหล่านี้บังเกิดเป็นมนุษย์  พวกนางได้เกิดในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เป็นอุบาสิกาอยู่ในกรุงพาราณสี เป็นผู้มีศีล   ยินดีในการบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔
 
        พวกนางมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นปกติ  ตั้งมั่นอยู่ในสัจจะ  ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถศีล  เป็นผู้สำรวมงดเว้นจากบาป ยินดีในการบริจาคทาน  ละจากมนุษยโลกแล้ว จึงมาบันเทิงอยู่ ณ วิมานอันน่ารื่นรมย์นี้”
        จากนั้น  มาตลีก็ได้ขับเทวรถมาถึงวิมานแก้วมณีต่อมา  ซึ่งเป็นวิมานที่ประดิษฐานอยู่บนภูมิภาคอันราบเรียบน่ารื่นรมย์  ซึ่งผลบุญได้จัดสรรอุทยานพันธุ์ไม้ดอก และสระโบกขรณีเอาไว้เป็นส่วนๆ อย่างลงตัว  เปล่งรัศมีสว่างไสวเหมือนภูเขาแก้วมณี ที่อยู่ในวงล้อมแห่งเขาแก้วไพฑูรย์

        ปรากฏเหล่าเทพบุตรที่มีรูปร่างงดงาม สมส่วน  มีรัศมีกายสว่างไสวกว่าเทพบุตรเหล่าอื่นที่ทรงเห็นมา  ณ ทิพยสถานแห่งนี้   ก็ละลานไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรีอันเป็นทิพย์ ที่มีความไพเราะเสนาะโสต เป็นที่น่าสนุกสนานครื้นเครง   
 
             
 
        พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเกิดปีติปราโมทย์ยิ่งนัก เพราะเสียงทิพย์เหล่านี้พระองค์ไม่เคยสดับที่ไหนมาก่อนเลย  จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี ก็เทพบุตรเหล่านี้ละ ครั้งเป็นมนุษย์พวกเขาได้ทำบุญอันใดไว้ จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติร่วมกันเช่นนี้” 

        มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระจอมประชา ในอดีตชาติ เทพบุตรเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์  เป็นอุบาสกผู้มีศีล  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ สระน้ำและสะพาน  ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ  คือได้ถวายจีวร  อาหารบิณฑบาต  คิลานปัจจัย และเสนาสนะ  เป็นผู้ซื่อสัตย์  มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย   ทั้งได้รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระประจำปักษ์  เป็นผู้สำรวมในศีล งดเว้นจากบาป และยินดีในการบริจาคทาน  ละจากร่างมนุษย์แล้ว จึงได้มาเป็นสหายแห่งเทวดา ดังที่ปรากฏอยู่ในสายพระเนตรในขณะนี้”

        เวชยันตรถนำเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาถึงวิมานหลังต่อมา  เป็นวิมานแก้วผลึก ที่ประดับด้วยยอดมากมาย  ดารดาษด้วยป่าไม้ทิพย์ที่ปกคลุมด้วยบุปผชาตินานาชนิด แวดล้อมด้วยสระน้ำที่มีน้ำใสสะอาด  เจื้อยแจ้วไปด้วยเสียงทิพย์ของหมู่วิหคนานาพันธ์  มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม
 
 
 
        ได้ทรงทราบจากมาตลีเทพสารถีว่า เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานนั้น ในครั้งเป็นมนุษย์ได้เกิดเป็นคฤหบดีในมิถิลานคร  เป็นทานบดีใหญ่  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ  สระน้ำ และทำสะพาน   ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์  โดยได้ถวายจีวร อาหารบิณฑบาต  คิลานเภสัช และเสนาสนะ  มีใจซื่อตรง  เลื่อมใสในพระรัตนตรัย   เป็นผู้รักษาอุโบสถศีลทุกวันพระประจำปักษ์   ถึงพร้อมด้วยศีล  งดเว้นจากบาปอกุศล และยินดีในการบริจาคทาน  ละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ก็ได้มาบันเทิง ณ วิมานแห่งนี้
 
        พระเจ้าเนมิราชทรงมีความอิ่มเอมเบิกบานพระหฤทัยอย่างยิ่ง  ชื่นชมวิมานต่างๆ มิรู้เบื่อ  ทุกวิมานล้วนนำมาซึ่งความหรรษาพระหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง    เมื่อเทวรถมาถึงวิมานทองอีกหลังหนึ่ง ที่ดาษดื่นไปด้วยดอกไม้ทิพย์มากยิ่งกว่าวิมานก่อนๆ  สมบูรณ์ด้วยสุธาโภชน์อันเป็นทิพย์   ตระการตาไปด้วยหมู่นางเทพอัปสรที่ฟ้อนรำขับกล่อม  ผลไม้ทิพย์เล่า  ก็ออกผลให้เจ้าของวิมานหวานชื่น ทั้งดกดื่นอยู่เต็มต้นตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง 
 

     

        พระเจ้าเนมิราชก็ได้ตรัสถามถึงเหตุเกิดแห่งสมบัติในวิมานนี้อีกว่า “โอ ท่านมาตลี ก็วิมานหลังนี้ละทำไมจึงเป็นทองอร่ามตา เทพบุตรเจ้าของวิมานทำบุญพิเศษอะไรมาเล่า จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติที่ประณีตถึงเพียงนี้”

        มาตลีก็ได้กราบทูลแด่พระองค์ว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา กุศลกรรมของเจ้าของวิมานหลังนี้ก็คล้ายกับวิมานหลังก่อน คือ เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของนั้น ในอดีตได้เป็นคฤหบดีประจำอยู่ ณ กรุงมิถิลา  ได้สร้างบ่อน้ำ  อาราม  สระน้ำ  และสะพาน  ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ  อีกทั้งได้ถวายจีวร  อาหารบิณฑบาต  คิลานปัจจัย  และเสนาสนะด้วยทั้งใจที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส   รวมถึงได้รักษาอุโบสถศีลในวันพระประจำปักษ์ของทุกๆ ปักษ์อีกด้วย   แต่เขาทำอย่างประณีต ทำด้วยใจที่ประณีตกว่า จึงได้มาเป็นเจ้าของวิมานอันเลอค่าหลังนี้  พระเจ้าข้า”

        พระเจ้าเนมิราชทรงมีพระหฤทัยที่แสนจะเบิกบาน  ประทับบนทิพยานที่โลดแล่นดั่งใจปรารถนา  ได้เสด็จมาถึงวิมานทองที่มีรัศมีฉาบทาเหมือนดวงอาทิตย์อ่อนๆ ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าในยามเช้าตรู่   งดงามตระการด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ที่มากมายสุดจะประมาณค่าได้   
 



        มาตลีเทพบุตรได้กราบทูลประกอบการนำชมว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา เทพบุตรเจ้าของวิมานนี้  ในอดีตได้เป็นคฤหบดีในกรุงสาวัตถี  ท่านได้ถวายข้าวปลาอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกอยู่เป็นประจำ   ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างที่พักสงฆ์  ถวายจีวร  คิลานปัจจัยและเสนาสนะแด่ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นอาคันตุกะที่ได้เดินทางมาพักแรม ณ อารามที่ตัวเองได้สร้างไว้   ส่วนในวันพระของทุกปักษ์ก็ได้รักษาอุโบสถศีลกระทั่งสิ้นอายุขัย   ละจากโลกมนุษย์แล้ว  จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมานหลังนี้พระเจ้าข้า”
 
        พระเจ้าเนมิราชได้สดับคำถวายรายงาน ก็ทรงเบิกบานพระหฤทัยอัศจรรย์ในผลบุญที่ได้ทรงเห็น แต่เหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:15:04 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 14



        จากตอนที่แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ทูลเล่ากุศลกรรมของเหล่านางเทพอัปสรว่า   พวกนางได้เกิดเป็นอุบาสิกาอยู่ในกรุงพาราณสี ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีศีล   ยินดีในการบำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ จึงมาบันเทิงอยู่ ณ วิมานอันน่ารื่นรมย์นี้

        จากนั้นเทวรถมาถึงวิมานแก้วมณี  ปรากฏเหล่าเทพบุตรที่มีรูปร่างงดงาม มีรัศมีกายสว่างไสวกว่าเทพบุตรเหล่าอื่น  ละลานไปด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ได้ทรงทราบจากมาตลีว่า เขาเคยเป็นอุบาสกผู้มีศีล  ได้สร้างอาราม  ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์โดยเคารพ 

        ถัดจากนั้นก็มาถึงวิมานแก้วผลึก ที่ประดับด้วยยอดมากมาย  มีป่าไม้ทิพย์ที่ออกดอกต่างๆ กัน ประดับด้วยสระน้ำที่มีน้ำใสสะอาด  มีหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อม  ด้วยบุญที่เกิดเป็นคฤหบดีในมิถิลานคร  ได้สร้างอาราม  บ่อน้ำ  สระน้ำ ทั้งได้ปรนนิบัติพระอรหันต์ และรักษาอุโบสถศีล

        ต่อมาทิพยานก็มาถึงวิมานทองที่ดาษดื่นไปด้วยดอกไม้ทิพย์มากยิ่งกว่าวิมานก่อนๆ  สมบูรณ์ด้วยสุธาโภชน์อันเป็นทิพย์  มีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับกล่อม  มีผลไม้ทิพย์ออกผลตลอดทุกฤดูกาล  เทพบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมาน ได้เคยสร้างอาราม  สระน้ำและสะพาน  ทั้งได้ถวายจีวร  ภัตตาหาร คิลานเภสัช  และเสนาสนะด้วยจิตที่เลื่อมใส

        พระเจ้าเนมิราชทรงเบิกบาน  เสด็จมาถึงวิมานทองที่มีรัศมีงดงาม ตระการตาด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ที่มากมายสุดประมาณ  ได้ทรงทราบจากมาตลีว่า  เทพบุตรเจ้าของวิมาน  ได้เคยถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ บริจาคเงินเพื่อสร้างที่พักสงฆ์  ถวายจีวร คิลานเภสัชและรักษาอุโบสถศีล

        ย้อนกลับมาที่ ท้าวสักกะจอมเทพราชันย์ทรงรอคอยอยู่อีกเนิ่นนาน  ก็ยังไม่ปรากฏเทวรถที่ไปรับพระเจ้าเนมิราช ทรงสงสัยอยู่ว่า  ทำไมมาตลีถึงได้ชักช้าเสียเวลานัก  ทั้งเหล่าทวยเทพก็รอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราชอย่างใจจดใจจ่อ   จึงทรงส่งเทพบุตรผู้ว่องไวอีกองค์หนึ่งให้รีบไปตามมาตลีมาโดยด่วน    น้อมรับเทพบัญชาแล้ว เทพบุตรองค์นั้นก็ด่วนไปแจ้งแก่มาตลีในทันที

        มาตลีเทพสารถีคิดว่า เราจะชักช้าไม่ได้อีกแล้ว    จึงใช้เทวานุภาพของตนบันดาลให้พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานต่างๆ  พร้อมกัน  เช่นวิมานทองที่ลอยอยู่ในอากาศมีความรุ่งเรือง  ซึ่งเจ้าของวิมานมีฤทธิ์มากมีหมู่นางอัปสรห้อมล้อม    เพราะอดีตเจ้าของวิมานได้เคยเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มีศรัทธา ตั้งมั่นอยู่ในพระสัทธรรม  พร้อมทั้งได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา  กอปรกับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  ปฏิบัติธรรมได้บรรลุโสดาปัตติผล   ละร่างมนุษย์แล้ว  จึงมาเพลิดเพลินอยู่ในวิมานหลังนี้
 
        หลังจากเยี่ยมชมวิมานทองหลายหลากมากมายของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว  มาตลีเทพสารถีจึงได้ทูลถามว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า  พระองค์ทรงทอดพระเนตรที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรก ทรงทราบสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมลามกทั้งหลายแล้ว  และตอนนี้พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศเหล่านี้  ได้ทรงทราบสถานที่อยู่ของบุคคลผู้มีกุศลกรรมอันดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันประจักษ์อยู่เป็นอย่างดีแล้ว  ตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรยิ่งแล้ว พระเจ้าข้า ที่จะได้เสด็จไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช  ผู้เป็นประมุขของเหล่าเทพของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   จึงขอเชิญเสด็จในบัดนี้เถิด  พระเจ้าข้า”

        ครั้นทูลเชิญเสด็จอย่างนี้แล้ว  มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป  ให้ทอดพระเนตรภูเขาสัตตปริภัณฑ์ ทั้ง ๗ ลูก ซึ่งตั้งล้อมรอบภูเขาสิเนรุ เป็น ๗ ชั้น

        พระเจ้าเนมิราชทรงเห็นภูเขาเหล่านี้ที่ตั้งวนรอบเป็นชั้นๆ คั่นในระหว่างด้วยมหาสมุทรสีทันดร ซึ่งเล่ากันสืบมาว่า  น้ำในมหาสมุทรสีทันดรนี้ละเอียดมาก  แม้ขนหางนกยูงที่เบาฟ่องซึ่งควรจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แต่ขนหางนกยูงนั้นกลับจมลงเมื่อวางลงบนผืนน้ำของมหาสมุทรสายนี้ 

        ท้าวเธอยังไม่ทรงทราบว่า เป็นสถานที่แห่งใด จึงตรัสถามถึงชื่อของภูเขาเหล่านั้น  มาตลีเทพสารถีจึงกราบทูลว่า  “ข้าแต่พระจอมประชา ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗  นั้น  มีชื่อว่า  ภูเขาสุทัสสนะ  ภูเขากรวีกะ   ภูเขาอิสินธระ   ภูเขายุคันธระ   ภูเขาเนมินธระ  ภูเขาวินตกะ  และภูเขาอัสสกัณณะ   

        ภูเขาทั้งหมดนี้กั้นกลางด้วยมหาสมุทรสีทันดร  ซึ่งเป็นที่สถิตของท้าวจาตุมหาราช หรือท้าวจตุโลกบาล  ซึ่งประกอบด้วย 
ท้าวธตรฐมหาราช  ประจำทิศตะวันออก 
ท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำทิศใต้
ท้าววิรูปักษ์มหาราชประจำทิศตะวันตก 
และท้าวเวสวัณมหาราช  ประจำทิศเหนือ

        เชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า   ข้าพระองค์จะนำให้ทรงทัศนาตามลำดับ”

        ขณะนำเสด็จก็ได้กราบทูลต่อว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า  ภูเขาสุทัสสนะ  จะตั้งอยู่ภายนอกภูเขาเหล่านั้นทั้งหมด ถัดมาก็จะเป็นภูเขากรวีกะ   ภูเขากรวีกะนี้  จะสูงว่าภูเขาสุทัสสนะ ทะเลสีทันดรก็จะอยู่ระหว่างภูเขา ๒ ลูกนี้   ถัดจากภูเขากรวีกะ ก็จะเป็นภูเขาอิสินธระ  ถัดจากภูเขาอิสินธระ ก็จะเป็นภูเขายุคันธระ  ถัดจาก ภูเขายุคันธระ ก็จะเป็นภูเขาเนมินธระ  ถัดจากภูเขาเนมินธระ ก็จะเป็นภูเขาวินตกะ   ถัดจากภูเขาวินตกะก็จะเป็นภูเขาอัสสกัณณะ   ทะเลสีทันดรก็จะอยู่ระหว่างกลางคั่นภูเขาทุกลูกเอาไว้ โดยภูเขาที่อยู่ถัดเข้าไปจะสูงขึ้นไปตามลำดับ ปรากฏตามที่พระองค์ทรงเห็นนั่นแล พระเจ้าข้า”

        “พระองค์จะทรงเห็นว่า  ภูเขาอัสสกัณณะจะสูงกว่าภูเขาทั้งหมด  และเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในสุด โดยเรียงลำดับจากสูงน้อยไปหาสูงมากมีลักษณะเหมือนขั้นบันได   จากบริเวณด้านนอกสุดเข้าหาในสุด พระเจ้าข้า”

        “ซึ่งสถานที่เหล่านี้เป็นที่อยู่ของพวกนาค  ยักษ์  คนธรรพ์  และครุฑที่ประจำอยู่ตามทิศต่างๆ มากมาย ขอเชิญพระองค์เสด็จต่อเถิด พระเจ้าข้า”
       
        หลังจากมาตลีเทพสารถีแสดงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชแด่พระเจ้าเนมิราชแล้ว ก็ขับทิพยานต่อไป  จนถึงซุ้มประตูที่มีรูปเหมือนของท้าวสักกะตั้งอยู่ด้านหน้าซุ้มนี้  มาตลีได้กราบทูลว่า  “ข้าแต่มหาราช  ประตูนี้มีชื่อเรียกว่า จิตกูฏ  เป็นประตูที่เป็นทางเสด็จเข้าออกของท้าวสักกะเทวราช   เป็นประตูแห่งเทพนครมีความกว้างและความยาวด้านละ ๑ โยชน์  ตั้งปรากฏอยู่บนยอดเขาสิเนรุทางเข้าเทพนครอันงามสง่า  มีรูปวิจิตรที่งามรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ อยู่มากมาย   เช่นรูปเหมือนของท้าวสักกะที่อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ในขณะนี้  ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้ เพื่อทรงเข้าสู่เทวภูมิที่มีภาคพื้นเป็นทองที่ประดับไปด้วยเงินและแก้วมณีอันราบเรียบและนุ่มนวล  ซึ่งสองข้างทางก็จะเป็นบุปผชาตินานาชนิดที่ดารดาษด้วยสีและกลิ่นอันจรุงใจเถิด  พระเจ้าข้า”   
 
        มาตลีเทพสารถีนำทิพยานแล่นผ่านประตูเทพนคร นำพระเจ้าเนมิราชชมความงามไปเรื่อยๆ พร้อมกับพรรณนาความงดงามตระการตาของดาวดึงส์แดนสวรรค์ไปไม่ขาดสาย เพียงผ่านประตูเข้าไปก็อลังการเป็นนักหนา เมื่อเข้าไปภายในจะพบกับอะไรอีกบ้างนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:15:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 15





        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงรอคอยอยู่เนิ่นนาน  พระเจ้าเนมิราชก็ยังไม่ปรากฏ จึงทรงส่งเทพบุตรอีกองค์หนึ่งให้รีบไปตามอีกครั้ง   มาตลีเทพสารถีน้อมรับบัญชาแล้ว ก็คิดว่า เราจะช้าไม่ได้แล้ว    จึงใช้เทวานุภาพบันดาลให้พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรวิมานต่างๆ  พร้อมกัน 

        หลังจากเยี่ยมชมวิมานทองของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาพอสมควรแล้ว  มาตลีเทพสารถีจึงได้ทูลว่า  บัดนี้พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ ตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรที่จะได้เสด็จไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช  ผู้เป็นประมุขของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   ขอเชิญเสด็จในบัดนี้เถิด 
        ว่าแล้วมาตลีเทพสารถีก็ขับเทวรถต่อไป  ให้ท้าวเธอทอดพระเนตรภูเขาสัตตปริภัณฑ์  ซึ่งตั้งล้อมรอบภูเขาสิเนรุ เป็น ๗ ชั้น คือ ภูเขาสุทัสสนะ  ภูเขากรวีกะ   ภูเขาอิสินธระ   ภูเขายุคันธระ   ภูเขาเนมินธระ  ภูเขาวินตกะ  และภูเขาอัสสกัณณะ   ภูเขาทุกลูกมีมหาสมุทรสีทันดรกั้นกลาง

        สถานที่เหล่านี้เป็นที่สถิตของท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐมหาราช  ประจำทิศตะวันออก  ท้าววิรุฬหกมหาราช ประจำทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์มหาราชประจำทิศตะวันตก  และท้าวเวสวัณมหาราช  ประจำทิศเหนือ  ทรงปกครองพวกนาค  ยักษ์  คนธรรพ์  และครุฑ

        หลังจากแสดงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็ขับทิพยานมาถึงซุ้มประตูที่มีรูปเหมือนของท้าวสักกะตั้งอยู่ด้านหน้า    มาตลีได้กราบทูลว่า  ประตูนี้มีชื่อเรียกว่า จิตกูฏ  เป็นประตูเสด็จเข้าออกของท้าวสักกะเทวราช แล้วก็นำเสด็จเข้าสู่เทวภูมิที่มีภาคพื้นเป็นทองที่ประดับไปด้วยเงินและแก้วมณีอันราบเรียบและนุ่มนวล 

        ขณะที่ผ่านจิตกูฏ  ประตูแห่งเทพนครนั้น  พระเจ้าเนมิราชยังทอดพระเนตรเห็นวิมานของเหล่าเทพบุตรเทพธิดาที่สวยงามสว่างไสวเรืองรองอีกมากมาย 

        จากนั้นสายพระเนตรก็มาหยุดลงตรงที่สุธรรมาเทวสภา  เป็นวิมานที่รุ่งเรืองด้วยแก้วไพฑูรย์  มีเสา ๘  เหลี่ยม ที่ทุกๆ เสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ช่างวิจิตรตระการตาและงดงามยิ่งนัก    จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า “ท่านมาตลี เราขอถามท่านอีกสักหน่อยเถิด วิมานหลังนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเป็นวิมานของใครกันหรือ” 

        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามตามที่ปรากฏว่า สุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์นี้  โดยมีท้าวสักกะจอมเทพเป็นประมุข  พระเจ้าข้า

        ส่วนว่า เพราะเหตุใด เทวสภาแห่งนี้จึงเกิดขึ้นมาได้นั้น มีความเป็นมาดังนี้ คือ ในอดีต  ได้มีมาณพหนุ่มคนหนึ่งนามว่า มฆมาณพ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอจลคาม เขาเป็นผู้มีน้ำใจงดงาม  เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย โดยเขามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ๔ คน  มีชื่อว่า สุธรรมา สุนันทา  สุจิตรา  และสุชาดา 

        วันหนึ่งมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ของตน ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่ไว้ที่หนทาง ๔ แพร่ง  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง  แต่เขาเบื่อหน่ายภรรยา ไม่ปรารถนาจะให้พวกเขาไปเกิดในสวรรค์ร่วมด้วยกับพวกตน จึงมิได้บอกให้พวกภรรยาล่วงรู้ เพราะไม่อยากให้มีส่วนบุญในครั้งนี้ ได้ทำกันเองระหว่างสหายด้วยกัน   

        แต่เรื่องนี้ก็รู้ถึงนางสุธรรมาจนได้   ด้วยความอยากมีส่วนร่วมในบุญ  นางจึงได้คบคิดกับช่างไม้ให้จัดการถากไม้ทำช่อฟ้าสลักชื่อว่า “สุธรรมา” แล้วเอาผ้าคลุมไว้  เพื่อจะนำไปติดตั้งไว้ที่ยอดหน้ามุขของศาลาหลังนั้น   

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้ก็รับสมอ้างว่าลืมทำช่อฟ้าของศาลาหลังนี้  จะทำตอนนี้ก็ไม่ทันกาล  ควรจะป่าวประกาศว่าบ้านใครมีช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้บ้าง เพื่อจะได้ซื้อนำมาใช้ในงานนี้ 

        มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมา จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน  นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   

        แต่มฆมาณพและสหายกลับตอบปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนในบุญที่ตนเองและพรรคพวกร่วมกันกระทำ 

        นายช่างซึ่งคบคิดกับนางสุธรรมมาไว้ก่อนแล้ว จึงพูดเตือนสติมฆมาณพว่า  เจ้านายครับ ยกเว้นพรหมโลกเสียแล้ว สถานที่อื่นซึ่งจะเว้นจากผู้หญิงนั้นไม่มีเลย  ท่านควรเห็นแก่ศาลาที่กำลังจะเสร็จ  ขอจงรับช่อฟ้าไว้ เพื่อทำศาลาให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์จะดีกว่า 

        มฆมาณพและสหายเห็นเป็นจริงตามที่นายช่างพูด บวกกับถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องใช้ จึงยอมรับช่อฟ้านั้นมาประกอบพิธี  แล้วก็ติดตั้งไว้ที่หน้ามุขหลังคาศาลาหลังนั้น

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยศาลาแห่งนั้น ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมมาปรากฏอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา ดังนั้น ศาลาแห่งนั้นจึงมีชื่อว่า สุธรรมา

        นางสุธรรมานั้น ได้ใช้ปัญญาของตน เข้ามีส่วนร่วมในบุญสร้างศาลา เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้ว นางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งกรรมดีที่ทำไว้ในอดีต 

        ข้าแต่พระเจ้าเนมิราช วิมานที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์นี้ มีพื้นที่ประมาณ  ๕๐๐  โยชน์  เกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญของมฆมาณพและสหาย มีชื่อว่า สุธรรมาเทวสภา เพราะบุญที่เกิดจากการสร้างศาลาสุธรรมาในครั้งนั้น

        ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงธรรม สุธรรมาเทวสภาแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ เพราะเป็นสถานที่มาประชุมร่วมกันในพิธีรื่นเริงต่างๆ ของเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  และในทุกๆ วันพระก็จะมีการประชุมกันเพื่อฟังธรรม และรับรายงานบัญชีบุญบัญชีบาปของมนุษย์ บัดนี้ ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เทวสมาคม ณ บัดนี้เถิด พระเจ้าข้า”

        การถวายรายงานของมาตลีที่ยืดยาวนั้น ดูเหมือนจะเป็นการเนิ่นช้าในความรู้สึกของเรา แต่วิสัยของเทวฤทธิ์นั้นใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียว ทั้งในขณะที่พูดก็ปรากฏเป็นภาพแสงสีเสียงให้เห็นเป็นเรื่องราวไปตามนั้น จึงเป็นความบันเทิงพระหฤทัยของพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง

        แต่ถึงจะเร็วอย่างไร มันก็ช่างเป็นความรู้สึกชักช้าของเทวดายิ่งนัก เพราะวิสัยของเทวดานั้นมีปกติคิดเร็ว ทำเร็ว สำเร็จเร็ว การนึกคิดของเทวดาเป็นเหมือนการตั้งจิตอธิษฐาน พอนึกเสร็จก็สำเร็จทันที ตามกำลังบุญของเทวดาแต่ละองค์

        ซึ่งในขณะนี้ทิพยานของมาตลีกำลังปรากฏที่ซุ้มประตูทางเข้าเทวสมาคม ของสุธรรมาเทวสภา อันสง่างามสว่างไสวรุ่งเรือง ตระการตา แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะเกิดเหตุการณ์อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:17:23 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 16




        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภาอันยิ่งใหญ่ ก็ทรงสงสัยว่า วิมานหลังนี้ทำไมถึงใหญ่เหลือเกิน มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถี
 
        มาตลีจึงได้กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วิมานนี้เป็นเทวสภามีนามว่าสุธรรมา  เป็นที่ประชุมกันของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์  มีความเป็นมาว่า ในอดีตมฆมาณพพร้อมสหายอีก ๓๒ คน  ได้คิดสร้างหนทางสวรรค์ ด้วยการทำศาลาหลังใหญ่  เพื่อให้เป็นที่พักของคนเดินทาง 

        เมื่อศาลาเสร็จ จะทำพิธียกช่อฟ้า ในวันประกอบพิธี  ช่างไม้กลับแจ้งว่า ลืมทำช่อฟ้าของศาลาควรจะได้ช่อฟ้าที่ทำเสร็จแล้ว มฆมาณพและสหายก็พากันแสวงหาช่อฟ้า  ก็ได้มาพบช่อฟ้าซึ่งคลุมผ้าเอาไว้ที่บ้านของนางสุธรรมาซึ่งเป็นภรรยาของมฆมาณพ จึงขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งพัน 

        แต่นางสุธรรมากล่าวว่า ถ้ามฆมาณพและสหายแบ่งบุญในการสร้างศาลาให้ ก็จะยกให้เลย โดยไม่คิดเงิน   แรกๆ มฆมาณพและสหายก็ปฏิเสธ  เพราะไม่อยากให้พวกภรรยามีส่วนร่วมในบุญ แต่เมื่อหาจากที่อื่นไม่ได้ เมื่อจำเป็นจะต้องใช้ จึงต้องยอมรับ แล้วนำไปติดตั้งไว้ที่หน้ามุข

        คนทั้งหลายที่มาพักอาศัยในศาลา ได้เห็นชื่อของนางสุธรรมาอยู่ที่ช่อฟ้า จึงเรียกศาลานั้นว่า ศาลาสุธรรมา  เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้วนางก็ได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นมเหสีคนหนึ่งของท้าวสักกะ  เพราะผลแห่งบุญนั้น  ว่าแล้วมาตลีก็อัญเชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จเข้าสู่เทวสมาคม

        เทวสมาคมต่างรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถวายการต้อนรับการเสด็จมาของพระเจ้าเนมิราช   ต่างก็ถือเครื่องหอมต่างๆ เช่น ธูป  เครื่องอบ และดอกไม้ทิพย์ ไปคอยอยู่ที่ทางเสด็จของพระเจ้าเนมิราช  จนถึงนำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ตลอดทางนั้นล้วนมีแต่คำสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากการทำอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงทำให้ได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารกันมากมายถึงปานนี้ 

        เมื่อพระเจ้าเนมิราชเสด็จลงจากทิพยานเข้าสู่เทวสภา  เหล่าเทวดาก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกเทวราช

        ปกติโดยทั่วไปของมนุษย์ผู้ไม่รู้จักพระคุณของพระรัตนตรัย เมื่อเกิดความหวาดกลัว ต้องการจะพ้นภัย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะหายจากไข้ ก็จะนอบน้อมบูชาเทวดา อ้อนวอนขอให้ตนพ้นภัย หายจากอาการป่วยไข้

        แม้กระทั่งปรารถนาความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ย่อมจะทำสักการะ บูชา และนอบน้อมต่อเทวดา  อ้อนวอนขอให้ความปรารถนาของตนนั้นๆ สำเร็จ

         แต่ในเทวสมาคมนี้ กลับกลายเป็นว่า เทวดามาประชุมกันต้อนรับ กล่าวสดุดี สรรเสริญ และทำสักการบูชามนุษย์ 

        นี้ก็แสดงให้เห็นว่า  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์นั้น ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีที่ได้สั่งสมไว้เป็นอย่างดี และจะต้องมากกว่าเทวดา  คือถึงพร้อมด้วยคุณ มีศีล  สมาธิ และปัญญาเป็นต้นยิ่งกว่าเทวดา เทวดาจึงยินดีที่จะสักการบูชาพระองค์

        ส่วนท้าวสักกะจอมเทพทรงเกิดความเลื่อมใสในพระเจ้าเนมิราชเป็นอย่างยิ่ง ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์ในเทวโลกกับพระองค์ โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        พระเจ้าเนมิราชได้ทรงสดับดังนั้น ก็ไม่ทรงปรารถนา เพราะทรงรู้ว่าบุญบารมีของพระองค์นั้นยังน้อยอยู่ และที่ทรงสร้างบารมีนี้ก็มิได้มีเป้าหมายเพื่อทรงบริโภคกามอันเป็นทิพย์

        บารมีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก จึงมีพระดำรัสว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนยวดยานหรือทรัพย์ที่ยืมเขามา 

        ฉะนั้น  หม่อมฉันไม่ปรารถนาสิ่งที่ผู้อื่นให้  บุญทั้งหลายที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามหม่อมฉันไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์

        ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติธรรมให้สม่ำเสมอ ทั้งทางกาย วาจา ใจ  จะสำรวมในศีล  และฝึกอินทรีย์  ซึ่งจะทำให้ได้รับความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง”

        พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาที่ประชุมกันอยู่ ณ มหาสมาคมแห่งนั้น   ด้วยบทธรรมที่ไพเราะจับใจ ประดุจพระอริยเจ้าผู้เป็นพระธรรมกถึกมาแสดงเอง   ทั้งยังได้พรรณนาคุณของมาตลีเทพบุตรว่า เป็นผู้มีพระคุณมีอุปการะมากแก่พระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้อีกด้วย

        เพียงไม่กี่นาทีที่ผ่านไปในภพดาวดึงส์ แต่เวลาในโลกมนุษย์ได้ผ่านไปแล้วถึง ๗ วัน ทุกกระแสพระราชดำรัส  ทำให้เหล่าทวยเทพปลื้มอกปลื้มใจทับทวี  ต่างเบิกบานยินดีกันอยู่ในหมู่เทวดาด้วยกัน

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราชว่า  “ถึงเวลาแล้วที่หม่อมฉันจะต้องลาพระองค์ เพื่อกลับไปยังโลกมนุษย์  หม่อมฉันเห็นผลแห่งบุญและบาปโดยประจักษ์ด้วยนัยน์ตาแล้ว

        กลับไปคราวนี้ หม่อมฉันจะสั่งสมบุญให้มาก และจะไม่เกียจคร้านในการชักชวนชาวประชาให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี หม่อมฉันขอลาไปก่อน”

        ท้าวสักกเทวราชทรงเลื่อมใสพระเจ้าเนมิราชยิ่งนัก เมื่อทรงเห็นว่าท้าวเธอมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะกลับสู่มนุษย์โลก จึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยานถวาย 

        มาตลีเทพสารถีน้อมรับเทวบัญชาแล้ว ก็ได้จัดการตามที่รับสั่ง  นำทิพยานเข้าเทียบรอรับพระเจ้าเนมิราชในทันที

        จากนั้น พระเจ้าเนมิชราชก็ทรงอำลาท้าวสักกเทวราช และเหล่าเทวดาทั้งหลาย เสด็จขึ้นประทับบนทิพยานอย่างสง่างาม กลับมาสู่โลกมนุษย์ในบัดนั้น

        มาตลีเทพสารถีได้นำทิพยานนามว่า เวชยันต์ กลับมาส่งถึงกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหรัฐ โดยนำเสด็จมาทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศเดียวกันกับตอนที่มารับเสด็จพระเจ้าเนมิราชนั่นเอง
        มหาชนชาวพระนครมองเห็นราชรถปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศใต้ ก็เกิดตื่นเต้นโกลาหลออกจากบ้านเรือนของตนมาต้อนรับ ไชโยโห่ร้องว่า “พระราชากลับมาแล้ว ๆ” ด้วยความยินดีปรีดา ส่วนว่า เมื่อพระเจ้าเนมิราชกลับมาถึงพระนครแล้ว จะทรงปฏิบัติราชกิจอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 08 กันยายน, 2552, 20:18:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  เนมิราช   ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี  ตอนที่ 17


 
        จากตอนที่แล้ว เหล่าทวยเทพในเทวสมาคมซึ่งรอคอยอยู่  เมื่อเห็นเวชยันตรถเริ่มปรากฏที่ซุ้มประตูจิตกูฏ ต่างก็ร่าเริงยินดีส่งเสียงสาธุการ  ถือเครื่องหอมและดอกไม้ทิพย์ ไปยืนรอรับเสด็จพระเจ้าเนมิราช  นำเสด็จเข้าสู่สุธรรมาเทวสภา

        ต่างกล่าวสรรเสริญชื่นชมพระเจ้าเนมิราช ที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยชี้แนะทางสวรรค์  ห้ามขาดจากอกุศลกรรมทุกชนิด  จึงได้มาเสวยทิพยสมบัติอย่างโอฬารถึงปานนี้  แล้วก็อัญเชิญให้เสด็จขึ้นประทับนั่งบนทิพอาสน์ใกล้กับท้าวสักกะเทวราช และกระทำสักการบูชา

        ท้าวสักกะจอมเทพทรงสดับเทพบริษัทของพระองค์กล่าวสรรเสริญพระเจ้าเนมิราช ก็ยิ่งเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตรัสเชื้อเชิญให้ทรงอยู่เสวยกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลก โดยจะทรงแบ่งสมบัติทิพย์ให้

        แต่พระเจ้าเนมิราชก็มิได้ทรงปรารถนา จึงมีพระดำรัสห้ามว่า “สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้  สิ่งนั้นเปรียบเหมือนทรัพย์ที่ยืมเขามา   หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย  บุญที่หม่อมฉันทำเอง  ย่อมเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามตนไป  หม่อมฉันจักกลับไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์”

        หลังจากทรงแสดงธรรมจบลงแล้ว  พระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ก็ได้ตรัสอำลาท้าวสักกเทวราช ท้าวเธอจึงมีเทวโองการสั่งให้มาตลีเทพบุตรจัดเตรียมทิพยาน  แล้วมาตลีเทพสารถีก็ได้นำเทวรถส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชกลับถึงกรุงมิถิลานคร มหาชนเห็นเทวรถมาแต่ไกลก็เกิดโกลาหลอีกครั้ง

        เมื่อเทวรถปรากฏเข้ามาใกล้ ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการว่า “ใช่แล้ว พระราชาของเราเสด็จกลับมาแล้ว” มาตลีเทพสารถีได้ขับทิพยานเวียนขวารอบกรุงมิถิลา  ๓  รอบ และส่งเสด็จพระเจ้าเนมิราชที่สีหบัญชรเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่มารับเสด็จ 

        เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว มาตลีเทพสารถีก็ทูลลาพระเจ้าเนมิราชกลับไปสู่ดาวดึงส์เทวโลกที่อยู่ของตนดังเดิม 

        ฝ่ายมหาชนนั้นเล่า ต่างมีความเบิกบานภาคภูมิใจในพระเจ้าเนมิราชบรมโพธิสัตว์ ผู้เป็นพระราชาของตนยิ่งนัก มาชุมนุมกันกราบทูลขอให้พระเจ้าเนมิราชาตรัสเล่าถึงการไปเที่ยวชมเทวโลก

        พระเจ้าเนมิราชทรงดำริว่า สมควรที่จะเล่าถึงนรกอันร้ายกาจ เพื่อให้ประชาราษฎร์เกรงกลัวภัยในอบายภูมิเสียก่อน จึงเล่าถึงสมบัติของเหล่าเทวดาในภายหลัง จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฟังให้ดี นรก สวรรค์ นั้นมีจริง เราได้ไปเห็นมาด้วยนัยน์ตาของเราแล้ว”

        ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงเริ่มเล่าเรื่องราวในนรกที่พระองค์ไปประสบมาแต่ต้น เริ่มตั้งแต่ แม่น้ำเวตรณีของอุสสุทนรกขุมที่ ๑ ซึ่งเต็มไปด้วยเถาวัลย์ที่มีหนามเหล็กยื่นยาวเหมือนคมหอก ที่รอต้อนรับสัตว์นรกที่หลุดออกมาจากสัญชีวมหานรก ให้ลงมาแหวกว่ายถูกหนามเหล็กเชือดเฉือน   ได้รับความทุกข์ทรมาน ตายเกิด ตายเกิดอยู่ในมหาทนีอันหฤโหดแห่งนั้นยาวนาน เพราะบาปกรรมครั้งที่เป็นมนุษย์ได้เคยเบียดเบียนทำร้ายผู้ที่ด้อยกำลังกว่า ทั้งทรมานเข่นฆ่าสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่ จึงต้องมารับทุกข์โทษอยู่ ณ อุสสุทนรกขุมนี้

        มาจบลงที่อุสสุทนรกขุมมิจฉาทิฐิ ที่เหล่าสัตว์นรกนั้น เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปไม่เชื่อว่าปรโลกจะมีจริงๆ จึงก่อบาปอกุศลโดยมิได้เกรงกลัว และชักชวนให้ผู้อื่นหลงผิดไปกับตนด้วย จึงได้ไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรกนั้น

        มหาชนได้ฟังพระราชาตรัสเล่าเรื่องราวของสัตว์นรก และบาปกรรมที่ทำให้ต้องไปตกนรกเช่นนั้น ก็เกิดความหวาดกลัวบาปกรรม ต่างรับปากกับพระเจ้าเนมิราชว่า จะไม่ทำบาปอกุศลอย่างนั้นอีกต่อไป แล้วก็ทูลถามถึงทิพยสมบัติของพวกเทวดาว่า ที่ทรงเห็นมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

        พระเจ้าเนมิราชก็ตรัสเล่า เริ่มตั้งแต่ได้ทอดพระเนตรวิมานอันประดิษฐานอยู่ในอากาศของเทพธิดาวรุณี ซึ่งมี ๕ ยอด สูง ๑๒ โยชน์  ประดับประดาอย่างโอฬาร  อีกทั้งอุทยาน และสระโบกขรณีก็สะพรั่งด้วยดอกบัวหลายหลากสี มีต้นกัลปพฤกษ์ล้อมรอบสระ

        ส่วนเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้น ครั้งเป็นมนุษย์ได้เกิดเป็นลูกของนางทาส อาศัยอยู่ในบ้านของพราหมณ์คนหนึ่ง  นางได้ช่วยจัดข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๘ รูป พร้อมทั้งได้ถวายของเล็กๆ น้อยๆ ของตนด้วยความปลื้มใจ

        แล้วได้ตรัสเล่าถึงทิพยสมบัติอันโอฬารของท้าวสักกเทวราช และที่ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากท้าวเธอและเทพบริวาร ว่าทรงได้รับการเชื้อเชิญจากท้าวเธอให้อยู่เสวยกามสมบัติอันเป็นทิพย์ แต่ก็มิได้ปรารถนาจึงได้กลับมาเล่าเรื่องราวให้พวกท่านได้ฟังอยู่ในขณะนี้

        แล้วก็ได้ตรัสสอนชาวประชาทั้งหลายว่า ในอดีตเทวดาเหล่านั้นต่างก็ได้ทำบุญให้ทาน เว้นจากบาปกรรมทั้งหลาย   จึงได้บังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติมากมาย    ตรัสเตือนให้เหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่าได้ประมาท ให้ตั้งใจทำบุญให้เต็มที่   ให้ตั้งตนอยู่ในศีล ๕ อย่าให้ขาดได้

        พสกนิกรของพระเจ้าเนมิราชนั้น ทั้งทราบซึ้งและเลื่อมใสในท้าวเธอ ได้ตั้งอยู่ในพระบรมราโชวาทจนตลอดชีวิต หลังจากละจากโลกมนุษย์แล้ว  ล้วนบังเกิดในเทวโลกเป็นสหายเทวดากันทุกคน 

        ครั้นกาลผ่านไปอีกเนิ่นนาน  วันหนึ่งนายภูษามาลาได้เห็นพระเกศาเส้นหนึ่งบนพระเศียรของพระเจ้าเนมิราชได้หงอกขาวแล้ว จึงกราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบ  ท้าวเธอจึงทรงมีรับสั่งให้นายภูษามาลาถอนพระเกศาเส้นนั้น ด้วยพระแหนบทองคำวางไว้ในพระหัตถ์   

        ทรงทอดพระเนตรผมหงอกนั้นแล้วก็ทรงสลดพระหฤทัย ดำริว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องบวชแล้ว จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่นายภูษามาลา แล้วรับสั่งให้พระราชโอรสเข้าเฝ้า ตรัสมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรส  พระโอรสได้ทูลถามว่า  “ เพราะเหตุไร พระองค์ถึงจะเสด็จออกผนวชเสียล่ะ  พระเจ้าข้า” 

        พระเจ้าเนมิราชได้ตรัสบอกเหตุแก่พระโอรสว่า  “ลูกรัก ผมหงอกที่งอกขึ้นบนศีรษะของพ่อนี้    ได้บอกพ่อว่า วัยหนุ่มของพ่อได้ผ่านไปแล้ว  ทูตแห่งมรณะได้ปรากฏแล้ว  เป็นเวลาอันสมควรที่พ่อจะออกบวช”

        ประเพณีอันดีงามเช่นนี้ก็เหมือนกับพระราชาพระองค์ก่อนๆ ที่ได้เคยถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน   พระเจ้าเนมิราชนี้ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อได้ผนวชแล้วก็ประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานอัมพวัน  สวนมะม่วงนั้นนั่นเอง  ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนเชี่ยวชาญในอภิญญาสมาบัติ

        ทรงไม่เสื่อมถอยจากฌานนั้น  เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกเฉกเช่นพระราชาต้นพระวงศ์องค์ก่อนๆ ที่สืบต่อมาอย่างเคร่งครัด

        ฝ่ายพระโอรสของพระเจ้าเนมิราชซึ่งมีพระนามว่า กาลารัชชกะ  ได้ทรงตัดพระวงศ์อันดีงามนี้เสียคือ เมื่อถึงคราวที่มีพระเกศาหงอกแล้ว  ก็ไม่ได้เสด็จออกผนวชเหมือนกับต้นวงศ์ตระกูลที่ผ่านๆ มา

        พระบรมศาสดาครั้นทรงนำอดีตชาติของพระองค์มาตรัสแล้ว  ทรงสรุปชาดกว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ไม่ใช่แต่ในกาลบัดนี้เท่านั้นที่เราออกบวช   ถึงแม้ในกาลก่อนตถาคตก็ออกบวชเช่นเดียวกัน” 

        จากนั้นก็ทรงประชุมชาดกว่า   “ท้าวสักกะเทวราช ในครั้งนั้น มาเกิดเป็นพระอนุรุทธเถระในบัดนี้   มาตลีเทพสารถีได้มาเป็นพระอานนท์  กษัตริย์  ๘๔, ๐๐๐ พระองค์ เป็นพุทธบริษัท   ส่วนพระเจ้าเนมิราช  คือเราตถาคตนี้เอง”

        เรื่องพระเจ้าเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมีนี้ เป็นเรื่องที่ยืนยันว่า นรก สวรรค์มีจริง ซึ่งตรัสเล่าโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ซึ่งต่อมาพระอรหันตเถระทั้งหลายก็ได้ร้อยกรองสรุปย่อไว้ในพระไตรปิฎก พระอรรถกถาจารย์ในชั้นหลังได้นำมาอธิบายขยายความให้กระจ่างขึ้น

        เป็นเรื่องอัศจรรย์ดุจเดียวกับเรื่องทั้งหลายที่เล่าผ่านมา เพราะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอัศจรรย์คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนำมาเล่าก็ย่อมเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงได้บันทึกไว้ ให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ศึกษา จะได้ทำได้ถูกต้องตามพุทธประสงค์

        เราจะเห็นได้ว่าพระบรมโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีอย่างยิ่งยวด โดยทรงทำพระองค์ให้เป็นแบบอย่างก่อน แล้วก็อธิษฐานจิต พร้อมทั้งสั่งเอาไว้ว่า กษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่จะครองราชย์ต่อไป เมื่อเห็นเส้นผมหงอกบนศีรษะแล้วก็จงออกบวชเหมือนกับเรานี้ และด้วยแรงอธิษฐานนั้น จึงทำให้เป็นไปตามนั้นตลอดกาลนาน

        เราทั้งหลายจึงควรเร่งสั่งสมบุญบารมีร่วมกันในชาตินี้ให้เต็มที่เช่นเดียวกับท่าน ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ครบถ้วนทุกวัน แล้วอธิษฐานจิตให้รอบคอบ ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญไปทุกภพทุกชาติตราบวันเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: