Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 พฤศจิกายน, 2557, 06:33:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกพริก  (อ่าน 25175 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:41:59 »

การปลูกพริก

พันธุ์

ในประเทศไทยพันธุ์พริกที่มีปลูก และรู้จักกันทั่วไปอยู่ในพวกล้มลุก มีอยู่ประมาณ 6 ชนิด

1. พริกบางช้าง ขนาดของผลโตกว่าพริกมัน ผลตรงกลมโคนผลใหญ่ ปลายเรียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ยาว 10-12 เซนติเมตร ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงจัด รสไม่สู่เผ็ด มีเนื้อมาก เมล็ดน้อย อบแห้งสีจะแดงดี

2. พริกขี้หนู มีขนาดต่าง ๆ กัน ผลมีขนาดเล็ก ผลสีเขียว หรือเหลือง พันธุ์ทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ของท้องถิ่นต่าง ๆ ผลแก่จะมีสีแดง มีรสเผ็ดจัด

3. พริกหยวก ผลโตป้อม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร ปลายทู่ไม่เกลี้ยงบุบเป็นร่อง มีเมล็ดในน้อย ใส้ใหญ่ สีเขียวแกมเหลือง ผลแก่สุกแดงเป็นมัน รสไม่สู้เผ็ด หรือเผ็ดน้อย ราคาแพง ปลูกกันน้อยกว่าพริกอย่างอื่น

4. พริกมัน ผลมันเรียบ ผลตรง กลม และเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร มีเมล็ดในมาก เมื่ออ่อนผลจะมีสีเขียวจัด เวลาแก่เป็นสีแดง รสเผ็ด

5. พริกยักษ์ ผลโตป้อม บริเวณรอบ ๆ ข้อผลเป็นรอยบุ๋ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ยาว 10-12 เซนติเมตร มีเมล็ดในน้อย เนื้อผลหนา สีผลเมื่ออ่อนเขียวจัดเป็นมันเวลาแก่สีแดง รสไม่เผ็ด ปลูกได้ดีในช่วงเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวประมาณเดือนธันวาคม จะได้ราคาดี

6. พริกสิงคโปร์ ขนาดผลโต เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 8-12 เซนติเมตร ปลายงอหยิก ผิวไม่เรียบ มุมเป็นร่อง ๆ มีเมล็ดน้อย ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวจัด เวลาแก่เป็นสีแดง มีรสเผ็ด

พริกปลูกได้ตลอดปี ถ้าหากพื้นที่นั่น ๆ มีน้ำอย่างเพียงพอสำหรับพื้นที่ ๆ ไม่อยู่ในเขตชลประทาน จะปลูกพริกกันในช่วงฤดูฝนจะเริ่มเพาะกล้าประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน และจะย้ายปลูกในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน แต่ถ้าจะปลูกให้ได้ราคาดีที่สุดควรจะปลูกในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะพริกสดจะมีราคาสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม พบว่า พริกที่ปลูกในหน้าแล้ง คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน จะให้ผลเร็วกว่าพวกที่ปลูกในหน้าฝน คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพริกได้แก่ดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ดี การระบายน้ำดี พริกถ้าปลูกในฤดูฝนจะมีปัญหาว่าเป็นโรคเหี่ยว เนื่องจากเชื้อรา และบัคเตรีเข้าทำลาย ควรปลูกพริกหมุนเวียนสลับกับข้าว ถั่ว และพืชอื่น ๆ

การเตรียมดิน
 
การเตรียมดิน ทำการย้ายปลูก เมื่อกล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว เตรียมดินแปลงปลูก โดยไถดะตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ไถพรวน 1 ครั้ง หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลงในอัตรา 3-4 ตัน/ไร่ ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ หว่านให้ทั่วพื้นที่ปลูก แล้วพรวนกลบเข้ากับดินแล้วจึงเตรียมแปลงปลูก

การเตรียมแปลงปลูก สามารถทำได้หลายแบบ แล้วแต่สภาพของพื้นที่ปลูกดังนี้คือ

1. ปลูกแบบไม่ยกแปลง เหมาะสำหรับพื้นที่ ๆ มีการระบายน้ำดี ปรับระดับได้สม่ำเสมอ การปลูกแบบนี้อาจปลูกเป็นแถวเดียว ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 60-70 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม. หรือปลูกเป็นแถวคู่ ระยะระหว่างแถวคู่ 1 เมตร ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม.

2. ปลูกแบบยกแปลง เหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ระบายน้ำดอกได้ยาก ขนาดแปลงกว้าง 1.50 เมตร ร่องน้ำกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. ปลูก 2 แถว บนแปลง โดยมีระยะห่างแถว 0.75-1.00 เมตร ระหว่างต้น 50 ซม. หรือปลูกเป็นแถวคู่ 1 เมตร ระหว่างแถว 50 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม.
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:43:57 »

การปลูก
 
การปลูก การปลูกพริก อาจเลือกปฏิบัติได้ 3 วิธี ตามความเหมาะสม คือ

1. โดยวิธีการใช้เมล็ดพริกหยอดเมล็ดโดยตรงในหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด เมล็ดพริกหวานเปอร์เซ็นต์ความงอก 80% ใช้เมล็ด 60-90 กรัม/ไร่ นิยมปฎิบัติในแปลงปลูกขนาดใหญ่ และไม่มีแรงงานเพียงพอในการย้ายต้นกล้า จุดอ่อนของการปลูกโดยวิธีนี้คือ ต้นพริกอ่อนแอ อาจจะถูกมดและแมลงอื่น ๆ กัดกินใบ ทำให้สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์ และเสียเวลาในการปลูกซ่อม

2. เพาะเมล็ดพริกให้งอกแล้วนำไปปลูกในหลุม กลบด้วยดินบาง ๆ วิธีเพาะคือ นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำ แล้วเอาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ห่อ ทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เมล็ดจะงอกแล้วนำไปปลูก

3. เพาะเมล็ดในแปลงเพาะก่อน แปลงเพาะกล้าควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 ปริมาณ 100 กรัมต่อตารางเมตร คลุกดินลึกประมาณ 5-8 นิ้ว ควรใช้ฟูราดานในการเพาะด้วยเมื่อหว่านเมล็ดแล้วประมาณ 10 วัน เมล็ดเริ่มงอก ถ้ามีต้นหนาแน่น ให้ถอนแยกหลังจากที่ใบจริงคลี่เต็มที่แล้ว 2-3 วัน เมื่อกล้าอายุได้ 18 วัน รดด้วยปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตละลายน้ำ อัตราส่วน 1 กรัมต่อน้ำ 200 ซีซี. แล้วรดน้ำตามทันที

การเพาะโดยวิธีเพาะโดยเมล็ดธรรมดาที่ยังไม่งอกวิธีนี้ควรคลุกยาป้องกันกำจัดเชื้อราที่อาจติดมากับเมล็ดก่อนนำเมล็ดไปเพาะได้แก่ ออไธไซด์ และในแปลงเพาะควรจะรดด้วยไดโฟลาแทน 80 หรือไดเทน เอ็ม 45 เพื่อป้องกันโรคเน่า เมื่อกล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว จึงพร้อมจะย้ายปลูกได้ รวมอายุกล้าในแปลงเพาะสำหรับการเพาะโดยเมล็ดที่งอกแล้วประมาณ 30 วัน และเพาะโดยเมล็ดธรรมดาประมาณ 40 วัน ในบางแห่งปลูกโดยการย้ายกล้า 2 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง ทนทานและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น โดยทำการย้ายกล้าครั้งที่ 1 เมื่อกล้าโตมีใบจริง 2 ใบ ย้ายชำในถุงพลาสติกหรือในแปลงใหม่ให้มีระยะห่าง 10-15 ซม.

ในการย้ายกล้านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง พยายามให้รากติดต้นมากที่สุดก่อนย้ายปลูกในแปลงใหม่ ควรจะรดน้ำแปลงเพาะให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 1 ชม. แล้วใช้ไม้หรือปลายมีดพรวนดินให้ร่วน ค่อย ๆ ถอนต้นกล้า อายุในการชำในแปลงใหม่ 15-20 วัน หรือสูงประมาณ 6 นิ้ว จึงย้ายปลูกได้ เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ทำได้โดยการฉีดพ่นสารละลายของน้ำตาลเข้มขน 10% คือใช้น้ำตาลทราย 10 ส่วน เติมน้ำลงไปอีก 90 ส่วน ฉีดทุก ๆ 3 วัน เป็นเวลา 2 อาทิตย์ก่อนย้ายปลูก ก่อนทำการฉีดสารละลายน้ำตาลทรายนี้ต้องทำให้ใบพริกเปียกน้ำให้ทั่ว เพื่อให้ใบดูดซึมน้ำตาลได้เป็นปริมาณสูง

การบำรุงรักษา
 
การปฎิบัติบำรุงรักษา พริกเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ แต่ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ พบว่า การให้น้ำที่ไม่เพียงพอ และอากาศแห้งแล้งจะทำให้ดอกอ่อน ดอกบาน และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้ ในสภาพที่อากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 10-15 ซํ. จะทำให้พริกเจริญเติบโตไม่ค่อยดี มีการติดดอกต่ำ และดอกร่วงในที่สุด การให้น้ำควรจะลดลง หรืองดในช่วงที่เริ่มทำการเก็บผลพริก ทั้งนี้เพราะถ้าให้น้ำพริกมากไป จะทำให้ผลมีสีไม่สวย

การให้น้ำ
 
การให้น้ำ หลังจากปลูกสร้าง ควรให้น้ำดังนี้ - ช่วง 3 วันแรก ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า ? เย็น - ช่วง 4 วันต่อมา ให้น้ำวันละครั้ง - ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 4 ให้น้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง - ช่วงสัปดาห์ที่ 5 ถึงสัปดาห์ที่ 7 ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง - ช่วงสัปดาห์ที่ 7 ไปแล้วให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ การให้น้ำแก่พริกควรให้ตาม สภาพพื้นที่ และดูความชุ่มชื้นของดินประกอบด้วย
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:45:44 »

การให้ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ย การให้ปุ๋ยพริกขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของดินปลูกโดยทั่วไป ปุ๋ยคอก อัตรา 3-4 ตันต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 15-15-15 อัตรา 50 กก.ต่อไร่ รองพื้นก่อนย้ายปลูกและหลังย้ายปลูกแล้ว 1 เดือน จึงใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ อีกครั้งหนึ่ง วิธีใส่โดยโรยกึ่งกลางระหว่างแถวปลูกแล้วพรวนกลบ ในระยะนี้เป็นระยะที่พริกเริ่มจะมีตาดอก (แต่ยังไม่ออกดอก) มีความต้องการธาตุอาหารเสริมบ้าง ดังนั้นหลังจากใส่ปุ๋ยแล้ว 1-2 อาทิตย์ ควรฉีดปุ๋ยน้ำ เช่น ไบโฟลาน ให้ทางใบ ซึ่งพริกจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น ปุ๋ยน้ำที่ฉีดให้ทางใบนี้ควรให้ทุกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยว โดยฉีดผสมไปกับยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช

การการพรวนดิน

การพรวนดิน เนื่องจากพริกจะแพร่รากกระจายอยู่ใกล้ผิวดิน จึงต้องระวังอย่าให้รากกระทบกระเทือน เพราะจะชงักการเจริญเติบโต จะทำให้ต้นพริกโค่นล้มง่าย การให้ปุ๋ยควรขุดหลุมตามบริเวณกว้างของใบพริกที่แผ่ไปถึง อย่าใส่ชิดโคนต้น

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว พริกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากย้ายปลูกแล้ว 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน ในระยะแรกผลผลิตจะได้น้อยและจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เก็บเกี่ยวอาทิตย์ละ 1 ครั้งผลผลิตจะเริ่มลดลงเมื่อพริกเริ่มแก่ เมื่อพริกอายุได้ 6-7 เดือน หลังย้ายปลูกต้นจะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต แต่ถ้ามีการดูแลบำรุงรักษาดีพริกจะมีอายุถึง 1 ปี

การเก็บรักษา

การเก็บรักษา ผลพริกเมื่อแก่จัด จะยังคงทิ้งให้อยู่กับต้นได้อีกชั่วระยะหนึ่ง โดยไม่เสื่อมคุณภาพแต่ประการใด การเก็บรักษาพริกให้คงสภาพสดอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ พบว่าอุณหภูมิ 0 ซํ. ความขึ้น 95-89% จะเก็บพริกให้คงความสดอยู่ได้นานถึง 40 วัน โดยมีผลเหี่ยวย่นเพียง 4% ซึ่งนับว่า ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการเก็บพืชผักหลายชนิด และอุณหภูมิ 8-10 ซํ. ความชื้น 85-90% จะเก็บพริกสดไว้ได้นาน 8-10 วัน

การทำพริกแห้ง
 
การทำพริกตามแห้ง พริกที่จะนำมาตากแห้งต้องเก็บผลแก่จัด มีสีแดง ถ้าเก็บมาแล้วมีบางผลที่ยังไม่แก่ควรนำมาสุ่มไว้ในเข่งประมาณ 2 ค้น เพื่อบ่มให้ผลสุกแดง แล้วจึงนำออกตากแดดให้แห้งสนิท ควรเลือกผลที่เน่าออกทิ้งอยู่เสมอ ข้อควรระวังบอย่าให้พริกที่ต้องการทำพริกแห้งถูกฝน จะทำให้เกิดโรครา ราคาตกได้กสิกรบางแห่งนิยมย่างไฟ โดยการย่างพริกไว้บนแผงหรือตะแกรงแล้วสุมไฟข้างล่าง คอยหมานกลับพริกให้แห้งทั่วกัน จะทำให้พริกแห้งเร็วขึ้น เก็บไว้ได้นานไม่เสียง่าย
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:49:01 »

การเก็บพริกไว้ทำพันธุ์

การเก็บพริกไว้ทำพันธุ์ ควรเลือกผลจากต้นที่แข็งแรงและดก ลักษณะผลโตได้ขนาด รูปร่างดี ตรง ยาวไม่หงิกงอ ผิดรูปทรง มีลักษณะตรงตามพันธุ์ และไม่เป็นโรค ควรเลือกผลสำหรับเก็บไว้ทำพันธุ์ จากการเก็บรุ่นที่ 3 ทั้งนี้เพราะมีจำนวนเมล็ดมาก และขนาดของเมล็ดใหญ่สมบูรณ์ เก็บรักษาผลที่เหลือได้ไว้คาต้นจนสุกเต็มที่ จากนั้นนำมาเก็บบ่อไว้ในภาชนะ เช่น กระบุง ประมาณ 2 คืน จนเนื้อนุ่มแล้ว ใช้มีดกรีดให้ผลแตก เคาะเมล็ดออกล้างน้ำสะอาด แล้วนำไปเกลี่ยบนตะแกรงหรือกระด้ง ตากแดดให้แห้งสนิทใส่ถุงพลาสติกหรือขวดสะอาด ปิดผาให้แน่น เก็บไว้ในที่มีอากาศแห้ง และเย็นอย่าไว้ใกล้เตาไฟ หรืออยู่ในที่แดดส่องอยู่เสมอ

โรคพริก และการป้องกันกำจัด

โรคพริก และการป้องกันกำจัด ชื่อโรค โรคกล้าเน่าตาย อาการ อาการทั่วไปที่เห็นคือต้นกล้าเหี่ยวแห้งตาย

การป้องกัน

1. คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา หลังจากล้างเมล็ดพันธุ์แล้วควรจะคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดเทน เอ็ม 45 ชนิดสีแดง เพื่อป้องกันเชื้อราในดินเข้าทำอันตรายเมล็ดในขณะที่มีการงอก

2. เมื่อต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้ว ต้องรีบฉีดยาป้องกันทันทีและจะต้องฉีดพ่นยาทุก 5-7 วันต่อครั้ง ยาที่ใช้ฉีดพ่นก็เป็นจำพวกยาป้องกันกำจัดเชื้อราทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ฉีดพ่นบนใบ เช่น ชิงโคโฟล, ไดเทนเอ็ม 45 ฯลฯ นอกจากนี้ควรฉีดพ่นยาลงไปบนผิวดินด้วยยาที่ใช้ฉีดพ่นไม่ควรใช้ยาที่เป็นสารประกอบพวกทองแดง ชื่อโรค โรครากและโคนเน่า อาการ ต้นพริกที่เป็นโรคนี้เริ่มมีอาการใบเหลืองแล้วใบร่วงต้นพริกเหี่ยวยืนต้นตายได้ทุกระยะ กสิกรเรียกพริกที่มีอาการใบเหลืองแล้วร่วงจนต้นพริกมีพุ่มโปร่งตานี้ว่า พริกหัวโกร๋น โคนต้นและรากพริกเน่าเนื้อเยื่อเป็นสีน้ำตาล การป้องกันกำจัด ถ้าพบโรคนี้ระบาดควรจะทำการป้องกันกำจัดดังต่อไปนี้

1. ให้ถอนทำลายต้นที่เป็นโรคโดยการนำไปเผาไฟเสีย
2. โรคนี้ช่วยได้โดยการเพิ่มปูนขาวในดินประมาณ 100-200 กก./ไร่ และใช้เศษใบไม้ร่วมไปด้วย
3. การใช้ยาป้องกันกำจัดราทั่วทั้งไร่ย่อมไม่ได้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะทำในเนื้อที่แต่น้อย เช่น ทำต่อหลุมก็อาจจะใช้ยาเทอราคลอหรือเทอราโซลผสมน้ำรดดินในหลุม หรือใช้หว่านเม็ดยาลงไปในดินแล้วรดน้ำตาม ชื่อโรค โรคกุ้งแห้ง อาการ อาการของโรคเห็นได้ชัดเจนบนผลพริกที่แก่จัด หรือผลพริกสุก ผลพริกอ่อนไม่ใคร่เกิดโรคนี้

ระยะที่ผลพริกติดโรคได้ง่าย คือ ระยะที่ผลพริกจวนเติบโตเต็มที่หรือระยะก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี อาการเริ่มแรกจะปรากฏเป็นจุดวงกลมช้ำสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบุ๋มลึกลงไปจากระดับเดิมเล็กน้อย จุดช้ำสีน้ำตาลจะค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกไปเป็นแผลวงกลม หรือวงรีรูปไข่ ซึ่งมองเห็นลักษณะของเชื้อราที่เจริญภายใต้เนื้อเยื่อของพืชขยายออกไปในลักษณะที่เป็นวงกลมสีดำซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งภายในบรรจุสปอร์ของเชื้อราอยู่ ขนาดของแผลแตกต่างกัน บางผลอาจมีแผลใหญ่ยาวถึงเศษสองส่วนสามของผลพริก ซึ่งทำให้ผลพริกเน่าทั้งผล ผลพริกที่มีแผลดังกล่าวนี้จะร่วงเสียก่อนที่ผลจะสุก หรือแก่เต็มที่ และเมื่อนำไปตากแดดก็มักจะเกิดการเน่ามากขึ้นอีกในระหว่างการเก็บรักษาอาจจะทำให้พริกที่เก็บไว้ทั้งหมดเน่าติดต่อกันไปเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้ เป็นเพราะเชื้อรายังมีชีวิตอยู่ในแผลเหล่านั้น เมล็ดพริกจากผลที่เป็นโรคนี้เชื้อโรคติดไปด้วยจึงไม่ควรนำไปเก็บไว้ทำพันธุ์ นอกจากนี้เชื้อรานี้ทำให้ใบเป็นจุดสีน้ำตาล ขอบเหลืองแต่ไม่เสียหายและเป็นปัญหามากเช่น ระยะที่เกิดบนผลพริก

การป้องกันกำจัด
1. คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีปลูก คือเลือกจากผลพริกที่ไม่ได้เป็นโรคนี้
2. ควรใช้ยาคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วย ยาฆ่าเชื้อราแคปแทนเพื่อทำลายเชื้อโรค ซึ่งอาจติดมากับเมล็ดพันธุ์
3. ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดโฟลาแทน, ไดเทน เอ็ม 45 ฉีดพ่นทุก ๆ 3-15 วันต่อครั้ง ยาทุกชนิด ยกเว้นพวกกำมะถันให้ผลเหมือนกันในการป้องกันโรคนี้
4. พริกบางพันธุ์มีความต้านทานสูง เช่น พริกเหลืองและพริกหยวก เป็นต้น
5. อย่าใช้เมล็ดจากผลที่เป็นโรคนี้ทำเมล็ดพันธุ์

แมลง ? ศัตรูพริกและการป้องกันกำจัด

แมลง ? ศัตรูพริกและการป้องกันกำจัด เพลี้ยไฟ การทำลายและความเสียหาย เพลี้ยไฟมีปากที่ใช้ดูดน้ำเลี้ยงใบพืชได้ เพลี้ยไฟชอบทำลาย ยอด ? ใบอ่อน ตาดอก เมื่อพืชถูกทำลายจะเป็นรอยด้านสีน้ำตาล ชงักการเจริญเติบโตหรือแห้งตายในที่สุด ถ้าเป็นใบอ่อนจะทำให้ใบหงิก บิด ขอบใบอาจห่อขึ้นด้านบน ถ้าดูด้านล่างใบให้ดีจะพบตัวเพลี้ย เมื่อใบแก่ขึ้นจะเป็นรอยด้านสีน้ำตาลหากเป็นช่วงอากาศแห้งแล้งฝนมีตก พืชขาดน้ำ จะทำความเสียหายให้ถึง 50% การป้องกันกำจัด เมื่อเริ่มพบเพลี้ยไฟ ก็ให้หาทางกำจัดตั้งแต่ในระยะแรก ขั้นต้นอย่าปล่อยให้พืชขาดน้ำต่อไป การพิจารณาใช้ยาฆ่าแมลงควรเลือกใช้ยาด้วยความรอบคอบในแหล่งปลูกใหม่ ๆ ยาเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งควรใช้ได้ผล เช่น เซฟวิน 85, บาซูดิน

หากเป็นแหล่งปลูกพริกเก่าซึ่งเคยใช้ยาที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ผลให้เลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะหรือฤทธิ์แรงต่อเพลี้ยไฟ เช่น โตกุไธออน, แลนเนท อย่างใดอย่างหนึ่งพ่นทุก 5 วัน สักสองครั้งติดต่อกัน เมื่อหายแล้วก็หยุด หรือจะพ่นป้องกันทุก ๆ 7-10 วัน หากอยู่ในช่วงระบาด เวลาพ่นยาควรพิถีพิถันพ่นให้ทั่วถึงโดยเฉพาะตามยอดและใต้ใบ เพลี้ยอ่อน การทำลายและความเสียหาย เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงดูดน้ำเลี้ยงความเสียหายที่เห็นได้ชัดหากเกิดมาก ใบจะเป็นคลื่นใหญ่ บิด แตกต่างจากเพลี้ยไฟและไรขาว เมื่อพลิกดูจะเห็นตัวได้ง่าย การระบาดมักเกิดเป็นหย่อม ๆ ถ้ามีปริมาณเพลี้ยอ่อนมาก จะสังเกตว่ามีน้ำเหนียว ๆ ตามใบพริก บางครั้งก็มีราดำขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากน้ำหวานที่เพลี้ยถ่ายออกมา เพลี้ยอ่อนยังสามารถแพร่เชื้อโรคไวรัสหรือวิสาของพริกทำให้เป็นโรคใบด่าง ใบลาย ต่าง ๆ อันเป็นโรคสำคัญประเภทหนึ่งของพริกอันเป็นผลจากการที่เพลี้ยอ่อนถ่ายเชื้อ ใช้เวลาดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรคมาก่อน

การป้องกันกำจัด

เพลี้ยอ่อนอาจแพร่ระบาดมาจากพืชอื่น ที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียง เช่น ฝ้าย, มะเขือ และผัก การปล่อยให้แปลงมีหญ้าและวัชพืชรกมักจะพบเพลี้ยอ่อนระบาดเสมอ ๆ หมั่นตรวจดูตามใต้ใบ ยอดพริก ตั้งแต่พริกเริ่มตั้งตัว ถ้าพบตัวอ่อนหรือตัวแก่ควรพ่นยากำจัด หรือพ่นยาป้องกันทุก 10 วัน จนกว่าพริกจะโตเต็มที่ ทั้งนี้จะช่วยทำให้พริกทนต่อโรคได้ดีกว่าในภายหลัง ยาจำพวก ไดเมทโธเอท, บาซูดิน หรือไดอาซีโนน, เมทาซิสท๊อก หรือยาดูดซึมอื่น ๆ ใช้ได้ดีกับเพลี้ยอ่อน.
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:54:11 »

... พริกขี้หนู

..... ในการปรุงอาหารประจำวันของคนไทย พริก เป็นเครื่องปรุงรสที่นิยมมากประเภทหนึ่ง เพราะช่วยชูรสอาหารให้มีความอร่อยมีสีสันสวยงาม และรสชาติถูกปากของคนไทยมาช้านาน  นอกจากนี้รสที่เผ็ดร้อนของพริกขี้หนูนั้นยังมีประโยชน์อย่างอื่นๆ ที่นึกไม่ถึงอีกคือ  มีสารประเภท แคปไซวิน ซึ่งเป็นสารตัวหนึ่งที่มีหน้าที่จับสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และยังช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากช่วยไม่ให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มขวางทางเดินเลือด

..... พริกขี้หนูในบ้านเราแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ ขนาดของผลยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีอยู่หลายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมปลูกได้แก่ ห้วยสีทน หัวเรือ จินดา ยอดสน บ้านใน ไส้ปลาไหล สร้อย นิ้วมือนาง น้อยผลยาว ช่อม ข. เดือยไก่ และ พริกขี้หนูเม็ดเล็ก ขนาดของผลยาวต่ำกว่า 2 เซนติเมตร พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ ขี้หนูสวน ขี้หนูหอม กะเหรี่ยง และขี้นก ..... การปลูกพริกขี้หนูในลักษณะผักสวนครัวนั้นนิยมการหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูก ไม่เหมือนกับการปลูกในลักษณะเป็นการค้าที่ต้องมีการเพาะกล้าก่อนแล้วจึงย้ายลงในแปลงปลูก การดูแลรักษาพริกนั้นมีเทคนิคที่ควรจำเล็กน้อย คือ พริกเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมากถ้ามีความชื้นสูงไปควรพรวนดินเพื่อให้น้ำระเหยออกจากดิน  ส่วนในกรณีที่ดินแห้งไป และไม่อาจให้น้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ควรใช้วัสดุคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันวัชพืชด้วย สำหรับการกำจัดวัชพืชนั้น  ต้องทำอย่างระมัดระวังเนื่องจากพริกมีระบบรากที่แผ่กว้างอยู่ในระดับผิวดิน  การกำจัดวัชพื้ชอาจจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นควรกำจัดวัชพืชตั้งแต่ยังเป็นต้นอ่อน ..... การใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยคอกในระยะเตรียมดิน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังการปลูกแล้ว 10-15 วัน โดยใส่ครั้งละ 1 ช้อนแกง โรยห่างจากโคนต้นประมาณ 1 ฟุต แล้วใช้ดินกลบเพื่อป้องกันการสูญเสียของปุ๋ย สำหรับระยะการใส่ไม่มีข้อกำหนดตายตัว แต่เพื่อให้การใส่ปุ๋ยที่มีประโยชน์ที่สุดควรแบ่งใส่หลาย ๆ ครั้ง

..... พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากขึ้นเป็นกล้าอ่อนประมาณ 60-70 วัน และเริ่มเก็บผลสุกได้เมื่ออายุ 90-100 วัน การเก็บเกี่ยวจะทำได้ทุก 5-7 วัน ถ้ามีการบำรุงรักษาดี และให้น้ำอย่างเพียงพอ พริกก็จะมีอายุให้เก็บกินได้ถึง 1 ปีทีเดียว

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:54:37 »

.... พริกชี้ฟ้า

..... พริกชี้ฟ้าจัดเป็นพริกใหญ่ที่มีรสเผ็ด  เมื่ออ่อนเป็นสีเขียวเข้มแต่พอแก่แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีแดง ขนาดผลยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ... พันธุที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะเนื้อหนา สีแดงเข้ม หรือเขียวเข้ม

..... การเตรียมดินสำหรับการปลูกพริกชี้ฟ้า ในกรณีเป็นพืชผักสวนครัวใช้วิธีการขุดหลุมแล้วเอาปุ๋ยคอกใส่หลุมประมาณ 2 กำมือ เอาดินคลุกเคล้าให้เข้ากันให้เต็มหลุมก็ลงมือปลูกได้  หลุมปลูกโดยทั่วไปควรมีขนาดกว้าง 1 คือ ยาว 1 คืบ  แต่ก่อนเอาลงปลูกควรเพาะเมล็ดในกะบะเพาะเมล็ดเสียก่อน เมื่อต้นพริกสูกประมาณ 5-10 เซนติเมตร จึงค่อยย้ายลงในหลุมปลูกใหม่ ไม่ควรย้ายกล้าพริกลงปลูกในตอนเช้า หรือ ตอนสาย เพราะต้นพริกจะถูกแดดเผาตายได้ง่าย  การย้ายกล้าพริกลงปลูกให้ได้ผลดีควรทำในตอนเย็น เนื่องจากต้นกล้าจะได้มีเวลาพักตัวในตอนกลางคืน ฤดูที่ควรปลูกควรเป็นฤดูฝนเนื่องจากมีความชื้นในดินสูง  ต้นพริกตั้งตัวได้ง่าย ควรรอให้ฝนตกเสียก่อนจึงเริ่มปลูก ... ถ้าภายหลังจากการปลูกใหม่ ๆ แล้วยังไม่มีฝนตกต้องลดน้ำทั้งเช้า และเย็นจนกระทั่งต้นพริกตั้งตัวได้แล้ว จึงค่อยพรวนดินรอบๆ หลุมให้กว้างออกไปอีก เพื่อให้รากพริกชอนไชได้สะดวก

..... พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากลงกล้าได้ประมาณ 60-70 วัน หลังย้ายปลูกและเริ่มเก็บรับประทานได้เมื่ออายุ 90-100 วัน เช่นเดียวกับพริกขี้หนู  ระยะแรกผลผลิตจะน้อย และจะเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นและผลผลิตลดลงอีกครั้งเมื่อต้นเริ่มแก่การเก็บมารับประทานทำได้ทุกๆ 5-7 วัน โดยการเด็ดทีละผล ใช้เล็บจิกตรงรอยก้านผลต่อกับกิ่ง ถ้ามีการบำรุงรักษาดีและมีน้ำเพียงพอ ต้นพริกก็จะมีอายุให้เก็บผลผลิตได้นานถึง 6-7 เดือน หรืออาจนานถึง 1 ปี จนกระทั่งเมื่อต้นเหี่ยวไปในที่สุด

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 20:57:03 »

พริก ชื่อสามัญ Chilly วงศ์ Solanaceae

ในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกพริกมากที่สุด คือ 31 สายพันธุ์ เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก พริกยักษ์ เป็นต้น โดยทั่วไปพริกสายพันธ์นี้นิยมปลูกกันมากทั่วโลกและถือเป็นสายพันธุ์ที่สำคัญที่สุดพริกที่นิยมปลูกในประเทศไทย มีดังนี้พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกยักษ์ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูไร่ พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับมะเขือ มันฝรั่งและยาสูบเป็นไม้พุ่มล้มลุกเนื้ออ่อน บางชนิดอยู่ได้หลายฤดู บางชนิดอยู่ได้ฤดูเดียว มีความผันแปรค่อนข้างมาก ทั้งลักษณะสี กลีบดอก ลำต้น ใบ ผล เป็นพืชที่มีดอกสมบูรณ์เพศและสามารถผสมตัวเองได้ แต่ก็มีโอกาสผสมข้ามดอกและก่อให้เกิดการกลายพันธ์ได้ 9-36 %องค์การนานาชาติว่าด้วยแหล่งพันธุกรรมทางพืชแบ่งพันธ์พริกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ได้ 5กลุ่ม พริก มาจาก ภาษา กรีก เรียกว่า Kaptein แปลว่า มีรสเผ็ดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาไต้สันนิษฐานว่ามนุษย์เริ่มเพาะปลูกพริกเป็นครั้งแรกในระหว่าง 5,000-3,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่ามายาเป็นชนเผ่าแรกที่นำพริกมาปรุงเป็นเครื่องปรุงอาหารโดยการนำพริกป่นมาผสมน้ำสำหรับเป็นเครื่องจิ้มอาหาร

ระบบราก ระบบรากของพริกมีรากแก้ว รากหากินลึกมาก พริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกิน1.20 เมตร รากฝอยจะหากินในความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร

ลำต้นและกิ่ง ลำต้นของพริกสูงประมาณ 1-2 ฟุต พริกมีการเจริญเติบโตจากลำต้นเพียง 1 กิ่ง แล้วแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่ง ไปเรื่อยๆและมักพบว่าพริกที่สมบูรณ์จะมีกิ่งแตกขึ้นมาจากต้นที่ระดับดินหลายกิ่งจนคล้ายกับว่ามีหลายต้นรวมอยู่ที่เดียวกัน ดังนั้นจึงมักไม่พบต้นหลัก แต่จะพบเพียงกิ่งหลักๆเท่านั้นทั้งลำต้นและกิ่งนั้นในระยะแรกจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่กิ่งและต้นก็ยังคงเปราะและหักง่าย

ใบพริก เป็นพืชแบบใบเลี้ยงคู่ ใบเป็นแบบใบเดียว มีลักษณะแบนเรียบเป็นมัน มีขนบ้างเล็กน้อย ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่จนถึงใบเรียวยาว ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็ก แต่ในระยะเป็นต้นกล้าและใบล่างๆของต้นโตเต็มที่จะมีขนาดค่อนข้างใบใหญ่

ดอก ลักษณะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดียว แต่อาจพบมีหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ดอกเกิดที่ข้อตรงมุมที่เกิดใบหรือกิ่งก้านดอกอาจตรงหรือโค้งส่วนประกอบของดอกประกอบด้วย กลีบรองดอก 5 พูกลีบดอกสีขาว 5 กลีบแต่บางพันธ์อาจมีสีม่วงและอาจมีกลีบดอกตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก อับเกสรตัวผู้มีสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็กๆ ยาวๆ เกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไปเหนือเกสรตัวผู้ ปลายเกสรตัวเมียมีรูปร่างเหมือนกระบองหัวมน รังไข่มี 3 พู แต่อาจพบได้มีตั้งแต่ 2-4 พูและจากการศึกษาพบว่าพริกมีวันที่ตอบสนองต่อช่วงวันโดยมักจะออกดอกและติดผลในสภาพวันสั้นในระหว่างการเจริญเติบโตหากได้รับสภาพวันยาวหรือมีการใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความยาวของช่องแสง พริกก็จะออกดอกช้าออกไป

ผล มีทั้งผลเดี่ยวและผลกลุ่ม มีลักษณะเป็นกระเปาะ มีฐานขั้วผลสั้นและหนา โดยปกติผลอ่อนมักชี้ขึ้น เมื่อเป็นผลแก่พันธ์ที่มีลักษณะขั้วผลอ่อนก็จะให้ผลที่ห้อยลง บางพันธ์ทั้งผลอ่อนและผลแก่จะชี้ขึ้น ผลมีทั้งลักษณะแบนๆกลม ยาว จนถึงพองอ้วนสั้น ฐานของผลอาจแบ่งออกเป็น 2-4 ห้อง จะสังเกตได้ชัดเจนในพริกหวาน ในระหว่างการเจริญเติบโตของผลหากอุณหภูมิในเวลากลางวันสูงและความชื้นในบรรยากาศต่ำจะทำให้ผลพริกมีการเจริญผิดปกติ บิดเบี้ยว มีขนาดเล็ก ทำให้การติดเมล็ดต่ำกว่าปกติ

เมล็ด เมล็ดพริกค่อนข้างใหญ่กว่าเมล็ดมะเขือเทศแต่มีรูปร่างคลายกัน คือกลมแบน ไม่ค่อยมีขนเหมือนเมล็ดมะเขือเทศ ส่วนมากที่เปลือกของผลและเปลือกของเมล็ดมักจะมีเชื้อโรคพวก โรคใบจุดและโรคใบเหี่ยวติดมา สำหรับจำนวนเมล็ดของพริก 1 ผลจะไม่แน่นอนแต่ตามมาตรฐานของขนาดเมล็ดพริกแล้ว เมล็ดพริกหวาน 1 กรัม ควรที่จะมีเมล็ด 166 เมล็ดขึ้นไป ส่วนพริกที่มีรสเผ็ดควรมีขนาดเมล็ดเล็กลงเช่น พันธ์ห้วยสีทน 1 น้ำหนัก 1 กรัม มีจำนวนเมล็ดถึง 256 เมล็ด เมล็ดพริก มีอายุอยู่ได้ประมาณ 2-4 ปี


                                                               
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: