มัลลิกา บุญมีตระกูล

(1/2) > >>

ณัฐ:




มัลลิกา บุญมีตระกูล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม





ประวัติการศึกษา

- ปริญญาตรีสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ปริญญาโท M.A.Leaderships วิทยาลัยวัตกรรม สังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
- หลักสูตรการรายงานข่าวโทรทัศน์ CNN


ประวัติการทำงาน

- เลขานุการรัฐมนตรีว่าการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (ปัจจุบัน)
- ผู้ช่วยส.ส.หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร
- ที่ปรึกษากรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนฯปี 2550-51
- ที่ปรึกษากรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร สภาผู้แทนฯปี 2549
- ผู้ดำเนินรายการวิทยุ เอฟเอ็ม105 วิสดอม เรดิโอ รายการคุยข่าวเล่าความ และวันชัย - มัลลิกาวาไรตี้ทอล์คโชว์ (พ.ศ. 2549-2552)
- ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวรายการสน.ไอทีวี,รายการร่วมมือร่วมใจ ทาง ไอทีวี (พ.ศ. 2543- 7 มีนาคม พ.ศ. 2550)
- ผู้รับผิดชอบโครงการไอทีวีรวมใจต้านภัยหนาว (2544-2547)
- พิธีกรรายการร่วมมือร่วมใจ (1 เมษายน พ.ศ. 2547- 9 มีนาคม พ.ศ. 2550)
- พิธีกรรายการสน.ไอทีวี (ปีพ.ศ. 2543-2547)
- พิธีกรรายการไอทีวีทอล์ควาไรตี้ (ปีพ.ศ. 2545-2546)
- ผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวการเมืองไอทีวี (ปี 2540-2546)
- ผู้ดำเนินรายการวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน / วิทยุพิทักษ์เมืองปราบยาเสพติด (ปีพ.ศ. 2545-2546)
- ผู้ดำเนินรายการวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม (ทีมวิทยา ศุภพรโอภาส) (ปีพ.ศ. 2546-2549)
- ผู้ดำเนินรายการวิทยุคนทันข่าว เอฟเอ็ม 98 (ปี 2548)
- คอลัมน์นิสน์ ? สารวัตรใหญ่? สยามรัฐรายสัปดาห์ (ปีพ.ศ. 2547)
- ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยไฟแนนเชียล (ปีพ.ศ. 2539)
- ผู้สื่อข่าววรรณกรรมและบันเทิง สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม (ปีพ.ศ. 2538)
- ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อม สำนักพิมพ์ธรรมชาติและสัตว์เลี้ยง (ปีพ.ศ. 2535)
- นักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย ทีมเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่13,เอเชียแชมเปี้ยนชิพ (ปีพ.ศ. 2536-2538)
- อาจารย์ประจำสถาบัน Gen-x Academy
- วิทยากรด้านการตรวจสอบทุจริต คอรัปชั่น
- นักเขียนสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เจ้าของหนังสือบัน (ระ)ทึกนักข่าวสาวเหล็ก,คนดังชอบหาเรื่อง(ทำ)
- ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยาปีพ.ศ. 2548
- สมัชชาแห่งชาติปีพ.ศ. 2549
- อดีตผู้สมัตร ส.ส.จ.พะเยา พรรคมหาชน



รางวัลเกียรติยศ


- รับรางวัลต่อต้านยาเสพติดดีเด่น ประทานโดย พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
- รับรางวัลยอดกุลสตรีปี 2546 นิตยสารกุลสตรี
- รับรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ จากสกู๊ปข่าวบ่อขยะ สารพิษ สู้อิทธิพลปกป้องชุมชน



ขอบคุณข้อมูลจาก   http://th.wikipedia.org











กระต่าย:
ทั้งสวย ทั้งเก่ง   @4 @11 @4 @11 @4

ณัฐ:


* หญิงอึดประจำ "พะเยา"              

มัลลิกา บุญมีตระกูล หรือ "ติ่ง"

เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 ปัจจุบันอายุ 34 ปี

ภูมิลำเนาถิ่นเกิดอยู่ที่อำเภอเชียงม่วง จังหวัดพะเยา

เธอบอกว่าฐานะทางบ้านอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เกิดมาก็เป็นลูกชาวบ้านทั่วไป แต่ที่เหนือกว่าคนอื่นๆ หน่อยก็อยู่ตรงที่มีคุณตาเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านเก่าแก่ คล้ายๆ กับเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ก็เลยทำให้ที่บ้านค่อนข้างจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจำได้ว่าที่บ้านไม่ชอบดูละครแต่จะชอบพวกข่าว สาระ กีฬาต่างๆ โดยเฉพาะคุณพ่อจะสนใจเรื่องการบ้านการเมืองมาก 

จากการที่ครอบครัวสนใจเรื่องการเมืองจึงทำให้มัลลิกาสนใจตามไปด้วยเรียกได้ว่าซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ในช่วงที่มัลลิกาเรียนหนังสืออยู่ในชั้นประถมและมัธยมศึกษาเธอจะมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาโดยตลอดเนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ของเธอจะติดตามสอบถามการเรียนอย่างสม่ำเสมอถ้าผลการเรียนตกต่ำก็เรียกมาคุย

"คือคุณพ่อคุณแม่ท่านจะกระตือรือร้นสอบถามถึงผลการเรียนตลอดและช่วงเรียนเราจะเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรม ช่วงประถมและมัธยมต้น เรียกได้ว่าจะเรียนอยู่ในแถวหน้าของห้องแต่พออยู่มัธยมปลายเราจะเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียนเป็นตัวแทนไปแข่งขันตามต่างจังหวัดบ่อยจึงทำให้ผลการเรียนตกต่ำลงอย่างมาก"   

มัลลิกา บอกว่า ตอนเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ทำกิจกรรมเยอะมากและได้ออกจากบ้านมาอยู่หอพักด้วย จากนั้นประมาณ ม.6 ก็เปลี่ยนมาเล่นกีฬาปั่นจักรยานรวมทั้งเคยลงเลือกตั้งประธานนักเรียนด้วย

"ช่วงนั้นเราไม่ได้เที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่นเลย เพราะตั้งแต่ตื่นเช้ามาก็ต้องไปวิ่งรอบกว้านพะเยา ฝึกพละกำลัง สติปัญญาเพื่อที่จะเตรียมตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติ มุ่งมั่นในเรื่องนี้อย่างเต็มที่จนได้เป็นนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติซึ่งในตัวอำเภอจะรู้จักชื่อของมัลลิกาเป็นอย่างดี พูดง่ายๆ คือเหมือนเป็นสินค้าโอท็อบประจำอำเภอต่อมาก็กลายเป็นสินค้าโอท็อปประจำจังหวัด" ( หัวเราะ) 





    * มุ่งหน้าสู่รั้วพ่อขุนรามฯ      
           

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนพะเยาพิทยาคมแล้ว มัลลิกาไม่มีความคิดจะสอบเอ็นทรานต์เข้ามหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่มุ่งมั่นสอบเข้าจุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์ แต่เธอกลับนั่งรถ บขส.มุ่งหน้าสู่รั้วพ่อขุนรามคำแหง เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงติดกับสนามกีฬาหัวหมากเพราะเธอจะได้ซ้อมกีฬาได้สะดวกนั่นเอง

เธอบอกว่าเข้าเรียนในคณะสื่อสารมวลชน วิชาโทโสตทัศนศึกษาคือมีการตั้งเป้าหมายไว้ก่อนเลยว่าจะต้องเป็นนักข่าวให้ได้เพราะว่าอยากเป็นนักข่าวตั้งแต่เรียนอยู่ ม.5 แล้ว เป็นคนชอบอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาก ตอนนั้นไม่ได้มีความคิดจะเป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกร เพราะคิดว่าไม่น่ามีโอกาสจะได้เป็นถึงขั้นนั้นเนื่องจากเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่มีความคิดเพียงอยากเป็นนักข่าวสะพายกล้อง

ชีวิตในรั้วพ่อขุนรามคำแหงของ มัลลิกา ก็ต้องเรียนไปด้วยซ้อมกีฬาไปด้วยและได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันกีฬาระดับชาติอยู่หลายครั้งด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นได้เงินเบี้ยเลี้ยงจากสมาคมกีฬามาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและได้กินอยู่กับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติด้วย  นอกจากนี้ มัลลิกา ยังหารายได้พิเศษจากการออกไปรับจ็อบเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ให้กับนิตยสารกุลสตรีเคยสัมภาษณ์คุณอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ตอนพ.ศ.2535 ซึ่งตอนนั้นคุณอภิสิทธ์หล่อมากและยังไม่มีภรรยา จำได้ว่าทุกคนฮือฮาคุณอภิสิทธิ์มากถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเช่นกัน

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว มัลลิกา ก็ไปสมัครเป็นผู้สื่อข่าวของนิตยสารวรรณกรรมประมาณ 4-5 เดือนจากนั้นจึงลาออกเพราะได้งานใหม่ที่หนังสือพิมพ์ไทยไฟแนนเชียล ซึ่งถือเป็นการสานฝันตัวเองได้สำเร็จเพราะอยากเป็นนักข่าวการเมือง           

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตของมัลลิกาก็วนเวียนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย รัฐสภา จะรู้จักคนโน่น คนนี้ เป็นนักข่าวการเมืองตั้งแต่นายกฯ ชวน หลีกภัย บรรหาร ศิลปะอาชา ชวลิต ยงใจยุทธ กระทั่งพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรถือว่าได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย




      * สมัครเป็นนักข่าว ?ไอทีวี?    


จนกระทั่งวันหนึ่ง มัลลิกา ตัดสินใจไปสมัครงานในสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและได้ทำงานในตำแหน่งผู้สื่อข่าวการเมืองรับผิดชอบตรวจสอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามภารกิจนายกรัฐมนตรี ช่วงนั้นได้ทำสกู๊ปข่าวการเมืองซึ่งคนที่ชอบข่าวการเมืองก็จะรู้จักชื่อของ ?มัลลิกา บุญมีตระกูล? พอสมควร

มัลลิกา บอกว่า แต่ที่ฮือฮามากที่สุดถือเป็นการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือคือปี 2544 ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจากนายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดความวุ่นวายในระหว่างไปรายงานข่าวการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีคนรู้จักมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นมีรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว มัลลิกา ก็ยังทำงานเหมือนเดิมซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคือ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ซึ่งในระหว่างที่เป็นนักข่าวมัลลิกาก็ได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรรายการ ส.น.ไอทีวีด้วย เพราะเธอเริ่มเป็นที่รู้จักของสังคมมากยิ่งขึ้นแล้ว


"ด้วยนิสัยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่คิดนอกกรอบและไม่กลัวการตรวจสอบ ไม่กลัวการถกกับผู้ใหญ่ เราจะไม่ชอบนั่งเงียบแล้วทำตามนโยบายของผู้บริหารคือจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำแล้วก็ต่อยอดตลอด และในเมื่ออยู่ในจุดที่คิดว่าถึงเวลาที่จะสร้างสรรค์อะไรให้มากขึ้น เราก็ผลิตรายการไอทีวีทอล์ควาไรตี้ขึ้นมา ต่อมาก็ทำรายการร่วมมือร่วมใจ ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้ช่วยบรรรณธิการข่าวรายการร่วมมือร่วมใจ"

มัลลิกา เล่าต่อว่า จนมาถึงจุดๆ หนึ่งซึ่งเป็นวิกฤติการเมืองในช่วงเริ่มต้นเพราะระยะเวลา 4 -5 ปีของรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร ถูกตรวจสอบทะลุปุโปร่งมากยิ่งขึ้นทำให้หลายคนเริ่มรับรู้พฤติกรรมบางอย่าง ซึ่งช่วงแรกๆ มัลลิกายอมรับว่าเป็นคนๆ หนึ่งที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนกับคนอื่นๆ ไม่คิดว่าเขาจะมีอะไรที่ไม่ดี จนกระทั่งมาถึงช่วงของการตกผลึกรู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการบริหารประเทศของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร





      * ลาออกจากไอทีวีเล่นการเมือง    


ปลายปี 2547 มัลลิกา ตัดสินใจลาออกจากไอทีวีเพราอยากจะทำอะไรให้สังคมบ้าง ซึ่งช่วงนั้นมีหลายพรรคติดต่อมาให้ไปลงเลือกตั้ง เช่น พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งบุคคลที่เราให้ความเกรงใจมากที่สุดคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ และ อ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ จึงตัดสินใจมาอยู่พรรคมหาชน ช่วงนั้นเรามีความรู้เรื่องการบริหารงานบ้านเมืองอยู่พอสมควรเนื่องจากทำงานเป็นนักข่าวสายการเมือง เอกสารต่างๆ ก็ผ่านหูผ่านตามาแล้วมากมาย

" จริงๆ แล้วช่วงก่อนลงเลือกตั้งมีคนมาชวนไปลง ส.ส.ในกรุงเทพ แต่เราก็มาชั่งใจดูว่าเราอุตสาห์สละอาชีพนักข่าวที่เรารักแล้วคิดว่าเราจะต้องทำอะไรให้บ้านเกิด จึงไปลงที่จังหวัดพะเยาใช้เวลา 4 เดือนในการหาเสียงตอนนั้นเราแข่งกับไทยรักไทยซึ่งผู้สมัครในเขตนั้นเป็นตระกูลของนักการเมืองท้องถิ่นและเป็นการเมืองผูกขาดมาตลอดดังนั้นค่อนข้างอันตราย "       

มัลลิกา เล่าต่อว่า ด้วยความที่เป็นคนใหม่ทางการเมืองแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงมาก่อนแล้วจึงต้องต่อสู้ทางการเมืองชนิดเลือดตาแทบกระเด็นซึ่งตอนแรกๆ มีการสำรวจคะแนนของมัลลิกานำโด่งคู่แข่งตลอด แต่มาพ่ายแพ้ในช่วง 5 วันสุดท้ายที่มีการโจมตีกันอย่างรุนแรงตอนนั้นได้เดินทางไปร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าไม่โปร่งใสด้วย 





* พ่ายเลือกตั้งกลับสู่ไอทีวีรอบ 2


หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2548 แล้ว  มัลลิกา บอกว่าสถานการณ์ตอนนั้นเรียกได้ว่า "ไม่ปกติ"   จนกระทั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยลุกขึ้นมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เต็มรูปแบบ รวมทั้งไม่มีใครไว้ใจนายกรัฐมนตรีคนนี้แล้ว ตอนนั้นมัลลิกามีอาชีพเพียงแค่เป็น "นักข่าว" และ "นักกีฬา" นอกนั้นทำอย่างอื่นไม่เป็น ไม่มีอาชีพอื่นๆ อีกเลยและจะไปทำงานอย่างอื่นก็ลำบากเพราะอย่าลืมว่า ในปี 2548 คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นช่วงต้องตันสินใจว่าจะทำอะไรดี บังเอิญเจ้านายเก่าที่ไอทีวี เขาไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและไม่รู้เรื่องการเมืองก็อยากได้เราให้เข้าไปช่วยงานในรายการร่วมมือร่วมใจเหมือนเดิม

จากนั้นก็ลาออกจากพรรคมหาชนเข้าไปทำหน้าที่ดำเนินรายการร่วมมือร่วมใจ เพราะเรามีประสบการณ์ในการช่วยเหลือชาวบ้านมากขึ้นกว่าเดิมจึงคิดว่าสามารถนำมาปรับใช้ในรายการได้




   * วิกฤติไอทีวีระยะสุดท้าย

ช่วงที่มัลลิกากลับเข้าไปทำงานในไอทีวีรอบ 2 นั้นถือเป็นช่วงที่สถานีกำลังมีปัญหาเรื่องผิดสัญญาสัมปทานรัฐมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง 10 มีนาคม 2550 เป็นวิกฤติไอทีวีระยะสุดท้าย เธอประกาศลาออกกลางรายการร่วมมือร่วมใจจนได้รับการต่อต้านจากเพื่อนร่วมงานในไอทีวีว่าเป็นกบฏไอทีวีคนที่ 24 

" เราเป็นคนที่ทุกคนรู้จักดังนั้นจะต้องแสดงจุดยืนว่าจะต้องทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองทำถูกต้องไม่ใช่ทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะรอด แต่คนที่ไอทีวีโดยเฉพาะผู้บริหารคิดเพียงว่าเราจะรอดได้อย่างไรและไม่คิดด้วยว่าจะรอดอย่างถูกต้องหรือไม่ ตอนนั้นในหัวคิดเพียงว่าถ้าเขาไม่เอาด้วยกับเรา แต่ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าไอทีวีได้ทำผิดสัญญาสัมปทานรัฐซึ่งถือเป็นการทำการทุจริตคอรั่ปชั่น เราต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม"    

มัลลิกา บอกว่าช่วงนั้นทำงานวิจัยการบริหารจัดการเรื่องทำสื่อทีวีให้เป็นสื่อสาธารณอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เพราะฉะนั้นก็จะมีอาจารย์ที่ปรึกษามากมายแสดงทัศนคติในทำนองว่ามัลลิกาจะต้องแสดงจุดยืนประกาศลาออก ซึ่งช่วงที่เราประกาศลาออกก็มีการเล่นการเมืองภายในมากมาย ปล่อยข่าวทำลายกัน มีการทำร้ายกันในรูปแบบต่างๆ แต่เราถือว่าเป็นเรื่องเล็กมาก อะไรก็ตามที่ทำลายแค่ตัวเราให้เสียหายเรื่องจะตาย จะรอดหรือเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่องเล็กมาก แต่เรื่องสาธารณะถือเป็นเรื่องใหญ่ อันนี่คือความคิดของมัลลิกาซึ่งไม่ตรงกับผู้ใหญ่ในไอทีวี


" ข่าวที่ปล่อยออกมามากมายตอนนั้น วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเรื่องไหนจริงสักเรื่อง เพราะว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสังคมก็ยอมรับและปัจจุบันนี้ไอทีวีก็เป็นอย่างที่เห็นก็ยังมีปัญหาอยู่ ผู้ใหญ่ก็ไม่รับผิดชอบพนักงาน ไม่มีวิสัยทัศน์ สิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุดเลยคือนำพาม็อบไปกดดันรัฐบาลจนสุดท้ายปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ถูก ปปช.ตรวจสอบในฐานะเข้ามาช่วยอุ้มไอทีวี "

มัลลิกา บอกว่า มีเธอเพียงคนเดียวที่ปากกล้าขาแข็งไม่ทำตามคำสั่งของผู้บริหารเพราะคนอื่นๆ เขาทำตามกันหมด แต่เราแสดงจุดยืนอย่างแน่นอนว่าเป็นสื่อมวลชนต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตอนนั้นกลุ่มที่คนด้วยกับมัลลิกามีเยอะมากแต่ไม่แสดงออก พวกเขาเหล่านี้เห็นเราเป็นฮีโร่           

มัลลิกาทิ้งท้ายคำถามที่ถามว่าอนาคตจะทำอะไร ? จะเล่นการเมืองเหมือนที่หลายคนคาดเดาไว้หรือไม่ ? เธอตอบว่า "เรื่องของอนาคตไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ ณ วันนี้ มัลลิกาได้ทำงานในอาชีพที่เคยใฝ่ฝันไว้คืออาชีพ "นักข่าว" หรือ ลงสมัครรับเลือกตั้งก็เคยลงไปแล้ว พูดง่ายๆ คือความฝันทำได้หมดแล้ว ตอนนี้ก็เปิดบริษัท โมเดิร์น ไลฟ์ มีเดีย จำกัด ผลิตรายการวิทยุ โทรทัศน์ และเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์บุคคลสาธารณะ ซึ่งทำแค่นี้ก็ถือว่ามีความสุขแล้ว"
         



ขอบคุณข้อมูลจาก :  http://weblog.manager.co.th/publichome/karishybrid/   


jeab:
ชอบตอนเธอจัดรายการร่วมมือร่วมใจกับอ.ประมาณ กับ อ.วันชัย #not47

นภดล:
ผมไม่ชอบ... ตอนที่ ต้องมานั่งแก้รูปทั้งเวบ นี่ละครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป