Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 ตุลาคม, 2561, 19:48:49

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เชลโล-Cello  (อ่าน 15612 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 10:00:12 »

เชลโล-Cello



[url=http://image.ohozaa.com/show.php?id=a196ce1b7f09c105922d546e9cc7951c][/url]



          เชลโล เป็นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างที่นิยมเล่นใน วงออร์เคสตรา และ วงเครื่องสาย ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลิน อันประกอบไปด้วยไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และ ดับเบิลเบส เชลโลเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกับไวโอลิน มีโน้ตเพลงที่เขียนไว้สำหรับเชลโลโดยเฉพาะอยู่หลายบทเพลง แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมถึงอย่างไรก็ตามยังมีการเล่นเชลโลกับดนตรีประเภทแจ๊ส บลูส์ ป๊อป ร็อก ฯลฯ



          Cello คือชื่อย่อของ Violoncello ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสายที่มีความโค้งมนเช่นเดียวกับไวโอลินและวิโอล่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เชลโลมีพัฒนาการของรูปทรงที่หลากหลายกว่าจะเป็นดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน และต้องใช้เวลานานกว่าจะเป็นที่ยอมรับในฐานะเครื่องดนตรีสำหรับการแสดงเดี่ยว

          หลายคนเชื่อว่า เชลโล มีที่มาจากคำว่า Viol ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เชลโลเริ่มปรากฏขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในยุคบารอค จากเครื่องสายในตระกูลไวโอลิน ในขณะที่เครื่องดนตรีต่างๆ ที่มีรูปทรงคล้ายไวโอลินในสมัยนั้นมีแพร่หลายอยู่แล้ว เช่น ซอ Viol และ Rebec แต่ไวโอลินเป็นตระกูลเครื่องสายที่แยกออกมาจากเครื่องดนตรีเหล่านั้น

          ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาเชลโลมีการเปลี่ยนแปลงขนาดมาโดยตลอด แต่องค์ประกอบโดยทั่วไปแล้วแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย Antonio Stradivari เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกที่กำหนดขนาดมาตรฐานของเชลโลสมัยใหม่ขึ้น เชลโลในยุคก่อนๆ นั้นมีขนาดความยาวประมาณ 80 ซม. ซึ่งไม่สะดวกต่อการเล่นเท่าใดนัก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1707 เขาใด้ปรับขนาดเชลโลให้สั้นลงเหลือเพียง 75 ซม. ซึ่งทำให้เล่นได้สะดวกขึ้น








โครงสร้างเชลโล





หัวเชลโล (Scroll)
ลูกบิด (Pegbox)
คอ (Neck)
หย่อง (Bridge)
ช่องเสียง (f-holes)
หางปลา (Tailpiece)
ตัวเชลโล (Body)
เหล็กขาตั้ง (Spike)



แหล่งข้อมูล : วิกกีพีเดีย ดอทคอม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 10:03:31 »

  มีเพลงบรรเลงอยู่ชุดหนึ่งของนักเซลโลชาวฝรั่งเศส ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 10:17:49 »




         ชื่อเต็มๆ ของเชลโลคือ Violoncello ซึ่งหมายถึง little violone   คำว่า violone หมายถึง Double bass แต่ที่น่าแปลกคือแม้ว่าเชลโลจะเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็ว แต่ชื่อของมันเพิ่งจะมีขึ้นในศตวรรษที่ 17 นี่เอง นับเป็นเวลานานหลายศตวรรษทีเดียวหลังจากที่เชลโลได้ถือกำเนิดขึ้นมา หลักฐานในช่วงแรกๆ ที่กล่าวถึงที่มาของเชลโลนั้นค่อนข้างสับสน หลักฐานแรกคือ Basso di viola da braccio ก็ดูเป็นไปได้ยาก แต่เครื่องดนตรี Bass violin ของอังกฤษนั้นดูจะใกล้เคียงกว่า เช่นเดียวกับ Bass de violon ของฝรั่งเศส แม้ว่าจริงๆ แล้วเครื่องดนตรีทั้ง 2 ชนิดจะไม่สามารถอธิบายถึงที่มาของเชลโลได้ทั้งหมดก็ตาม


ระดับเสียงของเชลโล

          ในหนังสือ Musica instrumentalis deudsch ของ Argricola เป็นเอกสารยุคแรกๆ ที่กล่าวถึงเชลโลเอาไว้ เครื่องดนตรี 3 สายนี้ตั้งสายในระดับเเสียง F c g ซึ่งอยู่ในระดับเดียวและสัมพันธ์กันวิโอล่าและไวโอลิน ต่อมาเมื่อได้เพิ่มสายที่ 4 เข้าไปคือเสียง Bb ถัดจากสาย F (เสียงต่ำ) นักทฤษฎีดนตรีในช่วงศตวรรษที่ 16 หลายๆ ท่านก็ได้อ้างอิงถึงการตั้งสายแบบนี้ แต่ในช่วงต้นปี 1532 ได้กล่าวถึงการตั้งเสียง C G d a ไว้ในงานเขียน Musica teusch ของ Gerle ส่วนในงานเขียนชื่อ Syntagma musicum ของ Michael Praetorius ในปี 1619 ได้อธิบายถึงการตั้งเสียงของเชลโลทั้ง 2 แบบไว้ และแบบ F c g d ซึ่งระดับเสียงสูงกว่า และมีเอกสารภาพประกอบของเชลโล 5 สายที่ตั้งเสียง F? C G d a เครื่องดนตรีนี้ตั้งเสียงต่ำจนเกือบจะเหมือนกับเบสในยุคปัจจุบัน และมีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัดเกินกว่าที่จะสามารถประคองไว้ด้วยเข่าของ ผู้เล่น

          การตั้งเสียงเชลโลในสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศิตาลีใน ช่วงต้นของศตวรรษที่ 17 และได้รับความนิยมแพร่หลายโดยทั่วไป การตั้งเสียงต่ำนั้นอาจจะเเสดงถึง Bass violin ของอังกฤษ และ Basse de violon ของฝรั่งเศส ที่ยังคงมีใช้อยู่ในทั้ง 2 ประเทศจนถึงตอนต้นศตวรรษที่ 18


การวางนิ้วและการใช้คันชัก

          แม้ ว่าเชลโลจะตั้งเสียงคู่ 5 เช่นเดียวกับไวโอลินและวิโอลา แต่เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่กว่าทำให้ไม่สามารถใช้เทคนิคการเล่นด้วยนิ้วแบบ เดียวกันได้ ในการเล่นโพสิชั่นแรกของเชลโลนั้น นิ้วชี้จะให้เสียงที่สูงกว่าสายเปล่า 1 เสียง แต่ถ้าเป็น 2 นิ้วจะให้เสียงที่สูงกว่าอีก 1 เสียง และในนิ้ว 4 จะให้เสียงที่สูงกว่าครึ่งเสียงหรือ 1 เสียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโพสิชั่นที่ต้องอาศัยเทคนิคของมือซ้ายที่ค่อน ข้างโค้ง ซึ่งเชลโลรับเทคนิคนี้มาจากไวโอลินอีกที จนกระทั่งในทศวรรษที่ 1720 เทคนิคมือซ้ายที่ค่อนข้างตรงกว่าจึงได้รับการยอมรับมากขึ้น ผู้เล่นเชลโลเริ่มตระหนักว่าบทบาทของนิ้วโป้งมือซ้ายสามารถที่ทำหน้าที่ทาบ สายคล้าย Capo dastro ของกีตาร์ได้ ในขณะเดียวกันความยาวของคอเชลโลก็พัฒนาจนมีขนาดมาตรฐานประมาณ 75 ซม.หรือ 30 นิ้ว ซึ่งเป็นผลงานที่ต้องยกความดีให้กับ Antonio Stradivari ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงชาวอิตาลีแห่งเมืองเครโมนาในยุคเรอเนสซองส์

            ส่วนเทคนิคของคันชักก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 18 ก่อนหน้านี้การจับคันชักถ้าไม่เป็นแบบ Underhand grip เช่นเดียวกับซอ Viol ก็จะเป็นแบบ Overhand grip ซึ่งมือขวาจะอยู่ห่างจากด้ามคันชักมากกว่าวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แต่การสีของคันชักนั้นที่ค่อนข้างถูกจำกัด พัฒนาการการใช้คันที่เป็นอิสระขึ้นนั้นค่อยๆ ดำเนินควบคู่ไปเช่นเดียวกับเทคนิคของนิ้วมือ โดยคันชักนั้นค่อยๆ พัฒนาให้มีความโค้งขึ้น ทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมการใช้คันชักได้ดีขึ้นในเรื่องพลังเสียงทั้งการทำ ให้เกิดเสียงที่กว้างขึ้นและการแสดงออกที่หลากหลายขึ้นเช่นเดียวกัน

         ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 เทคนิคการเล่นเชลโลที่พัฒนาหลากหลายขึ้นและใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก่อนหน้างานเขียนทฤษฎีเชลโล Essai sur le doigte du violoncelle et sur la conduite de liarchet ในปี 1813 ของนักเชลโลชาวฝรั่งเศส Jean-Louis Doport นั้น ยังไม่มีแบบเรียนเชลโลที่สำคัญที่ใช้ในโรงเรียนสอนดนตรีระดับนานาชาติเลย แต่ Jean-Louis Doport เป็นผู้ค้นคว้าและพัฒนาระบบการวางนิ้ว การใช้หัวแม่มือในโพสิชั่นสูงๆ ทำนิ้วสามารถทำให้สายเกิดการสั่นสะเทือนของในช่วงสั้นๆ เช่นเดียวกับไวโอลินและเทคนิคนี้ก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนเทคนิคอื่นๆ ได้นำจากไวโอลินเช่นเดียวกันเช่น Multiple-stopping และฮาร์โมนิค ส่วนเชลโลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยใน 2 ส่วนสำคัญคือ ไม่มีที่ยึดบริเวณเข่าแต่มีเหล็กแหลมเป็นตัวยึดกับพื้นแทน และการลดองศาที่ตั้งฉากของตำแหน่งการวางเชลโลลง ทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นด้วยมือซ้ายได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น ส่วนคันชักในยุคศตวรรษที่ 18 นั้น เชลโลถูกพัฒนาให้มีความเว้าขึ้นและมีขนาดที่สั้นลงแต่หนาขึ้นกว่าคันชักของ ไวโอลินและวิโอลา


ยอดนักเชลโลในอดีต


Duport

           ตระกูล Duport ก็เช่นเดียวกับนักเชลโลร่วมสมัยชาวอิตาเลียน Luigi Boccherini โดย Jean Luis Duport นั้น เป็นนักเชลโลทั้งในราชสำนักของสเปนและปรัสเซีย แม้ว่าเขาจะได้เขียนบทประพันธ์สำหรับเชลโลที่สำคัญและกลายเป็นนักเชลโลที่มี ฝีมือโดดเด่น แต่ก็เป็นที่รู้จักน้อยกว่าน้องชายของเขา Jean-Piere ซึ่งเป็นนักเชลโลในราชสำนักปรัสเซียเช่นเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมบีโธเฟนต้องการมอบโซนาต้า Op. ที่ 5 ให้ แต่ต่อมาได้อุทิศให้กับผู้อุปถัมภ์นักเชลโลทั้ง 2 แทนคือ Friedrich Wilhem ที่ 2

          พี่ น้องทั้งคู่ยังได้แต่งเพลงสำหรับเชลโลไว้เช่นเดียวกัน เมื่อโมสาร์ทได้เดินทางมาเยือนราชสำนักแห่งนี้ที่ Potsdam เมื่อปี 1789 และได้แต่งเพลงให้กับวงสตริงควอเต็ทประจำราชสำนักโดยให้เชลโลมีบทเด่น ส่วนในเปียโน Variation บทที่ K573 ก็ดัดแปลงจากมินูเอ็ทบทหนึ่งจากโซนาต้าของ Jean-Piere Duport



Bernhard Romberg

          ถือเป็นนักเชลโลที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคถัดจากตระกูล Duport เขาได้เขียนตำรา Methode de violoncelli ในปี 1840 และประพันธ์บทเพลงเดี่ยวเชลโลไว้อีกหลายบทด้วยกัน


David Popper

          นักเชลโลชาวเชคได้ประพันธ์ Elfentaz สำหรับเชลโล และเพลงสำหรับเชลโล 3 ตัวและออร์เคสตร้าใน Op. ที่ 66 ในปี 1892 เพลงนี้มีความพิเศษคือ เป็นบท Requeim ที่ปราศจากเสียงร้องเพลง


            นักเชลโลที่สำคัญท่านอื่นๆ ของศตวรรษที่ 19 รวมถึง Alfredo Piatti นักเชลโลชาวอิตาเลียน และ Julius Klengel ชาวเยอรมัน ทั้ง 2 ได้แต่งเพลงบทเล็กๆ สำหรับเชลโลไว้หลายบท



บทบาทของเชลโลในดนตรีคลาสสิค


          ผลลัพธ์ ที่สำคัญประการหนึ่งจากวิวัฒนาการของเชลโลคือ ความนิยมในที่เพิ่มมากขึ้นฐานะเครื่องดนตรีสำหรับบรรเลงเดี่ยว แม้ว่าบทบาทของมันในยุคบาโร้คจะมีไม่น้อยก็ตาม ซึ่งคุณค่าของมันมีมากว่าการเป็นเพียงเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องดนตรีที่ทำ หน้าที่บรรเลงแนวเสียงเบส บทบาทที่เพิ่มขึ้นนับจากการเป็นเครื่องดนตรีเบสหลักในวงนับตั้งแต่ช่วงต้น ของศตวรรษที่ 17 และในช่วงกลางของศตวรรษที่ 18 ทำให้ความสำคัญของซอวิโอลก็ค่อยๆ ลดลง แม้แต่ในฝรั่งเศสที่ซอวิโอลเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นคู่แข่งกับเชลโลมานาน แต่ความสำคัญของเชลโลในวงแชมเบอร์ที่เพิ่มขึ้นนั้น มีผลกระทบไม่มากนักต่อเปียโนที่มีอิทธิพลอย่างสูงมานาน ในขณะที่เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดเปลี่ยนบทบาทจากพระรองกลายเป็นเครื่อง ดนตรีหลักในวง แต่เชลโลยังคงมีบทบาทเช่นเดิม เปียโนทริโอของโมสาร์ทอาจจะเป็นบทเพลงที่ทำให้เชลโลก้าวขึ้นมาเป็นที่สนใจ ของผู้ฟังมากขึ้นพอสมควร แต่ไฮเดินก็ดึงเชลโลกลับไปทำหน้าที่บรรเลงแนวเบสให้กับเปียโนอีก นอกจากในบทเพลงที่ไม่มีเปียโน เช่น ในผลงานสตริงควอเต็ทเชลโลจึงมีโอกาสออกมายืนอยู่แถวหน้าบ้าง

           ในวง ออร์เคสตร้าก็เช่นกัน เชลโลทำหน้าที่บรรเลงในแนวเสียงเบสในกลุ่มเครื่องสาย นอกจากนั้นคีตกวีในยุคคลาสสิคน้อยรายนักที่จะจัดให้กลุ่มของเชลโลมีโอกาสได้ บรรเลงในแนวเดี่ยว ส่วนการบรรเลงแนวเดี่ยวของหัวหน้ากลุ่มเชลโลนั้นพบบ้างในซิมโฟนีบางบทของไฮ เดินเช่น หมายเลข 13 ในปี 1763 และหมายเลข 95 ในปี 1791 หรือในเพลง Batti ของ Zerlina และ Batti aria จากอุปรากร Don Giovanni ของโมสาร์ท ในเปียโนคอนแชร์โตบทที่ 4 ของบีโธเฟนซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี 1806-1807 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เชลโลทำหน้าที่คล้ายเบสในวงออร์เคสตร้า

         เชล โลได้ถูกพัฒนาขึ้นให้มีลักษณะพิเศษ 2 ประการคือ ทำหน้าที่เดิมเพื่อเป็นส่วนเสริมให้กับบทเพลงโดยบรรเลงในแนวเบสในวง ออร์เคสตร้าหรือแชมเบอร์มิวสิค แต่ก็ได้ขยายขอบเขตมาบรรเลงในทำนองหลักบ้าง คีตกวีในยุคโรแมนติคก็ไม่รีรอที่จะค้นหาความสามารถที่แท้จริงของมัน ตัวอย่างของผลงานที่แสดงทั้ง 2 บทบาทของเชลโลคืองานสตริงควินเต็ทบทหลังๆ ของ Schubert ที่ใช้เชลโล 2 ตัว โดยตัวที่ 2 บรรเลงแนวเบสของวง โดยปล่อยให้เชลโลตัวที่ 1 แสดงลีลาได้อย่างเต็มที่ ส่วนเซกเต็ททั้ง 2 บทของบราห์มสนั้น โชว์ความสนุกสนานร่าเริงของเชลโลทั้ง 2 ตัวเช่นเดียวกัน

           ส่วนงานประพันธ์ที่มีชื่อเสียง ในศตวรรษ19 นั้น เช่น ในช่วงต้นของโหมโรง William Tell Overture ของ Rossini ประกอบด้วยภาคโซโล่ชองเชลโลถึง 5 บท รวมถึง Overture ในบท Ruslan and Lyudmila ของ Glinka ในซิมโฟนีหมายเลข 3 ของบราหม์สกระบวนที่ 3 และบทเพลงสวดใน Requiem ของ Verdi ถึงเชลโลจะบทบาทมากขึ้นแต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นที่บรรดาคีตกวีได้ให้โอกาสนักเชลโลมีโอกาสได้แสดงออก ในบางส่วนของบทเพลงเช่น Petrushka ของ Stravinski หรือท่อนช้าในซิมโฟนีบทแรกของ Elgar


บทประพันธ์เชลโล คอนแชร์โต ในยุคต่างๆ

ยุค Baroque
          ในยุคบาโร้ค นอกจาก Concerto grosso ซึ่งเชลโลทำหน้าที่บรรเลงแนวเสียงเบสในกลุ่มเครื่องดนตรีประกอบ เพราะว่านักประพันธ์ในยุคนั้นยังไม่ได้คิดถึงเชลโลในฐานะของเครื่องดนตรี บรรเลงเดี่ยว คอนแชร์โตบทแรกสำหรับเชลโลนั้นประพันธ์โดย Giusepe Jaccini ในปี 1701 ส่วน Antonio Vivaldi ได้ประพันธ์คอนแชร์โตบทสั้นๆ สำหรับเชลโล 1 หรือ 2 ตัว ไว้จำนวนหนึ่งเช่นเดียวกับโซนาต้าและกลุ่มเครื่องดนตรีอื่นจำนวน 6 บท และนักประพันธ์เพื่อนร่วมชาติของทั้ง 2 ท่าน Leonardo Leo ได้ตีพิมพ์บทประพันธ์คอนแชร์โตจำนวน 6 บทในช่วงทศวรรษปี 1730

ยุค Classical
         ใน ยุคคลาสสิคนี้เอง ที่เชลโลเป็นอิสระมากขึ้นจากการเป็นเพียงเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ โดยมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในงานดนตรีแชมเบอร์มิวสิคควบคู่ไปกับบทประพันธ์ คอนแชร์โตที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในบรรดาคอนแชร์โตยุคแรกๆ ที่โดดเด่นนั้นเป็นผลงานประพันธ์ของ Luigi Boccherini เช่น คอนแชร์โตในบันไดเสียงบีแฟลทเมเจอร์ ในปี 1770 แต่มาประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมโดยนักเชลโล Leopold Grutzmacher โดยเพิ่มไลน์ของเชลโลและเรียบเรียงในท่อนช้าขึ้นใหม่

Haydn
          คีต กวีร่วมสมัยเดียวกับ Boccherini ได้ประพันธ์คอนแช์โตชั้นเยี่ยมไว้ 2 บท โดยบทแรกนั้นอยู่ในบันไดเสียงดีเมเจอร์ แต่เดิมเชื่อกันว่าแต่งให้กับลูกศิษย์ Anton Kraft จนกระทั่งมีการค้นพบต้นฉบับของจริง ส่วนในบทที่ 2 ในบันไดเสียงซีเมเจอร์นั้นมีเพียงชื่ออยู่ในลำดับผลงานเท่านั้น จนกระทั่งมีการค้นพบต้นฉบับที่กรุงปรากประเทศเชคโกสโลวาเกียเมื่อปี 1961 ส่วนคอนแชร์โตอีก 3 บทนั้นยังคงสูญหายตราบจนทุกวันนี้

Beethoven
           ได้ประพันธ์โซนาต้าสำหรับเชลโลและเปียโนไว้ 5 บท โดยเฉพาะใน Op. ที่ 56 หรือที่เรียกว่า Triple Concerto โดยเครื่องดนตรีที่บรรเลงเดี่ยวประกอบด้วยเปียโน ไวโอลิน และเชลโล ถือเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในยุคกลางของท่าน ผลงานชิ้นนี้ประพันธ์เสร็จในปี 1804 ต่อมาได้ทำให้เชลโลมีบทบาทโดดเด่นเหนือเครื่องดนตรีอื่นๆ ในฐานะเครื่องดนตรีบรรเลงเดี่ยว

ยุค Romantic
Schumann

          ผล งานคอนแชร์โตของยุคโรแมนติคในช่วงแรกๆ นั้น ได้แก่คอนแชร์โตของ Schumann ใน Op. ที่ 129 ในปี 1850 เช่นเดียวกับไวโอลินคอนแชร์โตในช่วงเดียวกันนั้นของ Mendelssohn ที่วงออร์เคสตร้าบรรเลงพร้อมกันในช่วงเริ่มต้นของบทเพลงเช่นเดียวกับในยุค คลาสสิค และบรรเลงต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดในแต่ละกระบวน ท่านใช้การประพันธ์ในแต่ละท่อนที่เป็นอิสระ แม้แต่ในช่วงเริ่มต้นกระบวนสุดท้ายของทั้ง 3 ท่อน ซึ่งมีโครงสร้างหลักเช่นเดียวกับ 2 กระบวนที่ผ่านมาเช่นเดียวกับในบทสุดท้ายของซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟน

Saint-Saens
           ประพันธ์ คอนแชร์โตไว้ 2 บท โดยบทที่ 2 นั้น (Op. ที่ 119 ในบันไดเสียงดี ไมเนอร์ ในปี 1902) ไม่เป็นที่รู้จักมากนักแม้ในปัจจุบัน แต่ในบทที่ 1 ใน Op. 33 เป็นที่นิยมมากในหมู่นักเชลโลเช่นเดียวกับคอนแชร์โตของเพื่อนนักประพันธ์ชาว ฝรั่งเศสชาติเดียวกับท่าน Edouard Lalo

Brahms
          งาน แชมเบอร์ มิวสิคของท่านมีลักษณะเด่นคือเสียงที่ทุ้มต่ำของสายเบสที่นิยมใช้เสมอๆ ท่านอาจจะประพันธ์เชลโลคอนแชร์โตที่สง่างาม แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมคือดับเบิ้ลคอนแชร์โตสำหรับไวโอลินกับเชลโลและออ์เคสต ร้า Op. 102 ที่เขียนให้กับ Joseph Joachim และ Robert Hausmann ที่ต้องการให้เชลโลได้โดดเด่นเช่นเดียวกับทริปเปิ้ลคอนแชร์โตของบีโธเฟน นอกจากนั้นท่านยังได้เปิดโอกาสให้เชลโลได้บรรเลงเดี่ยวอย่างยาวนานในกระบวน ช้าในเปียโนคอนแชร์โตบทที่ 2 ของท่าน

Dvorak
           ได้ ประพันธ์คอนแชร์โตที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศตวรรษที่ 19 ซึ่ง Brahms สามารถยืนยันได้ดี เขากล่าวว่ามันเป็นไปได้ที่จะประพันธ์ผลงานที่ดีเยี่ยมเช่นนั้นได้ และเขาคงจะต้องทำเช่นนั้นบ้างแน่ๆ คอนแชร์โตในบันไดเสียงบีไมเนอร์ Op. ที่ 104 นั้นถือเป็นบทที่ 2 โดยบทแรกอยู่ในบันไดเสียง เอ เมเจอร์ ประพันธ์ขึ้นในปี 1865 แต่เหลืออยู่แค่เพียงโน้ตเปียโนต้นฉบับเท่านั้น ท่านเริ่มแต่งคอนแชร์โตบทที่ 2 ในปี 1894 ในขณะที่พำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเสร็จสมบูรณ์ในปีถัดมาที่กรุงปราก ท่านต้องการมอบคอนแชร์โตบทนี้ให้กับนักเชลโลชาวเชค Hanus Wilhan แต่นำออกแสดงครั้งแรกโดย Leo Stern ที่กรุงลอนดอนในปี 1896


          สำหรับดนตรีแชมเบอร์มิวสิคในยุคปัจจุบันนั้น นักประพันธ์หลายคนได้หันมาให้ความสำคัญกับดนตรีแชมเบอร์มิวสิคสำหรับเชลโลมา กขึ้น ในศตวรรษที่ 19 Zoltan Kodaly คีตกวีชาวฮังกาเรียนได้ประพันธ์เพลงเชลโลโซนาต้าที่ไม่มีดนตรีประกอบ ในปี 1915 และโซนาต้าสำหรับเชลโลและเปียโนในปี 1909-1910 ดูโอสำหรับไวโอลินและเชลโลในปี 1914 และโซนาต้าของ Ravel ในปี 1920-1922 ส่วน Martinu คีตกวีชาวเชคได้ประพันธ์โซนาต้าไว้ 3 บท และ Variation สำหรับเชลโลและเปียโนไว้ 2 ชุด Shostakovich และ Prokofiev ได้แต่งโซนาต้าสำหรับเชลโลและเปียโนไว้ท่านละ 1 บท และยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอีก 1 บทจากนักดนตรีเพื่อนร่วมชาติของทั้ง 2 ท่านคือ Schnittke และ Benjamin Britten ได้แต่งโซนาต้าสำหรับเชลโลและเปียโนไว้ 1 บทและงานโซโล Suite จำนวน 3 บท ผลงานของ Mstislav Rostropovich

          งาน เดี่ยวเชลโลที่ไม่มีดนตรีประกอบได้แสดงถึงความหลากหลายและความสามารถในการ แสดงออกของเชลโล ทำให้เชลโลได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงหลังสงคราม นอกจากนั้น Suite ของ Britten สามารถอ้างอิง Serenade ของ Henze ได้

          ผลงานโซนาต้าของนักประพันธ์ชาวอเมริกัน George Crumb และ Trois strophes sur le nom de Sacher ของ Henri Dutilleux หนึ่งในผลงานหลายๆ ชิ้นที่ได้รับมอบหมายให้ประพันธ์ให้กับวาทยากร Paul Sacher เพื่อบรรเลงเนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 70 ของท่านในปี 1976 และตั้งชื่อตามชื่อของท่านนั่นเอง

          งานเทศกาลที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี The Biennal Cello Festival ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงผลงานประพันธ์ใหม่ๆ และเป็นงานที่ดึงดูดนักเชลโลชั้นนำจากทั่วโลกมารวมกัน เทคนิควิธีการเล่นเชลโลที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมต่างๆ อาจจะได้พัฒนามาจนถึงจุดสูงสุดแล้วก็เป็นได้เช่นเดียวกับไวโอลิน ในยุคปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าความสนใจจะหันไปเน้นที่การตีความของบทเพลงแทน มีนักเชลโลที่มีฝีมือชั้นนำจำนวนมากมายในศตวรรษที่ 20 และยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของเชลโลและได้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่ มีมูลค่าสูงที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีด้วยกัน

          ในศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่าจะมีผลงานประพันธ์ชิ้นสำคัญๆ สำหรับเดี่ยวเชลโลมากกว่างานเดี่ยวไวโอลินด้วยซ้ำไป ในศตวรรษที่ 20 ได้มีการประพันธ์เชลโลคอนแชร์โตชิ้นเยี่ยมๆ ขึ้นมากมายเช่นผลงานในช่วงปลายๆ ของ Edward Elgar ในปี 1919 ที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามและความรู้สึกที่หดหู่ของช่วงหลังสงคราม ส่วน Dimitri Shostakovich ได้เขียนคอนแชร์โตไว้ 2 บท บทแรกคือ Op. 107 ในปี 1959 ซึ่งได้รับความนิยมมากกว่าบทที่ 2 คือ Op.126 ในปี 1966 และนักประพันธ์ชาวโปแลนด์ Krzystorf Penderecki และ Witold Lutoslawski ทั้งคู่ได้ประพันธ์คอนแชร์โตไว้จำนวนหลายบท โดยเฉพาะผลงานชิ้นสุดท้ายถือเป็นผลงานชิ้นที่ดีที่สุดในช่วงหลายทศวรรษเลยทีเดียว

          ใน ช่วงเดียวกันนั้นเองต้องถือว่าความรู้ที่เกี่ยวกับเชลโลยังไม่พัฒนาถึงขั้น สูงสุด แต่ต้องนับเป็นโชคดี ที่ในปัจจุบันมีนักทำเครื่องดนตรีหลายๆ คนได้สร้างเครื่องสายในวงออร์เคสตร้าเลียนแบบผลงานชั้นยอดของศตวรรษที่ 17-18 ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก


ยอดนักเชลโลแห่งยุค


          ในศตวรรษที่ 20 นี้คงจะไม่มีใครที่ทำให้เชลโลเป็นที่รู้จักได้ดีเกินกว่า Pablo Casals ท่านเริ่มต้นอาชีพนักดนตรีในช่วงปี 1900 โดยได้รับการอุปถัมภ์จากราชวงศ์ของสเปน และเสียชีวิตในปี 1973 เมื่ออายุ 97 หนึ่งในคุณูปการของเขาคือการฟื้นฟูและเผยแพร่ผลงาน Suite ของบาคให้เป็นที่แพร่หลาย ท่านยังเป็นนักประพันธ์ที่เป็นที่มีความสามารถอีกด้วย ซึ่งผลงานประพันธ์ของท่านไม่ได้มีแค่เชลโลเท่านั้น ภรรยาคนแรกของท่าน Guihermina Suggia เธอเป็นลูกศิษย์ของ Klengel

           ยอดนักเชลโลผู้ยิ่งใหญ่นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษยังรวมถึงนักเชลโลชาวรัสเซีย Gregor Piatigorsky ซึ่งท่านได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Martinu และ Hindemith

          ท่านต่อมาคือนักเชลโลชาวฝรั่งเศส Piere Fournier ซึ่ง Albert Roussel และ Frank Martinu ได้อุทิศบทประพันธ์คอนแชร์โตให้ ส่วนนักดนตรีเพื่อนร่วมชาติของท่านคือ Paul Tortelier ได้เขียนหนังสือชื่อ How I play, How I teach ขึ้นในปี 1975 ในบรรดานักเชลโลรุ่นต่อๆ มาที่โดดเด่นที่สุดก็คือ Mstislav Rostropovich ชาวรัสเซีย ซึ่ง Shostakovich ได้อุทิศเชลโลคอนแชร์โต ทั้ง 2 บทให้ เช่นเดียวกับ Britten ที่ได้อุทิศบทเพลงเชลโล ซิมโฟนี โซนาต้า และสวีท 3 บทให้เช่นเดียวกัน

          นักเชลโลสาวชาวฝรั่งเศส Jacqueline du Pre เธอมีชื่อเสียงเพราะการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจนั่นเอง ต่อมาเธอได้แต่งงานกับนักเปียโนที่มีชื่อเสียงคือ Daniel Barenboim แต่ว่าช่วงชีวิตอาชีพนักดนตรีของเธอนั้นค่อนข้างสั้นเนื่องจากอาการของโรค การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ แต่เธอก็ยังเป็นครูที่มีค่าของวงการดนตรี ผลงานบันทึกเสียงการเล่นเชลโลที่ยอดเยี่ยมของเธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับ นักดนตรีอีกหลายคน

          ในบรรดานักเชลโล่รุ่นใหม่ที่โดดเด่นที่ควรจะกล่าวถึงนั้น คือนักเชลโลชาวอเมริกันได้แก่ Ralph Kirsbaum, Lynn Harrell และ Yo Yo Ma และนักเชลโลจากอังกฤษคือ Steven Isserlis ส่วนนักเชลโลชาวอาร์เมเนียนได้แก่ Raphael Wallfisch, Karine Georgian และนักเชลโลชาวแสกนดิเนเวียน Frans Helmerson และ Truls Mork



ขอบคุณข้อมูลจาก   :  http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=3783caa6cf1a91bf

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 11:21:04 »

  ผมมีด้วยล่ะ Jacqueline du Pre  เย้ๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

nOi
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,972
สมาชิกลำดับที่ 28
ไม่ยอมหมดหวัง



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 11:53:31 »

classic จริงๆ   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สิ่งที่สวยงามที่สุดมิอาจสัมผัสได้โดยสัมผัสทางกาย ทว่าต้องรับรู้ผ่านหัวใจ

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 18:01:01 »

 ถ้าชอบแนวเศร้าๆล่ะก็ ต้องฟัง โอปุสนัมเบอร์85 อีไมเนอร์ แต่ถ้าชอบเอะอะมะเทิ่งก็นี่เลย บีไมเนอร์ โอปุส 104 แหะๆ ไว้เช้าจะแอบเปิดให้ฟัง 6-7  *1โมงเช้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

somsom2548
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 10 กันยายน, 2552, 11:41:42 »

สวัสดีครับคุณปิง.....ผมมีเรื่องอยากให้คุณแนะนำ เรื่องเพลงบรรเลงเชลโล่ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 10 กันยายน, 2552, 11:48:55 »

สวัสดีครับคุณปิง.....ผมมีเรื่องอยากให้คุณแนะนำ เรื่องเพลงบรรเลงเชลโล่ครับ

  ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังนี้ครับ เพลงบรรเลงเซลโล่และเครื่องดนตรีในส่วนรายละเอียด เจ้าของกระทู้ได้โพสค่อนข้างกระชับและชัดเจนแล้วขอรับ แต่ถ้าอยากให้แนะนำ ไว้ผมจะอัพเพลงตัวอย่างให้ฟังนะครับ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: