Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 พฤศจิกายน, 2557, 02:43:34

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานสอนใจ : พ่อแม่รังแกฉัน  (อ่าน 36001 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 13:30:10 »


นิทานสอนใจ : พ่อแม่รังแกฉัน





          เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป พ่อหันมาพูดกับชัยว่า
       
      "ไม่เป็นไรลูก...
       เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาท คือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า
       
       "ไม่เป็นไรหลาน...
       ความผิดของเขาเอง ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาด และฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู แล้วพูดว่า
       
       "ไม่เป็นไรลูก...
       ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก
       ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมย ได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา
       ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า
       
       "ไม่เป็นไรหรอกหลาน...
       สิทธ์ของเรา ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"
       


        เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
       ครูฝึกบอกว่า
       
       "ไม่เป็นไรหรอก...
       ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"


 

 
       เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า
       
       "ไม่เป็นไรหรอก...
       ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เองแต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2 เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า
       
       "ไม่เป็นไรลูก...
       เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า
       
       "ไม่เป็นไรหรอกชัย...
       เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

       
       เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า
       
       "ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่
       ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ"

       
       แต่แท้ที่จริงแล้ว พ่อแม่และบรรดาคนรอบข้างชัยไม่เคยรู้เลยว่า เขานั่นแหละที่สอนให้ชัยเป็นคนโกงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่กลายเป็น "พ่อแม่รังแกฉัน" เสียเอง
       
       ขอขอบคุณข้อมูลจาก มีธรรมหนึ่ง ดอท คอม
 


ที่มา :  http://www.manager.co.th

บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 15:29:10 »

พ่อแม่รังแกฉัน
 
บทกลอนเรื่อง "พ่อแม่รังแกฉัน" นี้ มีลักษณะเป็นกลอนสุภาพ ซึ่งประพันธ์ไว้โดย พระยาอุปกิตศิลปสาร เป็นบทกลอนหนึ่งในหนังสือ "คำประพันธ์บางเรื่อง" มีเนื้อหาเกี่ยวกับเศรษฐีคนหนึ่ง ได้จ้างครูมาสอนบุตรของตน แต่ครูกี่คนต่อกี่คน ก็ไม่ทำให้บุตรพอใจได้ เนื่องด้วยบุตรของเศรษฐีคนนี้มีความเกียจคร้าน เมื่อครูเคี่ยวเข็ญให้เรียนหนังสือจึงไม่ชอบ ผู้เป็นพ่อได้เปลี่ยนครูไปเรื่อย จนมาเจอครูคนหนึ่งที่ตามใจบุตรคนนี้ทุกอย่าง เมื่อไม่อยากเรียนครูก็จะไม่สอน บุตรชายจึงชอบใจในตัวครูคนนี้มาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ด้วยความที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำให้เขาไม่ทำงานอะไร และยากจนลงเรื่อยๆ เหล่าบรรดาเพื่อนฝูงที่เคยเอาอกเอาใจก็มาหนีหายไป จนทำให้เขาต้องตกอับในที่สุด


ประวัติย่อ
พระยาอุปกิตศิลปสาร


อำมาตย์เอก พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นบุตรหัวปีของ นายหว่าง และ นางปลั่ง เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2422 ได้ศึกษาความรู้ภาษาไทยเบื้องต้นที่วัดบางประทุนนอก อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี และที่วัดประยุรวงศาวาส ต่อมาได้บวชเป็นสามเณรและเป็นพระภิกษุที่วัดสุทัศน์เทพวราราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างที่บวชได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้เปรียญ 6 ประโยค และได้ศึกษาวิชาครูด้วย

พระยาอุปกิตศิลปสารได้เริ่มเข้ารับราชการเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สายสวลีสัณฐาคาร ต่อมาได้ย้ายไปสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วัดมหาธาตุ และโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์บ้านสมเด็จเจ้าพระยา นอกจากเป็นครู ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการ พนักงานกรมราชบัณฑิต หัวหน้าการพิมพ์แบบเรียน หัวหน้าแผนกอภิธานสยาม ปลัดกรมตำรา หัวหน้าแผนกแบบเรียนกรมวิชาการ และอาจารย์ประจำกรมวิชาการ ท่านได้เืลื่อนยศและบรรดาศักดิ์ตามลำดับ จนในที่สุดเป็นอำมาตย์เอก พระยาอุปกิตศิลปสาร ท่านเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทย ภาษาบาลี และวรรณคดีโบราณ หน้าที่พิเศษของท่านคือ เป็นอาจารย์พิเศษแผนกภาษาไทยและภาษาโบราณตะวันออกในคณะอักษรศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์พิเศษสอนภาษาไทยในชุดครูมัธยม และเป็นกรรมการชำระปทานุกรม ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2484

พระยาอุปกิตศิลปสารเป็นผู้ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำปราศรัยทักทาย ซึ่งได้ใช้กันแพร่หลายมาจนถึงบัดนี้ ท่านเป็นผู้มีจิตใจเป็นครูอย่างแท้จริง แม้เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้ว ท่านก็ยังได้ทำหน้าที่เป็นครู โดยท่านได้อุทิศโครงกระดูกของท่านไว้ให้เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาวิชาแพทย์

งานสำคัญของพระยาอุปกิตศิลปสารคือตำราไวยากรณ์ไทย 4 เล่ม ได้แก่ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ นอกจากนั้นยังมีงานประพันธ์อื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่น สงครามภารตคำกลอน และ คำประพันธ์บางเรื่อง ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมคำประพันธ์สั้นๆ ไว้หลายเรื่อง ท่านใช้นามปากกาหลายนาม ที่รู้จักกันแพร่หลายคือ "อ.น.ก." "อุนิกา" และ "อนึก คำชูชีพ"
 
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 15:31:07 »

มีซินแสแก่เฒ่าได้เล่าไข
 ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่นไร มีข้อใหญ่นั้นก็เป็นเช่นละคร
 
แต่ของหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์ มุ่งจำนงในข้างเป็นทางสอน
ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน
 
เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ
 การขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน มีสวดฉันท์เรียกว่า "สวดมาไลย์"
 
เค้าก็คือท่านหวังจะสั่งสอน แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย
มีเฮฮาพาสนุกเครื่องปลุกใจ สมกับได้มีงานการมงคล
 
ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน มีโรงสอนธรรมทานการกุศล
เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน ในตำบลอัตคัดไกลวัดวา

 เรียกศาลาโรงธรรมประจำ้บ้าน เหมือนสถานที่ฝึกทางศึกษา
บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ
 
ฝ่ายจีนเขามิได้มีอย่างที่ว่า เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย
ย่อมดูดดื่มซึมซาบปลื้มปลาบใจ เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง
     
งิ้วเรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่ ได้ไปดูจำไว้ไ้ด้ทุกสิ่ง
เกาะในจิตติดแน่นแม้นกับปลิง เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา
 
ตามเรื่องนั้นว่ามีเศรษฐีหนึ่ง เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา
มีทรัพย์สินเหลือล้นคณนา มีบ้านช่องแน่นหนาด้วยข้าไท
 
ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก แกฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย
บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ หวังจะให้สืบวงศ์ดำรงไป
 
มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พรากได้
อุตส่ห์จ้างครูบามาแต่ไกล ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ
     
ฝ่ายลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ
อยากได้เพื่อนพูดจาและหารือ พ่อก็อือออตามด้วยความรัก
 
เกณฑ์พวกเด็กในบ้านให้อ่านด้วย เพื่อได้ช่วยชวนใจให้สมัคร
ครั้นมีเพื่อนเรียนล้อมอยู่พร้อมพรัก กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน
 
ครูก็ดีจี้ไชมิได้หยุด แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน
หวังให้กลัวอาชญาตั้งหน้าเพียร แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน
 
คือบุตรท่านเศรษฐีหนีไปหา พ่อฟ้องว่า "ครูนี้แกตีฉัน" 
ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน ต้องเป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา
 
อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก แต่ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา
"ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้พิไร"
 
แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ มักทะเลาะเลิกเรียนต้องเปลี่ยนใหม่
พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป  ถึงจะใ้ห้เงินมากไม่อยากเอา

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 15:33:12 »

บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่เง่า
เที่ยวจ้างครูอยู่ห่างต่างลำเนา ค่าจ้างเท่าไรนั้นไม่พรั่นกลัว
 
แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว
เผอิญมาปะครูที่รู้ตัว แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม
 
ศิษย์จะรู้เท่าไรไม่ธุระ ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม
ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม สอนให้ตามแต่รักสมัครเรียน
 
ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด ถึงจะจืดจางการเรื่องอ่านเขียน
ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้วิชา
 
ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า
ใช้เงินทองกอบกำไม่นำพา อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์
  .   
 
ทรัพย์สมบัติมรดกตกแก่ลูก ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล
มีเพื่อนมาฮาฮือนับถือตน เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง
 
เอาอะไรได้ทุกอย่างช่างสะดวก จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง
ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง ดูเหมือนชิงกันมาคราต้องการ
 
ไม่ช้านักทรัพย์หมดลดสะดวก จะหยิบหมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน
ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน วิ่งเข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา
 
เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก ที่มีมากคือสหายพวกนายหน้า
"บ้านของท่านขายเท่าไร ? ให้ราคา  ผมช่วยค้าขายให้ด้วยไมตรี"

เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง พอเงินทองหมดเรียบก็เงียบจี๋
ต่อนี้ไปใครเยือนคือเืพื่อนดี ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่โง่ระยำ
 
บุตรเศรษฐีเป็นมาึถึงครานี้ ไม่เห็นมีมิตรสหายมากรายกล้ำ
ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น
  .   
 
ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ
พักสถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา
 
คิดถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา
ตามใจลูกเหลือล้นคณนา ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ
 
คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า บางคนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย
บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็อออือ

จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้ พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ ? 
สิ่งใดพาเสียคนกลับปรนปรือ ร้องไห้ฮือ! บ่นว่าเหมือนบ้าบอ 

วันหนึ่งไปถึงถิ่นบ้านซินแส ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ
ร้องขอทานทันทีไม่ีรีรอ ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร

ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่าหลอก "เฮ้ย ! เจ้าวอกเองอย่ามาเถลไถล
หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร หรือเข้าใจว่ากูไม่รู้ที

ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ อย่างมึงน่ะบอกเพศเป็นเศรษฐี
รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไรกัน"
 
ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง ตอบเสียงดัง "พ่อแม่รังแกฉัน" 
ร้องไห้โฮ! ซบหน้าพลางจาบัลย์  คนบ้านนั้นต่างพากันมาดู
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 15:35:44 »

"ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน  เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู
ฉันทำผิดคิดระยำกลับค้ำชู จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร ? 
 
ท่านทายฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่
ซึ่งยังรู้กอบการงานใดๆ  เลี้ยงชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน
 
โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ  โปรดจุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร
เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน จักเป็นการบุญล้นมีผลงาม"
 . 
 
ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน แกจึงเอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม
"ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ จึงเห็นตามพ่อแม่รังแกตรง
 
เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ หรือว่าพอทนดอกบอกประสงค์"
"โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง  ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี
 
อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี"
ท่านหมอฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี "เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน
 
ข้าไม่อยากรังแกเช่นแม่พ่อ ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน
แม้เจ้าขอสิ่งใดข้าให้ปัน ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก
 
เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก เจ้าจะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่"
ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล "โอ๊ยผมแย่! ถูกล่อลงบ่อตม
 
เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย นี่กลับเย้ยยกคำทิ่มตำผม
จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม" ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ
 
หมอขยับจับบ่า "ช้าซีเจ้า  คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส
พ่อแม่รักลูกผิดชนิดไร เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย
 
เวลานั้นตัวเจ้ายังเยาว์อยู่ จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย
เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย จงขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน
 
ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้ ต้องตามใจแต่ข้าจะว่าขาน
ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน จักไม่ต้องขอทานเขาต่อไป"
 
ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย
ไม่ว่ามีกิจการสถานใด แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ
 
แกปรานีจี้ไชด้วยใจรัก จนรู้จักค้าขายหลายสถาน
อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน ก็พ้นการทุรพลเป็นคนแคลน
 . 
 
ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก สู้ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน
แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน เลยเข้าแดนทุกข์ถมระทมกาย
 
ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท บุตรอุบาทว์มิได้รักสมัครหมาย
เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ
 
ยังมิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้
แต่ชาวเราเนาเขตประเทศไทย คงจะไม่พบปะขอประกัน
 
เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว เหมือนดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์
บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน พระคุณธรรม์ข้อนี้ไม่มีเทียม

 . 
 ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ  พระจอมภพภูบดินทร์พระปิ่นเสียม
 พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม ทุกอย่างเยี่ยมยิ่งคุณวิบุล เอย
 
 . 
  ๑ มิถุนายน ๒๔๖๘ 
บันทึกการเข้า

vespa1985
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้างาน
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 715
สมาชิกลำดับที่ 2421

เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2552, 15:36:49 »


ผมจำได้ด้วยครับนิทานเรื่องนี้   มีอยู่ในหนังสือภาษาไทยที่ผมเรียนสมัยประถมด้วยครับ 

ความหมายของเนื้อเรื่องเป็นคติสอนใจดีมากๆ ครับผม 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: