Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
27 ธันวาคม, 2557, 05:09:05

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กาพย์เห่เรือ  (อ่าน 24605 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
กระต่าย
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,025
สมาชิกลำดับที่ 1178
แพ้...ชนะ....อยู่ที่ใจ...



| |

« เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2552, 09:39:36 »

กาพย์เห่เรือ เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง แต่งไว้สำหรับขับร้องเห่ในกระบวนเรือ โดยมีทำนองเห่ที่สอดคล้องกับจังหวะการพายของฝีพาย ว่าช้า หรือเร็ว มักจะมีพนักงานขับเห่หนึ่งคนเป็นต้นเสียง และฝีพายคอยร้องขับตามจังหวะ พร้อมกับการให้จังหวะจากพนักงานประจำเรือแต่ละลำ


คำประพันธ์
กาพย์เห่เรือนั้น ใช้คำประพันธ์ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นคือ กาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ เรียงร้อยกันในลักษณะที่เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง โดยมักขึ้นต้นด้วยโคลง 1 บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี เรื่อยไป จนจบตอนหนึ่งๆ เมื่อจะขึ้นตอนใหม่ ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท แล้วตามด้วยกาพย์จนจบตอน เช่นนี้สลับกันไป

กาพย์เห่เรือที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในเวลานี้ คือ กาพย์เห่เรือในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงแต่งไว้ 2 เรื่อง คือบทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ และชมนก มีลักษณะเป็นเหมือนนิราศ กับอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องกากี

สันนิษฐานกันว่ากาพย์เห่เรือ เดิมคงจะแต่งเพื่อขับเห่กันเมื่อเดินทางไกลในแม่น้ำลำคลอง แต่ในภายหลังคงมีแต่เจ้านายหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง และสุดท้ายมีใช้แต่ในกระบวนเรือของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

กาพย์เห่เรือไม่สู้จะนิยมประพันธ์กันมากนัก เนื่องจากถือเป็นคำประพันธ์สำหรับใช้ในพิธีการ คือ ในกระบวนเรือหลวง หรือกระบวนพยุยาตราชลมารค ไม่นิยมใช้ในพิธีหรือสถานการณ์อื่นใด การแต่งกาพย์เห่เรือจึงมักแต่งขึ้นสำหรับที่จะใช้เห่เรือจริงๆ ซึ่งในแต่ละรัชกาล มีการเห่เรือเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

กาพย์เห่เรือที่ปรากฏจนถึงปัจจุบัน
วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:
กาพย์เห่เรือกาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ ในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ นิยมใช้เห่ในกระบวนเรือหลวงจนถึงปัจจุบัน
กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ชมเครื่องคาวหวาน และผลไม้)
กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชมสวน ชมนก ชมไม้ และชมโฉม)
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ชมเรือ)
กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชมเรือ ชมพระนคร ชมปลา เห่ครวญ เป็นต้น)
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (ทรงพระนิพนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีทรงเปิดสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์)
กาพย์เห่เรือ นิพนธ์ โดย นายฉันท์ ขำวิไล ในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
กาพย์เห่เรือ นิพนธ์ โดย นายหรีด เรืองฤทธิ์ ในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ



กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานและงานนักขัตฤกษ์


   
  แกงไก่มัสมั่นเนื้อ      นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน         เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์       พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน        อกให้หวนแสวง ฯ
   
มัสมั่นแกงแก้วตา       หอมยี่หร่ารสร้อนแรง 
ชายใดได้กลืนแกง       แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา 
ยำใหญ่ใส่สารพัด       วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา       ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม       เจือน้ำสมโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน        ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
หมูแนมแหลมเลิศรส        พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง        ห่างหอหวนป่วยใจโหย
ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น        วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย       ฤาจะเปรียบเทียบทันขวัญ
เทโพพื้นเนื้อท้อง       เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน       ของสวรรค์เสวยรมย์ 
ความรักยักเปลี่ยนท่า        ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม       ชมไม่วายคลับคล้ายเห็น
 
ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ       รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น       เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
เหลือรู้หมูป่าต้ม       แกงคั่วส้มใส่ระกำ 
รอยแจ้งแห่งความขำ       ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม
 
ช้าช้าพล่าเนื้อสด       ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม      สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์ 
ล่าเตียงคิดเตียงน้อง       นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล       ยลอยากนิทรคิดแนบนอน 
เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า       รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน 
เจ็บไกลใจอาวรณ์       ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
รังนกนึ่งน่าซด         โอชารสกว่าทั้งปวง 
นกพรากจากรังรวง         เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
ไตปลาเสแสร้งว่า       ดุจวาจากระบิดกระบวน
ใบโศกบอกโศรกครวญ       ให้พี่เศร้าเจ้าดวงใจ 
สังขยาหน้าตั้งไข่       ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง 
ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ        แทรกใส่น้ำกะทิเจือ 
วิตกอกแห้งเครือ       ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย
ลำเจียกชื่อขนม       นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
 
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย        โหยไห้หาบุหงางาม
มัศกอดกอดอย่างไร      น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ        ขนมนามนี้ยังแคลง 
ลุดตี่นี้น่าชม         แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง 
โอชาหน้าไก่แกง       แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
ขนมจีบเจ้าจีบห่อ       งามสมส่อประพิมประพาย
นึกน้องนุ่งจีบถวาย       ชายพกจีบกลีบแนบเทียน
รสรักยักลำนำ       ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน        เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม
ทองหยิบทิพย์เทียมทัด       สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม       ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ 
ขนมผิงผิงผ่าวร้อน       เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน 
ร้อนนักรักแรมไกล       เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง
รังไรโรยด้วยแป้ง       เหมือนนกแกล้งทำรังรวง 
โอ้อกนกทั้งปวง       ยังยินดีด้วยมีรัง 
ทองหยอดทอดสนิท         ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง       แต่ลำพังสองต่อสอง 
งามจริงจ่ามงกุฎ       ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง 
เรียมร่ำคำนึงปอง        สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
บัวลอยเล่ห์บัวงาม       คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล       สถนนุชดุจประทุม
ช่อม่วงเหมาะมีรส        หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไบคลุม        หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
ฝอยทองเป็นยองใย       เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์         เย็นชุนใช้ไหมทองจีนฯ
 




บันทึกการเข้า




...........................................................................

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 851
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 02 สิงหาคม, 2552, 12:51:02 »

การเห่เรือ เป็นกิจกรรมที่ควบคู่มากับการเดินทางทางน้ำ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ การเห่เรือในงานพระราชพิธี ที่เรียกว่า "การเห่เรือหลวง" และการเห่เรือสำหรับเที่ยวเตร่หรือในงาน พื้นบ้านที่เรียกว่า "เห่เรือเล่น" ปัจจุบันการเห่เรือเล่นลดความสำคัญลงไป คงมีแต่การเห่เรือหลวง ที่ดำรงอยู่และถือเป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องรักษาไว้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไปที่มาของการเห่เรือนั้น ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเป็นประเพณีของชนชาติต่าง ๆ หลากหลายชนชาติที่มีเรือพายใช้ เช่น อินเดีย จีน ญวน เป็นต้น ลักษณะที่พลพายจะขับร้องในเวลา พายเรือเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในการเดินทาง และผ่อนคลายความเหนื่อยอ่อนลง

สำหรับการเห่เรือ ของไทยนั้น นอกจากจะให้ความรื่นเริงแล้วยังเป็นการให้จังหวะเพื่อให้พลพายพายพร้อมกัน โดยทำเป็นทำนองเห่เรือที่แตกต่างกัน 3 อย่าง ขึ้นอยู่กับความต้องการให้พลพายพายช้าหรือเร็ว เช่น ในขณะเริ่มออกเรือขณะพายเรือตามน้ำ จะใช้ทำนอง ช้าลวะเห่ เมื่อเรือจวนถึงที่ประทับจะใช้ทำนอง สวะเห่ และถ้าต้องการให้พายหนักจังหวะเร็วจะใช้ทำนองมูลเห่ สำหรับคนเห่หรือที่เรียกว่าต้นบท ต้องเลือกคนที่มีเสียงดีและเสียงดังพอให้ได้ยินไปทั่วลำเรือ ส่วนบทเห่เรือนั้นนิยมประพันธ์เป็น ร้อยกรอง หรืออาจอยู่ในรูปของกลอนสด และมีอยู่หลายสำนวนด้วยกัน ในสมัยโบราณจะใช้บทใด ไม่ได้กล่าวไว้ แต่เป็นที่รู้จักกันดีและเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ซึ่งนิพนธ์ไว้เมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา มี 2 เรื่อง เรื่องแรก ขึ้นต้นว่า "พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย" สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์สำหรับ เรือพระที่นั่งของพระองค์เอง เวลาตามขบวนเสด็จ ฯ

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องพระยาครุฑลักนางกากี ซึ่งแต่เดิมคงใช้บทเห่เรือเรื่องนี้แต่เฉพาะเวลาทรงเรือประพาสที่ลับโดยลำพัง นอกจากนี้ยังมีบทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่รู้จักในนามของ "กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน" ซึ่งเข้าใจกันว่าทรงพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อชมสมเด็จพระศรี สุริเยนทราบรมราชชนนี ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยทรงแต่งเครื่องเสวยได้ไม่มีผู้ใดเสนอในสมัยนั้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีบทเห่เรือสำนวนใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่บทเห่เรือเหล่านั้นก็อาศัย หลักเกณฑ์ และรูปแบบของบทเห่เรือเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,920
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 07 ตุลาคม, 2552, 11:02:14 »

ศิลปะการเห่เรือ โดย นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ

          เห่เรือ   คือ  ทำนองหนึ่งของการร้องหรือ ออกเสียงประกอบการให้จังหวะแก่ฝีพายในการพายเรือ   ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ในการพายเรือพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค  ช่วยผ่อนแรงในการพายเรือระยะทางไกลๆ ได้อีกด้วย

          วัตถุประสงค์ของการเห่เรือ

          การเห่เรือในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ การให้จังหวะแก่ฝีพายจำนวนมากในการพายเรือพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคให้พร้อม- เพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย  สง่างาม  และ เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกศิลปวัฒนธรรม ของชาติที่เกี่ยวกับพระราชประเพณีดั้งเดิมในการใช้กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค   เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจของพระมหา-กษัตริย์ไทยให้คงอยู่สืบไป

          การเห่เรือของคนไทยแต่โบราณน่าจะไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือศาสนาแต่ประการใด  หากแต่เป็นไป  เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน  หรือปลุกเร้าฝีพายให้มีกำลังฮึกเหิม ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย  อันจะส่งผลให้เกิดพลังและกำลังใจในการ ยกกระบวนพยุหยาตราเพื่อออกไปทำการ รณรงค์สงครามป้องกันพระราชอาณาเขต  ดังปรากฏหลักฐานในลิลิตยวนพ่าย  ความว่า

          นอกจากนั้น ยังปรากฏหลักฐานว่ามีการเห่เรือในกระบวนทางชลมารค เพื่อความสำราญส่วนพระองค์ของเชื้อพระวงศ์  ตั้งแต่ชั้นเจ้าฟ้าขึ้นไป   ดังบทเห่เรือที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงพระนิพนธ์ขึ้นสำหรับเห่เรือพระที่นั่งของพระองค์   เมื่อตามเสด็จไปยังพระพุทธบาท สระบุรี บทเห่เรือบรรยายการโดยเสด็จออกจากกรุงศรีอยุธยาในตอนเช้าถึงท่าเจ้าสนุกในตอนเย็นพอดี


          ประวัติความเป็นมาของการเห่เรือ

          ต้นกำเนิดของการเห่เรือน่าจะมีที่มาได้เป็น  ๒ ทาง  ดังที่ปราชญ์โบราณได้กล่าวไว้ดังนี้ คือ

          ๑. เป็นกิจกรรมที่คนไทยคิดขึ้นเอง  และน่าจะมีควบคู่มากับการใช้เรือยาวเป็นพาหนะ เมื่อต้องใช้กำลังคนจำนวนมากในการออกแรงพายเรือ จึงต้องมีจังหวะสัญญาณเพื่อให้ฝีพายพายไปพร้อมๆ กัน  จะได้แรงส่งที่มากขึ้นด้วย
         

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   ทรงสันนิษฐานไว้ในนิทานโบราณคดี  นิทานที่  ๖  เรื่อง   ขานยาว  ความว่า “...แต่เห่เรือเป็นประเพณีของไทย  มิใช่ได้มาจากอินเดีย  แต่มีมาเก่าแก่มากเหมือนกัน  ข้อนี้พึงเห็นได้ในบทช้าละวะเห่  เป็นภาษาไทยเก่ามาก   คงมีบทเห่อื่นที่เก่าปานนั้นอีก  แต่คนชั้นหลังมาชอบใช้บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร...  บทเก่าก็เลยสูญไป  เหลือแต่ ช้าละวะเห่...”       

          ๒. เป็นกิจกรรมที่ไทยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย  เนื่องจากมีคำศัพท์หลายคำในพิธีการเห่เรือที่เป็นคำภาษาอื่น สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ   กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในอธิบายตำนานเห่เรือ  ความว่า

          “เวลาพายเรือข้ามแม่น้ำคงคา  มีต้น บทคนหนึ่งชักบทเป็นภาษาสันสกฤตขึ้นด้วยคำว่า “โอมรามะ”  แล้วว่าอะไรต่อไปอีกแต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ  พอหมดบท ฝีพายทั้งลำก็รับเสียงดัง “เย่อว”  พร้อมกัน...ได้ความดังนี้ จึงสันนิษฐานว่า เห่เรือหลวงนั้นเห็นจะเป็นมนตร์ในตำราไสยศาสตร์   ซึ่งพวกพราหมณ์พาเข้ามาแต่ดึกดำบรรพ์  เดิมก็คงจะเห่เป็นภาษาสันสกฤต  แต่นานมาก็เลือนไปจึงกลายเป็น “เหยอวเย่อว” อย่างทุกวันนี้  แต่ยังเรียกในตำราว่า “สวะเห่”  “ช้าละวะเห่”  และ  “มูลเห่”   พอได้เค้าว่ามาแต่อินเดีย”

          นอกจากนั้นแล้ว ประยูร  พิศนาคะ   (ป. อังศุละโยธิน)  ก็ได้สันนิษฐานไว้ในทำนองเดียวกันว่า ชาติไทยคงได้รับแบบแผนการ เห่เรือมาจากอินเดีย โดยพวกพราหมณ์นำเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อครั้งโบราณ ดังนั้น ข้อสันนิษฐานเรื่องที่มาของการเห่เรือจึงอาจ  เป็นได้ทั้ง  ๒  ทาง  กล่าวคือ  ถ้าเป็นการพาย เรือเล่นก็เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทย   หากเป็นการพายเรือหลวงก็อาจใช้รูปแบบและพิธีกรรมมาจากอินเดียก็ได้ อย่างไรก็ตาม  เมื่อศึกษาต่อไปให้ลึกซึ้ง  ประเพณีการเห่เรือของไทยแสดงความเก่าแก่สืบทอดมายาวนาน จนแสดงความเป็นไทยได้อย่างแจ่มชัด   และสะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนไทยที่ผูกพันกับสายน้ำ มีการติดต่อสัญจรทางน้ำ และสร้างความบันเทิงในขณะประกอบกิจกรรมทางน้ำเพื่อความพร้อมเพรียงและผ่อนคลายไปในเวลาเดียวกัน จนพัฒนากลายเป็นพิธีกรรมที่ขรึมขลังในปัจจุบัน



ที่มา http://guru.sanook.com
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: