Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:27:51

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง สุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  (อ่าน 17294 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 19:35:43 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว  สุวรรณสามพระโพธิสัตว์เฝ้าปรนนิบัติบำรุงบิดามารดาด้วยความร่าเริงเบิกบาน จะคอยถนอมน้ำใจมิให้บิดามารดาต้องกระทบกระเทือนใจเลย  ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ มูลผลาผลนานาชนิด พระโพธิสัตว์จะจัดเตรียมไว้ให้บุพการีทั้งสองไม่เคยบกพร่อง     คราวใดที่จะละจากอาศรม แม้เพียงเพื่อจะไปตักน้ำยังแม่น้ำมิคสัมมตา พระโพธิสัตว์จะเข้าไปกราบเท้าบิดามารดาทั้งสองเสียก่อน เพื่อให้ท่านสบายใจไม่เป็นห่วง

        ในแต่ละวัน เมื่อมีเวลาว่างก็จะเจริญภาวนาแผ่เมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาธรรม ที่พระโพธิสัตว์เจริญอยู่เนืองนิตย์ ทำให้สัตว์ป่านานาชนิดทั้งเก้ง กวาง เลียงผา กระจง กระจ้อนเกิดความคุ้นเชื่อง ได้พากันมาแวดล้อมพระโพธิสัตว์

        กล่าวถึงกรุงพาราณสี ในกาลนั้นได้มีมหากษัตริย์พระนามว่า ปิลยักขราช พระองค์ทรงโปรดเสวยเนื้อสัตว์ป่ามากเป็นพิเศษ ทั้งทรงโปรดปรานการล่าสัตว์ ครั้งหนึ่ง ได้ทรงมอบราชสมบัติให้พระชนนีทรงปกครองแว่นแคว้นแทน ส่วนพระองค์เสด็จมุ่งเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์

        พระเจ้าปิลยักขราช เที่ยวไล่ล่าสัตว์เข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ จนมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ทรงหยุดพักตรงท่าน้ำที่พระโพธิสัตว์จะต้องลงมาตักน้ำ  ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าของสัตว์ป่าที่ลงมาดื่มน้ำที่ท่านี้จำนวนมาก จึงทรงทำซุ้มกิ่งไม้พรางตัวนั่งรอเวลาให้สัตว์ได้เดินเข้ามาให้พระองค์ได้สังหาร


        ส่วนสุวรรณสามพระโพธิสัตว์ ครั้นกลับจากไปหาผลาผลแล้ว ในยามเย็นก็นำผลไม้ไปเก็บในอาศรม จากนั้นจึงเข้าไปหาบิดามารดา ไหว้ท่านทั้งสอง แล้วก็ลาท่านเพื่อไปตักน้ำที่แม่น้ำ โดยมีฝูงมฤคหมู่ใหญ่คอยแวดล้อมพระโพธิสัตว์เดินไปสู่ท่าน้ำเช่นเคย

        พระโพธิสัตว์ให้มฤค 2 ตัวเดินเคียงคู่ แล้ววางหม้อไว้บนหลังของมฤคทั้งสอง ใช้สองมือค่อยๆประคองไปสู่ท่าน้ำ  จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา บริเวณท่าน้ำที่พระราชากำลังดักซุ่มอยู่ 
 
        ส่วนพระราชาปิลยักขราช เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ มีเหล่ามฤครายล้อมอยู่รอบตัวเช่นนั้น ก็ให้อัศจรรย์ยิ่งนัก ทั้งตกตะลึงในรูปกายอันงดงามของพระโพธิสัตว์  ทรงมีดำริด้วยความสงสัยว่า ?เราท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศเป็นเวลานานจนมาถึงวันนี้ ยังไม่เคยได้เห็นมนุษย์ด้วยกันเลย ผู้นี้เป็นใครกันหนอ เหตุใดจึงรูปงาม มีผิวพรรณงดงามผ่องใส ทั้งยังมีสัตว์ป่าคอยแวดล้อมเช่นนี้  เขาจะเป็นเทวดา หรือนาคกันแน่ หากเราปรากฏตัว แล้วเข้าไปไต่ถามเขา ถ้าเป็นเทวดาก็คงเหาะขึ้นสู่อากาศ แต่หากเป็นนาคก็จักดำดินหายไป?


        พระราชายิ่งทอดพระเนตรดูพระโพธิสัตว์ก็ยิ่งทรงอัศจรรย์มากขึ้น ปรารถนาที่จะให้เหล่าบริวารชนของพระองค์ได้มาเห็นภาพอันน่าอัศจรรย์นี้ด้วย

        ครั้นแล้วจึงทรงดำริว่า ?หากเรากลับไปสู่พาราณสีแล้ว เหล่าอำมาตย์คงต้องถามเราว่า เราท่องเที่ยวไปในป่า ได้เคยเห็นสิ่งอัศจรรย์อะไรบ้าง เมื่อเราเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง พวกเขาจะถามต่อว่า แล้วสัตว์นั้นชื่อว่าอะไร  หากเราตอบเขาไม่ได้ พวกนั้นย่อมจะติเตียนเราเป็นแน่?

        เมื่อดำริแล้ว ก็ทรงเกิดความหวั่นไหว เกรงว่าพระองค์จะต้องอับอายเหล่าข้าราชบริพาร  จึงทรงต้องการรู้จักพูดคุยกับบุรุษรูปงามผู้มีผิวดุจทองคำนั้น แต่ก็ทรงเกรงว่าหากพระองค์ปรากฏตัวขึ้น เขาผู้นั้นคงจะอันตรธานไป

        ด้วยวิสัยที่คุ้นเคยอยู่กับการฆ่าและความรุนแรง ในที่สุดพระราชาจึงทรงดำริที่จะยับยั้งบุรุษผู้นั้นไว้     ด้วยการยิงลูกศรเพื่อให้บุรุษนั้นบาดเจ็บ ไม่อาจเขยื้อนกายได้ แล้วพระองค์จะได้เข้าไปถามไถ่ได้อย่างสะดวก  ดำริแล้วจึงเตรียมโก่งคันศร รอคอยเวลาที่จะยิงธนู


        ในขณะเดียวกันนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ ยืนรอให้ฝูงมฤคลงดื่มน้ำจนเพียงพอและขึ้นสู่ฝั่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อน้ำขุ่นไหลผ่านไปแล้ว จึงค่อยๆก้าวลงสู่แม่น้ำด้วยกิริยาอาการที่สงบสำรวม

        พระโพธิสัตว์ได้อาบน้ำชำระร่างกาย ระงับความกระวนกระวายแล้ว จึงขึ้นสู่ฝั่ง นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว  จากนั้นจึงยกหม้อน้ำขึ้นเช็ดให้แห้ง แล้ววางบนบ่าซ้ายโดยมิทันระวังตัวว่ากำลังมีคนแอบซุ่มจะทำร้ายตน

        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราชทรงรอคอยโอกาสอยู่ ครั้นสบโอกาส จึงยกลูกศรอาบยาพิษขึ้นยิงในทันที

        ด้วยพละกำลังมหาศาลของพระราชา ลูกศรนั้นวิ่งเร็วแรงตัดอากาศไป ถูกลำตัวข้างขวา..ทะลุออกด้านซ้ายของพระโพธิสัตว์

        ฝูงสัตว์ที่พากันแวดล้อมพระโพธิสัตว์อยู่ เมื่อรู้ว่าบัดนี้เจ้านายของตนถูกทำร้าย ต่างก็ตกใจกลัว จึงแตกตื่นวิ่งหนีหายเข้าไปในป่า ทิ้งพระโพธิสัตว์ไว้กับศัตรูเพียงลำพัง


        มาถึงตรงนี้ มีปัญหาอยู่ประการหนึ่ง ดังที่เคยสดับมาว่าผู้ที่เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์ถึง  11 ประการ หนึ่งใน 11 ประการนั้นก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า ไฟ ศัสตรา และยาพิษไม่อาจกล้ำกราย ก็แล้วพระโพธิสัตว์ผู้เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำ ทำไมจึงถูกยิงได้เล่า


        เป็นความจริงเช่นนั้น ที่อานุภาพแห่งเมตตาจิตย่อมจะคุ้มครองผู้เจริญเมตตาอยู่ทุกเมื่อ แต่เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์กำลังตักน้ำอยู่ การเจริญเมตตาจิตจึงหย่อนลงมิได้แรงกล้า กระแสแห่งเมตตาอันอ่อนนั้นจึงมิอาจต้านกำลังแห่งลูกศรของพระราชาได้

        ซึ่งเมื่อพระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษแล้ว ความเจ็บปวดได้แผ่สร้านท่วมทับสรีระทั้งสิ้น ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำลงบนเศียรเกล้า

        แม้กระนั้นพระโพธิสัตว์ ก็มิได้คิดเคืองแค้นผู้ปองร้าย หรือแสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็นแต่อย่างใด  ดำริแต่เพียงว่า ?เพราะเรามัวประมาท มิได้กำหนดจิตในขณะที่ลงไปตักน้ำ เราจึงถูกยิงเช่นนี้?   

        พิษแห่งบาดแผลสร้างความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่พระโพธิสัตว์ยังคงประคองหม้อน้ำไว้เป็นปกติ แล้วค่อยๆตั้งสติ เกลี่ยทรายทำเป็นที่ตั้งหม้อน้ำ แล้ววางหม้อลง

        กำหนดทิศ หันศีรษะไปยังทิศอันเป็นที่อยู่ของบิดามารดา จากนั้นจึงค่อยๆนอนราบไปกับพื้นทรายที่ขาวละเอียดดังแผ่นเงิน

        ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิต ที่พระโพธิสัตว์เจริญอยู่เนืองนิตย์ แม้จะถูกลอบทำร้ายถึงปานนี้ แต่ภายในใจของพระโพธิสัตว์ มิได้มีความแค้นเคืองผู้ทำร้ายแต่อย่างใด ยังคงมีจิตเมตตาที่สม่ำเสมอ
 
        พระโพธิสัตว์นอนนิ่งประหนึ่งรูปปฏิมาที่หล่อด้วยทองคำ แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า?ในหิมวันตประเทศนี้ ขึ้นชื่อว่าบุคคลผู้เคยมีเวรต่อเรา ย่อมไม่มี  แม้บุคคลผู้มีเวรต่อบิดามารดาของเราก็ไม่มี?   
 
        พระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรจนทะลุ นอนถามถึงผู้ประทุษร้ายด้วยความสงสัยว่า เราไม่เคยมีเวรกับใคร ไฉนต้องมายิงเรา ด้วยความอยากจะรู้ว่าเขายิงเราด้วยประสงค์สิ่งใด ส่วนพระราชาได้สดับแล้วจะตรัสตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 20 สิงหาคม, 2552, 07:32:05 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 12
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ ลาบิดามารดาเพื่อไปตักน้ำที่แม่น้ำ โดยมีฝูงมฤคหมู่ใหญ่คอยแวดล้อมเดินไปสู่ท่าน้ำ  จนกระทั่งมาถึงท่าน้ำที่พระราชากำลังดักซุ่มอยู่ ก็ได้ลงสู่ท่าน้ำ 

        ส่วนพระราชาปิลยักขราช เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ มีเหล่ามฤครายล้อมลงไปอาบน้ำ ก็ให้อัศจรรย์ยิ่งนัก ทรงสงสัยว่า เราท่องไปในหิมวันตประเทศเป็นเวลานาน ยังไม่เคยได้เห็นมนุษย์ด้วยกันเลย ผู้นี้เป็นใครกันหนอ เขาจะเป็นเทวดา หรือนาคกันแน่

        ด้วยวิสัยที่คุ้นเคยอยู่กับการฆ่า ในที่สุดพระราชาจึงทรงคิดที่จะหยุดพระโพธิสัตว์ไว้ด้วยลูกธนู     จึงเตรียมวางลูกธนูไว้บนแล่ง รอเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเข้ามาในวิถีธนู

        ส่วนพระโพธิสัตว์ได้อาบน้ำชำระร่างกาย ระงับความกระวนกระวายแล้ว จึงขึ้นสู่ฝั่ง นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว ยกหม้อน้ำขึ้นวางบนบ่าซ้ายเดินกลับสู่อาศรม ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ครั้นสบโอกาส จึงปล่อยลูกธนูอาบยาพิษให้พุ่งเข้าสีข้างด้านขวาทะลุออกด้านซ้ายของพระโพธิสัตว์

        พระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษเจ็บปวดสุดประมาณ ดำริว่า เรามัวประมาท มิได้เจริญเมตตาจิตในขณะที่ลงไปตักน้ำจึงถูกยิงเช่นนี้  จึงค่อยๆวางหม้อลง  นอนราบลงกับพื้นทรายกล่าวว่า ในหิมวันตประเทศนี้ บุคคลผู้มีเวรต่อเราไม่มี  แม้บุคคลผู้มีเวรต่อบิดามารดาของเราก็ไม่มี


        พูดได้เพียงเท่านี้โลหิตสีแดงสดได้ไหลทะลักออกจากปาก พระโพธิสัตว์ถ่มโลหิตนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อว่า ?ใครหนอใช้ลูกศรยิงเรา ในขณะที่เรามัวประมาทกำลังแบกหม้อน้ำอยู่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือบุคคลเช่นไรหนอยิงเราด้วยลูกศรแล้วซ่อนกายอยู่? 

        กล่าวเช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นผู้ใดปรากฏกายแสดงตัวออกมาให้เห็น สุวรรณสามโพธิสัตว์จึงกล่าวต่อว่า ?เนื้อของเราก็กินไม่ได้ หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเหตุใดถึงได้ยิงเรา  ท่านเป็นใครกัน  เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร ได้โปรดเถิดสหาย เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเราเถิด ทำไมท่านถึงได้ยิงเรา แล้วจึงซ่อนตัวเสียเช่นนี้?   

        พูดได้เพียงเท่านี้เลือดก็ยิ่งไหลนองจนทั่วพื้นดิน เรี่ยวแรงของพระโพธิสัตว์เริ่มลดน้อยลงไป จึงได้แต่นอนนิ่งอยู่


        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับถ้อยคำอันไพเราะของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ดำริว่า ?บุรุษผู้นี้ แม้จะถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่กลับไม่ตัดพ้อด่าทอเราเลยแม้แต่น้อย กลับเรียกหาเราด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเหลือเกิน ประหนึ่งกุมหัวใจเราเอาไว้แล้วบีบเค้น หากเราไม่ไปหาเขา เราคงทนไม่ได้แน่? ครั้นแล้ว พระราชาจึงเสด็จไปประทับยืนแสดงพระองค์อยู่ในที่ใกล้พระโพธิสัตว์

        เพราะไม่รู้ว่าบุคคลที่พระองค์ประทุษร้ายนั้น คือมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ประกอบกับใจที่หยาบกระด้างด้วยทิฐิมานะ ไม่ทรงยอมรับว่าการกระทำเมื่อครู่เป็นความผิด

        พระราชาจึงมิได้แสดงอาการสำนึกผิดแต่ประการใด  กลับตรัสสรรเสริญพระองค์เองว่า   ?เราเป็นพระราชาของชาวกาสี มหาชนต่างเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักขราช  เราละแว่นแคว้นออกท่องเที่ยวแสวงหามฤค จนมาถึงสถานที่นี้   เราเป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์การใช้ธนู มีความแม่นยำยากจะหาใครเสมอเหมือน แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศรของเรา ก็ไม่อาจพ้นไปได้   แล้วท่านล่ะ คือใครกัน เป็นมนุษย์ เป็นนาค หรือเทวดาเหล่าใด ขอท่านจงแจ้งชื่อและโคตรของบิดาท่านและตัวท่านเองแก่เราด้วย?


        เมื่อสดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว พระโพธิสัตว์ก็รู้ได้ทันทีว่า ?พระราชานี้กระทำลงไปด้วยเหตุที่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์ หากเราจะบอกพระองค์ไปว่า เราเป็นเทวดา นาค ยักษ์ กินนร   หรือเป็นกษัตริย์เช่นพระองค์ พระราชานี้ย่อมจะเชื่อคำของเรา แต่เราจะทำเช่นนั้นทำไมกัน เราควรบอกความจริงแก่พระองค์? 

        ดำริแล้วพระโพธิสัตว์จึงกล่าวไปว่า ?ขอจงทรงพระเจริญเถิด มหาบพิตร ข้าพระองค์เป็นมนุษย์ เป็นบุตรฤษี  ฤษีผู้เป็นบิดาของข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพรานไพร ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์ว่าสามะ?

        ...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิด ข้าพระองค์กำลังจะตายเพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ไม่ต่างอะไรกับมฤคที่ถูกล่าโดยพรานป่า   ข้าแต่พระราชา เชิญทอดพระเนตรลูกศรที่พระองค์ทรงยิงมาเถิด มันแล่นเข้าข้างขวาทะลุออกด้านซ้าย ข้าพระองค์กำลังนอนจมกองโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่ายทรมานยิ่งนัก


        ...ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า  พระองค์ยิงข้าพระองค์แล้ว ไยจึงซ่อนพระองค์อยู่   เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าก็เพราะงา แล้วข้าพระองค์เล่า เป็นผู้ควรถูกยิงด้วยเหตุอะไร?

        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงรู้ว่า คนผู้นี้เป็นมนุษย์ ครั้นแล้วจึงทรงละอายยิ่งนัก ไม่อาจตรัสบอกไปตามความเป็นจริงได้ จึงตรัสคำเท็จไปว่า  ?ดูก่อนสามะ เราเองกำลังจะยิงสัตว์ป่าพวกนั้น มันกำลังเข้ามาสู่ระยะลูกศรของเรา   แต่พอพวกมันเห็นท่านเท่านั้น พวกมันก็หนีไป เราจึงโกรธ เพราะความโกรธนั้น เราจึงยิงท่าน?     

        ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้กล่าวขึ้นว่า  ?ข้าแต่พระราชา  พระองค์ตรัสอะไร??  ขึ้นชื่อว่าเหล่ามฤคที่อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ เมื่อเห็นข้าพระองค์แล้วจะหนีไปนั้น เป็นไม่มี   จำเดิมแต่ข้าพระองค์จำความได้  รู้จักถูก รู้จักผิด รู้จักอะไรดี อะไรชั่ว ฝูงมฤคในป่าแม้จะดุร้าย ก็ไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวข้าพระองค์เลย   นับแต่กาลที่ข้าพระองค์ยังอยู่ในวัยเด็ก เหล่ามฤคพวกนั้นแม้จะดุร้ายเพียงใด ก็ไม่เคยคิดทำอันตรายหรือหวาดกลัวข้าพระองค์เลย 


        ...ข้าแต่พระราชา แม้ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัว หลบลี้อยู่ในภูเขาคันธมาทน์ เมื่อได้เห็นข้าพระองค์แล้ว ก็ไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวเลย พวกเราล้วนมีมิตรภาพต่อกัน เที่ยวเล่นไปในที่ต่างๆด้วยกันทั้งในป่าและภูเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่ามฤคทั้งหลายจะสะดุ้งหวาดกลัวข้าพระองค์ด้วยเหตุอันใด?

        พระเจ้าปิลยักขราชได้สดับดังนั้น ก็ทรงอัศจรรย์ในสิ่งที่ได้สดับ นึกชื่นชมว่า ชายหนุ่มผู้นี้ช่างพูดได้ไพเราะ และถูกต้องเป็นไปตามความเป็นจริง แม้เราก็ได้เห็นด้วยตนเองว่า สัตว์ทั้งหลายไม่แสดงอาการหวาดกลัวชายหนุ่มนี้เลย ส่วนพระราชาจะตรัสตอบพระโพธิสัตว์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2552, 10:33:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 13
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ขณะที่แบกหม้อน้ำกลับอาศรม ได้ถูกยิงด้วยธนูจึงร้องถามว่า " เนื้อของเราก็กินไม่ได้ หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเหตุใดถึงได้ยิงเรา  ท่านเป็นใคร ทำไมท่านถึงได้ยิงเรา แล้วซ่อนตัวเสียเช่นนี้ "   พูดได้เพียงเท่านี้ก็สิ้นเรี่ยวแรงนอนนิ่งอยู่


        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับวาจาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ดำริว่า บุรุษนี้ แม้จะถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่ก็ยังเรียกหาเราด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  ดำริฉะนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสบอกฐานะของพระองค์ แล้วก็ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่าเป็นมนุษย์ นาค หรือเทวดา

        พระโพธิสัตว์เมื่อสดับพระดำรัสของพระราชาก็รู้ว่า "พระราชานี้ยิงเราโดยที่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์ หากเราจะบอกพระองค์ไปว่า เราเป็นกษัตริย์ พระราชานี้ก็จะทรงเชื่อ แต่เราจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร"   จึงกล่าวว่า "ข้าพระองค์เป็นมนุษย์ เป็นบุตรของฤษี  ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์ว่าสามะ"


        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงรู้ว่า ผู้นี้เป็นมนุษย์ จึงทรงละอายยิ่งนัก ไม่อาจตรัสบอกความจริงได้ จึงตรัสคำเท็จไปว่า  "ดูก่อนสามะ เราเองกำลังจะยิงสัตว์ป่าพวกนั้น มันกำลังเข้ามาสู่ระยะลูกศรของเรา แต่พอพวกมันเห็นท่านเข้าแล้วก็หนีไป เราโกรธมากจึงยิงท่าน"   

        ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้กล่าวขึ้นว่า   "พระองค์ตรัสอะไร?  เหล่ามฤคที่อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ เห็นข้าพระองค์แล้วไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวเลย พวกเราล้วนมีมิตรภาพต่อกัน เที่ยวเล่นไปในที่ต่างๆด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ มฤคทั้งหลายจะสะดุ้งกลัวหนีข้าพระองค์ไปด้วยเหตุอันใด"


        ครั้นได้สดับคำกล่าวตามที่เป็นจริงของสุวรรณสามแล้ว พระราชาก็ทรงเกิดความละอายพระทัยว่า เรายิงพ่อสามะผู้ไร้ความผิดก็นับว่าทำกรรมอันหยาบช้านักแล้ว ยังมากล่าวเท็จกับเธออีก   จึงทรงรับสารภาพว่า ?ดูก่อนสามะ อันที่จริง เนื้อเหล่านั้นเห็นท่านแล้วก็มิได้ตกใจอะไรเลย เรากล่าวคำเท็จกับท่าน เพราะเราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ จึงยิงท่านด้วยลูกศร? 

        ครั้นตรัสแล้ว พระราชาก็ทรงมีดำริว่า สามะผู้นี้คงมิได้อาศัยอยู่ในป่านี้เพียงลำพังเป็นแน่ เขาคงต้องมีญาติ แล้วญาติพี่น้องของเขาอยู่ที่ไหนกันหนอ เราจะลองถามเขาดู   ดำริดังนี้แล้วจึงตรัสถามอีกว่า   ?ดูก่อนสามะ ท่านมาจากไหน ใครใช้ให้ท่านมาตักน้ำล่ะ? 

        พระโพธิสัตว์เมื่อจะตอบพระดำรัสของพระราชา ได้กลั้นทุกขเวทนาเป็นอันมากเอาไว้ บ้วนโลหิตที่ไหลทะลักออกจากปาก แล้วกล่าวว่า ?ข้าแต่มหาราช บิดามารดาของข้าพระองค์ตาบอด ...ข้าพระองค์เลี้ยงท่านอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์มาตักน้ำดื่มในที่นี้ก็เพื่อท่านทั้งสอง? 

        เมื่อเอ่ยถึงบิดามารดาแล้ว ความเศร้าโศกก็พลันท่วมใจพระโพธิสัตว์ เพราะรู้ว่าตนคงไม่รอดจากความตาย ได้กลับไปหาท่านทั้งสองอีกแล้ว


        พระโพธิสัตว์จึงพร่ำรำพันถึงบุพการีทั้งสองปานหัวใจจะแตกสลายว่า ?เวลานี้ อาหารของบิดามารดาข้าพระองค์ยังพอมีอยู่ มีเพียงพอที่จะให้ท่านทั้งสองดำรงชีวิตอยู่ได้อีก 6 วัน

        ...แต่ท่านทั้งสองนั้นตาบอดหมดทั้งสองข้าง ข้าพระองค์เกรงว่าท่านจะตายเสียก่อนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ 

        ...ข้าแต่พระราชา  ความทุกข์ที่ถูกศรอาบยาพิษแทงทะลุร่างกายแม้จะมีมาก แต่ก็เป็นเพียงความทุกข์กายที่ข้าพระองค์อดกลั้นได้ แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้เห็นบิดามารดาอีกนั้น นับว่าเป็นความทุกข์ทรมานใจยิ่งกว่าทุกข์เพราะถูกยิงเสียอีก 

        ...บิดามารดาทั้งสอง เมื่อไม่ได้พบข้าพระองค์ ท่านคงต้องร้องไห้ถึงข้าพระองค์ตลอดราตรี อาจสูญสิ้นชีวิตไปในกึ่งราตรี หรือที่สุดแห่งราตรี ดุจแม่น้ำน้อยในฤดูร้อน เมื่อถูกแสงแดดแผดเผาก็จักเหือดแห้งไป

        ...ข้าพระองค์เคยบำรุงท่านทั้งสอง คอยนวดมือนวดเท้าให้ มาบัดนี้เมื่อไม่เห็นข้าพระองค์แล้ว ท่านทั้งสองจักต้องบ่นเรียกหาว่า พ่อสามะไปเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เจ้าไปไหนหนอป่านนี้ยังไม่กลับมา   

        ... ข้าแต่เจ้าเหนือหัว ก็ลูกศรคือความเศร้าโศกนี้แหละ ที่แผดเผาจิตใจของข้าพระองค์อยู่ ข้าพระองค์เห็นจะต้องตายเป็นแน่ในคราวนี้ ข้าพระองค์จะไม่ได้เห็นบิดามารดาทั้งสองอีกแล้ว?


        พระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับสุวรรณสามโพธิสัตว์คร่ำครวญถึงบิดามารดาเช่นนี้ ก็ทรงมีดำริว่า ?บุรุษนี้เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งอยู่ในธรรม ปฏิบัติบิดามารดาอย่างยอดเยี่ยมยากจะหาบุคคลใดเสมอเหมือน

        ...แม้ตนจะได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนี้ ก็ยังคร่ำครวญห่วงหาแต่บิดามารดา เราเองได้ทำความผิดต่อบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมถึงเพียงนี้ เราคงต้องตกนรกแน่ เราจะไถ่โทษของเราอย่างไรดี? 

        ดำริดังนี้แล้ว พระราชาก็ทรงนึกถึงภาพในมหานรก ทรงเกิดความสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง จึงดำริว่า ?หากเราต้องตกไปสู่นรก แล้วราชสมบัติที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยอะไรเราได้

        ... เราจะยังไม่กลับไปครองราชย์ แต่จะอยู่ที่นี่  แล้วเลี้ยงดูบิดามารดาแทนเขา โดยจะไม่บอกให้ท่านทั้งสองรู้ว่า บัดนี้บุตรชายได้ตายไปแล้ว?   

        เมื่อตกลงพระทัยเช่นนี้แล้ว จึงตรัสว่า?ดูก่อนสามะ ท่านอย่าพร่ำรำพันอะไรอีกเลย เราเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในการยิงธนู เป็นที่เลื่องลือไปทั่วชมพูทวีปว่ามีความแม่นยำนัก

        ... เราจะฆ่ามฤค และแสวงหาผลาผลในป่า มาทำการงานเลี้ยงดูบิดามารดาของท่าน ดูก่อนสามะ ที่อยู่อาศัยของบิดามารดาของท่านอยู่ที่ไหน จงบอกแก่เราเถิด เราจะเลี้ยงท่านทั้งสอง ให้เหมือนกับที่ท่านทำ?


        พระโพธิสัตว์สดับคำของพระราชาแล้ว ก็ดีใจยิ่งนัก ได้ทูลว่า ?เป็นมหากรุณายิ่งนักพระเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงโปรดเลี้ยงดูบิดามารดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด?

        จากนั้นก็ได้ชี้บอกหนทางให้พระราชาทรงทราบว่า  ?เส้นทางที่จะไปยังอาศรมของข้าพระองค์นั้น อยู่ทางด้านหัวนอนของข้าพระองค์ ขอพระองค์เสด็จดำเนินไปชั่วกึ่งเสียงกู่ร้อง ก็จะถึงสถานที่อยู่ของบิดามารดาของข้าพระองค์ ขอพระองค์เสด็จไป แล้วเลี้ยงดูท่านทั้งสองเถิด?

        พระมหาสัตว์ทูลบอกหนทางแด่พระราชาแล้ว ได้กลั้นทุกขเวทนาอันแรงกล้า แล้วรวบรวมกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด ประคองอัญชลีทูลวิงวอนต่อพระราชาเป็นครั้งสุดท้าย ว่า ?ข้าแต่มหาราช     ข้าพระบาทขอน้อมกราบพระองค์

        .... ข้าแต่มหาราช    ข้าพระบาทขอน้อมกราบพระองค์  ขอพระองค์ทรงบำรุงเลี้ยงบิดามารดาผู้ตาบอดในป่าใหญ่ด้วยเถิด


        ...และขอพระองค์จงตรัสบอกบิดามารดาของข้าพระองค์ด้วยเถิดว่า     สามะขอกราบลาบิดามารดาผู้มีพระคุณยิ่งเป็นครั้งสุดท้าย?
 
 
        เมื่อกล่าวจบกำลังแห่งยาพิษก็ได้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อทนพิษแห่งบาดแผลไม่ไหว ก็ถึงกับสิ้นสตินอนนิ่งไป ส่วนพระราชา บัดนี้ได้ตระหนักถึงความผิดของตนอย่างถ่องแท้ แต่พระองค์จะทรงทำประการใดต่อนั้น  โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2552, 19:17:03 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 14
 


        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าปิลยักขราชทรงรับสารภาพกับสุวรรณสามว่า  เนื้อเหล่านั้นเห็นท่านแล้วก็มิได้ตกใจอะไรเลย เรากล่าวคำเท็จกับท่าน แล้วก็ทรงมีดำริว่า สามะผู้นี้คงมิได้อยู่ในป่านี้เพียงลำพัง เขาคงต้องมีญาติ จึงตรัสถามว่า  สามะ ท่านพักอยู่ที่ไหน ใครใช้ให้ท่านมาตักน้ำ


        พระโพธิสัตว์ได้กลั้นทุกขเวทนาเอาไว้ แล้วกล่าวว่า "บิดามารดาของข้าพระองค์ตาบอด
 ข้าพระองค์มาตักน้ำดื่มในที่นี้เพื่อท่านทั้งสอง เวลานี้ อาหารยังคงพอที่จะให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ได้อีก 6 วัน แต่เกรงว่าท่านจะตายเสียก่อนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ  ข้าพระองค์คงจะไม่ได้เห็นท่านทั้งสองอีกแล้ว"

        พระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับสุวรรณสามคร่ำครวญถึงบิดามารดาเช่นนั้น ก็ดำริว่า ?บุรุษนี้เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ปฏิบัติบิดามารดาอย่างยอดเยี่ยม แม้จะได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนี้ ก็ยังคร่ำครวญห่วงหาแต่บิดามารดา เราได้ทำความผิดต่อบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม คงจะต้องตกนรกแน่? 

        ทรงเกิดความสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง จึงดำริว่า "หากเราต้องตกไปสู่นรก ราชสมบัติจะช่วยอะไรเราได้  เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาแทนเขาเอง"   ดำริฉะนี้แล้วจึงตรัสว่า สามะ ท่านอย่ารำพันอะไรอีกเลย เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาของท่านเอง  จงบอกเรามาเถิดว่า บิดามารดาของท่านอยู่ที่ไหน

        พระโพธิสัตว์สดับคำของพระราชาแล้ว ก็ดีใจยิ่งได้ทูลว่า ?ท่านทั้งสองอยู่ทางทิศหัวนอนของข้าพระองค์ ขอฝากพระองค์จงทรงโปรดเลี้ยงดูบิดามารดาแทนข้าพระองค์ด้วย และขอพระองค์โปรดตรัสบอกท่านทั้งสองด้วยว่า สามะขอกราบลาบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้าย?

        สิ้นเสียงสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย สุวรรณสามก็ถึงวิสัญญีภาพนอนแน่นิ่งไป ลมหายใจที่หอบแรงอยู่เมื่อครู่ บัดนี้ได้หยุดลงแล้ว ริมฝีปากบอบบางได้รูป ก็ปิดสนิทแล้ว แม้กระทั่งดวงเนตรที่งดงามเคยทอดมองผืนป่าด้วยเมตตาไม่มีที่สิ้นสุด มาบัดนี้ได้หลับสนิทแล้ว


        มือเท้าทั้งสองข้างที่เคยทำแต่ความดี ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาด้วยดีตลอดมา เริ่มเย็นและแข็งกระด้าง หยาดโลหิตยังคงไหลออกมาไม่ขาดสาย

        พระเจ้าปิลยักขราช ทรงเห็นสุวรรณสามนอนแน่นิ่งไปเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย รีบตรวจดูลมที่ปลายจมูกของพระโพธิสัตว์ ก็ทรงรู้ว่าบัดนี้ลมหายใจเข้าออกได้หยุดลงแล้ว อีกทั้งสรีระทั้งสิ้นก็เริ่มแข็งประหนึ่งท่อนไม้

        จึงดำริว่า บัดนี้สุวรรณสามได้ตายเสียแล้วหนอ พระราชาทรงเศร้าโศกยิ่งนัก ได้ทรุดกายลงซบพระเศียรที่ฝ่าพระหัตถ์ แล้วทรงคร่ำครวญอย่างสุดที่จะกลั้นความโศกไว้ได้ 

        ทรงพร่ำรำพรรณกับตนเองว่า  ?แต่ก่อนแต่ไรมา เราคิดว่าจะไม่แก่ไม่ตาย แต่เราเพิ่งรู้ในวันนี้เอง เพราะได้เห็นท่านสามะบัณฑิตมาตายจากไป มฤตยูทั้งหลายที่จะไม่ปรากฏนั้นเป็นไม่มี

        ...สามะบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษแล้ว ได้พูดอยู่กับเราเมื่อครู่ แต่มาบัดนี้กลับไม่พูดอะไรอีก เราคงต้องตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นกรรมอันหยาบช้าของเราแท้ๆ?


        ครั้งนั้น มีเทพธิดานามว่า พสุนธรี เป็นผู้คอยปกปักษ์รักษาผืนป่าเบื้องบนภูเขาคันธมาทน์มายาวนาน   

        ย้อนไปในครั้งอดีตชาติ ในภพชาติที่ 7 นับแต่อัตภาพนี้ นางเคยเกิดเป็นมารดาของพระโพธิสัตว์มาก่อน

        ครั้นเมื่อวงจรแห่งวัฏฏะได้หมุนเวียนมาบรรจบ ทำให้นางเทพธิดามาพบกับพระโพธิสัตว์ซึ่งเคยเกิดเป็นบุตรของนางอีกครั้ง นางจึงบังเกิดความรักในพระโพธิสัตว์ประดุจบุตรน้อยที่เกิดจากครรภ์ของตน 

        ในดวงใจของนางนั้น แม้กาลจะล่วงเลยมาเนิ่นนานเพียงใด ความรักในบุตรก็ยังคงเดิมมิแปรเปลี่ยน   นางเฝ้าคอยสอดส่องดูแลพระโพธิสัตว์อยู่เนืองนิตย์

        แต่ในครั้งนี้ เป็นคราวที่นางต้องไปสู่เทวสมาคม นางจึงมิได้เล็งแลมายังพระโพธิสัตว์เหมือนดังเก่า  แต่ครั้นกลับจากเทวสมาคมแล้ว นางก็ตรวจตราดูทันทีว่า เวลานี้สามะบุตรของเราเป็นอย่างไรบ้างหนอ 


        ครั้งนางได้มองดูด้วยทิพจักษุ จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระโพธิสัตว์   นางจึงคิดว่า ในยามนี้พระราชาทรงเศร้าโศกคร่ำครวญถึงลูกสามะ หากเราไม่ไปในที่นั้นเพื่อเตือนพระสติพระราชา พ่อสามะบุตรของเราก็จะถึงความพินาศเป็นแน่

        แม้แต่บิดามารดาของสามะเองก็จะอดอาหารจนสิ้นชีวิต   กระทั่งพระราชาผู้ทรงทำร้ายลูกสามะ ก็จะทรงเสียพระหฤทัย จนพระหทัยแตกสลายในที่สุด 

        แต่ถ้าหากเราไปในที่นั้นแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย  ดำริดังนี้แล้ว นางเทพธิดาพสุนธรี จึงออกจากวิมานของตนมาสถิตอยู่เบื้องบนนภากาศเหนือพระราชา โดยมิได้ปรากฏกายให้พระราชาเห็นแต่อย่างใด

        แล้วได้กล่าวตำหนิพระราชาให้ทรงสำนึกผิดว่า ?ข้าแต่มหาราชเจ้า  เหตุใดพระองค์จึงทรงโศกเศร้ามากมายเช่นนี้ พระองค์จะทรงคร่ำครวญหาสิ่งที่ล่วงแล้วไปทำไมกัน ก็ในเมื่อทรงประทุษร้ายสุวรรณสามด้วยพระองค์เองมิใช่หรือ 

        ...ข้าแต่พระราชา  ...พระองค์ทรงทำความผิดไว้มาก ได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ประทุษร้ายสุวรรณสามผู้บริสุทธิ์ ทำให้บิดามารดาผู้ตาบอดของเธอพลอยลำบาก และกำลังจะอดตายตามกันไป


        ...ชนทั้งสามนี้ล้วนเป็นผู้ไม่สมควรต่อการประทุษร้ายเลยแต่กลับถูกพระองค์ฆ่าเสียด้วยลูกศรลูกเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงทำบาปมหันต์ จะตกไปสู่อบายอย่างแน่แท้? 

        ฝ่ายพระราชา แม้จะสดับเสียงแปลกประหลาดที่มองไม่เห็นตัวผู้กล่าว ก็มิได้ทรงตกพระทัยหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะความโศกตรมกำลังครอบคลุมใจ หากแต่พระองค์กลับทรงคล้อยตามคำกล่าวนั้น จึงยิ่งบังเกิดความสำนึกผิดในการกระทำอันเลวร้ายของพระองค์เอง

        ครั้นตอกย้ำถึงความผิดพลาดมหันต์ของพระราชาแล้ว นางเทพธิดาจึงกล่าวปลอบโยน พร้อมทั้งแนะนำพระราชาว่า   ?ข้าแต่มหาราช หากพระองค์ทรงปรารถนาสวรรค์ ไม่ต้องการนรก ก็ขอเชิญสดับเถิด

        ...ข้าพเจ้าจะพร่ำสอนพระองค์เพื่อให้พระองค์ทรงดำเนินไปสู่สุคติ ...ขอให้พระองค์จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองผู้ตาบอดของสุวรรณสามเถิด แล้วสุคติจะพึงมีแก่พระองค์?

        พระราชาสดับคำของเทพธิดาแล้ว ก็ทรงคลายความโศกลงทรงเชื่อมั่นว่าเมื่อพระองค์เลี้ยงดูบิดามารดาของสุวรรณสามแล้ว ย่อมล้างบาปที่ทรงกระทำไว้ ปิดอบายแล้วไปสู่สวรรค์ได้  จึงทรงตั้งพระหฤทัยมั่นที่จะทำตามคำของเทพธิดาโดยมิได้ทรงห่วงใยในพระราชสมบัติ 


        เมื่อทรงระงับความโศกให้เบาบางลงแล้ว จึงทรงนำเอามวลบุพชาตินานาพรรณ
มาบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์ ประพรมด้วยน้ำ ทรงกระทำประทักษิณสามรอบ แล้วจึงทรงกราบร่างที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ ในทิศทั้ง 4

        แล้วถือเอาหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ตักไว้จนเต็มเปี่ยม บ่ายพระพักตร์เสด็จไปทางทิศทักษิณ อันเป็นหนทางไปสู่อาศรมบทด้วยพระพักตร์ที่เศร้าหมอง  ปล่อยให้ร่างของสุวรรณสามนอนอยู่แต่เพียงผู้เดียว ส่วนว่าพระราชาเมื่อไปถึงอาศรมของฤษีทั้งสอง จะทรงปฏิบัติต่อบิดามารดาของพระโพธิสัตว์อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 26 สิงหาคม, 2552, 20:16:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 15
 


        จากตอนที่แล้ว  สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวสั่งลาฝากไปถึงบิดามารดากับพระเจ้าปิลยักขราชแล้วก็ถึงวิสัญญีภาพนอนสงบนิ่ง ลมหายใจได้หยุดลง

        พระเจ้าปิลยักขราช ทรงเห็นสุวรรณสามนิ่งไปเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย รีบตรวจดูลมที่ปลายจมูก ก็ทรงรู้ว่าพระโพธิสัตว์ได้สิ้นลมแล้ว จึงเศร้าโศกยิ่งนัก ได้ทรุดกายลงซบพระเศียรที่ฝ่าพระหัตถ์ แล้วทรงคร่ำครวญว่า เราฆ่าบุคลผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมตาย คงต้องตกนรกอย่างแน่แท้


        ครั้งนั้น มีเทพธิดานามว่า พสุนธรี อาศัยอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มายาวนาน   ในอดีตชาติได้เคยเกิดเป็นมารดาของพระโพธิสัตว์มาก่อน  ทุกวันนางจะคอยให้ความคุ้มครองพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ  แต่ในครั้งนี้ นางต้องไปสู่เทวสมาคมจึงไม่ได้ตรวจดูพระโพธิสัตว์

        เมื่อกลับจากเทวสมาคมแล้วนางก็รีบตรวจดู จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้รีบมาสถิตในอากาศกล่าวกับพระราชาว่า "พระองค์จะทรงคร่ำครวญไปทำไม หากพระองค์ปรารถนาจะไถ่บาป  ก็จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองของสุวรรณสามเถิด แล้วสุคติจะพึงมีแก่พระองค์"

        พระราชาสดับคำของเทพธิดาแล้ว ก็ทรงยึดมั่นในคำของนาง  จึงทรงระงับความโศก แล้วทรงบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้ป่า ทรงกราบร่างของพระโพธิสัตว์แล้วถือเอาหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ตักไว้ บ่ายพระพักตร์เสด็จไปสู่อาศรมของฤษีทั้งสอง

        พระราชาทรงถือหม้อน้ำเสด็จดำเนินเรื่อยไปตามเส้นทางที่สุวรรณสามได้ทูลบอกไว้ จนกระทั่งมาถึงอาศรม   โดยทรงตั้งพระทัยไว้ว่า จะสวมรอยเป็นสุวรรณสามแล้วเลี้ยงดูฤษีทั้งสองอยู่ในป่าแห่งนี้ไปจนตลอดพระชนม์ชีพ โดยจะทรงปกปิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าสุวรรณสาม มิให้ฤษีทั้งสองได้ล่วงรู้ 

        แต่เพราะความที่พระองค์เป็นผู้มีพละกำลังมาก ไม่ได้ทรงฝึกฝนในการเดินไม่ให้มีเสียงดัง เมื่อทรงเดินถือหม้อน้ำเข้าไปสู่อาศรมบท จึงเกิดเสียงพระบาทดังผิดไปกว่าวันก่อนๆ


        ทำให้ทั่วทั้งอาศรมสะเทือนไหว  ฝ่ายทุกูลฤษีแม้จะตาบอดมองไม่เห็นสิ่งใด แต่เมื่อฟังเสียงฝีพระบาทของพระราชาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า คนผู้นี้มิใช่สุวรรณสามบุตรของเรา เกิดความสงสัยว่า เขาผู้นี้เป็นใครกันหนอ  เข้ามาสู่อาศรมเพราะเหตุอันใดกัน

        ทุกูลฤษีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า   ?นั่นเสียงฝีเท้าใครหนอ  ต้องเป็นเสียงฝีเท้ามนุษย์เป็นแน่ แต่คงไม่ใช่เสียงฝีเท้าสามะบุตรของเรา  ลูกสามะของเราเดินเบา วางเท้าเบา เสียงฝีเท้าของลูกเรา ไม่ดังอย่างนี้ ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ  โปรดแจ้งแก่เราด้วยเถิด?


        พระราชาได้สดับคำถามนั้นแล้ว ก็ทรงรู้ว่า คงไม่อาจปกปิดความจริงแก่สองฤษีนี้ได้ ทรงรู้สึกหนักพระทัยยิ่งนักที่จำต้องบอกความจริงแก่สองฤษีผู้ตาบอด ที่เฝ้ารอการกลับมาของบุตรด้วยความหวัง จึงทรงดำริหาวิธีที่จะให้ฤษีทั้งสองเศร้าโศกน้อยที่สุด

        ครั้นแล้วจึงดำริว่า ?หากเราไม่บอกความที่เราเป็นพระราชา แล้วแจ้งไปว่าเราฆ่าบุตรของทั้งสองเสียแล้ว ท่านทั้งสองนี้ก็ย่อมจะโกรธเรา และกล่าวคำหยาบกับเรา

        เมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมจะโกรธตอบ อาจพลาดพลั้งบันดาลโทสะทำร้ายท่านทั้งสองก็เป็นได้ เราควรบอกความที่เราเป็นพระราชา เพื่อให้ฤษีทั้งสองนี้เกรงกลัวไม่กล้าที่จะด่าว่าเรา? 

        เมื่อทรงไตร่ตรองดีแล้ว จึงตั้งใจที่จะบอกความที่พระองค์ทรงเป็นพระราชาก่อน แล้วจึงค่อยหาโอกาสแจ้งเรื่องที่ทรงฆ่าสุวรรณสามให้ฤษีทั้งสองรู้

        จึงทรงวางหม้อน้ำแล้วประทับยืนที่ประตูบรรณศาลา แล้วตรัสว่า ?พระคุณเจ้าเอย ข้าพเจ้าขอไหว้ท่าน ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายเรียกว่า พระเจ้าปิลยักขราช

        ...ข้าพเจ้าละทิ้งแว่นแคว้นออกท่องเที่ยวแสวงหาเนื้อมฤคเรื่อยมาจนถึงสถานที่นี้ ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการยิงธนู มีความแม่นยำมาก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศรของข้าพเจ้า ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากความตายไปได้?


        ครั้นได้ทราบว่าบุคคลผู้นี้เป็นพระราชาผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของตน ทุกูลฤษีจึงกล่าวปฏิสันถารเชิญชวนพระราชาให้ทรงดื่มกินด้วยถ้อยคำไพเราะว่า ?ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จถึงที่นี้ เป็นการเสด็จมาดีแล้ว

        ...พระองค์เสด็จมาไกล อาจจะทรงหิวกระหาย   ขอเชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่าเถิดพระเจ้าข้า แม้จะเป็นผลไม้เล็กน้อย แต่ก็พอระงับความหิวกระหายได้ ขอทรงโปรดเลือกเสวยผลที่ดีๆเถิด 

        ...ข้าแต่พระราชา หากทรงพระประสงค์ ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น มีรสจืดสนิทที่นำมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลมาจากซอกเขาเถิด?

        ยิ่งได้ฟังถ้อยคำปฏิสันถารที่ล้วนแต่ไพเราะรื่นหูของทุกูลฤษีแล้ว พระราชาก็ยิ่งสลดพระทัย เกิดความสงสารฤษีทั้งสองยิ่งนัก ไม่อยากทำร้ายจิตใจของสองฤษีให้มากไปกว่านี้เลย

        แต่เมื่อจำต้องบอกความจริง พระราชาจึงตรัสขึ้นว่า ?ท่านทั้งสองมีจักษุที่มืดบอด ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดๆได้ อาศัยอยู่ในป่าใหญ่เช่นนี้ แล้วใครเล่าเป็นคนหาผลไม้มาคอยปรนนิบัติท่าน ผลไม้เหล่านี้ได้ถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี โดยฝีมือของคนตาดีแน่แท้ ใครหนอเป็นคนทำ?
 
        ?ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ไปนำผลาผลเหล่านี้มาจากป่า ทั้งยังเป็นคนจัดวางผลไม้ได้อย่างงดงาม คือ สามะหนุ่มน้อยบุตรของข้าพระองค์เอง เขามีรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู

        ...  เขาผู้นั้นแหละคือสามะบุตรของข้าพระองค์ ตอนนี้เขาถือหม้อน้ำ กำลังไปตักน้ำจากแม่น้ำ คงใกล้จะกลับมาแล้วกระมัง?

        ?ข้าแต่ท่านฤษี ได้โปรดเถิด  จงให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านกล่าวถึงสามะกุมารว่าเขากำลังไปตักน้ำ แต่บัดนี้ สามะกุมารนั้นได้ถูกข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้วด้วยลูกศรอาบยาพิษ ...

        ...กุมารผู้งดงามที่คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ฆ่าเขาเสียแล้ว ร่างของเขานอนอยู่ที่ริมหาดทรายนั้นเอง? 
 
        ถ้อยดำรัสของพระราชา ปานประดุจถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ของทุกูลฤษี จนฤษีไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น

        ฝ่ายปาริกาฤษินี ผู้กำลังนั่งอยู่ภายในบรรณศาลาของตน เมื่อได้ยินเสียงดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ ประหนึ่งถูกมีดกรีดแทงหทัย ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ต่อไปได้ จึงรีบลุกจากที่นั่ง คลำเส้นเชือกสาวเดินไปสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษีทันที


        พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า ?ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ? 
 
 
        พระราชาผู้ซึ่งได้ตระหนักถึงบาปกรรมของตนเต็มพระทัยอยู่แล้ว เมื่อได้สดับคำถามตอกย้ำเข้า ก็ยิ่งหงอยและเศร้าหนักเพิ่มขึ้นไปอีก แต่พระองค์จะทรงตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:16:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 16
 


        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าปิลยักขราชทรงถือหม้อน้ำเสด็จดำเนินไปสู่อาศรมบท โดยทรงมีพระประสงค์จะเลี้ยงดูฤษีทั้งสองอยู่ในป่าแห่งนี้ โดยจะทรงปกปิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าสุวรรณสาม มิให้ฤษีทั้งสองได้ล่วงรู้  แต่เพราะพระองค์ทรงดำเนินทำเสียงพระบาทดังผิดไปกว่าวันก่อนๆ

        จึงทำให้ทุกูลฤษีแม้จะตาบอดมองไม่เห็น แต่เมื่อฟังเสียงฝีพระบาทของพระราชาแล้ว ก็รู้ว่าผู้นี้มิใช่สุวรรณสาม จึงถามขึ้นว่า   เสียงฝีเท้าใครหนอ  ไม่ใช่เสียงฝีเท้าสามะบุตรของเรา  ลูกสามะของเราเดินเบา  เสียงฝีเท้าลูกของเราไม่ดังอย่างนี้  ท่านเป็นใครหนอ  โปรดบอกเราด้วยเถิด

        พระราชาได้สดับคำถามนั้นแล้ว ก็ทรงรู้ว่า คงไม่อาจปกปิดความจริงกับฤษีทั้งสองนี้ได้ จึงทรงวางหม้อน้ำลงแล้วตรัสว่า  ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายเรียกว่า พระเจ้าปิลยักขราช  ทุกูลฤษีจึงกล่าวต้อนรับเชิญชวนให้เสวยผลไม้ และดื่มน้ำตามที่ประสงค์

        พระราชาครั้นได้สดับคำกล่าวต้อนรับที่ไพเราะรื่นหูก็ยิ่งสลดพระทัย ได้ตรัสถามว่าท่านทั้งสองมีจักษุบอด แล้วใครเล่าเป็นคนหาผลไม้มาคอยปรนนิบัติท่าน ทุกูลฤษีจึงตอบว่า ผลไม้เหล่านี้สามะหนุ่มน้อยบุตรของข้าพระองค์นำมาจากป่า ตอนนี้เขาไปตักน้ำ คงใกล้จะกลับมาแล้ว


        พระราชาจึงตรัสว่า ท่านฤษีโปรดจงให้อภัยข้าพเจ้าด้วยเถิด กุมารผู้งดงามที่คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ฆ่าเขาเสียแล้ว พระดำรัสของพระราชาเป็นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของทุกูลฤษี ทำให้ฤษีไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้ จึงได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น

        ฝ่ายปาริกาฤษิณี เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ จึงรีบลุกจากที่นั่ง คลำเส้นเชือกเดินมาสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษี พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า “ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ”

        เมื่อไม่มีเสียงตอบใดๆ นางก็รู้ว่าถ้อยคำของบุรุษนี้เป็นความจริงแน่แล้ว ความเศร้าโศกก็พลันท่วมทับดวงใจ ได้แต่คร่ำครวญว่า  “ท่านทุกูละเอย ได้โปรดบอกความจริงแก่ดิฉันเถิด เพียงได้ยินว่า สามะกุมารนั้นถูกฆ่าเสียแล้ว  ดวงใจของฉันหวั่นไหวเหลือเกิน ไม่อาจทำให้สงบได้เลย
 
        ...เมื่อได้ยินว่า สามะกุมารลูกของเราถูกฆ่าตาย หัวใจของดิฉันก็หวั่นไหว      ประดุจใบอ่อนของต้นโพธิ์ต้องแรงลม”   

        ทุกูลฤษีเมื่อจะให้โอวาทนางปาริกาฤษิณี จึงกล่าวขึ้นว่า “ดูก่อนปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามะกุมารด้วยลูกศรอาบยาพิษที่ริมแม่น้ำมิคสัมมตาด้วยความโกรธ เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์เลย”

        ฝ่ายนางปาริกาได้กล่าวออกมาด้วยใจสุดโทมนัสว่า “สามะ เป็นลูกรักของเรา กว่าจะได้เขามานั้นยากยิ่งนัก ก็สามะมิใช่หรือที่คอยเลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตาบอดสนิทท่ามกลางป่าเช่นนี้ มาบัดนี้เขาถูกฆ่าเสียแล้ว ท่านจะไม่ให้ดิฉันโกรธต่อคนที่ฆ่าลูกคนเดียวของเราได้อย่างไร”

        “ปาริกาเอย  ...สามะแม้จะเป็นลูกรักของเรา กว่าจะเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้นั้นยากยิ่งนัก และเขาก็คอยเลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตาบอดสนิทท่ามกลางป่านี้

        ... แต่ว่าแม้เขาจะถูกฆ่าเสียแล้ว เราก็ไม่ควรโกรธคนที่ฆ่าสามะ เพราะผู้ใดรักษาเมตตาจิตไว้ได้ ไม่หวั่นไหวไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่โกรธตอบผู้ที่ประทุษร้ายบุตร บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น”

        เมื่อได้ฟังถ้อยคำของทุกูลฤษีแล้ว ปาริกาฤษิณีก็ยอมรับฟังด้วยเหตุผล ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่ประคองแขนร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจ ทั้งพร่ำรำพันถึงคุณของพระโพธิสัตว์ว่า  “ดวงใจของแม่ เจ้ามาด่วนจากแม่ไปเสียแล้วหรือ จากนี้ไป ใครเล่าจะคอยปรนนิบัติพัดวีให้
 
        ...ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ ใครจะเตรียมไว้คอยท่า มูลผลาผลในป่าใหญ่ใครหนอจะเป็นคนเที่ยวหามาให้  แต่ก่อนแต่ไรมา เจ้าไม่เคยละเลย เข้ามากราบที่เท้าทั้งสองของแม่ทั้งยามเช้ายามเย็น
 

        ...ต่อแต่นี้ไป เจ้าจะให้แม่เฝ้าชะเง้อคอยใครกัน  ลูกเอย หากไม่มีเจ้าเสียแล้ว แม่จะอยู่ได้อย่างไร” 
 


        ปาริกาฤษิณีพร่ำรำพันถึงลูกรักปานดวงใจจะแตกสลาย แม้ทุกูลฤษีก็เช่นกัน ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่างร้องไห้คร่ำครวญด้วยความโศกาอาดูร

        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้เห็นภาพของฤษีทั้งสองแล้ว ก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก ได้ทรงปลอบใจให้ทั้งสองคลายความโศกว่า “ขอผู้เป็นเจ้าทั้งสอง อย่าได้คร่ำครวญถึงสามะบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณความดี ว่าเขาถูกเราฆ่าตายเสียแล้ว แล้วใครจะเลี้ยงดูพวกเราเลย

        ...แม้จะสิ้นสามะแล้ว ข้าพเจ้านี่แหละจะขอเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองอยู่ในป่าใหญ่นี้เอง 

        ...ข้าพเจ้าไม่ต้องการราชสมบัติอะไรอีก แต่ข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่กับท่านทั้งสองจะฆ่ามฤค และแสวงหามูลผลาผลในป่า นำมาเลี้ยงดูท่านทั้งสองมิให้ต้องกังวล”

        ทุกูลฤษีได้สดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร สิ่งนั้นไม่สมควรเลย การที่พระองค์ทรงทำการเลี้ยงดูเราทั้งสองนั้นไม่สมควรแก่เราเลย


        ...เพราะพระองค์เป็นพระราชา เป็นเจ้าเหนือหัวของพวกเรา จะทรงลดพระองค์ลงมาปรนนิบัติเลี้ยงดูอาตมาทั้งสองนั้นหาควรไม่ อาตมาทั้งสองขอถวายบังคมเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์”

        เมื่อได้สดับถ้อยคำของทุกูลฤษีแล้ว พระเจ้าปิลยักขราชก็ทรงเลื่อมใสในฤษีทั้งสองอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า “โอช่างน่าอัศจรรย์จริง ถ้อยคำหยาบคายแม้เพียงเล็กน้อยของฤษีทั้งสองนี้ไม่มีเลย

        ...ทั้งๆที่เราเองเป็นผู้ประทุษร้ายต่อท่านทั้งสอง แต่ท่านกลับยกย่องเรา มิได้คิดแค้นเคืองเราเลยแม้แต่น้อย”

        พระราชาทรงบังเกิดความเคารพเลื่อมใสในฤษีทั้งสอง ได้ตรัสว่า  “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้อยคำของท่านช่างงดงามไพเราะ และเป็นอรรถเป็นธรรม

        ...ท่านผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม เพียบพร้อมด้วยความถ่อมตน  ขอท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด  ข้าแต่ฤษิณี แม้ท่านก็จงเป็นมารดาของข้าพเจ้าเถิด ”


        แม้พระราชาจะตรัสถึงเพียงนี้ แต่ฤษีทั้งสองก็ประคองอัญชลี ทูลวิงวอนพระราชาว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะเลี้ยงดูอาตมาทั้งสอง
 
        อาตมาทั้งสองขอความเมตตาจากพระองค์ ก็เพียงแต่ขอให้พระองค์ จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสอง แล้วพาพวกเราไปหาสุวรรณสามด้วยเถิด เพียงเท่านี้ที่อาตมาทั้งสองจะน้อมขอจากพระองค์”  พระราชาได้สดับคำของฤษีทั้งสองแล้ว ก็ยิ่งซาบซึ้งในคุณธรรมของท่านยิ่งนัก แต่พระองค์จะตรัสประการใดอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:17:27 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 17
 


        จากตอนที่แล้ว ปาริกาฤษิณี ได้ยินพระราชาตรัสว่า พระองค์ทรงฆ่าสุวรรณสามแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ รีบมาสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษี พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า “ท่านทุกูละ ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ”

        ทุกูลฤษี จึงกล่าวกับนางฤษิณีว่า “ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามะกุมารด้วยลูกศรอาบยาพิษสิ้นชีวิตเสียแล้ว เราทั้งสองอย่าโกรธพระองค์เลย


        ปาริกาฤษิณีได้ฟังว่า สามะถูกยิงด้วยลูกศรเสียชีวิตแล้ว ก็เสียใจประดุจจะตายตาม พรรณนาถึงความดีของสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้าปานดวงใจจะแตกสลาย แม้ทุกูลฤษีก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่างร้องไห้ด้วยความอาลัยในบุตรสุดที่รัก

        ส่วนพระเจ้าปิลยักขราชนั้น ทรงรู้สึกสงสารฤษีทั้งสองยิ่งนัก ได้ตรัสว่า ขอท่านอย่าได้คร่ำครวญนักเลย แม้จะสิ้นสามะแล้ว เราจะขอเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองเอง  ทุกูลฤษีได้ทูลต่อพระราชาว่า พระองค์เป็นพระราชา อย่าทรงลดพระองค์ลงมาปรนนิบัติเลี้ยงดูอาตมาทั้งสองเลย

        แล้วได้ทูลวิงวอนพระราชาว่า พระองค์ไม่มีหน้าที่จะเลี้ยงดูอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้งสองขอความเมตตาจากพระองค์ ก็เพียงแต่ขอให้พระองค์ จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสอง แล้วพาพวกเราไปหาสุวรรณสามด้วยเถิด เพียงเท่านี้ที่อาตมาทั้งสองจะน้อมขอจากพระองค์”

        ฝ่ายนางปาริกาก็กล่าวขึ้นบ้างว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ เราทั้งสองของนอบน้อมแด่พระองค์ ไม่สมควรเลยที่พระองค์จะทรงยอมลำบากเพื่อมาเลี้ยงดูพวกเราผู้ตาบอดเช่นนี้

        ...ขอได้โปรดจงทรงเมตตาพาพวกเราไปพบสุวรรณสาม ขอให้พวกเราได้สัมผัสเท้าทั้งสอง และใบหน้าอันงดงามของสุวรรณสามอีกสักครั้งหนึ่งเถิด


        ...จากนั้นพวกเราก็จะทรมานตนให้ตายตามสุวรรณสามไป เพราะขาดลูกสามะเสียแล้ว พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”

        คำทูลอ้อนวอนของฤษีทั้งสอง กลับทำให้พระราชายิ่งเศร้าสลด ทรงลำบากพระทัยยิ่งนักที่จะพาสองฤษีไปดูศพของบุตร เพราะหากท่านทั้งสองได้เห็นสภาพศพของสุวรรณสาม ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด นอนคลุกทรายอยู่ท่ามกลางป่าร้างเช่นนั้น

        หทัยของสองฤษีย่อมแตกสลายเป็นแน่ แล้วพระองค์เองก็จะตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้พระราชาจึงดำริที่จะไม่ให้ฤษีทั้งสองไปพบกับสุวรรณสาม   

        ในยามนั้นอาทิตย์เริ่มอัสดงคต ดวงตะวันคล้อยต่ำกำลังจะลาลับจากขอบฟ้า 


        พระราชาทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงตรัสว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งสอง ในยามนี้ก็ใกล้มืดค่ำแล้ว สุวรรณสามอยู่ในป่าใหญ่ฟากโน้น

        ... ในป่านั้นน่ะ ล้วนเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้ายนาๆชนิด ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น หากผู้เป็นเจ้าทั้งสองไปที่ป่านั้นแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ขอให้ท่านรออยู่ในอาศรมนี้เถิด”

        แม้พระราชาจะยกเหตุผลกล่าวอ้างเช่นนั้น แต่ฤษีทั้งสองก็ยังคงยืนกรานแสดงเหตุว่าตนมิได้หวาดกลัวต่อสัตว์ร้ายเหล่านั้นเลย
 
        เพราะอานุภาพแห่งเมตตาจิตที่เจริญอยู่เนืองนิตย์ ย่อมยังสัตว์ที่ดุร้ายให้อ่อนโยนลงได้ ทุกูลฤษีจึงกล่าวไปว่า “ข้าแต่มหาราช แม้ในป่านั้นจะเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ตั้งร้อย ตั้งพันหรือตั้งหมื่น อาตมาทั้งสองก็ไม่มีความหวาดกลัวในสัตว์ร้ายพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย”

        ครั้นได้สดับคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้นเข้า พระราชาจึงทรงยินยอมที่จะนำสองฤษีนั้นไปหาสุวรรณสาม  พระราชาทรงจูงมือสองฤษีผู้ตาบอด ค่อยๆคลำทางเข้าไปในป่าใหญ่

        จนกระทั่งมาถึงสถานที่ที่สุวรรณสามนอนสงบนิ่งอยู่ที่ริมหาดทรายท่าน้ำมิคสัมมตา 


        เพียงสองฤษีรู้ว่าพวกตนมาถึงบุตรแล้วเท่านั้น ก็ทรุดกายลงเข้าไปประคองร่างของลูกแล้วร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ  ฤษีผู้เป็นบิดาได้ช้อนศีรษะขึ้นประคองไว้บนตัก

        ฤษิณีผู้เป็นมารดา ได้ยกเท้าทั้งสองขึ้นกอดไว้แนบอก แล้วพร่ำรำพันอยู่ว่า “โธ่พ่อสามะของแม่ เจ้าต้องมานอนเกลือกเปื้อนฝุ่นทราย ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ดุจดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ตกลงสู่ผืนดินเสียแล้ว โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย

        ...พ่อสามะผู้งดงามของแม่  เจ้ามาหลับใหลเหมือนคนเมาสุราไม่ยอมลุกขึ้นสักที  เจ้าขัดเคืองใครหรือจึงไม่ยอมพูดจาอะไรกับแม่บ้างเลย” 

        ทุกูลฤษีก็มิอาจระงับความโศกาดูรไว้ได้เช่นกัน ได้รำพึงรำพันว่า “เจ้าเคยปฏิบัติบำรุงเราทั้งสองผู้ตาบอด แต่มาบัดนี้ เจ้าต้องจากพ่อไปแล้วหรือ ต่อจากนี้ไป ใครเล่าจะชำระชฎาคราวที่เปื้อนฝุ่นละอองของพ่อ  ใครเล่าจะจับไม้กวาดคอยปัดกวาดอาศรม

        ...ไม่มีเจ้าแล้ว พ่อกับแม่จะบริโภคมูลผลาผลอย่างไรกัน พ่อกับแม่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางป่าร้างเช่นนี้”


        นี่แหละคือรสชาติของชีวิต ที่มีสุขบ้างทุกข์บ้างปนกันไป เพราะเมื่อยังต้องเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ ก็จะต้องมีพ่อมีแม่ผู้ให้กำเนิดก่อให้เกิดกายตนขึ้นมา และยังต้องคอยเลี้ยงดูอุ้มชูให้เติบใหญ่ ย่อมจะเกิดความรักและผูกพันเป็นธรรมดา

        แต่เมื่อคราวใดที่พ่อแม่ผู้เป็นที่รักและห่วงไย เป็นที่พึ่งพาอาศัยต้องมาตายจากไปก่อน ซึ่งก็จะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่ใครๆ ก็ย่อมรู้ แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เกิดความเศร้าโศกแก่ผู้เป็นลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได

        หรือคราวใดที่ลูกสุดที่รัก ที่ตนก่อกำเนิดให้เกิดมา ได้เคยทนุถนอมเลี้ยงดูอุ้มชูจนเติบใหญ่ เมื่อลูกมาตายจากไปเสียก่อน ก็ยิ่งยังความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่อย่างสุดที่จะทน อย่างที่ฤษีทั้งสองประสบอยู่ในขณะนี้

        ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ความเศร้าโศกย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ภัยย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความเศร้าโศกย่อมไม่มีแก่ผู้ตัดความผูกพันจากสิ่งอันเป็นรักได้แล้ว เมื่อความโศกเศร้าไม่มี ภัยจักมีแต่ไหน”


        ฝ่ายฤษีทั้งสองได้เศร้าโศกอยู่กับร่างของบุตร นึกถึงการที่ตนได้สละเหย้าเรือนออกบวชก็เพื่อสลัดตัดอาลัยในทุกสิ่ง จะได้ประพฤติธรรมอยู่อย่างสงบและร่มเย็น

        แต่ท้าวสักกเทวราชก็ยังเสด็จมาประทานบุตรให้ ในเมื่อทรงรู้ว่าให้เขามาแล้วเขาจะต้องมาตายจากไป แล้วพระองค์จะทรงประทานมาทำไม ปล่อยให้เราตาบอดตายเสียในป่ายังจะดีกว่าการที่ต้องมาทุกข์เพราะพลัดพรากจากบุตรอย่างนี้ ฤษีทั้งสองพร่ำรำพรรณอยู่อย่างนั้นไม่รู้จะทำประการใด ส่วนว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:18:16 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 18
 


        จากตอนที่แล้ว นางปาริกาได้ตอบปฏิเสธความอารีของพระเจ้าปิลยักขราชที่พระองค์จะทรงขออยู่รับใช้ว่า ไม่สมควรเลยที่พระองค์จะทรงยอมลำบากมาเลี้ยงดูพวกเราผู้ตาบอดเช่นนี้ พวกเราขอเพียงได้พบกับสุวรรณสาม ได้สัมผัสดวงหน้าอันงดงามของเธออีกสักครั้งหนึ่งก็พอ

        พระราชาทรงลำบากพระทัยยิ่งนักที่จะพาสองฤษีไปดูสภาพของบุตร ซึ่งเปื้อนไปด้วยเลือด นอนคลุกทรายอยู่เช่นนั้น เมื่อทรงเห็นดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าจึงตรัสว่า  ในยามนี้ก็ใกล้มืดแล้ว สุวรรณสามอยู่ในป่าใหญ่ฟากโน้น ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ผู้เป็นเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งไปเลย

        แต่ฤษีทั้งสองก็ยังคงยืนยันที่จะไปให้ได้ โดยได้พูดว่า ในป่าแม้จะเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน เราทั้งสองก็ไม่กลัวสัตว์ป่าเหล่านั้น พระราชาได้สดับคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น จึงทรงยินยอมนำฤษีทั้งสองไปหาสุวรรณสาม โดยทรงจูงมือฤษีผู้ตาบอดคลำทางเข้าไปในป่าใหญ่
 
        เมื่อรู้ว่าตนมาถึงลูกแล้ว ฤษีทั้งสองก็ทรุดกายลงประคองร่างของลูกร่ำไห้  ฤษีผู้บิดาได้ช้อนศีรษะขึ้นวางไว้บนตัก ฤษิณีผู้มารดา ได้ยกเท้าทั้งสองขึ้นกอดไว้แนบอก รำพันว่า พ่อสามะของแม่ เจ้าต้องมานอนเกลือกฝุ่นทราย เจ้ามาหลับใหลเหมือนคนเมาสุรา  เจ้าโกรธเคืองใครหรือจึงไม่ยอมพูดจาอะไรกับแม่บ้างเลย 


        ทุกูลฤษีก็มิอาจระงับความโศกาดูรไว้เช่นกัน ได้รำพัน เจ้าต้องจากพ่อไปจริงๆ หรือ ต่อจากนี้ไป ใครเล่าจะชำระชฎาคราวที่เปื้อนฝุ่นละอองของพ่อ  ใครเล่าจะจับไม้กวาดคอยปัดกวาดอาศรม ไม่มีเจ้าแล้วพ่อกับแม่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางป่าร้างเช่นนี้

        ฝ่ายฤษิณีก็โศกครวญไม่แพ้กัน ได้บ่นเพ้อเป็นหนักหนา ใช้สองมือลูบคลำดวงหน้าและสรีระของสุวรรณสาม เหมือนดั่งว่าจะได้เห็นได้สัมผัสบุตรเป็นครั้งสุดท้าย   

        และแล้วเมื่อนางเอามือไปอังที่หน้าอกสุวรรณสาม นางได้สัมผัสกับความอบอุ่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์ จึงฉุกคิดขึ้นว่า “ธรรมดาคนที่ตายแล้วนั้นร่างกายย่อมเย็นเยือก แต่ลูกของเราร่างกายยังอุ่นอยู่ ลูกเรายังไม่ตายกระมัง”

        เมื่อรู้ว่า สุวรรณสามพระโพธิสัตว์นั้นยังไม่ตาย นางปาริกาฤษิณีก็ดีใจยิ่งนัก ได้ร้องบอกทุกูลฤษีว่า  “ท่านทุกูละ ลูกของเรายังไม่ตายกระมัง ร่างกายลูกของเรายังอบอุ่นอยู่ ท่านดูสิ ลูกเรายังไม่ตาย”


        ด้วยความรักในบุตร นางจึงคิดหาวิธีที่จะช่วยบุตรให้กลับฟื้นขึ้นมาให้ได้ ครั้นไม่เห็นหนทางอื่นใดที่จะช่วยลูกได้ นางจึงประนมมือขึ้น ระลึกถึงบุญ และคุณความดีที่สุวรรณสามได้กระทำมาโดยตลอด

        แล้วตั้งสัจกิริยาเบื้องหน้าร่างอันแน่นิ่งของบุตรว่า “ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะของเรา ได้เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ    ได้เป็นผู้ประพฤติดังพรหมเป็นปกติ

        ...ได้เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริงมาโดยตลอด ได้เป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เป็นผู้ประพฤติยำเกรงต่อท่านผู้เจริญในสกุล ทั้งยังเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของข้าพเจ้า

        ... ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงทั้งหมดนี้ ขอให้พิษของลูกสามะจงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามะกระทำแล้วแก่เรา และแก่บิดาของเธอ หากมีอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้ด้วยเถิด”
 
        เมื่อนางปาริกาฤษิณีได้ตั้งสัจจกิริยาจบลง อานุภาพแห่งคำสัตย์นั้น ทำให้ร่างกายที่แข็งกระด้างประหนึ่งท่อนไม้ บัดนี้เริ่มอ่อนนุ่ม และเริ่มขยับตัวได้

        เมื่อทุกคนเห็นดังนั้น ก็ดีใจอย่างสุดประมาณ ทุกูลฤษีจึงรีบตั้งสัจจกิริยาตอกย้ำในคำกล่าวเดียวกับนางปาริกาว่า “ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะ เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ

        ...ได้เป็นผู้ประพฤติดังพรหมเป็นปกติ ได้เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริงมาโดยตลอด ได้เป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เป็นผู้ประพฤติยำเกรงต่อท่านผู้เจริญในสกุล และเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

        ...ด้วยการกล่าวความจริงนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามะกระทำแล้วแก่เรา และแก่มารดาของเธอ หากมีอยู่ ด้วยอานุภาพบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้ด้วยเถิด”


        เมื่อสิ้นคำสัตย์ของทุกูลฤษีแล้ว ร่างของพระโพธิสัตว์ก็พลิกตัวกลับสู่อีกด้านหนึ่งแต่ยังไม่ฟื้นคืนสติแต่อย่างใด   

        ในขณะนั้นเอง นางเทพธิดาพสุนทรี ซึ่งเป็นมารดาในครั้งอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ บัดนี้อาศัยอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ได้ใช้ทิพยจักษุเล็งแลมายังพระโพธิสัตว์ตลอดเวลา

        ครั้นเห็นฤษีทั้งสองตั้งสัจกิริยาเพื่อช่วยสุวรรณสามแล้ว นางจึงอันตรธานจากภูเขาคันธมาทน์ มาปรากฏกายอยู่เบื้องบนนภากาศ เหนือฤษีทั้งสาม

        แล้วกล่าวสัจจวาจาเพื่อช่วยสุวรรณสามว่า “เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มาตลอดกาลนาน ใครอื่นที่จะเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสุวรรณสามนั้นไม่มีเลย

        ...ณ คันธมาทน์บรรพตแห่งนี้มากมีด้วยต้นไม้ ล้วนเป็นไม้หอมทั้งหมด ไม่มีต้นไม้ใดที่ปราศจากกลิ่นหอม ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามะกุมารจงหายไปด้วยเถิด”


        เมื่อสิ้นเสียงของนางเทพธิดาพสุนทรี เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็พลันบังเกิดขึ้นพร้อมกันถึง 4 อย่างคือ  ความเจ็บป่วยของสุวรรณสามพระโพธิสัตว์ได้คลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง แม้รอยแผลอันเกิดจากการถูกยิงก็กลับเลือนหายไปไม่ปรากฏรอยแผลใดๆเลย   

        ประการที่สอง ฤษีผู้เป็นบิดามารดาพระโพธิสัตว์ได้ดวงตากลับคืนมา สามารถมองเห็นเป็นปกติดังเดิม

        ประการที่สาม ชนทั้งหมด คือ สุวรรณสาม ฤษีทั้งสอง และพระราชานั้น ได้หายตัวจากริมฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตาไปปรากฏตัวอยู่ที่อาศรมอย่างเป็นอัศจรรย์

        และเหตุการณ์ทั้งสามนั้น บังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับแสงแห่งอรุณรุ่งพลันปรากฏขึ้นที่ฟากฟ้าเบื้องบูรพทิศ ขับไล่ความมืดมิดให้เลือนหายจากผืนป่าอีกคราหนึ่ง

        ชนทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี ดวงหน้าที่เศร้าโศกเมื่อครู่บัดนี้ได้กลายเป็นยิ้มแย้มเบิกบาน  สุวรรณสามได้กล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ฟื้นคืนสติว่า  “ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านด้วยเถิด”


        กล่าวดังนี้แล้วก็ได้พยุงกายลุกขึ้น แล้วกล่าวต่ออีกว่า “ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยสวัสดี ขอท่านทั้งสองอย่าได้คร่ำครวญอีกเลย จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะดังเดิมเถิด”

        นี้คืออานุภาพแห่งคุณความดีที่ท่านทั้งสามได้บำเพ็ญมา เมื่อได้ผนวกกับสัจกิริยาที่ท่านฤษีทั้งสองได้กล่าวอ้างแล้ว ก็เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ สามารถขับไล่พิษร้ายของอสรพิษให้จางหายไป ดังนั้น ความดีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะหากปราศจากความดีแล้ว เมื่อยามทุกข์เข็ญมาเยือนเราจะกล่าวอ้างสิ่งใด ส่วนเหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:19:06 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 19


 
        จากตอนที่แล้ว ปาริกาฤษิณีได้เอามือไปอังที่หน้าอกสุวรรณสาม ได้สัมผัสไออุ่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์จึงฉุกคิดว่า คนที่ตายแล้วร่างกายย่อมเย็นเยือก แต่ลูกของเราร่างกายยังอุ่นอยู่ ลูกเรายังไม่ตายกระมัง จึงได้ร้องบอกทุกูลฤษีว่า  ท่านทุกูละ ลูกเรายังไม่ตาย ร่างกายยังอุ่นอยู่

        จากนั้นนางจึงได้ระลึกถึงบุญ แล้วตั้งสัจกิริยาว่า ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะของเรา  ได้เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริง เลี้ยงดูบิดามารดา เคารพยำเกรงผู้ใหญ่ในสกุล  ด้วยคำสัตย์นี้ ขอให้พิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้เถิด

        สิ้นสัจกิริยา ร่างของพระโพธิสัตว์ที่แข็งกระด้างก็เริ่มอ่อนนุ่ม และขยับตัวได้ ทุกูลฤษีเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงรีบตั้งสัจกิริยาเช่นเดียวกับนางปาริกา  พระโพธิสัตว์ก็พลิกตัวกลับสู่อีกด้านหนึ่ง


        ส่วนนางเทพธิดาพสุนทรี ผู้เฝ้าพิทักษ์พระโพธิสัตว์มาตลอด ก็ได้กระทำสัจกิริยาบ้างว่า เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน ใครอื่นที่จะเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสุวรรณสามนี้ไม่มีเลย ด้วยคำสัตย์นี้ ขอพิษของสามะกุมารจงหายไปเถิด

        สิ้นเสียงของเทพธิดา ร่างกายของพระโพธิสัตว์ก็กลับเป็นปกติ แม้รอยแผลที่ถูกยิงก็เลือนหาย   ฤษีผู้เป็นบิดามารดาก็สามารถมองเห็นได้ดังเดิม ชนทั้งหมด คือ ฤษีทั้งสาม และพระราชา ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่อาศรมอย่างอัศจรรย์ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้น พร้อมกับแสงแห่งอรุณรุ่งปรากฏขึ้นที่ฟากฟ้า

        ชนทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี สุวรรณสามได้กล่าวทักทายให้บิดามารดาได้เบาใจ แล้วจึงหันมาทูลปฏิสันถารกับพระราชาด้วยดวงใจอันเต็มเปี่ยมด้วยมหากรุณา มิได้มีความแค้นเคืองเจืออยู่เลยแม้แต่น้อยว่า “ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาในที่นี่ เป็นการเสด็จมาดีแล้ว


        พระองค์เสด็จมาไกลทั้งยังมิได้เสวยอะไรเลย ขอเชิญเสวยผลไม้น้อยใหญ่ตามที่พอจะหาได้ในป่าเหล่านี้ ขอได้โปรดเลือกเสวยผลที่ดีๆเถิด หากพระองค์ทรงกระหาย ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น มีรสจืดสนิทที่นำมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลมาจากซอกเขาเถิด”

        พระเจ้าปิลยักขราช ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ก็ทรงอัศจรรย์ ได้ทรงรำพึงขึ้นว่า “ข้าพเจ้าคงหลงไปเสียแล้ว คงหลงเอามากทีเดียว ก็ท่านสามะได้ตายไปแล้วมิใช่หรือ แต่ทำไมท่านจึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ”

        “ข้าแต่มหาราช พระองค์อาจสำคัญข้าพเจ้าผู้เสวยทุกขเวทนาอย่างหนักว่าตายแล้ว    แต่ความจริงแล้ว ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่”

        “ข้าแต่มหาราช  ..บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแก้ไขคุ้มครองบุคคลผู้นั้น   บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้นั้นในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”

        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงมีดำริว่า “น่าอัศจรรย์จริง เราเพิ่งประจักษ์ถึงอานุภาพแห่งความกตัญญูกตเวทีก็ในวันนี้เอง แม้เทวดาทั้งหลายก็ช่วยเยียวยาโรคภัยที่เกิดแก่บุคคลผู้เลี้ยงดูบิดามารดาได้ สามะบัณฑิตนี้เป็นบุคคลน่าอัศจรรย์เหลือเกิน”


        ดำริฉะนี้แล้วก็ประคองอัญชลี พร้อมทั้งตรัสว่า  “ข้าพเจ้านี้คงหลงเอามากจริงๆ มืดไปทั่วทุกทิศ ท่านสามะบัณฑิต ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ และขอท่านจงเป็นที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าเพื่อไปสู่เทวโลกด้วยเถิด”

        สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้ทูลพระราชาว่า “ข้าแต่มหาราช ถ้าพระองค์มีพระประสงค์จะไปสู่เทวโลก ทรงปรารถนาจะบริโภคทิพยสมบัติ ขอจงทรงประพฤติทศพิธราชธรรมเหล่านี้เถิด”

        “ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกพระชนนี ในพระโอรสและพระมเหสี ในมิตรและอมาตย์ ในสัตว์พาหนะและพลนิกาย ในชาวบ้านและชาวนิคม
 
        ในชาวแว่นแคว้นและชาวชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ในฝูงมฤคและฝูงปักษีเถิด ครั้นทรงประพฤติธรรมแล้ว เมื่อจากโลกนี้ไป จักเสด็จไปสู่สวรรค์”

        “ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมแล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

        ...ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

        ...ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด พระอินทร์กับทั้งเทพเจ้า พร้อมทั้งเหล่าพรหม ได้เข้าถึงทิพยสถาน ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์อย่าทรงประมาทในธรรม”


        ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ได้ถวายโอวาทที่ยิ่งขึ้นไป ด้วยการแสดงศีล 5 ไปตามลำดับ และถวายศีล 5 นั้นแด่พระราชา  พระเจ้าปิลยักขราช ทรงประนมพระหัตถ์เหนือพระเศียรรับโอวาทและศีลจากพระโพธิสัตว์ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์ด้วยความเคารพ

        จากนั้น ก็ได้ทรงขอขมาโทษต่อพระโพธิสัตว์ ขอขมาโทษทุกูลฤษี และปาริกาฤษิณี แล้วจึงเสด็จกลับสู่กรุงพาราณสี 

        นับแต่นั้นมา พระราชาทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยทศพิธราชธรรม ทั้งทรงประพฤติธรรม บำเพ็ญพระราชกุศลมีการทำทาน และรักษาศีลเป็นต้น 

        ทรงดำรงพระองค์ให้เป็นแบบอย่าง และแนะนำหนทางไปสู่สวรรค์ให้แก่เหล่าพสกนิกรเรื่อยมาจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อสวรรคตแล้ว ได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ 


        ฝ่ายพระโพธิสัตว์ แม้ฤษีผู้เป็นบิดามารดาจะได้ดวงตาคืนมา มองเห็นเป็นปกติดังเดิมแล้ว แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังคงปฏิบัติบำรุงบิดามารดาเหมือนดังเดิม มิให้ท่านทั้งสองต้องลำบากกายลำบากใจ

        สุวรรณสามพระโพธิสัตว์และฤษีผู้เป็นบิดามารดา ก็ได้บำเพ็ญสมณะธรรมด้วยความไม่ประมาท ได้เจริญเมตตาภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ในที่สุดจึงยังอภิญญา 5 และสมาบัติให้บังเกิดขึ้น

        มิได้เสื่อมจากฌานจนสิ้นอายุขัย เมื่อละจากอัตภาพนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบิดามารดาได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

         พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสามชาดกจบลงแล้ว จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงดูบิดามารดานั้น ชื่อว่าเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย”  ตรัสดังนี้แล้วพระพุทธองค์จึงทรงประกาศอริยสัจสี่


        ฝ่ายภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดานั้นสดับพระดำรัสของพระพุทธองค์มาโดยตลอด ทั้งน้อมใจไปตามกระแสพระดำรัสด้วยใจที่สงบนิ่ง  ที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้เลี้ยงบิดามารดาก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในพระพุทธศาสนา

        ครั้นแล้วพระบรมศาสดาจึงทรงประชุมชาดกว่า  พระราชาปิลยักขราชในกาลนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์เถระในกาลนี้  พสุนธรีเทพธิดา ได้มาเป็นอุบลวรรณาเถรี  ท้าวสักกะเทวราช ได้มาเป็นพระอนุรุทธะเถระ 

        ทุกูลฤษีผู้เป็นบิดา ได้มาเป็นพระมหากัสสปะเถระ  นางปาริกาผู้เป็นมารดา ได้มาเป็นนางภัททกาปิลานีเถรี ส่วนสุวรรณสามบัณฑิตในครั้งนั้น  คือเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล

        เรื่องสุวรรณสามโพธิสัตว์นี้ เป็นแบบอย่างให้เราได้ทราบถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมี ซึ่งเมื่อบุคคลใดได้เจริญเมตตาภาวนาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ย่อมทำให้เป็นผู้ไม่มีเวรไม่มีภัยต่อใคร แม้เหล่าสัตว์ร้ายที่พูดคุยกับไม่รู้เรื่อง เมื่อได้สัมผัสกระแสแห่งเมตตาแล้วก็ยังเกิดความคุ้นเชื่อง ไม่มีจิตคิดเบียดเบียน

        การเจริญเมตตานั้น เป็นการบำเพ็ญบุญอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเจริญอย่างต่อเนื่องก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมี แถมยังมีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัยในปัจจุบัน ทำให้หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์เทวดา และสัตว์ทั้งหลาย เมื่อจะละโลกก็มีอานิสงส์ทำให้จิตผ่องใส ส่งให้ไปเกิดในเทวโลก


        ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงหมั่นบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และเจริญเมตตาจิตให้เกิดขึ้น โดยการนึกถึงความรักตัวเองเป็นต้นแบบ ว่าเรารักตนเอง ปรารถนาความสุขความเจริญให้แก่ตัวเราเองเช่นไร เราก็นึกแผ่ขยายความรักความความปรารถนาดีไปยังบุคคลอื่น สัตว์และสิ่งอื่นเช่นเดียวกันนั้น ก็จะได้ชื่อว่า ทำตามแบบอย่างพระบรมศาสดา

        ชีวิตของเราก็จะมีแต่เจริญขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว เพราะบุคคลผู้เป็นที่รักของมหาชนนั้น จะประกอบกิจการงานสิ่งใด ก็ย่อมได้รับการช่วยเหลือค้ำจุน จะสั่งสมบุญสร้างบารมี ก็จะมีผู้คอยสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จอย่างง่ายๆ จะมีความสุขความเจริญอย่างต่อเนื่อง ตราบวันเข้าถึงบรมสุขคือพระนิพพาน
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: