Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:32:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง สุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  (อ่าน 17296 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2552, 08:51:33 »



ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 1
 


        เราได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์มา 2 พระชาติแล้ว คือ พระชาติที่เกิดเป็นพระเตมีย์  ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี และพระมหาชนกผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี วันนี้เราจะได้ศึกษาในพระชาติที่เกิดเป็นพระสุวรรณสาม ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี ในระดับที่เป็นปรมัตถบารมีเช่นเดียวกัน

        จากนี้ไป เราจะได้ศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์อีกพระชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นชาติที่สำคัญ ที่พระองค์ทรงสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้จะถูกประทุษร้ายจนปางตาย แต่ดวงใจนั้นมิได้ถอยห่างจากเมตตาเลย


        การเพิ่มพูนเมตตาของพระองค์นั้น อุปมาเหมือนกับน้ำย่อมแผ่ขยายความเย็นไปสู่คนดีและคนเลวได้เสมอกัน และยังสามารถชำระล้างมลทินให้แก่คนได้ทุกชั้นวรรณะเสมอกัน ฉันใด

        พระโพธิสัตว์ทั้งปวงก็ย่อมเพิ่มพูนเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในชนทั้งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลแก่ตน โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ เพศวัย หรือเผ่าพันธุ์ใดๆ ด้วยคิดว่าสัตว์โลกก็คือหมู่ญาติ มีความปรารถนาจะพาข้ามวัฏสงสารไปให้หมด ฉันนั้น

        แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น จะขอเล่าเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นพระภิกษุที่เลี้ยงบิดามารดาประดุจสุวรรณสามโพธิสัตว์ในกาลก่อน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องราวของสุวรรณสามชาดก ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

        ณ กรุงสาวัตถี ราชธานีอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นโกศล ได้มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งมีทรัพย์ 18 โกฏิ  ท่านเศรษฐีและภรรยา มีบุตรชายผู้สืบสกุลเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงเป็นที่รักของบิดามารดายิ่งนัก มีเหล่าข้าทาสบริวารทั้งหญิงชายคอยบำรุงบำเรอ โดยไม่ได้รับความยากลำบากอะไรเลย
   
        เขามีชีวิตสะดวกสบายอยู่บนปราสาท ไม่ต้องทำงานอะไรด้วยมือของตนเลย วันหนึ่งเขาได้เกิดความคิดว่า ?มหาชนเดินผ่านถนนหน้าบ้านเราไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมทุกวัน เราแม้จะอยู่ใกล้เพียงแค่นี้เอง แต่ก็ไม่เคยได้ไปเลย  วันนี้เราจะไปวัดไปฟังธรรมเหมือนพวกเขาบ้าง?

        ครั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมไทยธรรม มีเภสัช น้ำปานะและดอกไม้ของหอม แล้วให้ถือสิ่งของทั้งหมดติดตามตนไปสู่วัดพระเชตวัน


        บุตรเศรษฐีได้เคยเห็นพระบรมศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี  ก็มีความเลื่อมใสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้มาฟังธรรมก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใส ยิ่งฟังก็ยิ่งมองเห็นความเป็นจริงของชีวิต จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ตามอย่างพระบรมศาสดา

        ครั้นเมื่อการแสดงธรรมเสร็จสิ้นลง มหาชนต่างก็แยกย้ายกันกลับสู่เรือนของตน แต่ชายหนุ่มกลับนั่งรอจนกระทั่งผู้คนเริ่มบางตา จึงค่อยๆ คลานเข้าไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลขอบวชต่อเบื้องพระพักตร์โดยไม่รีรอ

        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาดูแล้ว ทรงเห็นว่าชายผู้นี้ยังมีห่วงกังวลอยู่ เพราะเขายังมิได้ขออนุญาตจากบิดามารดาแล้ว หากทรงอนุญาตให้เขาบวชโดยพละการเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควร จึงได้ตรัสกับเขาว่า ?อุบาสก พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่บรรพชาให้กับกุลบุตรที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา?

        ฝ่ายชายหนุ่มฟังพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกลับสู่เคหสถานของตน  เมื่อกลับถึงเรือน ชายหนุ่มรีบเข้าไปหาบิดามารดา ไหว้ท่านทั้งสองด้วยความเคารพ จากนั้นจึงกล่าวขออนุญาตจากท่านทั้งสองเพื่อออกบวช

        ท่านเศรษฐีและภรรยา เมื่อได้ฟังถ้อยคำขออนุญาตจากบุตรแล้ว ก็ตกใจปานประหนึ่งหัวใจจะแตกสลาย เพราะตนมีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นความหวังที่จะให้เขาดำรงวงสกุลสืบต่อไป จึงได้กล่าวทัดทานไปว่า ? เจ้าเป็นลูกรักคนเดียวของพ่อกับแม่ พ่อแม่หวังให้เจ้าสืบต่อวงศ์ตระกูล เจ้าจะทิ้งพ่อกับแม่ออกบวชได้อย่างไร ?

        ฝ่ายมารดานั้นก็กล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วงบุตรว่า ?ลูกแม่ เจ้าน่ะเป็นเหมือนดวงใจของแม่ ..พ่อกับแม่เว้นเจ้าเสียแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร พ่อแม่ก็แก่ลงทุกวันแล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เจ้ายังคิดจะทิ้งพ่อกับแม่ไปอีกหรือ  การบวชเป็นพระนั้นน่ะลำบาก  แต่เจ้าได้รับความสะดวกสบายมาตลอด แล้วเจ้าจะอดทนได้อย่างไร?
 
        ชายหนุ่มได้ฟังคำของบิดามารดาแล้ว ก็จนต่อถ้อยคำของท่านทั้งสอง จึงได้แต่นั่งก้มหน้านิ่งซบเซาอยู่ แม้กระนั้นความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะออกบวชก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในใจ จึงได้แต่คิดว่า ?หากเราไม่ได้ออกบวชล่ะก็ เราก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป? 

        เมื่อไม่เห็นหนทางใดที่จะทำให้บิดามารดาอนุญาตได้ เขาจึงยอมอดอาหาร และขังตนเองอยู่แต่ภายในห้องนอน ส่วนท่านเศรษฐีและภรรยานั้นทั้งกลัดกลุ้มและเป็นกังวล ได้เข้ามาช่วยกันอ้อนวอนลูกชาย ว่าอย่าทำร้ายตนเองเช่นนี้เลย 

        แต่ด้วยความอยากจะบวช เขาจึงสู้ทนอดอาหารวันแล้ววันเล่า จนร่างกายผ่ายผอม กระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ 7 มารดาผู้ซึ่งไม่อาจทนดูบุตรต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปได้ จึงได้ปรึกษากับสามีว่า ?พี่ หากเราไม่ยอมให้ลูกบวช ลูกของเราก็คงจะอดอาหารจนตายเป็นแน่   หากเรายอมอนุญาตให้เขาบวช อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ให้เราได้เห็นหน้า...และอีกอย่างหนึ่ง การบวชนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากเขาทนความลำบากไม่ได้ เขาก็คงจะลาสิกขาออกมาเอง ..พี่ ..เรายอมให้ลูกออกบวชเถอะนะ? ท่านเศรษฐีฟังเหตุผลของภรรยาแล้วก็เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด จึงตกลงอนุญาตให้บุตรชายคนเดียวของตนได้ออกบวชในที่สุด

        ชายหนุ่มเมื่อรู้ว่าตนจะได้บวชสมใจก็ดีใจสุดประมาณ จากนั้นก็ได้พักรักษาตัว จนสดชื่นกระปรี้กระเปร่าดีแล้ว เขาจึงกราบลาท่านทั้งสองแล้วเดินทางไปสู่วัดพระเชตวัน เพื่อทูลขอบรรพชากับพระบรมศาสดา  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แล้วตรัสสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์บวชสามเณรให้แก่ชายหนุ่ม 

        จำเดิมแต่วันที่บุตรเศรษฐีก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ บิดามารดาและหมู่ญาติของท่าน ต่างก็ไปมาหาสู่ แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนท่านอยู่เสมอ ลาภสักการะได้บังเกิดขึ้นแก่ท่านมากมาย

        แม้กระนั้นท่านก็มิได้หลงใหลใยดีในลาภสักการะเหล่านั้น ได้ตั้งใจบำเพ็ญสมณะธรรม แม้จะเคยเป็นบุตรเศรษฐีมาก่อน แต่สามเณรก็อดทนต่อคำพร่ำสอนของพระอุปัชฌาย์ ดำรงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งพระอุปัชฌาย์เห็นสมควร จึงอุปสมบทยกท่านขึ้นเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา 


        นับแต่นั้นมา ท่านก็ยิ่งตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ยิ่งๆขึ้นไป จนกระทั่งกาลผ่านไปได้ 5 พรรษา ท่านก็ยังไม่อาจบรรลุธรรมใดๆได้

        วันหนึ่ง ท่านได้รำพึงกับตนเองว่า ?หากเรามัวแต่เพลิดเพลินอยู่ท่ามกลางหมู่ญาติอย่างนี้ เราคงไม่อาจยังมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นได้เป็นแน่ ก็เราตั้งใจบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยนี้ ก็เพื่อหวังทำที่สุดแห่งกองทุกข์ หากยังมัวประมาทอยู่ แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้เห็นธรรมสักที? 

        คิดดังนี้แล้ว ก็ตัดสินใจที่จะหลีกออกจากหมู่คณะ เพื่อปลีกวิเวกบำเพ็ญสมณะธรรมแต่เพียงผู้เดียว จึงเข้าไปขอเรียนกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ แล้วเดินทางออกจากวิหารเชตวันมุ่งสู่เขตชนบทเพื่อแสวงหาที่ปฏิบัติธรรม   

        เมื่อไปถึงราวป่าแห่งหนึ่งไม่ห่างจากหมู่บ้านนัก ท่านจึงพักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้น แล้วมุ่งบำเพ็ญสมณะธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปถึง 12 ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุคุณวิเศษใดๆ เลย


        กระทั่งวันหนึ่ง ได้มีภิกษุอาคันตุกะรูปหนึ่งเดินทางมาจากวัดพระเชตวัน ได้บอกให้ทราบถึงความเป็นอยู่ของบิดามารดาของท่านว่า ?ท่านทั้งสอง บัดนี้ยากจนลง แม้แต่ปราสาทก็ถูกเขายึดไป ไม่มีใครคอยดูแล  ตอนนี้กลายเป็นคนกำพร้าน่าสงสาร ต้องอาศัยชายคาบ้านคนอื่นเขาอยู่ ถือชามกระเบื้องเที่ยวขอทานเขากินไปวันๆ? 
 
        พระภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็สลดใจ นึกสงสารบิดามารดาอย่างที่สุด แต่ท่านจะทำอย่างไรต่อไปนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2552, 20:31:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 2




        ตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงพระภิกษุในสมัยพุทธกาลรูปหนึ่ง ผู้เป็นต้นเหตุทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสาม ซึ่งท่านเป็นพระภิกษุที่ออกบวชจากตระกูลเศรษฐีที่มีบุตรชายเพียงคนเดียว

        การบวชของท่านนั้นแสนยากลำบาก เพราะบิดามารดาหวังเอาไว้ว่าจะให้อยู่ดำรงวงศ์ตระกูล และเป็นที่พึ่งอาศัยเมื่อยามแก่เฒ่า ท่านต้องยอมอดข้าวอยู่ถึง 7  วัน จึงได้รับอนุญาตให้บวช


        พระภิกษุผู้เป็นลูกเศรษฐีครั้นได้บวชแล้ว ก็เกิดลาภสักการะมากมาย แต่ท่านก็มิได้ติดใจในลาภสักการะนั้นแต่อย่างใด ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและเคารพในธรรมวินัยเสมอมา

        เมื่อบวชได้ 5 พรรษา อยู่ปรนนิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์จนได้หลักยึดเหนี่ยวแล้ว จึงหลีกออกจากหมู่คณะ เพื่อปลีกวิเวก ท่านได้พักอาศัยอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่งไม่ห่างจากหมู่บ้านนัก แล้วมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณะธรรม แต่จนแม้วันคืนจะผ่านไปถึง 12 ปี ท่านก็ยังไม่ได้บรรลุคุณวิเศษใดๆ เลย

        กระทั่งวันหนึ่ง ได้มีภิกษุอาคันตุกะรูปหนึ่งเดินทางมาจากวัดพระเชตวัน ได้บอกให้ทราบถึงความเป็นอยู่ของบิดามารดาของท่านว่า ?ท่านทั้งสอง บัดนี้ยากจนอนาถา ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีใครคอยดูแล  ตอนนี้กลายเป็นคนกำพร้าน่าสงสาร ต้องเที่ยวขอทานเขากินไปวันๆ?

        เมื่อภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีได้ยินเรื่องราวของโยมบิดามารดาเช่นนั้นแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ น้ำตาแห่งความสงสารก็เริ่มคลอเบ้า 

        พระเถระแรกทีเดียวก็ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองนั้นเป็นบิดามารดาของภิกษุหนุ่ม แต่เมื่อเล่าเรื่องราวนั้นจบลงแล้ว เห็นอาการของภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีเช่นนั้นจึงถามขึ้นว่า ?อาวุโส ท่านเป็นอะไร ทำไมจึงร้องไห้ล่ะ? 

        ภิกษุหนุ่มนั้นจึงตอบว่า ?ท่านครับ ท่านเศรษฐีและภรรยานั้น เป็นโยมพ่อกับโยมแม่ของกระผมเอง กระผมนี่แหละคือบุตรผู้ละทิ้งท่านทั้งสองออกบวช? 

        พระเถระได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ได้แต่นึกสงสาร คิดจะหาทางช่วยเหลือจึงได้กล่าวแนะว่า  ?อาวุโส บัดนี้ โยมพ่อโยมแม่ของเธอเข้าถึงความพินาศ สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ไม่ต่างอะไรกับจัณฑาลที่เที่ยวขอทานเขาเลย ..เธอควรกลับไปเลี้ยงดูปรนนิบัติโยมทั้งสองของเธอ จะได้ไม่ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญู?

        ภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีนั้นเกิดความเศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก นึกตำหนิตนเองว่า ?เพราะเราแท้ๆท่านพ่อท่านแม่จึงได้ตกต่ำเช่นนี้?


        ท่านทั้งนึกสงสารโยมพ่อโยมแม่ และทั้งสงสารตัวเองว่า ?เราเองแม้จะเพียรพยายามบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ถึง 12 ปี ก็ไม่อาจทำมรรคผลให้เกิดขึ้นได้ เราคงเป็นคนอาภัพแน่แท้...จะมีประโยชน์อะไรกับการที่เราบวชอยู่ต่อไป หากเราลาสิกขาออกไปครองเรือน แล้วเลี้ยงบิดามารดา ทำบุญให้ทานตามอัตภาพ ก็คงมีสวรรค์เป็นที่ไปในภพเบื้องหน้าได้?

        เมื่อคิดใคร่ครวญดีแล้ว ท่านจึงตัดสินใจมอบที่อาศัยนั้นให้กับพระเถระผู้เป็นอาคันตุกะ ครั้นรุ่งขึ้นจึงกราบลาพระเถระ แล้วออกเดินทางกลับสู่กรุงสาวัตถีในทันที

        เมื่อมาถึงพระอารามแล้ว ท่านได้รำลึกถึงพระบรมศาสดา   ด้วยความเคารพรักในพระพุทธองค์ จึงคิดว่า ในวันพรุ่งขึ้น ก่อนที่ตนจะลาสิกขา ตนจะขอเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อฟังธรรมในภาวะแห่งบรรพชิตเป็นครั้งสุดท้าย


        ในยามใกล้รุ่งของวันนั้นเอง ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแผ่ข่ายพระสัพพัญญุตญาณไปทั่วหมื่นโลกธาตุเพื่อตรวจดูเวไนยสัตว์ทั้งหลายนั้น   ได้ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งการบรรลุมรรคผลของภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐีเข้ามาในข่ายพระญาณ ก็ทรงทราบเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของภิกษุนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงตั้งพระทัยว่าในตอนสายจะทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐี 
 
 


        ในเวลาสาย เมื่อภิกษุนั้นมาถึงสถานที่ฟังธรรม  พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา โดยยกเอามาตุโปสกสูตร ว่าด้วยเรื่องราวที่ทรงสรรเสริญพราหมณ์นักบวชผู้หนึ่ง ซึ่งท่านได้อาหารบิณฑบาตมาแล้วก็นำมาเลี้ยงดูบิดามารดา

        โดยได้ยกขึ้นมาแสดงว่า ?บุคคลใดแสวงหาภัตตาหารมาได้โดยชอบธรรม แล้วเลี้ยงดูบิดามารดา เขาผู้นั้นย่อมได้บุญมาก เมื่อละจากโลกแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์?

        ภิกษุเศรษฐีบุตรซึ่งขณะนั้นยืนอยู่ท้ายบริษัท ได้สดับธรรมกถานั้นแล้ว ก็เกิดความโล่งใจ ปานยกภูเขาออกจากอก ความหดหู่เซื่องซึมเพราะเหตุที่ตนจะต้องลาจากสมณะเพศ บัดนี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
 
        ท่านเกิดความร่าเริงยินดีว่า ?เราเข้าใจผิดมานานว่า คนที่จะสามารถปฏิบัติบำรุงบิดามารดาได้ ต้องเป็นคฤหัสถ์เท่านั้น แต่พระศาสดาได้ตรัสแล้วว่า แม้จะเป็นบรรพชิตก็สามารถทำอุปการะแก่บิดามารดาได้ ...ช่างดีจริง หากเราไม่ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วไซร้ ป่านนี้เราก็คงต้องเสื่อมจากชีวิตสมณะ คงต้องลาสิกขาไปแล้วเป็นแน่ เอาล่ะ แม้ว่าเราจะเป็นพระอยู่ก็ตาม เราก็จะเลี้ยงดูท่านทั้งสองให้ดีที่สุด เท่าที่ลูกคนหนึ่งจะพึงทำเพื่อพ่อแม่ได้?
 


        ดำริในใจหนักเช่นนั้นแล้ว ภิกษุหนุ่มจึงถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วรีบออกจากพระเชตวันไปยังโรงทานที่เขาถวายอาหารตามสลากที่จับได้ รับเอาภัตตาหารและข้าวยาคูที่ได้ด้วยการจับสลากแล้ว   ก็รีบรุดไปหาโยมบิดามารดาของท่านในทันที

        ฝ่ายโยมพ่อโยมแม่ของพระคุณเจ้า บัดนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับขอทาน เสื้อผ้าดูสกปรก ผมเผ้ารกรุงรังเป็นที่รังเกียจของชาวบ้าน หน้าตาที่เคยผ่องใสมีผิวพรรณงดงาม บัดนี้กลับเสื่อมโทรมเศร้าหมอง ในมือถือเศษกระเบื้องเที่ยวขอข้าวยาคูกินพอประทังชีวิตไปวันๆ..ส่วนที่พักอาศัยนั้น ก็คือชายคาริมฝาเรือนของคนอื่น ซึ่งมีพื้นที่ไม่มาก  พอให้หลบแดดหลบฝนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

        ฝ่ายพระภิกษุรูปนั้น ดีใจที่จะได้พบกับโยมพ่อโยมแม่ซึ่งจากกันไปนาน แต่เมื่อได้มาเห็นสภาพของโยมทั้งสองเช่นนี้แล้ว ความโศกสลดก็ท่วมทับใจในทันที ไม่อาจทำสิ่งใดได้ จึงได้แต่ยืนนิ่งมองดูสภาพผู้ให้กำเนิดทั้งสอง ยิ่งมองดูน้ำตาแห่งความสงสารก็เริ่มไหลอาบแก้ม


        ฝ่ายสองสามีภรรยาเศรษฐีผู้ตกยาก แม้จะเห็นพระลูกชายมายืนอยู่ใกล้ๆ แต่ทั้งสองก็จำไม่ได้ว่านั่นคือพระลูกชายของตน นึกว่าภิกษุรูปนี้ คงมายืนเพื่อรออาหารบิณฑบาตจากตนเท่านั้น   

        โยมมารดาจึงกล่าวขึ้นว่า ?ท่านเอย ของเคี้ยวของฉันที่ควรจะถวายนั้นไม่มีหรอก นิมนต์โปรดข้างหน้าเถิด?   

        ยิ่งได้ฟังถ้อยคำของมารดาเช่นนี้แล้ว ภิกษุนั้นก็ยิ่งเกิดความโศกเศร้าเป็นกำลัง น้ำตาแห่งความเศร้าใจก็ยิ่งเอ่อนองอาบใบหน้า แม้โยมมารดาจะกล่าวอยู่เช่นนั้นถึง 3 ครั้ง ท่านก็ยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม ส่วนเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 30 กรกฎาคม, 2552, 10:04:07 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 3



 
        ตอนที่แล้ว พระภิกษุบุตรเศรษฐีครั้นได้ทราบว่าบิดามารดาตกระกำลำบาก ไร้ที่พึ่งพาอาศัย ต้องเที่ยวขออาหารเขาเลี้ยงชีพไปวันๆ จึงกลับมาที่พระวิหารเชตวันด้วยความคิดว่า จะลาสิกขาออกไปเลี้ยงดูท่านทั้งสอง


        วันรุ่งขึ้น ท่านคิดว่า ก่อนที่ลาสิกขาไป เราฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงค่อยไป จึงได้ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายพุทธบริษัท ได้สดับพระบรมศาสดาตรัสสรรเสริญพราหมณ์ท่านหนึ่งซึ่งเที่ยวบิณฑบาตมาเลี้ยงบิดามารดาว่า เป็นสิ่งที่ดี ทำให้ได้บุญมาก

        เมื่อได้ฟังดังนั้นท่านก็ดีใจ คิดว่า เราอยู่ในเพศบรรพชิตก็สามารถเลี้ยงดูบิดามารดาได้ คิดดังนี้แล้วจึงห่มครองจีวร แล้วประคองบาตรเข้าไปยังโรงทาน รับเอาภัตตาหารตามสลากที่จับได้แล้วก็นำไปสู่ที่อยู่ของบิดามารดา ซึ่งบัดนี้กลายเป็นขอทานอาศัยชายคาบ้านของคนอื่นอยู่

        เมื่อไปถึงได้เห็นสภาพของบิดามารดา ซึ่งบัดนี้ยากจนอนาถา มีร่างกายซูบผอมเศร้าหมอง สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ก็เกิดความสงสารตื้นตันใจ ไม่สามารถเปล่งถ้อยคำใดออกมาได้ จึงประคองบาตรยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ตรงนั้น
 
        ฝ่ายบิดามารดา แม้เห็นพระลูกชายมายืนอยู่เบื้องหน้าแล้วก็จำไม่ได้ นึกว่าพระท่านมาบิณฑบาต จึงออกปากนิมนต์ให้ท่านไปโปรดข้างหน้าเถิด พูดย้ำๆ ดังนี้ถึง 3 ครั้ง

        ฝ่ายบิดาเห็นว่า พระคุณเจ้ารูปนั้นไม่ยอมไปที่อื่นเลย ชะรอยคงจะเป็นบุตรของเราเป็นแน่ จึงเรียกให้ภรรยาไปดูว่า ?เป็นลูกของเราละกระมัง เธอเข้าไปดูก่อนซิ?


        นางจึงลุกขึ้นตามคำของสามีแล้วเดินไปมองดูใกล้ๆ  ก็จำได้ว่า ใช่บุตรของตนแน่แล้ว ครั้นรู้ว่าบัดนี้พระลูกชายกลับมาโปรดนางแล้วเท่านั้น นางก็ดีใจสุดประมาณ ทรุดลงแทบเท้าทั้งสองของพระลูกชาย สุดที่จะอดกลั้นความอาดูรเอาไว้ จึงร้องไห้รำพันอยู่ตรงนั้นเอง

        ฝ่ายบิดาเมื่อรู้ว่าพระลูกชายของตนกลับมาแล้ว ก็เข้ามานั่งลงร้องไห้อยู่ตรงนั้นเช่นกัน ภาพของคนทั้งสามซึ่งต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ เป็นภาพที่น่าสงสารยิ่งนัก ใครเลยจะรู้ว่า นี้คืออดีตเศรษฐีผู้มีทรัพย์ถึง 18 โกฏิ แต่ทว่า..บัดนี้กลายเป็นยาจก ตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

        เมื่อระงับความโศกไว้ได้แล้ว ภิกษุได้กล่าวปลอบโยมบิดามารดาว่า ?ขอโยมพ่อโยมแม่อย่าได้ทุกข์ใจไปเลย อาตมภาพจะเลี้ยงดูท่านทั้งสองเอง ขอให้โยมจงวางใจเถอะ ตราบใดที่พระยังอยู่ พระจะเลี้ยงดูท่านทั้งสองให้มีความผาสุก?

        เมื่อกล่าวปลอบโยนจนคลายความเศร้าโศกแล้ว ท่านจึงเอาน้ำข้าวยาคูที่ได้รับมาจากโรงสลากภัตรนั้น มอบให้โยมทั้งสองได้ดื่ม จากนั้น จึงไปเที่ยวบิณฑบาตรับภัตตาหารที่ได้มาในตอนสาย มอบให้ทั้งสองท่านได้กินอย่างเต็มอิ่ม     ส่วนตนนั้นได้แต่นั่งมองท่านทั้งสองด้วยใจที่สงสารและอิ่มใจระคนกัน ครั้นเมื่อโยมทั้งสองอิ่มหนำดีแล้ว ท่านจึงออกบิณฑบาตแสวงหาภัตตาหารมาเพื่อตนเอง

        นับแต่นั้นมา ภิกษุผู้มีความกตัญญูก็ได้เลี้ยงดูบิดามารดาโดยทำนองนี้เรื่อยมา ไม่ว่าจะได้ภัตตาหารมาเท่าไหร่ ท่านจะยังไม่ยอมบริโภค แต่จะนำอาหารที่ได้มานั้นมอบให้กับโยมพ่อโยมแม่ได้กินก่อน 


        ส่วนตนเองนั้น เมื่อให้ท่านทั้งสองอิ่มแล้วจึงค่อยออกบิณฑบาตในภายหลัง  ซึ่งวันใดได้ภัตตาหารมา ท่านก็บริโภคเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป แต่ถ้าวันใดไม่ได้ภัตตาหารเลย ท่านก็ไม่ได้ฉัน แต่ถึงจะอดอาหาร แต่ก็อิ่มใจ มิได้พร่ำบ่นเบื่อหน่ายแต่อย่างใด

        แม้เมื่อยามที่ได้รับผ้าจำนำพรรษา หรือผ้าใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งที่ญาติโยมถวายมา ท่านก็นำมามอบให้แก่โยมบิดามารดาก่อน ส่วนตนนั้นจะนำผ้าเก่าที่โยมทั้งสองนุ่งห่มแล้วมาซัก เย็บ ย้อมแล้วจึงนุ่งห่มเอง
 
        วันแล้ววันเล่าที่ภิกษุผู้มีความกตัญญูได้ปรนนิบัติเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นอย่างดีเช่นนี้ ไม่เคยให้โยมทั้งสองได้อด แต่สำหรับท่านเองนั้นมักจะอดอาหารเป็นส่วนใหญ่    เพราะเมื่อออกบิณฑบาตแสวงหาภิกษาหารมาเพื่อตนเอง ก็มักจะออกเมื่อยามสายมากแล้ว ส่วนมากมักจะได้เพียงบาตรเปล่ากลับสู่วิหาร  มีน้อยวันเหลือเกินที่ได้ฉันจนอิ่ม


        เมื่อท่านต้องอดอาหารอยู่บ่อยครั้ง ในที่สุดร่างกายจึงค่อยๆซูบผอมลงทุกขณะ  ทั่วสรรพางค์กายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นปูดโปน แม้กระทั่งผิวพรรณที่เคยผ่องใสก็กลับเศร้าหมองลงทุกขณะจนเห็นได้ชัด

        วันหนึ่งเพื่อนภิกษุด้วยกันจึงถามท่านว่า ?อาวุโส แต่ก่อนผิวพรรณของท่านงดงามผ่องใส แต่ทำไมบัดนี้ถึงได้เศร้าหมองลง แม้แต่ร่างกายที่งดงามเต็มบริบูรณ์ แต่เหตุไฉนถึงได้ซูบผอม ทั้งเนื้อทั้งตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นอย่างนี้เล่า ท่านเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอะไรหรือ?

        ?โรคภัยร้ายแรง มิได้เกิดขึ้นกับกระผมหรอกท่าน แต่เพราะเหตุที่กระผมได้ผ่ายผอมลง จนดูผิดตาไปเช่นนี้ก็เพราะมีเหตุ? จากนั้นภิกษุผู้กตัญญูจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนภิกษุฟัง
 
        เรื่องราวของภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดาได้แพร่ไปในหมู่เพื่อนภิกษุด้วยกัน แต่ภิกษุเหล่านั้นมิได้เห็นชอบด้วยแต่อย่างใด กลับพากันกล่าวตำหนิว่า ?อาวุโส ไทยธรรมที่ญาติโยมถวายให้เรามา ก็หวังจะให้เราเป็นเนื้อนาบุญ   แม้พระศาสดาก็เคยตรัสย้ำว่า ไม่ควรทำศรัทธาของญาติโยมให้เสียไป แต่ท่านกลับเอาอาหารไปให้แก่เหล่าคฤหัสถ์ ท่านทำเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย?   


        ภิกษุนั้นได้ฟังถ้อยคำติเตียนของเพื่อนสหธรรมิกแล้ว ก็เกิดความละอายแก่ใจ เพราะคิดว่าตนเองนั้นทำผิดต่อคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา จากนั้นมา ท่านจึงทอดทิ้งการปรนนิบัติดูแลบิดามารดาไปเสีย

        แม้กระนั้น เหล่าภิกษุด้วยกันก็ยังไม่พอใจแต่เพียงเท่านั้น ได้นำเรื่องของภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดาไปเข้าเฝ้ากราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

       
 
        พระองค์ครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามท่ามกลางภิกษุทั้งหลายว่า ?ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่เธอนำเอาของที่ญาติโยมถวายมาด้วยความศรัทธาไปเลี้ยงดูคฤหัสถ์?   

        พระบรมศาสดาครั้นทรงได้รับคำตอบว่า ?จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า? จากปากของภิกษุบุตรเศรษฐี  จึงตรัสถามว่า  ?ดูก่อนภิกษุ แล้วคฤหัสถ์เหล่าไหนกันละ ที่เธอเลี้ยงดู?   
 
ภิกษุนั้นได้กราบทูลว่า ?ข้าพระองค์เลี้ยงดูบิดามารดาของข้าพระองค์เอง พระเจ้าข้า? 

        จึงทรงมีพระประสงค์จะสรรเสริญการกระทำของภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดานั้น ทั้งจะทรงประกาศถึงบุพจริยาของพระองค์เอง ในครั้งที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่


        ได้ทรงประทานสาธุการท่ามกลางหมู่ภิกษุทั้งหมดว่า ?สาธุ สาธุ สาธุ ภิกษุ เธอทำดีแล้ว เธอดำรงอยู่ในทางที่เราดำเนินแล้ว แม้เราเองเมื่อครั้งที่ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ในกาลก่อน ก็ได้บำรุงเลี้ยงบิดามารดาเช่นเดียวกัน?

        ฝ่ายเพื่อนสหธรรมิกรูปอื่นๆ  ได้เกิดความสงสัย ใคร่ที่จะฟังว่าบุพจริยาที่พระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญนั้นว่า มีความเป็นมาอย่างไร จึงได้กราบทูลอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงบุพจริยาของพระองค์  พระบรมศาสดาจึงทรงนำเรื่องราวเมื่อครั้งที่ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี ในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระสุวรรณสามมาแสดง ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 31 กรกฎาคม, 2552, 21:36:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 4

 


        ตอนที่แล้ว พระภิกษุบุตรเศรษฐีได้ปฏิบัติบำรุงบิดามารดา ซึ่งได้ยากจนอนาถา ด้วยการบิณฑบาตนำภัตตาหารมาเลี้ยง ดูแลจนท่านอิ่มเรียบร้อยแล้ว จึงไปบิณฑบาตเพื่อเลี้ยงตนในตอนสาย บำรุงบิดามารดาอยู่
เช่นนี้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน   เนื่องจากว่าท่านออกบิณฑบาตเพื่อตนเองในตอนที่สายมากแล้ว จึงมักไม่ค่อยได้อะไร จำต้องอดอาหารอยู่บ่อยครั้ง จนร่างกายซูบผอมลง เพื่อนภิกษุเห็นท่านผอมลงทุกวันจึงเข้ามาถามว่า แต่ก่อนผิวพรรณของท่านงดงามผ่องใส แต่ทำไมบัดนี้ถึงได้ซูบผอมเศร้าหมองลง

        ภิกษุผู้กตัญญูจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนภิกษุฟัง  แต่ภิกษุเหล่านั้นมิได้เห็นชอบด้วยแต่อย่างใด กลับพากันกล่าวตำหนิว่า ?ไม่ควรทำศรัทธาของญาติโยมให้เสียไป ด้วยการเอาอาหารไปให้แก่เหล่าคฤหัสถ์ ท่านทำเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย?

        เรื่องราวของภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดาได้แพร่ไปในหมู่ภิกษุด้วยกัน ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้พระบรมศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ แล้วตรัสถามก็ทรงทราบว่า ท่านนำอาหารนั้นไปเลี้ยงดูบิดามารดา จึงทรงให้สาธุการแด่ภิกษุรูปนั้น     แล้วจึงตรัสว่า ?ภิกษุ เธอทำดีแล้ว เธอดำรงอยู่ในทางที่เราดำเนินแล้ว แม้เราเองเมื่อครั้งที่ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ในกาลก่อน ก็ได้บำรุงเลี้ยงบิดามารดาเช่นเดียวกัน? ภิกษุทั้งหลายใคร่จะฟังบุพจริยาที่พระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญนั้นว่า มีความเป็นมาอย่างไร จึงได้กราบทูลอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวนั้นโดยพิสดาร
 
        พระพุทธองค์จึงทรงนำอดีตชาติของพระองค์มาทรงแสดง ดังที่จะเล่าต่อไปนี้ ย้อนไปในครั้งอดีตกาล ณ ชายป่าอันร่มรื่น ไม่ไกลจากกรุงพาราณสีเท่าใดนัก มีแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง  ยังความอุดมสมบูรณ์ให้พืช
พรรณธัญญาหาร และเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนและสัตว์ป่าให้ดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข

        สองฟากฝั่งของแม่น้ำสายนี้ ได้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านนายพราน 2 หมู่บ้านด้วยกัน ทางฟากโน้นของแม่น้ำ  มีนายพรานไพรที่เชี่ยวชาญในการล่าสัตว์อาศัยอยู่ 500 ครอบครัว  ส่วนฝั่งนี้ก็มีครอบครัวของพรานป่าที่เก่งกาจอาศัยอยู่ 500 หลังคาเรือน

        ชีวิตของผู้คนทั้งสองหมู่บ้านนี้ ล้วนมุ่งดำรงชีพด้วยสัตว์ทั้งหลายทั้งเล็กและใหญ่ และสิ่งของที่ได้มาจากป่า วันแล้ววันเล่าที่เขาต้องสะพายถุงสัมภาระ ในมือมีธนูเข้าสู่ป่า แสวงหาเหล่ามฤคและสัตว์ป่านานาชนิด 


        เมื่อล่าสัตว์ได้มาแล้ว ก็จะแล่เนื้อนำไปขาย ส่วนเนื้อที่เหลือก็นำมาประกอบอาหารเพื่อเลี้ยงตนและครอบครัว วิถีชีวิตของผู้คนของทั้งสองหมู่บ้าน ดำเนินไปเยี่ยงนี้เป็นปกติ

        พรานใหญ่ทั้งสองนั้น เป็นสหายที่รักใคร่กันมาแต่ครั้งยังหนุ่ม ทั้งยังมีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นที่พึ่งอาศัยของเพื่อนบ้านในยามทุกข์ยากเรื่อยมา จนกระทั่งผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ชื่นชมและยกย่องให้ทั้งสองขึ้นเป็นหัวหน้าปกครองพวกตน 
12.    และแล้ววันที่ทุกคนยินดีปรีดาก็มาถึง เมื่อภรรยาของทั้งสองพรานใหญ่ซึ่งมีครรภ์แก่ได้ให้กำเนิดทารกน้อยพร้อมๆกัน   โดยภรรยาของนายพรานใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านฟากนี้ ได้คลอดบุตรออกมาเป็นชาย มีผิวพรรณที่ผุดผ่องไร้มลทิน เกินกว่าเด็กทารกธรรมดาทั่วไป


        ในยามคลอด หมู่ญาติได้นำเอาผ้าทุกูลพัสตร์ที่มีความประณีตและงดงามมารองรับทารกน้อยเอาไว้ ด้วยเหตุนี้นายพรานใหญ่จึงตั้งชื่อให้ว่า ทุกูลกุมาร (ทุ - กู - ละ - กุ - มาร)

        ทุกูลกุมารผู้มีผิวพรรณงามดุจทองคำ ได้รับการห่อหุ้มด้วยผ้าที่เนื้อละเอียด นอนอยู่บนที่นอนประหนึ่งก้อนทองคำ ยังความเจริญใจให้บังเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นบิดายิ่งนัก

        ?ดีใจด้วยครับ หัวหน้า ที่ท่านได้ลูกชายช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน ? พรานบริวารคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมยินดี

        เสียงลูกบ้านอีกคนก็ดังเสริมขึ้นในทางเดียวกันว่า ?เจ้าหลานคนนี้ทั้งน่ารักน่าชัง ผิวพรรณก็งามเกินเด็กธรรมดา ถ้าโตขึ้นคงเป็นนายพรานที่เก่งกาจไม่ต่างจากหัวหน้าเป็นแน่? คำกล่าวเยินยอเจือด้วยเสียงหยอกเย้า ทำให้พรานใหญ่ถึงกับยิ้มร่า

        ขณะที่นายพรานทั้งหลายกำลังแสดงความยินดีกับหัวหน้าของตนอยู่นั้น ได้มีพรานหนุ่มคนหนึ่งมาถึงเรือน เพื่อแจ้งข่าวสำคัญให้แก่หัวหน้าของตนได้ทราบ ?หัวหน้าครับ พรานใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าที่หมู่บ้านฟากโน้น ฝากแจ้งข่าวมาขอรับ?  เสียงนั้นตะโกนก้องมาแต่ไกล

        ?เจ้าว่าอะไรนะ เพื่อนข้าที่หมู่บ้านฟากโน้นแจ้งข่าวมาเรอะ?
 
        ?ครับ พรานใหญ่ฟากโน้นฝากแจ้งมาว่า ภรรยาของท่านก็คลอดลูกแล้วเช่นกันครับ?

        ? โอ!!! วันนี้ช่างเป็นวันดีจริงๆ  .เออ.แล้วเพื่อนข้าได้ลูกสาว หรือ ลูกชายล่ะ?
 
        ?ได้ลูกสาวขอรับ หัวหน้า?

        กล่าวถึงพรานใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ  ..ก็กำลังยินดีไม่ต่างจากเพื่อนรักของตน เมื่อภรรยาสาวได้ให้กำเนิดทารกที่มีผิวพรรณละเอียดอ่อน แม้จะเป็นทารกเพศหญิง แต่ก็กำดวงใจของผู้เป็นบิดามารดาเอาไว้ นายพรานใหญ่และภรรยา ได้ขนานนามให้เธอว่า ปาริกากุมารี (ปา - ริ - กา)   

        ครั้นทราบข่าวว่าสหายรักที่ฝั่งโน้นได้ลูกสาว หัวหน้านายพรานก็ดีใจยิ่งนัก ได้กล่าวขึ้นด้วยความเบิกบานว่า ?ช่างดีจริง ครอบครัวของเราคงได้เกี่ยวดองกันก็คราวนี้ ข้ากับเขาเคยให้สัญญาต่อกันไว้เมื่อยังหนุ่มว่า ถ้าพวกเรามีครอบครัวและมีลูกเมื่อไหร่ ถ้าเป็นชายทั้งคู่หรือหญิงทั้งคู่ก็จะพันผูกให้เป็นเพื่อนกัน  แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ลูกสาว และอีกฝ่ายได้ลูกชายล่ะก็ เราก็จะให้ลูกทั้งสองได้แต่งงานกัน? กล่าวจบก็หัวเราะด้วยความยินดี เพราะสัญญาที่ได้เคยให้ไว้ต่อกันนั้น ใกล้จะเป็นความจริงแล้ว


        ทารกทั้งสองเป็นผู้มีรูปงามยิ่ง ได้บุญลักษณะที่สมบูรณ์พร้อม ทั้งผิวพรรณก็ผุดผ่องประหนึ่งรูปทองคำ เป็นที่รักดังแก้วตาดวงใจของนายพรานใหญ่ทั้งสองตระกูล นายพรานใหญ่และภรรยา ต่างเฝ้าทนุถนอมเลี้ยงดูจนกระทั่งทั้งสองเจริญวัย   

        ทั้งทุกูลกุมารและปาริกากุมารีนั้น แม้จะเกิดในตระกูลนายพราน ที่เกี่ยวเนื่องกับการฆ่าชีวิตผู้อื่นอยู่เป็นนิจ แต่กลับมีอุปนิสัยประกอบด้วยเมตตา ไม่ชอบเบียดเบียนชีวิตสัตว์ใดๆ เลย ส่วนนายพรานใหญ่ก็ตามใจบุตรของตน มิได้บังคับบุตรให้ต้องลำบากออกป่าล่าสัตว์แต่อย่างใด

        เมื่อกุมารและกุมารีทั้งสองมีอายุได้ 16 ปี ควรแก่การออกเรือน นายพรานใหญ่ทั้งสองตระกูลจึงทวง
สัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันว่า จะให้บุตรของตนแต่งงานกัน

        เมื่อตกลงกันแล้ว นายพรานใหญ่ผู้เป็นบิดาของทุกูลกุมาร จึงแจ้งเรื่องแก่บุตรของตนว่า ? พ่อเอย บัดนี้เจ้าก็เติบโตเป็นหนุ่ม ควรแก่การมีเหย้ามีเรือนได้แล้ว เจ้าน่ะ เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ พ่อหวังให้เจ้าได้สืบต่อวงศ์ตระกูลของเรา  พ่อเองได้หาหญิงผู้งดงามและคู่ควรแก่เจ้า ทั้งสมฐานะกับตระกูลของเรา มาให้เจ้าแล้ว? เมื่อทุกูลกุมารได้ฟังบิดากล่าวเช่นนั้นแล้ว จะรู้สึกอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 01 สิงหาคม, 2552, 23:46:03 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 5


 
        ตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงหมู่บ้านนายพรานในอดีตกาล 2 หมู่บ้าน ซึ่งอาศัยอยู่ที่สองฟากฝั่งของแม่น้ำ พรานไพรผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองนั้น เป็นสหายที่รักใคร่กันมาแต่ครั้งยังหนุ่ม    เขาทั้งคู่เคยให้สัญญาต่อกันไว้เมื่อยังหนุ่มว่า ถ้าพวกเรามีครอบครัวและมีลูกแล้ว ถ้าเป็นชายทั้งคู่หรือหญิงทั้งคู่ก็จะพันผูกให้เป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ลูกสาว และอีกฝ่ายได้ลูกชาย ก็จะให้ลูกทั้งสองได้แต่งงานกัน


        ซึ่งเมื่อกาลผ่านไป ภรรยาของทั้งสองพรานใหญ่ซึ่งมีครรภ์แก่ได้ให้กำเนิดทารกน้อยพร้อมๆกัน   โดยภรรยาของนายพรานใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านฟากนี้ ได้คลอดบุตรออกมาเป็นชาย มีผิวพรรณที่ผุดผ่องไร้มลทิน นายพรานใหญ่ได้ตั้งชื่อให้ว่า ทุกูลกุมาร

        ส่วนภรรยาของพรานใหญ่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำก็ได้ให้กำเนิดทารกที่มีผิวพรรณละเอียดอ่อน เป็นเพศหญิง  นายพรานใหญ่และภรรยา ได้ขนานนามให้เธอว่า ปาริกากุมารี   

        ทั้งทุกูลกุมารและปาริกากุมารีนั้น เป็นผู้จุติมาจากพรหมโลก มีใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ใดๆ ซึ่งเมื่อทุกูลกุมารอายุได้ 16 ปี  นายพรานใหญ่ก็ได้แจ้งให้บุตรทราบว่า  บัดนี้เจ้าก็โตเป็นหนุ่ม ควรแก่การมีเหย้ามีเรือนได้แล้ว  และพ่อก็ได้หาหญิงสาว ที่สมฐานะของเราเอาไว้ให้เจ้าแล้ว

        เมื่อได้ฟังครั้งแรกๆว่า บิดามารดาได้หาหญิงสาวไว้เพื่อให้แต่งงานกับตน ทุกูลกุมารก็บอกปฏิเสธโดยอาการที่นุ่มนวล แต่เมื่อถูกบิดามารดารบเร้าบ่อยเข้า เขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียน จึงใช้มือปิดหูทั้งสองข้างเสีย เพราะไม่ต้องการฟังเรื่องเช่นนั้นอีก

        เพราะเหตุที่ว่า ทุกูลกุมารนั้น ก่อนมาเกิด เขามาจากพรหมโลก เป็นสัตว์บริสุทธิ์ไม่มีความปรารถนาในเรื่องกามราคะ เมื่อได้ยินบิดาพูดเช่นนั้น เขาจึงกล่าวอ้อนวอนว่า ?พ่อครับ แม่ครับ  ลูกไม่อยากมีครอบครัว  ได้โปรดอย่าให้ลูกต้องแต่งงานเลย ? 

        ฝ่ายบิดามารดานั้น มิได้ใส่ใจในคำพูดของบุตร ได้กล่าวย้ำบ่อยๆว่า     ?ลูกพ่อ  เจ้าคือความหวังที่ต้องสืบต่อตระกูลนายพรานของเรา หากเจ้าไม่แต่งงาน  แล้วตระกูลของเราจะสืบต่ออย่างไร?   แต่ไม่ว่าบิดามารดาจะกล่าวอย่างไร ทุกูลกุมารก็ยังคงตอบปฏิเสธอยู่เช่นเดิม

        ฝ่ายนายพรานใหญ่ที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งก็เช่นกัน ได้แจ้งแก่ปาริกาบุตรสาวของตนว่า ?ลูกเอย บัดนี้เจ้าก็เติบโตเป็นสาวงามที่ไม่มีใครเทียบเท่า สมควรแก่การมีเหย้ามีเรือนแล้ว เพื่อนรักของพ่อมีบุตรชาย เป็นหนุ่มรูปงามนัก พ่อเห็นว่าคู่ควรแก่เจ้ามากทีเดียว? 

        เพียงได้ยินว่า บิดามารดาจะยกตนให้กับชายหนุ่มเท่านั้น ปาริกาก็เกิดอาการขนลุกขนพอง  จึงรีบบอกปฏิเสธบิดามารดาของตนเช่นกัน


        เพราะเหตุที่ว่า ก่อนมาเกิด นางก็มาจากพรหมโลก ไม่มีความยินดีในเรื่องกามเช่นกัน  นางจึงแจ้งความจำนงกับบิดามารดาว่า ?คุณพ่อคุณแม่ ลูกไม่เคยคิดอยากแต่งงานเลย  ลูกจะขออยู่ปรนนิบัติรับใช้คุณพ่อคุณแม่ไปเช่นนี้เจ้าค่ะ?
 
        ?ลูกเอย สตรีที่ไร้สามี ก็ไม่ต่างอะไรจากหญิงเปลือยเปล่า แม้จะห่มคลุมร่างกายอย่างดี ด้วยผ้าเนื้อประณีต แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นหญิงเปลือยอยู่ดี   เพราะสามีย่อมเป็นเสมือนผ้าห่มคลุมกาย คอยคุ้มครองปกป้องผองภัย ให้ความอบอุ่นทั้งกายและใจแก่เจ้าได้ หากเจ้าไม่เลือกที่จะมีคู่ครอง ใครๆก็อาจข่มเหงรังแกเจ้าได้  เมื่อยามแก่เฒ่า ใครเขาจะเลี้ยงดูเจ้า พ่อกับแม่จะอยู่กับเจ้าอีกก็ไม่นานสักเท่าไร จะดูแลเจ้าตลอดไปอย่างไรได้  เชื่อแม่เถอะลูก แม่ได้เลือกสามีที่ดีไว้ให้แก่เจ้าแล้ว ทัดเทียมกันทั้งฐานะและชาติตระกูล ทั้งยังรูปงาม คู่ควรแก่เจ้านัก? 

        คำขอร้องด้วยความห่วงใยของมารดาแม้จะมีเหตุผล แต่ปาริกาก็ยังยืนกรานปฏิเสธอยู่เช่นเดิมว่า ?อย่าให้ลูกต้องแต่งงานเลย ขอให้ลูกได้อยู่ปรนนิบัติพ่อกับแม่ตลอดไปเถอะนะ เมื่อยามแก่เฒ่า หมู่ญาติพี่น้องที่เคยได้พึ่งพาอาศัยกัน ถึงอย่างไรก็คงไม่ทิ้งกันหรอกจ้ะ?


        ถึงลูกสาวจะปฏิเสธอย่างไร บิดามารดาก็มิได้ใส่ใจในคำของลูก ด้วยนึกเสียว่าเป็นคำพูดของเด็กๆ ซึ่งเมื่อพ่อแม่จัดการแต่งงานให้แล้ว ได้มาอยู่ร่วมกันนานเข้า ก็จะรักกันไปเอง

        เมื่อตกลงปลงใจที่จะเกี่ยวดองกันแล้ว หัวหน้านายพรานทั้งสองต่างก็หารือกัน และเลือกวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อจัดพิธีอาวาหมงคล ในที่สุดก็ได้วันเวลาที่เหมาะสม   

        กล่าวถึงสองหนุ่มสาว ทุกูล (ทุ กู ละ) และปาริกา เมื่อรู้ว่าวันแต่งงานถูกกำหนดขึ้นแล้ว ก็รู้สึกกระวนกระวายใจ ต่างคิดหาวิธีที่จะระงับการแต่งงานครั้งนี้ให้ได้


        เมื่อมองไม่เห็นหนทางใด ทั้งสองจึงแอบเขียนจดหมายถึงกัน  แล้วให้บริวารของตน นำไปมอบให้กับอีกฝ่าย โดยไม่ให้บิดามารดาของตนได้ล่วงรู้

        ข้อความในจดหมายของทุกูลนั้นได้ขอความเห็นใจจากปาริกาว่า ?ปาริกา เราเองนั้นตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยปรารถนาเรื่องการมีคู่ครองเลย  หากเธอต้องการที่จะมีคู่ชีวิต อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาล่ะก็ เธอจงไปสู่เรือนของชายอื่นเถิด อย่าเลือกเราเลย?

        ฝ่ายปาริกานั้นก็เช่นกัน ได้ส่งจดหมายไปถึงทุกูล โดยมีใจความคล้ายคลึงกันว่า ?ท่านทุกูล ดิฉันผู้มีนามว่า ปาริกา  ไม่เคยคิดที่จะครองเรือนร่วมกับบุรุษใด หากท่านมีความต้องการด้วยเมถุนธรรม โปรดจงเลือกหญิงอื่นเถิด อย่าแต่งงานกับดิฉันเลย? 


        เมื่อต่างฝ่ายต่างได้รับจดหมายของอีกฝ่าย  ทั้งคู่อ่านข้อความในจดหมายแล้วก็เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน จึงกล่าวทัดทานบิดามารดาโดยยกเหตุผลต่างๆ ขึ้นอ้าง แต่บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายก็ยังคงมั่นหมายที่จะให้มีพิธีแต่งงานเช่นเดิม     ซึ่งต่อมาไม่นานวันงานก็มาถึง พิธีอาวาหมงคลของทั้งสองได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะ ท่ามกลางความปรีดาปราโมทย์ของญาติมิตรทั้งสองฝ่าย

        แม้ทั้งสองจะเป็นคู่บ่าวสาวที่สมกันราวกิ่งทองใบหยก บิดามารดาและญาติมิตรต่างเฝ้ารอว่าทั้งสองจะให้กำเนิดทายาทในเร็ววัน แต่หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว ทั้งทุกูลและปาริกา มิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาทั่วไป ไม่เคยข้องเกี่ยวในเรื่องประเวณีเลย


        แม้จะอยู่ในห้องเดียวกัน นอนร่วมบนเตียงเดียวกัน แต่ทั้งคู่อยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ประหนึ่งมหาพรหมผู้มีพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์สององค์อยู่ร่วมกันฉะนั้น
 

        เมื่อพิธีอาวาหมงคลผ่านไปแล้ว นายพรานใหญ่ผู้เป็นบิดาของทุกูล ได้เคี่ยวเข็ญให้ชายหนุ่มร่ำเรียนวิชานายพราน เพื่อจะได้หาเลี้ยงครอบครัวและสืบต่อตระกูลนายพรานต่อจากตน
 
 
        แต่อัธยาศัยของชายหนุ่ม มิได้เป็นเยี่ยงพรานไพร เขาไม่มีอัธยาศัยในการฆ่าเลย แม้เนื้อทั้งหลายที่บิดาจับมาขังเอาไว้เพื่อฆ่าและขาย เมื่อมีคนมาขอซื้อเนื้อเหล่านั้น ทุกูลกลับปฏิเสธที่จะขายมัน เพราะรู้แน่แก่ใจว่า หากขายเนื้อตัวไหนไป มันก็คงไม่พ้นถูกฆ่าเป็นอาหารอย่างแน่นอน

28.     วันหนึ่ง นายพรานใหญ่จึงพูดกับบุตรชายของตนว่า ?ทุกูล เจ้าเกิดในตระกูลของหัวหน้าพรานป่า   เจ้าก็ต้องเป็นนายพรานผู้เก่งกล้าจึงจะถูก แต่เจ้ากลับขลาดกลัว แม้มดตัวเล็กๆ เจ้าก็ยังไม่กล้าฆ่า แล้วเจ้าจะครองเรือนได้อย่างไร? คำพูดของบิดานั้นมีเหตุผล แต่ทุกูลเมื่อได้ฟังแล้วจะโต้ตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 04 สิงหาคม, 2552, 08:05:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 6

 
 
        จากตอนที่แล้ว ทุกูลกุมารเมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ถูกพ่อและแม่รบเร้าให้แต่งงาน แต่เขามิได้มีความปรารถนาในเรื่องกามราคะเลย เพราะก่อนมาเกิดเขามาจากพรหมโลก จึงมิได้ยินดีในเรื่องเช่นนั้น

        ฝ่ายปาริกาบุตรสาวของหัวหน้าพรานไพร ที่บ้านฝั่งตรงข้ามก็ถูกพ่อแม่รบเร้าให้แต่งงานกับทุกูลเช่นเดียวกัน แม้นางก็ไม่ต้องการครองเรือน ทั้งสองจึงแอบเขียนจดหมายถึงกัน บอกถึงความประสงค์ของตนว่า ไม่ต้องการแต่งงาน ถ้าอยากมีคู่ครองก็ขอให้เลือกคนอื่นเถิด อย่าเลือกฉันเลย

        แต่เพราะความเห็นชอบของบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย เมื่อถึงวันกำหนด พิธีอาวาหมงคลของทั้งสองจึงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะ ท่ามกลางความปรีดาปราโมทย์ของญาติมิตรทั้งสองฝ่าย
        แม้ทั้งคู่จะอยู่ในห้องเดียวกัน นอนร่วมบนเตียงเดียวกัน แต่ทั้งสองคนต่างอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง ประหนึ่งมหาพรหมผู้มีพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์สององค์อยู่ร่วมกันฉะนั้น

        เมื่อพิธีแต่งงานผ่านไปแล้ว นายพรานใหญ่ผู้เป็นบิดา ได้เคี่ยวเข็ญให้ทุกูลฝึกฝนวิธีการล่าสัตว์ แต่ก็ถูกเขาปฏิเสธเรื่อยมา นายพรานใหญ่จึงพูดกับบุตรชายว่า ?ทุกูละ เจ้าเกิดในตระกูลพรานป่า   เจ้าก็ต้องเป็นนายพรานผู้เก่งกล้า แต่เจ้ากลับขลาดกลัว  อย่างนี้เจ้าจะครองเรือนได้อย่างไร? 


        เขาจึงตอบบิดาว่า?พ่อครับ ลูกมิได้ขลาดกลัวดังที่ท่านคิด แต่ลูกทำใจไม่ได้ที่จะคร่าเอาชีวิตของผู้อื่นเพื่อมาเลี้ยงชีวิตของตน   พ่อครับ..ชีวิตของใคร ใครก็รัก  เพียงแค่เราถูกเสี้ยนตำที่เท้า เราก็ยังรู้สึกเจ็บปวด ต้องรีบนำเสี้ยนนั้นออก สัตว์พวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเรา มันก็รู้สึกหวาดกลัว รู้สึกเจ็บปวดเหมือนอย่างเรา ลูกสงสารพวกมัน ไม่อยากจะทำร้ายพวกมัน?

        ?ลูกเอย มันเป็นวิถีโลก ต้นตระกูลพวกเรา นับแต่ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ทำกันมาอย่างนี้ ไม่เห็นจะผิดจะชั่วที่ตรงไหน เจ้าเกิดในตระกูลของนายพรานที่ต้องล่าสัตว์ เลี้ยงชีวิตด้วยการฆ่าสัตว์เป็นอาหาร หากเจ้าไม่ทำแล้วเจ้าจะทำอะไร?   

         ?ลูกคงไม่อาจอยู่ครองเรือน ดำเนินชีวิตเช่นพรานทั้งหลายได้ พ่อครับ แม่ครับ หากท่านทั้งสองอนุญาต ลูกและปาริกาก็จะขอออกบวช ให้ลูกบวชเถอะนะ?

 
        บิดามารดาได้ฟังถ้อยคำของบุตรแล้วก็จนใจ นึกถึงอุปนิสัยของลูกที่ใฝ่ธรรมะมาตั้งแต่เล็ก ไม่เห็นหนทางที่ลูกจะอยู่ครองเรือนอย่างคนทั้งหลายได้  จึงกล่าวอนุญาตอย่างจำยอมว่า ?ถ้าเช่นนั้น เจ้าทั้งสองก็จงออกบวชเถิด?


        ทั้งสองได้ยินบิดามารดากล่าวอนุญาตเช่นนี้แล้ว ก็ดีใจอย่างสุดประมาณ น้อมตนลงกราบขอบพระคุณบิดามารดาด้วยความซาบซึ้ง

        เมื่อร่ำลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงพากันเดินทางออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่หิมวันตประเทศ   ทั้งสองออกเดินทางรอนแรมไปบนเส้นทางคนเดิน ซึ่งลัดเลาะไปตามริมฝั่งแม่น้ำคงคาโดยมีจุดหมายปลายทาง คือ หิมวันตประเทศ

        ครั้นเลาะเลียบไปตามเส้นทางนั้น จนกระทั่งมาถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำคงคากับแม่น้ำมิคสัมมตา (มิ-คะ-สัม-มะ-ตา) อันมีจุดกำเนิดมาจากหิมวันตประเทศ เขาทั้งสองจึงบ่ายหน้ามุ่งไปทางมิคสัมมตานที ที่มีน้ำใสไหลเย็น มีทิวป่าสองฝั่งที่สดเขียวให้ความสงบและชุ่มชื่นใจ

        ด้วยเดชแห่งศีลและพรหมจรรย์ของคนทั้งสอง ได้บันดาลให้ภพแห่งท้าวสักกะเกิดอาการเร่าร้อนขึ้น ท้าวสักกะเมื่อทรงใคร่ครวญดู ก็รู้ว่า บัดนี้ผู้มีบุญทั้งสองได้ละบิดามารดา เหล่าญาติมิตรทั้งหลาย บ่ายหน้าสู่หิมวันตประเทศเพื่อออกบวชแล้ว


        พระองค์จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา แล้วรับสั่งให้วิสสุกรรมเทพบุตรไปเนรมิตบรรณศาลาและบรรพชิตบริขารเพื่อบุคคลทั้งสอง 

        ฝ่ายวิสสุกรรมเทพบุตรเมื่อได้รับเทวบัญชาจากท้าวสักกะแล้ว จึงมายังโลกมนุษย์ ใช้เทพฤทธิ์บันดาลให้สัตว์ร้ายและนกที่ส่งเสียงร้องน่ากลัวให้ออกจากป่าแห่งนั้นไป   แล้วจึงเนรมิตบรรณศาลา ที่พักกลางวันและที่พักกลางคืน  ทางจงกรม และเครื่องบริขารของบรรพชิต แล้วก็จารึกอักษรไว้พร้อมสรรพว่า ?ผู้ใดปรารถนาจะบวช ก็จงถือเอาเครื่องบริขารเหล่านี้บวชเถิด?

        จากนั้นได้เนรมิตหนทางเดินทอดยาวจากแม่น้ำมิคสัมมตา กระทั่งมาถึงบรรณศาลา

        ฝ่ายทุกูละและปาริกา ได้ลัดเลาะไปตามริมฝั่งของแม่น้ำมาเรื่อยๆ จนถึงหนทางที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ ทั้งสองจึงเดินไปตามเส้นทางนั้น


        ในที่สุดก็มาถึงอาศรม มองเห็นอักษรที่จารึกไว้ทั้งสองก็รู้ได้ทันทีว่า ท้าวสักกะเทวราชทรงประทานให้ จึงเข้าไปสำรวจภายในอาศรมบทนั้น  เมื่อได้เห็นบริขารที่จัดวางไว้อย่างดี ทุกูละจึงเปลื้องผ้าสาฎกออก แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้สีแดง พาดหนังเสือบนบ่า ผูกมณฑลชฎาทรงเพศเป็นฤษี  ส่วนนางปาริกานั้นก็นุ่งห่มบริขารแล้วบวชเป็นฤษิณีเช่นเดียวกัน
 

        นับแต่นั้นมา ฤษีทั้งสองได้บำเพ็ญภาวนาเจริญเมตตาจิต อยู่ภายในอาศรมบทนั้น      ด้วยอานุภาพแห่งกระแสเมตตาจิตอันบริสุทธิ์ ที่แผ่ครอบคลุมพื้นที่ป่าแห่งนั้นอยู่เนืองนิตย์ ได้บันดาลให้เหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งที่ดุร้ายและไม่ดุร้าย ให้กลับมีความเมตตาต่อกัน
 
        แม้เป็นสัตว์ป่าจำพวกที่ดุร้าย กินเนื้อและเลือดของสัตว์อื่นเป็นอาหาร  เมื่อมันไล่กวดสัตว์อื่นเข้ามาในเขตที่กระแสเมตตาแผ่ไปถึง พวกมันก็จะให้อภัยมีไมตรีต่อกัน   อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

        เมื่อยามอรุโณทัยมาเยือน ปาริกาฤษิณีจะรีบลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้พร้อมสรรพ จัดเตรียมเครื่องบริโภคของขบฉัน แล้วจึงเก็บกวาดอาศรม
 
 


         เมื่อทำกิจทั้งปวงเสร็จสิ้น จนได้เวลาฉันแล้วปาริกาฤษิณจะนำผลไม้น้อยใหญ่ที่จัดเตรียมไว้ น้อมเข้าไปถวายทุกูลดาบส ส่วนตนนั้นก็ฉันผลาผลที่จัดเตรียมไว้ต่างหาก
 
        เมื่อบริโภคอาหารขจัดความหิวกระหายแล้ว ฤษีทั้งสองก็เข้าสู่บรรณศาลาเพื่อเจริญสมณธรรม ยังเวลาให้ล่วงไป ด้วยการนั่งสมาธิเจริญเมตตาจิต  ดาบสทั้งสองได้เสพสุขที่เกิดจากความสงบเสมอมา แต่ชีวิตในป่าของบัณฑิตทั้งสองจะราบรื่นอีกนานแค่ไหนนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 08 สิงหาคม, 2552, 22:18:17 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 7


 
        ตอนที่แล้ว ทุกูลและปาริกาแม้จะแต่งงานแล้วก็มิได้ใส่ใจที่จะเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งก็มักจะถูกบิดาเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนอาชีพการล่าสัตว์บ่อยๆ แต่เขาก็ปฏิเสธทุกครั้งโดยเหตุผลว่า ชีวิตของใคร ใครก็รัก  สัตว์พวกนั้นมันก็รู้สึกหวาดกลัว รู้สึกเจ็บปวดเหมือนอย่างเรา  ลูกสงสาร ไม่อยากจะทำร้ายพวกมัน  แล้วในที่สุดทุกูละจึงขออนุญาตจากบิดาว่าว่า หากพ่อกับแม่อนุญาต ลูกและปาริกาก็จะขอออกบวช  บิดามารดาได้ฟังถ้อยคำของบุตรแล้วก็จนใจ จึงกล่าวอนุญาตอย่างจำยอมว่า ?ถ้าเช่นนั้น เจ้าทั้งสองก็จงออกบวชเถิด?

        ทั้งสองได้ยินบิดามารดากล่าวอนุญาตแล้วก็ดีใจ รีบกราบขอบพระคุณบิดามารดา เมื่อได้ร่ำลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงพากันเดินทางออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่หิมวันตประเทศ
 
        ในที่สุดก็มาถึงป่าหิมพานต์ มองเห็นอาศรมที่ว่างเปล่า และอักษรที่จารึกไว้ก็รู้ว่า เป็นอาศรมที่ท้าวสักกะเทวราชทรงประทานให้ เมื่อได้เห็นบริขารที่จัดวางไว้อย่างดี ทุกูละจึงเปลื้องเครื่องนุ่งห่มของตนออก แล้วทรงเพศบรรพชิต พาดหนังเสือบนบ่า ผูกมณฑลชฎาทรงเพศเป็นฤษี  ส่วนนางปาริกานั้นก็นุ่งห่มบริขารแล้วบวชเป็นฤษิณีเช่นเดียวกัน

        นับแต่นั้นมา ฤษีทั้งสองได้เจริญเมตตาอยู่ภายในอาศรมบทนั้น ด้วยอานุภาพแห่งกระแสเมตตาจากจิตอันบริสุทธิ์ ที่แผ่ครอบคลุมพื้นที่ป่าแห่งนั้น ได้บันดาลให้สัตว์น้อยใหญ่ แม้เป็นสัตว์ที่ดุร้าย   เมื่อพวกมันเข้ามาถึงอาณาเขตนั้น ก็จะมีเมตตาต่อกัน   อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข


        ในแต่ละวัน ทุกูลฤษี และปาริกาฤษิณีนั้นมิได้มีกิจอย่างอื่น มีเพียงปัดกวาดทำความสะอาดเสนาสนะ เมื่อบริโภคอาหารขจัดความหิวกระหายแล้ว จากนั้น ท่านทั้งสองก็เข้าสู่บรรณศาลาเพื่อเจริญสมณธรรม ยังเวลาให้ล่วงไป ด้วยการนั่งสมาธิเจริญเมตตาภาวนา

        ฝ่ายท้าวสักกะเทวราช แม้จะทรงเป็นเทวราชาผู้เป็นใหญ่ในดาวดึงส์พิภพ พระองค์ก็มักจะเล็งแลมายังอาศรมบทนี้เสมอ และได้เสด็จมาสู่ที่บำรุงของฤษีทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง 

        สองฤษีดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่ายเช่นนี้ จนวันหนึ่ง ท้าวสักกะเทวราช ทรงมองเห็นว่าในอนาคตเบื้องหน้า ภัยอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นแก่พระฤษีทั้งสอง คือจักษุของท่านทั้งสองจะบอดสนิท

        เมื่อทรงเห็นดังนี้แล้ว จึงทรงมีดำริว่า ?หากจักษุของสองฤษีมืดบอดเสียแล้ว ทั้งสองท่านก็คงไม่อาจดำรงชีวิตต่อไปได้ แต่เอาเถอะ เราจะประทานบุตรให้กับฤษีทั้งสอง เพื่อให้บุตรนั้นคอยปรนนิบัติดูแลท่านทั้งสองเมื่อภายหลังจากที่ตาบอดแล้ว? 

        ครั้นดำริฉะนี้แล้ว จึงออกจากวิมาน เสด็จมายังโลกมนุษย์ในทันที พระองค์ทรงมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของทุกูลฤษี ครั้นแล้วจึงเสด็จเข้าไปนมัสการแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 


        เมื่อผ่านการทักทายปราศรัยกันแล้ว ท้าวสักกะจึงตรัสเตือนทุกูลฤษีว่า   ?ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อีกไม่นานนับจากนี้ไป อันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งสอง ควรที่ท่านทั้งสองจะได้บุตรไว้สำหรับปรนนิบัติดูแล ขอท่านทั้งสองจงเสพโลกธรรมเถิด?   

        ทุกูลฤษีสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว ก็กล่าวทัดทานขึ้นว่า ?ท่านท้าวมัฆวาน พระองค์ตรัสอะไรกัน เมื่อก่อนนี้ เราทั้งสองแม้ครั้งที่ยังครองเรือนอยู่ ก็หาได้เสพโลกธรรมอย่างที่สามีภรรยากระทำต่อกันไม่  เราทั้งสองรังเกียจการประกอบกรรมฉันสามีภรรยายิ่งนัก ไม่ต่างอะไรกับเกลียดคูถที่เน่าเหม็น ก็บัดนี้เราทั้งสองเข้าป่า บวชเป็นฤษีแล้ว พระองค์จะให้พวกเราทำกรรมเช่นนั้นได้อย่างไร?

        ท้าวสักกะจึงทรงให้คำแนะนำว่า ?ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ เพียงแต่เอามือลูบที่ท้องของปาริกาฤษิณีในเวลาที่นางมีระดู เพียงเท่านี้นางก็จะตั้งครรภ์? 
   
        ทุกูลฤษีได้ฟังดำรัสอย่างนั้นแล้วก็เบาใจ จึงรับคำว่า ?ถ้าให้ทำเพียงเท่านี้ ก็อาจจะกระทำได้?

        เมื่อท้าวสักกะเทวราชเสด็จกลับไปยังที่อยู่ของพระองค์แล้ว ทุกูลดาบสจึงได้นำความของท้าวสักกะไปแจ้งแก่ปาริกาฤษิณี


        ครั้นในเวลาที่นางมีระดู นางจึงแจ้งให้ทุกูลฤษีทราบ สองฤษีจึงได้กระทำตามคำแนะนำของท้าวสักกะทุกประการ

        ในกาลนั้น พระบรมโพธิสัตว์ได้จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในท้องของนางปาริกาฤษิณี  นางตั้งครรภ์โดยวิธีที่น่าอัศจรรย์แตกต่างจากการตั้งครรภ์ของสตรีทั่วไป 

        เมื่อแรกรู้ว่าลูกน้อยบังเกิดขึ้นในครรภ์ สัญชาติญาณแห่งความเป็นมารดาได้ก่อกำเนิดขึ้น ความรักบุตรในอุทรบังเกิดขึ้นจนท่วมท้นดวงใจของผู้เป็นมารดา


        นางเฝ้าทนุถนอมลูกน้อยในครรภ์ด้วยความรัก  จนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยไปได้ 10 เดือน นางจึงให้กำเนิดบุตรเป็นทารกเพศชาย ทารกน้อยมีผิวพรรณที่ผุดผ่องยิ่งนัก ประหนึ่งทองคำที่ออกจากเบ้าหลอม ด้วยเหตุนี้ฤษีทั้งสองจึงขนานนามให้ว่า สุวรรณสามกุมาร

        นับตั้งแต่พระโพธิสัตว์บังเกิดขึ้น ก็ได้รับการเลี้ยงดูจากสองฤษีด้วยความรัก แม้จะอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร หากแต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่เคยต้องลำบาก เพราะบิดามารดาจะเฝ้าทนุถนอมเลี้ยงดูเป็นอย่างดี 

        ยามใดที่ต้องออกไปหามูลผลาผลในป่า นางปาริกาฤษิณีจะให้กุมารนอนบนที่นอนอ่อนนุ่มในบรรณศาลา


        ครั้นสองฤษีคล้อยหลังไปแล้ว เหล่านางกินรีซึ่งมักจะซ่อนตัวอยู่แต่ภายในหุบเขาอันสูงชัน จะพากันมายังอาศรมบทแล้วทำหน้าที่เป็นนางนม คอยเลี้ยงดูพระโพธิสัตว์เป็นอย่างดี

        ต่อจากนั้น เหล่ากินรีทั้งหลายจะอุ้มกุมารไปอาบน้ำชำระร่างกาย ด้วยน้ำที่ใสสะอาดที่ซอกเขา    แล้วก็จะพาขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อเที่ยวเล่น ประดับประดาร่างกายด้วยบุปผชาติที่ล้วนมีกลิ่นหอม

        เมื่อถึงเวลาที่สองฤษีจะกลับมา พวกนางกินรีก็จะประแป้งที่ทำจากฝุ่นหินมโนศิลาที่ใบหน้า จากนั้นจึงนำพระโพธิสัตว์พากลับมาส่งยังอาศรม 


        ฝ่ายนางปาริกาฤษิณี เมื่อกลับมาถึงอาศรมแล้ว นางจะรีบเข้าไปหาลูกเป็นสิ่งแรก เห็นลูกน้อยได้อาบน้ำชำระร่างกาย ได้รับการประแป้งเรียบร้อย ก็รู้ว่าเป็นความเมตตาของกินรีทั้งหลายที่ช่วยดูแลลูกน้อยให้ เพราะเคยเห็นนางกินรีมาเที่ยวเล่นกับสุวรรณสามบ่อยครั้ง

        ครั้นเห็นลูกน้อยปลอดภัยเป็นปกติดีก็หายห่วงใย จึงให้ลูกดื่มนม พร้อมทั้งเห่กล่อมให้ลูกน้อยนอนหลับในอ้อมอกอุ่น  วิถีชีวิตของสองฤษีและลูกน้อยได้ดำเนินไปอย่างสงบและอบอุ่นเยี่ยงนี้เรื่อยมา แต่ต่อมาไม่นานนัก มรสุมร้ายก็พัดเข้ามาสู่อาศรมจนได้ แต่จะเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป       
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 10 สิงหาคม, 2552, 22:31:44 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 8

 


        จากตอนที่แล้ว ทุกูละ และปาริกาทั้งสองท่าน ครั้นดำรงเพศเป็นฤษีอาศัยอยู่ในอาศรมที่ท้าวสักกะประทานให้ ต่อจากนั้น ก็ได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบเย็นเป็นสุขเรื่อยมา    จนกระทั่งวันหนึ่ง ท้าวสักกะเทวราช ทรงมองเห็นภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นแก่พระฤษีทั้งสอง จึงเสด็จมาแนะนำทุกูลฤษีว่า   อีกไม่นานนักอันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งสอง ควรที่ท่านทั้งสองจะได้บุตรไว้สำหรับปรนนิบัติดูแล ขอท่านทั้งสองจงเสพโลกธรรมเถิด   
        ทุกูลฤษีสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว ก็กล่าวค้านว่า  เราทั้งสองแม้ครั้งที่ยังครองเรือน ก็มิได้เสพโลกธรรมฉันท์สามีภรรยา  ก็บัดนี้เราบวชเป็นฤษีแล้ว จะทำกรรมเช่นนั้นได้อย่างไร ท้าวสักกะจึงทรงแนะนำว่า ไม่ต้องทำถึงอย่างนั้นก็ได้  เพียงแต่เอามือลูบที่ท้องของปาริกาฤษิณีในเวลาที่นางมีระดู เพียงเท่านี้นางก็จะตั้งครรภ์   

        ทุกูลฤษีได้ฟังอย่างนั้นก็เบาใจ ครั้นในเวลาที่ปาริกามีระดู  สองฤษีจึงได้กระทำตามคำแนะนำของท้าวสักกะทุกประการ พระบรมโพธิสัตว์จึงได้จุติจากเทวโลก มาถือปฏิสนธิในท้องของนางปาริกาฤษิณี  นางจึงตั้งครรภ์โดยวิธีที่แตกต่างจากสตรีทั่วไป 

        เมื่อล่วงไปครบ 10 เดือน นางก็ให้กำเนิดบุตรมีผิวผ่องดั่งทองคำที่ออกจากเบ้าหลอม  เหตุนี้ฤษีทั้งสองจึงขนานนามว่า สุวรรณสาม พระโพธิสัตว์ได้รับการเลี้ยงดูจากสองฤษีด้วยความรักโดยมีเพื่อนเล่นเป็นสัตว์ทั้งหลาย และมีเหล่ากินรีเป็นพี่เลี้ยงนางนม คอยประคบประหงมเป็นอย่างดี

        พระโพธิสัตว์ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักความห่วงใย จากทั้งมารดาผู้ให้กำเนิด และนางกินรีผู้ประดุจนางนมเช่นนี้ จนกระทั่งเจริญวัย

        เมื่อยามที่สุวรรณสามเริ่มรู้ความ สองดาบสจะสอนให้ลูกได้รู้จักการเจริญภาวนาแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์อยู่เสมอ     ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาภาวนาที่สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้แผ่ไปยังสัตว์น้อยใหญ่อยู่เสมอนั้น ได้บันดาลให้พระโพธิสัตว์เป็นที่รักและคุ้นเคยของสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นมฤคชาติชนิดใด ก็มักพากันมาห้อมล้อมพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ


        แม้แต่เหล่ากินนรกินรี ผู้มีความขลาดกลัว มีความละอายเป็นปกติ ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ในซอกเขาหรือสถานที่ห่างไกลจากผู้คนแต่พวกมันกลับออกจากที่ซุกซ่อนเพื่อมาเที่ยวเล่นกับพระโพธิสัตว์ 

        ยามใดที่บิดามารดาต้องออกไปหาผลาผลในป่า ทั้งสองท่านจะไม่ยอมให้สุวรรณสามออกติดตามไปด้วย แต่จะให้ลูกน้อยรอคอยอยู่ในอาศรมบท พระโพธิสัตว์จึงอาศัยอยู่ในอาศรมบทอย่างอบอุ่น และเป็นสุขเรื่อยมากระทั่งเจริญวัยเป็นหนุ่มน้อยมีอายุได้ 16 ปี


        สุวรรณสามโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้มีปัญญา เมื่อได้เห็นบิดามารดาไปป่าเพื่อหาผลไม้  ก็คอยสังเกตหนทางไว้ด้วยดำริว่า ?บิดามารดาทั้งสองของเรา ต้องออกไปหามูลผลาผลเพื่อนำมาเลี้ยงดูเรา  ซึ่งในป่าใหญ่นั้น ย่อมเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ร้ายมากมาย หากวันใดวันหนึ่งมีอันตรายเกิดขึ้นกับท่านพ่อและท่านแม่ของเรา เราจะได้ตามไปให้ความช่วยเหลือท่านทั้งสองได้?

        นับแต่นั้นมา ยามใดที่ฤษีทั้งสองต้องออกป่าไปหาผลไม้ สุวรรณสามก็จะเฝ้าสังเกตหนทางที่ฤษีทั้งสองเดินไป ทั้งยังกำหนดเวลาที่ท่านทั้งสองกลับมาด้วย

        กระทั่งวันหนึ่ง สองฤษีก็ออกป่าไปหาผลไม้เช่นเคย ครั้นถึงเวลาเย็น ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางกลับมาใกล้จะถึงอาศรมนั้นเอง ลมพายุก็ก่อตัวขึ้น โหมพัดผืนป่าให้สะท้านหวั่นไหว   เบื้องบนท้องฟ้ามีหมู่เมฆดำทมึนตั้งเค้ามาแต่ไกล และแล้วก็โปรยปรายสายฝนลงมาประหนึ่งฟ้ารั่ว เมื่อไม่อาจเดินทางต่อไปได้ สองฤษีจึงมองหาที่หลบฝน ได้เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีใบดกหนา ทั้งอยู่บนจอมปลวกซึ่งเป็นเนินสูงกว่าบริเวณอื่น ทำให้น้ำฝนไหลบ่ามาท่วมไม่ถึง


        ทั้งสองจึงพากันไปยืนหลบฝนอยู่บนจอมปลวกใหญ่ภายใต้ร่มไม้นั้น โดยหารู้ไม่ว่า ภายในจอมปลวกนั้นมีอสรพิษร้ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่   สายฝนได้ไหลหลั่งลงมาอย่างไม่ขาดสาย จนร่างของทั้งสองท่านเปียกชุ่ม น้ำฝนปนเหงื่อไคลของฤษีทั้งสองได้ไหลลงสู่ช่องจอมปลวก    แล้วไหลเข้าช่องจมูกของอสรพิษร้ายนั้น กลิ่นเหงื่อไคลของสองฤษีทำให้มันโกรธมากจึงพ่นลมพิษออกมาทางช่องจมูก ลมพิษนั้นได้ฟุ้งเข้านัยน์ตาของดาบสทั้งสอง

        พิษอันร้ายแรงได้ทำลายดวงตาทั้งสองข้างของสองฤษีในทันที จากที่เคยมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มาบัดนี้ดวงตากลับพลันมืดบอดจนมองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงริบหรี่

        เมื่อเกิดเหตุร้ายซ้ำเติมอย่างไม่คาดฝัน ทุกูลฤษีก็เกิดพรั่นพรึงใจร้องบอกปาริกาฤษิณีว่า ?ปาริกา ดวงตาของฉันมืดบอดแล้ว มองอะไรไม่เห็นเลย  เธอเป็นอย่างไรบ้าง?


        แม้นางปาริกาฤษิณีก็ร้องเรียกหาทุกูลฤษีด้วยน้ำเสียงที่ตกใจและหวาดกลัวระคนกันว่า ?ท่านพี่ ดวงตาของฉันก็มืดสนิท ฉันก็มองไม่เห็นเหมือนกัน? ต่างฝ่ายต่างร้องเรียกหากัน ยืนคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร เพราะเข้าใจว่า บัดนี้ชีวิตของตนคงต้องสูญสิ้นเป็นแน่แท้

        เหตุที่สองฤษีจำต้องมาตาบอดทั้งสองข้างเช่นนี้ ก็เป็นเพราะวิบากกรรมของทั้งคู่ในครั้งอดีตชาติ  ซึ่งในครั้งนั้น คนทั้งสองมีอาชีพเป็นแพทย์รักษาคนไข้ และได้เป็นสามีภรรยากัน 

        ทุกูลฤษีในครั้งนั้นได้ทำการรักษาคนไข้รายหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคตา ชายคนนั้นเป็นคนมีฐานะ เขาได้สัญญาว่าหากหมอรักษาตาเขาให้หายขาดจนมองเห็นได้ เขาจะให้ค่ารักษาพยาบาลอย่างงาม   แต่ครั้นหมอรักษาจนหายแล้ว ชายคนนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่ารักษาให้ ฝ่ายหมอผู้รักษาตานั้นโกรธมาก ได้นำความไปปรึกษากับภรรยาของตนว่าจะทำอย่างไรดี


        ฝ่ายภรรยานั้นเล่า เมื่อได้ฟังสามีกล่าวเช่นนั้นก็โกรธเช่นกัน ได้แนะอุบายให้กับสามีว่า ?ถ้ามันไม่ยอมให้ค่ารักษา ท่านจงประกอบยาพิษขึ้น แล้วหยอดตาทั้งสองของมันให้บอดไปเสียเลยซิ? 

        สามีฟังคำของภรรยาแล้วก็เห็นชอบด้วย จึงได้ประกอบยาพิษแล้วใช้อุบายของตนหยอดยาให้ชายคนไข้ จนตาของเขากลับมาบอดสนิททั้งสองข้าง ด้วยบาปกรรมสาหัสนั้นเอง จึงกลายเป็นวิบากกรรมติดตามมาตัดรอนทำให้สองฤษีต้องมาตาบอดในภพชาตินี้


        เราจะเห็นได้ว่าบาปกรรมใดที่บุคคลก่อ แม้จะรู้สึกสะใจสมใจในคราวที่ก่อกรรม แต่บาปกรรมนั้นมันไม่ได้สูญหายไปไหน และไม่ให้อโหสิกรรมง่ายๆ แต่มันจะตามตอบสนองแก่บุคคลนั้นสักวันหนึ่ง

        ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรม จะได้รู้จักให้อภัย และหมั่นฝึกฝนตนเองให้มีเมตตาต่อกันอยู่เสมอ เมื่อยามที่ถูกใส่ร้าย ถูกเบียดเบียนให้ทุกข์ร้อน จะได้ไม่เร่าร้อนใจจนต้องก่อบาปกรรมขึ้น    เพราะถ้าหากไม่รู้จักให้อภัยแล้ว ก็อาจจะก่อเวรใหม่ได้ ซึ่งจะต้องไปชดใช้กรรม ดังที่ฤษีทั้งสองท่านประสบอยู่ในขณะนี้ ซึ่งท่านต้องตาบอดหลงทางอยู่กลางป่า ส่วนว่าท่านทั้งสองจะกลับอาศรมได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2552, 20:00:32 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 9
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาผู้ให้กำเนิด และนางกินรีผู้ประดุจนางนมเป็นอย่างดี จนกระทั่งเจริญวัย โตเป็นหนุ่มน้อยมีอายุได้ 16 ปี   
 
        อยู่มาวันหนึ่ง สองฤษีผู้เป็นบิดามารดาได้ไปป่าไปหาผลไม้ ในตอนบ่ายใกล้ค่ำ ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางกลับ ได้เกิดพายุฝนโหมพัดผืนป่า สายฝนตกลงมาประหนึ่งฟ้ารั่ว    ทั้งสองได้พากันไปยืนหลบฝนอยู่บนจอมปลวกใหญ่ภายใต้ร่มไม้ น้ำฝนปนเหงื่อไคลของฤษีทั้งสองได้ไหลลงสู่ช่องจอมปลวก แล้วไหลเข้าช่องจมูกของอสรพิษร้ายตัวหนึ่งภายในจอมปลวกนั้น กลิ่นเหงื่อไคลของสองฤษีทำให้มันโกรธมาก มันจึงพ่นลมพิษออกมาทางช่องจมูก  ลมพิษนั้นได้ฟุ้งเข้าตาของฤษีทั้งสอง ทำให้ดวงตาทั้งสองของฤษีและฤษิณีบอดสนิท ทุกูลฤษีจึงร้องบอกฤษิณีว่า  ตาของฉันมองไม่เห็นอะไรเลย เธอเป็นอย่างไรบ้าง  แม้ฤษิณีก็ร้องบอกฤษีว่าฉันก็มองไม่เห็นเหมือนกัน ทั้งสองท่านจึงยืนร้องไห้อยู่อย่างน่าสงสารในป่าอันมืดมิดแห่งนั้น


        เหตุที่ฤษีทั้งสองต้องมาตาบอดทั้งสองข้างเช่นนี้ ก็เป็นเพราะวิบากกรรมในอดีตชาติ  ซึ่งได้เคยเป็นหมอรักษาคนไข้ ได้รักษาดวงตาของคนไข้ที่มีสายตาพิการจนหายมองเห็นเป็นปกติ แต่คนไข้กลับเบี้ยวค่ารักษาเพราะเสียดายทรัพย์ เขาจึงโกรธ ได้วางแผนกับภรรยาปรุงยาพิษหยอดตาคนไข้รายนั้นจนเขาตาบอดทั้งสองข้าง

        กล่าวถึงพระโพธิสัตว์สุวรรณสาม เมื่อฝนฟ้าแปรปรวนเช่นนั้น ก็เกิดความกังวล เป็นห่วงบิดามารดาทั้งสอง ได้แต่เฝ้ารอการกลับมาของบิดามารดาของตน คอยมองดูหนทางครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะรอนานเพียงใดก็ไม่เห็นวี่แววว่าท่านทั้งสองจะกลับมา

        ครั้นเห็นผิดเวลาไปมาก สุวรรณสามโพธิสัตว์จึงไม่รอช้า รีบออกเดินทางตามหาฤษีทั้งสองโดยมิได้นึกหวาดกลัวในภยันตรายใดๆ ทั้งสิ้น


        พระโพธิสัตว์เดินมุ่งสู่เส้นทางที่ฤษีทั้งสองเดินไปสู่ป่า สองเท้าก้าวเดินไป ปากก็พร่ำร้องเรียกหาบิดามารดาไปพร้อมๆกัน จนมาถึงสถานที่ที่ฤษีทั้งสองกำลังยืนหนาวสั่นอยู่

        ฝ่ายทุกูลฤษีและปาริกาฤษิณีเมื่อได้ยินเสียงของบุตรชายก็จำได้ จึงร้องตะโกนขานรับไปด้วยความยินดี

        ครั้นได้ยินเสียงของบิดามารดาแล้วสุวรรณสามพระโพธิสัตว์ดีใจอย่างสุดประมาณรีบวิ่งเข้าไปหาบุพการีทั้งสอง

        แต่มารดาได้ร้องห้ามด้วยความรักบุตรว่า ?ลูก.. ลูกจงหยุดก่อน อย่ารีบเข้ามา ตรงนี้มีอันตราย?

        สุวรรณสามพระโพธิสัตว์ จึงร้องถามบิดามารดาว่า ?เกิดอะไรขึ้นหรือครับ พ่อกับแม่จึงได้มายืนอยู่อย่างนี้?

        ฤษีทั้งสองจึงได้เล่าให้กับบุตรชายฟังว่า ?ลูกรัก เมื่อตอนที่ฝนตก พ่อกับแม่ยืนหลบฝนอยู่บนจอมปลวกนี้  แล้วจู่ๆ ดวงตาของพ่อกับแม่ก็มองไม่เห็นไปเสียอย่างนั้น?


        พระโพธิสัตว์ได้สดับคำบอกเล่าจากบิดามารดาเพียงเท่านี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า มีอสรพิษร้ายอาศัยอยู่ในจอมปลวกเป็นแน่ มันคงจะขัดเคืองใจอะไรสักอย่างจึงได้พ่นลมพิษออกมาทำลายดวงตาของท่านทั้งสองเช่นนี้ 

        เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของบิดามารดาแล้ว พระโพธิสัตว์ก็บังเกิดความสงสารเป็นกำลัง ได้คิดหาวิธีที่จะพาท่านทั้งสองออกจากบริเวณนั้นให้ได้  จึงรีบไปหาไม้ที่มีความยาวกะว่าว่าให้พ้นภัยจากพิษร้ายของอสรพิษ แล้วนำมาให้บิดามารดาจับที่ปลาย ส่วนตนจับที่หัวไม้เท้า     แล้วบอกกับท่านทั้งสองว่า  ?พ่อกับแม่ จงจับที่ปลายไม้เท้านี้เถิด ลูกจะนำท่านทั้งสองออกจากที่นี้กลับสู่อาศรมของเรา?

        เมื่อกล่าวดังนี้แล้วจึงยื่นปลายไม้ให้บิดาจับที่ปลายไม้ แล้วพระโพธิสัตว์ก็ได้พาบิดามารดาของตนออกมาจากบริเวณจอมปลวกแห่งนั้น

        สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้ขอตรวจดูดวงตาของบิดามารดาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็เห็นว่า บัดนี้ดวงตาของท่านทั้งสองบอดสนิทเสียแล้ว คงไม่สามารถกลับมามองเห็นได้อีก


        เกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ ถึงกับร้องไห้  ..แต่ครั้นแล้วก็กลับหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาในภายหลัง 

        ฝ่ายฤษีทั้งสองได้ยินเสียงบุตรผิดแปลกไปเช่นนั้นจึงถามว่า ?ลูกรัก เหตุใด เจ้าจึงร้องไห้ แล้วกลับหัวเราะเช่นนี้?

        พระโพธิสัตว์ได้ตอบบิดามารดาว่า ?ท่านพ่อท่านแม่ ที่ลูกร้องไห้ ก็เพราะเสียใจที่รู้ว่าดวงตาของท่านทั้งสอง ได้บอดเสียในเวลาที่ลูกก็ยังเป็นเด็กอยู่  ...แต่ที่ลูกหัวเราะก็ด้วยดีใจว่า เป็นโอกาสของลูกที่จะได้ปรนนิบัติดูแลพ่อกับแม่ได้เต็มที่ ขอท่านทั้งสอง โปรดวางใจเถิด นับแต่นี้ไป ลูกจะเป็นคนหาเลี้ยง จะคอยดูแลท่านทั้งสองให้ผาสุกเอง? 

        พระโพธิสัตว์ปลอบโยนบิดามารดาของตนจนท่านทั้งสองคลายความกังวลแล้ว จึงค่อยๆประคับประคองพาท่านทั้งสองกลับสู่อาศรมบทได้อย่างปลอดภัย

        สุวรรณสามโพธิสัตว์มีความยินดียิ่งนัก ที่ตนจะได้แทนคุณแด่บุพการีผู้ให้กำเนิด ได้คิดหาวิธีที่จะมิให้บิดามารดาต้องลำบากในเรื่องการดำรงชีวิต จึงนำเอาเชือกมาผูกเป็นราวจับ ผูกโยงไปยังสถานที่ต่างๆภายในอาศรม    ระหว่างที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน โยงไปสู่ที่จงกรม เชื่อมโยงไปยังบรรณศาลา แม้กระทั่งสถานที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ พระโพธิสัตว์ก็นำเชือกมาผูกเป็นราวที่มั่นคง เพื่อให้ฤษีผู้ตาบอดทั้งสองจับราวเพื่อพยุงตัว แล้วเดินไปยังสถานที่ต่างๆได้โดยสะดวกและปลอดภัย 


        เราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้น บุคคลผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นได้ทั้งสองด้าน ทั้งด้านได้และเสีย บัณฑิตทั้งหลาย เมื่อประสบความยากลำบาก ถ้าจะยอมทุกข์ใจก็เพียงชั่วคราว เพราะรู้ว่า แม้จะร้องไห้จนน้ำตาแห้งก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น   แต่จะรีบปรับใจให้คลายหมองเศร้า แล้วมองหาประโยชน์ที่จะได้จากเหตุการณ์นั้น ว่าตนจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น แล้วรีบสั่งสมบุญสร้างบารมีต่อไป

        นี้คืออุปนิสัยของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ที่เราควรดำเนินรอยตาม ดั่งเช่นสุวรรณสามโพธิสัตว์ในบัดนี้ ซึ่งกำลังมองหาวิธีปรนนิบัติท่านทั้งสองให้ได้รับความสะดวกสบาย ส่วนว่าท่านจะทำอย่างไรต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 14 สิงหาคม, 2552, 18:51:01 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 10
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้ออกตามหาบิดามารดา โดยมุ่งเดินไปตามทางที่ฤษีทั้งสองไป จนกระทั่งได้มาพบฤษีทั้งสองกำลังยืนหนาวสั่นอยู่  จึงวิ่งเข้าไปหา แต่ก็ถูกมารดาห้ามไว้เสียก่อนว่า  อย่ารีบเข้ามา ตรงนี้มีอันตราย  เมื่อตอนที่ฝนตก พ่อกับแม่ยืนหลบฝนอยู่ แต่จู่ๆ ดวงตาของพ่อกับแม่ก็มองไม่เห็น
 
        พระโพธิสัตว์ได้สดับเพียงเท่านี้ ก็รู้ว่า มีอสรพิษร้ายอาศัยอยู่ในจอมปลวกเป็นแน่ มันคงจะขัดเคืองท่านทั้งสอง จึงได้พ่นลมพิษออกมาทำลายดวงตาของท่าน แล้วก็รีบไปหาไม้ยาวๆ มาให้บิดามารดาจับที่ปลาย แล้วก็ได้พาบิดามารดาของตนออกมาจากบริเวณจอมปลวกแห่งนั้น    จากนั้นจึงขอตรวจดูดวงตาของท่าน ก็เห็นว่า บัดนี้ดวงตาของท่านทั้งสองบอดสนิทเสียแล้ว เกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ ถึงกับร้องไห้  ..แต่ครั้นแล้วก็กลับหัวเราะออกมาอีก ฤษีทั้งสองเห็นอาการของบุตรผิดแปลกไปเช่นนั้นจึงถามว่า  เหตุใด เจ้าจึงร้องไห้ แล้วกลับหัวเราะเช่นนี้

        พระโพธิสัตว์ได้ตอบบิดามารดาว่า ที่ลูกร้องไห้ ก็เพราะเสียใจว่าดวงตาของท่านทั้งสองบอดเสียแล้ว ...แต่ที่หัวเราะก็ด้วยดีใจว่า เป็นโอกาสที่ลูกจะได้ปรนนิบัติดูแลพ่อกับแม่ได้เต็มที่ ขอท่านทั้งสอง โปรดวางใจเถิด นับแต่นี้ไป ลูกจะเป็นคนหาเลี้ยง จะคอยดูแลท่านทั้งสองให้ผาสุก

        เมื่อกลับถึงอาศรมแล้ว จึงนำเอาเชือกมาผูกเป็นราวจับ ผูกโยงจากอาศรม ไปยังที่พักกลางวัน ไปสู่ที่จงกรม เชื่อมโยงไปยังบรรณศาลา กระทั่งถึงสถานที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เพื่อให้ฤษีทั้งสองจับราวเดินไปยังสถานที่ต่างๆได้โดยสะดวกและปลอดภัย 


        นับแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์จะคอยปรนนิบัติดูแลบิดามารดาด้วยความร่าเริงเบิกบาน คราใดที่ต้องออกนอกบริเวณอาศรม แม้เพียงไปตักน้ำที่ท่าน้ำพระโพธิสัตว์ก็จะไม่ละเลย จะเข้าไปกราบลาท่านทั้งสองเพื่อมิให้เป็นห่วง     สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อันใด หากจะเป็นเหตุให้บิดามารดาทั้งสองต้องกังวล พระโพธิสัตว์มิได้มองข้าม จะคอยถนอมน้ำใจมิให้บิดามารดาต้องกระทบกระเทือนใจเลย  ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ มูลผลาผลนานาชนิด พระโพธิสัตว์จะจัดเตรียมไว้ให้บุพการีทั้งสองไม่เคยบกพร่อง 

        เมื่อยามอรุโณทัย พระโพธิสัตว์จะตื่นแต่เช้าตรู่ รีบลุกจากที่นอนโดยไม่อิดออด เก็บกวาดที่อยู่อาศัยของบิดามารดาจนสะอาดเรียบร้อย    จากนั้น พระโพธิสัตว์จะเข้าไปกราบเท้าบิดามารดาทั้งสอง เพื่อไปตักน้ำยังแม่น้ำมิคสัมมตา


        ครั้นได้น้ำมา ก็จัดเตรียมน้ำฉันน้ำใช้ไว้คอยท่า แล้วจึงมาคัดสรรผลาผลที่สด  มีผลงาม และรสอร่อย จัดเรียงใส่ในภาชนะอย่างเป็นระเบียบ    แล้วบรรจงนำสิ่งของทั้งหมดน้อมเข้าไปให้บิดามารดาที่ตาบอด ให้ท่านทั้งสองได้กินและดื่มอย่างสะดวก จากนั้นจึงค่อยถึงคราวที่พระโพธิสัตว์รับประทานผลาผลต่อจากบิดามารดา   

        ครั้นให้ท่านทั้งสองคลายความหิวแล้ว ก็ให้ท่านบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่แต่ภายในอาศรม  ส่วนพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยเหล่ามฤคนานาชนิด มุ่งไปสู่ป่าเพื่อไปหาผลาผล

        ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาธรรม ที่พระโพธิสัตว์เจริญอยู่เนืองนิตย์ ทำให้สัตว์ป่านานาชนิดทั้งเก้ง กวาง เลียงผา กระจง กระจ้อน หมู่ป่า และหมาป่า ซึ่งแต่ก่อนนั้นเคยเป็นศัตรูกันมา แต่บัดนี้ต่างละความพยาบาทเบียดเบียน ได้พากันมาแวดล้อมพระโพธิสัตว์

        แม้เหล่ากินนรกินรีผู้มีความขลาดกลัวเป็นปกติ ก็พากันละมาจากเชิงผาและเถื่อนถ้ำ มาช่วยพระโพธิสัตว์เก็บผลาผล


        ครั้นเวลาล่วงสู่ยามเย็น ได้ภักษาผลาผลเพียงพอแล้ว สุวรรณสามพระโพธิสัตว์จะกลับสู่อาศรมบท แล้วนำหม้อไปตักน้ำ นำน้ำมาต้มให้อุ่น เพื่ออาบชำระล้างร่างกายให้กับบิดามารดาทั้งสอง

        ครั้นแล้วจึงเช็ดมือเช็ดเท้าให้ท่านจนแห้งดี ก็นำกระเบื้องถ่านเพลิงมาให้ท่านผิงไออุ่น 

        จากนั้นจึงไปนำเอาผลาผลที่ตนเก็บมา บรรจงใส่ในภาชนะให้ท่านทั้งสองได้บริโภคอีกครั้ง

        พระโพธิสัตว์ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาอย่างดีที่สุด ประหนึ่งทาสผู้ซื่อสัตย์ปรนนิบัติพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น มิเคยให้ท่านทั้งสองต้องลำบากกาย ลำบากใจในเรื่องใดๆ เลยแม้แต่น้อย


        กล่าวถึงกรุงพาราณสี ในกาลนั้นได้มีมหากษัตริย์พระนามว่า ปิลยักขราช พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มผู้มีปรีชาสามารถยิ่ง ทรงเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ 5 ประการ    ทั้งทรงโปรดเสวยเนื้อสัตว์ป่ามากเป็นพิเศษ ทรงติดในรสชาดจนไม่อาจยับยั้งพระองค์ให้หยุดเสวยได้ ด้วยเหตุนี้เครื่องเสวยในแต่ละมื้อจึงต้องปรุงด้วยเนื้อมฤค

        เกมกีฬาที่ทรงโปรดปรานยิ่งนักคือการล่าสัตว์ จนกระทั่งสัตว์ป่าที่มีอยู่รอบๆพระนครหายากขึ้นทุกขณะ เพราะพวกมันถูกฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน มันจึงพากันอพยพ หนีเข้าไปในป่าลึก 

        เมื่อพ่อครัวนำความขึ้นกราบบังคมทูลว่า บัดนี้สัตว์ใหญ่ทั้งหลายได้หนีเข้าป่าลึกไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่สัตว์เล็กๆ จำพวกกระจง กระจ้อน กระต่าย อีเห็น และสัตว์จำพวกนก พระเจ้าปิลยักขราชได้สดับก็ทรงไม่พอพระทัย เมื่อทรงรู้ว่าพระองค์จะได้เสวยเนื้อในปริมาณที่ลดน้อยลง    เพราะความมัวเมาในรสอาหาร วันหนึ่งพระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์เพียงลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระชนนีทรงปกครองไพร่ฟ้าแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว 

        จากนั้นพระองค์จึงผูกสอดอาวุธครบครัน แล้วเสด็จออกจากพระราชวัง บ่ายพระพักตร์มุ่งสู่หิมวันตประเทศโดยมิได้ครั่นคร้ามต่อภยันตรายนานาประการ ที่คอยอยู่ในป่าเลยแม้แต่น้อย

        พระเจ้าปิลยักขราช เสด็จรอนแรมเข้าไปในป่าลึกเพียงพระองค์เดียว เมื่อทรงหิวคราใด ก็จะทรงฆ่าสัตว์ป่า ปิ้ง ย่างแล้วเสวยเนื้อนั้นเป็นอาหาร

        วันแล้ววันเล่าที่พระองค์เสด็จท่องเที่ยวไปเพียงลำพัง ไม่ยอมเสด็จกลับสู่บ้านเมือง จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ที่มีน้ำใสเย็น มีแมกไม้ร่มรื่น


        พระองค์จึงหยุดพักชั่วครู่ตรงท่าน้ำที่สุวรรณสามโพธิสัตว์มักจะลงมาตักน้ำที่ท่านี้เสมอ  ครั้นแล้วพระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าของสัตว์ป่าที่ลงมาดื่มกินน้ำที่ท่านี้จำนวนมาก จึงทรงโสมนัสพระหฤทัยยิ่งนัก ดำริที่จะทำซุ้มคอยดักยิงสัตว์อยู่ใกล้กับบริเวณนั้น 

        ครั้นแล้วจึงทรงตัดกิ่งไม้นำมาทำเป็นซุ้มกำบังพระองค์ไว้  และคอยเวลาให้สัตว์ตัวที่โชคร้ายได้เดินเข้ามาให้พระองค์ได้สังหาร แต่เส้นทางนั้นเป็นทางที่พระโพธิสัตว์จะต้องเดินผ่านลงไปตักน้ำกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เมื่อพระราชาพบพระโพธิสัตว์ในป่าลึกเช่นนั้นเข้า จะทรงคิดและตัดสินพระทัยอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2552, 19:35:43 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว  สุวรรณสามพระโพธิสัตว์เฝ้าปรนนิบัติบำรุงบิดามารดาด้วยความร่าเริงเบิกบาน จะคอยถนอมน้ำใจมิให้บิดามารดาต้องกระทบกระเทือนใจเลย  ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ มูลผลาผลนานาชนิด พระโพธิสัตว์จะจัดเตรียมไว้ให้บุพการีทั้งสองไม่เคยบกพร่อง     คราวใดที่จะละจากอาศรม แม้เพียงเพื่อจะไปตักน้ำยังแม่น้ำมิคสัมมตา พระโพธิสัตว์จะเข้าไปกราบเท้าบิดามารดาทั้งสองเสียก่อน เพื่อให้ท่านสบายใจไม่เป็นห่วง

        ในแต่ละวัน เมื่อมีเวลาว่างก็จะเจริญภาวนาแผ่เมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาธรรม ที่พระโพธิสัตว์เจริญอยู่เนืองนิตย์ ทำให้สัตว์ป่านานาชนิดทั้งเก้ง กวาง เลียงผา กระจง กระจ้อนเกิดความคุ้นเชื่อง ได้พากันมาแวดล้อมพระโพธิสัตว์

        กล่าวถึงกรุงพาราณสี ในกาลนั้นได้มีมหากษัตริย์พระนามว่า ปิลยักขราช พระองค์ทรงโปรดเสวยเนื้อสัตว์ป่ามากเป็นพิเศษ ทั้งทรงโปรดปรานการล่าสัตว์ ครั้งหนึ่ง ได้ทรงมอบราชสมบัติให้พระชนนีทรงปกครองแว่นแคว้นแทน ส่วนพระองค์เสด็จมุ่งเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์

        พระเจ้าปิลยักขราช เที่ยวไล่ล่าสัตว์เข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ จนมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ทรงหยุดพักตรงท่าน้ำที่พระโพธิสัตว์จะต้องลงมาตักน้ำ  ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าของสัตว์ป่าที่ลงมาดื่มน้ำที่ท่านี้จำนวนมาก จึงทรงทำซุ้มกิ่งไม้พรางตัวนั่งรอเวลาให้สัตว์ได้เดินเข้ามาให้พระองค์ได้สังหาร


        ส่วนสุวรรณสามพระโพธิสัตว์ ครั้นกลับจากไปหาผลาผลแล้ว ในยามเย็นก็นำผลไม้ไปเก็บในอาศรม จากนั้นจึงเข้าไปหาบิดามารดา ไหว้ท่านทั้งสอง แล้วก็ลาท่านเพื่อไปตักน้ำที่แม่น้ำ โดยมีฝูงมฤคหมู่ใหญ่คอยแวดล้อมพระโพธิสัตว์เดินไปสู่ท่าน้ำเช่นเคย

        พระโพธิสัตว์ให้มฤค 2 ตัวเดินเคียงคู่ แล้ววางหม้อไว้บนหลังของมฤคทั้งสอง ใช้สองมือค่อยๆประคองไปสู่ท่าน้ำ  จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา บริเวณท่าน้ำที่พระราชากำลังดักซุ่มอยู่ 
 
        ส่วนพระราชาปิลยักขราช เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ มีเหล่ามฤครายล้อมอยู่รอบตัวเช่นนั้น ก็ให้อัศจรรย์ยิ่งนัก ทั้งตกตะลึงในรูปกายอันงดงามของพระโพธิสัตว์  ทรงมีดำริด้วยความสงสัยว่า ?เราท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศเป็นเวลานานจนมาถึงวันนี้ ยังไม่เคยได้เห็นมนุษย์ด้วยกันเลย ผู้นี้เป็นใครกันหนอ เหตุใดจึงรูปงาม มีผิวพรรณงดงามผ่องใส ทั้งยังมีสัตว์ป่าคอยแวดล้อมเช่นนี้  เขาจะเป็นเทวดา หรือนาคกันแน่ หากเราปรากฏตัว แล้วเข้าไปไต่ถามเขา ถ้าเป็นเทวดาก็คงเหาะขึ้นสู่อากาศ แต่หากเป็นนาคก็จักดำดินหายไป?


        พระราชายิ่งทอดพระเนตรดูพระโพธิสัตว์ก็ยิ่งทรงอัศจรรย์มากขึ้น ปรารถนาที่จะให้เหล่าบริวารชนของพระองค์ได้มาเห็นภาพอันน่าอัศจรรย์นี้ด้วย

        ครั้นแล้วจึงทรงดำริว่า ?หากเรากลับไปสู่พาราณสีแล้ว เหล่าอำมาตย์คงต้องถามเราว่า เราท่องเที่ยวไปในป่า ได้เคยเห็นสิ่งอัศจรรย์อะไรบ้าง เมื่อเราเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง พวกเขาจะถามต่อว่า แล้วสัตว์นั้นชื่อว่าอะไร  หากเราตอบเขาไม่ได้ พวกนั้นย่อมจะติเตียนเราเป็นแน่?

        เมื่อดำริแล้ว ก็ทรงเกิดความหวั่นไหว เกรงว่าพระองค์จะต้องอับอายเหล่าข้าราชบริพาร  จึงทรงต้องการรู้จักพูดคุยกับบุรุษรูปงามผู้มีผิวดุจทองคำนั้น แต่ก็ทรงเกรงว่าหากพระองค์ปรากฏตัวขึ้น เขาผู้นั้นคงจะอันตรธานไป

        ด้วยวิสัยที่คุ้นเคยอยู่กับการฆ่าและความรุนแรง ในที่สุดพระราชาจึงทรงดำริที่จะยับยั้งบุรุษผู้นั้นไว้     ด้วยการยิงลูกศรเพื่อให้บุรุษนั้นบาดเจ็บ ไม่อาจเขยื้อนกายได้ แล้วพระองค์จะได้เข้าไปถามไถ่ได้อย่างสะดวก  ดำริแล้วจึงเตรียมโก่งคันศร รอคอยเวลาที่จะยิงธนู


        ในขณะเดียวกันนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ ยืนรอให้ฝูงมฤคลงดื่มน้ำจนเพียงพอและขึ้นสู่ฝั่งเรียบร้อยแล้ว เมื่อน้ำขุ่นไหลผ่านไปแล้ว จึงค่อยๆก้าวลงสู่แม่น้ำด้วยกิริยาอาการที่สงบสำรวม

        พระโพธิสัตว์ได้อาบน้ำชำระร่างกาย ระงับความกระวนกระวายแล้ว จึงขึ้นสู่ฝั่ง นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว  จากนั้นจึงยกหม้อน้ำขึ้นเช็ดให้แห้ง แล้ววางบนบ่าซ้ายโดยมิทันระวังตัวว่ากำลังมีคนแอบซุ่มจะทำร้ายตน

        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราชทรงรอคอยโอกาสอยู่ ครั้นสบโอกาส จึงยกลูกศรอาบยาพิษขึ้นยิงในทันที

        ด้วยพละกำลังมหาศาลของพระราชา ลูกศรนั้นวิ่งเร็วแรงตัดอากาศไป ถูกลำตัวข้างขวา..ทะลุออกด้านซ้ายของพระโพธิสัตว์

        ฝูงสัตว์ที่พากันแวดล้อมพระโพธิสัตว์อยู่ เมื่อรู้ว่าบัดนี้เจ้านายของตนถูกทำร้าย ต่างก็ตกใจกลัว จึงแตกตื่นวิ่งหนีหายเข้าไปในป่า ทิ้งพระโพธิสัตว์ไว้กับศัตรูเพียงลำพัง


        มาถึงตรงนี้ มีปัญหาอยู่ประการหนึ่ง ดังที่เคยสดับมาว่าผู้ที่เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์ถึง  11 ประการ หนึ่งใน 11 ประการนั้นก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า ไฟ ศัสตรา และยาพิษไม่อาจกล้ำกราย ก็แล้วพระโพธิสัตว์ผู้เจริญเมตตาจิตอยู่เป็นประจำ ทำไมจึงถูกยิงได้เล่า


        เป็นความจริงเช่นนั้น ที่อานุภาพแห่งเมตตาจิตย่อมจะคุ้มครองผู้เจริญเมตตาอยู่ทุกเมื่อ แต่เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์กำลังตักน้ำอยู่ การเจริญเมตตาจิตจึงหย่อนลงมิได้แรงกล้า กระแสแห่งเมตตาอันอ่อนนั้นจึงมิอาจต้านกำลังแห่งลูกศรของพระราชาได้

        ซึ่งเมื่อพระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษแล้ว ความเจ็บปวดได้แผ่สร้านท่วมทับสรีระทั้งสิ้น ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำลงบนเศียรเกล้า

        แม้กระนั้นพระโพธิสัตว์ ก็มิได้คิดเคืองแค้นผู้ปองร้าย หรือแสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็นแต่อย่างใด  ดำริแต่เพียงว่า ?เพราะเรามัวประมาท มิได้กำหนดจิตในขณะที่ลงไปตักน้ำ เราจึงถูกยิงเช่นนี้?   

        พิษแห่งบาดแผลสร้างความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่พระโพธิสัตว์ยังคงประคองหม้อน้ำไว้เป็นปกติ แล้วค่อยๆตั้งสติ เกลี่ยทรายทำเป็นที่ตั้งหม้อน้ำ แล้ววางหม้อลง

        กำหนดทิศ หันศีรษะไปยังทิศอันเป็นที่อยู่ของบิดามารดา จากนั้นจึงค่อยๆนอนราบไปกับพื้นทรายที่ขาวละเอียดดังแผ่นเงิน

        ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิต ที่พระโพธิสัตว์เจริญอยู่เนืองนิตย์ แม้จะถูกลอบทำร้ายถึงปานนี้ แต่ภายในใจของพระโพธิสัตว์ มิได้มีความแค้นเคืองผู้ทำร้ายแต่อย่างใด ยังคงมีจิตเมตตาที่สม่ำเสมอ
 
        พระโพธิสัตว์นอนนิ่งประหนึ่งรูปปฏิมาที่หล่อด้วยทองคำ แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า?ในหิมวันตประเทศนี้ ขึ้นชื่อว่าบุคคลผู้เคยมีเวรต่อเรา ย่อมไม่มี  แม้บุคคลผู้มีเวรต่อบิดามารดาของเราก็ไม่มี?   
 
        พระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรจนทะลุ นอนถามถึงผู้ประทุษร้ายด้วยความสงสัยว่า เราไม่เคยมีเวรกับใคร ไฉนต้องมายิงเรา ด้วยความอยากจะรู้ว่าเขายิงเราด้วยประสงค์สิ่งใด ส่วนพระราชาได้สดับแล้วจะตรัสตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 20 สิงหาคม, 2552, 07:32:05 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 12
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ ลาบิดามารดาเพื่อไปตักน้ำที่แม่น้ำ โดยมีฝูงมฤคหมู่ใหญ่คอยแวดล้อมเดินไปสู่ท่าน้ำ  จนกระทั่งมาถึงท่าน้ำที่พระราชากำลังดักซุ่มอยู่ ก็ได้ลงสู่ท่าน้ำ 

        ส่วนพระราชาปิลยักขราช เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ มีเหล่ามฤครายล้อมลงไปอาบน้ำ ก็ให้อัศจรรย์ยิ่งนัก ทรงสงสัยว่า เราท่องไปในหิมวันตประเทศเป็นเวลานาน ยังไม่เคยได้เห็นมนุษย์ด้วยกันเลย ผู้นี้เป็นใครกันหนอ เขาจะเป็นเทวดา หรือนาคกันแน่

        ด้วยวิสัยที่คุ้นเคยอยู่กับการฆ่า ในที่สุดพระราชาจึงทรงคิดที่จะหยุดพระโพธิสัตว์ไว้ด้วยลูกธนู     จึงเตรียมวางลูกธนูไว้บนแล่ง รอเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเข้ามาในวิถีธนู

        ส่วนพระโพธิสัตว์ได้อาบน้ำชำระร่างกาย ระงับความกระวนกระวายแล้ว จึงขึ้นสู่ฝั่ง นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว ยกหม้อน้ำขึ้นวางบนบ่าซ้ายเดินกลับสู่อาศรม ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ครั้นสบโอกาส จึงปล่อยลูกธนูอาบยาพิษให้พุ่งเข้าสีข้างด้านขวาทะลุออกด้านซ้ายของพระโพธิสัตว์

        พระโพธิสัตว์ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษเจ็บปวดสุดประมาณ ดำริว่า เรามัวประมาท มิได้เจริญเมตตาจิตในขณะที่ลงไปตักน้ำจึงถูกยิงเช่นนี้  จึงค่อยๆวางหม้อลง  นอนราบลงกับพื้นทรายกล่าวว่า ในหิมวันตประเทศนี้ บุคคลผู้มีเวรต่อเราไม่มี  แม้บุคคลผู้มีเวรต่อบิดามารดาของเราก็ไม่มี


        พูดได้เพียงเท่านี้โลหิตสีแดงสดได้ไหลทะลักออกจากปาก พระโพธิสัตว์ถ่มโลหิตนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อว่า ?ใครหนอใช้ลูกศรยิงเรา ในขณะที่เรามัวประมาทกำลังแบกหม้อน้ำอยู่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือบุคคลเช่นไรหนอยิงเราด้วยลูกศรแล้วซ่อนกายอยู่? 

        กล่าวเช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นผู้ใดปรากฏกายแสดงตัวออกมาให้เห็น สุวรรณสามโพธิสัตว์จึงกล่าวต่อว่า ?เนื้อของเราก็กินไม่ได้ หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเหตุใดถึงได้ยิงเรา  ท่านเป็นใครกัน  เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร ได้โปรดเถิดสหาย เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเราเถิด ทำไมท่านถึงได้ยิงเรา แล้วจึงซ่อนตัวเสียเช่นนี้?   

        พูดได้เพียงเท่านี้เลือดก็ยิ่งไหลนองจนทั่วพื้นดิน เรี่ยวแรงของพระโพธิสัตว์เริ่มลดน้อยลงไป จึงได้แต่นอนนิ่งอยู่


        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับถ้อยคำอันไพเราะของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ดำริว่า ?บุรุษผู้นี้ แม้จะถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่กลับไม่ตัดพ้อด่าทอเราเลยแม้แต่น้อย กลับเรียกหาเราด้วยถ้อยคำที่ไพเราะเหลือเกิน ประหนึ่งกุมหัวใจเราเอาไว้แล้วบีบเค้น หากเราไม่ไปหาเขา เราคงทนไม่ได้แน่? ครั้นแล้ว พระราชาจึงเสด็จไปประทับยืนแสดงพระองค์อยู่ในที่ใกล้พระโพธิสัตว์

        เพราะไม่รู้ว่าบุคคลที่พระองค์ประทุษร้ายนั้น คือมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ประกอบกับใจที่หยาบกระด้างด้วยทิฐิมานะ ไม่ทรงยอมรับว่าการกระทำเมื่อครู่เป็นความผิด

        พระราชาจึงมิได้แสดงอาการสำนึกผิดแต่ประการใด  กลับตรัสสรรเสริญพระองค์เองว่า   ?เราเป็นพระราชาของชาวกาสี มหาชนต่างเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักขราช  เราละแว่นแคว้นออกท่องเที่ยวแสวงหามฤค จนมาถึงสถานที่นี้   เราเป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์การใช้ธนู มีความแม่นยำยากจะหาใครเสมอเหมือน แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศรของเรา ก็ไม่อาจพ้นไปได้   แล้วท่านล่ะ คือใครกัน เป็นมนุษย์ เป็นนาค หรือเทวดาเหล่าใด ขอท่านจงแจ้งชื่อและโคตรของบิดาท่านและตัวท่านเองแก่เราด้วย?


        เมื่อสดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว พระโพธิสัตว์ก็รู้ได้ทันทีว่า ?พระราชานี้กระทำลงไปด้วยเหตุที่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์ หากเราจะบอกพระองค์ไปว่า เราเป็นเทวดา นาค ยักษ์ กินนร   หรือเป็นกษัตริย์เช่นพระองค์ พระราชานี้ย่อมจะเชื่อคำของเรา แต่เราจะทำเช่นนั้นทำไมกัน เราควรบอกความจริงแก่พระองค์? 

        ดำริแล้วพระโพธิสัตว์จึงกล่าวไปว่า ?ขอจงทรงพระเจริญเถิด มหาบพิตร ข้าพระองค์เป็นมนุษย์ เป็นบุตรฤษี  ฤษีผู้เป็นบิดาของข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพรานไพร ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์ว่าสามะ?

        ...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิด ข้าพระองค์กำลังจะตายเพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ไม่ต่างอะไรกับมฤคที่ถูกล่าโดยพรานป่า   ข้าแต่พระราชา เชิญทอดพระเนตรลูกศรที่พระองค์ทรงยิงมาเถิด มันแล่นเข้าข้างขวาทะลุออกด้านซ้าย ข้าพระองค์กำลังนอนจมกองโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่ายทรมานยิ่งนัก


        ...ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า  พระองค์ยิงข้าพระองค์แล้ว ไยจึงซ่อนพระองค์อยู่   เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าก็เพราะงา แล้วข้าพระองค์เล่า เป็นผู้ควรถูกยิงด้วยเหตุอะไร?

        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงรู้ว่า คนผู้นี้เป็นมนุษย์ ครั้นแล้วจึงทรงละอายยิ่งนัก ไม่อาจตรัสบอกไปตามความเป็นจริงได้ จึงตรัสคำเท็จไปว่า  ?ดูก่อนสามะ เราเองกำลังจะยิงสัตว์ป่าพวกนั้น มันกำลังเข้ามาสู่ระยะลูกศรของเรา   แต่พอพวกมันเห็นท่านเท่านั้น พวกมันก็หนีไป เราจึงโกรธ เพราะความโกรธนั้น เราจึงยิงท่าน?     

        ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้กล่าวขึ้นว่า  ?ข้าแต่พระราชา  พระองค์ตรัสอะไร??  ขึ้นชื่อว่าเหล่ามฤคที่อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ เมื่อเห็นข้าพระองค์แล้วจะหนีไปนั้น เป็นไม่มี   จำเดิมแต่ข้าพระองค์จำความได้  รู้จักถูก รู้จักผิด รู้จักอะไรดี อะไรชั่ว ฝูงมฤคในป่าแม้จะดุร้าย ก็ไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวข้าพระองค์เลย   นับแต่กาลที่ข้าพระองค์ยังอยู่ในวัยเด็ก เหล่ามฤคพวกนั้นแม้จะดุร้ายเพียงใด ก็ไม่เคยคิดทำอันตรายหรือหวาดกลัวข้าพระองค์เลย 


        ...ข้าแต่พระราชา แม้ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัว หลบลี้อยู่ในภูเขาคันธมาทน์ เมื่อได้เห็นข้าพระองค์แล้ว ก็ไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวเลย พวกเราล้วนมีมิตรภาพต่อกัน เที่ยวเล่นไปในที่ต่างๆด้วยกันทั้งในป่าและภูเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่ามฤคทั้งหลายจะสะดุ้งหวาดกลัวข้าพระองค์ด้วยเหตุอันใด?

        พระเจ้าปิลยักขราชได้สดับดังนั้น ก็ทรงอัศจรรย์ในสิ่งที่ได้สดับ นึกชื่นชมว่า ชายหนุ่มผู้นี้ช่างพูดได้ไพเราะ และถูกต้องเป็นไปตามความเป็นจริง แม้เราก็ได้เห็นด้วยตนเองว่า สัตว์ทั้งหลายไม่แสดงอาการหวาดกลัวชายหนุ่มนี้เลย ส่วนพระราชาจะตรัสตอบพระโพธิสัตว์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2552, 10:33:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 13
 


        จากตอนที่แล้ว สุวรรณสามโพธิสัตว์ขณะที่แบกหม้อน้ำกลับอาศรม ได้ถูกยิงด้วยธนูจึงร้องถามว่า " เนื้อของเราก็กินไม่ได้ หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเหตุใดถึงได้ยิงเรา  ท่านเป็นใคร ทำไมท่านถึงได้ยิงเรา แล้วซ่อนตัวเสียเช่นนี้ "   พูดได้เพียงเท่านี้ก็สิ้นเรี่ยวแรงนอนนิ่งอยู่


        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับวาจาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ดำริว่า บุรุษนี้ แม้จะถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่ก็ยังเรียกหาเราด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  ดำริฉะนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสบอกฐานะของพระองค์ แล้วก็ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่าเป็นมนุษย์ นาค หรือเทวดา

        พระโพธิสัตว์เมื่อสดับพระดำรัสของพระราชาก็รู้ว่า "พระราชานี้ยิงเราโดยที่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์ หากเราจะบอกพระองค์ไปว่า เราเป็นกษัตริย์ พระราชานี้ก็จะทรงเชื่อ แต่เราจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร"   จึงกล่าวว่า "ข้าพระองค์เป็นมนุษย์ เป็นบุตรของฤษี  ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์ว่าสามะ"


        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงรู้ว่า ผู้นี้เป็นมนุษย์ จึงทรงละอายยิ่งนัก ไม่อาจตรัสบอกความจริงได้ จึงตรัสคำเท็จไปว่า  "ดูก่อนสามะ เราเองกำลังจะยิงสัตว์ป่าพวกนั้น มันกำลังเข้ามาสู่ระยะลูกศรของเรา แต่พอพวกมันเห็นท่านเข้าแล้วก็หนีไป เราโกรธมากจึงยิงท่าน"   

        ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้กล่าวขึ้นว่า   "พระองค์ตรัสอะไร?  เหล่ามฤคที่อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ เห็นข้าพระองค์แล้วไม่เคยสะดุ้งหวาดกลัวเลย พวกเราล้วนมีมิตรภาพต่อกัน เที่ยวเล่นไปในที่ต่างๆด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ มฤคทั้งหลายจะสะดุ้งกลัวหนีข้าพระองค์ไปด้วยเหตุอันใด"


        ครั้นได้สดับคำกล่าวตามที่เป็นจริงของสุวรรณสามแล้ว พระราชาก็ทรงเกิดความละอายพระทัยว่า เรายิงพ่อสามะผู้ไร้ความผิดก็นับว่าทำกรรมอันหยาบช้านักแล้ว ยังมากล่าวเท็จกับเธออีก   จึงทรงรับสารภาพว่า ?ดูก่อนสามะ อันที่จริง เนื้อเหล่านั้นเห็นท่านแล้วก็มิได้ตกใจอะไรเลย เรากล่าวคำเท็จกับท่าน เพราะเราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ จึงยิงท่านด้วยลูกศร? 

        ครั้นตรัสแล้ว พระราชาก็ทรงมีดำริว่า สามะผู้นี้คงมิได้อาศัยอยู่ในป่านี้เพียงลำพังเป็นแน่ เขาคงต้องมีญาติ แล้วญาติพี่น้องของเขาอยู่ที่ไหนกันหนอ เราจะลองถามเขาดู   ดำริดังนี้แล้วจึงตรัสถามอีกว่า   ?ดูก่อนสามะ ท่านมาจากไหน ใครใช้ให้ท่านมาตักน้ำล่ะ? 

        พระโพธิสัตว์เมื่อจะตอบพระดำรัสของพระราชา ได้กลั้นทุกขเวทนาเป็นอันมากเอาไว้ บ้วนโลหิตที่ไหลทะลักออกจากปาก แล้วกล่าวว่า ?ข้าแต่มหาราช บิดามารดาของข้าพระองค์ตาบอด ...ข้าพระองค์เลี้ยงท่านอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์มาตักน้ำดื่มในที่นี้ก็เพื่อท่านทั้งสอง? 

        เมื่อเอ่ยถึงบิดามารดาแล้ว ความเศร้าโศกก็พลันท่วมใจพระโพธิสัตว์ เพราะรู้ว่าตนคงไม่รอดจากความตาย ได้กลับไปหาท่านทั้งสองอีกแล้ว


        พระโพธิสัตว์จึงพร่ำรำพันถึงบุพการีทั้งสองปานหัวใจจะแตกสลายว่า ?เวลานี้ อาหารของบิดามารดาข้าพระองค์ยังพอมีอยู่ มีเพียงพอที่จะให้ท่านทั้งสองดำรงชีวิตอยู่ได้อีก 6 วัน

        ...แต่ท่านทั้งสองนั้นตาบอดหมดทั้งสองข้าง ข้าพระองค์เกรงว่าท่านจะตายเสียก่อนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ 

        ...ข้าแต่พระราชา  ความทุกข์ที่ถูกศรอาบยาพิษแทงทะลุร่างกายแม้จะมีมาก แต่ก็เป็นเพียงความทุกข์กายที่ข้าพระองค์อดกลั้นได้ แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้เห็นบิดามารดาอีกนั้น นับว่าเป็นความทุกข์ทรมานใจยิ่งกว่าทุกข์เพราะถูกยิงเสียอีก 

        ...บิดามารดาทั้งสอง เมื่อไม่ได้พบข้าพระองค์ ท่านคงต้องร้องไห้ถึงข้าพระองค์ตลอดราตรี อาจสูญสิ้นชีวิตไปในกึ่งราตรี หรือที่สุดแห่งราตรี ดุจแม่น้ำน้อยในฤดูร้อน เมื่อถูกแสงแดดแผดเผาก็จักเหือดแห้งไป

        ...ข้าพระองค์เคยบำรุงท่านทั้งสอง คอยนวดมือนวดเท้าให้ มาบัดนี้เมื่อไม่เห็นข้าพระองค์แล้ว ท่านทั้งสองจักต้องบ่นเรียกหาว่า พ่อสามะไปเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เจ้าไปไหนหนอป่านนี้ยังไม่กลับมา   

        ... ข้าแต่เจ้าเหนือหัว ก็ลูกศรคือความเศร้าโศกนี้แหละ ที่แผดเผาจิตใจของข้าพระองค์อยู่ ข้าพระองค์เห็นจะต้องตายเป็นแน่ในคราวนี้ ข้าพระองค์จะไม่ได้เห็นบิดามารดาทั้งสองอีกแล้ว?


        พระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับสุวรรณสามโพธิสัตว์คร่ำครวญถึงบิดามารดาเช่นนี้ ก็ทรงมีดำริว่า ?บุรุษนี้เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งอยู่ในธรรม ปฏิบัติบิดามารดาอย่างยอดเยี่ยมยากจะหาบุคคลใดเสมอเหมือน

        ...แม้ตนจะได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนี้ ก็ยังคร่ำครวญห่วงหาแต่บิดามารดา เราเองได้ทำความผิดต่อบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมถึงเพียงนี้ เราคงต้องตกนรกแน่ เราจะไถ่โทษของเราอย่างไรดี? 

        ดำริดังนี้แล้ว พระราชาก็ทรงนึกถึงภาพในมหานรก ทรงเกิดความสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง จึงดำริว่า ?หากเราต้องตกไปสู่นรก แล้วราชสมบัติที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยอะไรเราได้

        ... เราจะยังไม่กลับไปครองราชย์ แต่จะอยู่ที่นี่  แล้วเลี้ยงดูบิดามารดาแทนเขา โดยจะไม่บอกให้ท่านทั้งสองรู้ว่า บัดนี้บุตรชายได้ตายไปแล้ว?   

        เมื่อตกลงพระทัยเช่นนี้แล้ว จึงตรัสว่า?ดูก่อนสามะ ท่านอย่าพร่ำรำพันอะไรอีกเลย เราเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในการยิงธนู เป็นที่เลื่องลือไปทั่วชมพูทวีปว่ามีความแม่นยำนัก

        ... เราจะฆ่ามฤค และแสวงหาผลาผลในป่า มาทำการงานเลี้ยงดูบิดามารดาของท่าน ดูก่อนสามะ ที่อยู่อาศัยของบิดามารดาของท่านอยู่ที่ไหน จงบอกแก่เราเถิด เราจะเลี้ยงท่านทั้งสอง ให้เหมือนกับที่ท่านทำ?


        พระโพธิสัตว์สดับคำของพระราชาแล้ว ก็ดีใจยิ่งนัก ได้ทูลว่า ?เป็นมหากรุณายิ่งนักพระเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงโปรดเลี้ยงดูบิดามารดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด?

        จากนั้นก็ได้ชี้บอกหนทางให้พระราชาทรงทราบว่า  ?เส้นทางที่จะไปยังอาศรมของข้าพระองค์นั้น อยู่ทางด้านหัวนอนของข้าพระองค์ ขอพระองค์เสด็จดำเนินไปชั่วกึ่งเสียงกู่ร้อง ก็จะถึงสถานที่อยู่ของบิดามารดาของข้าพระองค์ ขอพระองค์เสด็จไป แล้วเลี้ยงดูท่านทั้งสองเถิด?

        พระมหาสัตว์ทูลบอกหนทางแด่พระราชาแล้ว ได้กลั้นทุกขเวทนาอันแรงกล้า แล้วรวบรวมกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด ประคองอัญชลีทูลวิงวอนต่อพระราชาเป็นครั้งสุดท้าย ว่า ?ข้าแต่มหาราช     ข้าพระบาทขอน้อมกราบพระองค์

        .... ข้าแต่มหาราช    ข้าพระบาทขอน้อมกราบพระองค์  ขอพระองค์ทรงบำรุงเลี้ยงบิดามารดาผู้ตาบอดในป่าใหญ่ด้วยเถิด


        ...และขอพระองค์จงตรัสบอกบิดามารดาของข้าพระองค์ด้วยเถิดว่า     สามะขอกราบลาบิดามารดาผู้มีพระคุณยิ่งเป็นครั้งสุดท้าย?
 
 
        เมื่อกล่าวจบกำลังแห่งยาพิษก็ได้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อทนพิษแห่งบาดแผลไม่ไหว ก็ถึงกับสิ้นสตินอนนิ่งไป ส่วนพระราชา บัดนี้ได้ตระหนักถึงความผิดของตนอย่างถ่องแท้ แต่พระองค์จะทรงทำประการใดต่อนั้น  โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2552, 19:17:03 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 14
 


        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าปิลยักขราชทรงรับสารภาพกับสุวรรณสามว่า  เนื้อเหล่านั้นเห็นท่านแล้วก็มิได้ตกใจอะไรเลย เรากล่าวคำเท็จกับท่าน แล้วก็ทรงมีดำริว่า สามะผู้นี้คงมิได้อยู่ในป่านี้เพียงลำพัง เขาคงต้องมีญาติ จึงตรัสถามว่า  สามะ ท่านพักอยู่ที่ไหน ใครใช้ให้ท่านมาตักน้ำ


        พระโพธิสัตว์ได้กลั้นทุกขเวทนาเอาไว้ แล้วกล่าวว่า "บิดามารดาของข้าพระองค์ตาบอด
 ข้าพระองค์มาตักน้ำดื่มในที่นี้เพื่อท่านทั้งสอง เวลานี้ อาหารยังคงพอที่จะให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ได้อีก 6 วัน แต่เกรงว่าท่านจะตายเสียก่อนเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ  ข้าพระองค์คงจะไม่ได้เห็นท่านทั้งสองอีกแล้ว"

        พระเจ้าปิลยักขราช ได้สดับสุวรรณสามคร่ำครวญถึงบิดามารดาเช่นนั้น ก็ดำริว่า ?บุรุษนี้เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ปฏิบัติบิดามารดาอย่างยอดเยี่ยม แม้จะได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนี้ ก็ยังคร่ำครวญห่วงหาแต่บิดามารดา เราได้ทำความผิดต่อบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม คงจะต้องตกนรกแน่? 

        ทรงเกิดความสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง จึงดำริว่า "หากเราต้องตกไปสู่นรก ราชสมบัติจะช่วยอะไรเราได้  เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาแทนเขาเอง"   ดำริฉะนี้แล้วจึงตรัสว่า สามะ ท่านอย่ารำพันอะไรอีกเลย เราจะเลี้ยงดูบิดามารดาของท่านเอง  จงบอกเรามาเถิดว่า บิดามารดาของท่านอยู่ที่ไหน

        พระโพธิสัตว์สดับคำของพระราชาแล้ว ก็ดีใจยิ่งได้ทูลว่า ?ท่านทั้งสองอยู่ทางทิศหัวนอนของข้าพระองค์ ขอฝากพระองค์จงทรงโปรดเลี้ยงดูบิดามารดาแทนข้าพระองค์ด้วย และขอพระองค์โปรดตรัสบอกท่านทั้งสองด้วยว่า สามะขอกราบลาบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้าย?

        สิ้นเสียงสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย สุวรรณสามก็ถึงวิสัญญีภาพนอนแน่นิ่งไป ลมหายใจที่หอบแรงอยู่เมื่อครู่ บัดนี้ได้หยุดลงแล้ว ริมฝีปากบอบบางได้รูป ก็ปิดสนิทแล้ว แม้กระทั่งดวงเนตรที่งดงามเคยทอดมองผืนป่าด้วยเมตตาไม่มีที่สิ้นสุด มาบัดนี้ได้หลับสนิทแล้ว


        มือเท้าทั้งสองข้างที่เคยทำแต่ความดี ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาด้วยดีตลอดมา เริ่มเย็นและแข็งกระด้าง หยาดโลหิตยังคงไหลออกมาไม่ขาดสาย

        พระเจ้าปิลยักขราช ทรงเห็นสุวรรณสามนอนแน่นิ่งไปเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย รีบตรวจดูลมที่ปลายจมูกของพระโพธิสัตว์ ก็ทรงรู้ว่าบัดนี้ลมหายใจเข้าออกได้หยุดลงแล้ว อีกทั้งสรีระทั้งสิ้นก็เริ่มแข็งประหนึ่งท่อนไม้

        จึงดำริว่า บัดนี้สุวรรณสามได้ตายเสียแล้วหนอ พระราชาทรงเศร้าโศกยิ่งนัก ได้ทรุดกายลงซบพระเศียรที่ฝ่าพระหัตถ์ แล้วทรงคร่ำครวญอย่างสุดที่จะกลั้นความโศกไว้ได้ 

        ทรงพร่ำรำพรรณกับตนเองว่า  ?แต่ก่อนแต่ไรมา เราคิดว่าจะไม่แก่ไม่ตาย แต่เราเพิ่งรู้ในวันนี้เอง เพราะได้เห็นท่านสามะบัณฑิตมาตายจากไป มฤตยูทั้งหลายที่จะไม่ปรากฏนั้นเป็นไม่มี

        ...สามะบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษแล้ว ได้พูดอยู่กับเราเมื่อครู่ แต่มาบัดนี้กลับไม่พูดอะไรอีก เราคงต้องตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นกรรมอันหยาบช้าของเราแท้ๆ?


        ครั้งนั้น มีเทพธิดานามว่า พสุนธรี เป็นผู้คอยปกปักษ์รักษาผืนป่าเบื้องบนภูเขาคันธมาทน์มายาวนาน   

        ย้อนไปในครั้งอดีตชาติ ในภพชาติที่ 7 นับแต่อัตภาพนี้ นางเคยเกิดเป็นมารดาของพระโพธิสัตว์มาก่อน

        ครั้นเมื่อวงจรแห่งวัฏฏะได้หมุนเวียนมาบรรจบ ทำให้นางเทพธิดามาพบกับพระโพธิสัตว์ซึ่งเคยเกิดเป็นบุตรของนางอีกครั้ง นางจึงบังเกิดความรักในพระโพธิสัตว์ประดุจบุตรน้อยที่เกิดจากครรภ์ของตน 

        ในดวงใจของนางนั้น แม้กาลจะล่วงเลยมาเนิ่นนานเพียงใด ความรักในบุตรก็ยังคงเดิมมิแปรเปลี่ยน   นางเฝ้าคอยสอดส่องดูแลพระโพธิสัตว์อยู่เนืองนิตย์

        แต่ในครั้งนี้ เป็นคราวที่นางต้องไปสู่เทวสมาคม นางจึงมิได้เล็งแลมายังพระโพธิสัตว์เหมือนดังเก่า  แต่ครั้นกลับจากเทวสมาคมแล้ว นางก็ตรวจตราดูทันทีว่า เวลานี้สามะบุตรของเราเป็นอย่างไรบ้างหนอ 


        ครั้งนางได้มองดูด้วยทิพจักษุ จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระโพธิสัตว์   นางจึงคิดว่า ในยามนี้พระราชาทรงเศร้าโศกคร่ำครวญถึงลูกสามะ หากเราไม่ไปในที่นั้นเพื่อเตือนพระสติพระราชา พ่อสามะบุตรของเราก็จะถึงความพินาศเป็นแน่

        แม้แต่บิดามารดาของสามะเองก็จะอดอาหารจนสิ้นชีวิต   กระทั่งพระราชาผู้ทรงทำร้ายลูกสามะ ก็จะทรงเสียพระหฤทัย จนพระหทัยแตกสลายในที่สุด 

        แต่ถ้าหากเราไปในที่นั้นแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย  ดำริดังนี้แล้ว นางเทพธิดาพสุนธรี จึงออกจากวิมานของตนมาสถิตอยู่เบื้องบนนภากาศเหนือพระราชา โดยมิได้ปรากฏกายให้พระราชาเห็นแต่อย่างใด

        แล้วได้กล่าวตำหนิพระราชาให้ทรงสำนึกผิดว่า ?ข้าแต่มหาราชเจ้า  เหตุใดพระองค์จึงทรงโศกเศร้ามากมายเช่นนี้ พระองค์จะทรงคร่ำครวญหาสิ่งที่ล่วงแล้วไปทำไมกัน ก็ในเมื่อทรงประทุษร้ายสุวรรณสามด้วยพระองค์เองมิใช่หรือ 

        ...ข้าแต่พระราชา  ...พระองค์ทรงทำความผิดไว้มาก ได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ประทุษร้ายสุวรรณสามผู้บริสุทธิ์ ทำให้บิดามารดาผู้ตาบอดของเธอพลอยลำบาก และกำลังจะอดตายตามกันไป


        ...ชนทั้งสามนี้ล้วนเป็นผู้ไม่สมควรต่อการประทุษร้ายเลยแต่กลับถูกพระองค์ฆ่าเสียด้วยลูกศรลูกเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงทำบาปมหันต์ จะตกไปสู่อบายอย่างแน่แท้? 

        ฝ่ายพระราชา แม้จะสดับเสียงแปลกประหลาดที่มองไม่เห็นตัวผู้กล่าว ก็มิได้ทรงตกพระทัยหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะความโศกตรมกำลังครอบคลุมใจ หากแต่พระองค์กลับทรงคล้อยตามคำกล่าวนั้น จึงยิ่งบังเกิดความสำนึกผิดในการกระทำอันเลวร้ายของพระองค์เอง

        ครั้นตอกย้ำถึงความผิดพลาดมหันต์ของพระราชาแล้ว นางเทพธิดาจึงกล่าวปลอบโยน พร้อมทั้งแนะนำพระราชาว่า   ?ข้าแต่มหาราช หากพระองค์ทรงปรารถนาสวรรค์ ไม่ต้องการนรก ก็ขอเชิญสดับเถิด

        ...ข้าพเจ้าจะพร่ำสอนพระองค์เพื่อให้พระองค์ทรงดำเนินไปสู่สุคติ ...ขอให้พระองค์จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองผู้ตาบอดของสุวรรณสามเถิด แล้วสุคติจะพึงมีแก่พระองค์?

        พระราชาสดับคำของเทพธิดาแล้ว ก็ทรงคลายความโศกลงทรงเชื่อมั่นว่าเมื่อพระองค์เลี้ยงดูบิดามารดาของสุวรรณสามแล้ว ย่อมล้างบาปที่ทรงกระทำไว้ ปิดอบายแล้วไปสู่สวรรค์ได้  จึงทรงตั้งพระหฤทัยมั่นที่จะทำตามคำของเทพธิดาโดยมิได้ทรงห่วงใยในพระราชสมบัติ 


        เมื่อทรงระงับความโศกให้เบาบางลงแล้ว จึงทรงนำเอามวลบุพชาตินานาพรรณ
มาบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์ ประพรมด้วยน้ำ ทรงกระทำประทักษิณสามรอบ แล้วจึงทรงกราบร่างที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ ในทิศทั้ง 4

        แล้วถือเอาหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ตักไว้จนเต็มเปี่ยม บ่ายพระพักตร์เสด็จไปทางทิศทักษิณ อันเป็นหนทางไปสู่อาศรมบทด้วยพระพักตร์ที่เศร้าหมอง  ปล่อยให้ร่างของสุวรรณสามนอนอยู่แต่เพียงผู้เดียว ส่วนว่าพระราชาเมื่อไปถึงอาศรมของฤษีทั้งสอง จะทรงปฏิบัติต่อบิดามารดาของพระโพธิสัตว์อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 26 สิงหาคม, 2552, 20:16:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 15
 


        จากตอนที่แล้ว  สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวสั่งลาฝากไปถึงบิดามารดากับพระเจ้าปิลยักขราชแล้วก็ถึงวิสัญญีภาพนอนสงบนิ่ง ลมหายใจได้หยุดลง

        พระเจ้าปิลยักขราช ทรงเห็นสุวรรณสามนิ่งไปเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย รีบตรวจดูลมที่ปลายจมูก ก็ทรงรู้ว่าพระโพธิสัตว์ได้สิ้นลมแล้ว จึงเศร้าโศกยิ่งนัก ได้ทรุดกายลงซบพระเศียรที่ฝ่าพระหัตถ์ แล้วทรงคร่ำครวญว่า เราฆ่าบุคลผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมตาย คงต้องตกนรกอย่างแน่แท้


        ครั้งนั้น มีเทพธิดานามว่า พสุนธรี อาศัยอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มายาวนาน   ในอดีตชาติได้เคยเกิดเป็นมารดาของพระโพธิสัตว์มาก่อน  ทุกวันนางจะคอยให้ความคุ้มครองพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ  แต่ในครั้งนี้ นางต้องไปสู่เทวสมาคมจึงไม่ได้ตรวจดูพระโพธิสัตว์

        เมื่อกลับจากเทวสมาคมแล้วนางก็รีบตรวจดู จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้รีบมาสถิตในอากาศกล่าวกับพระราชาว่า "พระองค์จะทรงคร่ำครวญไปทำไม หากพระองค์ปรารถนาจะไถ่บาป  ก็จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองของสุวรรณสามเถิด แล้วสุคติจะพึงมีแก่พระองค์"

        พระราชาสดับคำของเทพธิดาแล้ว ก็ทรงยึดมั่นในคำของนาง  จึงทรงระงับความโศก แล้วทรงบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้ป่า ทรงกราบร่างของพระโพธิสัตว์แล้วถือเอาหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ตักไว้ บ่ายพระพักตร์เสด็จไปสู่อาศรมของฤษีทั้งสอง

        พระราชาทรงถือหม้อน้ำเสด็จดำเนินเรื่อยไปตามเส้นทางที่สุวรรณสามได้ทูลบอกไว้ จนกระทั่งมาถึงอาศรม   โดยทรงตั้งพระทัยไว้ว่า จะสวมรอยเป็นสุวรรณสามแล้วเลี้ยงดูฤษีทั้งสองอยู่ในป่าแห่งนี้ไปจนตลอดพระชนม์ชีพ โดยจะทรงปกปิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าสุวรรณสาม มิให้ฤษีทั้งสองได้ล่วงรู้ 

        แต่เพราะความที่พระองค์เป็นผู้มีพละกำลังมาก ไม่ได้ทรงฝึกฝนในการเดินไม่ให้มีเสียงดัง เมื่อทรงเดินถือหม้อน้ำเข้าไปสู่อาศรมบท จึงเกิดเสียงพระบาทดังผิดไปกว่าวันก่อนๆ


        ทำให้ทั่วทั้งอาศรมสะเทือนไหว  ฝ่ายทุกูลฤษีแม้จะตาบอดมองไม่เห็นสิ่งใด แต่เมื่อฟังเสียงฝีพระบาทของพระราชาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า คนผู้นี้มิใช่สุวรรณสามบุตรของเรา เกิดความสงสัยว่า เขาผู้นี้เป็นใครกันหนอ  เข้ามาสู่อาศรมเพราะเหตุอันใดกัน

        ทุกูลฤษีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า   ?นั่นเสียงฝีเท้าใครหนอ  ต้องเป็นเสียงฝีเท้ามนุษย์เป็นแน่ แต่คงไม่ใช่เสียงฝีเท้าสามะบุตรของเรา  ลูกสามะของเราเดินเบา วางเท้าเบา เสียงฝีเท้าของลูกเรา ไม่ดังอย่างนี้ ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ  โปรดแจ้งแก่เราด้วยเถิด?


        พระราชาได้สดับคำถามนั้นแล้ว ก็ทรงรู้ว่า คงไม่อาจปกปิดความจริงแก่สองฤษีนี้ได้ ทรงรู้สึกหนักพระทัยยิ่งนักที่จำต้องบอกความจริงแก่สองฤษีผู้ตาบอด ที่เฝ้ารอการกลับมาของบุตรด้วยความหวัง จึงทรงดำริหาวิธีที่จะให้ฤษีทั้งสองเศร้าโศกน้อยที่สุด

        ครั้นแล้วจึงดำริว่า ?หากเราไม่บอกความที่เราเป็นพระราชา แล้วแจ้งไปว่าเราฆ่าบุตรของทั้งสองเสียแล้ว ท่านทั้งสองนี้ก็ย่อมจะโกรธเรา และกล่าวคำหยาบกับเรา

        เมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมจะโกรธตอบ อาจพลาดพลั้งบันดาลโทสะทำร้ายท่านทั้งสองก็เป็นได้ เราควรบอกความที่เราเป็นพระราชา เพื่อให้ฤษีทั้งสองนี้เกรงกลัวไม่กล้าที่จะด่าว่าเรา? 

        เมื่อทรงไตร่ตรองดีแล้ว จึงตั้งใจที่จะบอกความที่พระองค์ทรงเป็นพระราชาก่อน แล้วจึงค่อยหาโอกาสแจ้งเรื่องที่ทรงฆ่าสุวรรณสามให้ฤษีทั้งสองรู้

        จึงทรงวางหม้อน้ำแล้วประทับยืนที่ประตูบรรณศาลา แล้วตรัสว่า ?พระคุณเจ้าเอย ข้าพเจ้าขอไหว้ท่าน ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายเรียกว่า พระเจ้าปิลยักขราช

        ...ข้าพเจ้าละทิ้งแว่นแคว้นออกท่องเที่ยวแสวงหาเนื้อมฤคเรื่อยมาจนถึงสถานที่นี้ ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการยิงธนู มีความแม่นยำมาก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศรของข้าพเจ้า ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากความตายไปได้?


        ครั้นได้ทราบว่าบุคคลผู้นี้เป็นพระราชาผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของตน ทุกูลฤษีจึงกล่าวปฏิสันถารเชิญชวนพระราชาให้ทรงดื่มกินด้วยถ้อยคำไพเราะว่า ?ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จถึงที่นี้ เป็นการเสด็จมาดีแล้ว

        ...พระองค์เสด็จมาไกล อาจจะทรงหิวกระหาย   ขอเชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่าเถิดพระเจ้าข้า แม้จะเป็นผลไม้เล็กน้อย แต่ก็พอระงับความหิวกระหายได้ ขอทรงโปรดเลือกเสวยผลที่ดีๆเถิด 

        ...ข้าแต่พระราชา หากทรงพระประสงค์ ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น มีรสจืดสนิทที่นำมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลมาจากซอกเขาเถิด?

        ยิ่งได้ฟังถ้อยคำปฏิสันถารที่ล้วนแต่ไพเราะรื่นหูของทุกูลฤษีแล้ว พระราชาก็ยิ่งสลดพระทัย เกิดความสงสารฤษีทั้งสองยิ่งนัก ไม่อยากทำร้ายจิตใจของสองฤษีให้มากไปกว่านี้เลย

        แต่เมื่อจำต้องบอกความจริง พระราชาจึงตรัสขึ้นว่า ?ท่านทั้งสองมีจักษุที่มืดบอด ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดๆได้ อาศัยอยู่ในป่าใหญ่เช่นนี้ แล้วใครเล่าเป็นคนหาผลไม้มาคอยปรนนิบัติท่าน ผลไม้เหล่านี้ได้ถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี โดยฝีมือของคนตาดีแน่แท้ ใครหนอเป็นคนทำ?
 
        ?ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ไปนำผลาผลเหล่านี้มาจากป่า ทั้งยังเป็นคนจัดวางผลไม้ได้อย่างงดงาม คือ สามะหนุ่มน้อยบุตรของข้าพระองค์เอง เขามีรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู

        ...  เขาผู้นั้นแหละคือสามะบุตรของข้าพระองค์ ตอนนี้เขาถือหม้อน้ำ กำลังไปตักน้ำจากแม่น้ำ คงใกล้จะกลับมาแล้วกระมัง?

        ?ข้าแต่ท่านฤษี ได้โปรดเถิด  จงให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านกล่าวถึงสามะกุมารว่าเขากำลังไปตักน้ำ แต่บัดนี้ สามะกุมารนั้นได้ถูกข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้วด้วยลูกศรอาบยาพิษ ...

        ...กุมารผู้งดงามที่คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ฆ่าเขาเสียแล้ว ร่างของเขานอนอยู่ที่ริมหาดทรายนั้นเอง? 
 
        ถ้อยดำรัสของพระราชา ปานประดุจถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ของทุกูลฤษี จนฤษีไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น

        ฝ่ายปาริกาฤษินี ผู้กำลังนั่งอยู่ภายในบรรณศาลาของตน เมื่อได้ยินเสียงดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ ประหนึ่งถูกมีดกรีดแทงหทัย ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ต่อไปได้ จึงรีบลุกจากที่นั่ง คลำเส้นเชือกสาวเดินไปสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษีทันที


        พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า ?ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ? 
 
 
        พระราชาผู้ซึ่งได้ตระหนักถึงบาปกรรมของตนเต็มพระทัยอยู่แล้ว เมื่อได้สดับคำถามตอกย้ำเข้า ก็ยิ่งหงอยและเศร้าหนักเพิ่มขึ้นไปอีก แต่พระองค์จะทรงตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:16:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 16
 


        จากตอนที่แล้ว พระเจ้าปิลยักขราชทรงถือหม้อน้ำเสด็จดำเนินไปสู่อาศรมบท โดยทรงมีพระประสงค์จะเลี้ยงดูฤษีทั้งสองอยู่ในป่าแห่งนี้ โดยจะทรงปกปิดเรื่องที่พระองค์ฆ่าสุวรรณสาม มิให้ฤษีทั้งสองได้ล่วงรู้  แต่เพราะพระองค์ทรงดำเนินทำเสียงพระบาทดังผิดไปกว่าวันก่อนๆ

        จึงทำให้ทุกูลฤษีแม้จะตาบอดมองไม่เห็น แต่เมื่อฟังเสียงฝีพระบาทของพระราชาแล้ว ก็รู้ว่าผู้นี้มิใช่สุวรรณสาม จึงถามขึ้นว่า   เสียงฝีเท้าใครหนอ  ไม่ใช่เสียงฝีเท้าสามะบุตรของเรา  ลูกสามะของเราเดินเบา  เสียงฝีเท้าลูกของเราไม่ดังอย่างนี้  ท่านเป็นใครหนอ  โปรดบอกเราด้วยเถิด

        พระราชาได้สดับคำถามนั้นแล้ว ก็ทรงรู้ว่า คงไม่อาจปกปิดความจริงกับฤษีทั้งสองนี้ได้ จึงทรงวางหม้อน้ำลงแล้วตรัสว่า  ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี คนทั้งหลายเรียกว่า พระเจ้าปิลยักขราช  ทุกูลฤษีจึงกล่าวต้อนรับเชิญชวนให้เสวยผลไม้ และดื่มน้ำตามที่ประสงค์

        พระราชาครั้นได้สดับคำกล่าวต้อนรับที่ไพเราะรื่นหูก็ยิ่งสลดพระทัย ได้ตรัสถามว่าท่านทั้งสองมีจักษุบอด แล้วใครเล่าเป็นคนหาผลไม้มาคอยปรนนิบัติท่าน ทุกูลฤษีจึงตอบว่า ผลไม้เหล่านี้สามะหนุ่มน้อยบุตรของข้าพระองค์นำมาจากป่า ตอนนี้เขาไปตักน้ำ คงใกล้จะกลับมาแล้ว


        พระราชาจึงตรัสว่า ท่านฤษีโปรดจงให้อภัยข้าพเจ้าด้วยเถิด กุมารผู้งดงามที่คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าได้ฆ่าเขาเสียแล้ว พระดำรัสของพระราชาเป็นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของทุกูลฤษี ทำให้ฤษีไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้ จึงได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น

        ฝ่ายปาริกาฤษิณี เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ จึงรีบลุกจากที่นั่ง คลำเส้นเชือกเดินมาสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษี พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า “ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ”

        เมื่อไม่มีเสียงตอบใดๆ นางก็รู้ว่าถ้อยคำของบุรุษนี้เป็นความจริงแน่แล้ว ความเศร้าโศกก็พลันท่วมทับดวงใจ ได้แต่คร่ำครวญว่า  “ท่านทุกูละเอย ได้โปรดบอกความจริงแก่ดิฉันเถิด เพียงได้ยินว่า สามะกุมารนั้นถูกฆ่าเสียแล้ว  ดวงใจของฉันหวั่นไหวเหลือเกิน ไม่อาจทำให้สงบได้เลย
 
        ...เมื่อได้ยินว่า สามะกุมารลูกของเราถูกฆ่าตาย หัวใจของดิฉันก็หวั่นไหว      ประดุจใบอ่อนของต้นโพธิ์ต้องแรงลม”   

        ทุกูลฤษีเมื่อจะให้โอวาทนางปาริกาฤษิณี จึงกล่าวขึ้นว่า “ดูก่อนปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามะกุมารด้วยลูกศรอาบยาพิษที่ริมแม่น้ำมิคสัมมตาด้วยความโกรธ เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์เลย”

        ฝ่ายนางปาริกาได้กล่าวออกมาด้วยใจสุดโทมนัสว่า “สามะ เป็นลูกรักของเรา กว่าจะได้เขามานั้นยากยิ่งนัก ก็สามะมิใช่หรือที่คอยเลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตาบอดสนิทท่ามกลางป่าเช่นนี้ มาบัดนี้เขาถูกฆ่าเสียแล้ว ท่านจะไม่ให้ดิฉันโกรธต่อคนที่ฆ่าลูกคนเดียวของเราได้อย่างไร”

        “ปาริกาเอย  ...สามะแม้จะเป็นลูกรักของเรา กว่าจะเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้นั้นยากยิ่งนัก และเขาก็คอยเลี้ยงดูเราทั้งสองผู้ตาบอดสนิทท่ามกลางป่านี้

        ... แต่ว่าแม้เขาจะถูกฆ่าเสียแล้ว เราก็ไม่ควรโกรธคนที่ฆ่าสามะ เพราะผู้ใดรักษาเมตตาจิตไว้ได้ ไม่หวั่นไหวไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่โกรธตอบผู้ที่ประทุษร้ายบุตร บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น”

        เมื่อได้ฟังถ้อยคำของทุกูลฤษีแล้ว ปาริกาฤษิณีก็ยอมรับฟังด้วยเหตุผล ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ได้แต่ประคองแขนร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจ ทั้งพร่ำรำพันถึงคุณของพระโพธิสัตว์ว่า  “ดวงใจของแม่ เจ้ามาด่วนจากแม่ไปเสียแล้วหรือ จากนี้ไป ใครเล่าจะคอยปรนนิบัติพัดวีให้
 
        ...ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ ใครจะเตรียมไว้คอยท่า มูลผลาผลในป่าใหญ่ใครหนอจะเป็นคนเที่ยวหามาให้  แต่ก่อนแต่ไรมา เจ้าไม่เคยละเลย เข้ามากราบที่เท้าทั้งสองของแม่ทั้งยามเช้ายามเย็น
 

        ...ต่อแต่นี้ไป เจ้าจะให้แม่เฝ้าชะเง้อคอยใครกัน  ลูกเอย หากไม่มีเจ้าเสียแล้ว แม่จะอยู่ได้อย่างไร” 
 


        ปาริกาฤษิณีพร่ำรำพันถึงลูกรักปานดวงใจจะแตกสลาย แม้ทุกูลฤษีก็เช่นกัน ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่างร้องไห้คร่ำครวญด้วยความโศกาอาดูร

        ฝ่ายพระเจ้าปิลยักขราช ได้เห็นภาพของฤษีทั้งสองแล้ว ก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก ได้ทรงปลอบใจให้ทั้งสองคลายความโศกว่า “ขอผู้เป็นเจ้าทั้งสอง อย่าได้คร่ำครวญถึงสามะบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณความดี ว่าเขาถูกเราฆ่าตายเสียแล้ว แล้วใครจะเลี้ยงดูพวกเราเลย

        ...แม้จะสิ้นสามะแล้ว ข้าพเจ้านี่แหละจะขอเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองอยู่ในป่าใหญ่นี้เอง 

        ...ข้าพเจ้าไม่ต้องการราชสมบัติอะไรอีก แต่ข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่กับท่านทั้งสองจะฆ่ามฤค และแสวงหามูลผลาผลในป่า นำมาเลี้ยงดูท่านทั้งสองมิให้ต้องกังวล”

        ทุกูลฤษีได้สดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร สิ่งนั้นไม่สมควรเลย การที่พระองค์ทรงทำการเลี้ยงดูเราทั้งสองนั้นไม่สมควรแก่เราเลย


        ...เพราะพระองค์เป็นพระราชา เป็นเจ้าเหนือหัวของพวกเรา จะทรงลดพระองค์ลงมาปรนนิบัติเลี้ยงดูอาตมาทั้งสองนั้นหาควรไม่ อาตมาทั้งสองขอถวายบังคมเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์”

        เมื่อได้สดับถ้อยคำของทุกูลฤษีแล้ว พระเจ้าปิลยักขราชก็ทรงเลื่อมใสในฤษีทั้งสองอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า “โอช่างน่าอัศจรรย์จริง ถ้อยคำหยาบคายแม้เพียงเล็กน้อยของฤษีทั้งสองนี้ไม่มีเลย

        ...ทั้งๆที่เราเองเป็นผู้ประทุษร้ายต่อท่านทั้งสอง แต่ท่านกลับยกย่องเรา มิได้คิดแค้นเคืองเราเลยแม้แต่น้อย”

        พระราชาทรงบังเกิดความเคารพเลื่อมใสในฤษีทั้งสอง ได้ตรัสว่า  “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้อยคำของท่านช่างงดงามไพเราะ และเป็นอรรถเป็นธรรม

        ...ท่านผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม เพียบพร้อมด้วยความถ่อมตน  ขอท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด  ข้าแต่ฤษิณี แม้ท่านก็จงเป็นมารดาของข้าพเจ้าเถิด ”


        แม้พระราชาจะตรัสถึงเพียงนี้ แต่ฤษีทั้งสองก็ประคองอัญชลี ทูลวิงวอนพระราชาว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะเลี้ยงดูอาตมาทั้งสอง
 
        อาตมาทั้งสองขอความเมตตาจากพระองค์ ก็เพียงแต่ขอให้พระองค์ จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสอง แล้วพาพวกเราไปหาสุวรรณสามด้วยเถิด เพียงเท่านี้ที่อาตมาทั้งสองจะน้อมขอจากพระองค์”  พระราชาได้สดับคำของฤษีทั้งสองแล้ว ก็ยิ่งซาบซึ้งในคุณธรรมของท่านยิ่งนัก แต่พระองค์จะตรัสประการใดอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:17:27 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 17
 


        จากตอนที่แล้ว ปาริกาฤษิณี ได้ยินพระราชาตรัสว่า พระองค์ทรงฆ่าสุวรรณสามแล้ว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ รีบมาสู่บรรณศาลาของทุกูลฤษี พร้อมทั้งร้องถามด้วยความตกใจว่า “ท่านทุกูละ ท่านพูดอยู่กับใคร  เขาบอกว่าเขาได้ฆ่าสามะลูกของเราแล้ว เป็นความจริงหรือ”

        ทุกูลฤษี จึงกล่าวกับนางฤษิณีว่า “ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามะกุมารด้วยลูกศรอาบยาพิษสิ้นชีวิตเสียแล้ว เราทั้งสองอย่าโกรธพระองค์เลย


        ปาริกาฤษิณีได้ฟังว่า สามะถูกยิงด้วยลูกศรเสียชีวิตแล้ว ก็เสียใจประดุจจะตายตาม พรรณนาถึงความดีของสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้าปานดวงใจจะแตกสลาย แม้ทุกูลฤษีก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่างร้องไห้ด้วยความอาลัยในบุตรสุดที่รัก

        ส่วนพระเจ้าปิลยักขราชนั้น ทรงรู้สึกสงสารฤษีทั้งสองยิ่งนัก ได้ตรัสว่า ขอท่านอย่าได้คร่ำครวญนักเลย แม้จะสิ้นสามะแล้ว เราจะขอเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองเอง  ทุกูลฤษีได้ทูลต่อพระราชาว่า พระองค์เป็นพระราชา อย่าทรงลดพระองค์ลงมาปรนนิบัติเลี้ยงดูอาตมาทั้งสองเลย

        แล้วได้ทูลวิงวอนพระราชาว่า พระองค์ไม่มีหน้าที่จะเลี้ยงดูอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้งสองขอความเมตตาจากพระองค์ ก็เพียงแต่ขอให้พระองค์ จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสอง แล้วพาพวกเราไปหาสุวรรณสามด้วยเถิด เพียงเท่านี้ที่อาตมาทั้งสองจะน้อมขอจากพระองค์”

        ฝ่ายนางปาริกาก็กล่าวขึ้นบ้างว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ เราทั้งสองของนอบน้อมแด่พระองค์ ไม่สมควรเลยที่พระองค์จะทรงยอมลำบากเพื่อมาเลี้ยงดูพวกเราผู้ตาบอดเช่นนี้

        ...ขอได้โปรดจงทรงเมตตาพาพวกเราไปพบสุวรรณสาม ขอให้พวกเราได้สัมผัสเท้าทั้งสอง และใบหน้าอันงดงามของสุวรรณสามอีกสักครั้งหนึ่งเถิด


        ...จากนั้นพวกเราก็จะทรมานตนให้ตายตามสุวรรณสามไป เพราะขาดลูกสามะเสียแล้ว พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”

        คำทูลอ้อนวอนของฤษีทั้งสอง กลับทำให้พระราชายิ่งเศร้าสลด ทรงลำบากพระทัยยิ่งนักที่จะพาสองฤษีไปดูศพของบุตร เพราะหากท่านทั้งสองได้เห็นสภาพศพของสุวรรณสาม ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด นอนคลุกทรายอยู่ท่ามกลางป่าร้างเช่นนั้น

        หทัยของสองฤษีย่อมแตกสลายเป็นแน่ แล้วพระองค์เองก็จะตกนรกอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้พระราชาจึงดำริที่จะไม่ให้ฤษีทั้งสองไปพบกับสุวรรณสาม   

        ในยามนั้นอาทิตย์เริ่มอัสดงคต ดวงตะวันคล้อยต่ำกำลังจะลาลับจากขอบฟ้า 


        พระราชาทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงตรัสว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งสอง ในยามนี้ก็ใกล้มืดค่ำแล้ว สุวรรณสามอยู่ในป่าใหญ่ฟากโน้น

        ... ในป่านั้นน่ะ ล้วนเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้ายนาๆชนิด ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น หากผู้เป็นเจ้าทั้งสองไปที่ป่านั้นแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ขอให้ท่านรออยู่ในอาศรมนี้เถิด”

        แม้พระราชาจะยกเหตุผลกล่าวอ้างเช่นนั้น แต่ฤษีทั้งสองก็ยังคงยืนกรานแสดงเหตุว่าตนมิได้หวาดกลัวต่อสัตว์ร้ายเหล่านั้นเลย
 
        เพราะอานุภาพแห่งเมตตาจิตที่เจริญอยู่เนืองนิตย์ ย่อมยังสัตว์ที่ดุร้ายให้อ่อนโยนลงได้ ทุกูลฤษีจึงกล่าวไปว่า “ข้าแต่มหาราช แม้ในป่านั้นจะเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ตั้งร้อย ตั้งพันหรือตั้งหมื่น อาตมาทั้งสองก็ไม่มีความหวาดกลัวในสัตว์ร้ายพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย”

        ครั้นได้สดับคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้นเข้า พระราชาจึงทรงยินยอมที่จะนำสองฤษีนั้นไปหาสุวรรณสาม  พระราชาทรงจูงมือสองฤษีผู้ตาบอด ค่อยๆคลำทางเข้าไปในป่าใหญ่

        จนกระทั่งมาถึงสถานที่ที่สุวรรณสามนอนสงบนิ่งอยู่ที่ริมหาดทรายท่าน้ำมิคสัมมตา 


        เพียงสองฤษีรู้ว่าพวกตนมาถึงบุตรแล้วเท่านั้น ก็ทรุดกายลงเข้าไปประคองร่างของลูกแล้วร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ  ฤษีผู้เป็นบิดาได้ช้อนศีรษะขึ้นประคองไว้บนตัก

        ฤษิณีผู้เป็นมารดา ได้ยกเท้าทั้งสองขึ้นกอดไว้แนบอก แล้วพร่ำรำพันอยู่ว่า “โธ่พ่อสามะของแม่ เจ้าต้องมานอนเกลือกเปื้อนฝุ่นทราย ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ดุจดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ตกลงสู่ผืนดินเสียแล้ว โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย

        ...พ่อสามะผู้งดงามของแม่  เจ้ามาหลับใหลเหมือนคนเมาสุราไม่ยอมลุกขึ้นสักที  เจ้าขัดเคืองใครหรือจึงไม่ยอมพูดจาอะไรกับแม่บ้างเลย” 

        ทุกูลฤษีก็มิอาจระงับความโศกาดูรไว้ได้เช่นกัน ได้รำพึงรำพันว่า “เจ้าเคยปฏิบัติบำรุงเราทั้งสองผู้ตาบอด แต่มาบัดนี้ เจ้าต้องจากพ่อไปแล้วหรือ ต่อจากนี้ไป ใครเล่าจะชำระชฎาคราวที่เปื้อนฝุ่นละอองของพ่อ  ใครเล่าจะจับไม้กวาดคอยปัดกวาดอาศรม

        ...ไม่มีเจ้าแล้ว พ่อกับแม่จะบริโภคมูลผลาผลอย่างไรกัน พ่อกับแม่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางป่าร้างเช่นนี้”


        นี่แหละคือรสชาติของชีวิต ที่มีสุขบ้างทุกข์บ้างปนกันไป เพราะเมื่อยังต้องเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ ก็จะต้องมีพ่อมีแม่ผู้ให้กำเนิดก่อให้เกิดกายตนขึ้นมา และยังต้องคอยเลี้ยงดูอุ้มชูให้เติบใหญ่ ย่อมจะเกิดความรักและผูกพันเป็นธรรมดา

        แต่เมื่อคราวใดที่พ่อแม่ผู้เป็นที่รักและห่วงไย เป็นที่พึ่งพาอาศัยต้องมาตายจากไปก่อน ซึ่งก็จะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่ใครๆ ก็ย่อมรู้ แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เกิดความเศร้าโศกแก่ผู้เป็นลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได

        หรือคราวใดที่ลูกสุดที่รัก ที่ตนก่อกำเนิดให้เกิดมา ได้เคยทนุถนอมเลี้ยงดูอุ้มชูจนเติบใหญ่ เมื่อลูกมาตายจากไปเสียก่อน ก็ยิ่งยังความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่อย่างสุดที่จะทน อย่างที่ฤษีทั้งสองประสบอยู่ในขณะนี้

        ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ความเศร้าโศกย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ภัยย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความเศร้าโศกย่อมไม่มีแก่ผู้ตัดความผูกพันจากสิ่งอันเป็นรักได้แล้ว เมื่อความโศกเศร้าไม่มี ภัยจักมีแต่ไหน”


        ฝ่ายฤษีทั้งสองได้เศร้าโศกอยู่กับร่างของบุตร นึกถึงการที่ตนได้สละเหย้าเรือนออกบวชก็เพื่อสลัดตัดอาลัยในทุกสิ่ง จะได้ประพฤติธรรมอยู่อย่างสงบและร่มเย็น

        แต่ท้าวสักกเทวราชก็ยังเสด็จมาประทานบุตรให้ ในเมื่อทรงรู้ว่าให้เขามาแล้วเขาจะต้องมาตายจากไป แล้วพระองค์จะทรงประทานมาทำไม ปล่อยให้เราตาบอดตายเสียในป่ายังจะดีกว่าการที่ต้องมาทุกข์เพราะพลัดพรากจากบุตรอย่างนี้ ฤษีทั้งสองพร่ำรำพรรณอยู่อย่างนั้นไม่รู้จะทำประการใด ส่วนว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:18:16 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 18
 


        จากตอนที่แล้ว นางปาริกาได้ตอบปฏิเสธความอารีของพระเจ้าปิลยักขราชที่พระองค์จะทรงขออยู่รับใช้ว่า ไม่สมควรเลยที่พระองค์จะทรงยอมลำบากมาเลี้ยงดูพวกเราผู้ตาบอดเช่นนี้ พวกเราขอเพียงได้พบกับสุวรรณสาม ได้สัมผัสดวงหน้าอันงดงามของเธออีกสักครั้งหนึ่งก็พอ

        พระราชาทรงลำบากพระทัยยิ่งนักที่จะพาสองฤษีไปดูสภาพของบุตร ซึ่งเปื้อนไปด้วยเลือด นอนคลุกทรายอยู่เช่นนั้น เมื่อทรงเห็นดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าจึงตรัสว่า  ในยามนี้ก็ใกล้มืดแล้ว สุวรรณสามอยู่ในป่าใหญ่ฟากโน้น ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ผู้เป็นเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งไปเลย

        แต่ฤษีทั้งสองก็ยังคงยืนยันที่จะไปให้ได้ โดยได้พูดว่า ในป่าแม้จะเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน เราทั้งสองก็ไม่กลัวสัตว์ป่าเหล่านั้น พระราชาได้สดับคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น จึงทรงยินยอมนำฤษีทั้งสองไปหาสุวรรณสาม โดยทรงจูงมือฤษีผู้ตาบอดคลำทางเข้าไปในป่าใหญ่
 
        เมื่อรู้ว่าตนมาถึงลูกแล้ว ฤษีทั้งสองก็ทรุดกายลงประคองร่างของลูกร่ำไห้  ฤษีผู้บิดาได้ช้อนศีรษะขึ้นวางไว้บนตัก ฤษิณีผู้มารดา ได้ยกเท้าทั้งสองขึ้นกอดไว้แนบอก รำพันว่า พ่อสามะของแม่ เจ้าต้องมานอนเกลือกฝุ่นทราย เจ้ามาหลับใหลเหมือนคนเมาสุรา  เจ้าโกรธเคืองใครหรือจึงไม่ยอมพูดจาอะไรกับแม่บ้างเลย 


        ทุกูลฤษีก็มิอาจระงับความโศกาดูรไว้เช่นกัน ได้รำพัน เจ้าต้องจากพ่อไปจริงๆ หรือ ต่อจากนี้ไป ใครเล่าจะชำระชฎาคราวที่เปื้อนฝุ่นละอองของพ่อ  ใครเล่าจะจับไม้กวาดคอยปัดกวาดอาศรม ไม่มีเจ้าแล้วพ่อกับแม่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางป่าร้างเช่นนี้

        ฝ่ายฤษิณีก็โศกครวญไม่แพ้กัน ได้บ่นเพ้อเป็นหนักหนา ใช้สองมือลูบคลำดวงหน้าและสรีระของสุวรรณสาม เหมือนดั่งว่าจะได้เห็นได้สัมผัสบุตรเป็นครั้งสุดท้าย   

        และแล้วเมื่อนางเอามือไปอังที่หน้าอกสุวรรณสาม นางได้สัมผัสกับความอบอุ่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์ จึงฉุกคิดขึ้นว่า “ธรรมดาคนที่ตายแล้วนั้นร่างกายย่อมเย็นเยือก แต่ลูกของเราร่างกายยังอุ่นอยู่ ลูกเรายังไม่ตายกระมัง”

        เมื่อรู้ว่า สุวรรณสามพระโพธิสัตว์นั้นยังไม่ตาย นางปาริกาฤษิณีก็ดีใจยิ่งนัก ได้ร้องบอกทุกูลฤษีว่า  “ท่านทุกูละ ลูกของเรายังไม่ตายกระมัง ร่างกายลูกของเรายังอบอุ่นอยู่ ท่านดูสิ ลูกเรายังไม่ตาย”


        ด้วยความรักในบุตร นางจึงคิดหาวิธีที่จะช่วยบุตรให้กลับฟื้นขึ้นมาให้ได้ ครั้นไม่เห็นหนทางอื่นใดที่จะช่วยลูกได้ นางจึงประนมมือขึ้น ระลึกถึงบุญ และคุณความดีที่สุวรรณสามได้กระทำมาโดยตลอด

        แล้วตั้งสัจกิริยาเบื้องหน้าร่างอันแน่นิ่งของบุตรว่า “ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะของเรา ได้เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ    ได้เป็นผู้ประพฤติดังพรหมเป็นปกติ

        ...ได้เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริงมาโดยตลอด ได้เป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เป็นผู้ประพฤติยำเกรงต่อท่านผู้เจริญในสกุล ทั้งยังเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของข้าพเจ้า

        ... ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงทั้งหมดนี้ ขอให้พิษของลูกสามะจงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามะกระทำแล้วแก่เรา และแก่บิดาของเธอ หากมีอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้ด้วยเถิด”
 
        เมื่อนางปาริกาฤษิณีได้ตั้งสัจจกิริยาจบลง อานุภาพแห่งคำสัตย์นั้น ทำให้ร่างกายที่แข็งกระด้างประหนึ่งท่อนไม้ บัดนี้เริ่มอ่อนนุ่ม และเริ่มขยับตัวได้

        เมื่อทุกคนเห็นดังนั้น ก็ดีใจอย่างสุดประมาณ ทุกูลฤษีจึงรีบตั้งสัจจกิริยาตอกย้ำในคำกล่าวเดียวกับนางปาริกาว่า “ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะ เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ

        ...ได้เป็นผู้ประพฤติดังพรหมเป็นปกติ ได้เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริงมาโดยตลอด ได้เป็นผู้เลี้ยงดูบิดามารดา เป็นผู้ประพฤติยำเกรงต่อท่านผู้เจริญในสกุล และเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

        ...ด้วยการกล่าวความจริงนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไป บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามะกระทำแล้วแก่เรา และแก่มารดาของเธอ หากมีอยู่ ด้วยอานุภาพบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอพิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้ด้วยเถิด”


        เมื่อสิ้นคำสัตย์ของทุกูลฤษีแล้ว ร่างของพระโพธิสัตว์ก็พลิกตัวกลับสู่อีกด้านหนึ่งแต่ยังไม่ฟื้นคืนสติแต่อย่างใด   

        ในขณะนั้นเอง นางเทพธิดาพสุนทรี ซึ่งเป็นมารดาในครั้งอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ บัดนี้อาศัยอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ได้ใช้ทิพยจักษุเล็งแลมายังพระโพธิสัตว์ตลอดเวลา

        ครั้นเห็นฤษีทั้งสองตั้งสัจกิริยาเพื่อช่วยสุวรรณสามแล้ว นางจึงอันตรธานจากภูเขาคันธมาทน์ มาปรากฏกายอยู่เบื้องบนนภากาศ เหนือฤษีทั้งสาม

        แล้วกล่าวสัจจวาจาเพื่อช่วยสุวรรณสามว่า “เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มาตลอดกาลนาน ใครอื่นที่จะเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสุวรรณสามนั้นไม่มีเลย

        ...ณ คันธมาทน์บรรพตแห่งนี้มากมีด้วยต้นไม้ ล้วนเป็นไม้หอมทั้งหมด ไม่มีต้นไม้ใดที่ปราศจากกลิ่นหอม ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามะกุมารจงหายไปด้วยเถิด”


        เมื่อสิ้นเสียงของนางเทพธิดาพสุนทรี เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็พลันบังเกิดขึ้นพร้อมกันถึง 4 อย่างคือ  ความเจ็บป่วยของสุวรรณสามพระโพธิสัตว์ได้คลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง แม้รอยแผลอันเกิดจากการถูกยิงก็กลับเลือนหายไปไม่ปรากฏรอยแผลใดๆเลย   

        ประการที่สอง ฤษีผู้เป็นบิดามารดาพระโพธิสัตว์ได้ดวงตากลับคืนมา สามารถมองเห็นเป็นปกติดังเดิม

        ประการที่สาม ชนทั้งหมด คือ สุวรรณสาม ฤษีทั้งสอง และพระราชานั้น ได้หายตัวจากริมฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตาไปปรากฏตัวอยู่ที่อาศรมอย่างเป็นอัศจรรย์

        และเหตุการณ์ทั้งสามนั้น บังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับแสงแห่งอรุณรุ่งพลันปรากฏขึ้นที่ฟากฟ้าเบื้องบูรพทิศ ขับไล่ความมืดมิดให้เลือนหายจากผืนป่าอีกคราหนึ่ง

        ชนทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี ดวงหน้าที่เศร้าโศกเมื่อครู่บัดนี้ได้กลายเป็นยิ้มแย้มเบิกบาน  สุวรรณสามได้กล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ฟื้นคืนสติว่า  “ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านด้วยเถิด”


        กล่าวดังนี้แล้วก็ได้พยุงกายลุกขึ้น แล้วกล่าวต่ออีกว่า “ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยสวัสดี ขอท่านทั้งสองอย่าได้คร่ำครวญอีกเลย จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะดังเดิมเถิด”

        นี้คืออานุภาพแห่งคุณความดีที่ท่านทั้งสามได้บำเพ็ญมา เมื่อได้ผนวกกับสัจกิริยาที่ท่านฤษีทั้งสองได้กล่าวอ้างแล้ว ก็เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ สามารถขับไล่พิษร้ายของอสรพิษให้จางหายไป ดังนั้น ความดีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะหากปราศจากความดีแล้ว เมื่อยามทุกข์เข็ญมาเยือนเราจะกล่าวอ้างสิ่งใด ส่วนเหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2552, 15:19:06 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  สุวรรณสาม   ผู้ยิ่งด้วยเมตตาบารมี  ตอนที่ 19


 
        จากตอนที่แล้ว ปาริกาฤษิณีได้เอามือไปอังที่หน้าอกสุวรรณสาม ได้สัมผัสไออุ่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์จึงฉุกคิดว่า คนที่ตายแล้วร่างกายย่อมเย็นเยือก แต่ลูกของเราร่างกายยังอุ่นอยู่ ลูกเรายังไม่ตายกระมัง จึงได้ร้องบอกทุกูลฤษีว่า  ท่านทุกูละ ลูกเรายังไม่ตาย ร่างกายยังอุ่นอยู่

        จากนั้นนางจึงได้ระลึกถึงบุญ แล้วตั้งสัจกิริยาว่า ตลอดกาลที่ผ่านมา ลูกสามะของเรา  ได้เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ เป็นผู้กล่าวคำสัตย์จริง เลี้ยงดูบิดามารดา เคารพยำเกรงผู้ใหญ่ในสกุล  ด้วยคำสัตย์นี้ ขอให้พิษของลูกสามะจงหายไปในบัดนี้เถิด

        สิ้นสัจกิริยา ร่างของพระโพธิสัตว์ที่แข็งกระด้างก็เริ่มอ่อนนุ่ม และขยับตัวได้ ทุกูลฤษีเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงรีบตั้งสัจกิริยาเช่นเดียวกับนางปาริกา  พระโพธิสัตว์ก็พลิกตัวกลับสู่อีกด้านหนึ่ง


        ส่วนนางเทพธิดาพสุนทรี ผู้เฝ้าพิทักษ์พระโพธิสัตว์มาตลอด ก็ได้กระทำสัจกิริยาบ้างว่า เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน ใครอื่นที่จะเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสุวรรณสามนี้ไม่มีเลย ด้วยคำสัตย์นี้ ขอพิษของสามะกุมารจงหายไปเถิด

        สิ้นเสียงของเทพธิดา ร่างกายของพระโพธิสัตว์ก็กลับเป็นปกติ แม้รอยแผลที่ถูกยิงก็เลือนหาย   ฤษีผู้เป็นบิดามารดาก็สามารถมองเห็นได้ดังเดิม ชนทั้งหมด คือ ฤษีทั้งสาม และพระราชา ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่อาศรมอย่างอัศจรรย์ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้น พร้อมกับแสงแห่งอรุณรุ่งปรากฏขึ้นที่ฟากฟ้า

        ชนทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี สุวรรณสามได้กล่าวทักทายให้บิดามารดาได้เบาใจ แล้วจึงหันมาทูลปฏิสันถารกับพระราชาด้วยดวงใจอันเต็มเปี่ยมด้วยมหากรุณา มิได้มีความแค้นเคืองเจืออยู่เลยแม้แต่น้อยว่า “ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาในที่นี่ เป็นการเสด็จมาดีแล้ว


        พระองค์เสด็จมาไกลทั้งยังมิได้เสวยอะไรเลย ขอเชิญเสวยผลไม้น้อยใหญ่ตามที่พอจะหาได้ในป่าเหล่านี้ ขอได้โปรดเลือกเสวยผลที่ดีๆเถิด หากพระองค์ทรงกระหาย ขอจงทรงดื่มน้ำเย็น มีรสจืดสนิทที่นำมาจากแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งไหลมาจากซอกเขาเถิด”

        พระเจ้าปิลยักขราช ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ก็ทรงอัศจรรย์ ได้ทรงรำพึงขึ้นว่า “ข้าพเจ้าคงหลงไปเสียแล้ว คงหลงเอามากทีเดียว ก็ท่านสามะได้ตายไปแล้วมิใช่หรือ แต่ทำไมท่านจึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ”

        “ข้าแต่มหาราช พระองค์อาจสำคัญข้าพเจ้าผู้เสวยทุกขเวทนาอย่างหนักว่าตายแล้ว    แต่ความจริงแล้ว ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่”

        “ข้าแต่มหาราช  ..บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมแก้ไขคุ้มครองบุคคลผู้นั้น   บุคคลใดเลี้ยงดูบิดามารดาโดยธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้นั้นในโลกนี้ เมื่อเขาละจากโลกไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”

        พระราชาสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ทรงมีดำริว่า “น่าอัศจรรย์จริง เราเพิ่งประจักษ์ถึงอานุภาพแห่งความกตัญญูกตเวทีก็ในวันนี้เอง แม้เทวดาทั้งหลายก็ช่วยเยียวยาโรคภัยที่เกิดแก่บุคคลผู้เลี้ยงดูบิดามารดาได้ สามะบัณฑิตนี้เป็นบุคคลน่าอัศจรรย์เหลือเกิน”


        ดำริฉะนี้แล้วก็ประคองอัญชลี พร้อมทั้งตรัสว่า  “ข้าพเจ้านี้คงหลงเอามากจริงๆ มืดไปทั่วทุกทิศ ท่านสามะบัณฑิต ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ และขอท่านจงเป็นที่พึ่งให้แก่ข้าพเจ้าเพื่อไปสู่เทวโลกด้วยเถิด”

        สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้ทูลพระราชาว่า “ข้าแต่มหาราช ถ้าพระองค์มีพระประสงค์จะไปสู่เทวโลก ทรงปรารถนาจะบริโภคทิพยสมบัติ ขอจงทรงประพฤติทศพิธราชธรรมเหล่านี้เถิด”

        “ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกพระชนนี ในพระโอรสและพระมเหสี ในมิตรและอมาตย์ ในสัตว์พาหนะและพลนิกาย ในชาวบ้านและชาวนิคม
 
        ในชาวแว่นแคว้นและชาวชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ในฝูงมฤคและฝูงปักษีเถิด ครั้นทรงประพฤติธรรมแล้ว เมื่อจากโลกนี้ไป จักเสด็จไปสู่สวรรค์”

        “ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมแล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

        ...ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์

        ...ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด พระอินทร์กับทั้งเทพเจ้า พร้อมทั้งเหล่าพรหม ได้เข้าถึงทิพยสถาน ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์อย่าทรงประมาทในธรรม”


        ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ได้ถวายโอวาทที่ยิ่งขึ้นไป ด้วยการแสดงศีล 5 ไปตามลำดับ และถวายศีล 5 นั้นแด่พระราชา  พระเจ้าปิลยักขราช ทรงประนมพระหัตถ์เหนือพระเศียรรับโอวาทและศีลจากพระโพธิสัตว์ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์ด้วยความเคารพ

        จากนั้น ก็ได้ทรงขอขมาโทษต่อพระโพธิสัตว์ ขอขมาโทษทุกูลฤษี และปาริกาฤษิณี แล้วจึงเสด็จกลับสู่กรุงพาราณสี 

        นับแต่นั้นมา พระราชาทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยทศพิธราชธรรม ทั้งทรงประพฤติธรรม บำเพ็ญพระราชกุศลมีการทำทาน และรักษาศีลเป็นต้น 

        ทรงดำรงพระองค์ให้เป็นแบบอย่าง และแนะนำหนทางไปสู่สวรรค์ให้แก่เหล่าพสกนิกรเรื่อยมาจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อสวรรคตแล้ว ได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ 


        ฝ่ายพระโพธิสัตว์ แม้ฤษีผู้เป็นบิดามารดาจะได้ดวงตาคืนมา มองเห็นเป็นปกติดังเดิมแล้ว แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังคงปฏิบัติบำรุงบิดามารดาเหมือนดังเดิม มิให้ท่านทั้งสองต้องลำบากกายลำบากใจ

        สุวรรณสามพระโพธิสัตว์และฤษีผู้เป็นบิดามารดา ก็ได้บำเพ็ญสมณะธรรมด้วยความไม่ประมาท ได้เจริญเมตตาภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ในที่สุดจึงยังอภิญญา 5 และสมาบัติให้บังเกิดขึ้น

        มิได้เสื่อมจากฌานจนสิ้นอายุขัย เมื่อละจากอัตภาพนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบิดามารดาได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

         พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสามชาดกจบลงแล้ว จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงดูบิดามารดานั้น ชื่อว่าเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย”  ตรัสดังนี้แล้วพระพุทธองค์จึงทรงประกาศอริยสัจสี่


        ฝ่ายภิกษุผู้เลี้ยงดูบิดามารดานั้นสดับพระดำรัสของพระพุทธองค์มาโดยตลอด ทั้งน้อมใจไปตามกระแสพระดำรัสด้วยใจที่สงบนิ่ง  ที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้เลี้ยงบิดามารดาก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในพระพุทธศาสนา

        ครั้นแล้วพระบรมศาสดาจึงทรงประชุมชาดกว่า  พระราชาปิลยักขราชในกาลนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์เถระในกาลนี้  พสุนธรีเทพธิดา ได้มาเป็นอุบลวรรณาเถรี  ท้าวสักกะเทวราช ได้มาเป็นพระอนุรุทธะเถระ 

        ทุกูลฤษีผู้เป็นบิดา ได้มาเป็นพระมหากัสสปะเถระ  นางปาริกาผู้เป็นมารดา ได้มาเป็นนางภัททกาปิลานีเถรี ส่วนสุวรรณสามบัณฑิตในครั้งนั้น  คือเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล

        เรื่องสุวรรณสามโพธิสัตว์นี้ เป็นแบบอย่างให้เราได้ทราบถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมี ซึ่งเมื่อบุคคลใดได้เจริญเมตตาภาวนาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ย่อมทำให้เป็นผู้ไม่มีเวรไม่มีภัยต่อใคร แม้เหล่าสัตว์ร้ายที่พูดคุยกับไม่รู้เรื่อง เมื่อได้สัมผัสกระแสแห่งเมตตาแล้วก็ยังเกิดความคุ้นเชื่อง ไม่มีจิตคิดเบียดเบียน

        การเจริญเมตตานั้น เป็นการบำเพ็ญบุญอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเจริญอย่างต่อเนื่องก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมี แถมยังมีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัยในปัจจุบัน ทำให้หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์เทวดา และสัตว์ทั้งหลาย เมื่อจะละโลกก็มีอานิสงส์ทำให้จิตผ่องใส ส่งให้ไปเกิดในเทวโลก


        ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงหมั่นบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และเจริญเมตตาจิตให้เกิดขึ้น โดยการนึกถึงความรักตัวเองเป็นต้นแบบ ว่าเรารักตนเอง ปรารถนาความสุขความเจริญให้แก่ตัวเราเองเช่นไร เราก็นึกแผ่ขยายความรักความความปรารถนาดีไปยังบุคคลอื่น สัตว์และสิ่งอื่นเช่นเดียวกันนั้น ก็จะได้ชื่อว่า ทำตามแบบอย่างพระบรมศาสดา

        ชีวิตของเราก็จะมีแต่เจริญขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว เพราะบุคคลผู้เป็นที่รักของมหาชนนั้น จะประกอบกิจการงานสิ่งใด ก็ย่อมได้รับการช่วยเหลือค้ำจุน จะสั่งสมบุญสร้างบารมี ก็จะมีผู้คอยสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จอย่างง่ายๆ จะมีความสุขความเจริญอย่างต่อเนื่อง ตราบวันเข้าถึงบรมสุขคือพระนิพพาน
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: