Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 ธันวาคม, 2561, 16:25:20

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต)  (อ่าน 2423 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,645
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2551, 19:45:45 »

ประวัติ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต)
อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน และเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ
อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ชาติภูมิ
พระครูพิพัฒน์สิริธร นามเดิมว่า คง นามสกุล มากหนู ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๔๕ จ.ศ. ๑๒๖๔ ร.ศ. ๑๒๑ ณ บ้านทุ่งสำโรง หมู่ที่ ๘ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายสง มากหนู และนางแย้ม มากหนู มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๔ คน คือ
๑. นายปลอด มากหนู
๒. นายกล่ำ มากหนู
๓. นายกราย มากหนู
๔. พระครูพิพัฒน์สิริธร

ปฐมวัย

บิดามารดาได้ถึงแก่กรรมเมื่อเด็กชายคงยังอยู่ในวัยเยาว์ จึงตกอยู่ในอุปการะของนายชูและนางแก้ว เกตุนุ้ย ผู้เป็นญาติ เมื่อมีอายุพอสมควรแล้ว นายชูได้นำมาฝากกับพระครูสิทธยาภิรัต (เอียด ปทุมมฺมสโร) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนศาลา และเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนืออยู่ในขณะนั้น เพื่อให้ศึกษาอักษรสมัย ในระยะแรกได้ศึกษาเล่าเรียนจากพระครูสิทธยาภิรัตโดยตรง ต่อมาเมื่อทางวัดได้จัดตั้งโรงเรียนของวัดจนจบชั้นสูงสุดของการศึกษาสมัยนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒

บรรพชาอุปสมบท

เมื่อเด็กชายคง มีอายุได้ ๒๐ ปี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสุนทรวาส ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน เมื่อวันจันทร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๓ กรกฏาคม ๒๔๖๕ โดยมีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุลทอง ตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน เป็นอุปัชฌาย์ พระครูสิทธยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) วัดดอนศาลาเป็นพระศีลาจารย์ เมื่อบรรพชาแล้วได้กลับไปอยู่วัดดอนศาลากับพระครูสิทธยาภิรัตผู้เป็นอาจารย์ และในปีต่อมาก็ได้รับการอุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๖๖ ณ วัดดอนศาลา โดยมีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุลทอง เป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการหนู วัดเกาะยาง ตำบลนาขยาด เป็นกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ?สิริมโต? และคงอยู่ที่วัดดอนศาลาตามเดิม
เมื่ออุปสมบทแล้ว พระคง สิริมโต ได้ไปศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดพิกุลทอง จนสอบนักธรรมตรีได้ในปีนั้น ท่านตั้งใจที่จะศึกษาให้จบหลักสูตรนักธรรม แต่เนื่องจากท่านมีสุขภาพไม่ดี มักจะเจ็บป่วยอยู่เสมอ ประกอบกับในสมัยนั้นการหาครูสอนพระปริยัติธรรม มิใช่หาง่ายนัก จึงเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของท่าน
นอกจากท่านศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว ท่านใสใจศึกษาวิชาทางด้านไสยศาสตร์อีกด้วย และท่านก็ได้ศึกษาจากพระครูสิทธยาภิรัต (อาจารย์เอียด) ผู้เป็นอาจารย์ของท่านเอง ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาแขนงนี้จากอาจารย์ของท่านจนมีความรู้แตกฉาน แต่ท่านไม่พอใจอยู่แค่นั้น ได้พยายามศึกษาเพิ่มเติมจากตำรับตำราไสยศาสตร์ของท่านอาจารย์เฒ่าวัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในวิชาไสยศาสตร์สมัยนั้น ท่านได้ศึกษาจนมีความรู้แตกฉานและทรงวิทยคุณในวิชาแขนงนี้ จนในระยะหลัง ต่อมาท่านได้เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือจากประชาชนทั่วไปทั้งในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดอื่น ๆ มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วไป และต่างก็เรียกนามท่านว่าอาจารย์คงบ้าง หลวงพ่อคงบ้าง แม้ในสมัยหลัง ที่ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒน์สิริธรแล้วประชาชนทั่วไปรวมทั้งลูกศิษย์ของท่าน ก็ยังเรียกท่านว่า อาจารย์คง หรือหลวงพ่อคงอยู่เช่นเดิม แทบจะไม่ได้ยินเรียกจากปากผู้ใดว่า ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร เลย
ในระยะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพไม่สงบสุขจากผู้ก่อการร้ายในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ท่านกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ได้ร่วมกันสร้างพระเครื่องของวัดบ้านสวนขึ้นจำนวนหนึ่ง ประกอบพิธีทั้งพุทธภิเษก และปลุกเสกด้วยตัวท่านเองเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๑ แล้วนำแจกจ่ายบำรุงขวัญแก่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนผู้ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยอันตรายอยู่ในแดนที่มีผู้ก่อการร้าย ในจังหวัดภาคใต้ และภาคเหนือโดยท่านกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี เดินทางไปแจกจ่ายด้วยตัวเอง และพระเครื่องอีกจำนวนหนึ่งได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพระราชทานแก่ ทหาร ตำรวจ หน่วยต่าง ๆ ต่อไป

สมณศักดิ์ และหน้าที่ทางคณะสงฆ์

พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน อำเภอควนขนุน
พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรม ในพระครูกัลยาณปรากรมนิวิฎฐ์ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน
พ.ศ. ๒๔๘๗ รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน
พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้เลื่อนสมณศักดิ์จากพระใบฎีกาเป็นพระครูชั้นประทวน คือ พระครูคง สิริมโต
พ.ศ. ๒๔๙๒ เนื่องจากพระครูสิทธยาภิรัต เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา และเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๙๑ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน จึงมอบหมายให้ท่านรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ
พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ และท่านดำรงตำแหน่งนี้จนถึงมรณภาพ
พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ ในเขตตำบลมะกอกเหนือ และยังได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอให้เป็นพระอุปัชฌายะในตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลปันแต เป็นต้น ตามบันทึกหลักฐานปรากฎว่า ตั้งแต่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ ท่านได้ให้บรรพชาอุปสมบทครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๖ และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๗ ก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพเพียง ๕ วัน รวมเวลาที่ท่านได้เป็นอุปัชฌายะ ๒๒ ปี ได้ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๒,๓๘๗ รูป ปัจจุบันนี้ ลัทธิวิหาริกของท่านก็ยังอยู่ในสมณเพศ จำนวนประมาณ ๓๐ รูปเศษ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร พระครูประทวน เป็นพระสังฆาธิการและเป็นมหาเปรียญก็มีมาก
พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒน์สิริธร ซึ่งเป็นพระครูสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ และท่านดำรงอยู่ในสมณศักดิ์นี้จนถึงวันมรณภาพ

การพัฒนาวัด และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

เมื่อวัดบ้านสวน อำเภอควนขนุนได้ว่างเจ้าอาวาสปกครองวัด ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันไปขอพระสงฆ์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนจากพระครูสิทธยาภิรัต วัดดอนศาลาซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบล ขณะนั้นที่วัดดอนศาลามีพระสงฆ์ที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิพอจะส่งไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่หลายรูป แต่พระครูสิทธยาภิรัตประสงค์จะให้ชาวบ้านเป็นผู้เลือกเอง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันขอพระคง สิริมโต ไปเป็นเจ้าอาวาส ทั้งนี้เพราะพระคงมีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น มีอัธยาศัยดี มีบุคลิกลักษณะเหมาะสม เป็นผู้เอางานเอาการ สามารถที่จะพัฒนาวัดให้เจริญได้ ประกอบกับพระคงเป็นผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติพระธรรมวินัย จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก่อน ดั้งนั้นพระครูสิทธยาภิรัต เจ้าคณะตำบลจึงแต่งตั้งให้พระคง สิริมโต ไปรักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนตามความประสงค์ของชาวบ้าน
เมื่อพระคง สิริมโต ได้มาปกครองวัดบ้านสวนแล้วท่านก็ได้เริ่มงานพัฒนาวัดทันที โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ตั้งแต่ท่านได้เข้ามาปกครองวัดบ้านสวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงวันท่านมรณภาพ เป็นเวลา ๔๓ ปี ท่านได้พัฒนาวัดและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ได้หมด จะขอนำผลงานของท่านเฉพาะที่ควรจะพูดถึงมากล่าวไว้เป็นบางส่วน คือ

ผลงานของพระครูพิพัฒน์สิริธร (หลวงพ่อคง)

๑. พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้จัดให้มีการศักษาหนังสือไทยแก่เด็กชาวบ้านขึ้นในวัด โดยอาศัยศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานที่ศึกษา แทนโรงเรียน ให้พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นครูสอนสมัยนั้นเรียกว่า โรงเรียนวัด การศึกษาได้เจริญเป็นลำดับมาจนภายหลังได้ก่อสร้างเป็นโรงเรียน และยกฐานะจากโรงเรียนวัดเป็นโรงเรียนประชาบาล มีชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ ๒ (วัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) และการศึกษาได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนปัจจุบันนี้ได้เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ป.๑ ถึง ป.๖ จึงนับได้ว่าท่านเป็นผู้เริ่มแรกในการจัดตั้งโรงเรียนของวัดบ้านสวน เพื่อการศึกษาของเด็ก ๆ ลูกชาวบ้านแถบนั้น
๒. พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้จัดตั้งสำนักเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นซึ่งในชั้นแรกท่านทำหน้าที่เป็นผู้สอน เพราะสมัยนั้นหาครูสอนพระปริยัติธรรมยากมาก ระยะหลังต่อมาเมื่อได้ครูสอนแล้วท่านจึงหยุดสอน การศึกษาพระปริยัติธรรมของสำนักวัดนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ภิกษุสามเณรที่ได้รับการศึกษาอยู่ในสำนักวัดนี้แล้วได้ออกไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานครบ้าง ที่จังหวัดอื่นบ้างจนเป็นมหาเปรียญก็มีมาก และที่เป็นพระราชาคณะก็มี เช่น พระศรีวิสุทธิเวที (จันทร์ กิจฺจสาโร ป.ธ. ๙) รองเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เขตธนบุรี เป็นต้น
๓. พ.ศ. ๒๔๗๙ มีภิกษุสามเณรมาอยู่ที่วัดบ้านสวนมากขึ้น ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ ท่านจึงจัดสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลังมี๓ห้องสำหรับให้พระเณรอยู่อาศัยตลอดมา
๔. พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้จัดสร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง โดยความร่วมมือร่วมแรงของชาวบ้านช่วยกันสร้าง
๕. พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กศึกษาเล่าเรียน ๑ หลัง ตามแบบก่อสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ขนาดโรงเรียน ๘ x ๒๔ เมตร การจัดสร้างโรงเรียนหลังนี้ ท่านได้ดำเนินการจัดหาวัสดุมาก่อสร้างเอง เริ่มตั้งแต่ขออนุญาตทางราชการตัดไม่ในป่ามาเลี่อยเป็นแผ่นกระดาน สำหรับทำพื้นและฝา โรงเรียนนี้เดิมชื่อโรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ ๒ (วัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าโรงเรียนบ้านสวน (คงวิทยาคาร)
๖. พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้จัดหาทุนสร้างโต๊ะ เก้าอี้สำหรับครู ๒ ชุด โต๊ะและม้านั่งนักเรียน ๓๐ ชุด กระดานดำ ๓ แผ่น มอบให้เป็นสมบัติของโรงเรียนวัดบ้านสวน
๗. พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้จัดสร้างกุฏิสำหรับพระเณรอาศัยอีก ๑ หลัง เป็นกุฏิไม้ใต้ถุน
๘. พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้พิจารณาเห็นว่า การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมของสำนักวัดบ้านสวนเจริญขึ้นมาก มีภิกษุสามเณรมาศึกษามากขึ้นตามลำดับ สถานที่เดิมคับแคบไม่เพียงพอ ท่านจึงจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น ๑ หลัง เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาด ๖ x ๑๒ เมตร และใช้เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของภิกษุสามเณรมาจนถึงปัจจุบัน
๙. พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้สร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๖ x ๑๒ เมตร เป็นกุฏิไม้ใต้ถุนสูง
๑๐. พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้สร้างบ่อน้ำเพิ่มขึ้นอีก ๑ บ่อ จากเดิมซึ่งมีเพียงบ่อเดียว เพื่อสาธารณประโยชน์ทั้งวัดและชาวบ้านได้ใช้อาศัยในฤดูแล้ง
๑๑. พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จัดสร้างถนนเข้าสู่วัด จากถนนใหญ่สายควนขนุน ? ปากคลอง โดยความร่วมมือร่วมแรงของชาวบ้านช่วยกันทำ ถนนนี้ได้ทำพร้อมกัน ๒ สาย คือ สายทางทิศตะวันออก และสายทางทิศตะวันตกของวัด ระยะทางยาวสายละประมาณ ๔๐๐ เมตร
๑๒. พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้ชักชวนประชาชนและชาวบ้านในแถบใกล้วัดตัดสร้างถนนจากวัดบ้านสวน ๒ สาย สายแรกตัดไปทางทิศใต้ผ่านหมู่บ้านที่ ๖ ที่ ๕ ตำบลมะกอกเหนือไปสู่วัดแจ้ง (คอกวัว) ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง พัทลุง อีกสายหนึ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านหมู่ที่ ๖ ตำบลมะกอกเหนือ เข้าหมู่บ้านที่ ๓ ตำบลโตนดด้วน
๑๓. พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้จัดสร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๒ x ๙ เมตร เป็นกุฏิ ๒ ชั้น แบบครึ่งตึกขึ้นไม้ ความประสงค์เพื่อเป็นกุฏิสำหรับเจ้าอาวาส และท่านได้อยู่อาศัยที่กุฏิหลังนี้ตลอดมาจนถึงมรณภาพ
๑๔. พ.ศ. ๒๔๙๘ พระพุทธิธรรมธาดา เจ้าคณะอำเภอควนขนุนได้ชักชวนท่านไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ พร้อมกับท่านเจ้าคุณพระพุทธิธรรมธาดา ๑ พรรษา ออกพรรษาแล้วท่านเดินทางกลับวัดบ้านสวน และนำความรู้ที่ได้รับมาเปิดสอนอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ชาวบ้าน ปรากฎว่ามีอุบาสก อุบาสิกา ได้มารับการฝึกอบรมกันหลายคนและท่านเป็นผู้สอนเอง แต่เนื่องจากท่านมีภาระมากทั้งในด้านการพัฒนาวัด และการบริหารคณะสงฆ์ ไม่ค่อยมีเวลาสอนอบรม จึงทำให้การอบรมต้องงดไปโดยปริยาย เพราะไม่มีผู้ช่วย
๑๕. พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย ได้เดินทางเป็นคณะพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณพระพุทธิธรรมธาดาเป็นเวลาเดือนเศษ ตอนขากลับท่านได้นำเอาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดสืบต่อกันมาจากต้นเดิมมาด้วย ๒ ต้น ท่านได้นำมาปลูกไว้บนไหล่เขาวัดภูเขาทอง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ๑ ต้น ได้ทำพิธีปลูกเมื่อวันที่ ๘ ? ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๐ ส่วนอีก ๑ ต้น ท่านได้นำไปปลูกไว้ที่วัดในประเทศมาเลเซีย
๑๖. ในคราวที่ศิษยานุศิษย์ ตลอดถึงประชาชนที่เคารพนับถือท่านได้ร่วมใจกันจัดงานทำบุญอายุและฉลองพัดยศ เพื่อแสดงมุทิตาจิตในการที่ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒน์สิริธร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ แต่ได้มาจัดงานเมื่อวันที่ ๔-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ เพื่อจะได้ทำบุญอายุท่านเสียพร้อมกัน ปรากฎว่าคณะศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านได้บริจาคเงินให้ท่านจำนวนหนึ่ง แล้วแต่ท่านจะนำไปทำประโยชน์อะไร ท่านปรารภว่าประสงค์จะนำเงินจำนวนนี้สร้างกุฏิถวายไว้กับวัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง พัทลุง สักหลังหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ คณะศิษย์และผู้เคารพนับถือท่านก็ยินดีให้การสนับสนุน ท่านจึงสร้างกุฏิชั้นเดียว ขนาด ๕ x ๕ เมตร ถวายไว้กับวัดคูหาสวรรค์ ตั้งชื่อว่า ?กุฏิพิพัฒน์อนุสรณ์? และทางวัดก็ได้จัดกุฏิหลังนี้สำหรับเป็นที่พักเจ้าคณะพัทลุง
๑๗. พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านได้จัดสร้างหอระฆังขึ้น ๑ หอ ทุนก่อสร้างประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาท โดยนายแพทย์สวัสดิ์และคุณกันยา บุณยะกุล เป็นผู้บริจาคทุนก่อสร้างให้ทั้งหมด
๑๘. พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้สร้างถนนขึ้นอีก ๑ สาย จากวัดบ้านสวนไปสู่บ้านไสคำ หมู่ที่ ๑ ตำบลโตนดด้วน ระยะทางประมาณกิโลเมตรครึ่ง
๑๙. พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านพิจารณาเห็นว่า การเข้าวัดบำเพ็ญกุศลของญาติโยมให้คราวเทศกาลต่าง ๆ มีจำนวนมากขึ้น สถานที่ที่เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีเดิมค่อนข้างแคบไป ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง เป็นลักษณะชั้นเดียวไม่ยกพื้น ขนาด ๑๒ x ๑๒ เมตร สำหรับทายกทายิกาได้ใช้บำเพ็ญกุศล
๒๐. พ.ศ. ในปลายปี ๒๕๐๖ สถานที่ที่เล่าเรียนของโรงเรียนวัดบ้านสวนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นอีก ๑ หลัง ตามแบบกระทรวงศึกษาธิการขนาด ๘ x ๒๔ เมตร ใช้ทุนก่อสร้าง ๑๒๕,๐๐๐ บาท ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ ๓๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นได้จากการบริจาคของประชาชน
๒๑. พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้จัดสร้างเชิงตะกอนเผาศพพร้อมศาลาสำหรับทำพิธีศพ ๑ หลัง
๒๒. พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านได้ดำเนินการสร้างประปาขึ้นใช้ประจำวัด และโรงเรียนวัดบ้านสวน หอเก็บน้ำถังสูง ๑๐ เมตร จุน้ำประมาณ ๑๒,๐๐๐ ลิตร ใช้เงินค่าก่อสร้างประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับท่อประปาได้รับการช่วยเหลือจากอนามัยจังหวัดพัทลุง ช่วยจัดหาและติดตั้งให้จนเสร็จ
ได้สร้างกุฏิสำหรับภิกษุสามเณรขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๔ x ๘ ลักษณะชั้นเดียวยกพื้น
๒๓. พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ติดต่อกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพัทลุง ให้ช่วยติดตั้งและเดินสายไฟฟ้าเข้าวัดบ้านสวน ตลอดจนถึงย่านชุมชนในบริเวณใกล้วัดด้วย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพัทลุงได้ดำเนินการให้เป็นที่เรียบร้อยใช้ทุนในการสร้างประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท โดยประชาชนในละแวกนั้นได้ให้ความร่วมมือกับท่านช่วยกันออก

และในปีเดียวกันนี้ ท่านพิจารณาเห็นว่า อุโบสถหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้ล้วนและสร้างมานานแล้วชำรุดทรุดโทรมเกินที่จะซ่อมแซมได้ ประกอบกับการสร้างด้วยไม้ แม่จะซ่อมแซมแก้ไขอย่างไร ก็ยังไม่เป็นของถาวร ควรจะสร้างใหม่ด้วยวัสถุที่ถาวร ท่านจึงได้ปรึกษากับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ซึ่งเป็นศิษย์ที่ท่านไว้วางใจในกำลังความคิดและความสามารถ และทั้งยังเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของชาวจังหวัดพัทลุงและจังหวัดต่าง ๆ ทุกภาค นอกจากนั้นยังได้ปรึกษากับนายแก้ว พ่วงคง และนายเพ็ง พ่วงคง ซึ่งเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือโดยเฉพาะการก่อสร้างในศิลปะแบบไทยทั้งนายช่างทั้ง ๒ ดังกล่าวก็ยังเป็นศิษย์ของท่านด้วย เมื่อได้ปรึกษาหารือกันแล้วตกลงเห็นพ้องกันว่า สมควรจะสร้างพระอุโบสถใหม่ โดยมอบหมายให้ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร กับอาจารย์ชุม ไชยคีรี เป็นประธานจัดหาเงินทุนก่อสร้าง นายแก้ว กับนายเพ็ง พ่วงคง เป็นผู้เลือกแบบออกแบบและเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายก็ทำหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมาย ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธรกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ก็ดำเนินการหาทุนโดยการทำหนังสือ ชักชวนคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลัง และความสามารถบ้าง ชักชวนคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนจัดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง ไปทอดที่วัดบ้านสวน เพื่อรวบรวมเงินทุนขั้นแรกไว้ก่อน ส่วนนายแก้วก็ดำเนินการหาแบบเลือกแบบอุโบสถจากแบบของกรมศิลปกรบ้าง จากแบบพระอุโบสถที่ก่อสร้างแล้วของวัดอื่น ๆ บ้าง เมื่อนำมาพิจารณากันแล้วตกลงออกแบบเป็นพระอุโบสถ ๒ ชั้น ชั้นล่าง ขนาด ๑๘ x ๓๑ เมตร สูง ๓.๕ เมตร ชั้นบนซึ่งเป็นตัวอุโบสถสำหรับทำกิจของสงฆ์ขนาด ๘.๕ x ๒๓ เมตร สำหรับส่วนสูงจากพื้นชั้นล่างถึงฝ้าเพดาน ๑๐ เมตร จากเพดานถึงช่อฟ้า ๙ เมตร หลังคาลด ๓ ลด มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย โครงสร้างทั้งหมดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก งบประมาณก่อสร้างประมาณไว้ ๓ ล้านบาท


ความประสงค์ที่ให้สร้างเป็นแบบ ๒ ชั้น ก็เพื่อการประหยัดเท่ากับสร้างพระอุโบสถหลังเดียวจะได้ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง หรือโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๑ หลังด้วย เพราะชั้นล่างนั้นจะเป็นศาลาการเปรียญ สำหรับประกอบพิธีบุญในคราวมีเทศกาลได้ หรือจะใช้เป็นโรงเรียนหรือที่ประชุมอบรมภิกษุสามเณรก็ได้
เนื่องจากพระอุโบสถหลังนี้ ต้องใช้เงินทุนก่อสร้างมากกพอสมควร ไม่สามารถที่จะหาเงินทุนคราวเดียวให้เพียงพอจึงดำเนินไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่มีนโยบายว่าจะให้เสร็จเร็วที่สุด ทำให้เกิดภาระหนักทางฝ่ายประธานจัดหาทุนเมื่อได้ทุนขั้นแรกพอสมควรแล้วจึงได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๑๓ และประกอบพิธียกช่อฟ้าไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๕ นับแต่เริ่มก่อสร้างมาจนถึงบัดนี้ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ได้สิ้นเงินค่าก่อสร้างไปแล้ว ๒ ล้านบาทเศษ แต่พระอุโบสถยังไม่เสร็จเรียบร้อย ยังเหลือรายละเอียด ๆ เช่น ซุ้มประตู หน้าต่าง และลวดลายกนก เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะสำเร็จเรียบร้อยในเวลาอันไม่นานนี้ แต่เป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร ผู้เริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้มาถึงมรณภาพเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะได้เป็นผู้นำพระสงฆ์วัดบ้านสวนลงทำกิจสงฆ์ในพระอุโบสถหลังนี้เป็นองค์แรก ซึ่งมองเห็นความสำเร็จอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง
แม้ท่านจะได้จากคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนไปแล้วก็ตาม การก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้จะต้องดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน และให้ท่านได้ชื่นชมความสำเร็จในผลงานของท่านโดยทางญาณวิถี

๒๔. พ.ศ. ๒๕๑๖ โรงเรียนวัดบ้านสวน (คงวิทยาคาร) มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะทางโรงเรียนได้เปิดขยายชั้นเรียนออกไปถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งเดิมเปิดสอนแค่ชั้นประถมปีที ๔ เท่านั้น เป็นเหตุให้อาคารเรียนคับแคบไม่พอกับจำนวนนักเรียน ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่อีก ๑ หลัง ตามแบบเดิม ขาด ๘ x ๓๒ เมตร ๔ ห้องเรียน รวมค่าก่อสร้าง ๑๓๓,๐๐๐ บาท ในจำนวนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ ๘๐,๐๐๐ บาท แต่ขณะที่ก่อสร้างในช่วงหลังกำลังใกล้เสร็จ ท่านก็มาถึงมรณภาพเสียก่อน
๒๕. พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านกำลังดำเนินการก่อสร้างกุฏิขึ้นใหม่อีก ๑ หลัง ลักษณะ ๒ ชั้นขนาด ๗ x ๙ เมตร เป็นแบบเรือนไทย ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ การก่อสร้างนี้เป็นรายการสุดท้ายของท่านก่อนถึงวันมรณภาพ

วันมรณภาพ

วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๑๗ พระครูพิพัฒน์สิริธร ได้นำพระภิกษุสามเณรศิษย์วัด และญาติโยมบางคน ทำการปักรั้งขยายเขตระหว่างวัดกับโรงเรียนเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ ขณะกำลังทำงานอยู่นั้นมีฝนตกลงมาประปรายไม่ขาดระยะ ท่านก็ยังนำคณะทำรั้ววัดกลางสายฝนจนสำเร็จ ครูประทีน เดชสง ซึ่งเป็นครูโรงเรียนวัดบ้านสวน และเป็นเลขาของท่านได้ผ่านมาทางวัด เห็นท่านทำงานอยู่กลางฝน ก็เกิดเป็นห่วงเกรงท่านจะเจ็บไข้ขึ้นมา จึงพูดกับท่านว่า ?พ่อท่านทำงานกลางฝนนาน ๆ อย่างนี้ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ เข้าในที่พักเสียดีกว่า? ท่านตอบว่า ?เราปักเขตรั้วเพื่อแบ่งปันสมบัติให้พวกเธอ เมื่อเราตายแล้วไม่มีใครจะแบ่งปันสมบัติให้พวกเธออีก?
ในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๑๗ ท่านบอกว่าเมื่อคืนเป็นไข้หวัดหนักตลอดคืน วันนี้ก็ยังไม่หาย แต่วันนี้เป็นวันที่ท่านนัดประชุมกรรมการวัด และกรรมการโรงเรียนวัดบ้านสวน รวมทั้งผู้เขียนเองก็มาประชุมด้วย มีเรื่องประชุม ๒ เรื่อง คือ เรื่องทำบุญอายุนายเชน ดำหนูอินทร์ ครูใหญ่โรงเรียนวัดบ้านสวน ซึ่งครบเกษียณอายุราชการ กับเรื่องจัดต้อนรับคณะกฐินที่จะนำมาทอดในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๗ ประชุมตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. จนถึง ๑๖.๐๐ น. ทั้งที่ท่านกำลังไม่สบาย แต่ยังสู้อุตส่าห์นั่งเป็นประธานจนเสร็จประชุม
วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๑๗ อาการป่วยของท่านสังเกตว่ามากกว่าวันก่อนเล็กน้อย ยังฉันอาหารเช้า เพลได้ และยังสนทนากับผู้มาเยี่ยมได้ ตกตอนบ่ายพระเณรในวัดและญาติโยมเห็นอาการของท่านยังไม่ทุเลา จึงไปเชิญนายแพทย์ปรากรมมารักษาพยาบาล ได้ถวายยาฉีดและยาฉันแล้วสั่งว่าวันพรุ่งนี้ ถ้าอาการยังไม่ทุเลาให้นำท่านไปที่โรงพยาบาล
วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๗ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีขาล พระพิณกับนายประเสริฐ ผู้พยาบาลท่านได้ไปตามผู้เขียนแต่เช้ามืด และเล่าอาการป่วยให้ฟังว่าเมื่อคืนท่านมีอาการไข้สูงมีอาการหอบและไอด้วย นอนไม่หลับตลอดคืน ผู้เขียนได้รีบไปดูอาการ ท่านบอกว่าเพลียมากและนอนไม่หลับ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ผู้เขียนพร้อมด้วยผู้พยาบาลและญาติโยมที่กำลังเฝ้าดูอาการอยู่ขณะนั้น จึงนำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ แพทย์ท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลได้รีบให้การรักษาพยาบาลท่านเป็นอย่างดีตลอดเวลา จนถึงเวลา ๑๐.๔๕ น. ท่านได้ถึงมรณภาพด้วยโรคหัวใจวายปัจจุบันด้วยอาการสงบนิ่งไม่มีกระวนกระวาย ณ โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง คำนวณอายุของท่านได้ ๗๒ ปี พรรษา ๕๒ พรรษา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: