Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 พฤษภาคม, 2559, 10:52:11

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การเพาะปลากัด  (อ่าน 98288 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,348
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2551, 18:40:25 »

การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธ์



การคัดเลือกพ่อแม่พันธ์ ควรเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ที่แข็งแรงอายุ 5 เืดือนขึ้นไป โดยนำพ่อและแม่พันธ์มาเทียบกันจนสังเกตเห็น แม่พันธุ์ท้องลายและไข่น้ำลักษณะใหญ่ท้องโต
พ่อพันธุ์จะก่อหวอดขนาดใหญ่

การเพาะพันธ์
เมื่อพ่อ-แม่ปลาที่เตรียมไว้พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ใช้เวลาเที่ยบประมาณ 5-10 วันหรือมากกว่า นำพ่อและแม่ปลาเทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้(ควรเตรียมน้ำก่อนเพาะหนึ่งอาทิตย์)โดนในน้ำที่เตรียมไว้
ใส่น้ำไม่ควรลึกมาก และให้มีพืชน้ำหรือ โพมเจาะรูตรงกลางเพื่อให้หวอดเกาะ ใส่ใบผักบุ้งขยี้ให้เป็นเมือกเพื่อให้สร้างแพลงต้อนเป็นอาหารลูกปลาเมื่อลูกปลาเริ่มว่ายน้ำหาอาหาร เมื่อปลาเริ่มวางไข่จนเสร็จ ปลาตัวผู้จะไล่กัดตัวเมีย สังเกตว่าตัวเมียจะหนีออกมาอยู่ห่างไข่ให้นำตัวเมียออก ควรทำตอนดึกเพื่อไม่เป็นการรบกวนตัวผู้ ปล่อยให้ตัวผู้เลี้ยงลูกต่อ
 
การอนุบาลลูกปลากัด
เมื่อลูกปลาเริ่มเป็นตัวจะใช้เวลาประมาณ 2 วันจะยังไม่กินอาหารให้พ่อปลาดูแลลูกปลาต่อโดยพ่อปลาจะอมลูกปลาที่จมน้ำมาใส่ในหวอด ระหว่างนี้ให้ปลาอยู่ในที่สงบเพื่อลดการตายของลูก
ปลาหลังจากเป็นตัวประมาณ 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มหาอาหารโดยกินแพลงต้อนที่เตรียมไว้ หรือให้ไข่แดงต้มสุกบดผสมน้ำ หยดหรือฉีดพ่นเป็นอาหารเสริม จนลูกปลามีขนาดใหญ่ขึ้นให้กินลูกไรที่ตัวเล็กหรืออาทีเมีย โดยใช้กระชอนตาถี่ ร่อนแล้วกรองให้กิน จนขนาด 5 มม เริ่มให้ลูกไรตัวใหญ่ได้ ระหว่างที่เริ่มโตควรให้อาหารอย่าให้ขาดเพราะช่วงนี้ลูกปลาจะพัฒนาเร็วมาก จนโตพอที่จะกินลูกน้ำได้จึงแยกพ่อปลาออกแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้

ปลากัด ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens และมีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish เป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่นิยมเพาะเลี้ยงเป็นเวลานานแล้ว ทั้งนี้เพื่อไว้ดูเล่นและเพื่อกีฬากัดปลาและเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศมานานเช่นกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงปลากัดกันแพร่หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงและเพาะพันธุ์ได้ง่าย จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่หัดเริ่มเลี้ยงปลา ต้องการดูแลเอาใจใส่ไม่มากนัก และไม่จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อยมากเนื่องจากมีอวัยวะช่วยหายใจพิเศษที่เรียกว่า labyrinth โดยทำให้สามารถดึงออกซิเจนจากอากาศได้ ในธรรมชาติแล้วพบได้ทั่วไปในน้ำที่นิ่ง หรือน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ นอกจากนั้นพบในนาข้าว และกระจายทั่วไปในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลากัดเลี้ยงมีอายุเฉลี่ย 2 ปีหรือน้อยกว่า
ปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ มีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว มีลายตามตัว ครีบ และหางสั้น ปลาเพศผู้มีครีบและหางยาวกว่าเพศเมียเล็กน้อย จากการเพาะพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ติดต่อกันมานาน ทำให้ได้ปลากัดที่มีสีสวยงามหลายสี อีกทั้งลักษณะครีบก็แผ่กว้างใหญ่สวยงามกว่าพันธุ์ดั่งเดิมมาก และจากสาเหตุนี้ทำให้มีการจำแนกพันธุ์ปลากัดออกไปได้เป็นหลายชนิด เช่น ปลากัดหม้อ ปลากัดทุ่ง ปลากัดจีน ปลากัดเขมร เป็นต้น การแพร่กระจายของปลากัดพบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย อาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ฯลฯ
ในการเลี้ยงปลากัดเพื่อการต่อสู้ มีการคัดเลือกพันธุ์ให้มีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถใช้ในการต่อสู้ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเรียกกันว่า "กัดป่า หรือ กัดทุ่ง" โดยมีลำตัวค่อนข้างเล็กบอบบาง สีน้ำตาลขุ่น หรือเทาแกมเขียว มีการนำมาเพาะเลี้ยงและคัดพันธุ์หลายชั่วอายุ จนได้ปลาที่มีรูปร่าง แข็งแรง ลำตัวหนาและใหญ่ขึ้นเพื่อใช้ในกีฬากัดปลาซึ่งนิยมเรียกปลากัดชนิดนี้ว่า "กัดเก่ง" นอกจากนั้นปลากัดไทยนี้ยังได้มีการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้มีสีสันสวยสด มีผู้เลี้ยงปลากัดหลายรายได้มีการพัฒนาปลากัดที่ได้จากการคัดพันธุ์และผสมข้ามพันธุ์ปลากัด โดยเน้นความสวยงามเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น โดยคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาที่มีครีบยาว สีสวย ซึ่งนิยมเรียกปลากัดลักษณะเช่นนี้ว่าปลากัดจีน หรือ ปลากัดเขมร ซึ่งต่างประเทศรู้จัดปลากัดในนาม Siamese fighting fish
ในปัจจุบัน การพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดกำลังเป็นที่ยอมรับ และได้รับความนิยมจากนักเลี้ยงปลากัดเพื่อความสวยงาม แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ปัจจุบันนี้ ปลากัดมีสีสรรสวยงามมากตั้งแต่ สีเหลืองทั้งตัว สีฟ้า Half moon มีเรื่องอ้างอิงกันมาถึงการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัด โดยใช้สภาพแวดล้อมเป็นตัวเหนี่ยวนำ ด้วยมีความเชื่อว่า ปลาที่มีสีสรรสวยงามต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทอดความรู้สึกของเพศเมีย ไปยังลูกปลา ได้มีการนำเทคนิคเหล่านี้มาใช้ในบรรดานักเพาะปลาทั้งหลายโดยการวาดรูปปลากัดที่มีสีสรรตามที่ต้องการ เช่น สีเหลืองทั้งตัว ตั้งวางโดยรอบปลาเพศเมียในระหว่างที่ทำการเทียบคู่นั้น วิธีการนี้เรียกว่า Pseudo-breeding technique ถึงแม้ว่าจะไม่มีการพิสูจน์ออกมาทางวิชาการแต่ก็ได้รับการยืนยันจากนักเพาะเลี้ยงทั้งหลายว่า พบว่าคอกหนึ่ง ๆ ที่ได้ลูกปลาออกมานั้นจะมี 1 - 2 ตัวที่มีลักษณะเหมือนกับภาพที่วาดไว้

การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์
วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เมื่อปลามีอายุตั้งแต่ 1-2 เดือน จะต้องทำการแยกเพศของปลาออกและเลี้ยงไว้คนละบ่อ ปลาตัวผู้จะมีสีเข้มสวย มีครีบยาว มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ส่วนปลาตัวเมียจะมีสีซีดจางและมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวผู้ น้ำที่นำมาใช้เลี้ยงปลาควรเป็นน้ำที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค หากเลี้ยงในบ่อดินจะต้องมีตาข่าย แห หรืออวน ปิดปากบ่อ เอาไว้เพื่อป้องกันปลากระโดดหนีและควรนำอวนมาล้อมขอบบ่อเอาไว้เพื่อป้องกันดินพังลงไปกลบบ่อ นอกจากนี้ควรนำทางมะพร้าวจำนวนพอประมาณ มาปิดปากหลุมไว้เพื่อให้มีแสงแดดรำไรให้กับปลา ขนาดของบ่อประมาณ 1x2 เมตร อัตราการลี้ยงปลา 200-300 ตัว/บ่อ สภาพแวดล้อมภายในบ่อควรมีพันธุ์ไม้น้ำใส่ไว้ด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติในบ่อ หากเลี้ยงในบ่อปูนอัตราการปล่อยเลี้ยงควรอยู่ที่ 150 ตัว/บ่อ ในช่วงนี้จะให้อาหารจำพวกลูกน้ำและไรแดง ซึ่งแล้วแต่บางช่วง หากมีอย่างไหนก็ให้อย่างนั้น เมื่อปลามีอายุได้ 6-7 เดือนขึ้นไปจะนำปลาขึ้นแยกเลี้ยงไว้ในขวดโหล เพื่อทำการเทียบเป็นการกระตุ้นให้ปลาตัวเมียมีไข่สุกเร็วขึ้น ฤดูที่ปลาจะทำการผสมพันธุ์กันคือในช่วงเดือนพฤษภาคม - กันยายน หากเป็นในช่วงฤดูหนาวปลาจะไม่ค่อยผสมพันธุ์ หากผสมพันธุ์กันได้ก็จะทำให้ได้ไข่ในปริมาณที่น้อย แม่ปลา 1 ตัวจะสามารถให้ไข่ได้ครั้งละประมาณ 500-1,000 ฟอง เมื่อเทียบปลากันเสร็จจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นนำพ่อแม่ปลาใส่ลงบ่อปูน ในบ่อควรมีน้ำในปริมาณที่พอเหมาะและควรใส่พันธุ์ไม้น้ำลงไปด้วยเพื่อเป็นที่เกาะของหวอด หลังจากนั้นต้องนำแผ่นกระเบื้องมาปิดบ่อปูนไว้เพื่อป้องกันศัตรู และปลากระโดดออก หลังจากที่พ่อแม่ปลาเริ่มชินกับสภาพน้ำภายในบ่อแล้วสักประมาณ 2 วัน พ่อปลาจะเริ่มก่อหวอดให้ลอยขึ้นไปบนผืนน้ำซึ่งหวอดจะติดอยู่ที่พันธุ์ไม้น้ำ เมื่อก่อหวอดเสร็จแล้วก็จะพองตัว คลี่ครีบออกไล่ต้อนแม่ปลาให้ไปอยู่ที่บริเวณใต้หวอด พ่อปลาจะทำการรัดท้องของแม่ปลาเพื่อเป็นการรีดท้องให้ไข่ออกมา จากนั้นพ่อปลา จะทำการฉีดน้ำเชื้อลงบนไข่ บางครั้งไข่ของปลาจะค่อย ๆ จมลงสู่พื้นก้นบ่อ พ่อปลาจะว่ายน้ำลงไปแล้วอมไข่ปลาขึ้นมาที่ผิวน้ำ พร้อมกับก่อหวอดให้กับไข่ปลา เมื่อสังเกตว่าแม่ปลาวางไข่หมดแล้ว ให้รีบนำแม่ปลาออกจากบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้แม่ปลากินไข่ที่ผ่านการผสมแล้ว จากนั้นปล่อยให้พ่อปลาดูแลไข่ประมาณสัก 2 วัน จึงทำการจับพ่อปลาแยกออกจากบ่อ ขั้นตอนการอนุบาล ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเริ่มฟักเป็นตัวภายในเวลา 36 ชั่วโมง



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,348
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2551, 18:44:53 »

รองศาสตราจารย์ ยนต์ มุสิก

นับแต่การสร้างชาติไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัย การชนไก่ กัดปลา เป็นเกมการพนันที่ได้รับการจารึกว่า เป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยมาแต่โบราณ อันที่จริงแล้ว เกมกีฬาการกัดปลาของชาวไทยนั้น นอกจากปลากัดแล้วยังมีปลาอีกสองชนิด ที่นำมากัดแข่งขันกันคือ ปลาหัวตะกั่ว และปลาเข็ม แต่ก็ไม่แพร่หลาย ติดใจคนทั่วไปเหมือนปลากัด ทั้งนี้เนื่องมาจากสัตว์น้ำชนิดนี้นอกจากจะมีน้ำอดน้ำทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานาน ๆ แล้ว ลีลาการต่อสู้ก็เต็มไปด้วย ชั้นเชิงและศิลปะ และเหนือสิ่งอื่นใดนักรบจิ๋วเหล่านี้จะสง่างามยิ่งในระยะเวลาที่เข้าต่อสู้ ความสวยงามตามธรรมชาติของปลากัดจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ ทำให้คนนิยม ปลาชนิดนี้จึงเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงสวยงามและนักกีฬาตัวโปรดของคนไทย
ปลากัดป่า



ปลากัดป่า หรือ ปลาลูกทุ่ง ที่พบในธรรมชาติ ตามท้องนา หนองบึง ส่วนใหญ่จะเป็นปลาขนาดเล็กที่ไม่เด่นมากนัก ในสภาพปกติสีอาจเป็นสีน้ำตาล เทาหม่น หรือสีเขียว และอาจมีแถบดำจาง ๆ พาดตามความยาวของลำตัว อาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ระหว่างพรรณไม้น้ำในที่ตื้น ความพิเศษของปลากัด อยู่ที่ความเป็นนักสู่โดยธรรมชาติเมื่อพบปลาตัวอื่นจะเข้าต่อสู้กันทันที และที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือการที่ปลาตัวผู้สามารถเปลี่ยนสีให้งดงามเมื่อถูก กระตุ้น ในสภาวะตื่นตัวครีบทุกครีบจะแผ่กางออกเต็มที่ แผ่นเยื่อหุ้มเหงือขยายพองตัวออก พร้อมกับสีน้ำเงินหรือแดงที่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนในโทน ต่าง ๆ ทำให้ดูสง่าอาจหาญ และสวยงาม

ปลาป่าแท้นั้นส่วนมากครีบ หางและกระโดงที่ภาษานักแปลงปลาเรียกรวมว่า "เครื่อง" จะมีสีแดงเกือบตลอดมีประดำบ้างเล็กน้อย บางทีอาจมีเส้น เขียว ๆ แซมบ้าง อย่างที่เรียกว่าเขียวก็มีเพียงแต้มเขียวอ่อน ๆ ที่กระโดงเท่านั้น เวลาถอดสีปกติทั้งตัวและเครื่องเป็นสีน้ำตาลจืด ๆ คล้ายใบหญ้าแห้ง ที่ห้อยแช่น้ำอยู่ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของปลากัดก็คือเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจพิเศษที่อยู่บริเวณเหงือกทำให้ปลาสามารถใช้ออกซิเจน จากการฮุบอากาศได้โดยตรง ปลากัดจึงสามารถทนทานดำรงชีวิตอยู่ได้ในที่ที่มีออกซิเจนต่ำ ตำนานเล่าขานของปลากัดจึงค่อนข้างแปลกประหลาด ไปกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ บทความ "ธรรมชาติของปลากัดไทย) โดย ม.ล. ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ที่เขียนไว้เมื่อปี 2496 ได้พูดถึงการขุดหาปลากัดในรูปูนา ตามขอบหนอง ชายบึง ริมคู และรางน้ำ ซึ่งปลากัดเข้าไปอยู่อาศัยปนอยู่กับปูในรูตั้งแต่ต้นฤดูหนาว เมื่อน้ำเริ่มลดไป จนตลอดหน้าแล้งปูก็จะขุดรูลึก ตามระดับน้ำลงไปเรื่อย ๆ ปลากัดจะออกมาแพร่พันธุ์ใหม่ในต้นฝนในเดือนพฤษภาคม กระจายออกไปหากินตามที่มีหญ้ารก ๆ ในเขตน้ำตื้นปลากัด เป็นปลาที่ชอบน้ำตื้น จึงไม่พบตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ที่มีน้ำลึก

อันที่จริงในธรรมชาติการต่อสู่กันของปลากัดไม่จริงจังเท่าไรนัก ส่วนมากมักแผ่พองครีบหางขู่กันเพื่อแย่งถิ่น บางตัวเห็นท่าไม่ดีก็อาจเลี่ยงไปโดยไม่ ต่อสู้กันเลยก็มี แต่บางคู่ก็ต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง ปลาตัวผู้ตัวไหนที่ยึดชัยภูมิเหมาะได้ที่ ก็จะก่อหวอดไว้แล้วพองตัวเบ่งสี เกี้ยวตัวเมียที่ผ่านไปมา เพื่อผสมพันธุ์วางไข่
ปลาลูกหม้อ

ปลาลูกหม้อหรือปลาหม้อนั้นเป็นปลากัดที่ถูกนำมาคัดสายพันธ ุ์โดยนักพันธุศาสตร์สมัครเล่นชาวไทยที่มุ่งหวังจะได้ปลาที่กัดเก่ง จากบันทึกคำบอกเล่า ของนักเลงปลาเก่าอย่าง หลวงอัมรินทร์สมบัติ (ครอบสุวรรณนคร) คาดว่า ปลาลูกหม้อน่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงประมาณปี 2430 ซึ่งท่านจำได้ว่า ก่อนหน้านั้น ยังต้องจับปลาป่ามากัดพนันกันอยู่ต่อมานักเลงปลาบางคนก็เริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลาป่าที่อาศัยอยู่ตามรูปูในหน้าแล้งมาขังไว้ในโอ่ง มาเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝนก็นำมากัดพนันกับปลาป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่เลี้ยงมาไม่ได้ การเล่นปลาขุดนี้ยังนิยมเล่นกันมาถึงประมาณ ปี 2496 หลังจากนั้นก็มีการเก็บปลาที่กัดเก่งเลี้ยงไว้ข้ามปี และหาปลาป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในชุดแรกจะเรียกว่า "ปลาสังกะสี" ซึ่งสัณนิษฐานว่าน่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ถูกกัดขาดง่ายเหมือนปลาป่าและปลาขุด ปลาสังกะสีมักจะตัวใหญ่ สีสันลักษณะต่างจากปลาป่าและปลาขุด นักเลงปลาป่าจึงมักไม่ยอมกัดพนันด้วย จึงต้องกัดแข่งขันระหว่างปลาสังกะสีด้วยกันเอง ปลาสังกะสีที่เก่ง อดทน สวยงามก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมออกมา ก็จะได้ปลาลักษณะรูปพรรณสีสันที่สวยงามแปลกออกไปตามอัธยาศัยของผู้ผสมพร้อม ความเก่ง และอดทนในการกัดจะว่าไปแล้วพันธุศาสตร์สัตว์น้ำของเมืองไทยนับได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคนี้


คำว่า "ลูกหม้อ" นั้นมาจากการใช้หม้อดินในการเพาะและอนุบาลปลากัด ในระยะแรก ๆ ปลาลูกหม้อจึงเป็นปลาสายพันธุ์ที่สร้างมาแท้ ๆ กับมือของนักเลงปลาทั้งหลาย เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีสำหรับการต่อสู้และให้มีสีสันที่สวยงามตามความพอใจของเจ้าของ ปลากัดลูกหม้อจึงมีรูปร่าง หนาใหญ่กว่าปลากัดชนิดอื่น สีสันสวยงามดูแล้วน่าเกรงขามกว่าพันธุ์อื่น ๆ สีส่วนมากจะเป็นสีน้ำเงิน แดง เทา เขียว คราม หรือแดงปนน้ำเงิน ใน การเล่นปลากัดในยุคก่อนนั้นปลาลูกหม้อจะมีสองประเภทคือ "ลูกแท้" และ "ลูกสับ" ลูกแท้ หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ ่ที่มาจากครอกเดียวกัน และลูกสับหมายถึงลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากคนละครอก ปลากัดลูกหม้อนี้ถ้าเอาไปผสมกลับกับปลาป่าลูกปลาก็จะ เรียกว่า "สังกะสี" เช่นเดียวกัน ซึ่งปลาสังกะสีซึ่งเกิดจากการผสมกลับแบบนี้ส่วนมากก็จะมีชั้นเชิงและน้ำอดน้ำทนในการกัดสู้ลูกหม้อไม่ได้ "ลูกหม้อ" จึงเป็นสุดยอดของปลากัดสำหรับนักเลงปลาทั้งหลาย ในระยะหลัง ๆ ก็อาจมีการพูดถึงสายพันธุ์ "มาเลย์" หรือ "สิงคโปร์" ซึ่งว่ากันว่ากัดเก่งหนังเหนียวแต่โดยแท้จริงก็คือปลาลูกหม้อ นั่นเอง เพียงแต่ว่าในระยะต่อมามีการประยุกต์ใช้กลวิธีการหมักปลาด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ดินจอมปลวก และอื่น ๆ เพื่อช่วยเคลือบเกล็ดปลา ที่เชื่อกันว่าจะทำให้เกล็ดแข็งกัดเข้าได้ยาก ควบคู่ไปกับการคัดเลือกพันธุ์ ถึงอย่างไร ลูกหม้อก็คือลูกหม้อที่เราชาวไทยพัฒนามาแต่โบราณแม้จะถูกนำไปพัฒนาสายพันธุ์ในที่อื่นก็ยังคงเป็นลูกหม้อไทยตัวเดิมนั่นเอง
ลีลาการต่อสู้ของปลากัด

ปลากัดป่านั้นเมื่อนำมากัดกัน จะมีน้ำอดน้ำทนไม่มากนัก ระยะเวลาการต่อสู้ของปลาพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่เกิน 15-20 นาที แต่ลูกหม้อที่มีการคัด สายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องสามารถต่อสู้ได้นานนับชั่วโมง บางคู่อาจกัดกันข้ามวันข้ามคืน แต่โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 3 ชั่วโมง ปลากัด สามารถต่อสู้อย่างต่อเนื่องได้นาน ๆ โดยไม่ต้องพักยก มีคั่นเพียงการโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ เมื่ออยู่ในสภาพเตรียมต่อสู้ปลา จะมีการแผ่ครีบของเหงือก และเปล่งสีเต็มที่ หันหัวไปในทางเดียวกันโดยตัวใดตัวหนึ่งอยู่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย ปลาจะอยู่ในท่านี้ในระยะ เวลาสั้น ๆ เป็นวินาทีหรือหลายนาที แล้วจะเริ่มเข้าโจมตีกัดอย่างรวดเร็ว อาวุธหลักที่ใช้ทำร้ายศัตรูคือฟัน การโจมตีจะต่อเนื่องรุนแรง โดยมีระยะ เวลาพักที่ปลาแยกตัวออกมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วเข้าต่อสู้กันอีก จุดหลักสำหรับการโจมตีคือครีบก้น ครีบหาง และครีบหลัง ส่วนครีบอกและตะเกียบนั้น มักไม่ได้รับความสนใจมากนัก เมื่อการต่อสู้ผ่านไปเรื่อย ๆ ครีบเดี่ยวเหล่านี้จะถูกกัดขาดวิ่นไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งเหลือ แต่โคนของก้านครีบ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการว่ายน้ำและควบคุมทิศทางลดลง จุดอื่นที่เป็นเป้าโจมตีของปลาคือด้านข้างลำตัว การกัดบริเวณ นี้อย่างรวดเร็วอาจทำให้เกล็ดร่วงหลุด แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำให้ถึงกับเป็นแผลบาดเจ็บ ยกเว้นบริเวณเหงือที่บางครั้งอาจถูกกัดขาดเป็นแผล ใน การพัฒนาสายพันธุ์ในระยะหลัง ๆ ทำให้ได้ปลากัดที่ฉลาดรู้จักที่กัดเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ สามารถกัดเฉพาะที่ที่เป็นจุดสำคัญ ๆ และกัดได้แม่นยำและ หนักหน่วง
 

เมื่อปลาถูกโจมตีซึ่ง ๆ หน้าไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน ปลากัดจะประสานปากเข้ากัดรับ หันส่วนหัวเข้ากัดกันล็อกคขากรรไกรแน่น ท่านี้นักเลงปลา เรียกว่า "ติดบิด" ปลาจะปล่อยตัวตามยาวทำให้ส่วนที่เหลือของลำตัวหมุนบิดเป็นเกลียว จนจมลงพื้นและคงอยู่ท่านี้ประมาณ 10-20 วินาที จึงแยกจากกันเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อฮุบอากาศแล้วกลับมาต่อสู้กันใหม่ในท่าเดิม จริยธรรมของนักเลงแสดงให้เห็นในช่วงนี้ที่ไม่เคยมีปลาตัวไหนถูก ลอบกัดขณะขึ้นฮุบอากาศในการต่อสู้บางครั้งอาจจะติดบิดถึง 20 ครั้งจึงจะมีการแพ้การชนะ

การแพ้ชนะของปลากัดส่วนใหญ่เกิดจากการยอมแพ้เพราะเหนื่อยและสูญเสียความอดทนมากกว่าถูกพ่ายแพ้จากการบาดเจ็บ เมื่อปลากัดยอมแพ้ ไม่ต้องการต่อสู้จะว่ายน้ำหนี หรือหันด้านหางเข้าหาเมื่อคู่ต่อสู้เข้าโจมตีก็ถึงเวลาที่จะต้องจ่ายเงินและหิ้วปลากลับบ้าน

จากบันทึกของ เอช เอ็ม สมิต ที่ปรึกษาทางด้านสัตว์น้ำของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ได้ชมดูการกัดปลามากกว่า 100 ครั้ง ยืนยันว่าการกัด ปลาไม่โหดร้ายป่าเถื่อนสยดสยองเหมือนที่เข้าใจกัน แต่เป็นการต่อสู้ที่เร้าใจเต็มไปด้วยศิลปะและความงาม ในลีลาการเคลื่อนไหว ความสง่า คล่องแคล่ว เฉียบแหลม และอดทน เมื่อสิ้นสุดการต่อสู้อันยืดเยื้อปลาทั้งคู่อาจอยู่ในสภาพไม่น่ามองเนื่องจากครีบถูกกัดขาดวิ่น หรือเกล็ดหลุด แต่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็สามารถงอกกลับมาเป็นปกติใหม่จนไม่พบร่องรอยของการบาดเจ็บ

โดยปกตินักเลงปลาทั้งหลายจะมีวิธีการซ้อมปลาเพื่อให้พร้อมในการต่อสู้ โดยอาจใช้วิธีไล่น้ำโดยใช้มือกวนน้ำในอ่างให้น้ำวนอย่างแรง แล้วปล่อยปลา ให้ว่ายทวนน้ำหรือฝึก ออกกำลังโดยปล่อยปลากัด "ลูกไล่" ที่เป็นปลาไม่สู้ลงไปในโหลให้ซ้อมไล่กัด
นักสู้ผู้เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ

นอกจากการรักษากฎกติกา มารยาทในสังเวียนการต่อสู้แล้ว ความน่ารักอีกอย่างหนึ่งของปลากัดก็คือปลาตัวผู้จะเป็นผู้สร้างรัง ดูแลไข่และตัวอ่อน รังจะเป็นหวอดที่ก่อขึ้นจากฟองอากาศที่ฮุบเข้าไปผสมกับเมือกเหงือกในปาก แล้วนำมาพ่นเป็นหวอดบริเวณผิวน้ำ เพื่อเป็นที่สำหรับฟองไข่และตัวอ่อน เกาะติด หลังจากเกี้ยวพาราสีตัวเมียจนเป็นที่ยินยอมพร้อมใจแล้วก็จะทำการรัดโดยตัวเมียจะปล่อยไข่ และตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกันภายนอก ไข่จะพรั่งพรูออกมาเป็นชุด ๆ และจมลงสู่พื้นอย่างช้า ๆ พ่อแม่ปลาจะใช้ปากฮุบฟองไข่แล้วนำไปพ่นไว้ที่ฟองหวอดจนกว่าไข่จะหมด ซึ่งอาจใช้เวลานับ ชั่วโมงหลังจากนั้นพ่อปลาจะเป็นผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังไข่และลูกอ่อน ลูกปลาที่เพิ่งฟักออกเป็นตัวจะฟักอยู่ภายใต้หวอดจนไข่แดงถูกใช้หมดและครีบ พัฒนาสมบูรณ์ หากลูกปลาพลัดตกจากหวอด พ่อปลาจะทำหน้าที่พาลูกกลับมาพ่นไว้ที่หวอดดังเดิม และคอยเสริมหวอดด้วยฟองอากาศที่พ่นใหม่ อยู่เรื่อย ๆ ในระยะนี้พ่อปลาจะยุ่งทั้งวันโดยไม่มีการพักผ่อน นอกจากจะต้องซ่อมแซมหวอดและคอยดูแลลูกปลาที่พลัดตกจากหวอดแล้ว ก็จะต้อง เฝ้าระวังศัตรูที่จะเข้ามากินลูกอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ปลาที่จะต้องถูกขับไล่ให้ไปอยู่ห่าง ๆ เนื่องจากชอบกินลูกของตัวเอง
ศัพท์ของนักเลงปลากัด

ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าปลากัดมีอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่น้อย คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในวงนักเลงปลาได้กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในสังคมไทยอย่าง แพร่หลายตั้งแต่ "ลูกหม้อ" ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีกำเนิดผูกพันอย่างแท้จริงเหมือนกับปลาลูกหม้อที่คัดสายพันธุ์ เลือกสรรลักษณะมาอย่าง ต่อเนื่อง "ลูกไล่" ซึ่งหมายถึงคนที่ถูกข่มอยู่ตลอดเวลา ดั่งปลาลูกไล่ที่ไม่ยอมสู้ปลาตัวอื่น "ก่อหวอด" หมายถึงการคิดกระทำ มิดีมิร้ายซึ่งเป็นอาการเตรียมการของปลากัดตัวผู้ที่วางแผนจะผสมพันธุ์กับตัวเมีย "ถอดสี" อาการตกใจยอมแพ้ของปลากัด และ "ติดบิด" ซึ่งถูกนำมาใช้ในภาษามวยที่ต่อยแล้วกอดกันแน่น คำเหล่านี้ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจนเป็นคำธรรมดา ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วเป็นคำศัพท์ในวงนักเลงปลากัด
ปลากัดโดย ปลากัดจีน ปลากัดเขมร


ตามปกติเมื่อพูดถึงปลาลูกหม้อ หรือปลาหม้อ ก็จะมีคำว่าปลาจีนคู่กันอยู่เสมอ จนคนหลายคนเข้าใจผิดว่าปลาจีนเป็นปลากัดอีกสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งมา จากประเทศจีน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วปลาทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นปลากัดไทยที่มีพื้นเพมาจากปลากัดป่าของเราทั้งคู่เพียงแต่เมื่อมีการผสมคัดพันธู์เพื่อให้ได้ ปลาลูกหม้อที่กัดเก่งมีลักษณะที่ดีสวยงาม ก็เผอิญได้ปลาชนิดใหม่ที่ครีบและหางยาวออกมามากกว่าปกติ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ครีบ และหางที่แผ่กว้างขึ้น มีลักษณะสวยงามขึ้น มีสีสันใหม่ ๆ ที่สวยงาม โดยวัตถุประสงค์หลักที่จะเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะลักษณะครีบที่ยาว รุ่มร่ามและสีสันฉูดฉาด เหมือนตัวงิ้ว จึงเรียกกันว่า ปลาจีน เลยทำให้คนเข้าใจผิดกันไปมากมาย ส่วนปลาเขมรนั้นเป็นปลากัดเผือก หรือ ปลากัดสีอ่อน เริ่มพัฒนาและเลี้ยงกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 แรก ๆ มีมากในประเทศเขมร โดยสรุปทั้งหมดก็เป็นปลาที่เกิดจากปลาป่าสายพันธุ์เดียวกัน เพียงแต่เมื่อมีการผสมคัดพันธุ์ที่ถูกต้องได้จังหวะ ลักษณะที่สวยงามมากมายของปลากัดที่เป็นลักษณะพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ในปลาป่า เมื่อมีการผสม คัดพันธุ์ให้ถูกต้องได้จังหวะความสวยงามเหล่านี้ก็จะปรากฎออกมาให้ได้ชื่นชม ในปัจจุบันจึงมีปลากัดรูปแบบและสีสันใหม่ ๆ ปรากฎออกมาอยู่เสมอ ๆ
การพัฒนาปลากัดสายพันธุ์ครีบยาว

โดยความดึงดูดใจของความสวยงาม ปราดเปรียว ร่าเริง ความสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์เมื่อถูกกระตุ้นและความที่เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ปลากัดไทย ได้ถูกฝรั่งนำไปเลี้ยงในยุโรป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2417 และต่อมาก็แพร่ไปที่สหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และได้มีการผสมคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ ้ปลากัดที่มีลักษณะ รูปแบบ สีสันต่าง ๆ มากมายปลากัดไทยที่นำไปเลี้ยงในประเทศต่าง ๆ ในช่วงนั้นเป็นปลากัดครีบยาวที่เรียกว่าปลาจีนเป็นหลัก ใน ระยะแรกการปรับปรุงพันธุ์จะมุ่งที่จะปรับปรุงสีที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ สวยงาม และสร้างสีใหม่ ๆ เป็นหลัก ในระยะประมาณ 70-80 ปีที่ผ่านมา ปลาที่ มีลำตัวสีอ่อน ที่เรียกปลากัดเขมรเป็นที่นิยมมาก และมีการพัฒนาสีสันต่าง ๆ กันอย่างหลากหลาย เช่นเดียวกับปลากัดสายพันธุ์ลิบบี้ ที่มีครีบยาว สวยงามมากกว่ากติถัดมาในช่วง 50-60 ปี ที่แล้วนักคัดพันธุ์ปลากัดทุ่มเทไปกับการพัฒนาปลากัดสีดำ ซึ่งเป็นที่ฮือฮามากในช่วงนั้น จนมาถึงระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมาจึงมีความสนใจในการพัฒนารูปแบบและรูปทรงของครีบปลากัดกันอย่างจริงจังปลากัดที่นิยมมากในยุคนั้นคือปลาหางสามเหลี่ยม หรือ "เดลต้า" ซึ่งหางกางทำมุม 45-60 องศา กับโคนหาง และที่เป็นที่นิยมสูงสุดคือ "ซุปเปอร์ เดลต้า" สีเดียวที่หางแผ่กางใหญ่กว่าปกติ
 

เมื่อสิบปีที่แล้วมานี้ วงการปลากัดก็ต้องตื่นเต้นกับ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาในประเทศ เยอรมันนีและฝรั่งเศส ปลากัดชนิดนี้มีครีบหางแผ่กว้างเป็นครึ่งวงกลม ทำมุม 180 องศากับโคนหาง หลังจากนี้ก็มีพระจันทร์ครึ่งซีกประเภทสองหาง ตามออกมา และในช่วงนี้นักเพาะพันธุ์ปลากัดก็หลงไหลอยู่กับ ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกหรือฮาล์ฟมูลเดลต้าอยู่หลายปี จนเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว นักเพาะพันธุ์ชาวสิงคโปร์ก็ผลิตปลากัด "คราวด์เทล" หรือ "หางมงกุฎ" ออกมาให้วงการตื่นเต้นกันอีกครั้ง ซึ่งน่าจะได้จากการผสม ปลากัด "หางจัก" หรือ "หนามเตย" ที่พบอยู่เสมอ ๆ กับ "เดลต้า" หรือ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" จึงทำให้ได้ปลา ที่หางแผ่รูปสามเหลี่ยมจนถึงครึ่งวงกลมและมีขอบ เป็นจักรหรือเป็นซี่ในระยะปีสองปีที่ผ่านมานักคัดพันธุ์ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ปรับปรุงปลากัด หางมงกุฏ จนได้รูปแบบใหม่ ๆ ออกมามากมาย และเริ่มมีการผสมกลับมายังปลาลูกหม้อ เพื่อความสมดุลย์ระหว่างครีบและลำตัวใน "เดลต้า" และ "ฮาล์ฟมูนเดลต้า" เป็นที่น่ายินดีว่าในปัจจุบันผู้เพาะเลี้ยงปลากัดในประเทศไทยหลายรายสามารถผลิตสายพันธุ์ปลากัดเหล่านี้ได้ใน ระดับดี ทำให้การปรับปรุงพันธุ์ปลากัดครีบยาวในบ้านเราก้าวขึ้นไปทัดเทียมไม่น้อยหน้ากับต่างประเทศ
การพัฒนาปลากัดลูกหม้อเพื่อเป็นปลาสวยงาม



ในขณะที่การพัฒนาปลากัดครีบยาวเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ปลากัดสวยงามในรูปแบบสีสันต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษที่ผ่านมา สำหรับปลากัดลูกหม้อนักเพาะพันธุ์ไทยก็ยังเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อการกัดแข่งขันเป็นหลัก ปลากัดครีบยาว หรือที่เรียกว่าปลาจีนในประเทศ ก็ขาดการพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นปลาที่ถูกจัดอยู่ในระดับคุณภาพค่อนข้างต่ำด้วยความห่วงใยในปลาสวยงาม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเพชรน้ำหนึ่งของ ประเทศไทย ที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยไปทั่วโลกในนาม "ปลานักสู้แห่งสยาม" (Siamese Fighting Fish)

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้เริ่มดำเนินการที่จะฟื้นฟูสายพันธุ์ปลากัดในเมืองไทย โดยได้เริ่มการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับ การปรับปรุงสายพันธุ์และมาตรฐานปลากัดในระดับสากล และได้เริ่มการจัดงานประกวดปลากัดขึ้นเป็นครั้งแรกในงานวันเกษตรแห่งชาติที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งได้จัดประกวดต่อเนื่องกันมาทุกปี จากนั้นมาทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงก็ได้เพิ่มรายการ ประกวดปลากัดในงานวันประมงน้อมเกล้าที่จัดทุกปี และมีการจัดประกวดกันอย่างต่อเนื่องโดยชมรม และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในช่วงนี้เองที่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาลูกหม้อเพื่อเป็นปลาสวยงามกันอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ปลากัดลูกหม้อที่มีสีสันสวยงาม ทั้งสีเดี่ยว สีผสม และลวดลายต่าง ๆ จนถึงปัจจุบันรูปแบบสีสันของปลากัดลูกหม้อได้พัฒนาไปอย่างมากมายในทุกโทนสี และกลายเป็นปลาสวยงามอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายขึ้น และก็นับเป็นความภูมิใจของคนไทยที่บุกเบิกการพัฒนาปลาสายพันธุ์นี้อย่างต่อเนื่องก่อนชาติอื่น ๆ ไม่เหมือน ปลาครีบยาวหรือปลาจีนที่เราพัฒนาไปได้เพียงระดับหนึ่งแล้วก็หยุดอยู่กับที่ จนชาติอื่น ๆ นำไปพัฒนาจนไปค่อนข้างไกลกว่าคนไทยจะได้เริ่มให้ ความสนใจกลับมาพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดครีบยาวอีกครั้ง

รูปทรงของครีบนอกจากจะถูกพัฒนาให้ได้รูปแบบสวยงามตามปกติแล้วก็ยังมีการพัฒนาปลาที่ครีบหางแบ่งเป็นพู 2 ข้าง เป็นปลากัดหางคู่ซึ่งก็จะมี รูปลักษณะในหลาย ๆ รูปแบบทั้งเว้าลึก เว้าตื้น ปลายโค้งมนรับกัน หรือปลายแปลมแยกเป็นสองส่วน หรือเป็นลักษณะอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งในปลาครีบยาว และในปลาลูกหม้อ ปลากัดหางคู่จะมีโคนหางใหญ่กว่าปกติเพื่อรองรับหางที่แยกเป็นสองส่วน มีลำตัวอ้วนสั้นกว่าปลาหางเดี่ยวเล็กน้อย และครีบหลัง จะมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับครีบหาง
ลักษณะที่ดีของปลากัด

การดูลักษณะปลากัดจะดูเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ สี รูปทรง (ครีบและลำตัว) และกริยาอาการ ปลาที่สมบูรณ์มีลักษณะที่ดีจะต้องมีอาการกระฉับกระเฉง มีสีสันสวยงาม มีความสมดุลย์ระหว่างขนาดและลักษณะของครีบและลำตัว และมีครีบที่ได้ลักษณะสวยงาม ปลากัดมีครีบเดี่ยวสามครีบ คือ ครีบหลัง ครีบหาง และครีบก้น และมีครีบคู่สองคู่คือครีบท้องหรือทวนหรือตะเกียบและครีบอกซึ่งอยู่ติดบริเวณเหงือก

ครีบหาง เป็นครีบที่มีรูปแบบหลากหลายมากที่สุด รูปแบบโดยทั่วไป สำหรับปลาหางเดี่ยวอาจเป็นหางกลม หางครึ่งวงกลม หางรูปสามเหลี่ยม หางกลมปลายแหลม หางย้วย และหางรูปใบโพธิ์ หางทุกแบบควรมีการกระจาย ของก้านครีบเท่ากัน ระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของเส้นที่ลากผ่าน แนวขนานลำตัว หางควรแผ่เต็มสมบูรณ์ได้สัดส่วน ในกรณีของปลาหางคู่ลักษณะหางอาจเป็นลักษณะที่เชื่อมต่อกันจนปลายหางเกือบเป็นเส้นตรง หรือเว้าเล็กน้อย หรือเว้ามากเป็นรูปหัวใจ หรือหางแยกที่ซ้อนทับเกยกัน หรือหางที่แยกจากกันเต็มที่โดยไม่ซ้อนทับ หรือเป็นหางที่เว้าลึกในระดับ ต่าง ๆ แต่ยังไม่แยกกันเด็ดขาด

ครีบก้น ลักษณะครีบที่ดีควรจะมีขอบครีบส่วนหน้าและส่วนหลังขนานกันและค่อย ๆ โค้งไปทางด้านหลัง ขอบด้านหน้าและขอบด้านหลัง จะต้องไม่เรียวแหลมเข้าหากัน ลักษณะที่ดีจะต้องแผ่กว้างทำมุม และซ้อนทับดูเป็นเนื้อเดียวกันกับครีบหาง แต่ไม่เชื่อมต่อกับครีบหาง

ครีบท้อง ลักษณะควรเหมือนใบมีดที่มีด้านคมอยู่ด้านหลัง ขอบด้านหน้าโค้งเข้าเล็กน้อย ปลายแหลม ครีบทั้งคู่ควรมีความยาวและขนาด เท่ากัน และไม่ไขว้กัน ครีบจะต้องไม่สั้นหรือกว้างเกินไป และไม่ยาวหรือแคบเกินไป

ครีบอก ควรเป็นครีบที่สมบูรณ์กว้างและยาว
ลักษณะสีของปลากัด

โดยสรุปสีของปลากัดที่เป็นมาตรฐาน จะมีรูปแบบพื้นฐาน 5 รูปแบบ คือ สีเดี่ยว สองสี ลายผีเสื้อ ลายหินอ่อน และหลากสี
ปลากัดสีเดี่ยว

ปลากัดสีเดี่ยว เป็นปลากัดที่มีสีเดียวทั้งลำตัวและครีบ และเป็นสีโทนเดียวกันทั้งหมด ปลากัดสีเดี่ยวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ปลากัดสีเดี่ยว สีเข้ม และปลากัดสีเดี่ยวสีอ่อน และอาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ลงไปได้อีกตามรายละเอียดของสี ปลากัดสีเดี่ยวที่สมบูรณ์จะต้องไม่มีสีอื่นใดปะปนใน ส่วนของลำตัวและครีบเลย ยกเว้นที่ดวงตา และเหงือก


ปลากัดสองสี
ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสี คือลำตัวจะต้องมีสีเดียว และครีบทั้งหมดจะต้องมีสีเดียวเช่นกัน แต่สีของครีบ จะต้องต่างกับสีของลำตัว ปลากัด สองสีอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีเข้ม ปลากัดสองสีชนิดนี้จะมีลำตัวสีเข้มสีใดสีหนึ่ง เช่น แดง ดำ น้ำเงิน เขียว และครีบก็ต้องเป็นสีเดียวที่เป็น สีอื่น ที่ไม่เหมือนสีของลำตัวโดยอาจเป็นสีเข้มอื่น ๆ หรือเป็นสีอ่อนก็ได้ ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีเข้มที่ดีคือ มีสีลำตัวและสีครีบตัดกัน ัชัดเจน และสีของลำตัวและสีของครีบแยกกันตรงบริเวณที่ครีบต่อกับลำตัว
2. ปลากัดสองสีชนิดลำตัวสีอ่อน เป็นปลากัดที่มีลำตัวสีอ่อนสีใดสีหนึ่งและมีครีบอีกสีหนึ่งที่แตกต่างจากสีของลำตัวอาจเป็นสีอ่อนหรือเข้ม ก็ได้ ลักษณะที่สำคัญของปลากัดสองสีลำตัวสีอ่อนที่ดีคือสีลำตัวและสีครีบต้องตัดกันชัดเจน ครีบที่มีสีเข้มจะดีกว่าครีบสีอ่อน สีของลำตัวและสีของ ครีบแยกกันตรงบริเวณส่วนต่อระหว่างครีบและลำตัว
ปลากัดสีลวดลาย

ปลากัดที่อยู่ในประเภทนี้เป็นปลากัดที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทสีเดี่ยวและสองสี ประกอบด้วยกลุ่มย่อย ๆ ดังนี้

(1) ปลากัดลายผีเสื้อ
ปลากัดลายผีเสื้อเป็นปลากัดที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะที่บริเวณครีบ โดยครีบจะมีสีเป็นแถบ ๆ ขนานกับเส้น วงรอบลำตัว การพิจารณาลักษณะ ที่ดีของปลากัดลายผีเสื้อ จะพิจารณาที่การตัดกันของแถบสี และความคมของขอบสีเป็นหลักไม่ใช่ดูที่สีของลำตัวและครีบเหมือนทั่ว ๆ ไป ปลากัดที่ มีสีของครีบซึ่งแถบสีด้านในเป็นสีเหลืองและแถบด้านนอกเป็นสีเหลืองอ่อนจึงไม่จัดอยู่ในประเภทลายผีเสื้อ แนวของแถบสีบนครีบควรลากเป็นรูปไข่ รอบตัวปลา ปลากัดลายผีเสื้อสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- ลายผีเสื้อ 2 แถบสี ครีบจะประกอบด้วยแถบสีที่ตัดกันชัดเจน 2 แถบ ลักษณะที่ดีแถบสีทั้งสองควรจะมีความกว้างเท่ากัน เป็นคนละครึ่งของความ กว้างของครีบ
- ลายผีเสื้อหลายแถบสี หมายถึงปลากัดลายผีเสื้อที่สีของครีบมีตั้งแต่ 3 แถบขึ้นไป ลักษณะที่ดีความกว้างของแถบสีแต่ละแถบควรจะเท่ากับความ กว้างของครีบหารด้วยจำนวนแถบสี สีของลำตัวและสีของครีบแถบแรกที่อยู่ชิดลำตัวอาจเป็นสีเดียว สองสี ลายหินอ่อน หรือหลากสีก็ได้

(2) ปลากัดลายหินอ่อน
ปลากัดลายหินอ่อนเป็นปลากัดในชุดของปลาที่มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะ เช่นเดียวกันโดยครีบจะไม่มีแถบสี และบนลำตัวจะมีสีอื่นแต้มเป็น ลวดลายหินอ่อน ปลากัดลายหินอ่อนแบ่งออกเป็นชนิดหลัก ๆ 2 ชนิด
ลายหินอ่อนธรรมดา ปลากัดชนิดนี้จะไม่มีสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ปรากฎในลายหินอ่อน บนครีบก็จะไม่ปรากฏสีเหล่านี้เช่นกัน ปลาจะมีสีดำเข้ม หัวหรือหน้าขาว ลวดลายจะประกอบด้วยสีดำ สีเนื้อ และสีขาวเท่านั้น
ลายหินอ่อนสี สีบริเวณหน้าและคางยังคงลักษณะเป็นสีขาว หรือสีเนื้อ แต่ลำตัวและครีบอาจปรากฏสีผสมของสีแดง เขียว น้ำเงิน และเทา ลำตัวของปลากัดลาย หินอ่อนสีอาจประกอบด้วยสีเหล่านี้ในลวดลาย แต่จะต้องมีสีเนื้ออยู่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

jookjik_nak๊a
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้ากลุ่ม
*****


กระทู้: 301
สมาชิกลำดับที่ 112


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 27 กันยายน, 2551, 01:25:46 »

เพาะใว้สองคู่นะคะ ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า  ตัวพ่อ แม่สวยมากค่ะ
สงสัยได้เปลี่ยนอาชีพมาขายปลากัดคราวนี้ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,002
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 27 กันยายน, 2551, 07:44:20 »

ตอนเพาะไม่ยากครับ ที่ยากที่สุดคือตอนที่เลี้ยงลูกปลา จากแรกเกิดจนอายุเจ็ดวันนี่ละครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 27 กันยายน, 2551, 09:09:38 »


    ปลากัด? จัดเป็นปลาพื้นเมืองของบ้านเรา พบการแพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศจะอาศัยบริเวณผิวน้ำ ไม่ว่าจะเป็นหนอง, บึง, แอ่งน้ำ, ลำคลอง ฯลฯ สำหรับต่างประเทศจะพบในประเทศมาเลเซีย, พม่า, ลาว, กัมพูชา และจีน เป็นต้น สำหรับคนไทยแล้วปลากัดถือเป็นกีฬาตามวิถีชาวบ้านที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมของทุกปี คนในพื้นที่ภาคใต้เรื่อยไปจนถึงประเทศมาเลเซียจะนิยมเล่นปลากัดมากกว่าพื้นที่อื่น

     คุณสุนทร พรหมารักษา คนแปดริ้วเคยมีอาชีพทำสวนผลไม้แต่สนใจในการเพาะพันธุ์ปลากัดเป็นงานอดิเรก ต่อมางานอดิเรกกลับสร้างรายได้หลักดีกว่าการทำสวนผลไม้จึงได้ยึดเป็นอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นเกษตรกรก้าวหน้าที่มีประสบการณ์ในการเพาะพันธุ์ปลากัดมานานถึง 25 ปี ปัจจุบันคุณสุนทรมีบ่อเพาะพันธุ์ปลากัด (บ่อดิน) จำนวน 70 บ่อ และบ่อปูน จำนวน 200 บ่อ มีกำลังการผลิตปลากัดต่อเดือนเฉลี่ย 2,000 ตัว เป็นที่สังเกตว่าการเพาะพันธุ์ปลากัดของคุณสุนทรจะจำหน่ายเฉพาะตัวผู้เพียงอย่างเดียว สำหรับตัวเมียจะคัดออก โดยจะทำการคัดแยกลูกปลาเมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 2-3 เดือน โดยสังเกตตรงครีบและหางที่มีความยาวกว่าตัวเมีย คุณสุนทรยังได้บอกว่าลักษณะของปลากัด ที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วย หนังดี (คือกัดไม่ค่อยเข้า), เขี้ยวดี, มีชั้นเชิงในการต่อสู้และควรจะมีอายุเฉลี่ย 6-10 เดือน มาตรฐานของฟาร์มเลี้ยงปลากัดของคุณสุนทรจะมีการทดสอบปลากัดก่อนนำออกจำหน่ายเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นปลาที่กัดเก่ง โดยการทดสอบด้วยการนำปลากัดมาปล้ำกันก่อนประมาณ 3 ครั้ง คุณสุนทรจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดตลอดมาโดยมีการนำลูกปลากัดแปดริ้วมาผสมกับลูกปลากัดมาเลเซีย, เวียดนามและสิงคโปร์ทำให้ปลากัดมีลักษณะดีขึ้นเรื่อย ๆ คุณสุนทรยังได้บอกเคล็ดลับในการผสมพันธุ์เริ่มต้นจากนำปลาตัวผู้และตัวเมียมาวางเทียบคู่กันในบริเวณที่เงียบ เพื่อให้ปลามองกันได้อย่างอิสระไม่ตกใจบ่อย สำหรับระยะเวลาในการเทียบกันนั้นควรจะใช้เวลาเฉลี่ย 15-30 วัน เพราะเมื่อแม่ปลามีไข่สุกเต็มที่และสมบูรณ์จะทำให้ลูกปลาที่ออกมามีความแข็งแรงและโอกาสรอดตายสูง ที่สำคัญในช่วงก่อนออกไข่ควรให้อาหารตัวเมียอย่างสม่ำเสมอ
 
     จุดเด่นของการซื้อ-ขายปลากัดของคุณสุนทรอยู่ตรงที่มีบริการส่งปลากัดจำหน่ายทางไปรษณีย์ไม่จำเป็นจะต้องมาซื้อถึงฟาร์ม จะมีการส่งแบบไปรษณีย์ EMS ทั่วประเทศ โดยการบรรจุปลากัดลงในถุงพลาสติกใสขนาด 3  X6 นิ้ว แต่จะต้องใส่จำนวน 1 ตัวต่อ 1 ถุง มัดให้มีลมอยู่ภายในถุง บรรจุถุงปลากัดลงในถุงพลาสติกที่ใหญ่กว่าอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันน้ำซึม
ปลากัดจะอยู่ได้นานถึง 5-7 วันโดยไม่ตาย แต่จะต้องระมัดระวังอย่านำไปตากแดดหรืออยู่ในที่อากาศร้อนเท่านั้น สำหรับราคาจำหน่ายปลากัดของฟาร์มแห่งนี้จะขายในราคาเดียวกันหมดคือตัวละ 50 บาท.
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

jookjik_nak๊a
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้ากลุ่ม
*****


กระทู้: 301
สมาชิกลำดับที่ 112


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 27 กันยายน, 2551, 17:53:07 »

พี่เคยไปที่ฟารมปลากัดคุณสุนทรหลายครั้งนะน้องเอ เข้าไปแล้วเพลินจนลืมเวลา
มีทั้งปลากัดสวยๆ ต้นไม่ดอกไม่ร่มรื่น
มาหลังๆนี่ห่างๆไป เพราะสังขารไม่อำนวยให้ไปไหนๆได้เหมือนก่อน

ก็แค่เปิดเวปคุณสุนทรดูไปพลางๆ

http://www.suntorn-farm.50megs.com/main.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

bangphad253
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์, 2552, 11:43:04 »

เพาะไว้4คู่นะคะ พ่อบอกว่าต้องเพาะให้ได้ทั้ง4คู่
ส่วนแม่บอกว่าไม่ต้องเพาะเปลืองเงินซื้อของ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,002
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์, 2552, 23:27:41 »

ถ้าได้ลูกปลาสวยๆ ถ่ายรูปมาให้ชมบ้างนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,002
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 04 เมษายน, 2552, 00:00:26 »

อดีต รมช.คมนาคม หวังดัน พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยสู่สากล  สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

คิดอยากจะหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ไปอยู่กับธรรมชาติที่ร่มรื่น สายน้ำไหลเอื่อยๆ เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ ได้เรียนรู้ธรรมชาติ และดื่มด่ำธรรมชาติให้เต็มปอด แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่นัก เนื่องจากชีวิตคนทำงานในเมืองหลวงต้องทำงานแข่งกับเวลา ขณะที่เวลาพักผ่อนก็มีอยู่น้อยนิด

บางกระเจ้า น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติร่มรื่น และใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด เพราะเมื่อมองมาจากฝั่งวัดคลองเตยนอก หรือบริเวณท่าเรือคลองเตย ก็สามารถเห็นความร่มรื่นอย่างน่าอัศจรรย์ มีเพียงแม่น้ำเจ้าพระยาคั่นตรงกลางเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างความวุ่นวายของสังคมเมืองกับความสงบร่มรื่นของแมกไม้

บางกระเจ้า เป็นตำบลหนึ่งที่อยู่ในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่เกาะกระเพาะหมูที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและอนุรักษ์เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อคงไว้เป็นปอดของกรุงเทพฯ จนได้รับการยกย่องเป็น "URBAN OASIS" ของเอเชีย จากไทม์แม็กกาซีน

ยิ่งไปกว่าธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ ณ บ้านสวนบางกระเจ้าแห่งนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย โดย คุณพีระพงศ์ ถนอมพงศ์พันธุ์ อดีต รมช.คมนาคม วัย 60 ปี ที่ผันตัวเองมาเป็นประธานมูลนิธิพัฒนาศักยภาพคนอย่างเต็มตัว ได้สร้างขึ้นเพื่อต้องการให้สากลรู้จัก "ปลากัดไทยมากขึ้น"

"ผมต้องการจะคืนอะไรให้กับสังคมไทย แผ่นดินไทย ในฐานะมาตุภูมิ ในขณะที่ผมยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเราเกิดมาบนแผ่นดินนี้ และได้พบสิ่งที่เป็นเลิศแล้วต้องนำออกมาให้สังคมเห็น ที่ผ่านมาสากลรู้จัก "Siamese Fighting Fish" จนจะเปลี่ยนมาเรียกปลากัดด้วยซ้ำ หากมองดูความเป็นเลิศของไทย จะเห็นว่ามีสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นยิ้มสยาม ผ้าไหมไทย และต้มยำกุ้ง แต่ปลากัดไทย สามารถบอกอะไรได้มากกว่านั้น เพราะเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของไทย เนื่องจากเมื่อก่อนคนไทยมีอาชีพเกษตรกรรม หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว จะมีกิจกรรมสันทนาการ โดยการนำปลากัดที่เลี้ยงไว้มากัดแข่งกัน ซึ่งได้พันธุ์ปลากัดมาจากแหล่งน้ำต่างๆ แล้วมาเพาะกันเอง เป็นภูมิปัญญาที่ควรนำเสนอต่อสากล อย่างประเทศญี่ปุ่นมีปลาคาร์พ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มีการเลี้ยงอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งปลากัดก็เป็นตัวแทนของประเทศไทย" คุณพีระพงศ์ กล่าว

เมื่อเดินทางถึงประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย เลขที่ 18/2 หมู่ที่ 3 ซอยวัดราษฎร์รังสรรค์ ตำบลบางกระเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้ยินเสียงจักจั่นร้องต้อนรับระงมไปทั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่มากทีเดียว ก่อนการเดินชมปลากัดในโหลแก้ว ก็ต้องเข้าชมห้องวีดิทัศน์ที่ฉายให้เห็นวิวัฒนาการของปลากัด รวมทั้งยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมที่สามารถสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับปลากัดให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย

หลังจากดูวีดิทัศน์แล้ว ก็ได้เวลาเดินชมปลากัดที่อยู่ในโหลแก้ว มีการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทั้งบริเวณริมทางเดินเลาะแนวต้นไม้ และบริเวณข้างใต้อาคาร มีการจัดตกแต่งได้อย่างลงตัว โดยเบื้องต้นยังมีปลากัดไม่มากชนิด เนื่องจากที่นี่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว คุณพีระพงศ์ บอกว่า ปลากัดที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้เริ่มเพาะเลี้ยงเพียงสายพันธุ์ธรรมดา นับเป็นการเริ่มต้น และสั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งเป็นการเริ่มจากความไม่รู้เรื่องปลากัดมาก่อน จนใช้ระยะเวลาหนึ่งในการศึกษา เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเริ่มจากน้อยไปสู่มาก เริ่มจากความยากไปสู่ความง่าย ขณะนี้ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาหลายท่าน นอกจากนี้ ยังมีปลากัดอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้จากผู้ที่เพาะพันธุ์ปลากัดแล้วนำมาให้ เพื่อต้องการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้ให้กับสังคมและชุมชนต่อไป

ปลากัดมีความเป็นมาที่ยาวนาน น่าจะมีมาตั้งแต่การสร้างชาติไทยในยุคสมัยสุโขทัย ซึ่งการกัดปลาเป็นเกมการพนันที่ได้รับการจารึกว่าเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมาแต่โบราณ ปลากัดมีความอดทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานาน มีลีลาการต่อสู้เต็มไปด้วยชั้นเชิงและศิลปะ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสง่างามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลาในการต่อสู้ ความสวยงามตามธรรมชาติของปลากัดเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้นิยมเลี้ยงปลานำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามและเลี้ยงเป็นนักกีฬา

ปลากัด ชื่อวิทยาศาสตร์ Betta Splenders และชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish เป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่นิยมเพาะเลี้ยงมาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อไว้ดูเล่นและเพื่อกีฬากัดปลากันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงและเพาะพันธุ์ได้ง่ายจึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเลี้ยงปลา เพราะไม่ต้องเอาใจใส่มากนักและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย เป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในน้ำที่นิ่งหรือน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการแพร่พันธุ์กระจายไปทั่วในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับปลากัดเลี้ยงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติมีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว มีลายตามตัว ครีบและหางสั้น ส่วนปลาเพศผู้มีครีบและหางยาว ลักษณะครีบแผ่กว้างใหญ่สวยงาม

ปลากัด เป็นปลาพื้นเมืองของไทย พบแพร่กระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย มักอาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หนองบึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ฯลฯ ในบริเวณที่มีระดับน้ำตื้นๆ น้ำค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นประปราย เพราะเป็นปลาที่ชอบว่ายน้ำช้าๆ บริเวณผิวน้ำ

ปลากัด เป็นปลาที่มีขนาดเล็ก ลำตัวยาว แบนข้าง หัวเล็ก ปากขนาดเล็ก เชิดขึ้นด้านบนเล็กน้อย มีฟันที่ขากรรไกรบนและล่าง มีเกล็ดปกคลุมหัวและตัว ครีบอกมีขนาดเล็กกว่าครีบอื่นๆ

ปลากัดไม่มีเส้นข้างลำตัว กระดูกที่อยู่ด้านหน้าของดวงตา (Preorbital) มีขอบเรียบ มีอวัยวะพิเศษ ช่วยในการหายใจนอกจากเหงือก เรียกว่า Labyrinth Organ อยู่ในโพรงอากาศหลังช่องเหงือก มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่มีรอยหยักและมีเส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงมากมาย แต่ในลูกปลาจะไม่พบอวัยวะหายใจดังกล่าว เพราะจะเริ่มมีอวัยวะนี้เมื่อปลามีอายุ 10 วัน จากการที่ปลากัดต้องใช้อวัยวะช่วยในการหายใจ ทำให้ปลากัดต้องโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลากัดสามารถอยู่ในน้ำที่ไม่มีออกซิเจนได้

ปลากัด สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ปลากัดลูกทุ่งหรือลูกป่า ปลากัดหม้อ และปลากัดจีน

ปลากัดลูกทุ่ง หรือ ลูกป่า เป็นปลาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตาม หนอง คลอง บึงทั่วไป มีขนาดลำตัวบอบบาง ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ตัวผู้มีครีบท้องหรือครีบตะเกียบยาว ครีบก้น ครีบหลังยาว หางกลมเป็นรูปใบโพธิ์ สีลำตัวเป็นสีน้ำตาลขุ่นหรือเทาแกมเขียว ส่วนตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ มีตะเกียบสั้น ครีบสั้น หางเล็ก สีตามตัวซีด และมีเส้นดำ 2 เส้น พาดขนานกลางลำตัวตั้งแต่คอจนถึงโคนหาง ตรงท้องระหว่างตะเกียบมีจุดไข่สีขาวที่เรียกว่า ไข่นำ 1 เม็ด ปลาชนิดนี้มีนิสัยว่องไว แต่กัดไม่ทน สู้ปลากัดลูกหม้อไม่ได้

ปลากัดหม้อ เป็นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะนอกจากจะกัดเก่ง ทรหดอดทนแล้ว ยังมีสีสันตามลำตัวสวยงาม เช่น สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม สีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น ปลากัดหม้อจะมีลักษณะตัวโตกว่าปลากัดลูกทุ่ง แต่ครีบหางครีบหลังจะสั้นกว่า หางสั้นเป็นรูปพัด ไม่ค่อยตื่นตกใจง่าย ส่วนตัวเมียครีบหางครีบหลังและตะเกียบสั้น สีซีดกว่าตัวผู้ ปลากัดหม้อเกิดจากการคัดสายพันธุ์ลูกทุ่งลูกป่า จับมาเลี้ยงมาฝึกให้ต่อสู้และอดทน ผสมพันธุ์กันจนได้สายพันธุ์ใหม่กันขึ้นมา

ปลากัดจีน เกิดจากการผสมเทียมและพัฒนาสายพันธุ์จนได้สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา มีสีสันสวยงามฉูดฉาด เช่น สีเขียว สีม่วง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว ฯลฯ มีครีบหางครีบหลัง และตะเกียบยาวเป็นพวง นิยมเลี้ยงกันเพื่อความสวยงาม ไม่นิยมให้กัดกัน เพราะไม่มีความว่องไวในการต่อสู้ ปลากัดจีนในปัจจุบันจะเน้นเฉพาะความสวยงามเท่านั้น

สำหรับปลากัดจีน ไม่ใช่พันธุ์ที่มาจากประเทศจีน แต่เป็นปลากัดไทยที่มีการผสมคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ปลากัดที่กัดเก่งและสวยงาม บังเอิญได้ปลาชนิดใหม่ที่ครีบและหางยาวออกมามากกว่าปกติ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ครีบและหางที่แผ่กว้างขึ้น มีลักษณะสวยงามขึ้น มีสีสันใหม่ๆ ที่สวยงาม โดยเฉพาะครีบที่ยาวรุ่มร่ามและสีสันฉูดฉาดเหมือนต้นงิ้ว จึงเรียกกันว่า ปลากัดจีน เลยทำให้หลายคนเข้าใจผิดไป

ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวชอบต่อสู้ เมื่อปลาอายุประมาณ 1-2 เดือน ต้องแยกปลากัดเลี้ยงในภาชนะ เช่น ขวดโหลเพียงตัวเดียวก่อนที่ปลาจะมีพฤติกรรมต่อสู้กัน หากแยกปลาช้าเกินไปปลาอาจจะบอบช้ำไม่แข็งแรง หรือพิการได้ เนื่องจากปลาจะกัดกันเอง ควรจะแยกปลากัดเลี้ยงเดี่ยวๆ ทันทีที่สามารถแยกเพศได้ เมื่อลูกปลามีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง-2 เดือน จะสังเกตเห็นว่าปลาเพศผู้จะมีลำตัวสีเข้ม ครีบยาว ลายบนลำตัวมองเห็นได้ชัดเจน และขนาดมักจะโตกว่าเพศเมีย ส่วนปลาเพศเมียจะมีสีซีดจาง มีลายพาดตามความยาวของลำตัว 2-3 แถบ และมักจะมีขนาดเล็กว่าปลาเพศผู้ เพื่อไม่ให้ปลากัดเกิดความเสียหายหรือบอบช้ำ ควรแยกปลากัดก่อน ซึ่งการดูเพศปลากัดสามารถสังเกตได้ ดังนี้

1. ดูสี เพราะตัวผู้จะมีสีเข้มกว่าตัวเมีย แต่ลายบนลำตัวเห็นได้ชัดเจน ส่วนตัวเมียจะมีสีซีดจาง มีลายพาดตามความยาวของลำตัว 2-3 แถบ การดูสีนี้จะดูได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อปลากัดมีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป

2. ดูครีบและกระโดง เพราะปลากัดตัวผู้จะมีครีบท้องยาวกว่าของตัวเมีย มีกระโดงยาวไปจรดหาง ส่วนกระโดงของตัวเมียจะสั้นกว่ามาก

3. ดูไข่นำ ซึ่งเป็นจุดขาวๆ ใต้ท้องปลากัดตัวเมีย สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนและจุดๆ นี้คือท่อนำไข่

4. ดูปาก เพราะถ้าลูกปลาตัวใดมีวงปากเป็นสีแดง แสดงว่าลูกปลากัดตัวนั้นเป็นตัวผู้ ซึ่งเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ปลากัดมีอายุน้อยๆ ประมาณ 20 วันขึ้นไป และสุดท้าย

5. ดูขนาดลำตัว เนื่องจากปลาตัวผู้จะมีขนาดลำตัวโตกว่าปลาตัวเมีย แม้มีอายุเท่าๆ กัน

เมื่อแยกเพศปลากัดแล้ว จึงนำปลากัดไปเลี้ยงไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ ควรตั้งโหลไว้บริเวณสถานที่ๆ ค่อนข้างจะสงบเงียบและมีอากาศถ่ายเทได้ดี โดยเฉพาะในฤดูร้อน เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิน้ำสูงเกินไป ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ปลาตายได้ อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 26-28 องศาเซลเซียส หากเป็นช่วงหน้าหนาวก็ไม่ควรให้ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้ปลาไม่กินอาหารและทำให้ปลาตายได้ ส่วนภาชนะที่ใช้เลี้ยงปลากัดควรเป็นภาชนะขนาดเล็ก มีช่องเปิดไม่กว้างนักเพื่อป้องกันปลากระโดดและป้องกันศัตรูของปลา เช่น แมว จิ้งจก ฯลฯ

สำหรับการเทียบคู่ปลา หรือการผสมพันธุ์ปลากัดนั้น เมื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลากัดแล้วให้ใส่ปลากัดไว้ขวดละตัว นำมาตั้งคู่กันโดยไม่ต้องใช้อะไรกั้น เพื่อให้ปลามองเห็นกันตลอดเวลา เพื่อเป็นการเร่งให้ไข่พัฒนาเร็วขึ้น ทั้งนี้ บริเวณที่เทียบคู่ควรปราศจากสิ่งรบกวนที่อาจจะทำให้ปลาตื่นตกใจได้ ระยะเวลาในการเทียบคู่ประมาณ 3-10 วัน ขึ้นอยู่กับปลาตัวเมียว่ามีความสมบูรณ์ ท้องอูมเป่งมากเพียงใด ในระหว่างที่เทียบคู่ ให้เตรียมโหลแก้ว หรือตู้กระจกที่มีปากแคบเพื่อป้องกันปลากัดกระโดด ถ้าหากภาชนะเพาะปากกว้างหรือสูงไม่พอ ต้องปิดฝาด้านบนป้องกันปลากระโดดและป้องกันศัตรูปลาด้วย เติมน้ำให้มีระดับน้ำสูงเพียง 2-4 นิ้ว ใส่ต้นไม้น้ำลงไปเพื่อให้เป็นที่ยึดเกาะของหวอด โดยใช้ดินเหนียวที่ไม่ปนดินเลนหรือทรายใส่ไว้ก้นอ่าง กดให้แน่นหนาประมาณ 1 นิ้ว เอาต้นไม้น้ำปักลงดิน ต้นไม้จะไม่ตายหรือเน่า หลังจากที่ตัวผู้สร้างหวอดเสร็จจะพองตัว กางครีบไล่ต้อนตัวเมียให้ไปใต้หวอด ขณะที่ตัวเมียจะลอยตัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำ ปลาตัวผู้จะรัดตัวเมียตรงบริเวณอวัยวะเพศ จากนั้นไข่ก็จะหลุดออกมาพร้อมกับตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสม และปลาตัวผู้จะตามลงไปใช้ปากอมไข่ไว้ ว่ายน้ำขึ้นไปพ่นไข่เข้าไปในหวอดจนกว่าจะหมด เมื่อสิ้นสุดการวางไข่ ปลาตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลไข่เพียงลำพังและจะไล่ต้อนปลาตัวเมียไปอยู่ที่มุมตู้ปลา หลังจากนั้นรีบนำปลาตัวเมียออกจากตู้ปลาเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาตัวเมียกินไข่ และปล่อยให้ปลาตัวผู้ดูแลไข่ 2 วัน จึงแยกปลาตัวผู้ออก

ส่วนการอนุบาลปลากัด เมื่อไข่ปลากัดจะฟักเป็นตัวหลังจากได้รับการผสมน้ำเชื้อประมาณ 36 ชั่วโมง โดยในช่วงแรกจะมีถุงอาหารติดตัวมาด้วย ดังนั้น ช่วง 3-4 วันแรก จึงยังไม่ต้องให้อาหาร หลังจากถุงอาหารยุบหมด ควรให้ไข่แดงต้มสุกกรองผ่านกระชอนตาถี่วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3-5 วัน จึงเปลี่ยนเป็นตัวอ่อนของไรแดง ต่อมาจึงเป็นไรแดงตัวเต็มวัย เลี้ยงต่อไปจนกระทั่งปลาสามารถกินลูกน้ำได้ ประมาณ 5 สัปดาห์ ลูกปลาบางตัวจะเริ่มมีสีให้เห็น ช่วงนี้อาจจะเร่งการเจริญเติบโตโดยการเพิ่มการให้อาหารทีละน้อย อาจจะให้ 3-4 ครั้ง ต่อวัน และช่วงนี้ลูกปลาสามารถกินอาหารได้หลายชนิด เช่น หนอนแดง เคยบด ซึ่งสามารถแยกเพศปลากัดได้เมื่อปลามีอายุ 1 เดือนขึ้นไป

พร้อมกันนี้ คุณพีระพงศ์ ยังบอกอีกว่า อยากให้คนไทยมองเห็นพุทธวิถีจากปลากัด เพราะสามารถเห็นปลากัดได้ทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดจนความสง่างาม และความเก่งกาจ ซึ่งสามารถใช้เป็นสะพานสู่สังคมไทยได้ เพื่อให้ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาวะธรรมชาติ

สำหรับสนนราคาค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และชมธรรมชาติตามพุทธวิถี คุณพีระพงศ์ บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดราคา ซึ่งน่าจะพอๆ กับพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ที่สำคัญอยากให้ความสำคัญกับครอบครัวและเยาวชนไทย ที่อาจจะลดราคาให้เป็นพิเศษ เพราะอยากให้ครอบครัวได้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม แทนที่จะไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว

ส่วนนักเรียน นักศึกษา อาจจะมีการเก็บค่าเข้าชมในราคาย่อมเยา แล้วนำเงินที่ได้ไปทำกิจกรรมให้สังคมต่อไป ทั้งนี้ เห็นว่ารายได้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งบ้านสวนบางกระเจ้า สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 300-400 คน ส่วนนักเรียนประมาณ 60-70 คน สำหรับการเดินชมธรรมชาติตามพุทธวิถีและพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยนั้น จะมีมัคคุเทศก์ เป็นผู้นำชมโดยรอบบริเวณ

บ้านสวนบางกระเจ้า เนื้อที่กว่า 40 ไร่ จากสวนเก่า ถูกปรับแต่งขึ้นมาใหม่ แบ่งออกเป็น 3 โซน คือ ปัญญ์ธารา ซึ่งเป็นรีสอร์ตหรูในสวน พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และบ้านสวนบางกระเจ้า แหล่งรวมธรรมชาติที่สามารถศึกษาได้ แม้กระทั่งพันธุ์ไม้ไทยชนิดต่างๆ ที่หาชมได้ยาก อาทิ กล้วยบัวชมพู แคแสด จันทน์ผา ดาหลา บัวดิน และบุหงาส่าหรี ฯลฯ

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า โรงครัวที่นี่ดูแปลกตา เพราะมีต้นหูกวาง 2 ต้น อยู่ในพื้นที่โรงครัวด้วย โดยคุณพีระพงศ์ ให้เหตุผลว่า ที่นี่มีกฎสำคัญที่สุดคือ ห้ามตัดต้นไม้ทุกต้น มีโทษร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกทีเดียวสำหรับคนงาน เนื่องจากต้นไม้แต่ละต้น ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะเจริญเติบโตจนให้ร่มเงาได้ และการตัดเพื่อความสะดวกเล็กน้อยนั้น ไม่คุ้มค่ากับระยะเวลาการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ผ่านมา

แม้จะมีเวลาพักผ่อนเพียงเล็กน้อยกับธรรมชาติที่ร่มรื่น ก็สามารถทำให้ร่างกายสดชื่นได้มากทีเดียว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะได้รับออกซิเจนบริสุทธิจากต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิดเหล่านี้ บ้านสวนบางกระเจ้า จึงน่าจะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต และสถานที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว

ผู้ที่สนใจจะเข้าชมบ้านสวนบางกระเจ้า และพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมได้ประมาณเดือนเมษายนนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. (02) 815-0149, (02) 815-1484

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,002
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 25 สิงหาคม, 2553, 07:30:13 »

เอา คลิ๊ปวีดีโอ ปลากัดมาฝากครับ ขอบคุณภาพจาก Youtube ครับ

<a href="http://www.youtube.com/v/GgKWXt-8pwM?fs=1&amp;amp;hl=en_US" target="_blank">http://www.youtube.com/v/GgKWXt-8pwM?fs=1&amp;amp;hl=en_US</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/uUZYHtqs-8E?fs=1&amp;amp;hl=en_US" target="_blank">http://www.youtube.com/v/uUZYHtqs-8E?fs=1&amp;amp;hl=en_US</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/R9WuZOlDW4M?fs=1&amp;amp;hl=en_US" target="_blank">http://www.youtube.com/v/R9WuZOlDW4M?fs=1&amp;amp;hl=en_US</a>




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: