Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 สิงหาคม, 2557, 11:20:31

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ภาษาถิ่น  (อ่าน 439504 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 20:47:40 »

ภาษาถิ่น หมายถึง ภาษาที่ใช้อยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งของประเทศ ในประเทศไทยมีภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ และภาษาถิ่นเหนือที่เรียกกันว่า ภาษาล้านนา ภาษาถิ่นเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาไทย แต่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างผิดเพี้ยนไปจากภาษากลาง และความแตกต่างนั้นมักเป็นระบบ เช่น คำที่ภาษากรุงเทพฯ ใช้ ร ภาษาเหนือจะเป็น ฮ เช่น คำว่า รัก เป็น ฮัก คำว่า เรือน เป็น เฮือน คำว่า ร้อง เป็น ฮ้อง เป็นต้น

ในแต่ละถิ่นอาจจะมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ในภาษาถิ่นใต้ ก็มีภาษาสงขลา ภาษานคร ภาษาตากใบ ภาษาสุราษฎร์ เป็นต้น ภาษาท้องถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ภาษาถิ่นทุกภาษาเป็นภาษาที่สำคัญในสังคมไทย เป็นภาษาที่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ และวัฒนธรรมทุกแขนงของท้องถิ่น เราจึงควรรักษาภาษาถิ่นทุกถิ่นไว้ใช้ให้ถูกต้องเพื่อเป็นสมบัติมรดกของชาติต่อไป

ตัวอย่าง ภาษาถิ่น

 
 คำสวัสดี/ทักทาย
 ภาคเหนือ สวัสดีเจ้า
 ภาคกลาง สวัสดี
 ภาคอีสาน ไปไส
 ภาคใต้ พรือ
 ภาษาอังกฤษ How are you ?
   
การขยับตัว
 ภาคเหนือ ขด - การขยับตัวไปด้านใดด้านหนึ่ง
 ภาคกลาง เหยิบ - การขยับตัวออกไปด้านใดด้านหนึ่ง (สุโขทัย)
 ภาคอีสาน ตู้ด - การขยับออกไปด้านหลังโดยไม่ยกก้น
 ภาคใต้ ถด - การยกก้นขยับตัวไปด้านหน้า
  แถด - การยกก้นขยับตัวไปด้านหลัง
   
ยอดเยี่ยม, ดีมาก
 ภาคเหนือ ดีประล่ำประเหลือ
 ภาคกลาง ว้าย ดีจริงๆ ไอ้น้อง พ่อคุณเอ๋ย ดีแท้ๆ (สุโขทัย)
 ภาคอีสาน ปัดโธ่ ! ช่างแม่นเหลือใจกูแท้หนอ บ่เคยเห็นเลยพี่น้องเอ๊ย ช่างแม่นอ่อนช้อยหลายเด๊
 ภาคใต้ แม่เอ๊ย แม่และ ฉาดได้แรงอกกูเกินนิ
 ภาษาอังกฤษ That is great. 
   
อร่อย, อร่อยมาก
 ภาคเหนือ ลำแต้ แต้
 ภาคกลาง แม่เจ้าโว้ย อร่อยแท้ๆ เนอะ
 ภาคอีสาน แซ่บอีหลี
 ภาคใต้ ฉาดเข้าลึกถึงหัวใจ ไข่เฮ้ย มึงลองแล
 ภาษาอังกฤษ Delicious
   
ฟักทอง
 ภาคเหนือ บะน้ำแก้ว, ฟักแก้ว
 ภาคกลาง ฟักทอง
 ภาคอีสาน บักอึ๊
 ภาคใต้ น้ำเต้า
 ภาษาอังกฤษ Pumpkin
   
ของเหลวที่ทะลักเล็ดลอดออกมา 
 ภาคเหนือ แฟบ
 ภาคกลาง ปลิ้น
 ภาคอีสาน ซอด
 ภาคใต้ แพร็ด
 ภาษาอังกฤษ Squirt
   
มะละกอ
 ภาคเหนือ บะกล้วยแต้ด
 ภาคกลาง มะละกอ
 ภาคอีสาน บักหุ่ง 
 ภาคใต้ ลอกอ
 ภาษาอังกฤษ Papaya
   
เมล็ดมะละกอ
 ภาคเหนือ แก่นบะกล้วยแต้ด
 ภาคกลาง เมล็ดมะละกอ
 ภาคอีสาน ในบักหุ่ง
 ภาคใต้ เล็ดลอกอ
   
สับปะรด
 ภาคเหนือ บะขะนัด
 ภาคกลาง สับปะรด
 ภาคอีสาน บักนัด
 ภาคใต้ ยานัด, มะลิ (ภาษาท้องถิ่น สงขลา)
 ภาษาอังกฤษ Pineapple
   
ฝรั่ง
 ภาคเหนือ บะแกว (ภาษาท้องถิ่น แพร่), บะหมั่น (ภาษาท้องถิ่น ลำปาง),บะกล้วยก๋า (ภาษาท้องถิ่น เชียงใหม่)
 ภาคกลาง ฝรั่ง
 ภาคอีสาน บักสีดา
 ภาคใต้ ชมพู่
 ภาษาอังกฤษ Guava
   
น้อยหน่า
 ภาคเหนือ บะแน, บะนอแน
 ภาคกลาง น้อยหน่า
 ภาคอีสาน บักเขียบ
 ภาคใต้ น้อยหน่า
 ภาษาอังกฤษ Custard apple, Sugar apple
   
เม็ดมะม่วงหิมพานต์
 ภาคเหนือ เม็ดบะม่วงหิมพานต์
 ภาคกลาง เม็ดมะม่วงหิมพานต์
 ภาคอีสาน เม็ดบักม่วง
 ภาคใต้ ยาร่วง, เล็ดล่อ, หัวครก (ภาษาท้องถิ่น นครศรีธรรมราช)
 กาหยู (ภาษาท้องถิ่น ระนอง), กาหยี (ภาษาท้องถิ่น ภูเก็ต)
 ภาษาอังกฤษ Cashew
   
รองเท้า
 ภาคเหนือ เกิบ, แคปฟองนวล (รองเท้าฟองน้ำ ภาษาท้องถิ่น น่าน)
 ภาคกลาง อีัแตะ
 ภาคอีสาน เกิบ
 ภาคใต้ เกือก
 ภาษาอังกฤษ Sandals

ที่มา เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. ภาษาไทย ป.3. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.
บันทึกการเข้า




แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 21:32:15 »

ภาษาถิ่นพายัพ

(กำเมือง; คำหรือกำ แปลว่า ภาษา) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ภาษาถิ่นพายัพ" เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคเหนือตอนบน หรือภาษาในอาณาจักรล้านนาเดิม มักจะพูดกันมากใน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน และยังมีการพูดและการผสมภาษากันในบางพื้นที่ของ จังหวัดตาก และ เพชรบูรณ์อีกด้วย

นอกจากนี้ คำเมืองเป็นภาษาของคนไทยวน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยหรืออาณาจักรล้านนา และ อาณาจักรโยนกในอดีต ปัจจุบันกล่มคนไท-ยวนได้กระจัดกระจายและมีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดสระบุรีอีกด้วย

ภาษาคำเมืองยังสามารถแบ่งออกเป็นสำเนียงล้านนาตะวันตก (ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน) และสำเนียงล้านนาตะวันออก (ในจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน) ซึ่งจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สำเนียงล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่จะไม่พบสระเอือะ เอือ แต่จะใช้สระเอียะ เอียแทน (มีเสียงเอือะ และเอือเพียงแต่คนต่างถิ่นฟังไม่ออกเอง เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป๊นเสียงนาสิกใกล้เคียงกับเอียะ เอีย)

คนในจังหวัดลำพูนมักจะพูดสำเนียงเมืองยอง เพราะชาวลำพูนจำนวนมากสืบเชื้อสายมาจากชาวยองในรัฐฉาน จึงมีสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์

คำเมืองมีไวยากรณ์เหมือนกับภาษาไทยกลางแต่ใช้คำศัพท์ไม่เหมือนกัน แต่เดิมได้ใช้คู่กับ ตัวเมือง ซึ่งเป็นตัวอักษรของอาณาจักรล้านนาที่อักษรมอญใช้เป็นต้นแบบ

บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:10:04 »

ภาษาไทยกลาง


เป็นภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแม่ของชาวไทย และชนเชื้อสายอื่นในประเทศไทย ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไต ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน และนักภาษาศาสตร์บางท่านเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน และออกเสียงแยกคำต่อคำ เป็นที่ลำบากของชาวต่างชาติเนื่องจาก การออกเสียงวรรณยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคำ และการสะกดคำที่ซับซ้อน นอกจากภาษากลางแล้ว ในประเทศไทยมีการใช้ ภาษาไทยถิ่นอื่นด้วย

คำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก แม้คำนี้จะมีรูปเหมือนคำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต แต่แท้ที่จริงแล้ว คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคำที่เรียกว่า 'การลากคำเข้าวัด' ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว ย เข้าไปข้างท้าย เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง

ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล (tense) การก (case) มาลา (mood) หรือวาจก (voice) ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงก์ (gender) ไม่มีพจน์ (number) ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ (ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้ ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา คำคุณศัพท์จะวางไว้หลังคำนาม ลักษณะทางวากยสัมพันธ์โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ 'ประธาน-กริยา-กรรม'

บันทึกการเข้า

แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:14:07 »

ภาษาไทยถิ่นใต้

เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคใต้ของประเทศไทย นับแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซียรวม 14 จังหวัดและบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกทั้งบางหมู่บ้านในรัฐกลันตัน รัฐปะลิส รัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) รัฐเประ และรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย บางหมู่บ้านในเขตตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศพม่าด้วย ภาษาไทยถิ่นใต้มีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ไม่มีตัวอักษรเขียนเฉพาะ

ภาษาไทยถิ่นใต้แยกออกเป็น 5 กลุ่ม คือ

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดกันมากทางฝั่งตะวันออกของปักษ์ใต้ บริเวณจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี (อำเภอโคกโพธิ์, อำเภอแม่ลาน, อำเภอหนองจิก และ อำเภอเมือง) ตรัง สตูล (และในรัฐปะลิส-หมู่บ้านควนขนุน บ้านตาน้ำ ,ในรัฐเคดาห์-บ้านทางควาย บ้านบาลิ่ง ) ภาษาไทยถิ่นใต้ที่ใช้ในกลุ่มนี้ จะมีลักษณะของภาษาที่คล้ายคลึงกัน (ตรัง และสตูล แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก แต่สำเนียงภาษา ถือเป็นกลุ่มเดียวกับพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ ได้ชัดเจน)

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก

ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ จะมีลักษณะเด่นที่คล้ายคลึงกัน เช่นออกเสียงคำว่า แตก เป็น แตะ ดอกไม้ เป็น เดาะไม้ สามแยก เป็น สามแยะ ฯลฯ สำเนียงนครศรีธรรมราช กลุ่มฉวาง พิปูน ทุ่งใหญ่ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาหลวง ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนจังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันออก แต่สำเนียงภาษาถือเป็นกลุ่มเดียวกับจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ ไม่ได้

การแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก (คำที่มีเสียงสระยาวสามารถออกเสียง ก. สะกดได้ชัด) กับพื้นที่ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก (คำที่มีเสียงสระยาว ออกเสียง ก. สะกดไม่ได้) สามารถกำหนดแนวแบ่งเขตได้ เคร่าๆ ได้โดยลากเส้นแนวแบ่งเขตจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีฝั่งอ่าวไทย ลงไปทางใต้ โดยใช้แนวเขาหลวง(เทือกเขานครศรีธรรมราช) เป็นแนวแบ่งเขต ผ่านลงไปถึงจุดระหว่างอำเภอทุ่งสง และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นวกไปทางทิศตะวันตกไปยังอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ จรดทะเลอันดามัน

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงสงขลา

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงสงขลา ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดสงขลา บางส่วนของจังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา โดยมีลักษณะที่เด่นคือ หางเสียงจะไม่ขาดห้วน แต่จะค่อยๆเบาเสียงลง ซึ่งลักษณะดังกล่าวช่วยให้ภาษาสงขลาฟังแล้วไม่หยาบกระด้างอย่างสำเนียงใต้ถิ่นอื่น นอกจากนี้ยังคำที่ใช้บ่อยในสำเนียงนี้คือ คำว่า เบอะ หรือ กะเบอะ ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยมาตรฐานว่า เพราะว่า, ก็เพราะว่า เรียกเงินว่า เบี้ย ในขณะที่ถิ่นอื่นนิยมเรียกว่า ตางค์ และคำที่นิยมใช้อีกคำหนึ่ง คือ ไม่หอน ซึ่งมีความหมายว่า ไม่เคย เช่น ฉานไม่หอนไป เป็นต้น

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห หรือ ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบ ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี(เฉพาะ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี) รวมทั้งในเขตรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในหมู่บ้านที่พูดภาษาไทย จะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหนึ่งภาษาคือภาษาถิ่นพิเทน ซึ่งพูดกันในตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง และตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานีเท่านั้น

ในเขตจังหวัดนราธิวาส เนื่องมีคนในจังหวัดอื่นๆ มาอาศัยหรือทำงานในจังหวัดนราธิวาส จึงนำภาษาไทยถิ่นใต้ของแต่ละจังหวัดมาพูดกันในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยถิ่นใต้จากจังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คนนราธิวาส จึงมีภาษาไทย 2 สำเนียง คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ สำเนียง เจ๊ะเห และสำเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียง เจะเห มักพูดกันในกลุ่มเครือญาติ หรือตามชนบทของนราธิวาส แต่ในเมืองมักจะพูดสำเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงพิเทน

ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงพิเทน เป็นภาษาถิ่นย่อยของภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบที่ใช้อยู่ในตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง และตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันคนในตำบลพิเทนพูดภาษาไทยถิ่นพิเทนน้อยลง ส่วนมากจะใช้ภาษามลายูปัตตานีในชีวิตประจำวัน ตามความนิยมของผู้ใช้ภาษาส่วนใหญ่ ผู้ที่สามารถใช้สำเนียงพิเทนได้ดีคือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อายุน้อยกว่านี้บางคนไม่ยอมพูดภาษาของตน หรือพูดได้ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาษาพิเทนมีการใช้คำยืมและคำที่ใช้ร่วมกันกับภาษามลายูปัตตานีถึงร้อยละ 97






บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 22:33:16 »

ภาษาถิ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาษาถิ่น หรือ สำเนียง คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียงเป็นต้น

เช่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีภาษาถิ่นประจำภาคนั้น ดังนี้ ภาคเหนือมีภาษาถิ่นพายัพ ภาคอีสานมีภาษาถิ่นอีสาน ภาคใต้มีภาษาถิ่นใต้ และภาคกลางมีภาษาไทยกลาง เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกภาษาถิ่นในประเทศไทยคงใช้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ ถ้อยคำ และสำเนียง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาถิ่นนั้น

หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง มากกว่า

การกำหนดภาษาหลักหรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาวถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสังคมหนึ่งๆ
ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
ภาษาเฉพาะวงการ
ภาษาสแลง


หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 21:22:37 »



ภาษาถิ่นเหนือ

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com



จำนวนนับ

1 = นึ่ง

2 = สอง

3 = สาม

4 = สี่

5 = ห้า

6 = ฮก

7 = เจ๋ด

 8 = แปด

9 = เก้า

10 = ซิบ

11 = ซิบเอ๋ด

20 = ซาว

21 = ซาวเอ๋ด




พืช ผัก ผลไม้

มะละกอ = บะก้วยเต๊ศ

กล้วยน้ำว้า = ก้วยอ่อง / ก้วยนิอ่อง

มะตูม = บะปีน

ส้มเขียวหวาน = ส้มเกลี้ยง เขียวหวาน

แตงล้าน = ม่ะแต๋งซั้ง ( ร้านที่ทำให้เครือแตงพันขึ้นไป ทางเหนือเรียกว่า ซั้ง )

น้อยหน่า = ม่ะหน้อแหน้ / น้อยแหน้

บวบงู = ม่ะนอยงู

มะเขือเปราะ = บะเขือผ่อย

มะเขือยาว = บะเขือขะม้า - - ออกเสียง ม่ะเขือขะม่า / ม่ะเขือหำม้า

มะระขี้นก = บะห่อย

แตงกวา = บะแต๋ง

กล้วย = เชียงใหม่ เรียก ก้วยใต้ ลำปาง เรียก ก้วยลิอ่อง หรือ ก้วย โก๊ย

กล้วยน้ำว้า = ก้วยใต้

พุทรา = หม่ะตัน

ละมุด = หม่ะมุด

กระท้อน = บะตื๋น หมะต้อง

มะปราง = บะผาง

ฝรั่ง = บ่ะหมั้น,บะแก๋ว

ขนุน = หม่ะหนุน,บ่ะหนุน

มะพร้าว = บะป๊าว

ส้มโอ = บะโอ

ฟักทอง = บะฟักแก้ว /บะน้ำแก้ว/น้ำแก้ว

ฟักเขียว = บะฟักหม่น

มะแว้ง = บะแขว้งขม

มะเขือพวง = บะแขว้ง /บ่ะแขว้งกุลา

ลูกยอ = หม่ะต๋าเสือ

มะเขือเทศ = บะเขือส้ม

กระท้อน = บะตึ๋น

ตะไคร้ = ชะไคร

คึ่นช่าย = ผักกะพึน,กำพึน (กะปึน)

ผักตำลึง = ผักแคบ

ชะพลู = ผักแค ใบปูนา ปูลิง





สัตว์

จิ้งหรีด = จิ้กุ่ง,จิ้หีด

ค้างคก = ค้างคาก กบตู่

ลูกอ๊อด = อีฮวก

ปลาไหล = ปลาเอี่ยน ปลาเหยี่ยน

จิ้งเหลน = จั๊ก-กะ-เหล้อ

กิ้งก่า = จั๊ก-ก่า



เครื่องใช้

กรรไกร = มีดยับ มีดแซม

กระดุม = บะต่อม

เข็มขัด = สายแอว สายฮั้ง

ช้อน = จ๊อน

ทับพี = ป้าก

ถุงเท้า = ถุงตีน

ผ้าเช็ดตัว = ผ้าตุ้ม

ผ้าห่ม = ผ้าต๊วบ

ยาสูบ = ซีโย

รองเท้า = เกือก /เกิบ

รองเท้าฟองน้ำ = แค็บ




คำกริยา

กำปั้น หมัด = ลูกกุย

โกรธ = โขด

กลับ = ปิ๊ก (เช่น "เฮาปิ๊กบ้านละหนา")

กางร่ม = กางจ้อง

โกหก = วอก ขี้จุ๊

กิน = กิ๋น

ก่าย = ปาด อิง

ขโมย = ขี้ลัก

ขี่หลังคน(เกาะ) = เก๊าะ

ขี้เหนียว = ขี้จิ๊

คิด = กึ๊ด

เครียด = เกี้ยด

จริง = แต๊(เช่น "แต๊ก๊ะ" = "จริงหรอ")

เจ็บ = เจ๊บ

ใช้ = ใจ๊

ดู = ผ่อ

เด็ก = ละอ่อน

ตกคันได = ตกบันได

เที่ยว = แอ่ว

ทำ = ยะ(เช่น "ยะหยัง" = "ทำอะไร")

นั่งพับเพียบ = นั่งป้อหละแหม้

นั่งขัดสมาธิ = นั่งขดขวาย

นั่งยอง ๆ = นั่งข่องเหยาะ,หย่องเหยาะ

นั่งไขว่ห้างเอาเท้าข้างหนึ่งพาดบนเข่า = นั่งปกขาก่ายง้อน

นั่งวางเฉย นั่งหัวโด่ = นั่งคกงก(ก๊กงก)

นั่งลงไปเต็มที่ตามสบาย(โดยไม่กลัวเปื้อน) = นั่งเป้อหละเหม้อ, นั่งเหม้อ

พูด = อู้

รัก = ฮัก

รู้ = ฮู้

ลื่นล้ม = ผะเริด

วิ่ง = ล่น

สวมรองเท้า = ซุบแข็บ

สะดุด = ข้อง

สวยจังเลยนะ = งามหลายน้อ

สบายอกสบายใจ = ซว่างอกซว่างใจ๋

เหรอ = ก๊ะ

ห่วง = ห่วง (คำเมืองแท้ๆคือ อ่วง ว้อง หรือ ข๋าง)

เหนื่อย = อิด หม้อย

ให้ = หื้อ

อยาก = ไข

อยากอ้วก อยากอาเจียน = ใขฮาก

อร่อย = ลำ

อร่อยมาก = จ๊าดลำ

อย่าพูดมาก = จ๊ะไปปากนัก

อย่าพูดเสียงดัง = จ๊ะไปอู้ดัง

คิดไม่ออก = กึ๊ดหม่ะออก

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 21:26:40 »



ภาษาถิ่นเหนือ

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com


คำวิเศษณ์ และอื่นๆ

ก็ = ก่

โง่ = ง่าว

เช่น = เจ้น

ถึง = เถิง

ไม่ = หมะ(เช่น หมะใจ๊ = ไม่ใช้)

นะ = เน้อ(เช่น เน้อครับ = นะครับ)

เป็น = เป๋น

ร่ม หมายถึง ร่มเงา = ฮ่ม

ร่ม หมายถึง (ร่มกันแดด-กันฝน) = จ้อง

ใหญ่ = หลวง(เช่น "หูหลวง" = "หูใหญ่")

เหนียว = ตั๋ง

ทุก = กุ๊ (เช่น กุ๊ๆ คน= ทุกๆคน)

แบบนี้ อย่างนี้ = จะอี้

แบบนั้น อย่างนั้น = จะอั้น




คำนาม สรรพนาม


ฉัน = เปิ้น (สุภาพ) , ฮา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

เธอ = ตั๋ว(สุภาพ) , คิง(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

เขา(สรรพนามบุรุษที่ 3) = เปิ้น

ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา = อุ้ย (เช่น แม่อุ้ย ป้ออุ้ย)

ผู้ชาย = ป้อจาย

ผู้หญิง = แม่ญิง

พวกเขา = หมู่เขา

พวกเธอ = สูเขา (สุภาพ), คิงเขา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)

พวกเรา = หมู่เฮา, เฮาเขา

พ่อ = ป้อ

พี่ชาย = อ้าย,ปี่

พี่สาว = ปี่

ยี่สิบบาท = ซาวบาท

ยี่สิบเอ็ด = ซาวเอ็ด

เรือน = เฮือน

โรงเรียน = โฮงเฮียน

อิฐ = บ่าดินกี่

คำเล่าลือ = กำสีเน

ปฏิทิน = ปั๊กกะตืน คำเมืองแท้ๆจะแปลว่าปฏิทิน




สี

ดำคึลึ = คนอ้วนล่ำผิวดำ

ดำผืด = ฝูงนกฝูงกาขนดำอยู่เป็นฝูง

ดำคุมมุม = ดำสลัวอยู่ในความมืด

ดำขิกติ้ก = ดำซุปเปอร์

ดำคิมมิม = คนผอมกระหร่อง ผิวดำ

ดำเหมือนเเหล็กหมก = ดำเหมือนเหล็กไหม้ไฟ

ดำเหมือนหมิ่นหม้อ = ดำเหมือนเขม่าติดหม้อดินที่ไหม้ไฟ

ดำผึด = ดำทั่วทั้งแถบ

ดำผึดำผึด = ดำมากๆทั่วๆไป

แดงฮ่าม = แดงอร่าม

แดงเผ้อเหล้อ = แดงเป็นจุดใหญ่จุดเดียว

แดงปะหลึ้ง = แดงจัดมาก

แดงปะหลิ้ง = แดงอมชมพู แดงเป็นจุดเล็กๆ

เหลืองฮ่าม = เหลืองอร่าม

เหลืองเอิ่มเสิ่ม = เหลืองอมส้ม

เขียวอุ้มฮุ่ม = เขียวแก่

เขียวปึ้ด = เขียวจัดมาก

มอยอ้อดฮ้อด = สีน้ำตาลหม่น

ขาวจั๊วะ = ขาวนวล

ขาวโจ๊ะโฟ้ะ = ขาวมากๆ

ขาวเผื้อะขาวเผือก = มองไปทางไหนก็ขาวไปหมด

เปิดเจ้อะเห้อะ = สีขาวซีด

หม่นซ้อกป้อก = หม่นมัวหรือเทาอ่อน

หม่นโซ้กโป้ก = หม่นสกปรกหรือสีเทาแก่

หมองซ้อกต๊อก = ดูเก่า หรือซีด จืดไป

เส้าแก๊ก = สีหม่นหมองมาก

เส้าตึ้มตื้อ = ใบหน้าหมองคล้ำ สีมืดไม่สดใส

ลายขุ่ยหยุ่ย = ลายพร้อย หรือลายเป็นดอกดวง

ใสอ้อดหล้อด = สดใสแบบอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ

ใส่ยงยง = สว่างจ้า



แสง-เสียง

มืดแถ้ก = มืดสนิท

มืดสะลุ้ม = มืดสลัวๆ

มืดซุ้มซิ้ม = มืดนิดๆ

มืดวุ่ยวาย = มืดลางๆ ยังพอจำหน้ากันได้

แจ้งฮุมหุฮุมหู่ = สว่างลางๆเลือนๆ

แจ้งฮ่าม = สว่างจ้าสว่างเรืองรอง

แจ้งลึ้ง = สว่างโร่เห็นได้ชัด

แจ้งดีขวายงาม = สว่างปลอดโปร่งโล่งใจไม่มีอุปสรรค

หันวุยวาย = เห็นเลือนๆลางๆ

ดั้กปิ้ง = เงียบกริบ

ดั้กปิ้งเย็นวอย = เงียบเชียบ

ดั้กแส้ป = ไม่ได้ข่าวคราว

ดั้กก๊กงก = นั่งนิ่ง

ดังทึดทึด = เสียงดังก้องไปทั่ว




กลิ่น รส

เหม็นโอ๊ง, เหม็นโอ่ = เหม็นเน่า

จ๋างแจ้ดแผ้ด = จืดชืด

ขมแก๊ก = ขมมาก

ส้มโจ๊ะโล๊ะ = รสเปรี้ยวมาก

ฝาดหยั่งก้นตุ๊ = รสฝาดมาก




บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 21:48:27 »


ภาษาถิ่นอีสาน



ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com



ก.



 
กะซาง   -  ช่างเถอะ

กินเข่าสวย - รับประทานอาหารกลางวัน

กินดอง - เลี้ยงฉลองสมรส

กะจังว่า - ก็นั่นน่ะสิ

เกี้ยงตั๊บ - หมดเกลี้ยง

กัดแข้วบืน - กัดฟันสู้

กะด้อ กะเดี้ย - อะไรกันนักหนา

เกิบ - รองเท้าแตะ

กะเลิงเบิ๊บ - ยายเฉิ่ม,คนสติไม่ดี

กองอ้วกย้วก - ลักษณะคนล้มทรุดตัวลงกองกับพื้น

กินข่าวสวย - รับประทานอาหารกลางวัน

เกือหมู - ให้อาหารหมู(หรือสัตว์ชนิดอื่นก็ได้)

 

ข.


 
ขี้ตั๋ว - โกหก,พูดไม่จริง

ขี้หินแฮ - หินลูกรัง

ขี้โก๊ะ - จิ้งเหลน, จิ๊กโก๋

ขนคิงลุก - ขนลุก

ขะหยอน - มิน่าล่ะ

ขี้เดียด - ขยะแขยง, น่ารังเกียจ

ขี้ตะแร้ - รักแร้

ข่อยกับเจ้า - ฉันกับเธอ

ขี้เกี้ยม - จิ้งจก

ข่อยกั๊บเจ้า - ฉันกับเธอ

ขี้เมี่ยง - สนิม

ขะเจ้า - เขา.ผู้อื่น

 


ค.


 
เคียด - โกรธ,งอน

คักอีหลี - สะใจจริงๆ

คอง(ภาษาอีสานตอนบน) - รอคอย

เคียด - โกรธ

เคิกกัน - คลาดกัน (อีสานตอนบน)

คนมะลำมะลอย - คนไม่น่าเชื่อถือ เอาแน่อะไรไม่ได้

คะมะ - หยุดชะงักด้วยเหตุบังเอิญ

คนมะลำมะลอย - คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

คนบ่เคียม - คนซุ่มซ่าม

เคียม - สุภาพเรียบร้อย

คึดฮอด - คิดถึง

คำคิง - สัมผัส,แตะตามเนื้อดูว่าตัวร้อนหรือไม่

คือเก่า - เหมือนเดิม

 


ง.



งานดอง - งานแต่งงาน

ไงกุ้ม - ฝุ่นตลบ

งามโพดงามเหลือ งามแท้งามว่า - สวยจริงสวยจัง สุดจะพรรณา

งานเฮือนดี - งานศพ

งอนตอ - ท้ายทอย (อีสานบน)

ง้วกเบิ่ง - เหลียวมอง
 


 
บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 22:27:53 »


ภาษาถิ่นอีสาน



ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com



จ.



 
เจ้า, ข่อย - คุณ, ฉัน

จักแหล่ว - ไม่รู้สิ

จอก - แก้ว

จาฮีต - เป็นคำยืนยันถึงความจริง,แน่นอน

จังได๋ - แบบไหน,ยังไง

แจบใจ - มั่นใจ,สนิทใจ

จือ - จำ,เข็ด

จก - ควัก,ล้วง

จาวขาย - ประกาศขาย

จี่ - ปิ้ง,ย่าง

จอบเบิ่ง - แอบดู

จั๊กกะเดียม - จั๊กกะจี้

ใจฮ้าย - โกรธ,โมโห

จาวขาย - ประกาศขาย

ใจออก - ถอดใจ,ท้อถอย

โจงโปง - โล่ง,ว่างเปล่า

จอกน้ำ - แก้วน้ำ

 


ซ.



 
ซอกหา - ค้นหา,ตามหา

ซ่า - ช้า

ซะซาย - กระจัดกระจาย

ซัง - เกลียด

เซือ - เชื่อ

ซอมใจ - ตรอมใจ

ซอยแน - ช่วยด้วย

ซุมแซว - รื่นเริง,สังสรรค์

โซนแซว - เอะอะ,เสียงดัง

ซั่นแหล่ว - ก็ว่างั้นแหล่ะ

ซุมเข่าแลง - สังค์สรรค์มื้อเย็น

ซุ - ก้นทะลุ

เซาจุ๊ดปุ๊ด - หยุดทันที,หายทันควัน

แซวซะ - เสียงดัง,อึกกะทึก คึกโครม

 


ด.



ดังไฟ - ก่อไฟ

โดน - นาน

 


ต.

 

 
ตะพึดตะพือ - ไม่บันยะบันยัง

ตาฮัก ตาแพง - น่ารัก น่าเอ็นดู

ตังนัง - เก้าอี้,ม้านั่ง

ตื่น - ตกใจ!

ตำหูก - ทอผ้า

เต้า - ประชุม (อีสานตอนบน)

ต้วยเบิ่ง - แตะดู

ตั้มอิด - แรกเริ่ม.เริ่มต้น,ครั้งแรก,ทีแรก

แตกวึ่นๆ - แตกตื่น

ตะเว็น - ดวงอาทิตย์

ต้อดเข่ามา - ขยับ,กระแซะๆๆๆ เข้ามาซิ

ติงคิง - ขยับ, แตะต้องเนื้อตัว

ตุ้มไว้ - รวบรวม

 



ถ.




 
ถอกของแหล๋ว - เทของเหลว

โถงเสี่ย - กระเป๋าเสื้อ(อีสานใต้)

ถิ่ม - ทิ้ง

 


ท.

 


ทะลาด - รูด

 


น.





 
นำไป - ตามไป

 




บ.

 


บ่ฮู้จักควม - ไม่รู้ประสีประสา

บาย - จับต้อง,สัมผัส

บ่จือ - ไม่เข็ด

บักมี่ - ขนุน

บักนัด - สับปรด

บักหำ - คำเรียกเด็กผู้ชาย

บ่หัวซา - ไม่ถือสา, ไม่ใส่ใจ

เบิ๊ด - หมด

บักเขียบ - น้อยหน่า

บืน - ดัน, ดันทุรัง

 




ป.




ปุ๊ด - พุ่ง

เป่นต่าน๊าย - น่าเบื่อหน่าย

แปน - เอี่ยม,ราบคราบ

เป็นตางึ๊ด - น่าฉงน

ปิ้น - กลับ,พลิก

เป็นตาอยากหัว - น่าขำ, น่าขบขัน

เป็นตางึด - น่าฉงน

เป่นจั๊งบุญ - เดชะบุญ

ปึก - โง่,เรียนไม่เก่ง
 

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 22:58:27 »

ภาษาถิ่นอีสาน


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com




ผ.




 
ผักอีเลิศ - ใบชะพลู

ผู้จบ ผู้งาม - คนสวย สมบูรณ์แบบ

ผู้ข่า - ข้าพเจ้า

ผักอีตู - ใบโหระพา

 


พ.



พอกะเทิน - ไม่มากไม่น้อย ครึ่งๆกลางๆ

พยาธิ์ฮ้าย - โรคร้าย

พอกำกา - ไม่มากไม่น้อย,ครึ่งๆกลางๆ,50:50

พ่อฮัก แม่ฮัก - พ่อแม่บุญธรรม

พัดแต่ใด๋ - เริ่มแรก,แต่ไหนแต่ไร

โพดเหลือ - เหลือเกิน

 



ฟ.



ฟ้าว - รีบเร่ง

 



ม.



 
มัก - รัก, ชอบ

หมากหุ่ง - มะละกอ

มุนอุ้ยปุ้ย - แหลกละเอียด

แม่นบ่ - ใช่ไหม?

มิดจีลี - เงียบสนิท

หมู่เฮา - กลุ่มเพื่อน

มิด - เงียบ

มีแฮง - สดชื่น,กระปรี้กระเปร่า

เมือย - เหนื่อย

มักย่อง - บ้ายอ

มัก - รัก, ชอบ

หมากมี่ - ขนุน

หมากเขียบ - น้อยหน่า

แมนแท้ - จริงแท้แน่นอน

บ่แมน - ไม่ใช่

มุน - แหลกเป็นผุยผง,ละเอียดยิบ

มืดตึ๊บ - มืดแปดด้าน นึกอะไรไม่ออก

มาเข่า - แช่ข้าวเหนียวเพื่อเตรียมนึ่ง

แมงงอด - แมลงป่อง

มูลมัง - มรดก

มะยิบ มะยอย - เล็กๆน้อยๆ นิดๆหน่อยๆ

เมือบ้าน - กลับบ้าน

 


ย.


 
ย่าน - กลัว

ยางกิ๊นกิน - อากัปกิริยาการเดินมุ่งตรงและเร่งด่วน

ยามสวย - ตอนสาย

 


ล.



 
ล่วง - ถือวิสาสะ

ลำลี่ ลำไล - เซ้าซี้ มากเรื่อง

เลาะบ้าน - ตะเวนตามหมู่บ้าน

ลูก กก - ลูกคนโต

เล่าแนเด้อ - ขอเรียนเชิญเพื่อร่วมงาน

ลอยน้ำ - ว่ายน้ำ

ลุนหมู่ - ทีหลังเพื่อน

 


ว.


เหว้าพื้น - กล่าวถึง,พูดถึง
(เป็นการกล่าวนำของชาวอีสานตอนล่าง)

เหว้ามวนซวนหัว - พูดตลกขบขันน่าหัวเราะ

เหว้าดุ - พูดมาก

เหว้ามะลำมะลอย - พูดจาเชื่อถือไม่ได้
 

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 23:15:20 »


ภาษาถิ่นอีสาน


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com





ส.




 
สะหวอย - อ่อนเพลีย, หมดแรง

สะเดิด - สะดุ้ง

สีแหล่ - สีน้ำเงินอมม่วง

โสเหล่ - วิพากษ์ วิจารณ์

ส่วง - สีข้าง

ส้นน่อง - ส้นเท้า
 
เสื่อหมากกะแล่ง - เสื้อคอกระเช้า

สำมะปิ - จิปาถะ

สำมะแจะ - สาระแน

สมา - ขอขมา

สะออน - ปลื้ม, น่าชมเชย

เสี่ยว - เพื่อน, มิตร

สีบัว - สีชมภู (ภาษาอีสานตอนบน)

ส่ง - กางเกง

สำมะปิ - จิปาถะ

สาด - เสื่อ

เส้า - หยุด, เลิก, ระงับ

สุกยู้ - ผลักดัน

สุย - เฉียด

 


ห.




 
หนหวย - หงุดหงิด,รำคาญ

ห่อย - ห้อย,แขวน

หมากอึ - ฟักทอง

ห้าง - พัง,หย่าร้าง

ห้อน - ร้อน

ห้อยอ้อนต้อน - ห้อยระย้า

หุ่ง - สว่าง

ห่าว - อาการสดชื่น,ตื่นตัว
 
หน่าลา - อาการเสียหน้า

หินส้ม - สารส้ม

 




อ.



 
อีหล่า - คำเรียกเด็กผู้หญิง

อีเกิ้ง - ดวงจันทร์

อยากหัว - น่าขัน น่าหัวเราะ

อัง - คับแคบ

ออนซอน - น่าเอ็นดู

อัง - คับแคบ

อยู่ดี มีแฮง - สุขสบายดี สุขภาพแข็งแรง

เอือบ - หมัก

 




ฮ.




 
โฮมตุ้ม - ชุมนุม,รวมตัว

ฮัก - รัก

ฮำฮอน - อาลัยอาวรณ์

แฮง - แรง

ฮู้เมือ - รู้สึกตัว

เฮา - เรา

ฮ้าย - ดุ, ดุดัน, ต่อว่า ต่อขาน

เฮ็ดงาน - ทำงาน

แฮกหมาน - ประเดิม
 

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 23:29:22 »


ภาษาถิ่นใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com


กะเบอะ, (เบอะ) ในภาษาสงขลา คำนี้จะใช้ในความหมาย อันที่จริง,ในความจริง, ก็เพราะว่า เช่น "กะเบอะ มึงเสือกเอง" ถ้าเป็นภาษากรุงเทพจะใกล้เคึยงกับ " ก็มึงเสือกหาเรื่องเอง หรือ ก็เพราะมึงเสือกเอง "


แกะ เป็นชื่อของอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้าว ในชุมชนปักษ์ใต้ มีลักษณะเป็นใบมีดเล็กๆติดไว้แผ่นไม้บางๆ ใช้เก็บข้าว(ตัดรวงข้าว)ที่ละรวง และนำไปมัดเป็น "เลียงข้าว" เลียงข้าวที่ได้จะนำไปกองซ้อนกันใน "ห้องข้าว" ( ยุ้งข้าว) เก็บไว้ได้เป็นปี ก่อนเก็บในห้องข้าว เลียงข้าวจะต้อง
แห้งสนิท ไม่มีความชื้น

ก็องซี่ ( กงสี) ภาษาสงขลาคำนี้มาจากภาษาจีน ใช้เรียกอาคารที่พักของคนงานสวนยางเป็นอาคารชั้นเดียวติดดินและมีคนงานพักรวมกันหลายคน หรืออาจจะหลายครอบครัวก็ได้


กัน คำนี้มีหลายความหมาย คือ
1. ด้วย "ไปกัน" จะหมายถึง ไปด้วย
2. กัน กีดกัน กันผม(ความหมายเดียวกันกับภาษากรุงเทพ) และ
3. กัน เป็นประเภทของป่าไม้ คือ ป่ากัน

กางหลาง แปลว่า เกเร ทำอะไรที่ค่อนข้างขวางหูขวางตา(ความหมายใกล้เคียงกับคำว่า กวนตีน)

กริบตาในภาษาสงขลาจะใช้ในความหมายกระพริบตา ( เปรียบเทียบกับภาษามลายู จะใช้คำว่า kalipในความหมายเดียวกัน)

กองลุย, กองเอ ทั้ง 2 คำมีหมายความว่า มากมายก่ายกอง, มีมากเหลือเกิน(ในภาษาสงขลา มักจะใช้คำว่า กองลุย มากกว่า แต่ถ้าใชัคำว่า กองเอ ก็เป็นที่เข้าใจ)

กุบกับ หมายถึง รีบด่วน "ทำอะไรกุบกับ" แปลว่า ทำอะไรที่รีบด่วน

กุนหยี, กุดหยี หมายถึง บานไม่รู้โรย(ดอกไม้)

เก้งในภาษาสงขลา จะใช้ในความหมาย ทำอะไรไม่เสร็จ เช่น "ชามเก้ง" - ชามที่ทิ้งไว้ไม่ล้าง "เด็กขี้เก้ง" - เด็กที่อุจาระแล้วไม่ล้างก้น

โก้ ในสำเนียงสงขลาหมายถึงกู่ ตะโกน เช่น "อย่าโก้ให้ดังมันหนวกหู "หมายถึง อย่าตะโกนให้ดัง มันหนวกหู

โกงในภาษาถิ่นใต้มี 2 ความหมาย คือ
1. ฉ้อโกง ( เหมือนกับความหมายในภาษากรุงเทพ )
2. อาการกริยาที่หยิ่งยโส ถือตัว ไม่คบผู้อื่น เช่น " ไอ้บ่าวนี้โกงจัง พอไปเรียนบางกอกหลบมาบ้าน ไม่แหลงกับใครเลยนะ "

เกียน ใช้ในความหมาย เกวียน

เกลือนอก ใช้ในความหมายความรู้สึกที่คลื่นใส้ สะอิดสะเอียน หรืออาจใช้ในความหมายแสดงความรู้สึกที่รับไม่ได้ ต่อคำพูด หรือการกระทำ

แกร็ด , แก็ด จะใช้ในความหมายว่า กัด กิริยาที่ใช้ฟันกัดแทะให้กร่อนทีละน้อย เช่น แมลงสาบกัดผ้า จะใช้ว่า แมงสาบแก็ด (หรือ แกร็ด )ผ้า

ข้องเชิง ใช้ในความหมาย พันขาตัวเอง (เชิง มาจากภาษาเขมรแปลว่า ตีน,เท้า ) มักใช้กับวัวควาย ที่เชือกล่ามพันขา จนต้องยืนอยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้ กินหญ้าก็ไม่ได้

ขอย หมายถึง สอย เช่น " ขอยโหลกม่วง " จะหมายถึง สอยมะม่วง

ข่อยคำนี้มีเฉพาะในภาษาสงขลา หมายถึง ด้วยเช่น " ไปข่อยม้าย ? "แปลว่า ไปด้วยกันไหม ? หรือ" ท่ามั้ง ไปข่อย " ความหมายคือ รอหน่อย จะไปด้วย

ขี้กรา ภาษาสงขลา ใช้เรียก น้ำครำใต้ถุนครัว ที่มีตะไคร่น้ำขึ้น

ขี้ชิด, ขี้เรียด หมายถึง ตระหนี่ ขี้เหนียว

ขี้โดก ใช้ในความหมายผลไม้ที่มีเมล็ดมาก เนื้อน้อย หรือ ใช้เรียกคนผอมว่า คนขี้โดก ก็ได้

ขี้เตรย หมายถึง หญ้าเจ้าชู้

ขี้หนอน ในภาษาถิ่นใต้ มี 2 ความหมาย คือ
1 ภาษาถิ่นใต้ดั่งเดิม เรียก กินนร (ครึ่งคนครึ่งสัตว์ในป่าหิมพานต์) ว่า "นางขี้หนอน"
2พันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งใช้เป็นสมุนไพร ใบอ่อน ยอดอ่อน ใช้เป็นผักเหนาะ

ขี้ลม ภาษาถิ่นใต้ ใช้ความหมาย ก้อนเมฆ

ขุ่นขิ่น ใช้ในความหมาย เกือบหมด, เกือบจะไม่พอ ตัวอย่างเช่น "เดือนนี้ฉานต้องเสียค่าเทอมให้ลูกชาย ขุ่นขิ่นจัง" ( ขุ่นขิ่น ในประโยคนี้จะหมายถึง เกือบไม่มีเงินเหลือ )

เขน ( ออกเสียงเป็น เค้น ) ภาษาสงขลา จะใช้เรียก พระจันทร์เสี้ยว แต่ถ้า พระจันทร์เต็มดวง จะเรียกว่า เดือนเพ็ง (เดือนเพ็ญ)

เขี่ย( ออกเสียงเป็น เคี้ย ) หมายถึง แคะ เช่น เขี้ยฟัน ก็คือ แคะฟัน

แข็งหัว หมายถึง เขกหัว

แขบ ( ออกเสียงเป็น แคบ ) หมายถึง เร่ง หรือ รีบ คำว่า อย่าแขบ ก็คือ อย่ารีบ แต่คำว่า "ไฟแขบ" จะหมายถึง "ไฟฉาย" ในภาษากรุงเทพ

ไข่อุ้ง( ออกเสียงเป็น ไค้อุ้ง ) ใช้เรียก โรคใส้เลื่อน ( ถุงอัณฑะโต )

โขก( ออกเสียงเป็น โค้ก ) ในภาษาสงขลา จะใช้คำนี้แทน จำนวน 50 สตางค์ เช่น ซื้อกะปิ 1 โขกหมายถึง ซื้อกะปิในราคา 50 สตางค์แต่ถ้าซื้อทอง 1 โขก จะใช้หมายถึงทองที่หนัก 50 สตางค์ ( ปัจจุบันคำว่า " โขก" นี้มีคนพูดน้อยมาก คงมีอยู่เฉพาะในภาษามลายูปัตตานีแต่ใช้ในความหมาย "เงินบาท" เช่นซอโก๊ะ จะหมายถึง 1 บาทถ้าลีมอโก๊ะ จะหมายถึง เงิน 5 บาท เป็นต้น )

คง ภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง ข้าวโพด โดยทั่วไป ชาวปักษ์ใต้ตั้งแต่ชายแดนมาเลเซียจนถึงนครศรีธรรมราชจะเรียกข้าวโพดว่า" คง "( เปรียบเทียบกับมลายูจะใช้คำว่า jagong )

คด ขดแข็ด คดเค็ด หมายถึง ลักษณะการคดที่วก วนไป วนมา เช่น " แรกก่อนทางขึ้นเขาพับผ้า ไปตรัง คด ขดแข็ด คดเค็ด" = เมื่อก่อนทางขึ้นเขาพับผ้าไปตรัง คด วกวนมาก

คนด้น หมายถึง คนดุ หรือ นักเลง

คร่อมภาษาสงขลาใช้หมายถึง กระดูกไหปลาร้า

ครม (คร็อม) ภาษาไทยถิ่นใต้สงขลาใช้หมายถึง เพลี้ย เช่น " ปลูกถั่วคราวนี้ไม่ได้ผลคร็อม ลง ฝักถั่วหงิกหมดเลย " ในอีกความหมาย "คร็อม" จะใช้ในความหมาย อาการหลงลืมของผู้สูงอายุ (โรคความจำเสื่อมเสีย) เช่น" หวางนี้ หลวงไข่ คร็อมแล้ว แหลงไม่รู้เรื่องเลย " เดี่ยวนี้ หลวงไข่ เป็นโรคความจำเสื่อมเสียแล้ว พูดจาไม่รู้เรื่องเลย

ครด , คลด (ออกเสียงเป็น คร็อด หรือ คล็อด) เป็นคำกริยาใช้อธิบายถึงอาการการใช้ฟันหน้ากัด แทะ กินอาหาร เช่น "ครด คง" หมายถึง แทะกัดกินข้าวโพด

คุบหวิบ หมายถึง อารมณ์โกรธ ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด

คูรำภาษาไทยถิ่นใต้ ใช้เรียก เลียงผา หรือ แพะภูเขา

เคย หมายถึง กะปิ หรือ อวัยวะเพศหญิง(ของเด็กเท่านั้น)

เคร่า หมายถึง รอคอย เช่น "เคร่ามั้ง" ก็จะหมายถึง รอด้วย

แคระ ภาษาสงขลา ใช้ในความหมาย สะพาย เช่น แคระย่าม ( สะพายย่าม)

แค่ ภาษาถิ่นใต้ ใช้ในความหมาย ว่า ใกล้ เช่น อยู่แค่ๆบ้าน ก็หมายถึง อยู่ใกล้ๆบ้าน

แค็ก (ออกเสียงเป็น แข็ก)เป็นคำกริยาใช้ในความหมาย ยืด , เบ่ง , เต๊ะท่า หรือกิริยาท่าทางที่ถือดี อวดเก่ง

แคว็ก ( ออกเสียงเป็น แขว็ก ) เป็นคำกริยา หมายถึง ควัก ตัก หรือขุด

คูจง สัตว์จำพวกบ่าง แต่มีขนาดใหญ่ (เท่าแมว ) พบมากตามป่าเขา แนวเขาบรรทัด ในเขตสตูล-พัทลุง-สงขลา

โคม ใช้ในความหมาย กะละมัง ดังนั้น เวลาซักผ้าก็ต้องแช่ผ้าใน" โคม "

โค่-เค่ (ในสำเนียงสงขลาจะออกเสียงเป็น โข่-เข่ ) คำนี้คือคู่ คี่ หรือเลขคู่ เลขคี่ ในภาษากรุงเทพ "นกโค่เค่" จะหมายถึง นกเงือก (หรือ "นกเฮียก" ในสำเนียงสงขลา) ที่มักอพยพย้ายถิ่นในช่วงเดือนสามเดือนสี่ จากป่าในแถบเขาบันทัดเขตรอยต่อสงขลา-พัทลุง-สตูล โดยจะบินเป็นฝูงใหญ่ผ่าน คลองหอยโข่ง หาดใหญ่ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่ป่าเขาในเขตนาทวี สะบ้าย้อย และป่าฮาลาบาลาในเขตยะลา ในอดีตเมื่อ 40 ปีก่อนจะ
พบเห็น " นกโค่เค่ "เป็นประจำทุกปีประมาณฝูงละ 10 - 20 ตัว เมื่อมองไปไกล เด็กๆจะเห็นฝูงนก และจะทายกันว่า นกทั้งฝูงรวมแล้ว คู่ หรือคี่ นั้นคือที่มาของคำว่า" นกโค่เค่ " ในปัจจุบัน หลังจากมีการสร้างสนามบินหาดใหญ่ และเปิดใช้เพื่อการพาณิชย์ มาตั้งแต่พ.ศ. 2514 " นกโค่เค่ " ก็ค่อยๆ ลดน้อยลงจนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2549 เด็กๆ แถวสนามบินหาดใหญ่น้อยคนที่จะรู้จัก " นกโค่เค่ "

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 26 ธันวาคม, 2553, 23:48:48 »




ภาษาถิ่นใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com



จกเจ็ก(ออกเสียงเป็น "จ็อกแจ็ก") ใช้ในความหมาย พูดมาก พูดพร่ำเพรื่อ พูดไม่หยุดมักใช้ในความหมาย การนินทา หรือ พูดเรื่องของชาวบ้าน

จิม เป็นคำที่ใช้ในความหมาย ขอบ, ริม, เกือบ ตัวอย่างเช่น" วางของบนโต๊ะอย่าวางให้จิมเดี๋ยวของจะหล่น "

จิ้งจัง หมายถึง ปลาตัวเล็กหมักเกลือ

เจี้ยนฉี๋หมายถึง ตะหลิว (บางที่ เช่น นครศรีธรรมราช จะเรียกตะหลิว ว่า " หวักผัด ")

จังกับ , จากับ  เป็นภาษาสงขลาตอนใน (นาทวี เทพา )จะใช้ในความหมาย การพูดคุย ( เปรียบเทียบกับมลายู จะใช้คำว่า cakap )

จุก อก ,ยัดตับ, แตกเลือด เป็นคำหยาบในภาษาสงขลา ใช้แทน กิน หรือ รับประทาน (คำว่า จุก อก,ยัดตับ, แตกเลือด มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ยัดห่า ของคนกรุงเทพฯ )

แจ็บแบ็ดหัว หมายถึง เจ็บหัว หรือ ปวดหัว (ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง )เช่น " กู แจ็บแบ็ดหัว กับเณรดำนี่จริง ไส่มันเบล่อพรรค์นี้ " ความหมายก็คือ กูปวดหัวกับเณรดำนี่จริง ทำไมถึงโง่อย่างนี้

ฉาน ( ออกเสียงเป็น ช้าน ) หมายถึง ฉัน หรือ ผม (สรรพนามบุรุษที่ 1) ในภาษากรุงเทพปัจจุบันคำนี้หาคนพูดน้อยมาก จะมีบ้างก็มักจะเป็นผู้สูงอายุ

ฉ่าน เป็นวลีที่ใช้ในความหมาย ตอบรับว่า ถูกแล้ว ใช่แล้ว ครับ

แฉ็งไขคำภาษาใต้ ใช้เรียก กริยาของเด็กชายที่ซุกซน เล่นกับอวัยวะเพศคำว่า"ไข"จะใช้เรียกอวัยวะเพศของเด็กชาย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นคำหยาบเช่นเดียวกับคำว่า หำ ในภาษาอีสานส่วนคำว่า"แฉ็ง" ภาษาใต้มีความหมายว่า เปิดออก อาจนำไปใช้กับการเปิดปิดไฟฉายเช่น"ไอ้บ่าว มึงอย่าแฉ็งไฟเล่น เดี่ยวถ่านหมด" เป็นต้น

ฉุก แปลว่า ยุ มักใช้กับหมา เช่น "ฉุกหมาให้ยิกงัว " ความหมายคือ ยุหมาให้ไล่วัว

ชง หมายถึง งง (ทำอะไรไม่ถูก)ในภาษากรุงเทพฯ

ชันชี ใช้ในความหมาย ตกลง หรือ สัญญา เช่น "เรามาชันชีกันก่อน" ก็คือ เรามาตกลงกันก่อน

ช่าย ใช้ในความหมาย เวลาหลังเที่ยง เช่น "มาถึง หวันช่ายแล้ว" เท่ากับ มาถึงเมื่อเวลาบ่ายแล้ว (ให้เปรียบเทียบกับวลี "ตะวันชายบ่ายคล้อย" )

ชาม ใช้ในความหมาย จาน เพราะฉะนั้น ชามข้าว ก็คือจานใส่ข้าว

เช่น ใช้ในความหมาย ฉลาดหลักแหลม " ไอ้บ่าวนี้ มันเช่น " หมายถึง "ไอ้หนุ่มนี้มันฉลาด"

ชั้งกั้ง จะใช้ในความหมาย เกะกะหรือขวางหูขวางตา ดังนั้น ถ้าพูดว่า " ไอ้บ่าวนี้ชั้งกั้งจัง " ก็จะหมายความว่า ไอ้หนุ่มนี้ทำอะไรเพี้ยนๆขวางหูขวางตาจัง (บางครั้ง จะใช้คำว่า ช็องด็อง ก็ได้ มีความหมายเดียวกัน)

ชุ่น ภาษาสงขลาจะใช้ในความหมาย อยู่นิ่ง ซึมเซา มเซา ( ปักษ์ใต้ที่อื่นๆ จะใช้คำนี้ในความหมายกระวนกระวาย อยู่ไม่นิ่ง )

ไช ภาษาสงขลาจะใช้ในความหมาย ต่อย เช่น แมงโภ่ไช ผึ้งไช ( แมงภู่ต่อย ผึ้งต่อย )

ซ้าว้า หมายถึง ละมุดในภาษากรุงเทพฯ ภาษาสงขลา จะเรียก ละมุด ว่า "ลูกซ้าว้า" ขณะที่ทางนครศรีธรรมราชจะเรียกว่า ลูกมุดหรัง (ละมุดฝรั่ง) ทางแถบอันดามันจะเรียกว่า มะตีกู

เซิง หมายถึง ชั้น หรือ ที่เก็บของอยู่ใต้หลังคา

ดานเฉียง หมายถึง เขียง ในภาษากรุงเทพฯ

ดังข้าว (ออกเสียงเป็น " ดั๋งข้าว ") ในภาษาไทยถิ่นใต้ ก็คือ ข้าวตัง ในภาษากรุงเทพฯ

ดุม (ออกเสียงเป็น "ดุ๋ม ")หมายถึง ดมเช่นยาดุมของคนสงขลาก็คือยาดมของคนกรุงเทพฯ

ได(ออกเสียงเป็น "ได๋ ") หมายถึง ความเคยชิน ติดเป็นนิสัย

ได้แรงอก (ออกเสียงเป็น "ด้าย แรง อ็อก")ใช้ในความหมาย อร่อยถึงใจ , สะใจดี

โดก ใช้ในความหมาย กระดูก เช่นโดกวัว โดกควายก็คือ กระดูกวัวกระดูกควาย

โดกไก่ จะหมายถึง
1. กระดูกไก่
2. เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ใช้เป็นยาสมุนไพร มี 2 ชนิดคือ โดกไก่ยอดดำ และโดกไก่ยอดขาว

ด้อ, ด้อๆ (ออกเสียงผสม ด+น) หมายถึง ค่อยๆ ช้าๆ ตัวอย่างเช่น " ไอ้บ่าวเดิน ด้อๆ หีด ทางมัน เมลิ่น" ความหมายคือ "ไอ้หนู (เด็กชาย) เดินช้าๆหน่อย ทางมันลื่น" ( คำว่า ด้อ นี้ใช้มาก แถบสงขลาตอนใน เช่น คลองหอยโข่ง สะเดา )

ต่อเป็นคำที่ใช้แสดงเวลา หรือเหตุการณ์ที่มาไม่ถึง ยังไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น
ต่อเดี๋ยว = อีกสักครู่, อีกสักประเดี๋ยว
ต่อเช้า = เช้าวันพรุ่งนี้
ต่อค่ำ = คืนนี้
ต่อโพรก = วันพรุ่งนี้
ต่อรือ = วันมะรืนนี้
ต่อเดือนสิบ = เดือนสิบที่จะถึง
ต่อเดือนอ้าย = เดือนอ้ายที่จะถึง
ต่อปีหน้า = ปีหน้าที่จะถึง
ต่อใด? = เมื่อไหร่ ? (ใช้ถามถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด)

ตัวอย่างเช่น "พี่หลวง อิไปเที่ยวบ้านน้อง ต่อใด" ความหมายของประโยคนี้คือ พี่หลวงจะไปเที่ยวบ้านน้องเมื่อไหร่ คำตอบ ถ้าจะไปเลย ก็คือ "ไปต่อเดี๋ยว" ถ้าจะไปคืนนี้ ก็ตอบว่า "ไปต่อค่ำ" ....

(คำว่า ต่อ จะคู่กับคำว่า แรก ซึ่งใช้แสดงเวลาที่ผ่านมาแล้ว )

ตุด หมายถึง หูด

ตุหรุด หมายถึง บุหรี่มวนโต ห่อด้วยใบตอง หรือใบไม้

เตะ  ในสำเนียงสงขลา จะแปลงเสียง อิ เป็น เสียง เอะ " เตะ " จึงหมายถึง ติ, ตำหนิในภาษากรุงเทพ

เต็มสาว (เต็มบ่าว)  ในภาษาสงขลา ใช้ในความหมาย เป็นสาวเต็มตัว (เป็นหนุ่มเต็มตัว)

โต้หนังหมายถึง คู่หมั้น ในสมัยก่อนแถบปักษ์ใต้ชายแดนจะมีประเพณี "เฝ้าโต้หนัง" กล่าวคือหลังจากที่เจ้าบ่าวได้สู่ขอเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องไปช่วยงานที่บ้านของเจ้าสาวก่อนจะถึงวันแต่งงานประมาณ 1-2 เดือน ( คำนี้มาจากภาษามลายู tunangan )

โต้งเบ้ง หมายถึง ห้อยโหน เช่น โต้งเบ้ง หย่านเชียก ก็คือ ห้อยโหนเถาวัลย์

แตกเบี้ยหมายถึง เอาเงินไปแลก เช่น เงิน 10 บาท แลก เป็นเหรียญ

ถก ( ออกเสียงเป็น ถ็อก ) ใช้ในความหมายว่า กระดก(หัว), ชูคอเช่น "งูเห่า ถก หวัก"แปลตามคำก็คือ งูเห่าชูจวัก แปลตามความหมายก็คือ งูเห่าแผ่แม่เบี้ย

เถ ใช้ในความหมายว่า สัปดน หยาบโลนหรือ สัปดี้สีประดน เช่น แหลงเถ ก็หมายถึง พูดสัปดน "เถ " อีกความหมายก็คือ ถี่ยิบ ตัวอย่าง "ตาข่ายนี่เถ" ก็คือ ตาข่ายนี้ถี่

แถ่ง ใช้ในความหมายแตะ,สัมผัส, กระทบ (เบาๆ) เช่น "อย่า แถ่ง พี่นะพี่จะนอนแล้ว" ความหมายก็คือ " อย่าถูกตัวพี่นะ พี่จะนอนแล้ว "

ทราบภาษาสงขลา ใช้ในความหมาย แอบฟัง

ทางรง ,ทางรั้วรง จะใช้เรียกเส้นทางจูงวัวจูงควายมักเป็นทางแคบๆอยู่ระหว่างแนวเขตที่ดินที่เจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเว้นไว้ให้เป็นทางสาธารณะของหมู่บ้าน พอที่จะใช้จูงวัว จูงควาย ออกไปทุ่งนา หรือ ออกไปนอกหมู่บ้านได้

ท่า คำนี้หมายถึง รอ หรือ คอย เช่นคำว่า ท่ามั้ง ก็หมายความ รอด้วย

ท่าว ใช้ในความหมายว่า อิ่ม แล้ว เช่น "พอแล้ว ท่าวแล้ว" ก็คือ พอแล้วอิ่มแล้ว

ทูด หมายถึง ตะเพิด " ทูดออกไป " ก็คือไล่ตะเพิด ออกไป ( ดังนั้น คำว่า"ทูดทักษิณ" ที่ปรากฏในแผ่นป้ายต่อต้านนายกทักษิณเมื่อต้นปี 2549 ก็คือไล่ตะเพิดให้นายกทักษิณออกไป )

ทู่ที่ ใช้หมายถึง เสียงการพูดคุยกันเบาๆ ฟังไม่ชัดเจนว่า คุยกันเรื่องอะไร

ทำผรื่อ ภาษาใต้โดยทั่วไปจะใช้ในความหมาย ทำอย่างไร คำนี้ภาษาสงขลาจะออกเสียงผรื่อ (เสียงเอก)ถ้าเสียงสูงเป็น พรื้อ (เสียงโท) จะไม่ใช่สำเนียงสงขลา

นกคูด ภาษาสงขลาใช้เรียก นกกระปูด

นากา (ออกเสียงเป็น หน่า กา) หมายถึง นาฬิกา

นวล หมายถึง นุ่ม ในภาษากรุงเทพฯ ดังนั้น คำว่า " หมอน นี้นวลจัง"จึงหมายถึงหมอนใบนี้นุ่มจัง(ข้อสังเกตุ นวลของคนสงขลาจะรู้ว่า นวลหรือไม่ ก็ด้วยการจับต้อง แต่ถ้า นวลในภาษากรุงเทพฯก็จะรู้ได้ด้วยการมอง )

นุ้ย (ออกเสียงเป็น หนุ่ย) ในภาษาถิ่นใต้ โดยทั่วไปจะใช้ในความหมายว่า น้อย, เล็ก เช่นสาวนุ้ย จะหมายถึง สาวน้อย หรือ น้องสาวคนเล็ก แต่ในเขตหาดใหญ่ รัตภูมิ คลองหอยโข่งและเขตใกล้เคียงของจังหวัดสงขลา ถ้ามีคำว่า พี่นุ้ย นำหน้าชื่อบุคคลจะมีความหมาย
ว่า ญาติผู้พี่แต่มีอายุน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ประโยคต่อไปนี้ " น้าหลวง รู้จักบ้านพี่นุ้ยแดงม่ายครับ "คำว่า พี่นุ้ยจะมีความหมายว่า นายแดงหรือนางแดงถูกถามหานั้น เป็นญาติผู้พี่ของคนถามและมีอายุน้อยกว่าคนถามด้วย บางครั้ง การพูดคำว่า พี่นุ้ย ตามด้วยชื่อจะช้าไป ไม่ทันการ จึงใช้สั้นๆว่านุ้ย (ไม่มีคำว่าพี่ นำหน้า) หรือรวมเป็นคำเดียวคือ พี่ + นุ้ย = เพ่น เช่น รู้จักบ้านนุ้ยแดงม่าย หรือ รู้จักบ้านเพ่นแดงม่าย นุ้ยแดง และ เพ่นแดงทั้ง 2 คำ ในที่นี้ ก็คือ พี่นุ้ยแดง นั้นเอง

หมายเหตุ- คำว่า เพ่น จะใช้เรียกเฉพาะผู้ชายเท่านั้น แต่คำว่า นุ้ย หรือพี่นุ้ย จะใช้เรียกได้ทั้งหญิงและชาย ( คำว่า พี่นุ้ยนี้จะใช้คู่กับคำว่า น้องใหญ่ เสมอ )

น้องใหญ่ ภาษาถิ่นใต้ ในเขตหาดใหญ่ รัตภูมิ คลองหอยโข่งและเขตใกล้เคียงของจังหวัดสงขลามีความหมายว่า ญาติผู้น้องแต่มีอายุมากกว่า มักจะตัดทอนให้สั้น เหลือเพียงคำว่า ใหญ่คำเดียว ตัวอย่างประโยคเช่น " พี่หลวง บ้านใหญ่คลิ้ง ไปทางไหน " คำว่า ใหญ่คลิ้ง นั้นคำเต็ม คือ น้องใหญ่คลิ้ง แสดงว่า ผู้ถามเป็นญาติผู้พี่ของนายคลิ้งและนายคลิ้งเป็นญาติผู้น้องแต่มีอายุมากกว่าผู้ถามประโยคนี้

เนือย ในสำเนียงสงขลา แปลว่า หิว เช่น เนือยจังก็คือ หิวจังแต่ถ้าออกเสียงสูงเป็น "เหนื้อย" ในสำเนียงสงขลา จะหมายถึง เหนื่อย หมดเรี่ยวหมดแรงในภาษากรุงเทพฯ (ระวัง เวลาออกเสียง 2 คำนี้ อย่าสับสน)

แน็ด ใช้ในความหมายว่า ชาฉะนั้นคำว่า "แน็ดกินตีน" ก็คือ เท้าเป็นเหน็บชา ( เนื่องจากนั่งพับเพียบ นานๆ )

แน็บเพลาในสำเนียงสงขลาดั่งเดิม จะหมายถึง สนับเพลา หรือ กางเกง ( คำนี้ ปัจจุบันหาคนพูดได้ยากมาก ถ้ามี อย่างน้อยต้องอายุ 70 ปีขึ้นไป )

หนู่ - หนี่ 2 คำนี้ เทียบกับสำเนียงกรุงเทพ ก็คือ โน้น - นี่ ตัวอย่างคือ
เท่ หนู่ = ที่โน้น
เท่ หนี่ = ที่นี่

น้ำชุบ ชาวสงขลาจะเรียกน้ำพริกว่า น้ำชุบโดยเฉพาะน้ำพริกกะปิที่มีน้ำขลุกขลิกที่เราสามารถใช้ผักจุ่มลงไปในน้ำชุบ ได้ ( ถ้าจุ่มแล้ว น้ำพริกไม่ติดผ้ก ก็ไม่เรียกว่า น้ำชุบ )

น้ำเทะ ในสำเนียงสงขลา จะแปลงเสียง อิ เป็น เสียง เอะ "น้ำเทะ" จึงหมายถึง น้ำกะทิ
"น้ำเทะเรียน" = น้ำกะทิทุเรียน
"ต้มเทะหน่อไม้" = ต้มกะทิหน่อไม้

บ่าว (สำเนียงสงขลาออกเสียงเป็น บ๋าว)มีความหมายทั่วไปเหมือนในภาษากรุงเทพคือ ชายหนุ่มแต่ในภาษาถิ่นใต้(สงขลา) จะมีอีกความหมายคือ ผู้ชายที่ยังไม่ได้อุปสมบทในร่มกาสาวพัตร แม้ว่าจะมีอายุมากเพียงใดก็ตาม เวลาเรียกขาน จะต้องมีคำว่าบ่าวนำหน้าเสมอ เช่น
พ่อเฒ่าพรหม มีอายุถึง 80 ปีแล้ว แต่เนื่องจากพ่อเฒ่าพรหม ยังไม่ได้บวชเรียน คนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้องใกล้เคียงกันก็จะเรียก พ่อเฒ่าพรหมว่า บ่าวพรหม
ดังนั้น " บ่าววี "เจ้าของเพลง ใจจริงไม่ลอกอ จึงมีความหมายว่า นายวี นักร้องคนนั้นยังไม่ได้บวชเรียน แต่ "หลวงไก่" เจ้าของเพลง ขวัญใจพี่หลวง เป็นคนที่บวชเรียนมาแล้วเพราะใช้คำว่า หลวง นำหน้าชื่อ (เพื่อความเข้าใจ กรุณาดูความหมาย หลวง เพิ่มเติม)

บาน คำนี้มี 2 ความหมายคือ
1. บาน เบ่งบาน ดอกไม้บาน (ความหมายเหมือนกันกับในภาษากรุงเทพ)
2. ในภาษาถิ่นใต้ บาน หมายถึงการตัดญาติขาดมิตร หรือประกาศเลิกคบค้าสมาคม

บาม เป็นคำใช้เรียกอุปกรณ์จับปลาชนิดหนึ่งลักษณะคล้าย ยอ มีขนาดใหญ่เวลายก บามจะต้องใช้รอกหมุนเป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงชาวสงขลาริมทะเลจะใช้ บาม ดักปลาโดยติดตั้งขวางทางน้ำเพื่อจับปลาเวลาน้ำทะเลขึ้น ปลาที่จับได้ มักจะเป็นปลากระบอก

บิ้ง ภาษาไทยถิ่นใต้ใช้เรียกแปลงนาที่มีคันนาล้อมรอบบิ้งแต่ละบิ้งจะมีพื้นที่ไม่เท่ากันนาดอนขนาดของบิ้งจะเล็ก แต่นาที่ราบจะมีขนาดใหญ่กว่า

เบี้ยชาวสงขลา จะหมายถึง เงิน ที่ใช้ซื้อสิ่งของ แต่ ชาวนครศรีธรรมราช จะใช้คำว่า ตาง( ซึ่งกร่อนมาจากคำว่า สตางค์)

เบอะ, (กะเบอะ) ในภาษาสงขลา คำนี้จะใช้ในความหมาย อันที่จริง,ในความจริง, ก็เพราะว่า เช่น "เบอะ มึงเสือกเอง" ถ้าเป็นภาษากรุงเทพจะใกล้เคึยงกับ " ก็มึงเสือกหาเรื่องเอง หรือ ก็เพราะมึงเสือกเอง "

เบร่อ,เมล่อจะใช้ในความหมายบ๊องไม่เต็มเต็ง หรือ โง่ (เป็นคำหยาบ มักใช้เป็นคำดุ ด่า)

โบร๊ะ ภาษาไทยถิ่นใต้ใช้้ในความหมายไม่หล่อไม่สวย หรือ ขี้เหร่ (เทียบกับภาษามลายู buruk ซึ่งมีความหมายว่า ไม่สวย, ไม่ดี, หรือ แก่)


บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 27 ธันวาคม, 2553, 00:07:18 »




ภาษาถิ่นใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com




ปละตีน ภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง ทิศเหนือ

ปละหัวนอน ภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง ทิศใต้

ปล้ำ โดยทั่วไปมีความหมายเหมือนภาษาบางกอกแต่ในภาษาใต้จะมีความหมายเพิ่มไปอีกว่า "การเอาตัวเองเข้าไปยุ่งในเรื่องที่ไม่จำเป็น" เช่น
" ปล้ำเอาไส่ " จะหมายถึง ไปยุ่ง หรือไปแส่หาเรื่องทำไม
" กูไม่ปล้ำ " จะหมายถึง กูไม่เกี่ยว กูไม่ทำ

ปัดปัด หมายถึง คนที่อยู่ไม่สุข นั่ง นิ่งๆ ไม่ได้ก็ต้องทำนั้นทำนี้ หรือไม่ก็กระวนกระวายกังวลในบางเรื่องจนอยู่ไม่ติด

ป่ากัน ภาษาถิ่นใต้ หมายถึง ป่าละเมาะที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ เกิดจากการทำไร่แบบเลื่อนลอยแล้วปล่อยทิ้งไว้หลายปี ("ป่ากัน" พอจะเป็นที่เล่นซ่อนหาของเด็กๆได้ เนื่องจากไม่รกมาก)

ปาใด ภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง เวลาเท่าไหร่แล้ว เช่น
นากา ปาใด = นาฬิกา เวลาเท่าไหร่ (นากา = นาฬิกา) = พี่หลวงมาถึงเมื่อไหร่ (คำถามนี้เน้น อยากรู้เวลาที่มาถึงจริง
คำตอบ คือ พี่มาถึง แรก ตีแปด = พี่มาถึงเมื่อ 8 นาฬิกา(ที่ผ่านมา) = พี่หลวงมาถึงเมื่อไหร่ (คำถามนี้ไม่ได้เน้นเวลาที่ชัดเจน)
คำตอบ คือ พี่มาถึง แรกเช้า = พี่มาถึงเมื่อตอนเช้า(ที่ผ่านมา)

หมายเหตุ : ดูคำอธิบาย คำว่า  เม่อใด, แรก, และ ต่อ  เพิ่มเติมด้วย พี่หลวงมาถึงเม่อใด พี่หลวงมาถึงปาใด

ป่าโปะหมายถึง ป่าไม้ที่ขึ้นรก ซึ่งเกิดจากการโค่นถางเพื่อจะทำไร่ แต่ไม่ได้เผา ปล่อยทิ้งไว้หลายปีจนกลายเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้เล็กๆขึ้นหนาแน่น เข้าไปใน"ป่าโปะ" ยากมาก

ป่าไส หมายถึง ป่าไม้ที่ได้ถางต้นไม้เล็กๆเพื่อจะทำไร่ แต่ยังไม่ได้โค่นต้นไม้ใหญ่ และยังไม่ได้เผาต้นไม้เล็กที่ถางไว้ ปล่อยทิ้งไว้จนมีต้นไม้เล็กๆขึ้นหนาแน่น ขณะเดียวกัน ก็ยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่ อยู่ทั่ว คำว่า ไส นี้ ยังใช่เรียกสถานที่ในภาคใต้ หลายแห่ง เช่น ไสใหญ่ (ควนเนียง สงขลา) ,ไสถั่ว( พัทลุง ) ,ไสยูงปัก (นาบอน นครศรีธรรมราช) ฯลฯ

ปาหลัง (ออกเสียงเป็น ปา-ลั้ง ) ใช้ในความหมาย ป่วยการที่จะทำอย่างนั้น ,ไม่ใช่เรื่อง , ถ้าทำอย่างนั้น ก็โง่ซิ คำๆนี้มักใช้ในการพูดตัดบท เมื่อมีการร้องขอ ให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้

ปิ้ง, จะปิ้ง ใช้เรียกสิ่งที่ใช้ปิดรูเล็กๆเช่น ลิ้นปิดรูกุญแจ หรือเครื่องคาดสะเอวปกปิดอวัยวะของเด็กหญิงเล็กๆ อาจทำด้วยแผ่นกะลาหรือโลหะ ก็ได้ ( ขึ้นอยู่กับฐานะการเงินของพ่อแม่ของเด็ก ) คำนี้มาจากภาษาโปรตุเกส Chaping

แปะ หมายถึง กริยาที่หมูขวิด "อย่าเข้าไปในคอกหมูนะ เดี๋ยวถูกหมูแปะ "

ไปทุ่ง ใช้ในความหมาย ไปถ่ายหนัก หรือ ถ่ายอุจาระ (เดิมที คนใต้คงใช้ทุ่งนาเป็นห้องสุขา)

ผมเงาะ, ลูกผมเงาะ เป็นคำถิ่นใต้เดิมใช้เรียก เงาะ(ผลไม้)

ผลา ใช้เรียก ที่เก็บของ ที่อยู่สูง ชั้นบนเตาไฟ ( ควันไฟถึง แต่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป มักจะใช้เป็นที่เก็บอาหารแห้ง เมล็ดพันธุ์ผัก หรือ พันธุ์ไม้ )

ผักเหนาะ หมายถึงผักหลายชนิดอาจจะเป็นผักสดหรือผักดองที่รับประทานเป็นเครื่องเคียงกับข้าวและแกงที่มีรสจัด ๆ เพื่อช่วยบรรเทารสเผ็ดร้อนของอาหาร ทำให้รู้สึกว่าอาหารมีรสกลมกล่อม ปกติผักเหนาะ จะต้องคู่กับ น้ำชุบ ผักที่มีรสฝาดจะต้องกินกับแกงส้มหรือแกงเหลือง ผักที่มีรสเปรี้ยวหรือเผ็ดร้อนต้องกินกับแกงเผ็ด แต่ถ้าผักมีรสขม เช่นยอดสะเดาหรือยอดเทียมจะต้องคู่น้ำชุบที่มีรสหวานนำ อาหารมื้อนั้นของคนไทยถิ่นใต้ก็จะ
อร่อยยิ่งขึ้น

แฝบ หมายถึง แฝด เป็นคู่

พดพร้าว หมายถึง กาบมะพร้าว

พรก (ออกเสียงว่า ผร็อก)กะลามะพร้าว คนสงขลาจะเรียกว่า พรกพร้าว (คำๆนี้มาจากภาษามลายู ว่า porok )

พลวก คำนี้ใช้ในความหมาย ทรุด เอียง จนถึงขั้นล้มลง เช่น " ต้นไม้ใหญ่ พลวก" (กรุณาเปรียบเทียบกับภาษามลายู ambruk )

พล้อ หมายถึง พาชนะใส่น้ำ ที่หูหิ้ว , กระป๋องที่มีหูหิ้ว

พลัด ในภาษาสงขลา คำว่า ฝนพลัด จะหมายถึง ฝนในเดือนหก เดือนเจ็ด (พฤษภาคม -มิถุนายน) ซึ่งจะพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ( คำนี้มาจากภาษามลายู ว่า barat แปลว่าทิศตะวันตก)

พอลายลุกขี่ คือ มีน้อยนิดพอจะละลายปิดก้นหม้อ (หรือก้นกะทะ) คำนี้จะใช้เมื่อของที่เหลืออยู่มีน้อยมาก เช่น "น้ำเทะเรียน เหลือ พอลายลุกขี่หม้อ ไม่พอกินหรอก" หมายความว่า น้ำกะทิทุเรียน เหลือนิดเดียวพอจะละลายปิดก้นหม้อ ไม่พอกินหรอก คำว่าลุกขี่ จะ
หมายถึงก้นของภาชนะใส่ของ เช่น
ลุกขี่หม้อ - ก้นหม้อ
ลุกขี่ตุ่ม - ก้นตุ่ม

พะ ในภาษาสงขลาจะใช้คำว่า น้ำพะ ในความหมายน้ำท่วม , น้ำนองและจะเรียกฤดูฝนซึ่งจะมีน้ำหลากอยู่เป็นประจำ ระหว่าง เดือน 12ถึงเดือนอ้ายว่า "ดูพะ" หรือ "ฤดูพะ" (หมายถึงฤดูน้ำท่วม) คำๆนี้มาจากภาษามลายู ว่า bah

พังกะ "นกพังกะ" ในภาษาไทยถิ่นใต้ ก็คือ นกกระเต็น ( นกกินปลาชนิดหนึ่ง มีปากแหลม ) "หัวพังกะ" เป็นคำที่ใช้เรียกด้ามกริชที่มีจะงอยแหลม คล้ายหัวของนกพังกะ

พาไลไทยปักษ์ใต้ชาวสงขลาจะใช้ในความหมาย ห้องหรือสถานที่ๆต่อเติมจากตัวบ้านไว้เป็นการเฉพาะเช่น พาไล ของโนราโรงครู ในกรณีต่อเติมมักจะใช้คำสั้นๆว่า พะ เช่น "เรือนซีกนี้พะออกไปเป็นครัว" (พาไล มาจากคำมลายู ปัจจุบันชาวมาเลย์จะใช้คำว่า balai ในความหมาย ห้องประชุม หรือสำนักงาน)

พุงลั่น ไทยปักษ์ใต้จะใช้ในความหมาย ท้องร้อง (หิวข้าว)

พูด ลกแล็ก , แหลง ลกแล็ก  จะหมายถึง พูดเหลาะแหละ เชื่อไม่ได้

เพล้ง  เป็นคำที่ใช้เรียกภาชนะใส่น้ำกิน หรือใส่ข้าวสารในครัว มักทำด้วยดินเผา มีรูปทรงกลม

ม็องแม็ง คำนี้ จะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า มอมแมม ในภาษากรุงเทพ แต่บางครั้งจะใช้กับกริยาท่าทางอิดโรย ไม่สดชื่น ก็ได้

มิด เป็นคำถิ่นใต้เดิมที่ใช้เรียก สำริด ( โลหะผสมที่เกิดจาการนำเอาแร่ทองแดงที่ผ่านการถลุงแล้วมาผสมกับดีบุก ตะกั่ว แร่พลวง สังกะสี หรือสารหนู เพื่อให้มีความแข็งตัวหล่อหลอมเป็นอาวุธหรือภาชนะใช้งานต่างๆ ) เสียง ส และเสียง ร กร่อนหายไปคงเหลือเสียง ม (อำ) และ อิด ดังนั้น ในภาษาสงขลาดั่งเดิม จึงเรียก ขันสัมฤทธิ์ ว่า ขันมิด แต่เนื่องจากคำว่า "มิด" นี้มีการใช้น้อยมาก จนบางครั้ง คนรุ่นหลังไม่เข้าใจความหมาย จึงเกิด
ความผิดเพี้ยนในการใช้คำๆนี้ตัวอย่างเช่น " ควนมีด " หมู่บ้านในตำบลจะโหน่ง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เดิมจะเรียกหมู่บ้านนี้ว่า"บ้านควนมิด"เนื่องจากมีการขุดพบวัตถุโบราณและภาชนะสำริดตรงบริเวณวัดควนมิด แต่เนื่องด้วยความสับสนเรื่องภาษา ชื่อที่เป็นทางการของหมู่บ้านจึงเขียนเป็น"บ้านควนมีด" ในขณะที่ วัดควนมิด ได้เปลี่ยนเป็น " วัดควนมิตร "

มิมัง เป็นภาษาสงขลาตอนใน (นาทวี เทพา ) จะใช้ในความหมายห่วงใย เช่น " เด็กๆอย่ากลับบ้านมืด นะ แม่เฒ่า มิมัง " ความหมายก็คือ เด็กๆ อย่ากลับบ้านมืดนะ ยายเป็นห่วง

มึก(ออกเสียงเป็น "หมึก") หมายถึง ดื่ม ( มึกน้ำ ก็คือ ดื่มน้ำ )

มุ้งมิ้ง หมายถึง เวลายามเย็น โพล้เพล้ ( ดวงอาทิตย์กำลังตกดินแต่ยังมีแสงสว่างอยู่)

เม่อใดหมายถึง เมื่อไหร่ เช่น "พี่หลวงมาถึง เม่อใด" = พี่หลวงมาถึงเมื่อไหร่ (ให้ดูคำอธิบายคำว่า ปาใด เพิ่มเติมด้วย)

แมงเคย หมายถึง แมงปอ

แมงบี้ หมายถึง ผีเสื้อ (ข้อสังเกต - คนสุโขทัย จะเรียกผีเสื้อว่า แมงกะบี้ แต่ในภาษาคำ
เมืองไทยล้านา จะเรียกว่า แมงกำเบ้อ )

แมงหมาบ้าหมายถึง แมงหมาร้า (แมงชนิดหนึ่งมักใช้ดินเหนียวทำรังเป็นก้อนกลมๆตามฝาบ้าน)

แม็ด หมายถึง มิด มองไม่เห็น ( ภาษาสงขลา จะแผลงเสียงสระอิ เป็น เสียงสระแอะ )

โมง ในภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง ก้น (ปัจจุบัน คำนี้ถือเป็นคำที่ค่อนข้างจะไม่สุภาพ )

โมรง หมายถึง สำโรง (ต้นไม้ชนิดหนึ่ง) ในภาษาถิ่นใต้สงขลา เสียง ส จะกร่อนหายไปคงเหลือเสียง อำและ โรง แต่จะออกเสียงควบเป็นพยางค์เดียว เป็น " โมรง " ตัวอย่างการใช้คำนี้ คือ สามแยกสำโรงและคลองสำโรง (ก่อนเข้าเมืองสงขลา) คนสงขลาดั่งเดิมจะเรียกว่า สามแยกโมรง และคลองโมรง

หมวน หมายถึง ตะกอน "อย่ากวน หมวน" หมายถึง อย่ากวนน้ำให้ขุ่น

หมา, ติหมา หมายถึง ถังตักน้ำ ถิ่นใต้ชายแดน แต่เดิมจะใช้ถังตักน้ำที่ทำด้วย " เตาะหมาก " หรือ "เตาะหลาโอน"(กาบหมาก กาบหลาโอน) เย็บเป็นกระทงเรียกว่า " ติหมา หรือ หมา" ( คำนี้มาจากภาษามลายู ว่า timba )

ห̣ม̣ละ หมายถึง บวม อ้วนฉุ ( เป็นอาการอ้วนของคนที่อมโรค )

เห̣ม̣ละ ก็คือ มะลิ ดังนั้น "ดอกเห̣ม̣ละ " จึงหมายถึง ดอกมะลิ


ไหมฺร ก็คือ กำไร แต่ถ้า ไหมฺลจะหมายถึง กำไลเหมีย หมายถึง ตัวเมีย เช่น "หมาเหมีย" ก็คือ หมาตัวเมีย

ยน หมายถึง ตะบันหมาก

ยอน  หมายถึง การยุยงให้เกิดเรื่อง การแหย่หรือ การกระทุ้ง เช่น " ยอน มดแดง "


หญอด (หยอด - ออกเสียงนาสิก) ภาษาถิ่นใต้จะใช้ในความหมาย แคระ แกร็น ( มักใช้กับต้นไม้
ที่แคระแกร็น เนื่องจากขาดน้ำ ขาดการดูแล ))


ย่าน (ออกเสียง หย่าน) คำนี้ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึง เถาวัลย์

ย่านัดชาวใต้โดยทั่วไปจะเรียก สัปปะรดว่า "ย่านัด"( หรือ "ย่านหัด" )คำว่า" ย่านัด" นี้ เข้าใจว่าคนใต้รับมาจากฝรั่งโดยตรงโดยฝรั่งรับมาจากภาษาอินเดียนแดงแถบบราซิล ซึ่งเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ ว่า อานา, อนานัสเมื่อถ่ายทอดเสียงมาถึงปักษ์ใต้ จึงกลายเป็น "ย่านัด"

เฉพาะชาวสงขลา อำเภอรัตภูมิสทิงพระ และระโนด จะเรียกสัปปะรดว่า "มะลิ" (ออกเสียงว่า หมะ-หลิ )

ย่ามู๊ ชาวสงขลาตอนใน ("ชาวเหนือ") จะเรียก ฝรั่ง(ผลไม้) ว่า ชมพู่ แต่ชาวสงขลาริมทะเล( "ชาวบก") จะเรียกว่า ย่ามู๊ ( เปรียบเทียบกับมลายู จะใช้คำว่า jambu )

ย้ำแยะ พูดบ่น หรือพูดซ้ำ ย้ำอยู่แต่เรื่องความผิดพลาดของผู้อื่น

ยิก แปลว่า ไล่ เช่น "เหนื่อยเหมือนหมายิกแลน" ความหมายคือ เหนื่อย(ลิ้นห้อย)เหมือนกับหมาไล่ตะกวด( อีกวลีหนึ่งที่ชาวใต้จะใช้กันมากในช่วงกุมภาพันธ์ มีนาคม 2549 หลังจากที่นายกทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภาก็คือ"ยิกทักษิณ" ซึ่งหมายถึง "ไล่ทักษิณ"นั้นเอง)

ยิง หมี นะ  วลีนี้มีความหมายใกล้เคียงกับ"ยังดี นะ" หรือเกือบไปแล้วไหมละของภาษาบางกอกตัวอย่างเช่น ยิง หมี นะ ตาย ถ้ากูมาไม่ทัน"หมายความว่า เกือบตายไปแล้ว ยังดีนะที่กูมาทัน ( ภาษาถิ่นใต้ บางแห่ง ออกเสียงคำนี้เป็น "จิง หมี" )

เยื่อ  ภาษาสงขลาดั่งเดิม จะใช้เรียก เหี้ย หรือตัวเงินตัวทองของคนกรุงเทพ (ข้อสังเกต เหี้ยใน
ภาษาสงขลาเสียง ห.จะกร่อนหายและหลังเสียง ย.จะมีเสียง อ.ต่อท้ายจึงกลายเป็น" เยื่อ ") เหี้ย หรือ " เยื่อ " ของชาวสงขลา เป็นสัตว์ที่หากินริมน้ำ เนื้อมีกลิ่นคาวมาก จึงไม่ค่อยมีใครนำมาปรุงเป็นอาหาร

แยะขี่นั่ง หกล้มก้นกระแทก

เหยก ใช้ในความหมาย เดินเขย่ง ไม่เต็มเท้า

แหยะ  หมายถึง กินไม่หมด ข้าวที่เหลือจากการกิน เรียกว่า ข้าวแหยะ

หยบ คำนี้ ในภาษาสงขลา หมายถึง หลบซ่อน ตัวอย่างเช่น "นักเลงจริง เขาไม่หยบอยู่หลังเมียหรอก" ความหมายก็คือ นักเลงจริงต้องไม่หลบอยู่ข้างหลังเมีย


บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 27 ธันวาคม, 2553, 00:19:33 »



ภาษาถิ่นใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com




รกแร็ก ออกเสียงเป็น " ร็อกแร็ก" คำนี้ใช้ในความหมาย ฝนที่ตกๆ หยุดๆ ตกประปราย "ฝนตก รกแร็ก" ( บางครั้งจะใช้ว่า "ฝนตก สกเส็ก" ก็ได้ )

รัดดวง คนใต้จะใช้ หมายถึง ริดสีดวง โรคที่แสนทรมานของผู้มีอันจะกินทั้งหลายแต่ถ้า" ถูกรัดดวง " จะหมายถึง ถูกรสนิยม หรือ ชอบเหมือนกัน

ราร่า หมายถึง รุ่มร่าม หรือ รุงรัง แต่งตัวรุ่มร่ามรุงรัง

ราเยน , ยาเยน ใช้ในความหมาย ขยัน พากเพียร มีความอุตสาหะ

ราตับ ใช้ในความหมายตรงข้ามกับราเยนคือ เกียจคร้าน(ถือเป็นคำหยาบใช้ในการ ดุด่า เท่านั้น)

ร้าย ความหมายเหมือนในภาษากรุงเทพ แต่ในภาษาถิ่นใต้จะมีอีกความหมาย คือ ซุกซนตัวอย่าง เช่น "สาวนุ้ย อยู่นิ่งๆ อย่าร้าย" ความหมายคือ สาวน้อย อยู่นิ่งๆ อย่าซน

เริ่น ภาษาถิ่นใต้ ก็คือ เรือน(ที่อยู่อาศัย) เช่น หลบเริ่น ก็หมายถึง กลับเรือน(กลับบ้าน)

ข้อสังเกต เริ่น จะมีความหมายถึง อาคารหรือโรงเรือน เฉพาะหลังหนึ่งหลังใด แต่ถ้าใช้คำว่า บ้าน จะหมายถึง เรือน หลายหลังคาเรือน ที่อยู่เป็นกลุ่ม ดังนั้น ในภาษาถิ่นใต้ดั่งเดิม จะไม่มีคำว่าหมู่บ้าน เพราะคำว่า บ้าน มีความหมายเป็นพหูพจน์อยู่แล้ว = แต่งงานแล้ว ออกเรือนแล้ว ออกเริ่น

แรก ( ออกเสียงเป็น แหรก) ใช้ในความหมาย อดีต , ผ่านมาแล้ว เช่น
คนแต่แรก หมายถึง คนสมัยก่อน คนในอดีต แต่ถ้าออกเสียงสั้น เป็น แร็ก จะใช้เป็นคำแสดงเวลาที่ผ่านมาแล้ว ตัวอย่างเช่น
แรกเมอใด = เมื่อไหร่
แรกเดี๋ยว = เมื่อตะกี้
= เมื่อเช้านี้
= เมื่อคืนนี้
= เมื่อวานนี่
= เมื่อวานซืน
แรกเดือนก่อน = เมื่อเดือนก่อน
แรกปีแล้ว = เมื่อปีที่แล้ว
แรกครั้งยาตาก = เรื่องนานมาแล้ว ( เป็นคำเปรียบเปรยว่า เป็นเรื่องเก่ามาก ตั้งแต่ครั้งสมัยพระยาตาก )
แรกวาซือ แรกวา แรกคืน แรกเช้า ในประโยคคำถาม หากมีคำว่า แรก นำตามด้วยคำว่า ใด แสดงว่า ถามถึงเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปแล้ว ตัวอย่างเช่น "พี่หลวง ไปบ้านพ่อ แรกเมอใด" คำตอบจะต้องมีคำว่าแรกนำหน้าเสมอ คือ ไปแรกวา หรือ ไปแรกเช้า หรือ.........

(คำว่า แรก จะคู่กับคำว่า ต่อ ซึ่งใช้แสดงเวลาที่มาไม่ถึง )

แร้งงัว (ออกเสียงเป็น แร่งฮัว ) หมายถึง หนังตรงใต้ลำคอของวัวตัวผู้ (วัวถึก) ที่ห้อยเป็นริ้ว

รอก ในภาษาไทยถิ่นใต้มี 3 ความหมายคือ
1. รอก ลูกรอก เครื่องทุ่นแรง
2. กระรอก สัตว์กัดแทะ
3. เกราะ หรือ กระดิ่ง ที่แขวนคอวัว ภาษาไทยถิ่นใต้เรียกว่า " รอกวัว " มักทำด้วยไม้เป็นกล่อง เจาะให้เป็นโพรง ในช่องที่เจาะจะแขวนไม้เนื้อแข็ง หรือ แท่งเหล็กเล็กๆ ไว้ เวลาวัวเดิน หรือก้มกินหญ้า จะมีเสียงดัง ป๋องแป๋งๆ เสียงของ " รอกวัว " แต่ละอันมีเสียงต่างกัน เด็กเฝ้าวัวจะรู้ว่า วัวของตัวเองอยู่ที่ไหนในป่าริมทุ่ง ก็ ด้วยการฟังเสียง " รอกวัว "

ลกลัก (ออกเสียงเป็น หลก-หลัก) หมายถึง อาการเร่งรีบลนลาน เช่นคำถามที่ว่า ลกลัก ไป? ก็หมายถึง จะรีบไปไหน ? ทางนครศรีธรรมราช จะใช้ว่า ลก ลก(ออกเสียงเป็น หลก หลก) ไหน เล่า

ลก แล็ก ใช้ในความหมาย พูดไม่ชัดเจน เชื่อถือไมได้ หรือ กลับกลอก เช่น "หลวงไข่เป็นคน ลกแล็ก แหลงไหร หกทั้งเพ " หมายความว่า หลวงไข่เป็นคนที่เชื่อไม่ได้ พูดอะไรแล้วเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น"

ลด   (ออกเสียงเป็น หลด)หมายถึงการตอนหรือการทำให้สืบพันธ์ไม่ได้ "อ้วนเหมือน ฮัว ลด"ก็คือ อ้วนเหมือนงัว(วัว)ตอน

ล่อ ในภาษาสงขลา มี 2 ความหมายคือ
ความหมายที่ 1. ล่อ หลอกล่อ (ความหมายเดียวกับภาษาบางกอก)
ความหมายที่ 2. ล่อ คือ อาการที่โผล่ออกมา หรือถลนออกมาจากตำแหน่งเดิม ตัวอย่างเช่น "ตาล่อเหมือนหมาครก เห็ง " หมายความว่า ตาถลนเหมือนหมาที่โดนครกทับ  "เห็นเบี้ยคนอื่น แล้วตาล่อ " ความหมายก็คือ เห็นเงินของคนอื่น แล้วตาถลน (ในทำนองอยากได้ของคนอื่น) "ม่วงเล็ดล่อ " หมายถึง มะม่วงหิมพานต์ (มะม่วงที่เมล็ดโผล่ออกมาอยู่ข้างนอก)

ลังทัง หมายถึง แม่ไก่ที่ไข่ไม่เป็นที่(มักเกิดจาก คนไปเก็บไข่ จึงต้องย้ายที่วางไข่ไปเรื่อยๆ) บางครั้งอาจใช้คำนี้เปรียบเปรย คนที่ขึ้หงุดหงิด แขวะคนโน้น แขวะคนนี้

ลาต้า  หมายถึง คนบ้าจี้ คนที่ตกใจแล้วจะพูดซ้ำๆ หรือใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ( ปี 2549 มีเพลงวัยรุ่นปักษ์ใต้ ใช้ชื่อเพลงว่า หัวใจลาต้า คงมีความหมายว่า เป็นหัวใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำอะไรซ้ำๆ เหมือนคนที่ลาต้า นั้นเอง )

ลาย ใช้ในความหมาย รื้อ เพราะฉะนั้น ถ้า คนสงขลาบอกว่า "จะลายบ้าน" นั้นก็หมายความว่า จะรื้อบ้าน

ลายมาย , รายมาย หมายถึง การพูดจาลามปาม

ลิด หมายถึงการปอกเปลือกผลไม้ที่เปลือกติดแน่น เช่น ปอกมะพร้าวหรือมะม่วง ก็จะใช้ ลิดพร้าว ลิดโลกม่วง แต่ถ้าปอกผลไม้ที่เปลือกหลุดง่ายก็จะใช้คำว่า ปอก เช่น ปอกกล้วย

ลุด  ภาษาสงขลาใช้เรียก โคลน มักใช้เฉพาะ โคลนที่ติดเท้า ซึ่งจะต้องล้างก่อนขึ้นเรือน "ลุด ติดตีน" ก็คือ ดินโคลนที่เปื้อนเท้า( คำๆนี้มาจากภาษามลายู ว่า selut )

ลุย, ราสา, จ้าน, จังหู เป็นคำที่ใช้ประกอบ ในความหมายว่า มากมาย หรือ เยอะแยะ เช่น"หรอยจังหู" หรือ "หรอยจ้าน " ในภาษาสงขลา ก็คือ อร่อยมากๆ ของคนกรุงเทพฯ

เล่หล่อง คำนี้ คือ (ขาย)เลหลัง ในภาษากรุงเทพ

แล้ง  ในภาษาไทยถิ่นใต้ มี 2 ความหมาย คือ
แล้ง - ฝนขาดช่วงไปนานทำให้ แห้งแล้ง  ความหมายคือรอให้ฝนหยุดตกก่อน (ความหมายเดียวกันกับ ภาษากรุงเทพฯ) อีกความหมายจะใช้ในกรณี ฝนตกหนัก แล้วหยุดตก ก็ได้ ตัวอย่างเช่น "อย่าเพิ่งไปเลยนะ รอให้ฝนแล้งก่อน "

แลน ในภาษาไทยถิ่นใต้ มี 2 ความหมาย คือ
1. ใช้ในความหมาย ตะกวด สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งมักอาศัยอยู่ตามโคกหรือที่ดอนลำตัวลาย ต่างจาก เหี้ย ที่มักอาศัยอยู่ริมน้ำลำตัวมีลายเข้ม(ลายดอกหมาก)
2. อีกความหมาย "แลน" จะใช้เรียกลักษณะของอวัยวะเพศชายที่หนังหุ้มปลายมีน้อย(ปลายเปิด) ว่า "ไขแลน" หรือ "ดอแลน" ( คำนี้ถือเป็นคำหยาบ ยกเว้นเฉพาะกรณี ญาติผู้สูงอายุใช้คำๆนี้ พูดหยอกเล่นกับลูกหลานที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เท่านั้น)

แล่นทุ่ง ใช้ในความหมาย ท้องเสีย เช่น " วันนี้แล่นทุ่งหลายหนแล้ว " ก็หมายถึง วันนี้ท้องเสียถ่ายหลายครั้งแล้ว (คำว่า "ไปทุ่ง" จะหมายถึงการถ่ายทุกข์ปกติ "แล่นทุ่ง" หมายถึงต้องวิ่งไปทุ่งนา เดินไม่ได้แล้ว นั้นคือ ท้องเสีย )

เลาะ ภาษาถิ่นใต้ใช้ในความหมาย เกราะ อุปกรณ์ที่ใช้ตีเป็นสัญญาณของหมู่บ้านในสมัยก่อนถ้าทำด้วยกระบอกไม้ไผ่จะเป็น "เลาะ" ที่ใช้ตีไล่นกไล่กาตามขนำไร่ ถ้าเป็น"เลาะ"ประจำบ้านของผู้ใหญ่บ้านจะทำด้วยท่อนไม้ ที่เจาะเอาเนื้อไม้ข้างในออก เวลาตีจะมีเสียงก้องดัง
ไปไกล "เลาะ"ในถิ่นใต้จะใช้ไม้ตี(ค้อน) 1 หรือ 2 อัน เสียงที่ดังจะสื่อความหมายต่างกันเช่น " ได้ยินเสียง เลาะ 1 ค้อน" แสดงว่าเป็นสัญญาณเรียกประชุม เพื่อบอกข่าวที่ทางอำเภอแจ้งผ่านผู้ใหญ่บ้านมา " ได้ยินเสียง เลาะ 2 ค้อน " มักใช้เป็นสัญญาณบอกข่าวว่ามีเหตุร้ายในหมู่บ้าน เช่น โจรผู้ร้ายปล้น หรือ มีการฆ่ากัน

( ปัจจุบัน เนื่องจากการไปมาหาสู่ สะดวกรวดเร็ว ถนนหนทาง มีมากขึ้น รวมทั้งการสื่อสารได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก ประเพณีตี "เลาะ" เรียกประชุม จึงหมดไปจากปักษ์ใต้โดยปริยาย )

โล๊ะ ในภาษาถิ่นใต้ (ภาษาสงขลา) มี 2 ความหมายคือ
1. การส่องไฟหาสิ่งของ เช่น ส่องหาปลาหากบ ภาษาถิ่นใต้จะใช้ว่า โล๊ะปลาโล๊ะกบ( โล๊ะ คำนี้มาจากคำมลายู suloh)
2. พื้นที่น้ำท่วมถึงภาษาถิ่นใต้ฯลฯ ( โล๊ะ คำนี้มาจากคำมลายู telok) จะเรียกพื้นที่น้ำท่วมซึ่งอาจติดกับคลองหรือทะเลว่า โล๊ะเช่น โล๊ะจังกระ(อยู่เขตพัทลุง), โล๊ะโลด อยู่ที่ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่งสงขลา

โลกไฟ ในสำเนียง สงขลา หรือ ลูกไฟ ในสำเนียงกรุงเทพ หมายถึง ถ่านไฟฉาย คำนี้ ปัจจุบันมีใช้น้อยมาก

ลำ เลิก ภาษาไทยถิ่นใต้ใช้ในความหมาย การทวงบุญคุณ การพูดถึงแต่สิ่งที่ตนเองเคยให้ผู้อื่นหรือการพูดแต่ความดีของตนเอง

ลำลาบ คำนี้ ใช้ในความหมาย โอ้เอ้ เยิ่นเย้อ หรือ ทำอะไรช้าอืดอาด มักใช้พูดถึงการเดินเรื่องหนังตลุง ที่ชักช้า เช่น " หนังโรงนี้เดินเรื่อง ลำลาบ จัง"

เหลิดเทิด (ออกเสียงเป็น "เลิดเถิด") คือ เดินเหินไม่มองทางเตะโน้นเตะนี่ (ทางนครศรีธรรมราชจะใช้ว่า หลาเหิน )

หลุ-หละ หมายถึง เปื้อนสกปรก

หลุ้มหมา, ลูกหลุ้มหมา เป็นภาษาถิ่นใต้ ใช้เรียก อินทผาลัม

แหลง(ออกเสียงเป็น "แล้ง") ใช้ในความหมาย  พูดคุย (มาจากคำว่า แถลง )

หลบ(ออกเสียงเป็น "ลบ") ภาษาถิ่นใต้ ใช้ในความหมายว่า กลับ เช่น หลบบ้าน ก็หมายถึง
กลับบ้าน

หลวง คำนี้มี 2 ความหมาย คือ
1. "หลวง" ความหมายเหมือนภาษาไทยกลางคือ เกี่ยวกับวังหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของทางราชการ 
2 "หลวง" หมายถึงบุคคลที่เคยบวชเรียนมาแล้ว ในภาษาไทยถิ่นใต้จะใช้คำนี้นำหน้าชื่อของผู้ที่เคยบวชพระมาแล้ว เช่น หลวงแดง, หลวงคล้อย แสดงว่า ทั้งนายแดง นายคล้อย เคยบวชเป็นพระแล้วแต่สึกออกมา คำว่า หลวง นี้จะใช้เรียกผู้ที่อาวุโสกว่าผู้พูดเช่น น้าหลวง พี่หลวง แต่ถ้าผู้พูดอาวุโสกว่า จะใช้คำว่า เณร แทนเช่น พ่อตาพูดกับลูกเขย พ่อพูดกับลูก พี่พูดกับน้อง ตัวอย่างเช่น " วันนี้เณรไม่ทำงานหรือ " ประโยคนี้แสดงว่าผู้พูดอาวุโสกว่า ในกรณี ที่ใช้คำว่า เณร นำหน้าชื่อ ก็แสดงว่าผู้พูดอาวุโสกว่า เช่นกัน คือ เณรไข่ เณรหนู เป็นต้น

ในกรณีที่ใช้กับพระภิกษุ หากกล่าวถึงชื่อพระแต่นำหน้าด้วยคำว่า "พ่อหลวง" เช่น พ่อหลวงเขียวคำว่า "พ่อหลวง" ในที่นี้ จะหมายความว่า พระภิกษุองค์นั้น เป็นพระที่บวชเมื่ออายุมากแล้ว

คำว่า "หลวง "นี้ ในภาษามาเลเซีย จะใช้ว่าLUANG นำหน้าชื่อคนมาเลเซียเชื้อสายไทยตังอย่างเช่น ถ้าคนมาเลเซียมีชื่อในบัตรประจำตัวประชาชนว่า LUANGDAM a/l LUANGKHAO จะรู้ได้ทันทีว่า เจ้าของบัตรชื่อว่า หลวงดำ เป็นลูกชายของ ( a/l ) หลวงขาวและเจ้าของบัตรเป็นคนมาเลเซียเชื้อสายไทยเนื่องจากมีคำว่า "หลวง" นำหน้าเช่นเดียวกับคนไทยในเขตจังหวัดสงขลา

บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 27 ธันวาคม, 2553, 00:25:58 »


ภาษาถิ่นใต้

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://parsatin.exteen.com




วาน ใช้ในความหมาย ก้น หรือ ตูด แต่ถ้า "รูวาน" ก็หมายถึงทวารหนัก ( คำว่า วาน นี้เป็นคำที่กร่อนมาจากคำว่า ทวาร ) ตัวอย่าง เข่น
"กางเกง วานแหก" ความหมายคือ กางเกงตูดขาด
" วาน กู เด้ " วลีนี้เป็นคำที่ไม่สุภาพใช้เฉพาะกับเพื่อนที่สนิทจริงๆ เท่านั้น ความหมายคือ การท้าทายว่า เรื่องแค่นั้น หรือ คำพูดอย่างนั้นไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ( เทียบได้ก็แค่ตูดของข้าเท่านั้น )

เว ใช้ในความหมายว่า ไกว " เวแปล " ก็คือ ไกวแปล

ไว้แช็กใช้ในความหมายว่า ไว้หางเปีย (เรียกเฉพาะผมเปียของคนจีนเท่านั้น ในสมัยก่อนคนจีนที่เข้ามาอยู่ตามหัวเมืองปักษ์ใต้ จะมีผมเปียแบบแมนจู)

หวัน โดยทั่วไป หมายถึง ตะวัน หรือ ดวงอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นคำว่า "หวันช่าย" จะหมายถึง เวลาบ่าย ซึ่งจะใกล้เคียงกับภาษากรุงเทพฯ ที่ว่า "ตะวันชายบ่ายคล้อย" คำลักษณะนี้ หวัน จะหมายถึงเวลา เช่น
"หวันปาใด" หมายถึง เวลาเท่าไหร่แล้ว
"คนไม่รู้จักหวัน" หมายถึง คนขวางโลก หรือ คนดื้อ ดันทุรัง

หวาง จะใช้แทนคำ " ระหว่าง" ของภาษาบางกอก เช่น "หวางนี้ บายดี หรือ?" หมายถึงระหว่างนี้ สบายดีหรือเปล่า(ภาษาสงขลาเขตนาทวี เทพา สะบ้าย้อยจะใช้คำว่า "แหละนี้ "ในความหมายเดียวกัน )

หวิบ หมายถึง โกรธ

สกเส็ก (สำเนียงสงขลาออกเสียงเป็น ซ็อกเซ็ก) ใช้ในความหมายเรื่องไร้สาระ, เรื่องเล็กๆที่ไม่น่านำมาพูด หรือนำมาปฏิบัติ ตัวอย่าง เช่น " เรื่องสกเส็กพรรค์นี้ คนเป็นถึงกำนันเขาไม่ทำกันหรอก " บางครั้งจะใช้ในความหมายฝนที่ตกๆหยุดๆตกประปรายคือ "ฝนตกสกเส็ก"ก็ได้

สาด ภาษาถิ่นใต้ใช้ในความหมาย เสื่อ ( ที่ใช้ปูรองนั่ง - นอน )


สายดม ภาษาถิ่นใต้ โดยเฉพาะในเขตคลองหอยโข่ง สงขลา จะหมายถึงแนวเขตบ้านหรือแนวที่ดินซึ่งมีต้นไม้หลายๆพันธุ์ขึ้นอยู่เป็นแนว(ผักเหนาะ จิ้ม น้ำชุบ ของคนใต้จึงมักจะเป็นผักที่เก็บจากแนวสายดมข้างบ้าน นั้นเอง )

เสดสาใช้ในความหมายว่า ทุกข์ยาก ลำบาก เช่น "หว่างอิพ้นปีนั้นมาได้ มันเสดสา" หมายความว่า "กว่าจะพ้นปีนั้นมาได้ มันลำบากมาก "

ไส่ โดยทั่วไปจะใช้ในความหมาย " ทำไม (คนคลองหอยโข่งสมัยก่อนจะใช้คำว่า ได่ )

หาจก , หยาจก การรับประทานอาหารในลักษณะที่มูมมาม ไม่สุภาพ (เหมือนกับเป็นยาจก )

หัวคล็อก, ยาร่วง ในภาษาสงขลา หมายถึง มะม่วงหิมพานต์

หัวโค่ ตายาย ใช้ในความหมาย โคตรเหง้า บรรพบุรุษ

หัวฉอก หมายถึง ศีรษะเถิก

หีบ คำนี้ในภาษาไทยถิ่นใต้มี 2 ความหมาย คือ
1. หีบ (หีบใส่ผ้า )
2. หีบ ในความหมาย หนีบ บีบ หรือ การที่ถูกขนาบสองข้างจนกระดิกตัวไม่ได้ เช่น " ตลาดผีหีบ " คำนี้เป็นชื่อของตลาดที่มีป่าช้าขนาบอยู่ 2 ข้าง ที่นครศรีธรรมราช
" ควนหีบ "คำนี้เป็นชื่อช่องเขาที่มีควนขนาบอยู่ 2 ข้างอยู่ระหว่าง อำเภอคลองหอยโข่ง กับบ้านบาโรย อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

หีด , แยด , แต็ด , เท่าตุ้งหีด , เท่าตุ้งแยด ทั้งหมดนี้ในภาษาสงขลา แปลว่า นิด ,นิดเดียว หรือ มีปริมาณ หรือขนาดที่น้อยมาก

เห็ง หมายถึง ทับ หรือ กดอยู่ข้างบน เช่น  "ตาล่อเหมือนหมาครก เห็ง " หมายความว่า ตาถลนเหมือนหมาที่โดนครกทับกรุณาเปรียบเทียบกับคำว่า กดขี่ข่มเหง หรือ ข่มเหงรังแกในภาษากรุงเทพฯ

เหอ คำในภาษาถิ่นใต้ทั่วไป ใช้ต่อท้ายคำอื่นให้สละสลวยเปรียบได้กับคำ " จ๋า, เอย " ในภาษากรุงเทพ เช่นพี่หลวงเหอ = พี่หลวงจ๋า ในเพลงเรือ หรือบทกลอน ถ้ามีคำ เหอ เช่น ฝนตกเหอ ก็คือ ฝนตกเอย ในภาษากรุงเทพ เป็นต้น

หอน คำนี้ในภาษาสงขลา มี 2 ความหมายคือ
1. หอน ( หมาหอน )
2. หอน ที่มาจาก ห่อน ในภาษาเก่า คำนี้ในภาษาสงขลา มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า เคย มักใช้ในประโยคปฏิเสธ โดยจะมีคำว่า ไม่ นำหน้าเสมอ ตัวอย่างเช่น
" ไม่หอนไป " ความหมายคือ ไม่เคยไป
" ไม่หอนรู้ " ความหมายคือ ไม่เคยรู้
" ไม่หอนเห็น " ความหมายคือ ไม่เคยเห็น

คำว่า หอน ในความหมายที่ 2 นี้ เป็นคำที่บ่งบอกว่าผู้พูด คือ คนสงขลา หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสงขลา

อาน คำนี้หมายถึง เป็นหมัน มักใช้เรียกกับสัตว์ เช่น วัวตัวเมียที่ไม่มีลูก ก็เรียกว่า ฮัวอาน(วัวในภาษากรุงเทพปัจจุบัน คือ งัว ในภาษาเก่าในสำเนียงถิ่นใต้จะใช้เสียง ฮ แทนเสียง ง ดังนั้น ฮัวในสำเนียงใต้ ก็คือ วัว )

อิ คำนี้หมายถึง จะ , กำลังจะ (ทางปัตตานี จะใช้ว่า จิ)

อุก คือ ปล้น ( เปรียบเทียบกับวลีในภาษากรุงเทพฯ คือ อุกชิงวิ่งราว )

อุง (ออกเสียงเป็น อุ๋ง ) คำนี้หมายถึง ตัวชันนะรง แมลงจำพวกผึ้งตัวเล็กๆ ไม่มีเหล็กไนมักอาศัยทำรังในโพรงไม้ และมีน้ำหวานเช่นเดียวกับผึ้ง

เอิด ใช้ในความหมาย เกเร เหลิง คิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง จึงมองข้ามคนอื่น

เอือน ใช้ในความหมาย เอียน อาการที่เหม็นเบื่อ (กินอาหารไม่ได้)

อำอุย คำนี้มีความหมายว่า ลางเลือน มองเห็นไม่ชัด มักใช้กับแสงจันทร์ที่ขมุกขมัว มองไม่ค่อยชัดเจน เช่น "กะเบอะเดือนมันอำอุย เลยเห็นหน้าไม่ชัด " = ก็เพราะว่า แสงจันทร์มันขมุกขมัวเลยเห็นหน้าไม่ชัด

ไอไหร, ไหร = อะไร ในภาษากรุงเทพ

ฮะ ใช้ในความหมายว่า ถ่างออก หรือ ฉีกออก หรือ แหกออก เช่น " นั่งฮะขา " ก็จะหมายถึง นั่งถ่างขา

ฮาย ในภาษาสงขลาแปลว่า ครึ่งวันวันหนึ่งจึงมี มี 2 ฮาย คือ"ฮายเช้ากับ ฮายเย็น" (เทียบได้กับคำว่า "งาย" ในภาษากรุงเทพ )

ฮวน หมายถึง รวน หรือ กวน เช่น " อย่ามาฮวน " ก็หมายถึง อย่ามากวน อย่ามายุ่ง

ฮัว หมายถึง งัว ในภาษาเก่า หรือ วัว ในภาษากรุงเทพฯปัจจุบัน

บันทึกการเข้า

namtip
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 15 พฤศจิกายน, 2555, 09:36:29 »

ภาษาถิ่นใต้
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: