Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 เมษายน, 2561, 17:53:08

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  (อ่าน 37912 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,873
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 20:21:54 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 21


 
        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบท่านมิคาชินะถึงเหตุของการออกผนวชว่า ?ข้าพเจ้ามิได้มีปัญหาในเรื่องราชสมบัติ ไม่ได้ทะเลาะกับหมู่ญาติคนใดเลย แต่เพราะเห็นโลกถูกกิเลสคุกคาม ถูกกิเลสย่ำยี จึงพิจารณาว่า สัตว์เป็นอันมากถูกประหารและถูกจองจำเพราะกิเลส แม้แต่ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่า และถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านั้น คิดดังนี้ จึงได้ออกบวช?


        มิคาชินะดาบสได้สดับธรรมภาษิตจากพระโพธิสัตว์ก็รู้สึกชื่นชอบ จึงได้ถามต่อไปว่า ?ใครหนอเป็นผู้แนะนำธรรมะแด่พระองค์  ถ้อยคำอันสะอาดนี้ เป็นถ้อยคำของใคร?

        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ถึงข้าพเจ้าจะเคารพและอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่เคยไต่ถามธรรมะจากท่านเลย   จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าไปในพระราชอุทยาน ได้เห็นต้นมะม่วงที่มีผลถูกคนเบียดเบียนจนปราศจากใบและก้าน แต่ต้นมะม่วงที่ไร้ผลกลับมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์ มะม่วงทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า?

        เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีจึงเข้ามากราบทูลว่า ?มหาชนเกิดความหวั่นใจว่า พระราชาทรงออกผนวชเสียแล้ว  ขอพระองค์โปรดทำให้มหาชนอุ่นใจด้วยการอภิเษกพระโอรส คือ ทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด?
 
        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?เราได้สละพสกนิกร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติแล้ว  กาลต่อไป ชาววิเทหรัฐจะเป็นผู้อภิเษกทีฆาวุกุมารเอง ขอพระนางจงเบาใจเถิด? จากนั้นก็ทรงประทานโอวาทแก่พระนาง ให้รักในการประพฤติพรหมจรรย์  ยินดีในนิรามิสสุข จงเห็นแก่ประโยชน์ในโลกหน้า ให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน 

        เมื่อพระโพธิสัตว์ประทานพระโอวาทแด่พระสีวลีเทวีจบลง ดวงอาทิตย์ก็ตกลับขอบฟ้า  พระโพธิสัตว์จึงขอตัวเสด็จเข้าไปหาที่สงบวิเวกตามลำพัง เข้าประทับที่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง
 
        ฝ่ายพระเทวีก็มีพระเสาวนีย์รับสั่งให้ตั้งค่ายอยู่ไม่ไกล    จากที่พักขอพระโพธิสัตว์นัก  ครั้นรุ่งเช้า พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปสู่พระนครชื่อถูนะ เพื่อภิกขาจาร ฝ่ายพระเทวีก็รีบตามเสด็จไม่ยอมห่าง เพราะกลัวว่าจะถูกพระโพธิสัตว์ทอดทิ้ง

        ในขณะที่เที่ยวภิกขาจารอยู่นั้น  มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ซื้อเนื้อก้อนใหญ่มาจากตลาด แล้วเสียบหลาวย่างจนสุก จากนั้นก็วางเนื้อไว้บนกระดานเพื่อให้เย็นและยืนรออยู่

        เมื่อหนุ่มนั้นเผลอ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งก็แอบคาบเนื้อก้อนนั้นหนีไป เจ้าหนุ่มเห็นสุนัขคาบเนื้อของตัวไป ก็รีบวิ่งไล่ตาม ไปจนถึงนอกประตูเมืองทางทิศใต้  เมื่อไล่ตามจนเหนื่อย ก็หมดความอยาก หมดอาลัยในก้อนเนื้อนั้น จึงหันหลังกลับบ้านไป

        พระโพธิสัตว์กับพระเทวีเสด็จผ่านมาข้างหน้าสุนัขที่ทางสองแพร่งนั้นพอดี  สุนัขนึกว่าเจ้าของก้อนเนื้อมาดักรอ ด้วยความกลัวจึงทิ้งก้อนเนื้อแล้ววิ่งหนีไป 


        พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น จึงทรงดำริว่า  ?เจ้าของก้อนเนื้อก็มิได้ปรากฏให้เห็น อาหารชนิดนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าเป็นบังสุกุลบิณฑบาต? 

        ครั้นดำริเช่นนี้แล้ว ก็ทรงก้มลงหยิบก้อนเนื้อขึ้นมาปัดฝุ่น แล้วใส่ลงในบาตร เสด็จไปที่ท่าน้ำ ทรงนั่งพิจารณาอาหาร แล้วก็เสวยเนื้อก้อนนั้นด้วยอาการสำรวม

        พระสีวลีเทวีทรงดำริว่า  ?ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่พึงเสวยเนื้อก้อนนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข แต่นี่พระองค์มิได้ทรงรังเกียจกลับเสวยอย่างสงบดุจเสวยอมตรส บัดนี้พระองค์คงจะมิใช่พระราชสวามีของเราแล้ว? เมื่อดำริเช่นนี้ ความผูกพันที่เคยมีก็คลายตัวลง

        แม้จะทรงรู้ว่าพระราชาทรงหมดอาลัยในราชสมบัติแล้ว ถึงกระนั้น พระนางก็ไม่อาจทรงดำเนินชีวิตเพียงลำพังพระองค์เดียวได้ จึงทูลอ้อนวอนว่า ?ข้าแต่มหาราช  พระองค์เสวยเนื้อที่น่าเกลียดปานนี้ได้อย่างไร  คนที่ฉลาด แม้ไม่ได้บริโภคอาหารถึง ๔ มื้อ อดอยากปางตาย  ก็ยอมตายเสียด้วยความหิว  เขาจะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นที่ไม่สะอาดเลย  แต่พระองค์กลับเสวยก้อนเนื้ออันเป็นเดนสุนัข ซึ่งไม่สะอาด น่ารังเกียจ ขอพระองค์เสด็จกลับไปบริโภคราชสมบัติเถิด?


        พระโพธิสัตว์ ตรัสตอบว่า  ?ดูก่อนพระนางสีวลี ก้อนเนื้อนี้ ชื่อว่าเป็นอาหารของอาตมาที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เพราะเจ้าของและสุนัขต่างก็สละแล้ว  ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่บุคคลได้มาโดยชอบธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่มีโทษ  ดูก่อนพระเทวี เธอไม่รู้จักความวิเศษของบิณฑบาตนี้ เพราะความเขลาต่างหากเล่า? 

        ครั้นตรัสชี้แจงให้ทราบถึงชีวิตสมณะแล้ว ก็ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ทรงชำระพระหัตถ์ แล้วเสด็จลุกขึ้น ถือเครื่องบริขาร ดำเนินต่อไปโดยไม่ทรงใส่พระทัยว่าพระนางจะเดินตามมาหรือไม่

        เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จดำเนินไปจนลุถึงประตูพระนครด้านใน ระหว่างทาง ทรงเห็นพวกเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน 


        ในจำนวนนั้น มีกุมาริกาคนหนึ่งเอากระด้งน้อยฝัดทรายเล่นอยู่ ที่ข้อมือข้างหนึ่งของนางสวมกำไลหนึ่งอัน และข้อมืออีกข้างหนึ่งสวมกำไลสองอัน  กำไลสองอันนั้นกระทบกันมีเสียงดัง กริกๆ แต่กำไลอันเดียวนั้นไม่มีเสียงเลย

        พระโพธิสัตว์สังเกตเห็นแล้ว ก็เกิดปัญญาสอนตัวเอง ทรงมีพระดำริว่า  ?บัดนี้ พระนางสีวลีตามหลังเรามา ขึ้นชื่อว่าสตรีเป็นมลทินของบรรพชิต  ชนทั้งหลายเห็นนางตามเรามา จักติเตียนเราว่า บรรพชิตนี้แม้บวชแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะละภรรยาได้ 

        จึงเสด็จเขาไปหากุมาริกาด้วยทรงมีพระดำริว่า ?ถ้ากุมาริกาคนนี้ เป็นคนฉลาด จักพูดถึงเหตุนี้ เพื่อให้พระนางสีวลีกลับไป?

        ครั้นดำริฉะนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าไปถามกุมาริกาว่า ?แน่ะนางกุมาริกา กำไลข้อมือของเธอข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?


        กุมาริกาเป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญเก่ามาดี จึงมีปัญญามาก เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวตอบไปว่า  ?ข้าแต่สมณะ เสียงเกิดจากกำไลสองอันที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน อีกด้านหนึ่งไม่ส่งเสียงเป็นเหมือนคนๆ เดียวย่อมสงบนิ่ง บุคคลสองคนย่อมวิวาทกัน  คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านนักบวช ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด?

        ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กุมาริกาได้กล่าวเตือนพระสติพระมหาสัตว์ต่อไปว่า ?ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมไม่พาสตรีเที่ยวไป  แต่ทำไมท่านจึงพาภรรยาซึ่งมีรูปงามดุจเทพอัปสรเที่ยวไปด้วยเล่า ภรรยาจะทำให้สมณธรรมของท่านมัวหมอง ท่านจงยินดีในการอยู่คนเดียวเถิด?

        ด้วยถ้อยคำของกุมาริกาคนนี้ ทำให้พระนางสีวลีต้องนิ่งอึ่ง แต่ก็ทรงพยายามที่จะไม่นำมาเป็นอารมณ์  ส่วนพระโพธิสัตว์นั้นกลับได้ตระหนักมากขึ้น และก็มีดำริว่า ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจจากพระเทวีอย่างเด็ดขาด   แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,873
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 20:22:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 22

 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปสู่พระนครชื่อถูนะ เพื่อภิกขาจาร ทรงได้เนื้อย่างที่สุนัขทิ้งไว้ ก็ดำริว่า  ?อาหารชนิดนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าเป็นบังสุกุลบิณฑบาต?  แล้วก็เสวยเนื้อก้อนนั้นด้วยอาการสำรวม

        พระสีวลีเทวีจึงดำริว่า  ?ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่พึงเสวยเนื้อก้อนนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข แต่พระองค์มิได้ทรงรังเกียจกลับเสวยอย่างสงบ บัดนี้พระองค์จะมิใช่พระราชสวามีของเราแล้ว?  แต่ถึงกระนั้น พระนางก็ไม่อาจสละพระโพธิสัตว์ได้ ยังคงติดตามต่อไป
 
        พระโพธิสัตว์ครั้นเสด็จต่อไป ได้เห็นนางกุมาริกากำลังเอากระด้งฝัดทรายเล่นอยู่ ทรงเห็นที่ข้อมือของนางข้างหนึ่งสวมกำไลสองอัน อีกข้างหนึ่งสวมอันเดียว ก็มีพระดำริว่า เราจะให้นางกุมาริกานี้กล่าวให้สติพระเทวี จึงเสด็จเข้าไปถามกุมาริกาว่า ?กำไลข้อมือของเธอข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียง  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?

        นางกุมาริกาผู้มีปัญญา ทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า  ?ข้าแต่สมณะ เสียงเกิดจากกำไลสองอันที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน อีกด้านหนึ่งไม่ส่งเสียงเป็นเหมือนคนๆ เดียวย่อมสงบนิ่ง แต่ถ้ามีบุคคลสองคนย่อมวิวาทกัน  คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านนักบวช ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด?

        พระนางสีวลีเทวี ได้พยายามติดตามพระมหาชนกไปทุกหนทุกแห่ง แม้จะถูกกุมาริกาซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านตำหนิว่า บรรพชิตไม่ควรเดินทางไปพร้อมกับสตรี เพราะอาจเป็นที่ครหานินทาได้ แต่ด้วยความรักมั่นในพระมหาชนก  พระนางจึงไม่อาจตัดใจพรากจากพระองค์ไปได้


        พระมหาชนกจึงตรัสกับพระเทวีว่า  ?แน่ะเทวี  เธอได้ยินแล้วมิใช่หรือ  นางกุมาริกาเป็นเพียงเด็กสาว ยังกล้ามาติเตียนเรา  เพราะฉะนั้น เราทั้งสองจงแยกทางกันเถิด  เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จะไปอีกทางหนึ่ง  เธออย่าเรียกเราว่าเป็นพระสวามีของเธอ และเราก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นมเหสีของเราอีก?

        พระนางสีวลีเทวีได้สดับแล้ว ก็ทรงทราบชัดว่า บัดนี้คงไม่อาจติดตามพระสวามีต่อไปได้อีก จึงกราบทูลพร้อมกันแสงว่า ?ข้าแต่พระจอมชน พระองค์เป็นกษัตริย์สูงสุด จงถือเอาทางขวา  ส่วนข้าพระองค์เป็นอภัพบุคคล จะถือเอาทางซ้าย?

        ครั้นกราบทูลแล้ว ก็ถวายบังคมพระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จไปอีกทางหนึ่ง แต่ด้วยวิสัยของสตรีผู้มีใจยังไม่มั่นคง ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ ก็เสด็จกลับมาอีก และได้ติดตามพระโพธิสัตว์เข้าสู่ถูนนคร(ถู นะ นะ คอน)ไป

        พระโพธิสัตว์เที่ยวบิณฑบาต เสด็จถึงหน้าบ้านของช่างศร  ซึ่งกำลังเล็งดูลูกศรด้วยตาข้างหนึ่ง เพื่อดัดลูกศรให้ตรง  จึงตรัสถามช่างศรว่า ?ท่านนายช่าง ทำไมท่านจึงหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยหางตาอีกข้างหนึ่ง ใช้ตาทั้งสองเล็งดูลูกศรไม่ได้หรือ?


        ช่างศรผู้เรืองปัญญาทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ จึงทูลว่า ?ข้าแต่สมณะ การจะทำลูกศรให้ตรง ต้องอาศัยการเล็งดูด้วยตาข้างเดียวเท่านั้น เพราะดูสองตาอาจคลาดเคลื่อนได้ เหมือนมีสองคนอาจเกิดการวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า...ข้าแต่สมณะ เมื่อข้าพเจ้าลืมตา ๒ ข้างพร้อมกัน ที่คดย่อมไม่ปรากฏ คือแม้ที่คดก็ปรากฏว่าตรง แม้ที่ตรงก็ปรากฏว่าคด ดวงตา ๒ ข้างต้องทะเลาะกันเอง ฉันใด แม้สมณะมี ๒ รูป ก็ฉันนั้น ย่อมทะเลาะวิวาทกันได้  ส่วนคนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า

        เมื่อช่างศรมองไปเห็นพระเทวีผู้มีใบหน้างดงามดั่งเทพนารี จึงเตือนพระโพธิสัตว์ว่า ?ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ ท่านจงชอบใจการอยู่คนเดียวเถิด  ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมจะไม่พาแม้น้องสาวเที่ยวไป  ทำไมท่านจึงพาภรรยา ซึ่งรูปงามดุจเทพอัปสรเที่ยวไปด้วยเล่า ท่านจงเที่ยวไปแต่ลำพังผู้เดียวเถิด? เมื่อกล่าวกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็นั่งทำงานของตนต่อไป 

        พระโพธิสัตว์ครั้นสดับแล้ว แม้จะทรงสงสารเห็นใจพระนางสีวลีเพียงใด แต่ก็ทรงข่มพระหฤทัยหันมาตรัสกับพระนางว่า  ?ดูก่อนน้องหญิง เธอได้ยินแล้วมิใช่หรือ ช่างศรเป็นเพียงสามัญชน ยังกล้ามาตำหนิเราได้  นางผู้เจริญ  เราทั้งสองจงแยกทางกันตรงทางสองแพร่งนี้เถิด ต่อไปเธออย่าเรียกเราว่าเป็นพระสวามี และเราก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นมเหสีอีก?

        พระนางสีวลีเทวีนั้น ทรงเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงทุกขณะ แม้จะทรงติดตามวิงวอนอย่างไรก็ไม่ได้รับกำลังใจตอบเลยแม้เพียงนิด แถมยังถูกพระโพธิสัตว์ตรัสห้ามปรามอย่างไม่ไยดี ถึงกระนั้นก็ไม่อาจตัดพระทัยจากพระสวามีได้ ยังคงเสด็จติดตามอยู่เหมือนเดิม แม้มหาชนก็ตามเสด็จพระองค์ไปทุกหนทุกแห่งเหมือนกัน

        เมื่อเดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีแนวป่าเขียวชอุ่ม พระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความเพียรที่พระองค์เคยทำในท้องมหาสมุทร ว่าที่ทรงได้ครองราชย์ก็ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ และการออกบวชในครั้งนี้ ก็จะใจอ่อนด้วยสงสารพระเทวีจนเป็นเหตุให้คลายความเพียรไม่ได้ เมื่อทอดพระเนตรเห็นหญ้ามุงกระต่ายอยู่ข้างทาง จึงทรงก้มลงถอนหญ้ามุงกระต่ายนั้นขึ้นมา


        แล้วตรัสเรียกพระเทวีให้เข้ามาใกล้ๆ  ทรงยื่นคำขาดว่า ?น้องหญิงสีวลีผู้เจริญ หญ้ามุงกระต่าย ซึ่งเราถอนขึ้นแล้วนี้ ไม่อาจสืบต่อกันได้อีก ฉันใด  การอยู่ร่วมกันระหว่างเธอกับฉัน ก็ไม่อาจสืบต่อได้อีก ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เธอจงอยู่ผู้เดียว ฉันก็จะอยู่ผู้เดียวเหมือนกัน?

        เมื่อพระเทวีได้ทรงฟังพระโอวาทพร้อมทั้งยื่นคำขาดเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงรู้สึกเศร้าพระหฤทัยอย่างหาที่เปรียบมิได้  รู้ว่าบัดนี้พระนางจะไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกับพระมหาชนกราชอีกแล้ว  เพราะตลอดเวลาที่ทรงติดตามมา ไม่เคยทรงได้รับความชุ่มชื่นใจตอบแม้เพียงสักครั้งเดียวเลย จึงทรงร่ำไห้จนหัวใจแทบแตกสลาย พระนางถึงกับหมดสติล้มลงที่หนทางใหญ่นั้น 


        พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า พระนางถึงวิสัญญีภาพไปแล้ว แม้จะทรงสงสารพระนางเพียงใด แต่ก็ทรงตัดใจด้วยดำริว่า ช่วงเวลานี้จะแสดงความสงสารเห็นใจอะไรไม่ได้อีกแล้ว จำต้องตัดอาลัยให้สิ้น เดี๋ยวข้าราชบริพารก็จะช่วยเยียวยาพระนางเอง ดำริฉะนี้แล้วก็ทรงรีบก้าวพระบาทเสด็จเข้าป่าไปโดยไม่เหลียวหลัง

        เมื่อพระนางสีวลีเทวีได้รับการนวดเฟ้นจนรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ทรงร้องเรียกหาพระมหาชนกด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตรัสถามทางที่พระองค์เสด็จไป 

        เนื่องจากหมู่อำมาตย์ไม่ได้ติดตามพระองค์ไป จึงไม่มีใครทราบ  แม้ว่าพระนางจะรับสั่งให้เที่ยวค้นหาอย่างไร ก็ไม่มีใครพบพระโพธิสัตว์อีก


        เมื่อทรงเห็นว่าหมดหวังแล้ว พระนางก็ทรงร่ำให้อีกเป็นเวลานาน เมื่อคลายเศร้าโศกแล้ว ได้ทรงให้สร้างพระเจดีย์ตรงที่พระโพธิสัตว์ประทับยืน ทรงทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ เสร็จแล้วจึงเสด็จกลับกรุงมิถิลา

        ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ได้เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ตั้งพระทัยมั่นเจริญสมาธิภาวนา  ภายใน ๗ วันเท่านั้น ก็สามารถทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น แล้วก็ไม่เสด็จกลับพระนครอีกจนตลอดพระชนม์ชีพ

        ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีเมื่อเสด็จกลับพระนครแล้ว โปรดให้สร้างพระเจดีย์อีกหลายองค์ คือตรงที่พระโพธิสัตว์ตรัสกับช่างศร ตรงที่ตรัสกับนางกุมาริกา และตรงที่เสวยเนื้อซึ่งสุนัขคาบมาทิ้ง ตรงที่ตรัสกับมิคาชินดาบส และตรัสกับนารทดาบส  ได้ทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น
 
        หลังจากนั้น ก็ทรงทำการอภิเษกพระราชโอรสขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไป ณ พระราชอุทยานอัมพวัน  แล้วพระนางก็ได้ทรงทำตามคำแนะนำของพระมหาชนก ด้วยการออกผนวชเป็นดาบสินี ประทับอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ทรงทำกสิณบริกรรมจนได้บรรลุฌานสมาบัติ

        เมื่อละโลกไปแล้ว ก็ได้บังเกิดในพรหมโลก ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไม่เสื่อมจากฌาน เมื่อละสังขารแล้วก็ได้เข้าถึงพรหมโลกเช่นเดียวกัน

        พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าอดีตชาติของพระองค์จบลง ได้ทรงประชุมชาดกว่า  ?ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ มหาพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นพระมหากัสสปะ นางมณีเมขลาเทพธิดาผู้รักษาสมุทร ได้มาเป็นอุบลวรรณาภิกษุณี  นารทดาบสได้มาเป็นพระสารีบุตร มิคาชินดาบสได้มาเป็นพระมหาโมคคัลลานะ  นางกุมาริกาได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี ช่างศรได้มาเป็นพระอานนท์  ราชบริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท  สีวลีเทวีได้มาเป็นพระมารดาของพระราหุล  ฑีฆาวุกุมารได้มาเป็นพระราหุล  พระชนกพระชนนีได้มาเป็นมหาราชศากยสกุล ส่วนพระมหาชนกราช คือเราตถาคต?


        เราจะเห็นว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ท่านมองเห็นโลกและชีวิตอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงไม่มีความเยื่อใยในเบญจกามคุณทั้งหลาย  เพราะท่านมีดวงปัญญาบริสุทธิ์ และเคยผ่านชีวิตในสังสารวัฏมายาวนาน  จึงรู้ว่าพระนิพพานเท่านั้นที่เป็นเป้าหมาย พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงมีความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละที่จะไปให้ถึง

        เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายเมื่อตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตว่า เรามีความตายเป็นที่สุด  จะพ้นความตายไปไม่ได้ และบุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของเราในวัฏสงสารอันยาวไกล จึงไม่ควรหลงเพลินจนเกินเหตุ จงมองให้ไกลถึงประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้า แล้วตั้งใจทำความดีทุกอย่างให้สุดชีวิต เพื่อบ่มบารมีของเราให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์
 
        ด้วยการหมั่นให้ทานอย่างเต็มกำลัง รักษาศีลให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง และหาเวลานั่งสมาธิทำภาวนา จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในการทำกุศลทั้งปวงให้ถึงพร้อม ถูกต้องตรงตามปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนานตราบวันเข้าสู่พระนิพพาน
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: