Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กรกฎาคม, 2561, 06:24:52

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  (อ่าน 38608 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 08 กรกฎาคม, 2552, 14:35:55 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 11

 
 
    จากตอนที่แล้ว เหล่าอำมาตย์ได้ปล่อยผุสสรถ ตามคำแนะนำของท่านปุโรหิต ผุสสรถได้เวียนประทักษิณพระราชนิเวศน์  แล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่แล่นรอบพระนคร แล้วก็วิ่งมุ่งหน้าตรงไปยังพระราชอุทยานทันที


    จากนั้นจึงวิ่งเข้าสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลที่พระมหาชนกทรงบรรทมอยู่ แล้วก็หยุดอยู่กับที่ ปุโรหิตเห็นพระโพธิสัตว์บรรทมหลับอยู่ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น พระโพธิสัตว์ทรงได้ยินเสียงดนตรีก็ตื่นบรรทม ได้เปิดพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชน  ก็ทรงทราบว่าบัดนี้เศวตฉัตรมาถึงเราแล้ว  จากนั้นก็คลุมพระเศียรเหมือนเดิม
 
    ปุโรหิตได้เปิดผ้าตรวจดูลักษณะพระบาทแล้วก็ประกาศว่า  ? ท่านผู้นี้เป็นผู้เปี่ยมด้วยบุญญาบารมี  สามารถครองราชสมบัติแม้ในมหาทวีปทั้งสี่?  และเมื่อทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ คือโอรสของอดีตพระเจ้าอยู่หัวของตนเอง ต่างก็พร้อมใจกันอภิเษกพระโพธิสัตว์เป็นพระราชาในพระราชอุทยานในวันนั้น



พระโพธิสัตว์ทรงได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชา และได้รับการเฉลิมพระนามว่า มหาชนกราช  จากนั้นก็เสด็จขึ้นสู่ราชรถอันประเสริฐกลับเข้าสู่พระนคร  ด้วยสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่
 
    มหาชนทุกหลังคาเรือนต่างก็ออกมาต้อนรับพระราชาองค์ใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โปรยดอกไม้นานาชนิด ยกธงชูขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี



    เหล่าข้าราชบริพารฝ่ายในต่างก็ร่าเริง จัดเตรียมสถานที่บรรทม และประดับประดาพระราชนิเวศน์ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ


    ฝ่ายพระราชธิดาเพียงได้สดับคำว่า ?มหาชนก? ความรักประดุจภรรยาสามีก็ได้บังเกิดซาบซ่านไปทั่วผิวกาย แทรกซึมเข้าสู่ภายในทุกอนูเนื้อกระทั่งจรดเยื่อในกระดูก
 
    พระนางทรงรู้สึกปีติยินดี เหมือนได้ยินถ้อยคำอันเป็นมงคลที่รอคอยมานานแสนนาน ถึงแม้จะยังไม่เคยทอดพระเนตร ไม่เคยพูดจาสนทนากันมาก่อน แต่ก็เหมือนคนรักที่พระนางทรงตั้งตารอคอย นี่เป็นเพราะบุพเพสันนิวาสที่เคยครองรักกับพระโพธิสัตว์มาหลายชาติ 
 
     ดังพุทธวจนะที่ว่า ความรักเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะเคยอยู่ร่วมกันในปางก่อน และเพราะได้เกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกอุบลอาศัยโคลนตมและน้ำ จึงเบ่นบานเหนือน้ำ ฉะนั้น
 


    พระราชธิดาครั้นทราบว่า พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้รับอภิเษกเป็นพระราชาเรียบร้อยแล้ว ทรงประสงค์จะทดลองพระมหาชนกโพธิสัตว์ว่า จะมีบุญพอที่จะครองราชย์สมบัติสืบต่อไปได้หรือไม่ จึงตรัสสั่งราชบุรุษคนหนึ่ง ให้ไปเรียกพระมหาชนกโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้าเหมือนที่เคยทดลองกับเสนาบดี และคนอื่นๆ


    เนื่องจากพระบรมโพธิสัตว์เป็นบัณฑิต จึงมิได้ใส่พระราชหฤทัยในคำเชื้อเชิญของพระราชธิดา ได้ตรัสชมปราสาทว่า มีความสวยงามอลังการสมกับเป็นพระนครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป 


    พระราชธิดาครั้นได้รับรายงานว่า พระมหาชนกราชไม่ทรงสนพระทัยในคำเชื้อเชิญ ก็ยังไม่ละความพยายาม ทรงมีรับสั่งราชบุรุษไปอัญเชิญให้เข้าพบอีกถึง ๓ ครั้ง พระโพธิสัตว์ก็มิใส่ใจต่อพระเสาวนีย์นั้นเลย
 
    พระราชธิดาทรงได้รับรายงานเหมือนเดิมทั้ง ๓ ครั้ง ก็ทรงคิดว่า ?ท่านผู้นี้เป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่ สมควรที่จะได้เป็นจอมพสกนิกรของชาวมิถิลาอย่างแท้จริง?
 
    ยิ่งเมื่อพระนางได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทตามพระราชหฤทัยของพระองค์ เหมือนพระยาราชสีห์เยื้องกรายออกจากถ้ำ ก็ให้รู้สึกหวั่นไหว 



    เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้ามาใกล้ พระนางก็มิอาจดำรงพระองค์อยู่ได้ ทรงตระหนักดีว่าผู้อยู่ ณ เบื้องพระพักตร์คือผู้มีบุญบารมีที่พระนางต้องยินยอมพร้อมฟังคำรับสั่งทุกอย่าง จึงได้เข้าไปทำปฏิสันถารด้วยการให้ทรงเกี่ยวพระกร
 
    ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ทรงรับเกี่ยวพระกรจากพระราชธิดา แม้พระนางจะทรงเขินอายอยู่บ้าง เพราะไม่เคยทรงทำอย่างนี้กับชายใดมาก่อน แต่พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงปฏิสันถารตอบ โดยตรัสเชื้อเชิญให้เสด็จชมปราสาทต่อไป จึงทำให้อาการที่ทรงตื่นเต้นเขินอายนั้นผ่อนคลายลง
 
    เมื่อถึงศูนย์กลางของมหาปราสาท พระโพธิสัตว์จึงเสด็จขึ้นยังพระที่นั่ง ณ ราชบัลลังก์ภายใต้มหาเศวตฉัตร และได้ตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า ?เมื่อพระราชาของพวกท่านจะสวรรคต ได้ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง?
 
     พวกอำมาตย์กราบทูลว่า  ?ขอเดชะ พระราชาของพวกข้าพระองค์ ได้ทรงมีรับสั่งความเอาไว้ ๔ ประการ คือ ๑. ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้ที่ทำให้พระราชธิดาพระนามว่าสีวลีเทวีโปรดปรานได้?
 
    พระราชาตรัสว่า  ?พระนางสีวลีราชธิดาเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกรของเธอแล้ว  ข้อนี้เป็นอันว่า เราได้ทำให้พระราชธิดาโปรดปรานแล้ว พวกท่านจงกล่าวข้ออื่นต่อไป?


    อำมาตย์กราบทูลว่า ?ขอเดชะ พระเจ้าโปลชนกราชได้รับสั่งความข้อที่ ๒ เอาไว้ว่า  ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้สามารถทราบหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมว่า อยู่ด้านไหน? 
 
    พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ?ข้อนี้รู้ยาก จำต้องหาอุบายสักอย่าง จึงจะแก้ปริศนานี้ได้?  ดำริดังนี้แล้วจึงทรงทรงถอดปิ่นทองคำบนพระเศียร ประทานให้พระนางสีวลี แล้วรับสั่งให้นำปิ่นทองคำไปวางไว้
 


    พระนางสีวลีทรงรับปิ่นทองคำไปวางไว้ด้านหัวนอนของบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม
    กิริยาของพระนางสีวลีเทวี ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า ข้างไหนเป็นหัวนอน จึงตรัสถามย้ำใหม่ว่าปริศนาข้อที่ ๒ พวกท่านว่าอย่างไรนะ 
 
    ครั้นหมู่อำมาตย์กราบทูลซ้ำให้ทรงทราบแล้ว พระองค์จึงตรัสชี้ว่า ?ด้านที่พระนางเจ้าทรงวางปิ่นนั้นแหละเป็นหัวนอน? ซึ่งพระราชธิดาก็ทรงรับรองว่าถูกต้องแล้ว
 
 
    พวกอำมาตย์ได้ให้สาธุการ แล้วกราบทูลพระราชกำหนดข้อที่ ๓ ต่อไปว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถยกสหัสสถามธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้  ส่วนพระราชกำหนดข้อที่ ๓ นี้ พระโพธิสัตว์จะทรงทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 09:47:00 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 12

 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชา แล้วได้เสด็จเข้าสู่พระนคร  ด้วยสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่  ฝ่ายพระราชธิดาครั้นทราบว่า ผุสสรถได้นำพระราชาพระองค์ใหม่กลับสู่พระนครแล้ว  จึงตรัสสั่งราชบุรุษให้ไปอัญเชิญพระองค์มาเข้าเฝ้า ด้วยทรงประสงค์จะทดลองพระปัญญา เหมือนที่เคยทดลองกับเสนาบดี และคนอื่นๆ

        เนื่องจากพระโพธิสัตว์เป็นบัณฑิต จึงมิได้ใส่พระราชหฤทัยในคำเชื้อเชิญของพระราชธิดา ได้เสด็จเที่ยวชมปราสาทเรื่อยไป ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้ามาใกล้ พระนางก็มิอาจดำรงพระองค์อยู่ได้ จึงได้เข้าไปทรงยื่นพระกรให้พระโพธิสัตว์ทรงเกี่ยวพระกร
 


        เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นประทับ ณ ราชบัลลังก์ภายใต้มหาเศวตฉัตร พวกอำมาตย์ได้กราบทูลรับสั่งที่พระราชาพระองค์ก่อนทรงสั่งความเอาไว้   ๒ ข้อแรก คือ ต้องทำให้พระราชธิดาทรงโปรดปราน และสามารถบอกหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็สามารถผ่านบททดสอบทั้งสองข้อมาแล้ว
 

        มาถึงพระราชกำหนดข้อที่ ๓  พวกอำมาตย์ได้กราบทูลว่า ทรงให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถยกสหัสสถามธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้
 

        พระโพธิสัตว์เมื่อได้สดับดังนั้น ก็รับสั่งให้นำธนูนั้นมา แล้วทรงยกสหัสสถามธนูนั้นขึ้นอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์ด้วยบุญญานุภาพ เพราะพระองค์นั้นทรงมีพละกำลังมากกว่าสามัญชนทั่วไป ที่เป็นดังนี้ก็ด้วยอำนาจทานบารมีที่ได้สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นเอง
 
 
        ชาวพระนครได้เห็นอานุภาพของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้แซ่ซ้องสาธุการกึกก้องไปทั่วราชนิเวศน์  ต่างก็มั่นใจว่า ?พระราชาองค์นี้แหละคือผู้ที่จะมาเป็นจอมพสกนิกรผู้ทรงทศพิธราชธรรม?
 
 

        ต่อจากนั้น พระราชาก็โปรดให้เล่าพระราชกำหนดข้ออื่นต่อไป พวกอำมาตย์จึงกราบทูลพระราชกำหนดข้อ ๔ มีความว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถไขปริศนาแห่งขุมทรัพย์ และนำขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งออกมาได้ 

        พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า  ?พระราชาของพวกท่านได้ตรัสบอกปัญหาซึ่งเป็นปริศนาธรรมที่จะนำไปสู่การค้นหาที่ซ่อนขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งนั้นว่าอย่างไรหรือ?
 
        เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลปัญหาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ ตามที่พวกตนได้จดจำมา  คำตอบทุกข้อก็ปรากฏชัดขึ้นมาในพระราชหฤทัยของพระโพธิสัตว์ เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
 
 
        ปริศนาธรรมข้อที่ ๑ คือ ขุมทรัพย์ที่พระอาทิตย์ขึ้น  พระโพธิสัตว์ได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า  ?พระราชาของพวกท่านทรงเคยนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาฉันในพระนครบ้างไหม?
 

        ครั้นสดับว่าเคยนิมนต์มาบ้าง  ก็ทรงดำริว่า ดวงอาทิตย์ที่เป็นปริศนาธรรมนั้น  คงมิใช่ดวงอาทิตย์ที่มองเห็นด้วยตาเนื้ออย่างแน่นอน แต่จะต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้มีคุณดุจดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย  ขุมทรัพย์คงมีในสถานที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
 
 
       พระโพธิสัตว์จึงตรัสถามต่อไปว่า  ?เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จมา พระราชาเสด็จไปต้อนรับตรงไหน?
 
 
        ครั้นทราบสถานที่ต้อนรับแล้ว  ก็ตรัสสั่งให้ขุดที่บริเวณนั้น เมื่อพวกราชบุรุษได้นำอุปกรณ์ไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์อย่างน่าอัศจรรย์
 

        จากนั้นก็ตรัสถามต่อไปว่า  ?เมื่อพระราชาเสด็จไปส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเวลากลับ เสด็จประทับยืนตรงไหน?  เมื่อทรงทราบว่าเป็นที่ใดแล้ว ก็โปรดให้ขุดที่นั้น  แล้วก็สามารถนำขุมทรัพย์ออกมาได้อีก

        มหาชนต่างโบกธงแซ่ซ้องสาธุการสนั่นหวั่นไหว พากันสรรเสริญพระปัญญาอันลึกซึ้งของพระโพธิสัตว์   เพราะพวกตนแม้จะเที่ยวขุดตรงทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และทิศที่ดวงอาทิตย์ตก  แม้ขุดหาอยู่ทั้งวัน  ก็หาไม่พบ  แต่พระโพธิสัตว์กลับสามารถชี้บอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเหมือนมองเห็นด้วยตาเนื้อ
 

        เมื่อเหล่าอำมาตย์ทูลปริศนาข้อที่ ๓ ว่า ?ขุมทรัพย์ภายใน?  พระโพธิสัตว์ก็สั่งให้ขุดขุมทรัพย์ภายในธรณีพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน
 
 

 
 
        ปริศนาข้อ ๔ ขุมทรัพย์ภายนอก หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ภายนอกธรณีของพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๕ ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์มาจากข้างล่างของพระธรณีของพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน 
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๖ ขุมทรัพย์ขาขึ้น หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ใต้บันไดทองในเวลาที่พระราชาเสด็จขึ้นประทับมงคลหัตถี
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๗ ขุมทรัพย์ขาลง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์บริเวณที่เสด็จลงจากช้างพระที่นั่ง  เมื่อพวกราชบุรุษไปขุด ก็พบขุมทรัพย์ตามที่พระโพธิสัตว์ทรงรับสั่งทุกประการ เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความปีติยินดีได้สนั่นไปทั่วพระนคร
 
 
 
        ส่วนปริศนาข้อ ๘ ถึง ๑๑ คือ ขุมทรัพย์ที่ไม้รังทั้ง ๔ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์จากบริเวณฐานพระแท่นบรรทมซึ่งทำจากไม้รังทั้ง ๔ แท่น
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๑๒ ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ในที่ประมาณชั่วแอกโดยรอบพระที่สิริไสยาสน์ โดยวิธีนับชั่วแอกรถประมาณโยชน์หนึ่ง 
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๑๓ ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ทั้งสองในสถานที่พักของมงคลหัตถี ช้างมงคลมีปกติหันหน้าไปทางไหน ให้ขุดเอาขุมทรัพย์จากปลายงาทั้งสอง
 
 

        ปริศนาข้อ ๑๔ ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ในสถานที่พักของมงคลหัตถี เฉพาะตรงที่วางปลายหางของช้างเชือกนั้น
 
 

        ปริศนาข้อ ๑๕  ขุมทรัพย์ที่น้ำ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ที่ฝังอยู่ใต้สระมงคลโบกขรณี  ขุมทรัพย์นั้นอยู่ระหว่างกลางของสระ
 
 

        และปริศนาข้อสุดท้าย ได้แก่ ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ยอดไม้ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ภายในเงาไม้รังต้นใหญ่ มีปริมณฑลเวลาเที่ยงวันตรง ภายในพระราชอุทยาน 
 
        เหล่าราชบุรุษได้ไปขุดขุมทรัพย์ตามคำเฉลยของพระราชา ก็พบขุมทรัพย์ตามที่ตรัสบอกทุกประการ จึงเป็นอันว่า พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงผ่านบดทดสอบ และสามารถไข้ปัญหาแห่งขุมทรัพย์ได้ครบทั้ง ๑๖ ข้อ ได้ครองราชสมบัติด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พระองค์จะทรงบริหารพระราชทรัพย์อย่างไรต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 20:54:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 13




    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพ ทั้งกำลังกาย และกำลังสติปัญญาให้เป็นที่ปรากฏ ด้วยการทรงยกสหัสสถามธนูนั้นขึ้นอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์


    ต่อมาก็ทรงสามารถไขปริศนาแห่งขุมทรัพย์ และนำขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่ง คือขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ดวงอาทิตย์นั้นทรงหมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยทรงให้ขุดตรงที่พระราชาประทับยืนต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า และสถานที่ประทับยืนส่ง ก็ได้นำขุมทรัพย์นั้นออกมาได้ 



    จนมาถึงปริศนาข้อสุดท้าย คือขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึง ขุมทรัพย์ภายในเงาไม้รังต้นใหญ่ มีปริมณฑลเท่ากับเงาตะวันในเวลาเที่ยงวัน ภายในพระราชอุทยาน  เหล่าราชบุรุษได้ไปขุดขุมทรัพย์ตามคำเฉลยของพระราชา ก็พบขุมทรัพย์ตามที่ตรัสบอกทุกประการ


    เมื่อพระมหาชนกสามารถเปิดเผยปริศนาขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งได้แล้ว ได้ตรัสถามว่า ?ยังมีปัญหาอื่นอีกไหม?  เหล่าอำมาตย์ก็กราบทูลว่า ?ไม่มีแล้ว พระเจ้าข้า?



    มหาชนเมื่อเห็นอานุภาพของพระราชาองค์ใหม่ ที่สามารถทำให้พระราชธิดาสีวลีทรงพอพระทัย สามารถยกสหัสสถามธนูได้อย่างง่ายดาย  และเปิดเผยขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ ได้หมด ต่างก็ร่าเริงยินดี แซ่ซ้องสาธุการว่า  ?น่าอัศจรรย์จริงหนอ  พระราชาองค์นี้เป็นบัณฑิตผู้ประเสริฐโดยแท้?
 
    หลังจากนั้นพระมหาชนกก็ได้ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ และก็ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงสีวลีเป็นพระมเหสีปกครองแผ่นดินโดยธรรมสืบมา
 
    พระมหาชนกเมื่อได้ครองราชย์แล้ว ก็มิได้ทรงประมาทในชีวิต ทรงคำนึงว่า ?สมบัติที่เราได้มานี้  เพราะอานุภาพแห่งบุญที่เราได้เคยทำเอาไว้ในปางก่อน  เราไม่ควรประมาทในสมบัติเหล่านี้ เพราะสมบัติเป็นของกลางของโลก ใครมีบุญก็ได้ครอบครอง  ถ้าหมดบุญก็ต้องกลายเป็นของคนอื่นไป?


    ก็ทรงมีดำริที่จะเริ่มบริจาคทาน เป็นการเพิ่มเติมมหาทานบารมี โดยทรงโปรดให้สร้างศาลาโรงทาน ๖ แห่ง  คือ  ท่ามกลางพระนครหนึ่งแห่ง ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ทิศ ทิศละแห่ง  และที่ประตูพระราชนิเวศน์อีก ๑ แห่ง โปรดให้เริ่มตั้งทานวัตรเป็นประจำ ไม่ให้ขาดแม้แต่เพียงวันเดียว 



    จากนั้นด้วยความที่ พระองค์ทรงเป็นลูกยอดกตัญญู ทรงโปรดให้อัญเชิญพระมารดาและพราหมณ์มาจากกาลจัมปากนคร ทรงทำพิธีต้อนรับด้วยสักการะอย่างสมพระเกียรติ


ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระราชาก็ทรงเคร่งครัดในการฝึกฝนพระองค์เอง ให้เป็นผู้มีศรัทธาในการสมาทานอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ ทั้ง ๗ คํ่า  ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ๑๕ คํ่า
 
    ทรงบำเพ็ญพระจริยาวัตรด้วยพระเมตตาต่อไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ของพระองค์เป็นปกติ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้พระเกียรติคุณของพระองค์ทรงขจรขจายไปทั่วแว่นแคว้นวิเทหรัฐ



    การเป็นพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม มีอานุภาพแผ่ไปทั่วชมพูทวีป และเป็นที่รักของเหล่าพสกนิกรทั่วหล้า มิใช่ว่าจะได้มาโดยบังเอิญ แต่ได้มาเพราะบุญเก่าในอดีต และการทำความดีในปัจจุบัน
 


    ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ?บุคคลผู้ประกอบด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล  เพียบพร้อมด้วยยศและโภคะ เมื่อไปสู่สถานที่ใดๆ  ย่อมได้รับการบูชาในสถานที่นั้นๆ?


    คนมีศีลมีธรรมอยู่ที่ไหน ใครๆ ก็รัก  เพราะได้นำความสุขความเจริญมาให้สถานที่แห่งนั้น หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นบุคคลนำโชค ทำให้ได้รับการต้อนรับและความเคารพนอบน้อมเป็นอย่างดี   แม้เทวดาก็ลงปกปักรักษา ใครได้เข้าใกล้คบหา ก็เย็นอกเย็นใจมีชีวิตที่เจริญขึ้นด้วยอำนาจแห่งศีลธรรมของบุคคลนั้น


ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็น ธัมมิกมหาราช ทรงเป็นบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาด ทำให้ชาวเมืองทั้งใกล้และไกล ประสงค์อยากจะเข้าเฝ้าและได้เห็นบุญลักษณะของพระองค์อย่างใกล้ชิด จึงพร้อมใจกันนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเป็นประจำมิได้ขาด


    ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ได้นำมหรสพขนาดใหญ่มาแสดงในพระนคร นำเครื่องลาดที่วิจิตรงดงาม และมีราคาแพงมาปูลาดในพระราชนิเวศน์  ช่วยกันห้อยพวงของหอม พวงดอกไม้เป็นต้น  ทำเครื่องอุปกรณ์ดอกไม้  เครื่องอบธูปและเครื่องหอมมาถวาย เพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการเป็นประจำ


    พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์ได้เสด็จประทับบนพระราชอาสน์ ภายใต้มหาเศวตฉัตรทอดพระเนตรพระราชสมบัติอันสิริวิลาสยิ่งใหญ่ เพียงดังสิริสมบัติของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงคำนึงถึงความพยายาม ที่พระองค์ได้ทรงทำในมหาสมุทร 


    เมื่อทรงระลึกนึกถึงความพยายามเช่นนั้นแล้ว จึงดำริอย่างแยบคายว่า  ?ขึ้นชื่อว่าความเพียร ควรทำโดยแท้  ถ้าเราไม่ได้ทำความเพียรในมหาสมุทร   เราก็จะไม่ได้สมบัติใหญ่ถึงเพียงนี้?
 
 
    เมื่อทรงคำนึงถึงความเพียรนั้น  ก็เกิดพระปีติโสมนัส ทรงเปล่งอุทานว่า ?บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นว่าการที่เราได้เป็นพระราชาสมปรารถนานั้น ก็เพราะความเพียรพยายามอย่างเดียวเท่านั้น
 
    ...บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นตัวเราขึ้นจากน้ำเข้าถึงฝั่งได้ เพราะความเพียรพยายามโดยแท้
 
    ...นรชนผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์แล้ว ก็ไม่พึงตัดความหวังที่จะเข้าถึงความสุข  จริงอยู่ คนเป็นอันมาก เมื่อประสบทุกข์ ก็ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เมื่อได้รับความสุข จึงค่อยทำสิ่งที่มีประโยชน์  คนเหล่านั้นไม่ตระหนักถึงประโยชน์ จึงเข้าถึงความตาย 
 
    ...สิ่งที่มิได้คิดไว้ อาจเกิดขึ้นก็ได้  ส่วนสิ่งที่ได้คิดไว้ อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้  โภคทรัพย์ทั้งหลายของหญิงและชาย  มิได้สำเร็จด้วยเหตุเพียงความคิดเท่านั้น แต่สำเร็จได้ด้วยความเพียรพยายาม?
 
    ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรมได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ทรงถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และทำการสงเคราะห์พสกนิกรที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้กรุงมิถิลานครเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งและมั่นคง  เรื่องของพระมหาชนกยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะยังมีเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่อีก แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป 
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 12 กรกฎาคม, 2552, 09:08:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 14

 
 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกโพธิสัตว์ครั้นได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชาแล้ว ก็ทรงโปรดให้เสนามหาอำมาตย์ และพราหมณ์ผู้เฒ่าไปอัญเชิญพระมารดาและมหาพราหมณ์มาจากกาลจัมปากนคร ทรงทำพิธีต้อนรับด้วยสักการะอย่างสมพระเกียรติ


    จากนั้นมาก็มิได้ทรงประมาทในการดำเนินชีวิต ทรงให้สร้างโรงทานขึ้น ๖ แห่ง คือที่ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ และที่ประตูพระราชนิเวศน์ แล้วก็ได้ขวนขวายในทานเป็นนิตย์ และทรงสมาทานอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ ทั้ง ๗ คํ่า  ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ ๑๕ คํ่า


    พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงครองราชย์เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์ได้เสด็จประทับบนพระราชอาสน์ภายใต้มหาเศวตฉัตร ทอดพระเนตรพระราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ เพียงดังสิริสมบัติของท้าวสักกเทวราช
ก็ทรงคำนึงถึงความพยายาม ที่พระองค์ได้ทรงทำในมหาสมุทร   ทรงเกิดพระปีติโสมนัสเปล่งอุทานว่า ?บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นว่าการที่เราได้เป็นพระราชาสมปรารถนานั้น ก็เพราะความเพียรพยายามอย่างเดียวโดยแท้?


    จากนั้นมา ก็ได้ทรงดำรงพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างครบถ้วน และนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหารอยู่เป็นประจำ และทำการสงเคราะห์พสกนิกรที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้กรุงมิถิลาเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง
 


    ครั้นต่อมา พระนางสีวลีเทวีได้ประสูติพระราชโอรสผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะของผู้มีบุญ หมู่พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร 

พอเจริญวัยขึ้น พระมหาชนกโพธิสัตว์ก็ทรงให้ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช แล้วได้ทรงครองสิริราชสมบัติอย่างมีความสุขอยู่เรื่อยมาจนเวลาผ่านไปถึง ๗,๐๐๐ ปี


    วันหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชา เป็นเรื่องของต้นไม้ต้นเดียว ที่กลายมาเป็นครูสอนธรรมะ และเป็นเหตุให้พระองค์ได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพระนิพพาน


    เรื่องมีอยู่ว่า  เมื่อคนเฝ้าอุทยานได้นำผลไม้น้อยใหญ่ต่างๆ ที่มีโอชารส และดอกไม้นานาพรรณมาถวาย  พระมหาชนกทอดพระเนตรแล้ว ก็ทรงชื่นชมนายอุทยาน และทรงปรารภว่า อยากจะเสด็จประพาสอุทยาน เพื่อทรงเยี่ยมชมผลไม้และดอกไม้ที่นายอุทยานได้เพาะปลูกไว้


    นายอุทยานได้สดับแล้ว ก็รู้สึกหัวใจพองโต ดีใจว่า ?โอ พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปเยี่ยมชมสวนผลไม้และดอกไม้ของเราแล้ว? จึงรีบกลับไปตกแต่งราชอุทยานให้เป็นประดุจอุทยานสวรรค์
 
    เมื่อถึงเวลา พระมหาชนกก็ทรงประทับบนมงคลหัตถี ได้เสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นจำนวนมาก
 

 
    เนื่องจากที่ใกล้ประตูพระราชอุทยานนั้น มีต้นมะม่วงสองต้นมีใบเขียวชอุ่ม ต้นหนึ่งไม่มีผล ต้นหนึ่งมีผลดกมีกลิ่นหอมรสหวานเป็นที่รู้จักของทุกคน แต่ยังไม่มีใครกล้าปลิดหรือสอยลงมากิน เพราะต้องรอให้พระราชาได้เสวยเสียก่อน จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรส



    พระราชาประทับบนช้างทรงตามลำพัง ทรงเก็บเอามะม่วงผลหนึ่งมาเสวย  พอสัมผัสปลายพระชิวหาของพระองค์ ก็เป็นประดุจโอชาทิพย์  จึงดำริที่จะกลับมาเก็บเสวยอีก แต่ก็จำต้องเสด็จเข้าสู่พระราชอุทยานเสียก่อน


    คนอื่นๆ มีมหาอุปราชเป็นต้น จนถึงคนดูแลช้าง ดูแลม้า  รู้ว่าพระราชาเสวยผลมีรสเลิศแล้ว ก็เก็บเอาผลมะม่วงมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย


    ฝ่ายราชบริวารที่ตามมาภายหลัง ก็พากันสอยมะม่วงนั้นตามความพอใจ กระทั่งได้ปีนขึ้นไปบนต้นหักรานกิ่งเพื่อเก็บเอาผลมะม่วง ทำต้นมะม่วงนั้นเสียหาย
 
    แต่มะม่วงอีกต้นหนึ่งซึ่งไม่มีผล กลับยืนต้นตระหง่านดูงดงามอยู่เหมือนเดิม


    เมื่อพระราชาเสด็จชมราชอุทยานจนพอพระหฤทัยแล้ว  ก็เสด็จกลับออกมา เพื่อจะเสวยผลมะม่วงต้นเดิมอีก  ครั้นทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงถูกหักกิ่งรานใบย่อยยับลงเช่นนั้น  จึงเกิดความฉงนพระหฤทัย ตรัสถามเหล่าอำมาตย์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด



    ครั้นได้สดับเหตุที่ชัดเจนแล้ว ก็ไม่ได้พิโรธหรือรับสั่งหาคนที่ทำลายต้นมะม่วงเพื่อลงโทษแต่อย่างใด กลับเกิดความสลดสังเวชว่า ?มะม่วงอีกต้นยังคงความสดเขียวเหมือนเดิม ไม่มีใครมารุกราน เพราะไม่มีผล  แต่ต้นนี้ถูกหักกิ่งรานใบ เพราะอาศัยผลเป็นเหตุ   แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล  ส่วนบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไร้ผล ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของใคร  ภัยย่อมมีแก่ผู้มีความกังวล แต่ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความกังวล  ตัวเรานี่แหละ จะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ผล เราจักสละราชสมบัติออกบวช?


    ครั้นทรงพิจารณาธรรมเห็นความแตกต่างกันระหว่างต้นมะม่วงที่มีผลดก และต้นมะม่วงที่ไม่มีผลแล้ว ก็ทรงอธิษฐานจิตมั่นในอันที่จะทรงออกผนวช ได้เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร


    ครั้นเสด็จถึงปราสาทแล้ว  ทรงให้เรียกเสนาบดีมารับสั่งว่า   ?ท่านเสนาบดี ตั้งแต่วันนี้ไป  คนอื่นอย่ามาหาเราเลย  นอกจากผู้อุปัฏฐากที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเท่านั้น   หากมีราชกิจอันใดเกิดขึ้นท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามคำของมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัยเถิด  ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะเจริญสมณธรรมในตำหนักชั้นบน?



    ครั้นรับสั่งฉะนี้แล้ว ก็เสด็จขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ทรงปลีกวิเวกเจริญธรรมเพียงลำพัง โดยปราศจากเหล่าสนมนารีนักฟ้อนทั้งหลาย แม้พระนางสีวลีอัครมเหสีก็มิได้ทรงให้เข้าเฝ้า


    เมื่อเป็นเช่นนี้หลายวันเข้า มหาชนก็มาประชุมปรึกษากันว่า ?พระราชา ไม่เหมือนแต่ก่อนเลย  เพราะบัดนี้ ไม่ทรงตรวจตราราชกิจ ไม่ทรงใส่พระราชหฤทัยในอาณาประชาราษฎร์ ทั้งไม่ประพาสพระราชอุทยาน  พระราชาของเราไม่ทรงยินดีในเหล่านักฟ้อน ไม่ยินดีในการขับกล่อม ไม่ทอดพระเนตรหมู่หงส์ในสระโบกขรณีในพระราชอุทยาน  พระองค์เป็นประหนึ่งคนใบ้ ประทับนิ่งเฉย ไม่ทรงว่าราชกิจใดๆ เลย?
 
 
    เมื่อก่อน องค์เหนือหัวของเราทรงเล่นกีฬาในพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรช้างชนกัน แพะขวิดกัน  มาวันนี้ พระองค์ไม่ทอดพระเนตรสัตว์เหล่านั้นเลย  พวกเราทั้งหลายจะแก้ไขอย่างไรดี เมื่อปรึกษาปรับทุกข์กันดังนี้แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปเพราะไม่รู้จะทำประการใด
 

 
      ฝ่ายพระราชาทรงมีพระราชหฤทัยน้อมไปในวิเวก ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คุ้นเคย ได้เสด็จลุกจากบัลลังก์ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร ทอดพระเนตรไปสู่ทิศที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเคยเหาะมา ประคองอัญชลีขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม ส่วนว่า พระมหาชนกราชจะมีดำริอย่างไรต่ออีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 13 กรกฎาคม, 2552, 21:27:43 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 15


 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกราชได้ครองราชย์ด้วยความสงบร่มเย็นเรื่อยมา กระทั่งพระนางสีวลีเทวีประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร กระทั่งกาลต่อมา เมื่อพระองค์เจริญวัยขึ้นก็ได้รับพระราชทานให้ดำรงตำแหน่งอุปราช



    คราวหนึ่งพระมหาชกราชได้ประพาสพระราชอุทยาน ทรงเก็บมะม่วงผลหนึ่งซึ่งมีรสโอชาที่หน้าอุทยานเสวย และก็ทรงคิดว่าขากลับออกมาจะเก็บเสวยอีก


    ฝ่ายข้าราชบริพารที่ตามมาภายหลัง เริ่มตั้งแต่อุปราชลงมา เมื่อรู้ว่าพระราชาเสวยผลที่มีรสเลิศแล้ว ก็พากันสอยมะม่วงนั้นตามความพอใจ กระทั่งได้ปีนขึ้นไปบนต้นหักรานกิ่งเพื่อเก็บเอาผลมะม่วง ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จกลับออกมาก็ปรากฏว่า มะม่วงต้นนั้นถูกหักกิ่งรานใบจนย่อยยับ ไม่เหลือผลให้ทรงเก็บอีกแล้ว
 
    ก็ทรงพิจารณาเห็นสัจธรรมว่า ?มะม่วงต้นที่ไม่มีผลยังสดเขียวเหมือนเดิม แต่ต้นนี้ถูกหักกิ่งรานใบ เพราะอาศัยผลเป็นเหตุ แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล  ส่วนบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไร้ผล เราจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ผล เราจักสละราชสมบัติออกบวช?



    เมื่อเสด็จกลับถึงพระราชนิเวศน์แล้ว ก็ทรงมอบราชกิจให้แก่มหาอำมาตย์ว่าราชการแทน ส่วนพระองค์เองนั้นเสด็จขึ้นพระตำหนักชั้นบน ทรงบำเพ็ญสมณธรรมเพียงลำพังพระองค์เดียว


    ทรงเปิดสีหบัญชรประทับยืนนมัสการไปทางทิศที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเคยเหาะมา แล้วเปล่งอุทานว่า  ?นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่   ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ อยู่ที่ไหนหนอ...
 
    วันนี้ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
 
    ท่านผู้มีปัญญาเหล่าใด เป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลกที่มีแต่ความขวนขวาย  ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ตัดเสียซึ่งข่ายแห่งมัจจุราชที่ขึงไว้มั่น สามารถใช้ปัญญาญาณทำลายมายาที่ผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในโลกเสียได้  ใครหนอจะสามารถนำเราไปสู่สถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านั้น?
 


    พระมหาชนกทรงเจริญธรรมอยู่บนปราสาท จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป ๔ เดือน พระหฤทัยของพระองค์ได้น้อมไปในบรรพชาอย่างยิ่ง เพราะรู้ว่าการบวช คือ หนทางที่จะทำให้ใจปลอดโปร่ง 


    พระราชนิเวศน์ที่งดงามดุจดาวดึงส์พิภพกลับปรากฏดุจโลกันตนรก ภพทั้งสามปรากฏแก่พระองค์เหมือนกองเพลิงใหญ่ที่กำลังลุกไหม้ ทำให้พระองค์มีพระหฤทัยเบื่อหน่าย มุ่งตรงต่อการบรรพชาอย่างแน่วแน่


ได้ทรงจินตนาการว่า  ?เมื่อไรหนอ  เราจะได้ไปจากกรุงมิถิลา ซึ่งประดับตบแต่งดุจดังพิภพของท้าวสักกเทวราชนี้ แล้วจะได้เข้าป่าหิมพานต์ ทรงเพศบรรพชิต?
 


    ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว ก็เริ่มพรรณนาถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของกรุงมิถิลาว่า ?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานีแห่งนี้ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดได้จัดสร้างสถานที่ต่างๆ  แบ่งเขตออกเป็นประตูและถนน มีความเจริญมั่งคั่ง มีกำแพงและหอคอยเป็นจำนวนมาก มีป้อม และซุ้มประตูมั่นคง  มีทางหลวงตัดไว้เรียบร้อย มีร้านค้าในระหว่างถนนจัดไว้อย่างดี
 
 
    เมื่อไหร่หนอเราจึงจะได้ละกรุงมิถิลา ซึ่งเบียดเสียดไปด้วยรถเทียมโคและรถม้า มีอุทยาน พุ่มไม้  และปราสาทที่จัดไว้เป็นระเบียบสวยงาม มีปราการ ๔ ชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐผู้ทรงยศใหญ่ พระนามว่าโสมนัสทรงสร้างไว้  เราอยากออกบรรพชาเป็นอนาคาริกมุนี



เมื่อไรหนอ เราจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานี ที่หมู่ปัจจามิตรผจญไม่ได้  มีพระราชมณเฑียรสถานอันน่ารื่นรมย์ ฉาบทาด้วยปูนขาว  มีกลิ่นหอมฟุ้ง  มีพระตำหนักยอดที่เรียงรายสวยงาม ทาสีสวยสด ลาดรดประพรมด้วยแก่นจันทน์


    เราปรารถนาที่จะสละบัลลังก์ทอง ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังโค เราปรารถนาจะสละบัลลังก์แก้วมณี ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังสัตว์  จะละผ้าฝ้ายผ้าไหม ละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งหมู่สกุณาร่ำร้องขับขาน ดารดาษไปด้วยพรรณไม้น้ำ ทั้งปทุมและอุบล แล้วออกบวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรม เมื่อไรหนอ ความปรารถนาของเราจะสำเร็จ?



    แต่เนื่องจากการที่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีปจะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องคำนึงถึงผู้ที่จะมาสืบทอดราชบัลลังก์ คำนึงถึงเหล่าพสกนิกรอีกมากมาย   มีภาษิตที่บัณฑิตทั้งกลายกล่าวไว้ว่า ?ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งจิต  มีใจยินดีแล้วในการอบรมจิตทั้งกลางวันและกลางคืน  ชนเหล่านั้น  ย่อมได้ในสิ่งที่คนทั้งหลายได้โดยยาก?


    สิ่งที่ได้โดยยากที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่มีเพียงลาภ ยศ สรรเสริญสุขเท่านั้น  เพราะผู้รู้ทั้งหลายต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสุขที่อิงวัตถุสิ่งของ ซึ่งเป็นของชั่วคราว ได้มาแล้วก็อยู่กับเราไม่นาน ในไม่ช้าก็ต้องพลัดพรากจากไป


    แม้สิ่งอันเป็นที่รักนั้นไม่จากเราไปก่อน แต่ตัวเรานั่นแหละจะต้องจากสิ่งนั้นไป จะหาความสุขที่เที่ยงแท้จากวัตถุสิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เลย 


    สิ่งที่ได้ยากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยใจ นั่นก็คือความสุขที่แท้จริงที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง  เป็นสิ่งที่ชาวโลกมักมองข้ามกัน เพราะมัวเอาใจไปติดอยู่กับสิ่งของนอกตัวซึ่งเป็นเครื่องล่อให้ติดอยู่ในภพทั้งสาม


    ชาวโลกจึงพบความสุขที่แท้จริงกันได้ยาก  แต่ไม่ว่าจะยากเพียงใด ขอให้ดูอย่างพระโพธิสัตว์ผู้ทรงบำเพ็ญตนเป็นต้นบุญและต้นแบบให้กับพวกเราทั้งหลาย สมควรที่เราจะได้ประพฤติปฏิบัติตาม ดังเรื่องการเสด็จออกผนวช เพื่อออกจากเบญจกามคุณของพระมหาชนกบรมโพธิสัตว์
 
    พระมหาชนกราช หลังจากที่ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนปราสาทแล้ว พระราชหฤทัยไม่ทรงยินดีในเบญจกามคุณอีกเลย ทรงคิดหาทางที่จะออกผนวชตลอดเวลา  แต่เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชา การที่จะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ  พระองค์จะต้องถูกคัดค้านจากพระอัครมเหสี จากเสนาบดีและเหล่าอำมาตย์ จากพสกนิกรและหมู่อาณาประชาราษฎร์อีกมากมาย  ดังนั้น พระองค์จึงทรงไตร่ตรองอยู่นานจนวันคืนล่วงไป
 
    แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน พระมหาชนกราชก็ยังหาทางหลุดพ้นจากภาระอันยิ่งใหญ่คือความเป็นพระราชาไม่ได้ เพราะพระประยูรญาติกับทั้งเหล่าบริวารทั้งหลาย ก็ล้วนยินดีในกามคุณทั้งสิ้น การพูดเรื่องออกบวชกับผู้ที่ยินดีในกามคุณเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เมื่อไร้ที่ปรึกษา  จึงได้แต่ทรงรำพึงอยู่เพียงพระองค์เดียว ส่วนว่าพระองค์จะทรงพบทางออกได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 23 กรกฎาคม, 2552, 08:25:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 16

 


    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกราชทรงยืนระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเปล่งอุทานว่า  ?บัณฑิตทั้งหลาย ผู้มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส อยู่ที่ไหนหนอ   ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่าน ใครหนอจะสามารถนำเราไปสู่สถานที่อยู่ของบัณฑิตเหล่านั้นได้?


     พระมหาชนกทรงเจริญธรรมอยู่บนปราสาท จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป ๔ เดือน พระราชนิเวศน์ที่งดงามดุจดาวดึงส์พิภพกลับปรากฏดุจโลกันตนรก ทำให้พระองค์มีพระหฤทัยเบื่อหน่าย มุ่งตรงต่อการบรรพชา  ได้ทรงพรรณนาถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของกรุงมิถิลา ซึ่งได้มาพร้อมกับภาระผูกพันที่มากมายว่า?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานีแห่งนี้ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดได้จัดสร้างไว้อย่างดี มีประตูถนน มีกำแพงและหอคอยเป็นจำนวนมาก?


    พระมหาชนกราชทรงรำพึงรำพันอย่างนี้เป็นประจำ หลังจากที่ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนปราสาทแล้ว พระราชหฤทัยไม่ทรงยินดีในเบญจกามคุณอีกเลย ทรงคิดหาทางที่จะออกผนวชตลอดเวลา  แต่เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชา การที่จะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ  พระองค์จะต้องถูกคัดค้านจากพระอัครมเหสี จากเสนาบดีและเหล่าอำมาตย์ จากพสกนิกรและหมู่อาณาประชาราษฎร์อีกมากมาย  ดังนั้น พระองค์จึงทรงไตร่ตรองอยู่นานจนวันคืนล่วงไป


    แต่เมื่อยังทรงนึกหาทางออกไม่ได้ ก็ทรงรำพึงรำพันไปเรื่อยๆ  วันสุดท้ายพระองค์ทรงเปล่งอุทานว่า
 
?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้ปลงผม ห่มผ้ากาสายะ
ทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ตามถนนหนทาง อุ้มบาตร เที่ยวเดินบิณฑบาต 
 
เมื่อไรหนอ เมื่อฝนตก ๗ วัน เราจะเป็นผู้มีจีวรเปียกชุ่ม มีความเย็นกายเย็นใจเที่ยวบิณฑบาต
จะจาริกไปตามร่มไม้ ตามราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่กังวลถึงกิจการงานใดๆ


เมื่อไรหนอ เราจึงจะได้ละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาด
ได้อยู่ผู้เดียวตามภูเขาและสถานที่อันสงบ จะทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณ ดีดสายทั้ง ๗ ให้เป็นที่รื่นรมย์ใจ


ความประสงค์นั้นจะสำเร็จได้เมื่อไรหนอ และเราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของมนุษย์และที่เป็นของทิพย์
เป็นผู้ไม่มีความอาลัยในโลกทั้งปวงได้เมื่อไรหนอ?
 

    พระองค์ทรงหวนรำลึกถึงต้นมะม่วง ที่มีผลดกแต่ถูกทำลายไป ทรงยกเอาต้นมะม่วงนั้นมาเป็นครู ความรู้สึกสลดใจยังฝังแน่นอยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์เสมอมา    แม้เวลาจะผ่านเลย ๔ เดือนไปแล้วก็ตาม  แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงสลดพระราชหฤทัย ไม่มีความอาลัยในราชสมบัติอีกแล้ว ดำริจะออกผนวชเพียงอย่างเดียว เพราะทรงเห็นว่าเพศของนักบวชเท่านั้น ประเสริฐกว่าเพศของพระราชา


    ในระหว่างนั้นพระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า บัดนี้พระโอรสก็เติบใหญ่แล้ว สมควรที่จะครองราชสมบัติแทนเราได้แล้ว เราไม่มีห่วงกังวลอันใดอีก


    ครั้นดำริฉะนี้แล้วจึงรับสั่งราชบุรุษผู้รับใช้ใกล้ชิด เป็นความลับว่า ?เจ้าจงไปหาผ้าย้อมฝาดและบาตรดินมาให้เรา และอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด?


    ราชบุรุษก็ทำตามรับสั่งทุกประการ จากนั้นทรงโปรดให้เรียกเจ้าพนักงานภูษามาลาเข้ามาเฝ้า ให้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ


    ทรงโปรดให้บ้านส่วยแก่นายภูษามาลาเป็นเครื่องตอบแทน  แล้วทรงอนุญาตให้เขากลับไป


    ทรงนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ทรงพาดผืนหนึ่งที่พระอังสา ทรงอุ้มประคองบาตรดินอย่างสง่างาม จากนั้น ก็เสด็จจงกรมในปราสาท เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังออกเดินบิณฑบาต 


    ด้วยความที่ทรงมีปีติในบรรพชาเพศ จึงทรงเปล่งอุทานว่า  ?โอ บรรพชาเป็นสุขจริงหนอ เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขอันประเสริฐ...?
 
     พระมหาสัตว์เจริญธรรมอยู่ในปราสาทนั้น ตลอดทั้งวัน ทรงปรารภจะเสด็จลงจากปราสาทในวันรุ่งขึ้น ทรงทำสมาธิเจริญภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง แล้วพระองค์ก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเด็ดขาดที่จะเสด็จออกจากพระราชวัง โดยไม่ต้องอำลาใคร


และในวันนั้นเอง พระนางสีวลีเทวีทรงรู้สึกหวั่นพระหฤทัยอยู่ลึกๆ  เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระราชามานานถึง ๔ เดือน  จึงตรัสเรียกสตรีคนสนิท ๗๐๐ คน เข้าพบเป็นการด่วน
 
    พระนางทรงรับสั่งว่า ?พวกเราไม่ได้เห็นพระราชามานานแล้ว วันนี้พวกเราจะไปเข้าเฝ้าพระราชากัน แต่ให้ทุกคนตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง แสดงกิริยาอาการร่าเริง พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  และขับร้องด้วยลีลาที่งดงาม  เพื่อช่วยกันผูกใจของพระองค์ไว้?
 
    ส่วนพระเทวีก็ทรงประดับตกแต่งพระองค์อย่างสวยงามราวเทพธิดา  แล้วเสด็จก็ขึ้นปราสาทกับเหล่าสตรีทั้ง ๗๐๐ นาง 


    ในขณะที่เสด็จขึ้นบนปราสาทนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พระราชาเสด็จลงมาพอดี แต่พระเทวีก็ไม่ได้เฉลียวพระหฤทัย เห็นแต่กิริยาอาการที่สงบสำรวมเหมือนกับสมณะที่บวชมานาน ก็ทรงจำไม่ได้ 


    พระเทวีได้แต่ทรงนึกว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มาสนทนากับพระราชาเป็นประจำ  จึงทรงหลีกทางและทรงนั่งลงพนมมือไหว้ด้วยความเคารพ จากนั้นก็เสด็จลุกเดินขึ้นไปบนปราสาท


    เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงที่ประทับ ก็ไม่ทรงเห็นใครเลย   ทอดพระเนตรเห็นเพียงเส้นพระเกศาที่วางไว้อยู่บนพระแท่นสิริไสยาสน์ และห่อเครื่องราชาภรณ์
 
ทรงคาดการณ์ว่า นี้จะต้องเป็นเส้นพระเกศาของพระราชสวามี พระองค์ทรงปลงพระเกศาแล้วก็ทรงเปลี่ยนชุดเป็นบรรพชิต สละเครื่องราชาภรณ์วางไว้แล้วก็เสด็จลงจากพระราชวังไป


ก็ทรงทราบได้ว่า ?บรรพชิตรูปนั้น คงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสียแล้ว จะต้องเป็นพระราชสวามีสุดที่รักของเราอย่างแน่นอน?


    เมื่อดำริดังนี้แล้ว จึงทรงร้องสั่งพวกกำนัลในทั้งหลายว่า ?บรรพชิตรูปนั้น ต้องเป็นพระราชาแน่พวกเราต้องรีบไปทูลให้พระองค์เสด็จกลับ เร็วเข้าเถิด?
 
รับสั่งแล้วก็รีบเสด็จลงจากปราสาททันที  ส่วนว่าพระนางจะมีโอกาสได้พบพระราชสวามีอีกหรือไม่  โปรดติดตามตอนต่อไป....


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 26 กรกฎาคม, 2552, 09:35:56 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 17


 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกโพธิสัตว์ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  อุ้มประคองบาตรดินเสด็จจงกรมอยู่ในปราสาท เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังออกเดินบิณฑบาต   ทรงเจริญธรรมอยู่ในปราสาทนั้นด้วยความปลื้มปีติ ทรงทำสมาธิเจริญภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง แล้วในที่สุด ก็ทรงตัดสินพระหฤทัยเด็ดขาดที่จะเสด็จออกผนวช โดยไม่ต้องอำลาใคร


    ในเช้าวันนั้น พระนางสีวลีเทวีทรงหวั่นพระหฤทัยถึงพระราชสวามีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์ จึงได้ประดับตกแต่งพระวรกายอย่างสวยงาม  แล้วเสด็จก็ขึ้นปราสาทกับเหล่าสตรีทั้ง ๗๐๐ นาง
 
    ในขณะที่เสด็จขึ้นบนปราสาทนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงมาพอดี แต่พระเทวีก็ไม่ได้เฉลียวพระหฤทัย เห็นแต่กิริยาอาการที่สงบสำรวมเหมือนกับสมณะที่บวชมานาน จึงจำไม่ได้


    เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงที่ประทับ ก็ไม่ทรงเห็นใครเลย  ทอดพระเนตรเห็นเพียงเส้นพระเกศาที่วางไว้อยู่บนพระแท่นสิริไสยาสน์ เห็นห่อเครื่องราชาภรณ์  จึงเริ่มสงสัยว่า ?บรรพชิตรูปนั้น คงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นจะเป็นพระราชสวามีสุดที่รักเป็นแน่?


     เมื่อทรงดำริดังนี้แล้ว ก็รีบเสด็จวิ่งลงจากปราสาทพร้อมกับพวกสนมนางในทันที  ไปจนทันพระโพธิสัตว์ที่หน้าพระลานหลวง  ครั้นไปถึง ก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ต่อหน้าพระโพธิสัตว์อย่างน่าสงสาร สยายเกศาลงเบื้องพระปฤษฎางค์ กับด้วยสตรีทุกนาง


    พระเทวีได้ทูลอ้อนวอนว่า ?พระองค์ทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน เสด็จหนีไปแต่ผู้เดียว ทรงทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร  พวกหม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ พระองค์มุ่งเสด็จไปประดุจว่าปราศจากราชสมบัติเสด็จออกผนวช?


    พระโพธิสัตว์แม้จะได้ฟังถ้อยคำทัดทานอย่างไร ก็ทรงทำเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของพระนาง ยังคงเสด็จดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีป่าหิมพานต์เป็นเป้าหมาย

 
    เช้าวันนั้น เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ อำมาตย์ เสนาบดี ปุโรหิต ทั่วพระนครก็เกิดโกลาหลกันใหญ่  บางคนยังนุ่งห่มผ้าไม่เรียบร้อย พอได้ยินข่าวว่า พระราชาทรงออกผนวชแล้ว ก็รีบวิ่งออกมาที่หน้าพระลานหลวง
 
    เมื่อมาถึงแล้ว ต่างก็รู้สึกสับสนกันไปหมด ได้เกิดการวิพากวิจารกันไปต่างๆ นานาว่า  ต่อไปนี้ ใครจะปกครองแผ่นดิน พระราชาผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างนี้จะมีแต่ที่ไหน แทนที่จะอนุโมทนาสาธุการ กลับร้องห่มร้องไห้ไปตามๆ กัน


    พระสนมนารีทั้ง ๗๐๐ นาง ประคองแขนทั้งสองข้างกันแสง ทรงคร่ำครวญว่า  ?ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมพสกนิกร  พระองค์จะละทิ้งพวกข้าพระองค์ไปทำไม  ขอได้โปรดอยู่เป็นร่มโพธิสมภารอันประเสริฐให้แก่เหล่าข้าพระบาทด้วยเถิด?


    ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีทรงคร่ำครวญด้วยความโศกเศร้ามากที่สุด ได้พยายามกราบทูลรั้งพระราชาเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ พระราชายังคงเสด็จดำเนินไปด้วยอาการปกติเหมือนพญาช้างกำลังมุ่งสู่สมรภูมิ ไม่ได้หวั่นไหวหรือสนใจในคำอ้อนอวนเลย


    พระเทวีจึงคิดอุบาย ด้วยการให้มหาอำมาตย์มาเฝ้า แล้วรับสั่งให้รีบไปจุดไฟเผาเรือนเก่า ศาลาเก่า ด้วยการให้พาพรรคพวกไปรวบรวมหญ้าและใบไม้นำมาสุมให้เป็นควันมากๆ  ทำเหมือนว่าไฟกำลังโหมหนักขึ้นเรื่อยๆ  มหาอำมาตย์ก็รีบทำตามสั่งทันที


    เมื่อพระนางสีวลีเทวีรับสั่งเสร็จแล้ว ก็รีบตามเสด็จพระราชาไป  หมอบแทบพระยุคลบาท ทำเป็นกราบทูลด้วยความตกพระทัยว่า


     ?เสด็จพี่ เรือนคลังจำนวนมากกำลังถูกไฟไหม้ คลังเงิน คลังทอง คลังแก้ว คลังพัสดุสิ่งของ คลังทองแดง คลังเหล็กเป็นอันมาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกันอย่างน่ากลัว  แม้อยู่คนละส่วนก็ลุกเป็นไฟทั้งหมด
 


    ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับไปดับไฟเสียก่อน พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้ฉิบหายไปเพราะอัคคีภัยเลย ดับไฟเสร็จแล้วจึงค่อยเสด็จออกผนวชภายหลังก็ได้ จะได้ไม่ถูกครหาว่า เสด็จออกไปโดยไม่เหลียวแลพระนครที่กำลังถูกไฟไหม้?
 
 

        ฝ่ายพระมหาชนกผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่นต่อการบรรพชา ได้ตรัสว่า
 
?ดูก่อนน้องหญิง เธอตรัสอะไรอย่างนั้น  เราไม่มีความห่วงใยด้วยของเหล่านั้นที่ถูกเพลิงเผาผลาญเลย
ใครเป็นเจ้าของ คนนั้นก็มีแต่ความเร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ แต่เราหามีความกังวลไม่ 
 
เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญอยู่ ของอะไรๆ ของเรามิได้ถูกเผาผลาญเลย 
เพราะเราได้สละวางสมบัติเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว?
 


    ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาก็เสด็จออกทางประตูทิศอุดร  นางสนมกำนัลชั้นในทั้งเจ็ดร้อยก็ยังคงออกตามเสด็จไป ทูลอ้อนวอนให้เสด็จกลับไม่ขาดปาก มีน้ำตานองหน้าร่ำให้ดุจเดียวกัน


    พระนางสีวลีเทวีทรงคิดอุบายขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ทรงรับสั่งให้พวกอำมาตย์ ทำเป็นเหมือนมีโจรจำนวนมากมาปล้นฆ่าชิงทรัพย์ของชาวบ้าน และปล้นแว่นแคว้นบริเวณรอบๆ
 
    พวกอำมาตย์ก็รีบไปจัดการตามกระแสรับสั่งโดยเร็ว  ก็มีคนจำนวนมากถืออาวุธครบมือ มีผ้าโพกศีรษะ ถืออาวุธวิ่งไปวิ่งมาตามสถานที่ต่างๆ สวมบทบาทเหมือนกับกำลังบุกปล้นชาวบ้าน แต่ก็ไม่ได้ฆ่าหรือทำร้ายใคร
         
    ฝ่ายชาวบ้านไม่รู้เรื่องอะไร ก็ตกใจกลัวจริงๆ  จึงร้องตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากพระราชาว่า ?ข้าแต่มหาราช พวกโจรกำลังปล้นแว่นแคว้น ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด?


    ฝ่ายพระนางสีวลีก็กราบทูลสำทับลงไปว่า ?เกิดโจรป่าขึ้นแล้ว กำลังปล้นแว่นแคว้นของพระองค์   ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นนี้อย่าพินาศเสียหายเลย ขอพระองค์ได้โปรดเสด็จกลับไปปราบโจรร้ายด้วยเถิด?

        แต่พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีพระปัญญาเฉียบแหลม ทรงดำริว่า
 
?เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะไม่เกิดโจรปล้นทำลายแว่นแคว้นอย่างเด็ดขาด
เพราะเราปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ไม่เคยมีโจรร้ายเกิดขึ้นในบ้านเมือง
 
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างเกรงบารมีเรา
แต่เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นการกระทำตามคำสั่งของพระสีวลีเทวีอย่างแน่นอน?
 
 

        จึงทรงมีรับสั่งกับพระเทวีว่า
 
?เราเป็นผู้ไม่มีความกังวลแล้ว มีชีวิตอยู่เป็นสุขสบายดี
เมื่อแว่นแคว้นถูกโจรปล้น เรามิได้มีของอะไรจะให้ปล้น 

เราเป็นผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิตอยู่เป็นสุขดีหนอ
เราจักมีปีติเป็นภักษาเหมือนเทพชั้นอาภัสสราพรหม?



    ว่าแล้วก็รับสั่งให้พระเทวีเลิกทำเช่นนั้นเสีย อย่าทำให้ชาวแว่นแคว้นต้องเสียขวัญเลย และอย่าได้ติดตามพระองค์ต่อไปอีกเลย...  ส่วนว่าพระราชเทวีจะทำตามรับสั่งนั้น หรือจะทรงคิดหาอุบายอะไรอื่นอีก พระนางจะสามารถเกลี้ยกล่อมพระราชสวามี ให้กลับไปครองราชย์ดังเดิมได้หรือไม่  โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 26 กรกฎาคม, 2552, 21:14:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 18

 


        จากตอนที่แล้ว  พระเทวีได้ทูลอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ให้เสด็จกลับ แม้จะกราบทูลอย่างไรก็ไม่ได้ผล จึงทรงคิดอุบายอันแยบยล รีบรับสั่งให้มหาอำมาตย์ไปจุดไฟเผาเรือนเก่า ศาลาเก่า ด้วยการให้พาพรรคพวกไปรวบรวมหญ้าและใบไม้นำมาสุมให้เป็นควันมากๆ
   

        เมื่อไฟไหม้จนเกิดควันพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้ว พระนางสีวลีเทวีก็รีบตามเสด็จพระโพธิสัตว์ไป  กราบทูลด้วยความตกพระทัยว่า ?เสด็จพี่ เรือนคลังจำนวนมากกำลังถูกไฟไหม้ ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับไปดับไฟเสียก่อนเถิด ดับไฟเสร็จแล้วจึงค่อยเสด็จออกผนวชภายหลังก็ได้?

        ฝ่ายพระมหาชนกผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่นต่อการบรรพชา ได้ตรัสว่า
 
?เราไม่มีความกังวลด้วยของเหล่านั้นที่ถูกเพลิงเผาผลาญ 
แม้กรุงมิถิลาจะถูกเผา สมบัติอันใดของเรามิได้ถูกไฟไหม้  เพราะเราได้สละวางสมบัติเหล่านั้นแล้ว?
 
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็เสด็จต่อไป

        พระนางสีวลีเทวีทรงคิดหาวิธีใหม่ โดยรับสั่งให้พวกอำมาตย์ทำทีเป็นโจรจำนวนมากมาปล้นฆ่าชิงทรัพย์ของชาวบ้านบริเวณรอบๆ แล้วพระนางสีวลีก็เข้ากราบทูลสำทับลงไปว่า ?เกิดโจรร้ายขึ้นแล้ว กำลังปล้นแว่นแคว้นของพระองค์   ขอพระองค์จงเสด็จกลับไปปราบโจรร้ายก่อนเถิด?

        แต่พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีพระปัญญา ทรงดำริว่า ?เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะไม่เกิดโจรปล้นทำลายแว่นแคว้นเด็ดขาด  เหตุการณ์นี้เห็นทีจะเป็นการกระทำของพระสีวลีเทวี?  จึงมีรับสั่งกับพระเทวีว่า  ให้เลิกทำอย่างนี้เสีย และอย่าได้ติดตามพระองค์ต่อไปอีกเลย

        พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวชด้วยพระราชหฤทัยที่มั่นคง  แต่ก็ถูกพระนางสีวลีเทวีและเหล่านางสนมใช้อุบายอันชาญฉลาดเข้าขัดขวางพระองค์ทุกวิถีทาง เพื่อรั้งให้ทรงอยู่เสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติต่อไป

        ดังห้วงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้มนุษย์จะสามารถล่องเรือไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งได้  แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถล่องเรือไปถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้นจากความเป็นทาสของกิเลสได้ ยังคงวนเวียนอยู่ในโอฆะคือห้วงนํ้าขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยมังสจักษุ
 

        ผู้มีปัญญาจักษุเท่านั้น จึงจะเห็นและรู้ว่า มนุษย์ทั้งหลายยังถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยตัณหา ให้วนเวียนอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ทั้ง ๔ คือ  กามโอฆะ ห้วงน้ำคือกาม  ภวะโอฆะ ห้วงน้ำคือภพ ทิฏฐิโอฆะ ห้วงน้ำคือทิฏฐิ และอวิชชาโอฆะ ห้วงน้ำคืออวิชชา

        โอฆะทั้ง ๔ นี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ว่ายข้ามได้ยากที่สุด  ผู้ที่ข้ามไปได้ก็มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายเท่านั้น 

        ส่วนมนุษย์ เทวดา พรหมหรืออรูปพรหม ต่างก็ยังตกอยู่ในห้วงโอฆะทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกันหมด  สรรพสัตว์ทั้งหลายถูกบ่วงแห่งมารคือกิเลสร้อยรัดเอาไว้ ทำให้ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสามเรื่อยไป 

        ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
 
?ชนเหล่าใด ประพฤติตามธรรมอันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ 
ชนเหล่านั้นย่อมข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยาก จักถึงฝั่งอันเกษม 
บัณฑิตออกจากอาลัยแล้ว อาศัยความไม่มีอาลัย
พึงละธรรมดำเสียแล้วเจริญธรรมอันขาวสะอาดขาว?
 
        บัณฑิตทั้งหลาย ท่านมองเห็นโลกตามความเป็นจริง จึงพยายามฝึกฝนอบรมตนเอง  เพื่อยกตนให้หลุดพ้นจากกรอบของอวิชชา เพื่อให้พ้นจากโอฆะทั้ง ๔ เหล่านี้

        ดังเช่นพระมหาชนกผู้เป็นพระบรมโพธิสัตว์ แม้ว่าท่านจะสามารถว่ายข้ามมหาสมุทร หลุดพ้นจากวิกฤติในชีวิตมาได้  แต่ท่านก็รู้ว่าตัวเองยังตกอยู่ในห้วงแห่งโอฆะเหล่านี้ จึงตัดสินพระราชหฤทัยที่จะออกผนวช เพื่อแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏอย่างแน่วแน่   ซึ่งบัดนี้แม้พระองค์จะได้ทรงเพศบรรพชิตแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จเข้าป่าด้วยพระหฤทัยที่ตั้งมั่น แต่พระนางสีวลีเทวีพร้อมด้วยข้าราชบริพาร กับทั้งมหาชนก็ยังคงตามเสด็จทุกฝีก้าว 

        เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากพระนครไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีพระดำริว่า เราจะให้พระเทวีและมหาชนกลับในบัดนี้ จึงทรงหยุดพระดำเนิน แล้วหันมาตรัสถามผู้ที่ติดตามพระองค์มาว่า ?ราชสมบัติในมิถิลานครเป็นของใคร?
 

        เหล่าอำมาตย์ก็กราบทูลว่า ?เป็นของพระองค์ พระเจ้าข้า?   ?ถ้าเช่นนั้น  พวกท่านจงลงราชทัณฑ์แก่ผู้ที่ข้ามรอยที่เราจะขีดนี้? 

        ครั้นมีราชบัญชาอย่างนั้นแล้ว ก็ทรงใช้ไม้ขีดเป็นรอยเส้นขนาดใหญ่ ขวางทางเอาไว้ แล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป  มหาชนต่างก็ยังเคารพในราชบัญชา จึงไม่กล้าข้ามหรือลบรอยขีด

        แม้พระนางสีวลีเทวีก็ไม่กล้าที่จะข้ามรอยขีดนั้นไป  ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหันพระปฤษฎางค์เสด็จไปอย่างไม่อาวรณ์ ก็ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ จึงกันแสงจนล้มขวางทางกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนคนไม่มีสติ

        พระนางทรงกลิ้งเกลือกทำรอยขีดนั้นให้เลอะเลือน เมื่อล่วงเลยรอยขีดนั้นแล้ว จึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามพระราชสวามีไป

        มหาชนเมื่อเห็นว่า รอยขีดนั้นหายไปแล้ว จึงรีบพากันตามเสด็จพระเทวีไปอีก
        ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งสู่หิมวันตประเทศ เสด็จไปทางทิศอุดร ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีก็พาข้าราชบริพารตามเสด็จไปด้วย

        แม้พระโพธิสัตว์จะทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่าไกลถึง ๖๐ โยชน์ ก็ยังไม่ทรงสามารถให้ข้าราชบริพารกลับได้
 

        ในสมัยนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อนารทะ เป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ อาศัยอยู่ที่สุวรรณคูหาในหิมวันตประเทศ ท่านได้ใช้เวลาให้ล่วงไปด้วยสุขอันเกิดจากฌานสมาบัติ  ครั้น ๗ วันผ่านไปก็ออกจากฌาน เปล่งอุทานว่า ?โอ สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ? 

        จากนั้นก็ตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุว่า ในพื้นชมพูทวีป มีใครบ้างที่กำลังแสวงหาสุขเหมือนอย่างท่าน ก็เห็นพระมหาชนกผู้เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ แต่ไม่สามารถให้มหาชนและเหล่าข้าราชบริพาร ซึ่งมีพระนางสีวลีเทวีเป็นประมุขกลับพระนครได้ 

        เกิดความกรุณาว่า หากเราไม่เข้าไปช่วยพระองค์ ข้าราชบริพารเหล่านั้นอาจกระทำอันตรายในการประพฤติพรหมจรรย์ของพระองค์ได้  จึงดำริว่า ?เราจักถวายโอวาทแด่พระองค์ เพื่อให้ทรงสมาทานมั่นในการบำเพ็ญสมณธรรม?
 

        คิดดังนี้แล้วก็เหาะไปด้วยกำลังฤทธิ์ ไปสถิตอยู่ในอากาศตรงเบื้องพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า  ?ประชุมชนนี้ส่งเสียงดังเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นพวกไหนหนอ เดินทางมากับท่านผู้เป็นสมณะ  ทำเหมือนเล่นหยอกล้อกันอยู่ในบ้าน?

        พระโพธิสัตว์ได้ทอดพระเนตรพระดาบสผู้มีตบะกล้าเหาะมาสถิตอยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามเหมือนกับจะให้พระองค์ทรงอับอายเช่นนั้น เมื่อได้สดับดังนี้แล้วพระองค์จะทรงตอบอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2552, 21:28:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 19

 


    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวชด้วยพระราชหฤทัยที่มั่นคง  แต่ก็ถูกพระนางสีวลีเทวีและเหล่านางสนมใช้อุบายอันชาญฉลาดเข้าขัดขวางพระองค์ทุกวิถีทาง เพื่อรั้งให้ทรงอยู่เสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติต่อไป


    เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากพระนครไปได้ระยะหนึ่ง ทรงหยุดพระดำเนิน แล้วหันมารับสั่งว่า ?พวกท่านจงลงราชทัณฑ์แก่ผู้ที่ข้ามรอยที่เราจะขีดนี้?  แล้วก็ทรงใช้ไม้ขีดเป็นรอยเส้นขนาดใหญ่ขวางทางเอาไว้ แล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป  มหาชนจึงไม่กล้าข้ามรอยขีดนั้นไป


    พระนางสีวลีเทวีทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหันพระปฤษฎางค์เสด็จไปอย่างไม่อาวรณ์ ก็ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ จึงกันแสงจนล้มขวางทางกลิ้งเกลือกไปมา ทำรอยขีดนั้นให้เลอะเลือน ล่วงเลยรอยขีดนั้นแล้วก็ทรงลุกขึ้นเสด็จตามพระราชสวามีไป มหาชนเมื่อเห็นว่า รอยขีดนั้นหายไปแล้ว จึงรีบพากันตามเสด็จพระเทวีไปอีก


    ในสมัยนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อนารทะ เป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ ได้เห็นด้วยทิพยจักษุว่า พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวช แต่ไม่สามารถให้พระนางสีวลีเทวีและเหล่าข้าราชบริพาร กลับพระนครได้  กำลังได้รับความลำบากเกิดความกรุณาคิดจะช่วยเหลือ


    ได้เหาะไปสถิตอยู่ในอากาศตรงเบื้องพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า  ?ประชุมชนนี้ส่งเสียงดังเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นพวกไหนหนอ เดินทางมากับท่านผู้เป็นสมณะ  ทำเหมือนเล่นหยอกล้อกันอยู่ในบ้าน?
 
    พระมหาสัตว์ตรัสตอบว่า ?ประชุมชนนี้ตามข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าเป็นผู้ละจากพวกเขาแล้ว ล่วงเขตแดนคือกิเลสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน เป็นผู้ไม่เจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลาย ท่านก็รู้อยู่ จะถามทำไม  ท่านไม่ได้ฟังข่าวบ้างหรือว่า พระมหาชนกทิ้งวิเทหรัฐออกบวช?


    นารทดาบสต้องการให้พระโพธิสัตว์สมาทานมั่น จึงถวายข้อคิดว่า  ?พระองค์เพียงแต่ทรงเพศบรรพชิตนี้ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ ไม่ใช่ว่าจะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอันตรายอยู่มาก?


    พระโพธิสัตว์ตรัสว่า  ?ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาเฉพาะกามในมนุษยโลกที่บุคคลเห็นแล้วเท่านั้น  ถึงแม้กามในเทวโลกที่บุคคลมองไม่เห็นก็ไม่ปรารถนา เพราะฉะนั้น อันตรายจะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า  ซึ่งมีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ได้อย่างไร?


    นารทดาบสกล่าวว่า ?อันตรายมีมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความขัดเคืองใจ ความเมาในอาหาร ความมัวเมาในสรีระและมัวเมาในที่อยู่อาศัย  อันตรายเหล่านี้ยังมีอยู่ในพระองค์


     ...ดูก่อนสมณะ พระองค์เป็นผู้มีพระรูปงามน่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องดุจทองคำ เมื่อพระองค์รับสั่งว่า  อาตมภาพละราชสมบัติออกผนวช  คนทั้งหลายจักถวายบิณฑบาตอันโอชาประณีตแก่พระองค์ 


    ...พระองค์ทรงรับพอเต็มบาตร เสวยพอควรแล้ว เข้าสู่บรรณศาลา บรรทม ณ ที่ลาดไม้ หลับกรนอยู่ ครั้นตื่นในระหว่าง ก็จะพลิกกลับไปกลับมา


    ...เมื่อถึงเวลาบำเพ็ญวัตร ทรงเหยียดพระหัตถ์และพระบาท ลุกขึ้นจับราวจีวร เกียจคร้าน ไม่จับไม้กวาดอาศรม ไม่นำน้ำดื่มมา บรรทมหลับอีก มัวตรึกถึงกามวิตก 


     ...เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ก็จะไม่พอพระหฤทัยในบรรพชา อันตรายจะบังเกิดขึ้นกับพระองค์อย่างนี้แหละ...?


    พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำสอนอันเป็นมธุรวาจาของนารทดาบสแล้ว ก็ตรัสถามว่า  ?ข้าแต่ท่านดาบสผู้เจริญ คำสอนของท่านช่างประเสริฐแท้  ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนมารดาสั่งสอนบุตรน้อย ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ?


    นารทดาบสกล่าวว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยนามว่า นารทะ  โดยโคตรว่า กัสสปะ อาตมภาพมาหาพระองค์ เพราะรู้ว่า การสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้?


    จากนั้น ก็ได้ถวายโอวาทเพื่อจะได้มีหลักในการบำเพ็ญสมณธรรมว่า ?ขอพระองค์จงทรงยินดีในบรรพชานี้ ขอวิหารธรรมจงเกิดแก่พระองค์  กิจอันใดยังพร่องด้วยศีล ด้วยการบริกรรมและฌาน พระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์  จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์  จงทรงคลายออกเสียซึ่งทิฏฐิมานะ  จงบำเพ็ญกุศลกรรมบถ วิชชาและสมณธรรม แล้วประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความเคารพเถิด?


    โอวาทของนารทดาบสนั้นไพเราะนัก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยตรัสไว้ว่า
 
?สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดจากกามทั้งหลาย
ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว ก็จะข้ามโอฆะไปได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้ว ไปถึงฝั่ง ฉะนั้น?


    การจะข้ามห้วงนํ้าคือโอฆะ เพื่อไปสู่ฝั่งพระนิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุขได้นั้น  ต้องเอาชนะกิเลสประดุจธุลีทั้งหลายที่เป็นตะกอนนอนนิ่งอยู่ในขันธสันดานของตัวเราให้ได้  โดยเฉพาะกิเลส ๓ ตระกูลหลักๆ  คือโลภะ โทสะ โมหะ เราจะต้องหมั่นขจัดให้หลุดล่อนออกไปจากใจ
 


    ตามปกติแล้วกิเลสทั้งหลายสามารถฟูขึ้นและเกิดขึ้นในใจได้ตลอดเวลา  เราจะต้องสำรวมระวัง และไม่ประมาท ไม่ย่อท้อในการบำเพ็ญจิตภาวนา แล้วสักวันหนึ่งก็จะสามารถข้ามโอฆะไปได้
 

        พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า
 
?ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว ไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ
ความโลภย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว

ผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว  ไม่โกรธเคืองในอารมณ์ที่น่าโกรธเคือง
โทสะย่อมตกไปจากใจผู้นั้น เหมือนผลตาลสุก หล่นจากขั้ว

ผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว ไม่หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
ผู้นั้นย่อมกำจัดความหลงได้ เหมือนอาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไป ฉะนั้น?


     ครั้นนารทดาบสถวายโอวาทแด่พระโพธิสัตว์เสร็จแล้ว ก็เหาะกลับไปยังที่อยู่ของท่านตามเดิม 


    จากนั้น ก็มีดาบสอีกรูปหนึ่งชื่อมิคาชินะ ซึ่งเพิ่งออกจากฌานสมาบัติกำลังตรวจดูโลก  เห็นพระโพธิสัตว์เสด็จออกผนวช จึงเหาะมาปรากฏตนอยู่ในอากาศ เพื่อถวายโอวาทแก่พระโพธิสัตว์เพื่อประโยชน์จะให้มหาชนกลับพระนคร ดุจเดียวกับนารทดาบส
 


    ครั้นได้สนทนาไต่ถามชื่อเสียงเรียงนามพอรู้จักกันแล้ว จึงได้ทูลถามสาเหตุของการบวชว่า  ?พระองค์ทรงละช้าง ม้า ชาวพระนครและชาวชนบทเป็นจำนวนมาก เพื่อออกผนวช  ทั้งนี้ เพราะเหตุที่ชาวชนบท มิตร อำมาตย์และพระประยูรญาติ ได้กระทำความผิดต่อพระองค์  หรือว่าพระองค์ได้ประพฤติผิดต่อคนเหล่านั้น หรืออย่างไร จึงทรงละอิสริยสุข มาพอพระหฤทัยในการเที่ยวบิณฑบาต?


    พระโพธิสัตว์ได้สดับคำถามถึงสาเหตุของการทรงออกผนวชด้วยอัธยาศัยไมตรี จากท่านมิคาชินดาบสแล้ว ก็ทรงชุ่มชื่นพระหฤทัย แต่พระองค์จะตรัสตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 09:52:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 20




        จากตอนที่แล้ว นารทดาบสได้เหาะมาถวายโอวาทแด่พระโพธิสัตว์ เพื่อต้องการให้ทรงสมาทานมั่นในเพศบรรพชิต โดยถวายข้อคิดว่า  ?พระองค์เพียงแต่ทรงเพศบรรพชิพ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ ไม่ใช่ว่าจะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอันตรายอีกมาก? 


        นารทดาบสเมื่อจะบอกถึงสิ่งที่บรรพชิตควรสังวรระวัง จึงถวายคำแนะนำว่า ?อันตรายเหล่านี้ยังมีอยู่ในพระองค์ คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความขัดเคืองใจ ความเมาอาหาร เมื่อพระองค์บรรทมหลับบ่อยๆ มัวตรึกถึงกามวิตก  พระหฤทัยก็จะไม่ยินดีในบรรพชา อันตรายจะบังเกิดแก่พระองค์อย่างนี้แล?

        พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำสอนอันเป็นมธุรวาจาของนารทดาบสแล้ว ก็ตรัสถามว่า  ?ข้าแต่พระดาบสผู้เจริญ คำสอนของท่านช่างประเสริฐแท้  ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนมารดาสั่งสอนบุตรน้อย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ?

        นารทดาบสจึงได้แนะนำให้ทรงรู้จักว่าท่านเป็นใคร แล้วได้ถวายโอวาทว่า ?ขอพระองค์จงทรงยินดีในบรรพชา กิจอันใดยังพร่องอยู่ด้วยศีล ด้วยการบริกรรมและฌานสมาบัติ พระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์  จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จงประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความเคารพเถิด? กล่าวจบแล้วก็ลาจากไป

        ต่อมา ได้มีดาบสอีกตนหนึ่งชื่อมิคาชินะ เหาะมาเพื่อถวายโอวาทแก่พระโพธิสัตว์ ได้ทูลถามสาเหตุของการบวชว่า  ?พระองค์ทรงละชาวพระนครเสด็จออกผนวช  เพราะเหตุที่ชาวพระนคร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติ ได้กระทำความผิดต่อพระองค์หรืออย่างไร?

        พระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงเหตุผลของการออกผนวชว่า ?ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้มีปัญหาในเรื่องราชสมบัติ ไม่ได้มีราชภัยหรือทะเลาะกับหมู่ญาติคนใดเลย ญาติทั้งหลายต่างปรารถนาให้ข้าพเจ้าครองราชย์  ต่างก็มาอ้อนวอนให้เสด็จกลับทั้งสิ้น
 
        ...ข้าแต่ท่านมิคาชินะ  ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสคุกคาม ทำให้เป็นไปตามวัฏฏะ เห็นชาวโลกถูกกิเลสย่ำยี ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม


        ...จึงได้ใช้ปัญญาเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสเหล่าใด  สัตว์เป็นอันมากถูกประหารและถูกจองจำเพราะกิเลสเหล่านั้น แม้ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่า และถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านั้น  เมื่อคิดฉะนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ?


        มิคาชินะดาบสได้สดับธรรมภาษิตจากพระโพธิสัตว์แล้ว ก็รู้สึกชื่นชอบในปณิธานอันยิ่งใหญ่ ต้องการจะฟังเหตุผลนั้นโดยพิสดาร จึงได้ถามต่อไปว่า ?ใครหนอเป็นผู้แนะนำธรรมะสั่งสอนพระองค์  ถ้อยคำอันสะอาดนี้ เป็นถ้อยคำของใคร  ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ  เพราะข้าพระองค์มิเคยเห็นพระองค์ได้ตรัสกับสมณะผู้มีวัตรปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ ซึ่งแนะนำหนทางสู่ความหลุดพ้นแก่พระองค์เลย?

        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะเคารพสมณะ หรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่เคยไต่ถามสมณะเหล่านั้นเลย  ข้าพเจ้าเป็นผู้อุปัฏฐากบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ทรงธรรมอันยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้ฟังธรรมะ ไม่เคยสนทนาธรรมจากผู้รู้เหล่านั้นเลย


        ...ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ เข้าไปในพระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่  เมื่อเจ้าพนักงานกำลังขับเพลงและประโคมดนตรีกันอยู่ ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วงซึ่งมีผลและไม่มีผล ต้นที่มีผลถูกคนเบียดเบียน จนปราศจากใบและก้าน แต่ต้นมะม่วงที่ไร้ผลกลับมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์?

        ...ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ?ศัตรูทั้งหลายจักฆ่าเราผู้มีอิสระ  เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกคนหักโค่น  เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์

        ...ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มีเหย้าเรือน ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยตัณหา  มะม่วงต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล  มะม่วงทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า?


        มิคาชินดาบสได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็อนุโมทนา แล้วถวายโอวาทว่า ?มหาบพิตร ขอพระองค์จงประพฤติพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม  จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด? 

        จากนั้นก็ได้แนะนำวัตรของผู้บำเพ็ญตบะให้ทราบอย่างละเอียด แล้วก็เหาะกลับไปที่พำนักของท่านดังเดิม

        เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีก็ตระหนักว่า พระโพธิสัตว์ทรงมีพระมนัสมุ่งมั่นต่อการบรรพชา คงไม่อาจทำให้พระองค์ทรงเลิกล้มปณิธานอย่างแน่นอน   จึงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระโพธิสัตว์ กราบทูลว่า  ?ข้าแต่มหาราชเจ้า มหาชนเกิดความหวั่นใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว  ขอพระองค์โปรดทำให้ประชุมชนอุ่นใจด้วยการอภิเษกพระโอรส คือ ทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด?


        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ดูก่อนพระเทวี เราได้สละพสกนิกร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติทั้งหลายแล้ว  ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีบุตร กาลต่อไป ชาววิเทหรัฐจะเป็นผู้อภิเษกทีฆาวุกุมาร และทีฆาวุกุมารก็จะเป็นผู้บำรุงวิเทหรัฐให้เจริญรุ่งเรือง ขอพระนางจงเบาใจเถิด?

        พระมหาชนกโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ ใคร่ที่จะพ้นไปแต่เพียงอย่างเดียว ประดุจบุรุษผู้อยู่ในเรือนจำมานาน ได้รับความทุกข์ทรมาน มิได้เกิดความยินดีในเรือนจำนั้นเลย มุ่งแสวงหาทางที่จะพ้นออกไปอย่างไม่อาลัยไยดี

        ภพทั้งสาม จึงปรากฏประดุจคุกกักขังสรรพสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด แต่สัตว์โลกก็ยังคงหลงใหลยินดีและหลงยึดติดในสิ่งเหล่านั้น  ไม่คิดหาหนทางที่จะสลัดตนให้หลุดพ้นจากภพทั้งสามนี้ไป   การประพฤติพรหมจรรย์เป็นวิธีการสำคัญ ที่จะทำให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ และหลุดพ้นจากภพทั้งสามไปสู่อายตนนิพพานได้


        ดังนั้น ในระหว่างการสร้างบารมี หากชาติใดไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะหาโอกาสปลีกวิเวก แสวงหาสถานที่อันสงัดปลอดจากผู้คน ด้วยการบวชเป็นดาบสหรือเป็นฤๅษี เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งอย่างเต็มที่

        ส่วนพระนางสีวลีเทวีทรงเห็นว่า คงไม่อาจรั้งให้พระราชสวามีกลับไปครองราชย์ได้อีกแล้ว จึงได้ทูลถามพระโพธิสัตว์ต่อไปว่า ?ข้าแต่พระองค์เมื่อพระองค์ออกผนวชแล้ว หม่อมฉันจะทำอย่างไรดี? 

        พระโพธิสัตว์ได้ตรัสแนะนำพระนางว่า ?ดูก่อนพระเทวี เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชย์แล้ว ก็อาจทำบาปอกุศลด้วยกาย วาจา และใจอีกเป็นอันมาก ซึ่งเป็นเหตุให้เธอไปสู่ทุคติ   แม้เธอเองก็ควรประพฤติธรรม เลี้ยงชีวิตด้วยก้อนข้าวที่คนอื่นมอบให้ ไม่ควรกลับไปเสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติอีก?


        จากนั้นก็ทรงประทานโอวาทแก่พระนาง ให้รักในการประพฤติพรหมจรรย์  ยินดีใน นิรามิสสุข คือ สุขที่ไม่ต้องอาศัยคน สัตว์ สิ่งของหรือกามคุณ ให้ยิ่งกว่าสามิสสุข  จงเห็นแก่ประโยชน์ในโลกหน้าและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในสังสารวัฏ ให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน 

        พระนางสีวลีเทวีเมื่อได้ฟังพระโอวาทของพระโพธิสัตว์ ว่าให้พระนางเว้นจากกามคุณ ให้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ในโลกหน้าให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน ก็ค่อยๆ ทรงคลายความผูกพัน แต่พระนางจะทรงทำอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: