Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กรกฎาคม, 2561, 06:23:38

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  (อ่าน 38605 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 22:18:53 »



เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 1

 


    เราได้ติดตามศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งพระองค์ ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ได้สร้างบารมีมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน ซึ่งในพระชาติที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องของพระเตมีย์ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ซึ่งพระองค์ทรงเกรงกลัวภัยในมหานรกยิ่งกว่ากลัวความตายเสียอีก


    แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่างๆ อย่างหนักหนาสาหัสเพียงไร แต่พระองค์ก็ไม่ทรงละทิ้งมโนปณิธาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำความปรารถนาของพระองค์ให้สำเร็จให้จงได้พระองค์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกผนวชตั้งแต่เยาว์วัย จนในที่สุด ผลแห่งตั้งใจที่พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรมาอย่างต่อเนื่อง ก็มาถึงพร้อมเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 16 ชันษา จึงได้เสด็จออกผนวชเป็นผลสำเร็จ และยังมีหมู่พระประยูรญาติพร้อมข้าราชบริพาร อีกทั้งกษัตริย์ต่างเมืองออกบวชตามอีกเป็นจำนวนมาก
 

    นับเป็นพระชาติหนึ่ง ที่พระอรรถกถาจารย์ผู้เป็นบัณฑิตในกาลก่อน ได้นำมาจัดเข้าเป็นหนึ่งในสิบชาติที่สำคัญ เพื่อให้เป็นแบบอย่างในประพฤติปฏิบัติของเหล่าชนทั้งหลายด้านเนกขัมมบารมี คือ อุปนิสัยอันเต็มเปี่ยมในการปลีกตนให้พ้นจากกามคุณทั้ง 5 โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน



     วันนี้ เราจะได้มาศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ในอีกพระชาติหนึ่ง  คือ พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี คือ อุปนิสัยอันเต็มเปี่ยมด้วยความเพียร อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หากจะถามว่า ทำไมจึงต้องทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เช่นนั้น อย่างเช่น ในเรื่องพระเตมีย์ที่ผ่านมา แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปล่อยงูพิษให้เข้ามากัด ปล่อยช้างให้เข้ามาทำร้าย เป็นต้น ทำอย่างไรพระองค์ก็ยังทรงนิ่งเฉย พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเพียรอย่างนี้ เพียรไปก็ตายเปล่า แล้วจะเพียรไปทำไม
 
    ตอบได้ว่า ความเพียรเป็นอุปนิสัยที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เพราะความเพียรเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความเกียจคร้าน อันเป็นกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในใจของมนุษย์ทั้งหลายมาเนิ่นนาน ให้มลายหายสูญ และเดินหน้าต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น หากชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องเพียรกันต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
   

 โดยปกติแล้ว ใจของมนุษย์นั้นจะคุ้นกับกิเลสเหมือนกับปลาคุ้นน้ำ เมื่อจะต้องหักดิบจากนิสัยที่ไม่ดี จะต้องอาศัยกล้าหาญอย่างแรงกล้า เพราะใจจะดิ้นรนย้อนกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคยนั้น อีกทั้งยังต่อต้านกับความดีที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นในใจอีกด้วย


    ดังนั้น ผู้ที่มีความเพียร จึงต้องมีความกล้าอยู่ในตัว เพราะคำว่า วิริยะ นั้นต้นศัพท์เดิมมาจาก คำว่า วีระ แปลว่า กล้า คือ กล้าที่จะตัดใจเลิกในสิ่งที่ไม่ดี และกล้าที่จะแข็งใจทำแต่สิ่งที่ดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นิสัยอะไรที่ไม่ดี แม้เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยคิด ไม่เคยพูด ไม่เคยทำ ก็สงวนตนเอาไว้ ไม่คิด ไม่พูด และไม่ทำ ส่วนสิ่งใดที่ทำอยู่ หากรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ขืนทำต่อไป ก็มีแต่จะก่อให้เกิดทุกข์โทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ก็ต้องเพียรเลิกให้ได้

           
    ตรงกันข้าม นิสัยอะไรที่ดีๆ ที่เรายังไม่เคยคิด ไม่เคยพูด ไม่เคยทำ ต้องเริ่มต้นทำ ที่ทำดีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้ บารมีจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการกระทำนั้น แล้วความนิ่งของใจก็จะเพิ่มขึ้น อย่างนี้เรียกว่า วิริยบารมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
 
     การเพิ่มพูนความเพียร แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้  มีอุปมาดั่งพญาราชสีห์ผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด  พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวง เป็นผู้เพิ่มพูนความเพียรอย่างยิ่งยวด มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกชนิดอย่างไม่ลดละ ฉันนั้น
 
   ดังนั้น นักสร้างบารมีก็ต้องเพิ่มพูนความเพียรของตน อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันไปจนกว่าจะสมปรารถนา  เรียกว่า ไม่สำเร็จ เป็นไม่เลิก



    มีธรรมภาษิตในมหาชนกชาดกบทหนึ่ง มีความว่า ?บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ ไม่เป็นหนี้ต่อเทวดาและบิดามารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง?


    นี้เป็นคาถาที่พระมหาชนกได้ตรัสไว้ ในเรื่องราวตอนหนึ่ง ที่พระองค์ทรงลอยคออยู่ในมหาสมุทรซึ่งมองไม่เห็นฝั่ง เป็นคำที่คนผู้หวังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ควรตระหนักไว้ในใจ เพื่อจะได้ไม่ท้อถอยเสียกลางคันก่อนที่ความสำเร็จนั้นจะมาถึง


    เมื่อเห็นแบบอย่างที่ดีงามดังนี้ ผู้เป็นบัณฑิต จึงควรพยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย  เพราะบุคคลผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อทำความดีสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  สิ่งนั้นจะเป็นภาพประวัติชีวิตอันงดงาม  เมื่อนึกย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นคราใด ก็จะเกิดความปลื้มใจ และมีกำลังใจเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ต่อไปอย่างไม่จบสิ้น
 
    นอกจากนี้ ผลแห่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่นั้น ยังก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นแบบอย่างอีกด้วย เพราะในการทำความดีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนทั่วไปย่อมต้องการต้นแบบดีๆ  เพื่อเขาจะได้ศึกษาดูว่า  มีใครเคยทำมาก่อนแล้วบ้าง  และเมื่อทำสำเร็จแล้ว เกิดผลดีอย่างไร เมื่อค้นพบผู้เป็นวีรบุรุษต้นแบบแล้ว ก็จะเกิดกำลังใจในการทำความดีตามมาด้วย 

           
    ดังนั้น ต้นแบบของชีวิตที่ดีงาม ไม่มีใครเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงควรศึกษาอดีตชาติของพระองค์ว่า พระชาติที่ผ่านมา พระองค์ทรงสร้างบารมี และมีหลักการดำเนินชีวิตอย่างไร จึงได้รับการเฉลิมพระนามว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย


           
     ต่อไปนี้  จะได้นำเสนอเรื่องพระมหาชนก ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระชาติหนึ่งในทศชาติชาดก  ในพระชาตินี้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีอย่างยิ่งยวดจนปรากฏเด่นชัด   


    วิริยบารมีของท่านนั้น จะเป็นที่น่ายกย่องเพียงไร ขอท่านผู้มีบุญทั้งหลายจงตั้งใจติดตามโดยเคารพ  เพื่อความรู้และความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต  และเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างวิริยบารมี ให้ได้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป  ขอเชิญทุกท่านได้ติดตามเรื่องราวของพระมหาชนกผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ดังต่อไปนี้
 
    ณ  ธรรมสภาอันเป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อฟังธรรม  และสนทนาธรรมของพุทธบริษัททั้งหลาย  ภายในพระเชตวันมหาวิหาร  พุทธสถานอันงดงามสง่า  มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ทำให้เกิดความร่มรื่น วันหนึ่ง  ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้สนทนากันในโรงธรรมสภา  เกี่ยวกับการเสด็จออกบำเพ็ญเนกขัมบารมีของพระพุทธองค์ว่า  ทรงมีพระปัญญาอันลึกซึ้งจึงสามารถตักเตือนตนเองได้  และทรงละทิ้งเบญจกามคุณอันเลิศกว่ามนุษย์ทั้งหลายในโลก 


     เสด็จออกบำเพ็ญเพียร เพื่อขจัดกิเลสอาสวะ  ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  จนสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ  พระองค์ทรงเป็นเอกบุรุษที่ไม่มีใครเสมอเหมือน  พระบรมศาสดาทรงสดับคำสนทนาของเหล่าภิกษุ ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตธาตุของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย จึงเสด็จมายังโรงธรรมสภา  ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวายแล้ว  ได้ตรัสถามว่า  ?ภิกษุทั้งหลาย เธอกำลังประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? 


     เมื่อตัวแทนของพระภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว  จึงตรัสว่า  ?ภิกษุทั้งหลาย  มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตออกบวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่ แม้ในกาลก่อนที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่  ตถาคตได้ออกบวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่เช่นกัน?  แล้วก็ประทับนิ่งอยู่
   

ภิกษุจึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตว่า  ?ในกาลก่อนที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น  ได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวช  มีเรื่องราวเป็นอย่างไร  ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด  พระเจ้าข้า?  ส่วนเรื่องราวที่พระพุทธองค์ทรงนำมาตรัสเล่าให้ฟังนั้น จะน่าศรัทธาเลื่อมใส และมีคติธรรมนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 09:12:52 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 2

 


    จากตอนที่ 1 ได้เกริ่นก่อนเข้าสู่เรื่องว่า ความเพียรเป็นอุปนิสัยที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เพราะความเพียรเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความเกียจคร้านอันเป็นกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในใจได้ ดังนั้น หากชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องเพียรต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ


    เพราะโดยปกติแล้ว ใจของคนนั้นจะคุ้นกับกิเลสเหมือนกับปลาคุ้นน้ำ เมื่อจะต้องพรากจากนิสัยที่ไม่ดีจึงต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะใจจะดิ้นรนย้อนกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคยนั้นอีก ทั้งยังต่อต้านกับสิ่งที่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจ



    ดังนั้นผู้ที่มีความเพียร จึงต้องอาศัยความกล้า คือ กล้าที่จะตัดใจเลิกทำในสิ่งที่ไม่ดี ส่วนนิสัยอะไรที่ดีๆ ที่เรายังไม่มี ต้องเริ่มฝึกฝนทำให้มีขึ้น นิสัยที่ดีซึ่งมีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งๆขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้เรื่อยไป บารมีจะค่อยๆ ก่อตัวเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แล้วความนิ่งของใจก็จะเพิ่มขึ้น อย่างนี้เรียกว่าวิริยบารมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว


    การเพิ่มพูนความเพียร แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้  มีอุปมาดั่งพญาราชสีห์เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวง เป็นผู้เพิ่มพูนความเพียร มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกชนิดอย่างไม่ลดละ ฉันนั้น



    และได้เล่ามาถึงตอนที่ มีพระภิกษุหมู่ใหญ่ได้สนทนากันในโรงธรรมสภา   และได้กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตว่า  ?ในกาลก่อนที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น  ได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่  มีเรื่องราวเป็นอย่างไร  ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด? 


    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เริ่มตรัสเล่า โดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล  มีพระราชาพระนามว่า  มหาชนก  ครองราชย์ในกรุงมิถิลา  แคว้นวิเทหะ  พระเจ้ามหาชนกราช ทรงมีพระราชโอรส  2  พระองค์  คือ  พระอริฏฐชนก (อะ ริด ถะ ชะ นก) และพระโปลชนก  (โป ละ ชะ นก)พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์พี่ คือ พระอริฏฐชนก  ส่วนองค์น้องนั้นทรงโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี


    ต่อมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคต  พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ  ก็ได้ทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช  ทั้งสองพี่น้องทรงช่วยกันปกครองกิจการบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา  ทำให้มีแสนยานุภาพแผ่ขยายออกไปทั่วชมพูทวีป



    ต่อมาไม่นานได้เกิดเหตุการณ์  ที่นำไปสู่ความแตกร้าวกัน  ชนิดหมดเยื่อใยในความเป็นพี่เป็นน้อง  เนื่องจากมีอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดของพระราชาคนหนึ่ง  มีอัธยาศัยชอบพูดยุยงให้คนอื่นแตกกัน  ได้ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลยุแหย่ว่า  ?พระมหาอุปราชคิดจะปลงพระชนม์พระองค์เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์ 


    เมื่อพระอริฏฐชนกราช  ทรงสดับครั้งแรกก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะไม่เคยเห็นพิรุธหรือความผิดปกติของพระอนุชาเลย  แต่ด้วยวิสัยของผู้ปกครองแผ่นดินจึงรับฟังไว้เฉยๆ แต่เมื่อทรงสดับบ่อยเข้า ๆ  ก็บังเกิดความหวั่นไหวขึ้น  จึงรับสั่งให้ทหารไปจับพระอนุชา คือ พระโปลชนกมหาอุปราช  แล้วให้ตีตรวน  จากนั้นก็ให้ขังไว้ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้พระราชนิเวศน์  มีผู้คุมรักษาเพื่อรอคอยสำเร็จโทษ


    พระโปลชนกผู้ไม่มีความผิด เมื่อถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา ก็ทรงรู้ได้ทันทีว่า  ภัยนี้เกิดจากพระเจ้าพี่เป็นคนหูเบา  ถ้าไม่หาทางหลบหนี  เห็นทีจะต้องตายเป็นแน่ จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า  "ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยคิดเป็นอริราชศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  เรามีความรักและปรารถนาดี  ตั้งใจบริหารกิจการบ้านเมือง  ช่วยเหลือเจ้าพี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงราชสมบัติเลย  ด้วยสัจจะวาจานี้  ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าโดยพลัน  แม้ประตูก็จงเปิดออก"


    ด้วยความที่พระโปลชนกมีความบริสุทธิ์ใจ  เทวดาที่คอยตามดูแลรักษาพระองค์  จึงบันดาลให้เครื่องจองจำแตกหักเป็นท่อนๆ  แล้วก็ได้เปิดประตูให้ในทันใด



    เมื่อได้โอกาสพระโปลชนกก็เสด็จควบม้าหนีออกไปนอกเมืองด้วยความเร็ว    ได้ทรงหนีไปพำนักอยู่ในตำบลบ้านชายพระราชอาณาเขตแห่งหนึ่ง  ชาวบ้านตำบลนั้นจำพระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์อย่างดี  และได้ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์มากมาย 


    ส่วนพระเจ้าอริฏฐชนกทรงเห็นว่า พระอนุชาทรงหนีไปเพียงพระองค์เดียว คงไม่มีพิษภัยใหญ่หลวงอะไรนักหนา จึงมิได้ทรงให้เหล่าทหารไล่ล่าให้สิ้นซาก ได้ทรงปล่อยให้พระโปลชนกประทับอยู่อย่างสบายในตำบลบ้านชายแดนนั้น


    เมื่อพระโปลชนกทรงอยู่ในตำบลบ้านแห่งนั้นนานเข้า ก็มีผู้คนมาขอเข้าร่วมเป็นพวกพ้องบริวารมากขึ้น พระองค์ก็ทรงจัดการปกครองเป็นอย่างดี ทำให้ตำบลบ้านแห่งนั้นค่อยๆ เจริญขึ้นมาตามลำดับ  ส่วนผู้ปกครองตำบล และหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายที่เข้ามาสวามิภักตร์ด้วย ครั้นภายหลังได้ทราบว่า ที่พระโปลชนกต้องลำบากรอนแรมหนีออกจากพระนครมาอาศัยอยู่บ้านปลายแดน ก็เพราะพระองค์ถูกพระราชาผู้เป็นพี่จับด้วยข้อหาว่า เป็นผู้ก่อการกบฏคิดแย่งชิงราชบัลลังก์ ทั้งที่พระองค์ไม่ทรงเคยคิดอย่างนั้นเลย



    จึงต่างก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนพระโปลชนก จึงแอบรวบรวมกำลังพลอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ให้พระโปลชนกทรงทราบ ค่อยๆ ฝึกปรือฝีมือพวกชาวบ้านปลายแดนให้ขึ้นมาเป็นทหารอย่างเป็นระบบ   ปลุกใจชาวบ้าน  ฝึกให้เป็นนักรบ


    พระโปลชนกทรงเห็นผิดสังเกตว่า ทำไมจึงมีกำลังคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมีการฝึกอาวุธกันอย่างจริงจัง ก็ทรงถามว่า ?พวกท่านจะฝึกคนเอาไว้ทำไมมากมาย?


    พวกหัวหน้ากำลังพลทั้งหลายก็ตอบว่า ?ทหารส่วนหนึ่งมีเอาไว้เป็นกองทหารรักษาพระองค์ อีกส่วนก็เป็นกองกำลังป้องกันหมู่บ้านและตำบล เพื่อไม่ให้พวกโจรทั้งหลายเข้าปล้นได้โดยง่าย ขอพระองค์อย่าทรงสงสัยเลย?


    เมื่อกองทหารมีจำนวนมากขึ้น และได้ฝึกอาวุธมากเข้าก็เกิดอาการฮึกเหิม  ได้มีทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นกองทหารรักษาชายแดนของพระราชาในเวลากลางคืน ทั้งได้ฆ่ากองทหารของพระราชาตายไปเป็นจำนวนมาก


    ส่วนทหารของพระราชาที่เหลือก็รีบเข้าแจ้งต่อพระเจ้าอริฏฐชนกให้ทรงทราบว่า บัดนี้ได้มีกองกำลังกบฏจำนวนมากเกิดขึ้นที่ชายแดนนำโดยพระอนุชาคือพระโปลชนก ได้ฆ่าทหารที่ด่านนอกพระนครตายไปเป็นจำนวนมาก ขอให้พระองค์ส่งกำลังไปปราบโดยเร็วเถิด


    ส่วนพวกหัวหน้ากองทหารของพระโปลชนกนั้นเล่า ครั้นรุ่งเช้าได้ทราบว่ากองกำลังของตนได้ก่อเรื่องเข้าแล้ว และก็ได้มีทหารส่วนหนึ่งรอดตายหนีเข้าเมืองไป จึงคิดว่า ในวันนี้ตอนสาย อย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดก็คงทราบถึงพระราชาอย่างแน่นอน


    ดังนั้น พวกหัวหน้ากองทหารทั้งหลาย จึงรีบเข้าทูลแจ้งเรื่องทั้งหมดแด่พระโปลชนกให้ทรงทราบ และกราบทูลว่า ?ขอพระองค์ทรงตัดสินพระทัยโดยเร็วเถิด อีกอย่างช้าไม่ถึง 7 วัน กองทหารของพระราชาก็จะต้องยกกำลังมาปราบพวกเราอย่างแน่นอน การชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ บัดนี้กองทหารของเราก็พร้อมรบ ขอเพียงทรงสั่งการเท่านั้นทุกอย่างก็จะไปได้สวย ขอพระองค์จงทรงบัญชาการรบเองเถิด?



    การคบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น พระโปลชนกซึ่งแต่เดิมก็ไม่ได้คิดชั่วเลย ทรงหวังจะอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อทรงคบกับพาล ด้วยบารมีของพระองค์จึงมีกำลังมาเสริมมากขึ้นเรื่อยๆ     เมื่อกองกำลังเหล่านั้นไปก่อเรื่องร้ายๆ เข้า ก็เดือดร้อนถึงพระองค์เอง


ดังนั้น ผู้ที่เป็นใหญ่คุมกำลังอำนาจพึงสังวรให้ดีว่า หากไม่ฝึกกองกำลังนั้นให้มีศีลธรรมตั้งมั่นอยู่ในใจ ไม่ฝึกให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย  ในไม่ช้ากองกำลังของตนนั้นก็จะทำให้ตนเดือดร้อนจนได้ เหมือนที่พระโปลชนกทรงประสบอยู่ในขณะนี้



    พระโปลชนกเมื่อทรงได้รับรายงานดังนั้น ก็ทรงประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วดำริว่า ?มีทางให้เลือกอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือหนี แต่ถ้าเราหนีไปก็คงไม่รอด เพราะพระเชษฐาได้ปล่อยให้เราอยู่อย่างสบายมาครั้งหนึ่งแล้ว คนของเรายังก่อความเดือดร้อนขึ้นอีก คราวนี้พระองค์คงไม่ปล่อยเราไว้เป็นแน่ แต่ถ้าเราสู้ โดยรีบยกกำลังเข้าล้อมพระนครไว้ก่อนก็มีสิทธิ์ชนะ ได้ขึ้นครองราชย์ เพราะกองทหารของพระเชษฐานั้นเรารู้กำลังดี เชิงยุทธทุกกระบวนรบเราก็เข้าใจทั้งหมด เพราะได้เคยบัญชาการกองทัพมาก่อน? เมื่อดำริดังนี้ พระโปลชนกจะตัดสินพระทัยอย่างไร จะทรงเสี่ยงหนีตาย หรือจะรบเพื่อชิงราชบัลลังก์ โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 13:58:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 3




    จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงกรุงมิถิลาว่า ได้มีพระราชาทรงพระนามว่ามหาชนกราช ทรงพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์พี่ คือพระอริฏฐชนก  พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโปลชนกผู้เป็นโอรสองค์น้อง


    ต่อมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคต  พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ  ก็ได้ทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช  ต่อมามีอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด  ได้เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลยุแหย่ว่า  พระอุปราชคิดจะปลงพระชนม์พระองค์เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์  เมื่อพระอริฏฐชนกราช  ทรงสดับครั้งแรกก็ไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อถูกกราบทูลใส่ความบ่อยเข้าก็ทรงเชื่อ  จึงรับสั่งให้ทหารไปจับพระอุปราชขังไว้เพื่อรอสำเร็จโทษ

    พระโปลชนกผู้ไม่มีความผิด ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า  ?ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  ด้วยสัจจะวาจานี้  ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าโดยพลัน  เทวดาที่คอยตามดูแลรักษาพระโปลชนกเห็นความบริสุทธิ์ใจของพระองค์ จึงบันดาลให้เครื่องจองจำแตกหักเป็นท่อนๆ  แล้วก็ได้เปิดประตูให้



    พระองค์จึงได้ทรงหนีไปพำนักอยู่ในตำบลบ้านชายแดน ก็ทรงได้รับการสนับสนุนจากคนในถิ่นนั้นเป็นอย่างดี  และได้ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์มากมาย  วันหนึ่งกองทหารของพระองค์จำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นกองทหารด่านหน้าของพระราชา และได้ฆ่าทหารของพระราชาตายไปเป็นจำนวนมาก


    พวกหัวหน้ากองทหารของพระโปลชนก จึงรีบเข้าทูลแจ้งเรื่องทั้งหมดแด่พระโปลชนกให้ทรงทราบ และทูลแนะนำให้รีบชิงลงมือเข้ายึดพระนครโดยเร็ว ถ้าชักช้าก็จะไม่ทันการณ์ และในบัดนี้กองทหารของเราก็พร้อมรบ ขอเพียงทรงสั่งการเท่านั้นทุกอย่างก็จะไปได้สวย ขอพระองค์ทรงบัญชาการรบด้วยตนเองเถิด

    พระโปลชนกเมื่อทรงได้รับรายงานดังนั้น ก็ทรงมีดำริว่า
 
    ?ถ้าเราหนีก็จะต้องสู้ศึกทั้งสองด้าน ทั้งทหารของพระราชาต่างแคว้นและพระเชษฐาของเรา คงจะรอดชีวิตได้ไม่นาน แต่ถ้าเรารีบเข้าล้อมพระนครไว้ก็มีสิทธิ์ชนะ เพราะทหารในเมืองที่ภักดีต่อเราก็มีมาก เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดร้ายต่อเจ้าพี่เลย แต่คราวนี้เหตุการณ์มันบังคับเสียแล้วแหละ? 
 
ดำริดังนี้แล้วจึงตรัสสั่งให้ประชุมพลในทันที โดยทรงมีรับสั่งว่า
 
    ?ในการสั่งการเคลื่อนกองกำลังปราบกบฏของพระเชษฐา อย่างเร็วที่สุดก็สองวัน กว่าที่กองพลจะเคลื่อนออกจากพระนคร ดังนั้น ก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนออกมา  ในวันมะรื่นนี้ ก่อนรุ่งสาง เราต้องเข้าล้อมพระนครไว้ให้ได้ ภายในคืนนี้ให้เตรียมทุกอย่างให้พร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมเราจะออกเดินทางทันที?


    ภายในคืนนั้น กองทัพของพระโปลชนก อันประกอบไปด้วย กองรบช้าง กองรบม้า กองรบดาบ กองรบธนูก็ออกเดินทางเข้าสู่กรุงมิถิลา ใช้เวลาในคืนวันรุ่งขึ้นอีกครึ่งคืนก็เข้าเขตพระนคร จึงทรงให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกพระนคร



    พอรุ่งสางก็ตรัสสั่งให้ล้อมพระนครเอาไว้ พร้อมทั้งได้ส่งข่าวสาร  ไปถวายพระเชษฐาว่า 
 
    ?เมื่อก่อนข้าพระองค์ไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  ทั้งไม่เคยแปรพักตร์คิดแย่งชิงราชสมบัติ  แต่พระเจ้าพี่เชื่อฟังคำยุยงของอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด  จะสำเร็จโทษข้าพระองค์  บัดนี้  หม่อมฉันจะขอราชสมบัติหละ  เจ้าพี่จะมอบราชสมบัติให้แก่หม่อมฉันหรือจะรบจงรีบตอบมา?


    ฝ่ายเหล่าทหารชาวมิถิลานครที่เคยภักดีต่อพระโปลชนก ครั้นทราบว่า  พระโปลชนกเสด็จมา ก็พากันขนอาวุธยุทโธปกรณ์  มาเข้าร่วมขบวนทัพ  แม้ชาวนครเหล่าอื่นก็มาขออาสาเข้าร่วมสงครามด้วยอีกเป็นจำนวนมาก



    พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับสารของพระอนุชาแล้ว  ก็ไม่สบายพระราชหฤทัยนักที่จะต้องรบกับพระอนุชา  และทรงรู้สึกว่า  พระองค์เป็นฝ่ายผิดก่อน  แต่ครั้นจะยกราชสมบัติให้  ก็เกรงคำครหาจากชาวเมืองว่า  พระองค์ไม่ใช่ชายชาตินักรบ  จึงส่งพระราชสาสน์ตอบไปว่าจะขอรบ


    ก่อนเสด็จออกรบ  ทรงเรียกอัครมเหสีมา ตรัสบอกพระนางว่า 
 
    "ในการรบครั้งนี้ ชนะหรือแพ้มิอาจจะรู้ได้  เพราะพระอนุชามีกำลังทหารมิใช่น้อย ทั้งยังเคยบัญชาการกองทัพมาก่อน  ทหารแต่ละนายก็กระหายสงคราม  ถ้าหากเราประสบภัยเธอพึงรักษาครรภ์ไว้ให้ดี"


    ครั้นตรัสแนะนำอุบายในการรักษาชีวิต และหนทางหลบหนีออกจากพระนครให้แก่พระอัครมเหสีแล้ว  ก็เสด็จกรีฑาทัพออกจากพระนคร  ทำการรบกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง โดยที่ไม่ค่อยจะสบายพระราชหฤทัยนัก 



    ขณะที่รบกันอยู่อย่างสามารถเพียงในวันแรกเท่านั้น  ทหารของพระโปลชนกก็ได้ใช้ธนูยิงพระเจ้าอริฏฐชนกราชถึงสิ้นพระชนม์บนคอช้างท่ามกลางสนามรบนั้นเอง


    เมื่อข้าราชบริพารของพระเจ้าอริฏฐชนกรู้ว่าพระราชาของตนสวรรคตแล้ว ก็ไม่มีใครคิดจะต่อสู้อีก จึงได้เปิดประตูเมืองให้กองทัพของพระโปลชนกเข้าสู่พระนครในวันนั้น 
    แล้วก็ได้จัดการอภิเษกให้พระโปลชนกครองราชสมบัติแทนพระเชษฐาของพระองค์สืบไป


    ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก  ครั้นทรงทราบว่า พระราชสวามีสวรรคตแล้วก็รีบเก็บสิ่งของสำคัญใส่ในกระเช้า  เอาผ้าเก่าๆ  ปูปิดไว้  แล้วเอาข้าวสารทับข้างบน  ทรงนุ่งภูษาเก่าๆ  ปลอมเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา  ทรงวางกระเช้าบนพระเศียร  จากนั้นก็รีบเสด็จออกจากพระนครตามลำพัง 



    พระนางได้เสด็จออกทางประตูทิศอุดร  ครั้นพ้นประตูเมืองออกมาก็ไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดี  เพราะไม่เคยเสด็จไปไหนตามลำพังมาก่อนเลย  จึงทรงกำหนดทิศทางไม่ได้  จึงประทับนั่งที่ศาลาแห่งหนึ่ง  คอยตรัสถามว่า  ?มีคนเดินทางไปนครกาลจำปากะ (กา ละ จำ ปา กะ)ไหม?


    เนื่องจากผู้ที่มาเกิดในพระครรภ์ของพระเทวีนั้น  มิใช่บุคคลธรรมดา  แต่เป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีพระบารมีมาบังเกิด  ด้วยเดชานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์นั้น จึงบันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชเกิดอาการร้อน



    เมื่อท้าวสักกะตรวจดูก็ทรงทราบความเป็นไปทั้งหมด  จึงทรงเนรมิตเกวียนมีประทุนหลังคาเรียบร้อย พร้อมทั้งจัดเตียงน้อยไว้ในเกวียนเล่มนั้น  แล้วทรงจำแลงพระองค์เป็นชายแก่ขับเกวียน ไปหยุดอยู่ตรงประตูศาลาที่พระเทวีประทับ  แล้วก็ตรัสถามว่า  ?มีใครจะไปกาลจัมปากะนครบ้างไหม? 


    พระเทวีได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสบอกความประสงค์ว่า     ?ท่านตา ข้าพเจ้าจะไปกาลจัมปากะนคร? 
 
    ท้าวสักกะจึงตรัสเชื้อเชิญว่า      ?ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญแม่นางขึ้นมานั่งบนเกวียนเถิด?



    พระเทวีเสด็จลุกขึ้น แล้วตรัสบอกท้าวสักกะว่า  ?ท่านตา ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ ไม่อาจจะขึ้นเกวียนไปได้  ท่านตาช่วยรับกระเช้าของข้าพเจ้าขึ้นเกวียนไปด้วย  ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นจะขอเดินตามเกวียนไป?


    ท้าวสักกะทรงพรรณนาความสามารถในการขับเกวียนว่า      ?แม่นางพูดอะไร  คนที่รู้จักวิธีขับเกวียนได้ดีเหมือนตาไม่มีอีกแล้ว  แม่นางอย่ากลัวเลย ขึ้นนั่งบนเกวียนเถิด ตาจะพาแม่นางเดินทางสู่เมืองกาลจัมปากะอย่างปลอดภัย?


    เมื่อพระเทวีได้รับการเชื้อเชิญด้วยความจริงใจจากชายชราผู้ใจดีเช่นนั้น  ก็มีความยินดี  ด้วยอานุภาพแห่งพระโอรส ขณะที่พระเทวีจะเสด็จขึ้นเกวียน แผ่นดินได้นูนขึ้นจนจรดท้ายเกวียน ทำให้พระเทวีทรงก้าวขึ้นอย่างสบาย


    เมื่อประทับนั่งบนเกวียนแล้ว  พระเทวีทรงมั่นใจว่า  ผู้ที่ขับเกวียนนี้ต้องเป็นคนดีแน่ ด้วยอัธยาศัยไมตรี และการพูดจาก็ดูสุภาพทุกอย่าง จึงบรรทมบนพระแท่นสิริไสยาสน์อย่างวางพระทัย   และได้หยั่งลงสู่นิทรา  เพราะได้บรรทมบนแท่นอันเป็นทิพย์



    ท้าวสักกเทวราชแปลงทรงขับเกวียนมาไกลราว 30 โยชน์  จนถึงแม่น้ำสายหนึ่ง  จึงปลุกพระเทวีให้ตื่นขึ้นแล้วตรัสเชื้อเชิญ ให้พระนางลงจากเกวียนไปสรงสนานในแม่น้ำ 


    ในระหว่างนั้น ทรงนำผ้าเนื้อละเอียดที่เนรมิตไว้มามอบให้ผลัดเปลี่ยน  และเนรมิตอาหารที่ประณีตมามอบให้  พระนางได้เสวยอาหารนั้นด้วยความหิว จากนั้นก็บรรทมหลับต่อไปอีก ส่วนการเดินทางไปสู่นครกาลจำปากะของพระเทวีจะเป็นอย่างไร  โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 22:58:15 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 4

 


    จากตอนที่แล้ว กองทัพของพระโปลชนก ออกเดินทางเข้าสู่มิถิลานคร ใช้เวลาในคืนวันรุ่งขึ้นอีกครึ่งคืนก็เข้าเขตพระนคร จึงทรงให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกพระนคร พอรุ่งสางก็ตรัสสั่งให้ล้อมพระนครเอาไว้ พร้อมทั้งได้ส่งสารไปถวายพระเชษฐาว่า  ?เมื่อก่อนหม่อมฉันไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย   แต่บัดนี้  หม่อมฉันจะขอเป็นศัตรูหละ  เจ้าพี่จะมอบราชสมบัติให้แก่หม่อมฉันหรือจะรบจงรีบตอบมา?


    พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับสารของพระอนุชาแล้ว  ก็ทรงเรียกพระอัครมเหสีมา ตรัสบอกพระนางว่า การรบครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะชนะหรือจะแพ้  ถ้าหากเราประสบภัยเธอพึงรักษาครรภ์ไว้ให้ดี แล้วก็ยกทัพออกจากพระนคร  ทำการรบกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง


    ขณะที่รบกันอยู่อย่างสามารถ เพียงในวันแรกเท่านั้น  ทหารของพระโปลชนกก็ได้ใช้ธนูยิงพระเจ้าอริฏฐชนกราชถึงสิ้นพระชนม์บนคอช้างท่ามกลางสนามรบนั้นเอง


    เมื่อข้าราชบริพารของพระเจ้าอริฏฐชนกรู้ว่าพระราชาของตนสวรรคตแล้ว ก็ไม่มีใครคิดจะต่อสู้อีก จึงได้เปิดประตูเมืองให้กองทัพของพระโปลชนกเข้าสู่พระนครในวันนั้น  แล้วก็ได้จัดการอภิเษกให้พระโปลชนกครองราชสมบัติแทนพระเชษฐาของพระองค์สืบไป



    ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนกทรงรู้ว่าพระสวามีสิ้นพระชนม์แล้ว  จึงทรงปลอมเป็นหญิงชาวบ้าน รีบเสด็จออกจากพระนคร ทรงได้รับการอนุเคราะห์จากท้าวสักกะ ซึ่งทรงเนรมิตเกวียนแล้วทรงจำแลงพระองค์เป็นชายแก่ ขับเกวียนมารับพระนางไปสู่นครกาลจำปากะ


    ในเวลาเย็นวันนั้น ก็ลุถึงนครกาลจำปากะ พระเทวีทอดพระเนตรเห็นประตูหอรบและกำแพงพระนคร  จึงตรัสถามท้าวสักกะว่า  ?ท่านตา  เมืองนี้ชื่ออะไร? 
 
ท้าวสักกะตรัสตอบว่า  ?นครกาลจัมปากะ แม่นาง?


    พระเทวีตรัสค้านว่า  ?ท่านตา ท่านพูดอะไร นครกาลจำปากะอยู่ห่างจากนครของพวกเราถึง  60 โยชน์มิใช่หรือ? 
 
ท้าวสักกะตรัสว่า  ?ถูกแล้วแม่นาง  แต่ตารู้จักหนทางลัด จึงมาถึงเร็ว?



    แล้วท้าวสักกเทวราชก็ให้พระเทวีลงจากเกวียน  ณ  ที่ใกล้ประตูด้านทิศทักษิณ  ตรัสบอกว่า  ?แม่นาง บ้านของตาอยู่ข้างหน้า  แต่แม่นางจงเข้าไปสู่นครนี้เถิด? 
 
    ตรัสแล้วท้าวสักกะก็ขับเกวียนต่อไปเหมือนไปข้างหน้า  แล้วหายพระองค์กลับไปสู่ที่ประทับยังภพดาวดึงส์


    ส่วนพระเทวีก็เสด็จเข้าสู่ประตูพระนคร  เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดีเพราะไม่ทรงรู้จักใครเลย จึงประทับนั่งที่ศาลาพักร้อนแห่งหนึ่งตามลำพัง


    ขณะนั้น  มีพราหมณ์ชาวเมืองกาลจัมปากะผู้สอนมนต์คนหนึ่ง  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  มีลูกศิษย์เป็นชายหนุ่ม 500 คนแวดล้อม กำลังเดินไปเพื่ออาบน้ำที่ท่าน้ำผ่านมาที่ด้านหน้าศาลานั้น 



    พราหมณ์ท่านนี้ได้แลเห็นพระเทวี  ผู้มีพระรูปกายสมบูรณ์ทุกส่วน ประทับนั่งอยู่ที่ศาลาพักร้อนเพียงคนเดียว  เมื่อพินิจผิวกายก็ช่างละเอียดอ่อน ลักษณะของมือและเท้านั้นเรียวงาม ก็รู้ว่าหญิงผู้นี้เป็นผู้มีตระกูลสูงส่ง และเค้าหน้าอย่างนี้เธอคงไม่ใช่คนเมืองนี้แน่


    ด้วยอานุภาพแห่งบุญของพระโพธิสัตว์ผู้บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวี  เมื่อพราหมณ์มองเห็นพระเทวีเท่านั้น  จึงเกิดเมตตาราวกับว่าเป็นน้องสาวแท้ๆ  ของตน


    ได้ให้มาณพทั้งหมด  หยุดรออยู่ข้างนอกก่อน  ส่วนตนก็เข้าไปในศาลาตามลำพัง  ได้ไต่ถามการมาของพระนางว่า  ?น้องหญิง  แม่นางคงไม่ใช่คนถิ่นนี้ เธอมาจากเมืองไหนหรือ?


    พระเทวีได้ทอดพระเนตรพราหมณ์ซึ่งอยู่ในวัยกลางคนที่เข้ามาทักทายตนก็ดำริว่า ?พราหมณ์ผู้นี้ ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผย ดูภูมิฐาน นัยน์ตาเฉียบคมปานดังเหยี่ยว คงจะเป็นอาจารย์ของพวกคนหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านหลังนั้น จึงตรัสตอบไปว่า ?ฉันเป็นชาวเมืองมิถิลา หนีภัยสงครามมาจ้ะ?



    ?แม่นาง ฉันเป็นมหาพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์สอนศิลปะศาสตร์ให้แก่ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น กำลังจะไปอาบน้ำ ฉันดูลักษณะของเธอแล้ว เธอคงไม่ใช่หญิงชาวเมืองธรรมดาละกระมัง พอจะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเธอให้เราทราบได้หรือไม่?


    พระเทวีดำริว่า ชายผู้มีสายตาเฉียบคมผู้นี้ ดูเป็นคนเปิดเผย มีฐานะเป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย พอที่จะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเราได้ จึงตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดไห้ฟังว่า  ?ฉันเป็นอัครมเหสีของพระอริฏฐชนกราช  ผู้เป็นพระราชาของกรุงมิถิลา
 
    ...เมื่อสองวันก่อน พระองค์ได้ทำสงครามกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง แต่ทรงเสียทีแก่ข้าศึก ถูกทหารฝ่ายตรงข้ามยิงด้วยลูกธนูสิ้นพระชนม์ในสงคราม  ฉันกลัวภัยที่จะมาถึงตน จึงหนีมายังเมืองนี้ เพื่อรักษาครรภ์ไว้? 



    ?โอ จริงๆ ด้วย เธอเป็นถึงพระอัครมเหสี นี่พระนางทรงพระครรภ์ด้วยหรือนี่ หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยด้วย ที่แสดงอาการไม่สุภาพ?


    ?ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ?   ?แล้วพระเทวีจะไปที่ไหนต่อ พระเทวีทรงมีพระประยูรญาติอยู่ในเมืองนี้บ้างหรือไม่ละ?


    ?ฉันไม่รู้จะไปทางไหนเหมือนกัน เพราะไม่รู้จักใครในเมืองนี้เลย?



    มหาพราหมณ์นึกสงสารพระเทวียิ่งนัก จึงกล่าวว่า  ?ถ้าเช่นนั้น  พระเทวีอย่าทรงร้อนพระทัยไปเลย  หม่อมฉันชื่ออุทิจจพราหมณ์  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  หากไม่รังเกียจ  ขอเชิญพระเทวีไปพักอาศัยอยู่กับหม่อมฉันก่อนเถิด?


    แล้วมหาพราหมณ์ก็ออกอุบายว่า ?ขอให้พระนางทำตามคำแนะนำของหม่อมฉัน โดยหม่อมฉันขอตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งน้องสาว  เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของพระนางและพระโอรส


    ...หม่อมฉันจะให้บริวารคอยปฏิบัติดูแลพระนางเป็นอย่างดี  ขอให้พระนางเรียกหม่อมฉันว่าพี่ชายก็แล้วกัน  พระนางจงแสดงอาการร้องไห้ประดุจว่าได้มาพบพี่ชายที่จากกันมานานในบัดนี้เถิด?


    พระเทวีทรงเห็นว่าพราหมณ์อยู่ในฐานะที่พอจะเอาเป็นที่พึ่งได้ในยามยากเช่นนี้ จึงทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของพราหมณ์ทุกอย่าง  ทรงร้องไห้รำพรรณเรียกพราหมณ์ว่าพี่  แล้วทอดพระองค์ลงจับข้อเท้าของพราหมณ์  ทั้งสองต่างแสดงความรักและคิดถึงประดุจพี่น้องที่รักกันแต่ต้องจากกันไปเสียนาน


    ฝ่ายเหล่าลูกศิษย์ได้ยินเสียงของพราหมณ์และพระเทวีร้องให้  จึงพากันเข้าไปในศาลา  ถามว่า  ?ท่านอาจารย์  นางเป็นใครหรือขอรับ?



    พราหมณ์กล่าวด้วยอาการตื้นตันใจว่า ?ท่านทั้งหลาย  หญิงนี้เป็นน้องสาวของฉัน  เราถูกพรากจากกันตั้งแต่ครั้งยังเล็ก เพิ่งจะมาพบกันในวันนี้แหละ ฉันดีใจเหลือเกิน?


    พวกลูกศิษย์จึงแสดงความยินดีต่ออาจารย์  และได้ปวารณาว่า  ?ท่านอาจารย์โปรดวางใจเถิด   พวกเราจะช่วยกันดูแลน้องสาวของท่านเป็นอย่างดี  เสมือนกับเป็นมารดาของพวกเราเอง?


    พราหมณ์ได้ฟังคำปวารณาจากลูกศิษย์แล้ว ก็ปลื้มใจ  จึงสั่งลูกศิษย์ให้บอกพราหมณีว่า  หญิงนี้เป็นน้องสาวของเรา ให้ดูแลความสะดวกสบายด้วย  ส่วนว่า เรื่องราวของพระเทวีจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามในตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กรกฎาคม, 2552, 08:35:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 5

 


    จากตอนที่แล้ว พระอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก ทรงได้รับการอนุเคราะห์จากท้าวสักกเทวราช ให้เสด็จขึ้นประทับบนเกวียน แล้วนำเสด็จไปถึงนครกาลจัมปากะภายในเย็นวันนั้น 

    ส่วนพระเทวีก็เสด็จเข้าสู่ประตูพระนคร  เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดีเพราะไม่ทรงรู้จักใครเลย จึงประทับนั่งที่ศาลาพักร้อนแห่งหนึ่งตามลำพัง

    ขณะนั้น  มหาพราหมณ์ชาวเมืองกาลจัมปากะคนหนึ่ง  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  มีศิษย์หนุ่ม 500 คนแวดล้อม กำลังจะไปอาบน้ำที่ท่าน้ำผ่านมาที่ด้านหน้าศาลานั้น  เห็นพระนางประทับอยู่ในศาลาจึงเข้าไปซักถามว่า  ?น้องหญิง  แม่นางคงไม่ใช่คนถิ่นนี้ เธอมาจากเมืองไหนหรือ?

    พระเทวีได้ทอดพระเนตรพราหมณ์ และได้ทรงสนทนาด้วยก็รู้ว่า เป็นมหาพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์สอนศิลปะศาสตร์ให้แก่ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น ดูลักษณะสง่าผ่าเผยพอที่จะวางพระทัยได้ จึงค่อยๆ เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของพระนาง ได้ตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดไห้มหาพราหมณ์ทราบ

    มหาพราหมณ์นึกสงสารพระเทวียิ่งนัก จึงทูลเชิญพระเทวีไปพักอาศัยอยู่กับตน โดยออกอุบายตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งน้องสาว ซึ่งถูกพรากจากกันตั้งแต่ยังเล็กที่เพิ่งจะมาพบกัน เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้จักฐานะที่แท้จริงของพระเทวี ซึ่งพระนางก็ทรงยินยอมทำตามคำแนะนำของมหาพราหมณ์ทุกอย่าง

    เมื่อพระเทวีได้เสด็จไปบ้านของมหาพราหมณ์ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของมหาพราหมณ์ แม้นางพราหมณีจะมีความสงสัยอยู่บ้างว่า พราหมณ์ผู้เป็นสามีไม่เคยพูดถึงน้องสาวคนนี้เลย แต่ด้วยความเคารพสามี นางจึงไม่ได้ซักถามอะไรมาก

    ได้หาน้ำอุ่นมาให้พระนางสรงสนาน หาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มผืนใหม่มาเตรียมไว้ให้  จัดแจงข้าวปลาอาหารที่ประณีตมาให้เสวย และปูลาดที่บรรทมอย่างดีสำหรับพระเทวี
 
    ตั้งแต่นั้นมา พระเทวีก็ได้อยู่ในบ้านของพราหมณ์เรื่อยมา ทรงได้รับการดูแลจากภรรยาของพราหมณ์และเหล่าข้าทาสบริวารเป็นอย่างดี ทำให้พระนางพำนักอยู่อย่างมีความสุข


 
    จากนั้นไม่กี่เดือน พระเทวีก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง ได้ทรงขนานนามพระโอรสเหมือนพระเจ้าปู่ว่า มหาชนกกุมาร

    เมื่อพระราชกุมารเจริญวัย ทรงเป็นผู้มีพละกำลังมาก ได้เล่นกับพวกเด็กๆ ในวัยเดียวกัน เด็กคนไหนรบกวนทำให้พระราชกุมารขัดเคือง พระองค์ก็จะทุบตีเด็กเหล่านั้น

    พวกเด็กๆ เหล่าอื่นเมื่อสู้พละกำลังพระราชกุมารไม่ได้ ก็ร้องไห้เสียงดัง และพูดจาถากถางว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย ไอ้ลูกแม่หม้าย?

    เมื่อพวกเด็กเหล่านั้นร้องไห้กลับไปหาบิดามารดาของตัว ถูกถามว่า ?ไปทะเลาะกับใครมา? ก็บอกว่า ?ลูกแม่หม้ายมันตีเอา?

    ส่วนพระราชกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถาง ว่า เป็นลูกแม่หม้ายบ่อยๆ เข้า ก็ทรงแค้นพระทัย ดำริว่า ?ก็พ่อของเราคือมหาพราหมณ์ เป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย แม่ของเราก็บอกอย่างนั้น แต่เด็กพวกนี้ทำไมมาพูดอย่างนี้?



    จึงกลับไปยังเรือนของมหาพราหมณ์ ทูลถามพระมารดาว่า  ?แม่จ๋า ใครกันแน่เป็นพ่อของฉัน ทำไมเด็กพวกนั้นจึงชอบเยอะเย้ยฉันว่า  เป็นลูกแม่หม้ายนัก?
 
    เนื่องจากพระนางทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก จึงปกปิดความจริงเอาไว้ ได้ตรัสลวงว่า ?ก็มหาพราหมณ์นะซิจ้ะ เป็นพ่อของลูก?

    วันรุ่งขึ้น พระกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถางอีกว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย? จึงตรัสว่า ?พ่อเราเป็นมหาพราหมณ์ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว พวกเจ้าอย่ามาเรียกเราว่าเป็นลูกแม่หม้ายอีกเป็นอันขาด?
 
    พวกเด็กที่โตกว่าจึงบอกว่า ?แม่ของเจ้าเป็นน้องสาวของท่านพราหมณ์ นางตั้งท้องมาจากที่ไหนไม่มีใครรู้ ท่านพราหมณ์เป็นลุงของเจ้าต่างหาก?

    พระราชกุมารได้ทรงสดับดังนั้นก็รู้สึกสับสน ดำริว่า ?ท่านพราหมณ์ไม่ใช่บิดาของเราหรือนี่ แล้วใครละเป็นบิดาของเรากันแน่ เราจะต้องถามมารดาให้รู้ความจริงให้ได้?

    วันหนึ่ง ในขณะที่พระราชกุมารทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของมารดาอยู่นั้น ได้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามว่า  ?แม่จงบอกความจริงแก่ฉัน ใครเป็นพ่อของฉันกันแน่  ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจะกัดถันของแม่ให้ขาดเดี๋ยวนี้?
 
    พระนางรู้ว่าพระโอรสเป็นผู้ที่พูดจริงทำจริง และเห็นว่าคงไม่สามารถปกปิดความจริงได้ต่อไปอีกแล้ว  จึงตรัสบอกว่า  ?ลูกรัก ลูกเป็นโอรสของพระเจ้าอริฎฐชนก เป็นพระราชาครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลา
 
    พระบิดาของลูกถูกพระโปลชนก ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเจ้าอาของลูก ยกทัพมาแย่งชิงเอาราชสมบัติไป ทั้งยังได้ปลงพระชนม์พระบิดาของลูกตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์     
 
    แม่ตั้งใจรักษาตัวลูกเอาไว้ จึงหนีภัยมาอาศัยอยู่กับท่านพราหมณ์ที่พระนครนี้     โดยท่านรับแม่เอาไว้ในฐานะของน้องสาว เพื่อไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของเราทั้งสอง?
 
     จากนั้น พระเทวีก็ทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระราชกุมารทรงสดับ และสั่งสอนว่า ?ลูกรัก ลูกจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี จงฝึกฝนตนเองในทุกด้านต่อไปในภายหน้า ลูกจงหาทางกลับไปครองราชย์ในกรุงมิถิลา ยึดเอาราชสมบัติของพระบิดาของลูกกลับมาให้จงได้?

    เมื่อพระราชกุมารทราบความจริงทั้งหมด ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้  ตั้งแต่นั้นมา เมื่อพระองค์ทรงเล่นกับเพื่อนๆ ด้วยกัน แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกหญิงหม้าย ก็ไม่โกรธอีก

    นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีน้ำพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคน ทรงพยายามทำความดีตอบแต่เพียงอย่างเดียวต่อมาไม่นานก็ทรงเป็นที่ยอมรับของเด็กๆ ทั้งหลาย และเป็นที่รักของเพื่อนๆ  ทุกคน



    ครั้นทรงเจริญวัยขึ้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ ทรงเรียนไตรเพทจนชำนาญ  เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ก็เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จนเป็นที่ยอมรับของครูอาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสำนักทุกคน
 
    ส่วนเหตุการณ์ข้างหน้า ที่พระราชกุมารทรงมีเป้าหมายว่า จะต้องไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้นั้น ซึ่งบัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงทำตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้  แล้วพระองค์จะมีวิธีการอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2552, 00:41:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 6




    จากตอนที่แล้ว พระเทวีได้เสด็จไปอาศัยอยู่ในบ้านของมหาพราหมณ์ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของมหาพราหมณ์ และเหล่าข้าทาสบริวารเป็นอย่างดี ทำให้พระนางพำนักอยู่อย่างมีความสุข 

    จากนั้นไม่นาน พระนางก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง ได้ทรงขนานนามพระโอรสเหมือนพระเจ้าปู่ว่า มหาชนกกุมาร เมื่อทรงเจริญวัยก็ทรงเป็นผู้มีพละกำลังมาก ยามที่ทรงทะเลาะกับเด็กๆ เหล่าอื่น เมื่อพวกเขาสู้เรี่ยวแรงของพระองค์ไม่ได้ก็จะใช้วาจาถากถางว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย ?

    ส่วนพระราชกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถางบ่อยเข้า ก็ดำริว่า ?พ่อของเราคือมหาพราหมณ์ แต่เด็กพวกนี้ชอบว่าเรา ว่าเป็นลูกแม่หม้าย แล้วใครคือพ่อของเรากันแน่? จึงกลับมาทูลถามพระมารดา แรกๆ พระนางก็ตรัสลวงว่า มหาพราหมณ์เป็นพ่อของลูก 

    แต่ต่อมา พระราชกุมารก็ทรงรู้เรื่องจากผู้อื่นว่า ท่านพราหมณ์ไม่ใช่พ่อของพระองค์ วันหนึ่ง ในขณะที่ ทรงดื่มน้ำนมอยู่ จึงได้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามความจริง พระเทวีเมื่อไม่อาจปกปิดต่อไปอีก จึงตรัสเล่าความจริงให้ทรงฟังทั้งหมด 



    เมื่อพระราชกุมารทราบความจริงทั้งหมดแล้ว ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้ ครั้นทรงเจริญวัยขึ้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ก็เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จนเป็นที่ยอมรับของครูอาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสำนักทุกคน

    จากนั้น พระราชกุมารทรงดำริว่า ?ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องไปยึดราชสมบัติซึ่งเป็นของพระราชบิดาคืน?
 
    จึงเข้าไปถามพระมารดาว่า ?เสด็จแม่  แม่มีทรัพย์ที่นำติดตัวมาด้วยบ้างไหม หม่อมฉันจะนำไปลงทุนค้าขายให้ได้ทรัพย์เพิ่มขึ้น แล้วจะได้ชิงเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระบิดากลับคืนมา?

    ฝ่ายพระมารดาตรัสตอบว่า ?ลูกรัก แม่มีทรัพย์ติดตัวมาจำนวนหนึ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร แก้วทั้งสามดวงนี้  แต่ละดวงมีมูลค่าพอที่จะใช้เป็นทุนสร้างกองทัพ เพื่อยึดเอาราชสมบัติกลับคืนมาได้ทั้งนั้น ลูกอย่าได้คิดทำการค้าขายเลย?

    พระโอรสทูลว่า ?เสด็จแม่ หม่อมฉันขอรับเพียงครึ่งเดียวก็พอ  หม่อมฉันจะออกเดินทางไปเมืองสุวรรณภูมิเพื่อทำการค้าก่อน เมื่อได้ทรัพย์จำนวนมากพอแล้ว จะได้ชุมนุมพลเพื่อชิงราชสมบัติคืน?



    เมื่อได้ทรัพย์จากพระมารดาแล้ว จึงทรงแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นทุน แล้วนำไปซื้อสินค้าจำนวนมาก ขนขึ้นเรือพร้อมกับพวกพ่อค้าที่จะเดินทางไปสุวรรณภูมิ

    แล้วก็กลับมากราบลาพระมารดาว่า ?เสด็จแม่ หม่อมฉันได้แปลงสินทรัพย์ที่แม่ให้มานั้นเป็นสินค้า และได้ขนขึ้นเรือพร้อมแล้ว พรุ่งนี้ลูกจะออกทะเล เพื่อไปค้าขายโดยมีจุดหมายคือเมืองสุวรรณภูมิ ไม่นานนักลูกจะกลับมา ขอให้เสด็จแม่ทรงถนอมสุขภาพด้วย?

    ด้วยความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย พระเทวีจึงตรัสห้ามว่า ?ลูกรัก ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร สำเร็จประโยชน์น้อย มีอันตรายมาก อย่าไปเลย ทรัพย์ของลูกที่มีอยู่ ก็มากพอแล้วที่จะใช้ชิงเอาราชสมบัติคืน แม่เคยเห็นเรือใหญ่ที่ออกสู่มหาสมุทรแล้วสูญหายไปไม่กลับมามากแล้ว อย่าไปเลยนะลูก มันอันตราย?

    แม้พระมารดาจะตรัสทัดทานอย่างไรก็ตาม พระโอรสก็ยังทรงยืนกรานที่จะไปค้าขายให้ได้ โดยมุ่งที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนแต่เพียงอย่างเดียว มิได้ทรงเฉลียวใจถึงความห่วงใยของพระมารดาว่ามีมากมายเพียงไร


 
    ทั้งมิได้ทรงรู้ถึงความสังหรณ์พระทัยของพระมารดาเลย ว่าที่ทรงห้ามนั้นด้วยทรงหวั่นพระทัยว่าจะมีภัยมาถึงบุตร เมื่อใกล้เวลาเรือจะออกจากท่าก็ทรงกราบลาพระมารดา และยังคงตรัสให้สัญญาว่า ?ขอให้เสด็จแม่คอยลูกอยู่ที่นี่ ไม่นานนักลูกจะกลับมา? เมื่อทรงล่ำลาพระมารดาเสร็จแล้ว ก็รีบออกเดินทาง


    คำของมารดานั้น มีความหนักแน่นประดุจขุนเขา ที่บุตรไม่ควรจะฟังเพียงผ่านๆ แต่ควรตระหนักไว้ในใจเสมอ เพราะมารดานั้นมีความรักและห่วงใยต่อบุตรเทียบด้วยชีวิตของตน จึงควรเคารพเชื่อฟังด้วยดี


 
    มีภาษิตที่สัตบุรุษทั้งหลายได้กล่าวไว้ ถึงความพิเศษของมารดาบิดาที่มีต่อบุตรถึง 4 ประการ คือ
 
ประการที่ 1 มารดาบิดาเปรียบเสมือนเป็นพรหมของบุตร เพราะท่านมีคุณธรรมต่อบุตรเสมอกับพระพรหม   คือ พระพรหมนั้นย่อมมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไปในทิศทั้ง 4 ฉันใด มารดาก็มีพรหมวิหารธรรมทั้ง 4 ต่อบุตรของตน เสมอกันกับพระพรหมฉันนั้น

ประการที่ 2 มารดานั้นเป็นบุรพเทพ คือเป็นเทวดาของบุตรก่อนเทวดาองค์ใดทั้งหมด เหล่าเทวดาย่อมปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งหลายฉันใด มารดาก็ย่อมมีความปรารถนาดีต่อบุตร หวังให้บุตรปราศจากโรคภัยทั้งผอง ต้องการให้บุตรมีความเจริญรุ่งเรืองแต่เพียงฝ่ายเดียว ฉันนั้น

 
ประการที่ 3 มารดานั้นเป็นบุรพาจารย์ คือเป็นอาจารย์ของบุตรก่อนอาจารย์คนใดทั้งหมด เพราะท่านสอนบุตรก่อนใคร สอนให้นั่ง สอนให้ยืน สอนให้เดิน สอนให้เคี้ยว ดื่ม กิน คนนี้เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง อย่างนี้ควรทำ อย่างนี้ไม่ควรทำ

 
ประการที่ 4 มารดาเป็นอาหุไนยบุคคล คือบุคคลที่บุตรควรนำข้าวของมาสักการบูชา ผู้ที่หวังความเจริญรุ่งเรืองย่อมกระทำสักการะต่อเทวดาทั้งหลาย แต่ที่จริงแล้ว มารดานั่นแหละที่บุตรควรบูชาสักการะก่อนกว่าเทวดาองค์ใด

    พระโพธสัตว์ทั้งหลายนั้น แม้ท่านจะมีปัญญาที่สั่งสมมาดีข้ามชาติก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับกัลยาณมิตรและสภาพแวดล้อมในชาตินั้นๆ ด้วย ที่จะชี้บอกทางดำเนินชีวิต ประดุจเข็มทิศชี้ว่าควรจะเดินไปสู่ทิศทางใด

    กล่าวถึงพระเจ้าโปลชนกที่ครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลานั้นเล่า ในวันที่พระมหาชนกออกเดินทาง ก็ทรงเกิดประชวรขึ้นมา แม้หมอหลวงจะช่วยกันเยียวยาอย่างไร ก็ไม่สามารถให้ทรงหายเป็นปกติได้



    ส่วนพระโพธิสัตว์และพวกพ่อค้าประมาณ ๗๐๐ คน  ครั้นอำลาครอบครัวและหมู่ญาติเรียบร้อยแล้ว  ก็ขึ้นเรือออกเดินทางทันที  เรือลำใหญ่ได้กางใบแล่นไปในมหาสมุทรสิ้นเวลา ๖ วัน ก็ยังคงแล่นต่อไปตามปกติ

    แต่พอถึงวันที่ ๗ เมื่อเรือแล่นไปได้ประมาณ ๗๐๐ โยชน์ ก็ประสบกับพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ๆ แม้พวกลูกเรือจะลดใบเรือลงแล้ว แต่เรือก็ยังคงแล่นไปด้วยกำลังลมและคลื่น

    เมื่อสีข้างเรือถูกคลื่นลูกใหญ่ๆ ซัดหนักๆ เข้า ก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว แผ่นกระดานได้ปริแตกออกจากกัน  ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในเรือ   ในที่สุดเรือก็แตก แล้วค่อยๆ จมลงท่ามกลางมหาสมุทร

    พวกพ่อค้าทั้ง ๗๐๐ คน เมื่อเรือแตกแล้ว รู้ว่าจะตนเองต้องจมน้ำตายอย่างแน่นอน  ก็หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัย  แสดงกิริยาต่างๆ กัน บ้างก็ร้องไห้คร่ำครวญ บ้างก็กราบไหว้อ้อนวอนต่อเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือ 

    แต่พระมหาชนกไม่ทรงกันแสง และก็ไม่ไหว้เทวดาตนใดทั้งสิ้น พระองค์ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยแม้แต่น้อย  ทรงมองข้ามความตายมุ่งเป้าหมายไปที่ความสำเร็จ  ที่จะยึดเอาราชสมบัติคืนมาให้ได้
 
    ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นท่านจะมีกำลังใจเต็มเปี่ยม มีความเพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้เสมอ แม้เรือจะอับปางลงท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่ทรงหวาดหวั่นต่อสิ่งใด  ยังทรงมีเป้าหมายมั่นคงเช่นเดิม ส่วนเมื่อเรือจมแล้ว ท่านจะช่วยเหลือตัวของท่านเองอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2552, 07:23:45 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 7

 

    จากตอนที่แล้ว พระราชกุมารทรงเข้าไปขอทรัพย์จากพระมารดา เพื่อที่จะนำไปลงทุนค้าขาย แล้วจะได้ชิงเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระราชบิดากลับคืนมา พระมารดาก็ทรงมอบแก้วสำคัญที่มีค่ามากให้ 3 ดวง แต่ได้ตรัสห้ามว่า ทรัพย์ที่แม่มีนี้ก็มากพอที่จะใช้ชิงราชสมบัติคืน ขอลูกอย่าได้คิดทำการค้าขายเลย


    พระโอรสแม้จะถูกพระมารดาตรัสทัดทาน ก็ไม่ทรงเปลี่ยนพระทัย เมื่อได้ทรัพย์จากพระมารดาแล้ว จึงทรงแปลงสินทรัพย์นั้นให้เป็นต้นทุน แล้วนำไปซื้อสินค้าจำนวนมาก ขนขึ้นเรือพร้อมกับพวกพ่อค้า


    มิได้ทรงรู้ถึงความสังหรณ์พระทัยของพระมารดาเลย ว่าจะมีภัยมาถึงตน เมื่อใกล้เวลาเรือจะออกจากท่าก็ทรงกราบลาพระมารดา และตรัสให้สัญญาว่า ?ไม่นานนักลูกจะกลับมา? เมื่อทรงล่ำลาพระมารดาเสร็จแล้ว ก็รีบออกเดินทางทันที



    เมื่อถึงวันที่ ๗ ของการเดินทาง เรือก็ประสบกับพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ๆ เมื่อสีข้างเรือถูกคลื่นลูกใหญ่ๆ ซัดหนักๆ เข้า ก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว แผ่นกระดานได้ปริแตกออกจากกัน  ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในเรือ   ในที่สุดเรือก็แตก แล้วค่อยๆ จมลงท่ามกลางมหาสมุทร


    พวกพ่อค้าทั้ง ๗๐๐ คน เมื่อเรือแตกแล้ว ก็รู้ว่าตนเองต้องจมน้ำตายอย่างแน่นอน  ก็เกิดหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัย  แสดงกิริยาต่างๆ กัน บ้างก็ร้องไห้คร่ำครวญ บ้างก็กราบไหว้อ้อนวอนต่อเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือ 



    ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่า เรือจะต้องอับปางลงแน่นอนก็มิได้ทรงหวั่นไหว ทรงเตรียมคลุกน้ำตาลกรวดกับเนย แล้วเสวยจนอิ่ม


    จากนั้นก็นำผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนำมานุ่งห่มปกปิดผิวหนังให้มั่น เพื่อไม่ให้ถูกน้ำทะเลกัดผิว แล้วจึงประทับยืนเกาะเสากระโดง จากนั้นก็ทรงปีนขึ้นไปประทับยืนบนยอดเสากระโดงนั้น


    ในเวลาเรือจมลง พวกพ่อค้าบางพวกถูกกระแสน้ำดูดลง จมน้ำตายภายใต้ท้องมหาสมุทรพร้อมกับเรือ



    บางพวกก็พ้นจากแรงดูดของน้ำได้ แต่เมื่อหมดเรี่ยวแรงที่จะว่ายต่อไป ก็จมน้ำตายกลายเป็นอาหารของปลาและเต่า ไม่มีใครสักคนที่สามารถรอดพ้นจากความตายได้
 
    มีเพียงพระมหาชนกเท่านั้น ที่ทรงตั้งสติมั่น ได้กำหนดทิศที่ตั้งของเมืองมิถิลา แล้วก็กระโดดจากยอดเสากระโดงไปทางทิศนั้น ข้ามพ้นฝูงปลาร้ายไปตกอยู่ในที่ไกลจากเรือ เพราะพระองค์มีพละกำลังมาก จึงทำให้ทรงพ้นจากแรงดึงดูดของน้ำในขณะที่เรือจม


    ในวันเดียวกันนี้เอง พระเจ้าโปลชนกราชก็ได้สวรรคต โดยปราศจากรัชทายาทผู้เหมาะสมที่จะมาสืบทอดราชสมบัติต่อได้



    ส่วนพระมหาชนกนั้น เมื่อทรงพ้นจากรัศมีการดึงดูดของน้ำและสัตว์ร้ายได้แล้ว ก็ทรงแหวกว่ายลอยคอเหมือนกับท่อนกล้วย ที่ล่องลอยอยู่ในคลื่นมหาสมุทร ท่านได้เพียรว่ายเพื่อจะข้ามข้ามมหาสมุทรด้วยกำลังแขนอยู่ถึง ๗ วัน
 
    แม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยสักเพียงไหน ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่เมื่อทรงนึกถึงเป้าหมายคือราชสมบัติที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ก็เกิดกำลังใจขึ้นมาได้ทรงว่ายต่อไปแม้จะทรงมองไม่เห็นฝั่ง


    วิสัยของพระบรมโพธิสัตว์นั้น เป็นผู้มีความเพียรไม่ลดละ ไม่ทรงท้อถอยในการทำความเพียร แม้จะรู้ว่าบางครั้งสิ่งที่ทุ่มเทลงไปอาจไร้ผล  แต่ถ้าเป็นความเพียรที่ไม่มีโทษก็จะทรงทำต่อไป


    ยิ่งเมื่อทรงเห็นว่าความเพียรนั้น เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจะเกิดประโยชน์ใหญ่ ก็จะไม่ยอมหยุดยั้งความเพียรนั้นเป็นอันขาด  แม้หากจะต้องพลีด้วยชีวิต ก็ทรงยอมอุทิศให้ เพราะอย่างน้อยก็จะเป็นต้นแบบแห่งความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทำให้อนุชนรุ่นหลังเกิดกำลังใจในการทำความเพียรตามพระองค์ไป


    อีกทั้งความเพียรนี้ จะกลายเป็นผังสำเร็จติดตัวพระองค์ไปข้ามชาติ เป็นผังของผู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่เคยหมดอาลัยในชีวิต แต่เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและพลังใจไม่สิ้นสุด ปัญหาจะหนักหนาสักแค่ไหน ก็จะมีแต่คำว่า  ?ทำได้? และ ?สำเร็จ? อยู่ในพระหฤทัยเสมอ


    พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเรื่อยมา เพราะท่านเป็นผู้เลิศด้วยความเพียร เหมือนดังเรื่องของมหาชนกผู้เพียรว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่นี้ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง แต่จิตใจยังเปี่ยมด้วยพลังแห่งความหวัง ว่าสักวันหนึ่งจะต้องว่ายข้ามให้ถึงฝั่งให้ได้


    พระมหาชนกนั้น เมื่อทรงว่ายมาถึงวันที่ ๗  ทรงสังเกตเห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็ทรงรู้ว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงใช้น้ำเค็มบ้วนพระโอษฐ์ ทรงสมาทานอุโบสถศีลด้วยใจที่ตั้งมั่น แล้วก็ว่ายน้ำต่อไป โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากในมหาสมุทรเลย


    ในสมัยนั้น ท้าวโลกบาลทั้งสี่ได้ทรงมอบหมายให้เทพธิดาชื่อมณีเมขลา เป็นผู้คอยให้ความคุ้มครองมนุษย์ผู้มีคุณธรรม มีการบำรุงบิดามารดาเป็นต้น ว่าอย่าให้ได้รับอันตราย เพราะเป็นผู้ที่ไม่สมควรจะตายในมหาสมุทร


    เนื่องจากวันที่ผ่านมา นางมณีเมขลาได้เพลิดเพลินอยู่ด้วยการเสวยทิพยสมบัติ จึงไม่ได้มาตรวจตรามหาสมุทรนานถึง ๗ วัน
 
    เมื่อนางนึกขึ้นได้ก็คิดว่า ?วันนี้เป็นวันที่ ๗ ที่เรามิได้ตรวจตรามหาสมุทร มีเหตุอะไรเกิดขึ้นบ้างหนอ?  เมื่อนางตรวจดูก็เห็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ กำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางมหาสมุทรตามลำพัง


    จึงคิดว่า  ?ถ้ามหาชนกกุมารสิ้นพระชนม์ในมหาสมุทร เราจะมีความผิดอย่างมหันต์ อาจหมดสิทธิ์ที่จะเข้าสู่เทวสมาคม?
 
    คิดฉะนี้แล้ว ก็รีบเหาะมาสถิตอยู่ในอากาศ เหนือท้องมหาสมุทรตรงที่พระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่


    นางเกิดความอัศจรรย์ใจ และสงสัยว่าคนทั้งหลายเขาจมน้ำตายกันไปหมดแล้ว แต่ทำไมพระองค์ยังคงว่ายต่อไปแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง



    จึงเปล่งเสียงให้พระโพธิสัตว์ทรงได้ยิน แล้วถามว่า  ?ใครหนอ แม้จะแลไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้?


    พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ?เราแหวกว่ายอยู่ถึง ๗ วัน เข้าวันนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นใครสักคนเลย ใครหนอมาพูดกับเรา? 


    เมื่อทรงมองขึ้นไปเบื้องบน ก็ทรงเห็นเทพธิดามณีเมขลาสถิตอยู่ในอากาศ  จึงตรัสตอบว่า  ?ดูก่อนเทพธิดา เราไตร่ตรองเห็นข้อปฏิบัติประจำโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เรายังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
 
    ขึ้นชื่อว่าความเพียรที่ไม่มีโทษ เมื่อบุรุษพากเพียรไปย่อมไม่เสียหาย ย่อมให้ดำรงอยู่ในความสุขได้   ถึงแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะพยายามเรื่อยไป หากไม่ทำความเพียรแล้วจะพบความสำเร็จได้อย่างไร? เมื่อนางเทพธิดามณีเมฆขลาได้ฟังพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนั้น ก็รู้สึกชื่นชมในความเพียรพยายามของพระองค์ แต่นางจะรีบช่วยพระโพธิสัตว์ในทันทีหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 05 กรกฎาคม, 2552, 22:41:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 8

 


    จากตอนที่แล้วพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่า เรือจะต้องอับปางแน่นอน จึงได้รีบเสวยน้ำตาลกรวดคลุกกับเนยจนอิ่ม จากนั้นก็นำผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งให้กระชับ ประทับยืนเกาะเสากระโดง แล้วก็ทรงปีนขึ้นไปประทับยืนบนยอดเสากระโดงนั้น



    ในเวลาเรือจมลง ก็ทรงกำหนดทิศที่ตั้งของเมืองมิถิลา แล้วก็กระโดดจากยอดเสากระโดงไปทางทิศนั้น ข้ามพ้นฝูงปลาร้ายไปตกอยู่ในที่ไกลจากเรือ



    พระมหาชนกนั้น ทรงเพียรแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร จนถึงวันที่ ๗ ได้ทรงสังเกตเห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็ทรงรู้ว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงใช้น้ำทะเลบ้วนพระโอษฐ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีล



ในวันนั้น นางมณีเมขลาได้มาตรวจตรามหาสมุทร  ก็เห็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ กำลังทรงแหวกว่ายอยู่กลางมหาสมุทรจึงคิดว่า  ?ถ้าพระมหาชนกสิ้นพระชนม์ในมหาสมุทร เราจะมีความผิดอย่างมหันต์?  จึงรีบเหาะมาสถิตอยู่ในอากาศ เหนือท้องมหาสมุทรตรงที่พระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่



    นางเกิดความอัศจรรย์ใจ ว่าแม้ฝั่งก็มองไม่เห็น แล้วพระองค์จะว่ายไปทำไม จึงถามว่า  ?ใครหนอ แม้จะแลไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้?พระโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบว่า  ?เราเห็นปฏิปทาของโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร จึงพยายามเรื่อยไป หากไม่พากเพียรแล้วจะพบความสำเร็จได้อย่างไร?



    นางมณีเมขลาได้ฟังความตั้งใจอันแน่วแน่ของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็อัศจรรย์ เกิดกำลังใจใคร่จะฟังธรรมมากพระโพธิสัตว์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงถามต่ออีกว่า ?มหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้  แม้ฝั่งก็ไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านทำไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่ทันถึงฝั่งท่านก็จะต้องตายอย่างแน่นอน ท่านจะเพียรพยายามไปทำไมกัน?


    พระมหาชนกตรัสว่า ?ท่านพูดอะไรอย่างนั้น เราทำความพยายาม แม้จะตายก็พ้นคำครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ได้ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ กับทั้งบิดามารดาและเทวดา  อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง  ดูก่อนเทพธิดา บุคคลเมื่อทำความเพียร แม้จะตายก็ไม่เป็นหนี้  ย่อมไม่ถูกติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ แม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญ?


เทพธิดากล่าวแย้งว่า ?ท่านมหาบุรุษ การงานอันใด แม้ทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว  ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การงานนั้นก็นับว่าไร้ผล เป็นความสูญเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์      การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรจนตัวเองต้องตาย  ความพยายามนั้นจะมีประโยชน์อะไร?


    พระมหาชนกได้สดับแล้ว เมื่อจะทรงยืนยันว่าความเพียรเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ชีวิตจะวอดวายไปก็ตาม จึงตรัสต่อไปว่า  ?ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้ ถ้าผู้นั้นละความเพียรนั้นเสีย ก็ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน  พึงรู้เถิดว่า นั่นเป็นผลแห่งความเกียจคร้านโดยแท้ 
 
    ดูก่อนเทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ มองเห็นผลแห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย   ไม่ว่าการงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม 
 
    ดูก่อนเทพธิดา ท่านก็เห็นประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมลงในมหาสมุทรหมดแล้ว มีแต่เราคนเดียวยังว่ายอยู่ ก็เพราะความเพียรพยายามนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นท่านซึ่งมาสถิตอยู่ใกล้ๆ  เรานั้นจักพยายามอย่างสุดความสามารถ จะทำความเพียรที่บุรุษควรทำ  เพื่อไปถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรนี้ให้จงได้?
 
    เทพธิดาได้สดับพระวาจาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของพระโพธิสัตว์ ก็รู้สึกอัศจรรย์ในหัวใจที่ปราศจากความย่อท้อของพระมหาชนก นึกเลื่อมใสในคำภาษิตของพระองค



    จึงกล่าวสรรเสริญ พร้อมทั้งเชื้อเชิญให้ขึ้นจากมหาสมุทรว่า  ?ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ  ไม่ยอมจมลงในห้วงมหรรณพซึ่งกว้างใหญ่ประมาณมิได้เห็นปานนี้  ท่านนั้นจงไปยังสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด?


    เราจะเห็นได้ว่า ผู้มีความเพียรอย่างแท้จริงนั้น แม้ทอดสายตาออกไป จะไม่เห็นขอบฝั่งแห่งทะเล  แต่จิตใจของท่านก็ไม่ท้อแท้ เมื่อรู้ว่าทะเลย่อมมีฝั่ง จึงคิดแต่จะว่ายไปให้ถึงฝั่งให้ได้ 


    เมื่อเรี่ยวแรงยังไม่สิ้นสุด ท่านก็จะไม่หยุดยั้งในการทำความเพียร เพราะผู้ที่มีความเพียรแม้จะไม่สำเร็จก็ย่อมได้รับการสรรเสริญ


    ท่านทั้งหลาย คงได้ทราบถึงหัวใจที่กว้างใหญ่เกินฟ้าครอบของพระโพธิสัตว์กันแล้ว ว่าจะไม่ยอมหยุดทำความเพียรจนกว่าจะถึงเป้าหมาย  แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต ซึ่งเมื่อนางมณีเมขลาได้ฟังถ้อยคำที่มุ่งมั่นของท่านแล้ว ก็ได้กล่าวสรรเสริญ



    เทพธิดาได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านประสงค์จะไปในที่ใด เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสว่า มิถิลานคร นางจึงได้อุ้มพระมหาชนกโพธิสัตว์ขึ้นจากน้ำ โดยใช้แขนทั้งสองประคองให้นอนแนบทรวง พาเหาะไปในอากาศเหมือนมารดาอุ้มบุตรอันเป็นที่รัก ฉะนั้น
 
    ขณะนั้น พระโพธิสัตว์มีผิวกายซูบซีดเศร้าหมองเปื่อยยุ่ย เพราะทรงแช่อยู่ในน้ำทะเลตลอด ๗ วัน ครั้นได้รับสัมผัสอันเป็นทิพย์ที่อบอุ่นนุ่มนวลของนางเทพธิดา ร่างกายก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้บรรทมหลับไปอย่างมีความสุข 


    นางมณีเมขลาได้นำพระมหาชนกไปถึงมิถิลานคร ให้บรรทมบนแผ่นมงคลศิลาในสวนมะม่วงโดยคลุมผ้าไว้ และมอบให้ภุมเทวดาในสวนอารักขาต่อไป แล้วจึงกลับไปสู่ที่อยู่ของตน



    ส่วนพระโปลชนกราช ซึ่งบัดนี้ได้เสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์ไม่มีพระโอรสสืบราชบัลลังก์  มีแต่พระราชธิดาพระองค์หนึ่งพระนามว่าสีวลีเทวี  เป็นหญิงฉลาดเฉียบแหลม
 
    พวกอำมาตย์ได้ทูลถามพระเจ้าโปลชนกราชในขณะบรรทมอยู่บนพระแท่นก่อนจะสวรรคตว่า  ?เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว เหล่าข้าพระบาทจักถวายราชสมบัติแก่ใคร?


    พระราชาตรัสว่า  ?บุคคลใดสามารถทำให้สีวลีเทวีพอใจได้ หรือผู้ใดสามารถรู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมของเราได้ ก็จงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้นั้น  ผู้ใดสามารถยกสหัสสถามธนู(สะ หัส สะ ถา มะ ธะ นู)ซึ่งมีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้ หรือผู้ใดนำขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ แห่งออกมาได้  ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้นั้นเถิด?
 
    ส่วนปริศนาแห่งขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมเหล่านั้นจะมีรายละเอียดอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 07 กรกฎาคม, 2552, 17:28:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 9


 
    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงยืนยันว่า เป็นลูกผู้ชายควรพยายามเรื่อยไป หากพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ ส่วนนางเทพธิดาก็ได้กล่าวแย้งว่า ?การงานอันใด แม้ทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว  ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การงานนั้นก็นับว่าไร้ผล เป็นความสูญเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์?


    พระมหาชนกได้กล่าวแก้ว่า ?ถ้าเราละความเพียรเสีย ก็ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน ผลก็คือต้องกลายเป็นคนเกียจคร้าน ท่านก็ประจักษ์แล้วมิใช่หรือ ว่าคนอื่นๆ พากันจมในมหาสมุทรหมดแล้ว เราคนเดียวยังว่ายอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นท่านซึ่งมาสถิตอยู่ใกล้ๆ 


    เทพธิดาได้สดับพระดำรัสของพระมหาชนก ก็นึกเลื่อมใสในภาษิตของพระองค์ ได้อุ้มพระมหาชนกโพธิสัตว์ขึ้นจากน้ำ นำไปสู่มิถิลานครให้บรรทมบนแผ่นมงคลศิลาในพระราชอุทยานโดยคลุมผ้าไว้ แล้วได้มอบให้ภุมเทวดาในที่นั้นอารักขาต่อไป


    ส่วนพระเจ้าโปลชนกผู้ครองกรุงมิถิลา ก่อนจะสวรรคตได้ตรัสบอกคุณลักษณะของผู้ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ คือ
 
 
 
 
 
ข้อที่ 1 ต้องสามารถทำให้พระราชธิดาทรงพอพระทัย

ข้อที่ 2 ต้องรู้หัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม
 
ข้อที่ 3 สามารถยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกได้
 
ข้อที่ 4 ต้องสามารถไขปริศนาที่ตั้งแห่งขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่ง ดังนี้ คือ

ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น
ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก
ขุมทรัพย์ภายใน 
ขุมทรัพย์ภายนอก
ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก 
ขุมทรัพย์ขาขึ้น 
ขุมทรัพย์ขาลง
ขุมทรัพย์ที่ไม้รังใหญ่ทั้งสี่
ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ 
ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง
ขุมทรัพย์ที่ปลายขนหาง
ขุมทรัพย์ในน้ำ
และขุมทรัพย์บนยอดไม้
 
 


    เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าโปลชนกราชเสร็จแล้ว  เหล่าอำมาตย์และข้าราชการทุกหมู่เหล่า ก็ประชุมปรึกษากันถึงเรื่องที่พระราชาตรัสไว้ว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถทำให้พระราชธิดาชื่นชมยินดี 
 
    ครั้นประชุมกันแล้ว พวกอำมาตย์มีความเห็นว่า เสนาบดีเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระราชา คงสามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้  จึงส่งข่าวให้เสนาบดีทราบ ครั้นเสนาบดีได้ฟังข่าว ก็เข้าพระราชวังทันที 


    พระราชธิดาทรงทราบว่า เสนาบดีนั้นมาเพื่อราชสมบัติ จึงมีพระประสงค์จะทดสอบเสนาบดีว่า จะมีปัญญาพอที่จะรองรับสิริแห่งเศวตฉัตรได้หรือไม่ จึงรับสั่งให้ท่านเสนาบดีเข้าเฝ้า 


    เสนาบดีครั้นได้รับอนุญาตจากเหล่าพระประยูรญาติและหมู่อำมาตย์แล้วก็ดีใจ จึงรีบไปเข้าเฝ้าด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง


    พระราชธิดาเมื่อจะทรงทดลองเสนาบดี จึงตรัสสั่งให้เขาวิ่งเข้าไปในพระตำหนัก  เนื่องจากต้องการที่จะให้พระราชธิดาทรงยินดี เสนาบดีจึงรีบวิ่งไปภายในพระตำหนัก 


    ครั้นทรงเห็นเสนาบดีวิ่งไปจนสุดทางแล้ว ก็รับสั่งให้วิ่งกลับมาอีก ท่านเสนาบดีก็วิ่งกลับมาตามรับสั่ง


    ครั้นให้เสนาบดีทำอาการแปลกๆ ได้ดังนี้ ก็ทรงทราบว่าเสนาบดีมิได้มีปัญญาพอที่จะทรงสิริแห่งเศวตฉัตรไว้ได้ จึงรับสั่งให้มานวดพระบาท


    เมื่อสิ้นกระแสรับสั่ง เขาก็นั่งลงเพื่อจะนวดพระบาท  พระราชธิดาจึงถีบอกของเสนาบดีจนล้มหงาย แล้วตรัสสั่งพวกนางข้าหลวงให้นำตัวออกไป


    เสนาบดีถูกพระราชธิดาขับออกมา เมื่อถูกพวกอำมาตย์ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ก็ตอบว่า ?พวกท่านอย่าถามเลย พระนางดุร้ายเหมือนไม่ใช่คน คงเป็นยักษิณีแปลงมาเป็นแน่?


    เมื่อพวกอำมาตย์เห็นว่า ท่านเสนาบดีทำไม่สำเร็จ แล้วยังได้รับความอับอายกลับออกมา  จึงส่งอำมาตย์ผู้รักษาท้องพระคลังเข้าไปทดลองดูบ้าง  แต่เขาก็ถูกพระราชธิดาทำให้ต้องอับอายกลับมาเหมือนเดิม


    พวกอำมาตย์เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ จึงให้เจ้าพนักงานเชิญเครื่องสูง เจ้าพนักงานเชิญพระแสง  เข้าไปทดลองดูบ้าง แม้เขาทั้งสองก็ถูกพระราชธิดาขับไล่ออกมาเช่นเดิม


    จากนั้นก็ได้ป่าวประกาศให้มหาชนได้รับทราบ  ถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติจะได้มาครองราชย์ ทำให้พวกมหาเศรษฐี พราหมณ์มหาศาล  และนักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายเข้าร่วมชิงชัย  แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ  แถมยังต้องได้ความอับอายขายหน้ากลับไปกันทุกคน


    พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า เมื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งรัชทายาท ไม่สามารถทำให้พระราชธิดาพอพระหฤทัยได้  ก็ควรให้โอกาสท่านเหล่านั้น ได้ทดลองความสามารถด้านอื่นด้วย  จึงเปิดโอกาสให้ทดลองยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยก แต่ก็ไม่มีใครสามารถยกขึ้นได้
 

 
ครั้งต่อไปก็ให้ช่วยกันพิจารณาหัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ถูกต้อง
 

 
มาถึงปัญหาปริศนาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง ก็ไม่มีใครสามารถชี้ได้ถูกต้อง จึงทำให้เหล่าอำมาตย์และชาวพระนครหมดหวังไปตามๆ กัน
 



    เหล่าอำมาตย์ยังไม่ละความพยายาม ได้ประกาศหาผู้ที่เหมาะสมจะมาเป็นพระราชาขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระโปลชนกราชต่อไป  แม้จะมีผู้มาสมัครชิงตำแหน่งกันมากมาย แต่ก็ยังหาผู้ที่เหมาะสมไม่พบ ส่วนพวกอำมาตย์จะมีวิธีการอย่างไรอีกนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 08 กรกฎาคม, 2552, 08:50:57 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 10




    จากตอนที่แล้ว พวกอำมาตย์ได้พากันคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถจะครองราชย์สมบัติ ตามรับสั่งของพระราชาก่อนสวรรคต โดยเห็นว่าท่านเสนาบดีเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระราชา คงสามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้  จึงให้ท่านเสนาบดีทดสอบความสามารถก่อนใคร แต่แล้วก็ถูกพระราชธิดาทำให้อับอายกลับมา


    ผลสุดท้ายเมื่อไม่มีใครสามารถทำให้พระราชธิดาทรงยินดีได้   จึงให้ทดลองความสามารถด้านอื่น โดยเปิดโอกาสให้ทดลองยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยก ก็ไม่มีใครยกขึ้นได้ ให้บอกหัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม และให้หาขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง ก็ไม่มีใครบอกได้ถูกต้อง
 
    ครั้งนั้น ปุโรหิตได้แนะนำเหล่าอำมาตย์ให้ปล่อยผุสสรถ คือ รถที่เทียมม้าอาชาไนยสีขาวปลอด จะใช้ก็ต่อเมื่อหาผู้เหมาะสมที่จะครองราชย์ไม่ได้แล้ว  เพื่อแสวงหาผู้ที่จะมาครองราชย์สมบัติสืบต่อไป
 
    เหล่าอำมาตย์เมื่อไม่เห็นวิธีไหนที่จะดีกว่านี้แล้ว จึงพร้อมใจกันทำตามคำของท่านปุโรหิต โดยการเทียมม้าอาชาไนย ๔ ตัว ซึ่งมีขนขาวดุจดอกโกมุท ลาดผืนพรมอันวิจิตรไว้บนรถ จัดตั้งเบญจราชกกุธภัณฑ์ (เบญ จะ ราด ชะ กะ กุ ธะ พัน) คือ  เครื่องทรงของพระราชาทั้ง ๕ ไว้พร้อม ( พระมงกุฎ พระภูษา พระแสงขันธ์ ธารพระกร ฉลองพระบาท)



    จากนั้น พวกอำมาตย์ และข้าราชบริพารซึ่งแวดล้อมด้วยจตุรงคเสนา มีเครื่องดนตรีคอยประโคมนำหน้าเข้าประจำที่เพื่อเตรียมติดตามราชรถที่จะถูกปล่อยออกไป


    เมื่อจัดเตรียมทุกสิ่งพร้อมแล้ว ท่านปุโรหิตก็สั่งผุสสรถว่า ?ผู้ใดมีบุญที่จะได้ครองราชสมบัติ ท่านจงไปสู่สำนักของผู้นั้นเถิด? กล่าวดังนี้แล้วก็ปล่อยผุสสรถออกไป


    ผุสสรถทำประทักษิณพระราชนิเวศน์ 3 รอบ แล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่ แล่นออกจากพระราชนิเวศน์ทางประตูด้านทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ
 


    เหล่าอำมาตย์และเสนาบดีผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย ต่างมีความหวัง ได้อธิษฐานว่า  ?ขอให้ผุสสรถจงมาจอดอยู่หน้าบ้านของเราเถิด? 


    แต่ผุสสรถก็แล่นล่วงเลยเคหสถานหลังแล้วหลังเล่า เมื่อผุสสรถทำประทักษิณรอบพระนครแล้ว ก็วิ่งออกทางประตูด้านทิศตะวันออก บ่ายหน้าตรงไปยังพระราชอุทยานทันที



    ชาวเมืองเห็นว่า ผุสสรถวิ่งรอบพระนครแล้ว ก็ยังไม่สามารถหาผู้ที่จะมาครองราชย์ได้ จึงปรึกษากันว่าควรจะหยุดผุสสรถไว้ เพราะไม่ควรให้วิ่งออกไปนอกพระนคร


    แต่ปุโรหิตก็ห้ามชาวพระนครไว้ ปล่อยให้ผุสสรถแล่นต่อไป  โดยกล่าวว่า ถึงจะแล่นไปสิ้นร้อยโยชน์ก็อย่าให้กลับ  จนกว่าจะพบผู้มีบุญบารมี 


    ผุสสรถได้วิ่งเข้าไปสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลที่พระมหาชนกทรงบรรทมอยู่ แล้วก็หยุดอยู่กับที่ไม่ไหวติง เหมือนกำลังรอเจ้านายให้ขึ้นมาประทับนั่งอย่างนั้น


    ปุโรหิตเห็นพระโพธิสัตว์บรรทมหลับอย่างสบาย จึงเรียกเหล่าอำมาตย์มาแนะนำว่า ?บนแผ่นศิลามงคลนี้ มีบุรุษหนุ่มนอนหลับอยู่  แต่ว่าพวกเรายังไม่รู้ว่าเขาจะมีปัญญาสมควรแก่เศวตฉัตรหรือไม่...
 
 
    หากบุรุษที่นอนอยู่นั้นเป็นผู้มีปัญญา สมควรแก่เศวตฉัตร เมื่อได้ยินเสียงประโคมดนตรีก็จะไม่สะทกสะท้านลุกขึ้น และจะไม่เหลียวมองดูพวกเราอีกด้วย...
 
    แต่ถ้าเป็นคนไม่มีปัญญา ไม่คู่ควรแก่เศวตฉัตรก็จะตกใจกลัว ลุกขึ้นมองดูพวกเราแล้วรีบหนีไป พวกท่านจงประโคมดนตรีขึ้นเถิด?



    เมื่อดนตรีถูกประโคมขึ้น เสียงของดนตรีนับร้อยชิ้นได้ดังสนั่นหวั่นไหว แม้เสียงนั้นจะดังก้องไปทั้งพระนคร  แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระหฤทัยของพระมหาชนกโพธิสัตว์หวั่นไหวเลย  ยังคงบรรทมหลับอย่างมีความสุข


    ครั้นตื่นบรรทมแล้ว ได้เปิดผ้าคลุมพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชน ซึ่งกำลังยืนแวดล้อมอยู่ ก็ทรงทราบว่าบัดนี้ เศวตฉัตรมาถึงเราแล้ว 


    จากนั้นก็คลุมพระเศียรเหมือนเดิม ไม่ทรงสนพระทัยพวกเหล่าอำมาตย์หรือมหาชนที่กำลังมุงดู ทั้งยังทรงพลิกพระวรกายไปทางด้านซ้าย


    ปุโรหิตจึงเปิดผ้าที่คลุมพระบาทของพระโพธิสัตว์ เพื่อตรวจดูพระลักษณะ ครั้นตรวจดูแล้วก็ประกาศว่า  ?อย่าว่าแต่ทวีปเดียวเลย ท่านผู้นี้เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมี  สามารถครองราชสมบัติแม้ในมหาทวีปทั้งสี่?



    กล่าวดังนี้แล้วก็ให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการสดุดีและนอบน้อมต่อพระโพธิสัตว์


    พระโพธิสัตว์ทรงเปิดพระพักตร์อีกครั้ง แล้วพลิกพระองค์กลับมาบรรทมข้างขวา ทอดพระเนตรมหาชน 


    ปุโรหิตให้ข้าราชบริพารทั้งหลายถอยออกไป แล้วยืนประคองอัญชลีก้มหน้า กราบทูลว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอได้โปรดเสด็จลุกขึ้นเถิด ราชสมบัติมาถึงพระองค์แล้ว พระเจ้าข้า?


    พระโพธิสัตว์ตรัสถามปุโรหิตว่า ?พระราชาของพวกท่านเสด็จไปไหน ครั้นทราบว่าสวรรคตแล้ว จึงตรัสถามว่า พระราชโอรสหรือพระราชภาดาของพระราชาไม่มีหรือ?



    เมื่อได้ทราบเรื่องราวทุกอย่างจากปุโรหิตแล้ว  จึงรับสั่งว่า  ?ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว  เราจักครองราชสมบัติเอง?  ครั้นตรัสแล้ว ก็ได้เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งบนแผ่นมงคลศิลา
 
 
    เหล่าอำมาตย์ปุโรหิตและมหาชน เมื่อเห็นสิริลักษณะของพระโพธิสัตว์แล้ว และเมื่อทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้มีความสง่างามนี้ คือ โอรสของอดีตพระเจ้าอยู่หัวของตนเอง ต่างก็พร้อมใจกันอภิเษกพระโพธิสัตว์เป็นพระราชาในพระราชอุทยานในวันนั้น ส่วนเรื่องราวที่พระมหาชนกราชจะทรงทำให้พระราชธิดาทรงยินดีได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 08 กรกฎาคม, 2552, 14:35:55 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 11

 
 
    จากตอนที่แล้ว เหล่าอำมาตย์ได้ปล่อยผุสสรถ ตามคำแนะนำของท่านปุโรหิต ผุสสรถได้เวียนประทักษิณพระราชนิเวศน์  แล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่แล่นรอบพระนคร แล้วก็วิ่งมุ่งหน้าตรงไปยังพระราชอุทยานทันที


    จากนั้นจึงวิ่งเข้าสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลที่พระมหาชนกทรงบรรทมอยู่ แล้วก็หยุดอยู่กับที่ ปุโรหิตเห็นพระโพธิสัตว์บรรทมหลับอยู่ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น พระโพธิสัตว์ทรงได้ยินเสียงดนตรีก็ตื่นบรรทม ได้เปิดพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชน  ก็ทรงทราบว่าบัดนี้เศวตฉัตรมาถึงเราแล้ว  จากนั้นก็คลุมพระเศียรเหมือนเดิม
 
    ปุโรหิตได้เปิดผ้าตรวจดูลักษณะพระบาทแล้วก็ประกาศว่า  ? ท่านผู้นี้เป็นผู้เปี่ยมด้วยบุญญาบารมี  สามารถครองราชสมบัติแม้ในมหาทวีปทั้งสี่?  และเมื่อทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ คือโอรสของอดีตพระเจ้าอยู่หัวของตนเอง ต่างก็พร้อมใจกันอภิเษกพระโพธิสัตว์เป็นพระราชาในพระราชอุทยานในวันนั้น



พระโพธิสัตว์ทรงได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชา และได้รับการเฉลิมพระนามว่า มหาชนกราช  จากนั้นก็เสด็จขึ้นสู่ราชรถอันประเสริฐกลับเข้าสู่พระนคร  ด้วยสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่
 
    มหาชนทุกหลังคาเรือนต่างก็ออกมาต้อนรับพระราชาองค์ใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โปรยดอกไม้นานาชนิด ยกธงชูขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี



    เหล่าข้าราชบริพารฝ่ายในต่างก็ร่าเริง จัดเตรียมสถานที่บรรทม และประดับประดาพระราชนิเวศน์ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ


    ฝ่ายพระราชธิดาเพียงได้สดับคำว่า ?มหาชนก? ความรักประดุจภรรยาสามีก็ได้บังเกิดซาบซ่านไปทั่วผิวกาย แทรกซึมเข้าสู่ภายในทุกอนูเนื้อกระทั่งจรดเยื่อในกระดูก
 
    พระนางทรงรู้สึกปีติยินดี เหมือนได้ยินถ้อยคำอันเป็นมงคลที่รอคอยมานานแสนนาน ถึงแม้จะยังไม่เคยทอดพระเนตร ไม่เคยพูดจาสนทนากันมาก่อน แต่ก็เหมือนคนรักที่พระนางทรงตั้งตารอคอย นี่เป็นเพราะบุพเพสันนิวาสที่เคยครองรักกับพระโพธิสัตว์มาหลายชาติ 
 
     ดังพุทธวจนะที่ว่า ความรักเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะเคยอยู่ร่วมกันในปางก่อน และเพราะได้เกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกอุบลอาศัยโคลนตมและน้ำ จึงเบ่นบานเหนือน้ำ ฉะนั้น
 


    พระราชธิดาครั้นทราบว่า พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้รับอภิเษกเป็นพระราชาเรียบร้อยแล้ว ทรงประสงค์จะทดลองพระมหาชนกโพธิสัตว์ว่า จะมีบุญพอที่จะครองราชย์สมบัติสืบต่อไปได้หรือไม่ จึงตรัสสั่งราชบุรุษคนหนึ่ง ให้ไปเรียกพระมหาชนกโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้าเหมือนที่เคยทดลองกับเสนาบดี และคนอื่นๆ


    เนื่องจากพระบรมโพธิสัตว์เป็นบัณฑิต จึงมิได้ใส่พระราชหฤทัยในคำเชื้อเชิญของพระราชธิดา ได้ตรัสชมปราสาทว่า มีความสวยงามอลังการสมกับเป็นพระนครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป 


    พระราชธิดาครั้นได้รับรายงานว่า พระมหาชนกราชไม่ทรงสนพระทัยในคำเชื้อเชิญ ก็ยังไม่ละความพยายาม ทรงมีรับสั่งราชบุรุษไปอัญเชิญให้เข้าพบอีกถึง ๓ ครั้ง พระโพธิสัตว์ก็มิใส่ใจต่อพระเสาวนีย์นั้นเลย
 
    พระราชธิดาทรงได้รับรายงานเหมือนเดิมทั้ง ๓ ครั้ง ก็ทรงคิดว่า ?ท่านผู้นี้เป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่ สมควรที่จะได้เป็นจอมพสกนิกรของชาวมิถิลาอย่างแท้จริง?
 
    ยิ่งเมื่อพระนางได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทตามพระราชหฤทัยของพระองค์ เหมือนพระยาราชสีห์เยื้องกรายออกจากถ้ำ ก็ให้รู้สึกหวั่นไหว 



    เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้ามาใกล้ พระนางก็มิอาจดำรงพระองค์อยู่ได้ ทรงตระหนักดีว่าผู้อยู่ ณ เบื้องพระพักตร์คือผู้มีบุญบารมีที่พระนางต้องยินยอมพร้อมฟังคำรับสั่งทุกอย่าง จึงได้เข้าไปทำปฏิสันถารด้วยการให้ทรงเกี่ยวพระกร
 
    ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ทรงรับเกี่ยวพระกรจากพระราชธิดา แม้พระนางจะทรงเขินอายอยู่บ้าง เพราะไม่เคยทรงทำอย่างนี้กับชายใดมาก่อน แต่พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงปฏิสันถารตอบ โดยตรัสเชื้อเชิญให้เสด็จชมปราสาทต่อไป จึงทำให้อาการที่ทรงตื่นเต้นเขินอายนั้นผ่อนคลายลง
 
    เมื่อถึงศูนย์กลางของมหาปราสาท พระโพธิสัตว์จึงเสด็จขึ้นยังพระที่นั่ง ณ ราชบัลลังก์ภายใต้มหาเศวตฉัตร และได้ตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า ?เมื่อพระราชาของพวกท่านจะสวรรคต ได้ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง?
 
     พวกอำมาตย์กราบทูลว่า  ?ขอเดชะ พระราชาของพวกข้าพระองค์ ได้ทรงมีรับสั่งความเอาไว้ ๔ ประการ คือ ๑. ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้ที่ทำให้พระราชธิดาพระนามว่าสีวลีเทวีโปรดปรานได้?
 
    พระราชาตรัสว่า  ?พระนางสีวลีราชธิดาเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกรของเธอแล้ว  ข้อนี้เป็นอันว่า เราได้ทำให้พระราชธิดาโปรดปรานแล้ว พวกท่านจงกล่าวข้ออื่นต่อไป?


    อำมาตย์กราบทูลว่า ?ขอเดชะ พระเจ้าโปลชนกราชได้รับสั่งความข้อที่ ๒ เอาไว้ว่า  ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้สามารถทราบหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมว่า อยู่ด้านไหน? 
 
    พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ?ข้อนี้รู้ยาก จำต้องหาอุบายสักอย่าง จึงจะแก้ปริศนานี้ได้?  ดำริดังนี้แล้วจึงทรงทรงถอดปิ่นทองคำบนพระเศียร ประทานให้พระนางสีวลี แล้วรับสั่งให้นำปิ่นทองคำไปวางไว้
 


    พระนางสีวลีทรงรับปิ่นทองคำไปวางไว้ด้านหัวนอนของบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม
    กิริยาของพระนางสีวลีเทวี ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า ข้างไหนเป็นหัวนอน จึงตรัสถามย้ำใหม่ว่าปริศนาข้อที่ ๒ พวกท่านว่าอย่างไรนะ 
 
    ครั้นหมู่อำมาตย์กราบทูลซ้ำให้ทรงทราบแล้ว พระองค์จึงตรัสชี้ว่า ?ด้านที่พระนางเจ้าทรงวางปิ่นนั้นแหละเป็นหัวนอน? ซึ่งพระราชธิดาก็ทรงรับรองว่าถูกต้องแล้ว
 
 
    พวกอำมาตย์ได้ให้สาธุการ แล้วกราบทูลพระราชกำหนดข้อที่ ๓ ต่อไปว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถยกสหัสสถามธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้  ส่วนพระราชกำหนดข้อที่ ๓ นี้ พระโพธิสัตว์จะทรงทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 09:47:00 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 12

 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชา แล้วได้เสด็จเข้าสู่พระนคร  ด้วยสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่  ฝ่ายพระราชธิดาครั้นทราบว่า ผุสสรถได้นำพระราชาพระองค์ใหม่กลับสู่พระนครแล้ว  จึงตรัสสั่งราชบุรุษให้ไปอัญเชิญพระองค์มาเข้าเฝ้า ด้วยทรงประสงค์จะทดลองพระปัญญา เหมือนที่เคยทดลองกับเสนาบดี และคนอื่นๆ

        เนื่องจากพระโพธิสัตว์เป็นบัณฑิต จึงมิได้ใส่พระราชหฤทัยในคำเชื้อเชิญของพระราชธิดา ได้เสด็จเที่ยวชมปราสาทเรื่อยไป ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้ามาใกล้ พระนางก็มิอาจดำรงพระองค์อยู่ได้ จึงได้เข้าไปทรงยื่นพระกรให้พระโพธิสัตว์ทรงเกี่ยวพระกร
 


        เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นประทับ ณ ราชบัลลังก์ภายใต้มหาเศวตฉัตร พวกอำมาตย์ได้กราบทูลรับสั่งที่พระราชาพระองค์ก่อนทรงสั่งความเอาไว้   ๒ ข้อแรก คือ ต้องทำให้พระราชธิดาทรงโปรดปราน และสามารถบอกหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็สามารถผ่านบททดสอบทั้งสองข้อมาแล้ว
 

        มาถึงพระราชกำหนดข้อที่ ๓  พวกอำมาตย์ได้กราบทูลว่า ทรงให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถยกสหัสสถามธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้
 

        พระโพธิสัตว์เมื่อได้สดับดังนั้น ก็รับสั่งให้นำธนูนั้นมา แล้วทรงยกสหัสสถามธนูนั้นขึ้นอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์ด้วยบุญญานุภาพ เพราะพระองค์นั้นทรงมีพละกำลังมากกว่าสามัญชนทั่วไป ที่เป็นดังนี้ก็ด้วยอำนาจทานบารมีที่ได้สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นเอง
 
 
        ชาวพระนครได้เห็นอานุภาพของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้แซ่ซ้องสาธุการกึกก้องไปทั่วราชนิเวศน์  ต่างก็มั่นใจว่า ?พระราชาองค์นี้แหละคือผู้ที่จะมาเป็นจอมพสกนิกรผู้ทรงทศพิธราชธรรม?
 
 

        ต่อจากนั้น พระราชาก็โปรดให้เล่าพระราชกำหนดข้ออื่นต่อไป พวกอำมาตย์จึงกราบทูลพระราชกำหนดข้อ ๔ มีความว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถไขปริศนาแห่งขุมทรัพย์ และนำขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งออกมาได้ 

        พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า  ?พระราชาของพวกท่านได้ตรัสบอกปัญหาซึ่งเป็นปริศนาธรรมที่จะนำไปสู่การค้นหาที่ซ่อนขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งนั้นว่าอย่างไรหรือ?
 
        เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลปัญหาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ ตามที่พวกตนได้จดจำมา  คำตอบทุกข้อก็ปรากฏชัดขึ้นมาในพระราชหฤทัยของพระโพธิสัตว์ เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
 
 
        ปริศนาธรรมข้อที่ ๑ คือ ขุมทรัพย์ที่พระอาทิตย์ขึ้น  พระโพธิสัตว์ได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า  ?พระราชาของพวกท่านทรงเคยนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาฉันในพระนครบ้างไหม?
 

        ครั้นสดับว่าเคยนิมนต์มาบ้าง  ก็ทรงดำริว่า ดวงอาทิตย์ที่เป็นปริศนาธรรมนั้น  คงมิใช่ดวงอาทิตย์ที่มองเห็นด้วยตาเนื้ออย่างแน่นอน แต่จะต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้มีคุณดุจดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย  ขุมทรัพย์คงมีในสถานที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
 
 
       พระโพธิสัตว์จึงตรัสถามต่อไปว่า  ?เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จมา พระราชาเสด็จไปต้อนรับตรงไหน?
 
 
        ครั้นทราบสถานที่ต้อนรับแล้ว  ก็ตรัสสั่งให้ขุดที่บริเวณนั้น เมื่อพวกราชบุรุษได้นำอุปกรณ์ไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์อย่างน่าอัศจรรย์
 

        จากนั้นก็ตรัสถามต่อไปว่า  ?เมื่อพระราชาเสด็จไปส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเวลากลับ เสด็จประทับยืนตรงไหน?  เมื่อทรงทราบว่าเป็นที่ใดแล้ว ก็โปรดให้ขุดที่นั้น  แล้วก็สามารถนำขุมทรัพย์ออกมาได้อีก

        มหาชนต่างโบกธงแซ่ซ้องสาธุการสนั่นหวั่นไหว พากันสรรเสริญพระปัญญาอันลึกซึ้งของพระโพธิสัตว์   เพราะพวกตนแม้จะเที่ยวขุดตรงทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และทิศที่ดวงอาทิตย์ตก  แม้ขุดหาอยู่ทั้งวัน  ก็หาไม่พบ  แต่พระโพธิสัตว์กลับสามารถชี้บอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเหมือนมองเห็นด้วยตาเนื้อ
 

        เมื่อเหล่าอำมาตย์ทูลปริศนาข้อที่ ๓ ว่า ?ขุมทรัพย์ภายใน?  พระโพธิสัตว์ก็สั่งให้ขุดขุมทรัพย์ภายในธรณีพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน
 
 

 
 
        ปริศนาข้อ ๔ ขุมทรัพย์ภายนอก หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ภายนอกธรณีของพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๕ ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์มาจากข้างล่างของพระธรณีของพระทวารใหญ่ของพระราชฐาน 
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๖ ขุมทรัพย์ขาขึ้น หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ใต้บันไดทองในเวลาที่พระราชาเสด็จขึ้นประทับมงคลหัตถี
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๗ ขุมทรัพย์ขาลง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์บริเวณที่เสด็จลงจากช้างพระที่นั่ง  เมื่อพวกราชบุรุษไปขุด ก็พบขุมทรัพย์ตามที่พระโพธิสัตว์ทรงรับสั่งทุกประการ เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความปีติยินดีได้สนั่นไปทั่วพระนคร
 
 
 
        ส่วนปริศนาข้อ ๘ ถึง ๑๑ คือ ขุมทรัพย์ที่ไม้รังทั้ง ๔ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์จากบริเวณฐานพระแท่นบรรทมซึ่งทำจากไม้รังทั้ง ๔ แท่น
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๑๒ ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ในที่ประมาณชั่วแอกโดยรอบพระที่สิริไสยาสน์ โดยวิธีนับชั่วแอกรถประมาณโยชน์หนึ่ง 
 
 
 
        ปริศนาข้อ ๑๓ ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ทั้งสองในสถานที่พักของมงคลหัตถี ช้างมงคลมีปกติหันหน้าไปทางไหน ให้ขุดเอาขุมทรัพย์จากปลายงาทั้งสอง
 
 

        ปริศนาข้อ ๑๔ ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ในสถานที่พักของมงคลหัตถี เฉพาะตรงที่วางปลายหางของช้างเชือกนั้น
 
 

        ปริศนาข้อ ๑๕  ขุมทรัพย์ที่น้ำ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ที่ฝังอยู่ใต้สระมงคลโบกขรณี  ขุมทรัพย์นั้นอยู่ระหว่างกลางของสระ
 
 

        และปริศนาข้อสุดท้าย ได้แก่ ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ยอดไม้ หมายถึง ให้ขุดขุมทรัพย์ภายในเงาไม้รังต้นใหญ่ มีปริมณฑลเวลาเที่ยงวันตรง ภายในพระราชอุทยาน 
 
        เหล่าราชบุรุษได้ไปขุดขุมทรัพย์ตามคำเฉลยของพระราชา ก็พบขุมทรัพย์ตามที่ตรัสบอกทุกประการ จึงเป็นอันว่า พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงผ่านบดทดสอบ และสามารถไข้ปัญหาแห่งขุมทรัพย์ได้ครบทั้ง ๑๖ ข้อ ได้ครองราชสมบัติด้วยพระอัจฉริยภาพอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พระองค์จะทรงบริหารพระราชทรัพย์อย่างไรต่อนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 11 กรกฎาคม, 2552, 20:54:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 13




    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพ ทั้งกำลังกาย และกำลังสติปัญญาให้เป็นที่ปรากฏ ด้วยการทรงยกสหัสสถามธนูนั้นขึ้นอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์


    ต่อมาก็ทรงสามารถไขปริศนาแห่งขุมทรัพย์ และนำขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่ง คือขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ดวงอาทิตย์นั้นทรงหมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยทรงให้ขุดตรงที่พระราชาประทับยืนต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า และสถานที่ประทับยืนส่ง ก็ได้นำขุมทรัพย์นั้นออกมาได้ 



    จนมาถึงปริศนาข้อสุดท้าย คือขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึง ขุมทรัพย์ภายในเงาไม้รังต้นใหญ่ มีปริมณฑลเท่ากับเงาตะวันในเวลาเที่ยงวัน ภายในพระราชอุทยาน  เหล่าราชบุรุษได้ไปขุดขุมทรัพย์ตามคำเฉลยของพระราชา ก็พบขุมทรัพย์ตามที่ตรัสบอกทุกประการ


    เมื่อพระมหาชนกสามารถเปิดเผยปริศนาขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่งได้แล้ว ได้ตรัสถามว่า ?ยังมีปัญหาอื่นอีกไหม?  เหล่าอำมาตย์ก็กราบทูลว่า ?ไม่มีแล้ว พระเจ้าข้า?



    มหาชนเมื่อเห็นอานุภาพของพระราชาองค์ใหม่ ที่สามารถทำให้พระราชธิดาสีวลีทรงพอพระทัย สามารถยกสหัสสถามธนูได้อย่างง่ายดาย  และเปิดเผยขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ ได้หมด ต่างก็ร่าเริงยินดี แซ่ซ้องสาธุการว่า  ?น่าอัศจรรย์จริงหนอ  พระราชาองค์นี้เป็นบัณฑิตผู้ประเสริฐโดยแท้?
 
    หลังจากนั้นพระมหาชนกก็ได้ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ และก็ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงสีวลีเป็นพระมเหสีปกครองแผ่นดินโดยธรรมสืบมา
 
    พระมหาชนกเมื่อได้ครองราชย์แล้ว ก็มิได้ทรงประมาทในชีวิต ทรงคำนึงว่า ?สมบัติที่เราได้มานี้  เพราะอานุภาพแห่งบุญที่เราได้เคยทำเอาไว้ในปางก่อน  เราไม่ควรประมาทในสมบัติเหล่านี้ เพราะสมบัติเป็นของกลางของโลก ใครมีบุญก็ได้ครอบครอง  ถ้าหมดบุญก็ต้องกลายเป็นของคนอื่นไป?


    ก็ทรงมีดำริที่จะเริ่มบริจาคทาน เป็นการเพิ่มเติมมหาทานบารมี โดยทรงโปรดให้สร้างศาลาโรงทาน ๖ แห่ง  คือ  ท่ามกลางพระนครหนึ่งแห่ง ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ทิศ ทิศละแห่ง  และที่ประตูพระราชนิเวศน์อีก ๑ แห่ง โปรดให้เริ่มตั้งทานวัตรเป็นประจำ ไม่ให้ขาดแม้แต่เพียงวันเดียว 



    จากนั้นด้วยความที่ พระองค์ทรงเป็นลูกยอดกตัญญู ทรงโปรดให้อัญเชิญพระมารดาและพราหมณ์มาจากกาลจัมปากนคร ทรงทำพิธีต้อนรับด้วยสักการะอย่างสมพระเกียรติ


ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระราชาก็ทรงเคร่งครัดในการฝึกฝนพระองค์เอง ให้เป็นผู้มีศรัทธาในการสมาทานอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ ทั้ง ๗ คํ่า  ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ๑๕ คํ่า
 
    ทรงบำเพ็ญพระจริยาวัตรด้วยพระเมตตาต่อไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ของพระองค์เป็นปกติ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้พระเกียรติคุณของพระองค์ทรงขจรขจายไปทั่วแว่นแคว้นวิเทหรัฐ



    การเป็นพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม มีอานุภาพแผ่ไปทั่วชมพูทวีป และเป็นที่รักของเหล่าพสกนิกรทั่วหล้า มิใช่ว่าจะได้มาโดยบังเอิญ แต่ได้มาเพราะบุญเก่าในอดีต และการทำความดีในปัจจุบัน
 


    ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ?บุคคลผู้ประกอบด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล  เพียบพร้อมด้วยยศและโภคะ เมื่อไปสู่สถานที่ใดๆ  ย่อมได้รับการบูชาในสถานที่นั้นๆ?


    คนมีศีลมีธรรมอยู่ที่ไหน ใครๆ ก็รัก  เพราะได้นำความสุขความเจริญมาให้สถานที่แห่งนั้น หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นบุคคลนำโชค ทำให้ได้รับการต้อนรับและความเคารพนอบน้อมเป็นอย่างดี   แม้เทวดาก็ลงปกปักรักษา ใครได้เข้าใกล้คบหา ก็เย็นอกเย็นใจมีชีวิตที่เจริญขึ้นด้วยอำนาจแห่งศีลธรรมของบุคคลนั้น


ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็น ธัมมิกมหาราช ทรงเป็นบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาด ทำให้ชาวเมืองทั้งใกล้และไกล ประสงค์อยากจะเข้าเฝ้าและได้เห็นบุญลักษณะของพระองค์อย่างใกล้ชิด จึงพร้อมใจกันนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเป็นประจำมิได้ขาด


    ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ได้นำมหรสพขนาดใหญ่มาแสดงในพระนคร นำเครื่องลาดที่วิจิตรงดงาม และมีราคาแพงมาปูลาดในพระราชนิเวศน์  ช่วยกันห้อยพวงของหอม พวงดอกไม้เป็นต้น  ทำเครื่องอุปกรณ์ดอกไม้  เครื่องอบธูปและเครื่องหอมมาถวาย เพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการเป็นประจำ


    พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์ได้เสด็จประทับบนพระราชอาสน์ ภายใต้มหาเศวตฉัตรทอดพระเนตรพระราชสมบัติอันสิริวิลาสยิ่งใหญ่ เพียงดังสิริสมบัติของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงคำนึงถึงความพยายาม ที่พระองค์ได้ทรงทำในมหาสมุทร 


    เมื่อทรงระลึกนึกถึงความพยายามเช่นนั้นแล้ว จึงดำริอย่างแยบคายว่า  ?ขึ้นชื่อว่าความเพียร ควรทำโดยแท้  ถ้าเราไม่ได้ทำความเพียรในมหาสมุทร   เราก็จะไม่ได้สมบัติใหญ่ถึงเพียงนี้?
 
 
    เมื่อทรงคำนึงถึงความเพียรนั้น  ก็เกิดพระปีติโสมนัส ทรงเปล่งอุทานว่า ?บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นว่าการที่เราได้เป็นพระราชาสมปรารถนานั้น ก็เพราะความเพียรพยายามอย่างเดียวเท่านั้น
 
    ...บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นตัวเราขึ้นจากน้ำเข้าถึงฝั่งได้ เพราะความเพียรพยายามโดยแท้
 
    ...นรชนผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์แล้ว ก็ไม่พึงตัดความหวังที่จะเข้าถึงความสุข  จริงอยู่ คนเป็นอันมาก เมื่อประสบทุกข์ ก็ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เมื่อได้รับความสุข จึงค่อยทำสิ่งที่มีประโยชน์  คนเหล่านั้นไม่ตระหนักถึงประโยชน์ จึงเข้าถึงความตาย 
 
    ...สิ่งที่มิได้คิดไว้ อาจเกิดขึ้นก็ได้  ส่วนสิ่งที่ได้คิดไว้ อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้  โภคทรัพย์ทั้งหลายของหญิงและชาย  มิได้สำเร็จด้วยเหตุเพียงความคิดเท่านั้น แต่สำเร็จได้ด้วยความเพียรพยายาม?
 
    ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรมได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ทรงถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และทำการสงเคราะห์พสกนิกรที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้กรุงมิถิลานครเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งและมั่นคง  เรื่องของพระมหาชนกยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะยังมีเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่อีก แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป 
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 12 กรกฎาคม, 2552, 09:08:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 14

 
 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกโพธิสัตว์ครั้นได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชาแล้ว ก็ทรงโปรดให้เสนามหาอำมาตย์ และพราหมณ์ผู้เฒ่าไปอัญเชิญพระมารดาและมหาพราหมณ์มาจากกาลจัมปากนคร ทรงทำพิธีต้อนรับด้วยสักการะอย่างสมพระเกียรติ


    จากนั้นมาก็มิได้ทรงประมาทในการดำเนินชีวิต ทรงให้สร้างโรงทานขึ้น ๖ แห่ง คือที่ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ และที่ประตูพระราชนิเวศน์ แล้วก็ได้ขวนขวายในทานเป็นนิตย์ และทรงสมาทานอุโบสถศีลทุกวันอุโบสถ ทั้ง ๗ คํ่า  ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ ๑๕ คํ่า


    พระมหาชนกโพธิสัตว์ได้ทรงครองราชย์เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์ได้เสด็จประทับบนพระราชอาสน์ภายใต้มหาเศวตฉัตร ทอดพระเนตรพระราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ เพียงดังสิริสมบัติของท้าวสักกเทวราช
ก็ทรงคำนึงถึงความพยายาม ที่พระองค์ได้ทรงทำในมหาสมุทร   ทรงเกิดพระปีติโสมนัสเปล่งอุทานว่า ?บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย  เราเห็นว่าการที่เราได้เป็นพระราชาสมปรารถนานั้น ก็เพราะความเพียรพยายามอย่างเดียวโดยแท้?


    จากนั้นมา ก็ได้ทรงดำรงพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างครบถ้วน และนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหารอยู่เป็นประจำ และทำการสงเคราะห์พสกนิกรที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้กรุงมิถิลาเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง
 


    ครั้นต่อมา พระนางสีวลีเทวีได้ประสูติพระราชโอรสผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะของผู้มีบุญ หมู่พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร 

พอเจริญวัยขึ้น พระมหาชนกโพธิสัตว์ก็ทรงให้ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช แล้วได้ทรงครองสิริราชสมบัติอย่างมีความสุขอยู่เรื่อยมาจนเวลาผ่านไปถึง ๗,๐๐๐ ปี


    วันหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชา เป็นเรื่องของต้นไม้ต้นเดียว ที่กลายมาเป็นครูสอนธรรมะ และเป็นเหตุให้พระองค์ได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพระนิพพาน


    เรื่องมีอยู่ว่า  เมื่อคนเฝ้าอุทยานได้นำผลไม้น้อยใหญ่ต่างๆ ที่มีโอชารส และดอกไม้นานาพรรณมาถวาย  พระมหาชนกทอดพระเนตรแล้ว ก็ทรงชื่นชมนายอุทยาน และทรงปรารภว่า อยากจะเสด็จประพาสอุทยาน เพื่อทรงเยี่ยมชมผลไม้และดอกไม้ที่นายอุทยานได้เพาะปลูกไว้


    นายอุทยานได้สดับแล้ว ก็รู้สึกหัวใจพองโต ดีใจว่า ?โอ พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปเยี่ยมชมสวนผลไม้และดอกไม้ของเราแล้ว? จึงรีบกลับไปตกแต่งราชอุทยานให้เป็นประดุจอุทยานสวรรค์
 
    เมื่อถึงเวลา พระมหาชนกก็ทรงประทับบนมงคลหัตถี ได้เสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นจำนวนมาก
 

 
    เนื่องจากที่ใกล้ประตูพระราชอุทยานนั้น มีต้นมะม่วงสองต้นมีใบเขียวชอุ่ม ต้นหนึ่งไม่มีผล ต้นหนึ่งมีผลดกมีกลิ่นหอมรสหวานเป็นที่รู้จักของทุกคน แต่ยังไม่มีใครกล้าปลิดหรือสอยลงมากิน เพราะต้องรอให้พระราชาได้เสวยเสียก่อน จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรส



    พระราชาประทับบนช้างทรงตามลำพัง ทรงเก็บเอามะม่วงผลหนึ่งมาเสวย  พอสัมผัสปลายพระชิวหาของพระองค์ ก็เป็นประดุจโอชาทิพย์  จึงดำริที่จะกลับมาเก็บเสวยอีก แต่ก็จำต้องเสด็จเข้าสู่พระราชอุทยานเสียก่อน


    คนอื่นๆ มีมหาอุปราชเป็นต้น จนถึงคนดูแลช้าง ดูแลม้า  รู้ว่าพระราชาเสวยผลมีรสเลิศแล้ว ก็เก็บเอาผลมะม่วงมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย


    ฝ่ายราชบริวารที่ตามมาภายหลัง ก็พากันสอยมะม่วงนั้นตามความพอใจ กระทั่งได้ปีนขึ้นไปบนต้นหักรานกิ่งเพื่อเก็บเอาผลมะม่วง ทำต้นมะม่วงนั้นเสียหาย
 
    แต่มะม่วงอีกต้นหนึ่งซึ่งไม่มีผล กลับยืนต้นตระหง่านดูงดงามอยู่เหมือนเดิม


    เมื่อพระราชาเสด็จชมราชอุทยานจนพอพระหฤทัยแล้ว  ก็เสด็จกลับออกมา เพื่อจะเสวยผลมะม่วงต้นเดิมอีก  ครั้นทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงถูกหักกิ่งรานใบย่อยยับลงเช่นนั้น  จึงเกิดความฉงนพระหฤทัย ตรัสถามเหล่าอำมาตย์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด



    ครั้นได้สดับเหตุที่ชัดเจนแล้ว ก็ไม่ได้พิโรธหรือรับสั่งหาคนที่ทำลายต้นมะม่วงเพื่อลงโทษแต่อย่างใด กลับเกิดความสลดสังเวชว่า ?มะม่วงอีกต้นยังคงความสดเขียวเหมือนเดิม ไม่มีใครมารุกราน เพราะไม่มีผล  แต่ต้นนี้ถูกหักกิ่งรานใบ เพราะอาศัยผลเป็นเหตุ   แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล  ส่วนบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไร้ผล ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของใคร  ภัยย่อมมีแก่ผู้มีความกังวล แต่ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความกังวล  ตัวเรานี่แหละ จะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ผล เราจักสละราชสมบัติออกบวช?


    ครั้นทรงพิจารณาธรรมเห็นความแตกต่างกันระหว่างต้นมะม่วงที่มีผลดก และต้นมะม่วงที่ไม่มีผลแล้ว ก็ทรงอธิษฐานจิตมั่นในอันที่จะทรงออกผนวช ได้เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร


    ครั้นเสด็จถึงปราสาทแล้ว  ทรงให้เรียกเสนาบดีมารับสั่งว่า   ?ท่านเสนาบดี ตั้งแต่วันนี้ไป  คนอื่นอย่ามาหาเราเลย  นอกจากผู้อุปัฏฐากที่คอยส่งข้าวส่งน้ำเท่านั้น   หากมีราชกิจอันใดเกิดขึ้นท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามคำของมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัยเถิด  ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะเจริญสมณธรรมในตำหนักชั้นบน?



    ครั้นรับสั่งฉะนี้แล้ว ก็เสด็จขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ทรงปลีกวิเวกเจริญธรรมเพียงลำพัง โดยปราศจากเหล่าสนมนารีนักฟ้อนทั้งหลาย แม้พระนางสีวลีอัครมเหสีก็มิได้ทรงให้เข้าเฝ้า


    เมื่อเป็นเช่นนี้หลายวันเข้า มหาชนก็มาประชุมปรึกษากันว่า ?พระราชา ไม่เหมือนแต่ก่อนเลย  เพราะบัดนี้ ไม่ทรงตรวจตราราชกิจ ไม่ทรงใส่พระราชหฤทัยในอาณาประชาราษฎร์ ทั้งไม่ประพาสพระราชอุทยาน  พระราชาของเราไม่ทรงยินดีในเหล่านักฟ้อน ไม่ยินดีในการขับกล่อม ไม่ทอดพระเนตรหมู่หงส์ในสระโบกขรณีในพระราชอุทยาน  พระองค์เป็นประหนึ่งคนใบ้ ประทับนิ่งเฉย ไม่ทรงว่าราชกิจใดๆ เลย?
 
 
    เมื่อก่อน องค์เหนือหัวของเราทรงเล่นกีฬาในพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรช้างชนกัน แพะขวิดกัน  มาวันนี้ พระองค์ไม่ทอดพระเนตรสัตว์เหล่านั้นเลย  พวกเราทั้งหลายจะแก้ไขอย่างไรดี เมื่อปรึกษาปรับทุกข์กันดังนี้แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปเพราะไม่รู้จะทำประการใด
 

 
      ฝ่ายพระราชาทรงมีพระราชหฤทัยน้อมไปในวิเวก ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คุ้นเคย ได้เสด็จลุกจากบัลลังก์ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร ทอดพระเนตรไปสู่ทิศที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเคยเหาะมา ประคองอัญชลีขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม ส่วนว่า พระมหาชนกราชจะมีดำริอย่างไรต่ออีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 13 กรกฎาคม, 2552, 21:27:43 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 15


 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกราชได้ครองราชย์ด้วยความสงบร่มเย็นเรื่อยมา กระทั่งพระนางสีวลีเทวีประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า ทีฆาวุราชกุมาร กระทั่งกาลต่อมา เมื่อพระองค์เจริญวัยขึ้นก็ได้รับพระราชทานให้ดำรงตำแหน่งอุปราช



    คราวหนึ่งพระมหาชกราชได้ประพาสพระราชอุทยาน ทรงเก็บมะม่วงผลหนึ่งซึ่งมีรสโอชาที่หน้าอุทยานเสวย และก็ทรงคิดว่าขากลับออกมาจะเก็บเสวยอีก


    ฝ่ายข้าราชบริพารที่ตามมาภายหลัง เริ่มตั้งแต่อุปราชลงมา เมื่อรู้ว่าพระราชาเสวยผลที่มีรสเลิศแล้ว ก็พากันสอยมะม่วงนั้นตามความพอใจ กระทั่งได้ปีนขึ้นไปบนต้นหักรานกิ่งเพื่อเก็บเอาผลมะม่วง ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จกลับออกมาก็ปรากฏว่า มะม่วงต้นนั้นถูกหักกิ่งรานใบจนย่อยยับ ไม่เหลือผลให้ทรงเก็บอีกแล้ว
 
    ก็ทรงพิจารณาเห็นสัจธรรมว่า ?มะม่วงต้นที่ไม่มีผลยังสดเขียวเหมือนเดิม แต่ต้นนี้ถูกหักกิ่งรานใบ เพราะอาศัยผลเป็นเหตุ แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล  ส่วนบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไร้ผล เราจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไร้ผล เราจักสละราชสมบัติออกบวช?



    เมื่อเสด็จกลับถึงพระราชนิเวศน์แล้ว ก็ทรงมอบราชกิจให้แก่มหาอำมาตย์ว่าราชการแทน ส่วนพระองค์เองนั้นเสด็จขึ้นพระตำหนักชั้นบน ทรงบำเพ็ญสมณธรรมเพียงลำพังพระองค์เดียว


    ทรงเปิดสีหบัญชรประทับยืนนมัสการไปทางทิศที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเคยเหาะมา แล้วเปล่งอุทานว่า  ?นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่   ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ อยู่ที่ไหนหนอ...
 
    วันนี้ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
 
    ท่านผู้มีปัญญาเหล่าใด เป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลกที่มีแต่ความขวนขวาย  ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ตัดเสียซึ่งข่ายแห่งมัจจุราชที่ขึงไว้มั่น สามารถใช้ปัญญาญาณทำลายมายาที่ผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในโลกเสียได้  ใครหนอจะสามารถนำเราไปสู่สถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านั้น?
 


    พระมหาชนกทรงเจริญธรรมอยู่บนปราสาท จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป ๔ เดือน พระหฤทัยของพระองค์ได้น้อมไปในบรรพชาอย่างยิ่ง เพราะรู้ว่าการบวช คือ หนทางที่จะทำให้ใจปลอดโปร่ง 


    พระราชนิเวศน์ที่งดงามดุจดาวดึงส์พิภพกลับปรากฏดุจโลกันตนรก ภพทั้งสามปรากฏแก่พระองค์เหมือนกองเพลิงใหญ่ที่กำลังลุกไหม้ ทำให้พระองค์มีพระหฤทัยเบื่อหน่าย มุ่งตรงต่อการบรรพชาอย่างแน่วแน่


ได้ทรงจินตนาการว่า  ?เมื่อไรหนอ  เราจะได้ไปจากกรุงมิถิลา ซึ่งประดับตบแต่งดุจดังพิภพของท้าวสักกเทวราชนี้ แล้วจะได้เข้าป่าหิมพานต์ ทรงเพศบรรพชิต?
 


    ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว ก็เริ่มพรรณนาถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของกรุงมิถิลาว่า ?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานีแห่งนี้ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดได้จัดสร้างสถานที่ต่างๆ  แบ่งเขตออกเป็นประตูและถนน มีความเจริญมั่งคั่ง มีกำแพงและหอคอยเป็นจำนวนมาก มีป้อม และซุ้มประตูมั่นคง  มีทางหลวงตัดไว้เรียบร้อย มีร้านค้าในระหว่างถนนจัดไว้อย่างดี
 
 
    เมื่อไหร่หนอเราจึงจะได้ละกรุงมิถิลา ซึ่งเบียดเสียดไปด้วยรถเทียมโคและรถม้า มีอุทยาน พุ่มไม้  และปราสาทที่จัดไว้เป็นระเบียบสวยงาม มีปราการ ๔ ชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐผู้ทรงยศใหญ่ พระนามว่าโสมนัสทรงสร้างไว้  เราอยากออกบรรพชาเป็นอนาคาริกมุนี



เมื่อไรหนอ เราจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานี ที่หมู่ปัจจามิตรผจญไม่ได้  มีพระราชมณเฑียรสถานอันน่ารื่นรมย์ ฉาบทาด้วยปูนขาว  มีกลิ่นหอมฟุ้ง  มีพระตำหนักยอดที่เรียงรายสวยงาม ทาสีสวยสด ลาดรดประพรมด้วยแก่นจันทน์


    เราปรารถนาที่จะสละบัลลังก์ทอง ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังโค เราปรารถนาจะสละบัลลังก์แก้วมณี ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังสัตว์  จะละผ้าฝ้ายผ้าไหม ละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งหมู่สกุณาร่ำร้องขับขาน ดารดาษไปด้วยพรรณไม้น้ำ ทั้งปทุมและอุบล แล้วออกบวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรม เมื่อไรหนอ ความปรารถนาของเราจะสำเร็จ?



    แต่เนื่องจากการที่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีปจะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องคำนึงถึงผู้ที่จะมาสืบทอดราชบัลลังก์ คำนึงถึงเหล่าพสกนิกรอีกมากมาย   มีภาษิตที่บัณฑิตทั้งกลายกล่าวไว้ว่า ?ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งจิต  มีใจยินดีแล้วในการอบรมจิตทั้งกลางวันและกลางคืน  ชนเหล่านั้น  ย่อมได้ในสิ่งที่คนทั้งหลายได้โดยยาก?


    สิ่งที่ได้โดยยากที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่มีเพียงลาภ ยศ สรรเสริญสุขเท่านั้น  เพราะผู้รู้ทั้งหลายต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสุขที่อิงวัตถุสิ่งของ ซึ่งเป็นของชั่วคราว ได้มาแล้วก็อยู่กับเราไม่นาน ในไม่ช้าก็ต้องพลัดพรากจากไป


    แม้สิ่งอันเป็นที่รักนั้นไม่จากเราไปก่อน แต่ตัวเรานั่นแหละจะต้องจากสิ่งนั้นไป จะหาความสุขที่เที่ยงแท้จากวัตถุสิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เลย 


    สิ่งที่ได้ยากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยใจ นั่นก็คือความสุขที่แท้จริงที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง  เป็นสิ่งที่ชาวโลกมักมองข้ามกัน เพราะมัวเอาใจไปติดอยู่กับสิ่งของนอกตัวซึ่งเป็นเครื่องล่อให้ติดอยู่ในภพทั้งสาม


    ชาวโลกจึงพบความสุขที่แท้จริงกันได้ยาก  แต่ไม่ว่าจะยากเพียงใด ขอให้ดูอย่างพระโพธิสัตว์ผู้ทรงบำเพ็ญตนเป็นต้นบุญและต้นแบบให้กับพวกเราทั้งหลาย สมควรที่เราจะได้ประพฤติปฏิบัติตาม ดังเรื่องการเสด็จออกผนวช เพื่อออกจากเบญจกามคุณของพระมหาชนกบรมโพธิสัตว์
 
    พระมหาชนกราช หลังจากที่ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนปราสาทแล้ว พระราชหฤทัยไม่ทรงยินดีในเบญจกามคุณอีกเลย ทรงคิดหาทางที่จะออกผนวชตลอดเวลา  แต่เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชา การที่จะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ  พระองค์จะต้องถูกคัดค้านจากพระอัครมเหสี จากเสนาบดีและเหล่าอำมาตย์ จากพสกนิกรและหมู่อาณาประชาราษฎร์อีกมากมาย  ดังนั้น พระองค์จึงทรงไตร่ตรองอยู่นานจนวันคืนล่วงไป
 
    แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน พระมหาชนกราชก็ยังหาทางหลุดพ้นจากภาระอันยิ่งใหญ่คือความเป็นพระราชาไม่ได้ เพราะพระประยูรญาติกับทั้งเหล่าบริวารทั้งหลาย ก็ล้วนยินดีในกามคุณทั้งสิ้น การพูดเรื่องออกบวชกับผู้ที่ยินดีในกามคุณเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เมื่อไร้ที่ปรึกษา  จึงได้แต่ทรงรำพึงอยู่เพียงพระองค์เดียว ส่วนว่าพระองค์จะทรงพบทางออกได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 23 กรกฎาคม, 2552, 08:25:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 16

 


    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกราชทรงยืนระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเปล่งอุทานว่า  ?บัณฑิตทั้งหลาย ผู้มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส อยู่ที่ไหนหนอ   ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ท่าน ใครหนอจะสามารถนำเราไปสู่สถานที่อยู่ของบัณฑิตเหล่านั้นได้?


     พระมหาชนกทรงเจริญธรรมอยู่บนปราสาท จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป ๔ เดือน พระราชนิเวศน์ที่งดงามดุจดาวดึงส์พิภพกลับปรากฏดุจโลกันตนรก ทำให้พระองค์มีพระหฤทัยเบื่อหน่าย มุ่งตรงต่อการบรรพชา  ได้ทรงพรรณนาถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของกรุงมิถิลา ซึ่งได้มาพร้อมกับภาระผูกพันที่มากมายว่า?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้สละกรุงมิถิลาราชธานีแห่งนี้ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดได้จัดสร้างไว้อย่างดี มีประตูถนน มีกำแพงและหอคอยเป็นจำนวนมาก?


    พระมหาชนกราชทรงรำพึงรำพันอย่างนี้เป็นประจำ หลังจากที่ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนปราสาทแล้ว พระราชหฤทัยไม่ทรงยินดีในเบญจกามคุณอีกเลย ทรงคิดหาทางที่จะออกผนวชตลอดเวลา  แต่เนื่องจากพระองค์เป็นพระราชา การที่จะเสด็จออกผนวช  ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ  พระองค์จะต้องถูกคัดค้านจากพระอัครมเหสี จากเสนาบดีและเหล่าอำมาตย์ จากพสกนิกรและหมู่อาณาประชาราษฎร์อีกมากมาย  ดังนั้น พระองค์จึงทรงไตร่ตรองอยู่นานจนวันคืนล่วงไป


    แต่เมื่อยังทรงนึกหาทางออกไม่ได้ ก็ทรงรำพึงรำพันไปเรื่อยๆ  วันสุดท้ายพระองค์ทรงเปล่งอุทานว่า
 
?เมื่อไรหนอ  เราจึงจะได้ปลงผม ห่มผ้ากาสายะ
ทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ตามถนนหนทาง อุ้มบาตร เที่ยวเดินบิณฑบาต 
 
เมื่อไรหนอ เมื่อฝนตก ๗ วัน เราจะเป็นผู้มีจีวรเปียกชุ่ม มีความเย็นกายเย็นใจเที่ยวบิณฑบาต
จะจาริกไปตามร่มไม้ ตามราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่กังวลถึงกิจการงานใดๆ


เมื่อไรหนอ เราจึงจะได้ละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาด
ได้อยู่ผู้เดียวตามภูเขาและสถานที่อันสงบ จะทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณ ดีดสายทั้ง ๗ ให้เป็นที่รื่นรมย์ใจ


ความประสงค์นั้นจะสำเร็จได้เมื่อไรหนอ และเราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของมนุษย์และที่เป็นของทิพย์
เป็นผู้ไม่มีความอาลัยในโลกทั้งปวงได้เมื่อไรหนอ?
 

    พระองค์ทรงหวนรำลึกถึงต้นมะม่วง ที่มีผลดกแต่ถูกทำลายไป ทรงยกเอาต้นมะม่วงนั้นมาเป็นครู ความรู้สึกสลดใจยังฝังแน่นอยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์เสมอมา    แม้เวลาจะผ่านเลย ๔ เดือนไปแล้วก็ตาม  แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงสลดพระราชหฤทัย ไม่มีความอาลัยในราชสมบัติอีกแล้ว ดำริจะออกผนวชเพียงอย่างเดียว เพราะทรงเห็นว่าเพศของนักบวชเท่านั้น ประเสริฐกว่าเพศของพระราชา


    ในระหว่างนั้นพระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า บัดนี้พระโอรสก็เติบใหญ่แล้ว สมควรที่จะครองราชสมบัติแทนเราได้แล้ว เราไม่มีห่วงกังวลอันใดอีก


    ครั้นดำริฉะนี้แล้วจึงรับสั่งราชบุรุษผู้รับใช้ใกล้ชิด เป็นความลับว่า ?เจ้าจงไปหาผ้าย้อมฝาดและบาตรดินมาให้เรา และอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด?


    ราชบุรุษก็ทำตามรับสั่งทุกประการ จากนั้นทรงโปรดให้เรียกเจ้าพนักงานภูษามาลาเข้ามาเฝ้า ให้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ


    ทรงโปรดให้บ้านส่วยแก่นายภูษามาลาเป็นเครื่องตอบแทน  แล้วทรงอนุญาตให้เขากลับไป


    ทรงนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ทรงพาดผืนหนึ่งที่พระอังสา ทรงอุ้มประคองบาตรดินอย่างสง่างาม จากนั้น ก็เสด็จจงกรมในปราสาท เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังออกเดินบิณฑบาต 


    ด้วยความที่ทรงมีปีติในบรรพชาเพศ จึงทรงเปล่งอุทานว่า  ?โอ บรรพชาเป็นสุขจริงหนอ เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขอันประเสริฐ...?
 
     พระมหาสัตว์เจริญธรรมอยู่ในปราสาทนั้น ตลอดทั้งวัน ทรงปรารภจะเสด็จลงจากปราสาทในวันรุ่งขึ้น ทรงทำสมาธิเจริญภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง แล้วพระองค์ก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยเด็ดขาดที่จะเสด็จออกจากพระราชวัง โดยไม่ต้องอำลาใคร


และในวันนั้นเอง พระนางสีวลีเทวีทรงรู้สึกหวั่นพระหฤทัยอยู่ลึกๆ  เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระราชามานานถึง ๔ เดือน  จึงตรัสเรียกสตรีคนสนิท ๗๐๐ คน เข้าพบเป็นการด่วน
 
    พระนางทรงรับสั่งว่า ?พวกเราไม่ได้เห็นพระราชามานานแล้ว วันนี้พวกเราจะไปเข้าเฝ้าพระราชากัน แต่ให้ทุกคนตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง แสดงกิริยาอาการร่าเริง พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ  และขับร้องด้วยลีลาที่งดงาม  เพื่อช่วยกันผูกใจของพระองค์ไว้?
 
    ส่วนพระเทวีก็ทรงประดับตกแต่งพระองค์อย่างสวยงามราวเทพธิดา  แล้วเสด็จก็ขึ้นปราสาทกับเหล่าสตรีทั้ง ๗๐๐ นาง 


    ในขณะที่เสด็จขึ้นบนปราสาทนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พระราชาเสด็จลงมาพอดี แต่พระเทวีก็ไม่ได้เฉลียวพระหฤทัย เห็นแต่กิริยาอาการที่สงบสำรวมเหมือนกับสมณะที่บวชมานาน ก็ทรงจำไม่ได้ 


    พระเทวีได้แต่ทรงนึกว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มาสนทนากับพระราชาเป็นประจำ  จึงทรงหลีกทางและทรงนั่งลงพนมมือไหว้ด้วยความเคารพ จากนั้นก็เสด็จลุกเดินขึ้นไปบนปราสาท


    เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงที่ประทับ ก็ไม่ทรงเห็นใครเลย   ทอดพระเนตรเห็นเพียงเส้นพระเกศาที่วางไว้อยู่บนพระแท่นสิริไสยาสน์ และห่อเครื่องราชาภรณ์
 
ทรงคาดการณ์ว่า นี้จะต้องเป็นเส้นพระเกศาของพระราชสวามี พระองค์ทรงปลงพระเกศาแล้วก็ทรงเปลี่ยนชุดเป็นบรรพชิต สละเครื่องราชาภรณ์วางไว้แล้วก็เสด็จลงจากพระราชวังไป


ก็ทรงทราบได้ว่า ?บรรพชิตรูปนั้น คงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสียแล้ว จะต้องเป็นพระราชสวามีสุดที่รักของเราอย่างแน่นอน?


    เมื่อดำริดังนี้แล้ว จึงทรงร้องสั่งพวกกำนัลในทั้งหลายว่า ?บรรพชิตรูปนั้น ต้องเป็นพระราชาแน่พวกเราต้องรีบไปทูลให้พระองค์เสด็จกลับ เร็วเข้าเถิด?
 
รับสั่งแล้วก็รีบเสด็จลงจากปราสาททันที  ส่วนว่าพระนางจะมีโอกาสได้พบพระราชสวามีอีกหรือไม่  โปรดติดตามตอนต่อไป....


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 26 กรกฎาคม, 2552, 09:35:56 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 17


 
    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกโพธิสัตว์ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  อุ้มประคองบาตรดินเสด็จจงกรมอยู่ในปราสาท เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังออกเดินบิณฑบาต   ทรงเจริญธรรมอยู่ในปราสาทนั้นด้วยความปลื้มปีติ ทรงทำสมาธิเจริญภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง แล้วในที่สุด ก็ทรงตัดสินพระหฤทัยเด็ดขาดที่จะเสด็จออกผนวช โดยไม่ต้องอำลาใคร


    ในเช้าวันนั้น พระนางสีวลีเทวีทรงหวั่นพระหฤทัยถึงพระราชสวามีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์ จึงได้ประดับตกแต่งพระวรกายอย่างสวยงาม  แล้วเสด็จก็ขึ้นปราสาทกับเหล่าสตรีทั้ง ๗๐๐ นาง
 
    ในขณะที่เสด็จขึ้นบนปราสาทนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงมาพอดี แต่พระเทวีก็ไม่ได้เฉลียวพระหฤทัย เห็นแต่กิริยาอาการที่สงบสำรวมเหมือนกับสมณะที่บวชมานาน จึงจำไม่ได้


    เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงที่ประทับ ก็ไม่ทรงเห็นใครเลย  ทอดพระเนตรเห็นเพียงเส้นพระเกศาที่วางไว้อยู่บนพระแท่นสิริไสยาสน์ เห็นห่อเครื่องราชาภรณ์  จึงเริ่มสงสัยว่า ?บรรพชิตรูปนั้น คงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นจะเป็นพระราชสวามีสุดที่รักเป็นแน่?


     เมื่อทรงดำริดังนี้แล้ว ก็รีบเสด็จวิ่งลงจากปราสาทพร้อมกับพวกสนมนางในทันที  ไปจนทันพระโพธิสัตว์ที่หน้าพระลานหลวง  ครั้นไปถึง ก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ต่อหน้าพระโพธิสัตว์อย่างน่าสงสาร สยายเกศาลงเบื้องพระปฤษฎางค์ กับด้วยสตรีทุกนาง


    พระเทวีได้ทูลอ้อนวอนว่า ?พระองค์ทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน เสด็จหนีไปแต่ผู้เดียว ทรงทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร  พวกหม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ พระองค์มุ่งเสด็จไปประดุจว่าปราศจากราชสมบัติเสด็จออกผนวช?


    พระโพธิสัตว์แม้จะได้ฟังถ้อยคำทัดทานอย่างไร ก็ทรงทำเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของพระนาง ยังคงเสด็จดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีป่าหิมพานต์เป็นเป้าหมาย

 
    เช้าวันนั้น เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ อำมาตย์ เสนาบดี ปุโรหิต ทั่วพระนครก็เกิดโกลาหลกันใหญ่  บางคนยังนุ่งห่มผ้าไม่เรียบร้อย พอได้ยินข่าวว่า พระราชาทรงออกผนวชแล้ว ก็รีบวิ่งออกมาที่หน้าพระลานหลวง
 
    เมื่อมาถึงแล้ว ต่างก็รู้สึกสับสนกันไปหมด ได้เกิดการวิพากวิจารกันไปต่างๆ นานาว่า  ต่อไปนี้ ใครจะปกครองแผ่นดิน พระราชาผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างนี้จะมีแต่ที่ไหน แทนที่จะอนุโมทนาสาธุการ กลับร้องห่มร้องไห้ไปตามๆ กัน


    พระสนมนารีทั้ง ๗๐๐ นาง ประคองแขนทั้งสองข้างกันแสง ทรงคร่ำครวญว่า  ?ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมพสกนิกร  พระองค์จะละทิ้งพวกข้าพระองค์ไปทำไม  ขอได้โปรดอยู่เป็นร่มโพธิสมภารอันประเสริฐให้แก่เหล่าข้าพระบาทด้วยเถิด?


    ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีทรงคร่ำครวญด้วยความโศกเศร้ามากที่สุด ได้พยายามกราบทูลรั้งพระราชาเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ พระราชายังคงเสด็จดำเนินไปด้วยอาการปกติเหมือนพญาช้างกำลังมุ่งสู่สมรภูมิ ไม่ได้หวั่นไหวหรือสนใจในคำอ้อนอวนเลย


    พระเทวีจึงคิดอุบาย ด้วยการให้มหาอำมาตย์มาเฝ้า แล้วรับสั่งให้รีบไปจุดไฟเผาเรือนเก่า ศาลาเก่า ด้วยการให้พาพรรคพวกไปรวบรวมหญ้าและใบไม้นำมาสุมให้เป็นควันมากๆ  ทำเหมือนว่าไฟกำลังโหมหนักขึ้นเรื่อยๆ  มหาอำมาตย์ก็รีบทำตามสั่งทันที


    เมื่อพระนางสีวลีเทวีรับสั่งเสร็จแล้ว ก็รีบตามเสด็จพระราชาไป  หมอบแทบพระยุคลบาท ทำเป็นกราบทูลด้วยความตกพระทัยว่า


     ?เสด็จพี่ เรือนคลังจำนวนมากกำลังถูกไฟไหม้ คลังเงิน คลังทอง คลังแก้ว คลังพัสดุสิ่งของ คลังทองแดง คลังเหล็กเป็นอันมาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกันอย่างน่ากลัว  แม้อยู่คนละส่วนก็ลุกเป็นไฟทั้งหมด
 


    ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับไปดับไฟเสียก่อน พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้ฉิบหายไปเพราะอัคคีภัยเลย ดับไฟเสร็จแล้วจึงค่อยเสด็จออกผนวชภายหลังก็ได้ จะได้ไม่ถูกครหาว่า เสด็จออกไปโดยไม่เหลียวแลพระนครที่กำลังถูกไฟไหม้?
 
 

        ฝ่ายพระมหาชนกผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่นต่อการบรรพชา ได้ตรัสว่า
 
?ดูก่อนน้องหญิง เธอตรัสอะไรอย่างนั้น  เราไม่มีความห่วงใยด้วยของเหล่านั้นที่ถูกเพลิงเผาผลาญเลย
ใครเป็นเจ้าของ คนนั้นก็มีแต่ความเร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ แต่เราหามีความกังวลไม่ 
 
เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญอยู่ ของอะไรๆ ของเรามิได้ถูกเผาผลาญเลย 
เพราะเราได้สละวางสมบัติเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว?
 


    ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาก็เสด็จออกทางประตูทิศอุดร  นางสนมกำนัลชั้นในทั้งเจ็ดร้อยก็ยังคงออกตามเสด็จไป ทูลอ้อนวอนให้เสด็จกลับไม่ขาดปาก มีน้ำตานองหน้าร่ำให้ดุจเดียวกัน


    พระนางสีวลีเทวีทรงคิดอุบายขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ทรงรับสั่งให้พวกอำมาตย์ ทำเป็นเหมือนมีโจรจำนวนมากมาปล้นฆ่าชิงทรัพย์ของชาวบ้าน และปล้นแว่นแคว้นบริเวณรอบๆ
 
    พวกอำมาตย์ก็รีบไปจัดการตามกระแสรับสั่งโดยเร็ว  ก็มีคนจำนวนมากถืออาวุธครบมือ มีผ้าโพกศีรษะ ถืออาวุธวิ่งไปวิ่งมาตามสถานที่ต่างๆ สวมบทบาทเหมือนกับกำลังบุกปล้นชาวบ้าน แต่ก็ไม่ได้ฆ่าหรือทำร้ายใคร
         
    ฝ่ายชาวบ้านไม่รู้เรื่องอะไร ก็ตกใจกลัวจริงๆ  จึงร้องตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากพระราชาว่า ?ข้าแต่มหาราช พวกโจรกำลังปล้นแว่นแคว้น ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด?


    ฝ่ายพระนางสีวลีก็กราบทูลสำทับลงไปว่า ?เกิดโจรป่าขึ้นแล้ว กำลังปล้นแว่นแคว้นของพระองค์   ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นนี้อย่าพินาศเสียหายเลย ขอพระองค์ได้โปรดเสด็จกลับไปปราบโจรร้ายด้วยเถิด?

        แต่พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีพระปัญญาเฉียบแหลม ทรงดำริว่า
 
?เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะไม่เกิดโจรปล้นทำลายแว่นแคว้นอย่างเด็ดขาด
เพราะเราปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ไม่เคยมีโจรร้ายเกิดขึ้นในบ้านเมือง
 
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างเกรงบารมีเรา
แต่เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นการกระทำตามคำสั่งของพระสีวลีเทวีอย่างแน่นอน?
 
 

        จึงทรงมีรับสั่งกับพระเทวีว่า
 
?เราเป็นผู้ไม่มีความกังวลแล้ว มีชีวิตอยู่เป็นสุขสบายดี
เมื่อแว่นแคว้นถูกโจรปล้น เรามิได้มีของอะไรจะให้ปล้น 

เราเป็นผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิตอยู่เป็นสุขดีหนอ
เราจักมีปีติเป็นภักษาเหมือนเทพชั้นอาภัสสราพรหม?



    ว่าแล้วก็รับสั่งให้พระเทวีเลิกทำเช่นนั้นเสีย อย่าทำให้ชาวแว่นแคว้นต้องเสียขวัญเลย และอย่าได้ติดตามพระองค์ต่อไปอีกเลย...  ส่วนว่าพระราชเทวีจะทำตามรับสั่งนั้น หรือจะทรงคิดหาอุบายอะไรอื่นอีก พระนางจะสามารถเกลี้ยกล่อมพระราชสวามี ให้กลับไปครองราชย์ดังเดิมได้หรือไม่  โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 26 กรกฎาคม, 2552, 21:14:36 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 18

 


        จากตอนที่แล้ว  พระเทวีได้ทูลอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ให้เสด็จกลับ แม้จะกราบทูลอย่างไรก็ไม่ได้ผล จึงทรงคิดอุบายอันแยบยล รีบรับสั่งให้มหาอำมาตย์ไปจุดไฟเผาเรือนเก่า ศาลาเก่า ด้วยการให้พาพรรคพวกไปรวบรวมหญ้าและใบไม้นำมาสุมให้เป็นควันมากๆ
   

        เมื่อไฟไหม้จนเกิดควันพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้ว พระนางสีวลีเทวีก็รีบตามเสด็จพระโพธิสัตว์ไป  กราบทูลด้วยความตกพระทัยว่า ?เสด็จพี่ เรือนคลังจำนวนมากกำลังถูกไฟไหม้ ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับไปดับไฟเสียก่อนเถิด ดับไฟเสร็จแล้วจึงค่อยเสด็จออกผนวชภายหลังก็ได้?

        ฝ่ายพระมหาชนกผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่นต่อการบรรพชา ได้ตรัสว่า
 
?เราไม่มีความกังวลด้วยของเหล่านั้นที่ถูกเพลิงเผาผลาญ 
แม้กรุงมิถิลาจะถูกเผา สมบัติอันใดของเรามิได้ถูกไฟไหม้  เพราะเราได้สละวางสมบัติเหล่านั้นแล้ว?
 
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็เสด็จต่อไป

        พระนางสีวลีเทวีทรงคิดหาวิธีใหม่ โดยรับสั่งให้พวกอำมาตย์ทำทีเป็นโจรจำนวนมากมาปล้นฆ่าชิงทรัพย์ของชาวบ้านบริเวณรอบๆ แล้วพระนางสีวลีก็เข้ากราบทูลสำทับลงไปว่า ?เกิดโจรร้ายขึ้นแล้ว กำลังปล้นแว่นแคว้นของพระองค์   ขอพระองค์จงเสด็จกลับไปปราบโจรร้ายก่อนเถิด?

        แต่พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีพระปัญญา ทรงดำริว่า ?เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะไม่เกิดโจรปล้นทำลายแว่นแคว้นเด็ดขาด  เหตุการณ์นี้เห็นทีจะเป็นการกระทำของพระสีวลีเทวี?  จึงมีรับสั่งกับพระเทวีว่า  ให้เลิกทำอย่างนี้เสีย และอย่าได้ติดตามพระองค์ต่อไปอีกเลย

        พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวชด้วยพระราชหฤทัยที่มั่นคง  แต่ก็ถูกพระนางสีวลีเทวีและเหล่านางสนมใช้อุบายอันชาญฉลาดเข้าขัดขวางพระองค์ทุกวิถีทาง เพื่อรั้งให้ทรงอยู่เสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติต่อไป

        ดังห้วงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล แม้มนุษย์จะสามารถล่องเรือไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งได้  แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถล่องเรือไปถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้นจากความเป็นทาสของกิเลสได้ ยังคงวนเวียนอยู่ในโอฆะคือห้วงนํ้าขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยมังสจักษุ
 

        ผู้มีปัญญาจักษุเท่านั้น จึงจะเห็นและรู้ว่า มนุษย์ทั้งหลายยังถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยตัณหา ให้วนเวียนอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ทั้ง ๔ คือ  กามโอฆะ ห้วงน้ำคือกาม  ภวะโอฆะ ห้วงน้ำคือภพ ทิฏฐิโอฆะ ห้วงน้ำคือทิฏฐิ และอวิชชาโอฆะ ห้วงน้ำคืออวิชชา

        โอฆะทั้ง ๔ นี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ว่ายข้ามได้ยากที่สุด  ผู้ที่ข้ามไปได้ก็มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายเท่านั้น 

        ส่วนมนุษย์ เทวดา พรหมหรืออรูปพรหม ต่างก็ยังตกอยู่ในห้วงโอฆะทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกันหมด  สรรพสัตว์ทั้งหลายถูกบ่วงแห่งมารคือกิเลสร้อยรัดเอาไว้ ทำให้ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสามเรื่อยไป 

        ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
 
?ชนเหล่าใด ประพฤติตามธรรมอันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ 
ชนเหล่านั้นย่อมข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยาก จักถึงฝั่งอันเกษม 
บัณฑิตออกจากอาลัยแล้ว อาศัยความไม่มีอาลัย
พึงละธรรมดำเสียแล้วเจริญธรรมอันขาวสะอาดขาว?
 
        บัณฑิตทั้งหลาย ท่านมองเห็นโลกตามความเป็นจริง จึงพยายามฝึกฝนอบรมตนเอง  เพื่อยกตนให้หลุดพ้นจากกรอบของอวิชชา เพื่อให้พ้นจากโอฆะทั้ง ๔ เหล่านี้

        ดังเช่นพระมหาชนกผู้เป็นพระบรมโพธิสัตว์ แม้ว่าท่านจะสามารถว่ายข้ามมหาสมุทร หลุดพ้นจากวิกฤติในชีวิตมาได้  แต่ท่านก็รู้ว่าตัวเองยังตกอยู่ในห้วงแห่งโอฆะเหล่านี้ จึงตัดสินพระราชหฤทัยที่จะออกผนวช เพื่อแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏอย่างแน่วแน่   ซึ่งบัดนี้แม้พระองค์จะได้ทรงเพศบรรพชิตแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จเข้าป่าด้วยพระหฤทัยที่ตั้งมั่น แต่พระนางสีวลีเทวีพร้อมด้วยข้าราชบริพาร กับทั้งมหาชนก็ยังคงตามเสด็จทุกฝีก้าว 

        เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากพระนครไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีพระดำริว่า เราจะให้พระเทวีและมหาชนกลับในบัดนี้ จึงทรงหยุดพระดำเนิน แล้วหันมาตรัสถามผู้ที่ติดตามพระองค์มาว่า ?ราชสมบัติในมิถิลานครเป็นของใคร?
 

        เหล่าอำมาตย์ก็กราบทูลว่า ?เป็นของพระองค์ พระเจ้าข้า?   ?ถ้าเช่นนั้น  พวกท่านจงลงราชทัณฑ์แก่ผู้ที่ข้ามรอยที่เราจะขีดนี้? 

        ครั้นมีราชบัญชาอย่างนั้นแล้ว ก็ทรงใช้ไม้ขีดเป็นรอยเส้นขนาดใหญ่ ขวางทางเอาไว้ แล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป  มหาชนต่างก็ยังเคารพในราชบัญชา จึงไม่กล้าข้ามหรือลบรอยขีด

        แม้พระนางสีวลีเทวีก็ไม่กล้าที่จะข้ามรอยขีดนั้นไป  ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหันพระปฤษฎางค์เสด็จไปอย่างไม่อาวรณ์ ก็ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ จึงกันแสงจนล้มขวางทางกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนคนไม่มีสติ

        พระนางทรงกลิ้งเกลือกทำรอยขีดนั้นให้เลอะเลือน เมื่อล่วงเลยรอยขีดนั้นแล้ว จึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามพระราชสวามีไป

        มหาชนเมื่อเห็นว่า รอยขีดนั้นหายไปแล้ว จึงรีบพากันตามเสด็จพระเทวีไปอีก
        ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งสู่หิมวันตประเทศ เสด็จไปทางทิศอุดร ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีก็พาข้าราชบริพารตามเสด็จไปด้วย

        แม้พระโพธิสัตว์จะทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่าไกลถึง ๖๐ โยชน์ ก็ยังไม่ทรงสามารถให้ข้าราชบริพารกลับได้
 

        ในสมัยนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อนารทะ เป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ อาศัยอยู่ที่สุวรรณคูหาในหิมวันตประเทศ ท่านได้ใช้เวลาให้ล่วงไปด้วยสุขอันเกิดจากฌานสมาบัติ  ครั้น ๗ วันผ่านไปก็ออกจากฌาน เปล่งอุทานว่า ?โอ สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ? 

        จากนั้นก็ตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุว่า ในพื้นชมพูทวีป มีใครบ้างที่กำลังแสวงหาสุขเหมือนอย่างท่าน ก็เห็นพระมหาชนกผู้เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ แต่ไม่สามารถให้มหาชนและเหล่าข้าราชบริพาร ซึ่งมีพระนางสีวลีเทวีเป็นประมุขกลับพระนครได้ 

        เกิดความกรุณาว่า หากเราไม่เข้าไปช่วยพระองค์ ข้าราชบริพารเหล่านั้นอาจกระทำอันตรายในการประพฤติพรหมจรรย์ของพระองค์ได้  จึงดำริว่า ?เราจักถวายโอวาทแด่พระองค์ เพื่อให้ทรงสมาทานมั่นในการบำเพ็ญสมณธรรม?
 

        คิดดังนี้แล้วก็เหาะไปด้วยกำลังฤทธิ์ ไปสถิตอยู่ในอากาศตรงเบื้องพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า  ?ประชุมชนนี้ส่งเสียงดังเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นพวกไหนหนอ เดินทางมากับท่านผู้เป็นสมณะ  ทำเหมือนเล่นหยอกล้อกันอยู่ในบ้าน?

        พระโพธิสัตว์ได้ทอดพระเนตรพระดาบสผู้มีตบะกล้าเหาะมาสถิตอยู่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามเหมือนกับจะให้พระองค์ทรงอับอายเช่นนั้น เมื่อได้สดับดังนี้แล้วพระองค์จะทรงตอบอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2552, 21:28:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 19

 


    จากตอนที่แล้ว พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวชด้วยพระราชหฤทัยที่มั่นคง  แต่ก็ถูกพระนางสีวลีเทวีและเหล่านางสนมใช้อุบายอันชาญฉลาดเข้าขัดขวางพระองค์ทุกวิถีทาง เพื่อรั้งให้ทรงอยู่เสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติต่อไป


    เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากพระนครไปได้ระยะหนึ่ง ทรงหยุดพระดำเนิน แล้วหันมารับสั่งว่า ?พวกท่านจงลงราชทัณฑ์แก่ผู้ที่ข้ามรอยที่เราจะขีดนี้?  แล้วก็ทรงใช้ไม้ขีดเป็นรอยเส้นขนาดใหญ่ขวางทางเอาไว้ แล้วก็เสด็จดำเนินต่อไป  มหาชนจึงไม่กล้าข้ามรอยขีดนั้นไป


    พระนางสีวลีเทวีทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหันพระปฤษฎางค์เสด็จไปอย่างไม่อาวรณ์ ก็ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ จึงกันแสงจนล้มขวางทางกลิ้งเกลือกไปมา ทำรอยขีดนั้นให้เลอะเลือน ล่วงเลยรอยขีดนั้นแล้วก็ทรงลุกขึ้นเสด็จตามพระราชสวามีไป มหาชนเมื่อเห็นว่า รอยขีดนั้นหายไปแล้ว จึงรีบพากันตามเสด็จพระเทวีไปอีก


    ในสมัยนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อนารทะ เป็นผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ ได้เห็นด้วยทิพยจักษุว่า พระมหาชนกได้เสด็จออกผนวช แต่ไม่สามารถให้พระนางสีวลีเทวีและเหล่าข้าราชบริพาร กลับพระนครได้  กำลังได้รับความลำบากเกิดความกรุณาคิดจะช่วยเหลือ


    ได้เหาะไปสถิตอยู่ในอากาศตรงเบื้องพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า  ?ประชุมชนนี้ส่งเสียงดังเหลือเกิน  คนเหล่านี้เป็นพวกไหนหนอ เดินทางมากับท่านผู้เป็นสมณะ  ทำเหมือนเล่นหยอกล้อกันอยู่ในบ้าน?
 
    พระมหาสัตว์ตรัสตอบว่า ?ประชุมชนนี้ตามข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าเป็นผู้ละจากพวกเขาแล้ว ล่วงเขตแดนคือกิเลสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน เป็นผู้ไม่เจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลาย ท่านก็รู้อยู่ จะถามทำไม  ท่านไม่ได้ฟังข่าวบ้างหรือว่า พระมหาชนกทิ้งวิเทหรัฐออกบวช?


    นารทดาบสต้องการให้พระโพธิสัตว์สมาทานมั่น จึงถวายข้อคิดว่า  ?พระองค์เพียงแต่ทรงเพศบรรพชิตนี้ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ ไม่ใช่ว่าจะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอันตรายอยู่มาก?


    พระโพธิสัตว์ตรัสว่า  ?ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาเฉพาะกามในมนุษยโลกที่บุคคลเห็นแล้วเท่านั้น  ถึงแม้กามในเทวโลกที่บุคคลมองไม่เห็นก็ไม่ปรารถนา เพราะฉะนั้น อันตรายจะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า  ซึ่งมีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ได้อย่างไร?


    นารทดาบสกล่าวว่า ?อันตรายมีมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความขัดเคืองใจ ความเมาในอาหาร ความมัวเมาในสรีระและมัวเมาในที่อยู่อาศัย  อันตรายเหล่านี้ยังมีอยู่ในพระองค์


     ...ดูก่อนสมณะ พระองค์เป็นผู้มีพระรูปงามน่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องดุจทองคำ เมื่อพระองค์รับสั่งว่า  อาตมภาพละราชสมบัติออกผนวช  คนทั้งหลายจักถวายบิณฑบาตอันโอชาประณีตแก่พระองค์ 


    ...พระองค์ทรงรับพอเต็มบาตร เสวยพอควรแล้ว เข้าสู่บรรณศาลา บรรทม ณ ที่ลาดไม้ หลับกรนอยู่ ครั้นตื่นในระหว่าง ก็จะพลิกกลับไปกลับมา


    ...เมื่อถึงเวลาบำเพ็ญวัตร ทรงเหยียดพระหัตถ์และพระบาท ลุกขึ้นจับราวจีวร เกียจคร้าน ไม่จับไม้กวาดอาศรม ไม่นำน้ำดื่มมา บรรทมหลับอีก มัวตรึกถึงกามวิตก 


     ...เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ก็จะไม่พอพระหฤทัยในบรรพชา อันตรายจะบังเกิดขึ้นกับพระองค์อย่างนี้แหละ...?


    พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำสอนอันเป็นมธุรวาจาของนารทดาบสแล้ว ก็ตรัสถามว่า  ?ข้าแต่ท่านดาบสผู้เจริญ คำสอนของท่านช่างประเสริฐแท้  ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนมารดาสั่งสอนบุตรน้อย ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ?


    นารทดาบสกล่าวว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยนามว่า นารทะ  โดยโคตรว่า กัสสปะ อาตมภาพมาหาพระองค์ เพราะรู้ว่า การสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้?


    จากนั้น ก็ได้ถวายโอวาทเพื่อจะได้มีหลักในการบำเพ็ญสมณธรรมว่า ?ขอพระองค์จงทรงยินดีในบรรพชานี้ ขอวิหารธรรมจงเกิดแก่พระองค์  กิจอันใดยังพร่องด้วยศีล ด้วยการบริกรรมและฌาน พระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์  จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์  จงทรงคลายออกเสียซึ่งทิฏฐิมานะ  จงบำเพ็ญกุศลกรรมบถ วิชชาและสมณธรรม แล้วประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความเคารพเถิด?


    โอวาทของนารทดาบสนั้นไพเราะนัก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยตรัสไว้ว่า
 
?สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดจากกามทั้งหลาย
ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว ก็จะข้ามโอฆะไปได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้ว ไปถึงฝั่ง ฉะนั้น?


    การจะข้ามห้วงนํ้าคือโอฆะ เพื่อไปสู่ฝั่งพระนิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุขได้นั้น  ต้องเอาชนะกิเลสประดุจธุลีทั้งหลายที่เป็นตะกอนนอนนิ่งอยู่ในขันธสันดานของตัวเราให้ได้  โดยเฉพาะกิเลส ๓ ตระกูลหลักๆ  คือโลภะ โทสะ โมหะ เราจะต้องหมั่นขจัดให้หลุดล่อนออกไปจากใจ
 


    ตามปกติแล้วกิเลสทั้งหลายสามารถฟูขึ้นและเกิดขึ้นในใจได้ตลอดเวลา  เราจะต้องสำรวมระวัง และไม่ประมาท ไม่ย่อท้อในการบำเพ็ญจิตภาวนา แล้วสักวันหนึ่งก็จะสามารถข้ามโอฆะไปได้
 

        พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า
 
?ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว ไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ
ความโลภย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว

ผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว  ไม่โกรธเคืองในอารมณ์ที่น่าโกรธเคือง
โทสะย่อมตกไปจากใจผู้นั้น เหมือนผลตาลสุก หล่นจากขั้ว

ผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว ไม่หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
ผู้นั้นย่อมกำจัดความหลงได้ เหมือนอาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไป ฉะนั้น?


     ครั้นนารทดาบสถวายโอวาทแด่พระโพธิสัตว์เสร็จแล้ว ก็เหาะกลับไปยังที่อยู่ของท่านตามเดิม 


    จากนั้น ก็มีดาบสอีกรูปหนึ่งชื่อมิคาชินะ ซึ่งเพิ่งออกจากฌานสมาบัติกำลังตรวจดูโลก  เห็นพระโพธิสัตว์เสด็จออกผนวช จึงเหาะมาปรากฏตนอยู่ในอากาศ เพื่อถวายโอวาทแก่พระโพธิสัตว์เพื่อประโยชน์จะให้มหาชนกลับพระนคร ดุจเดียวกับนารทดาบส
 


    ครั้นได้สนทนาไต่ถามชื่อเสียงเรียงนามพอรู้จักกันแล้ว จึงได้ทูลถามสาเหตุของการบวชว่า  ?พระองค์ทรงละช้าง ม้า ชาวพระนครและชาวชนบทเป็นจำนวนมาก เพื่อออกผนวช  ทั้งนี้ เพราะเหตุที่ชาวชนบท มิตร อำมาตย์และพระประยูรญาติ ได้กระทำความผิดต่อพระองค์  หรือว่าพระองค์ได้ประพฤติผิดต่อคนเหล่านั้น หรืออย่างไร จึงทรงละอิสริยสุข มาพอพระหฤทัยในการเที่ยวบิณฑบาต?


    พระโพธิสัตว์ได้สดับคำถามถึงสาเหตุของการทรงออกผนวชด้วยอัธยาศัยไมตรี จากท่านมิคาชินดาบสแล้ว ก็ทรงชุ่มชื่นพระหฤทัย แต่พระองค์จะตรัสตอบอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 09:52:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 20




        จากตอนที่แล้ว นารทดาบสได้เหาะมาถวายโอวาทแด่พระโพธิสัตว์ เพื่อต้องการให้ทรงสมาทานมั่นในเพศบรรพชิต โดยถวายข้อคิดว่า  ?พระองค์เพียงแต่ทรงเพศบรรพชิพ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ ไม่ใช่ว่าจะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอันตรายอีกมาก? 


        นารทดาบสเมื่อจะบอกถึงสิ่งที่บรรพชิตควรสังวรระวัง จึงถวายคำแนะนำว่า ?อันตรายเหล่านี้ยังมีอยู่ในพระองค์ คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความขัดเคืองใจ ความเมาอาหาร เมื่อพระองค์บรรทมหลับบ่อยๆ มัวตรึกถึงกามวิตก  พระหฤทัยก็จะไม่ยินดีในบรรพชา อันตรายจะบังเกิดแก่พระองค์อย่างนี้แล?

        พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำสอนอันเป็นมธุรวาจาของนารทดาบสแล้ว ก็ตรัสถามว่า  ?ข้าแต่พระดาบสผู้เจริญ คำสอนของท่านช่างประเสริฐแท้  ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนมารดาสั่งสอนบุตรน้อย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ?

        นารทดาบสจึงได้แนะนำให้ทรงรู้จักว่าท่านเป็นใคร แล้วได้ถวายโอวาทว่า ?ขอพระองค์จงทรงยินดีในบรรพชา กิจอันใดยังพร่องอยู่ด้วยศีล ด้วยการบริกรรมและฌานสมาบัติ พระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์  จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จงประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความเคารพเถิด? กล่าวจบแล้วก็ลาจากไป

        ต่อมา ได้มีดาบสอีกตนหนึ่งชื่อมิคาชินะ เหาะมาเพื่อถวายโอวาทแก่พระโพธิสัตว์ ได้ทูลถามสาเหตุของการบวชว่า  ?พระองค์ทรงละชาวพระนครเสด็จออกผนวช  เพราะเหตุที่ชาวพระนคร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติ ได้กระทำความผิดต่อพระองค์หรืออย่างไร?

        พระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงเหตุผลของการออกผนวชว่า ?ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้มีปัญหาในเรื่องราชสมบัติ ไม่ได้มีราชภัยหรือทะเลาะกับหมู่ญาติคนใดเลย ญาติทั้งหลายต่างปรารถนาให้ข้าพเจ้าครองราชย์  ต่างก็มาอ้อนวอนให้เสด็จกลับทั้งสิ้น
 
        ...ข้าแต่ท่านมิคาชินะ  ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสคุกคาม ทำให้เป็นไปตามวัฏฏะ เห็นชาวโลกถูกกิเลสย่ำยี ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม


        ...จึงได้ใช้ปัญญาเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสเหล่าใด  สัตว์เป็นอันมากถูกประหารและถูกจองจำเพราะกิเลสเหล่านั้น แม้ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่า และถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านั้น  เมื่อคิดฉะนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ?


        มิคาชินะดาบสได้สดับธรรมภาษิตจากพระโพธิสัตว์แล้ว ก็รู้สึกชื่นชอบในปณิธานอันยิ่งใหญ่ ต้องการจะฟังเหตุผลนั้นโดยพิสดาร จึงได้ถามต่อไปว่า ?ใครหนอเป็นผู้แนะนำธรรมะสั่งสอนพระองค์  ถ้อยคำอันสะอาดนี้ เป็นถ้อยคำของใคร  ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ  เพราะข้าพระองค์มิเคยเห็นพระองค์ได้ตรัสกับสมณะผู้มีวัตรปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ ซึ่งแนะนำหนทางสู่ความหลุดพ้นแก่พระองค์เลย?

        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะเคารพสมณะ หรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่เคยไต่ถามสมณะเหล่านั้นเลย  ข้าพเจ้าเป็นผู้อุปัฏฐากบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ทรงธรรมอันยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้ฟังธรรมะ ไม่เคยสนทนาธรรมจากผู้รู้เหล่านั้นเลย


        ...ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ เข้าไปในพระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่  เมื่อเจ้าพนักงานกำลังขับเพลงและประโคมดนตรีกันอยู่ ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วงซึ่งมีผลและไม่มีผล ต้นที่มีผลถูกคนเบียดเบียน จนปราศจากใบและก้าน แต่ต้นมะม่วงที่ไร้ผลกลับมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์?

        ...ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ?ศัตรูทั้งหลายจักฆ่าเราผู้มีอิสระ  เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกคนหักโค่น  เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์

        ...ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มีเหย้าเรือน ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยตัณหา  มะม่วงต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล  มะม่วงทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า?


        มิคาชินดาบสได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็อนุโมทนา แล้วถวายโอวาทว่า ?มหาบพิตร ขอพระองค์จงประพฤติพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม  จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด? 

        จากนั้นก็ได้แนะนำวัตรของผู้บำเพ็ญตบะให้ทราบอย่างละเอียด แล้วก็เหาะกลับไปที่พำนักของท่านดังเดิม

        เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีก็ตระหนักว่า พระโพธิสัตว์ทรงมีพระมนัสมุ่งมั่นต่อการบรรพชา คงไม่อาจทำให้พระองค์ทรงเลิกล้มปณิธานอย่างแน่นอน   จึงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระโพธิสัตว์ กราบทูลว่า  ?ข้าแต่มหาราชเจ้า มหาชนเกิดความหวั่นใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว  ขอพระองค์โปรดทำให้ประชุมชนอุ่นใจด้วยการอภิเษกพระโอรส คือ ทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด?


        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ดูก่อนพระเทวี เราได้สละพสกนิกร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติทั้งหลายแล้ว  ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีบุตร กาลต่อไป ชาววิเทหรัฐจะเป็นผู้อภิเษกทีฆาวุกุมาร และทีฆาวุกุมารก็จะเป็นผู้บำรุงวิเทหรัฐให้เจริญรุ่งเรือง ขอพระนางจงเบาใจเถิด?

        พระมหาชนกโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ ใคร่ที่จะพ้นไปแต่เพียงอย่างเดียว ประดุจบุรุษผู้อยู่ในเรือนจำมานาน ได้รับความทุกข์ทรมาน มิได้เกิดความยินดีในเรือนจำนั้นเลย มุ่งแสวงหาทางที่จะพ้นออกไปอย่างไม่อาลัยไยดี

        ภพทั้งสาม จึงปรากฏประดุจคุกกักขังสรรพสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด แต่สัตว์โลกก็ยังคงหลงใหลยินดีและหลงยึดติดในสิ่งเหล่านั้น  ไม่คิดหาหนทางที่จะสลัดตนให้หลุดพ้นจากภพทั้งสามนี้ไป   การประพฤติพรหมจรรย์เป็นวิธีการสำคัญ ที่จะทำให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ และหลุดพ้นจากภพทั้งสามไปสู่อายตนนิพพานได้


        ดังนั้น ในระหว่างการสร้างบารมี หากชาติใดไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะหาโอกาสปลีกวิเวก แสวงหาสถานที่อันสงัดปลอดจากผู้คน ด้วยการบวชเป็นดาบสหรือเป็นฤๅษี เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งอย่างเต็มที่

        ส่วนพระนางสีวลีเทวีทรงเห็นว่า คงไม่อาจรั้งให้พระราชสวามีกลับไปครองราชย์ได้อีกแล้ว จึงได้ทูลถามพระโพธิสัตว์ต่อไปว่า ?ข้าแต่พระองค์เมื่อพระองค์ออกผนวชแล้ว หม่อมฉันจะทำอย่างไรดี? 

        พระโพธิสัตว์ได้ตรัสแนะนำพระนางว่า ?ดูก่อนพระเทวี เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชย์แล้ว ก็อาจทำบาปอกุศลด้วยกาย วาจา และใจอีกเป็นอันมาก ซึ่งเป็นเหตุให้เธอไปสู่ทุคติ   แม้เธอเองก็ควรประพฤติธรรม เลี้ยงชีวิตด้วยก้อนข้าวที่คนอื่นมอบให้ ไม่ควรกลับไปเสวยเบญจกามคุณในราชสมบัติอีก?


        จากนั้นก็ทรงประทานโอวาทแก่พระนาง ให้รักในการประพฤติพรหมจรรย์  ยินดีใน นิรามิสสุข คือ สุขที่ไม่ต้องอาศัยคน สัตว์ สิ่งของหรือกามคุณ ให้ยิ่งกว่าสามิสสุข  จงเห็นแก่ประโยชน์ในโลกหน้าและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในสังสารวัฏ ให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน 

        พระนางสีวลีเทวีเมื่อได้ฟังพระโอวาทของพระโพธิสัตว์ ว่าให้พระนางเว้นจากกามคุณ ให้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ในโลกหน้าให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน ก็ค่อยๆ ทรงคลายความผูกพัน แต่พระนางจะทรงทำอย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 20:21:54 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 21


 
        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบท่านมิคาชินะถึงเหตุของการออกผนวชว่า ?ข้าพเจ้ามิได้มีปัญหาในเรื่องราชสมบัติ ไม่ได้ทะเลาะกับหมู่ญาติคนใดเลย แต่เพราะเห็นโลกถูกกิเลสคุกคาม ถูกกิเลสย่ำยี จึงพิจารณาว่า สัตว์เป็นอันมากถูกประหารและถูกจองจำเพราะกิเลส แม้แต่ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่า และถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านั้น คิดดังนี้ จึงได้ออกบวช?


        มิคาชินะดาบสได้สดับธรรมภาษิตจากพระโพธิสัตว์ก็รู้สึกชื่นชอบ จึงได้ถามต่อไปว่า ?ใครหนอเป็นผู้แนะนำธรรมะแด่พระองค์  ถ้อยคำอันสะอาดนี้ เป็นถ้อยคำของใคร?

        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?ถึงข้าพเจ้าจะเคารพและอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่เคยไต่ถามธรรมะจากท่านเลย   จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าไปในพระราชอุทยาน ได้เห็นต้นมะม่วงที่มีผลถูกคนเบียดเบียนจนปราศจากใบและก้าน แต่ต้นมะม่วงที่ไร้ผลกลับมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์ มะม่วงทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า?

        เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีจึงเข้ามากราบทูลว่า ?มหาชนเกิดความหวั่นใจว่า พระราชาทรงออกผนวชเสียแล้ว  ขอพระองค์โปรดทำให้มหาชนอุ่นใจด้วยการอภิเษกพระโอรส คือ ทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด?
 
        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ?เราได้สละพสกนิกร มิตรอำมาตย์และพระประยูรญาติแล้ว  กาลต่อไป ชาววิเทหรัฐจะเป็นผู้อภิเษกทีฆาวุกุมารเอง ขอพระนางจงเบาใจเถิด? จากนั้นก็ทรงประทานโอวาทแก่พระนาง ให้รักในการประพฤติพรหมจรรย์  ยินดีในนิรามิสสุข จงเห็นแก่ประโยชน์ในโลกหน้า ให้ยิ่งกว่าประโยชน์ในปัจจุบัน 

        เมื่อพระโพธิสัตว์ประทานพระโอวาทแด่พระสีวลีเทวีจบลง ดวงอาทิตย์ก็ตกลับขอบฟ้า  พระโพธิสัตว์จึงขอตัวเสด็จเข้าไปหาที่สงบวิเวกตามลำพัง เข้าประทับที่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง
 
        ฝ่ายพระเทวีก็มีพระเสาวนีย์รับสั่งให้ตั้งค่ายอยู่ไม่ไกล    จากที่พักขอพระโพธิสัตว์นัก  ครั้นรุ่งเช้า พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปสู่พระนครชื่อถูนะ เพื่อภิกขาจาร ฝ่ายพระเทวีก็รีบตามเสด็จไม่ยอมห่าง เพราะกลัวว่าจะถูกพระโพธิสัตว์ทอดทิ้ง

        ในขณะที่เที่ยวภิกขาจารอยู่นั้น  มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ซื้อเนื้อก้อนใหญ่มาจากตลาด แล้วเสียบหลาวย่างจนสุก จากนั้นก็วางเนื้อไว้บนกระดานเพื่อให้เย็นและยืนรออยู่

        เมื่อหนุ่มนั้นเผลอ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งก็แอบคาบเนื้อก้อนนั้นหนีไป เจ้าหนุ่มเห็นสุนัขคาบเนื้อของตัวไป ก็รีบวิ่งไล่ตาม ไปจนถึงนอกประตูเมืองทางทิศใต้  เมื่อไล่ตามจนเหนื่อย ก็หมดความอยาก หมดอาลัยในก้อนเนื้อนั้น จึงหันหลังกลับบ้านไป

        พระโพธิสัตว์กับพระเทวีเสด็จผ่านมาข้างหน้าสุนัขที่ทางสองแพร่งนั้นพอดี  สุนัขนึกว่าเจ้าของก้อนเนื้อมาดักรอ ด้วยความกลัวจึงทิ้งก้อนเนื้อแล้ววิ่งหนีไป 


        พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น จึงทรงดำริว่า  ?เจ้าของก้อนเนื้อก็มิได้ปรากฏให้เห็น อาหารชนิดนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าเป็นบังสุกุลบิณฑบาต? 

        ครั้นดำริเช่นนี้แล้ว ก็ทรงก้มลงหยิบก้อนเนื้อขึ้นมาปัดฝุ่น แล้วใส่ลงในบาตร เสด็จไปที่ท่าน้ำ ทรงนั่งพิจารณาอาหาร แล้วก็เสวยเนื้อก้อนนั้นด้วยอาการสำรวม

        พระสีวลีเทวีทรงดำริว่า  ?ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่พึงเสวยเนื้อก้อนนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข แต่นี่พระองค์มิได้ทรงรังเกียจกลับเสวยอย่างสงบดุจเสวยอมตรส บัดนี้พระองค์คงจะมิใช่พระราชสวามีของเราแล้ว? เมื่อดำริเช่นนี้ ความผูกพันที่เคยมีก็คลายตัวลง

        แม้จะทรงรู้ว่าพระราชาทรงหมดอาลัยในราชสมบัติแล้ว ถึงกระนั้น พระนางก็ไม่อาจทรงดำเนินชีวิตเพียงลำพังพระองค์เดียวได้ จึงทูลอ้อนวอนว่า ?ข้าแต่มหาราช  พระองค์เสวยเนื้อที่น่าเกลียดปานนี้ได้อย่างไร  คนที่ฉลาด แม้ไม่ได้บริโภคอาหารถึง ๔ มื้อ อดอยากปางตาย  ก็ยอมตายเสียด้วยความหิว  เขาจะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นที่ไม่สะอาดเลย  แต่พระองค์กลับเสวยก้อนเนื้ออันเป็นเดนสุนัข ซึ่งไม่สะอาด น่ารังเกียจ ขอพระองค์เสด็จกลับไปบริโภคราชสมบัติเถิด?


        พระโพธิสัตว์ ตรัสตอบว่า  ?ดูก่อนพระนางสีวลี ก้อนเนื้อนี้ ชื่อว่าเป็นอาหารของอาตมาที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เพราะเจ้าของและสุนัขต่างก็สละแล้ว  ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่บุคคลได้มาโดยชอบธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่มีโทษ  ดูก่อนพระเทวี เธอไม่รู้จักความวิเศษของบิณฑบาตนี้ เพราะความเขลาต่างหากเล่า? 

        ครั้นตรัสชี้แจงให้ทราบถึงชีวิตสมณะแล้ว ก็ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ทรงชำระพระหัตถ์ แล้วเสด็จลุกขึ้น ถือเครื่องบริขาร ดำเนินต่อไปโดยไม่ทรงใส่พระทัยว่าพระนางจะเดินตามมาหรือไม่

        เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จดำเนินไปจนลุถึงประตูพระนครด้านใน ระหว่างทาง ทรงเห็นพวกเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน 


        ในจำนวนนั้น มีกุมาริกาคนหนึ่งเอากระด้งน้อยฝัดทรายเล่นอยู่ ที่ข้อมือข้างหนึ่งของนางสวมกำไลหนึ่งอัน และข้อมืออีกข้างหนึ่งสวมกำไลสองอัน  กำไลสองอันนั้นกระทบกันมีเสียงดัง กริกๆ แต่กำไลอันเดียวนั้นไม่มีเสียงเลย

        พระโพธิสัตว์สังเกตเห็นแล้ว ก็เกิดปัญญาสอนตัวเอง ทรงมีพระดำริว่า  ?บัดนี้ พระนางสีวลีตามหลังเรามา ขึ้นชื่อว่าสตรีเป็นมลทินของบรรพชิต  ชนทั้งหลายเห็นนางตามเรามา จักติเตียนเราว่า บรรพชิตนี้แม้บวชแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะละภรรยาได้ 

        จึงเสด็จเขาไปหากุมาริกาด้วยทรงมีพระดำริว่า ?ถ้ากุมาริกาคนนี้ เป็นคนฉลาด จักพูดถึงเหตุนี้ เพื่อให้พระนางสีวลีกลับไป?

        ครั้นดำริฉะนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าไปถามกุมาริกาว่า ?แน่ะนางกุมาริกา กำไลข้อมือของเธอข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?


        กุมาริกาเป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญเก่ามาดี จึงมีปัญญามาก เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวตอบไปว่า  ?ข้าแต่สมณะ เสียงเกิดจากกำไลสองอันที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน อีกด้านหนึ่งไม่ส่งเสียงเป็นเหมือนคนๆ เดียวย่อมสงบนิ่ง บุคคลสองคนย่อมวิวาทกัน  คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านนักบวช ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด?

        ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กุมาริกาได้กล่าวเตือนพระสติพระมหาสัตว์ต่อไปว่า ?ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมไม่พาสตรีเที่ยวไป  แต่ทำไมท่านจึงพาภรรยาซึ่งมีรูปงามดุจเทพอัปสรเที่ยวไปด้วยเล่า ภรรยาจะทำให้สมณธรรมของท่านมัวหมอง ท่านจงยินดีในการอยู่คนเดียวเถิด?

        ด้วยถ้อยคำของกุมาริกาคนนี้ ทำให้พระนางสีวลีต้องนิ่งอึ่ง แต่ก็ทรงพยายามที่จะไม่นำมาเป็นอารมณ์  ส่วนพระโพธิสัตว์นั้นกลับได้ตระหนักมากขึ้น และก็มีดำริว่า ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจจากพระเทวีอย่างเด็ดขาด   แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,904
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 28 กรกฎาคม, 2552, 20:22:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 22

 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปสู่พระนครชื่อถูนะ เพื่อภิกขาจาร ทรงได้เนื้อย่างที่สุนัขทิ้งไว้ ก็ดำริว่า  ?อาหารชนิดนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าเป็นบังสุกุลบิณฑบาต?  แล้วก็เสวยเนื้อก้อนนั้นด้วยอาการสำรวม

        พระสีวลีเทวีจึงดำริว่า  ?ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่พึงเสวยเนื้อก้อนนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข แต่พระองค์มิได้ทรงรังเกียจกลับเสวยอย่างสงบ บัดนี้พระองค์จะมิใช่พระราชสวามีของเราแล้ว?  แต่ถึงกระนั้น พระนางก็ไม่อาจสละพระโพธิสัตว์ได้ ยังคงติดตามต่อไป
 
        พระโพธิสัตว์ครั้นเสด็จต่อไป ได้เห็นนางกุมาริกากำลังเอากระด้งฝัดทรายเล่นอยู่ ทรงเห็นที่ข้อมือของนางข้างหนึ่งสวมกำไลสองอัน อีกข้างหนึ่งสวมอันเดียว ก็มีพระดำริว่า เราจะให้นางกุมาริกานี้กล่าวให้สติพระเทวี จึงเสด็จเข้าไปถามกุมาริกาว่า ?กำไลข้อมือของเธอข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียง  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?

        นางกุมาริกาผู้มีปัญญา ทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า  ?ข้าแต่สมณะ เสียงเกิดจากกำไลสองอันที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน อีกด้านหนึ่งไม่ส่งเสียงเป็นเหมือนคนๆ เดียวย่อมสงบนิ่ง แต่ถ้ามีบุคคลสองคนย่อมวิวาทกัน  คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านนักบวช ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด?

        พระนางสีวลีเทวี ได้พยายามติดตามพระมหาชนกไปทุกหนทุกแห่ง แม้จะถูกกุมาริกาซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านตำหนิว่า บรรพชิตไม่ควรเดินทางไปพร้อมกับสตรี เพราะอาจเป็นที่ครหานินทาได้ แต่ด้วยความรักมั่นในพระมหาชนก  พระนางจึงไม่อาจตัดใจพรากจากพระองค์ไปได้


        พระมหาชนกจึงตรัสกับพระเทวีว่า  ?แน่ะเทวี  เธอได้ยินแล้วมิใช่หรือ  นางกุมาริกาเป็นเพียงเด็กสาว ยังกล้ามาติเตียนเรา  เพราะฉะนั้น เราทั้งสองจงแยกทางกันเถิด  เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จะไปอีกทางหนึ่ง  เธออย่าเรียกเราว่าเป็นพระสวามีของเธอ และเราก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นมเหสีของเราอีก?

        พระนางสีวลีเทวีได้สดับแล้ว ก็ทรงทราบชัดว่า บัดนี้คงไม่อาจติดตามพระสวามีต่อไปได้อีก จึงกราบทูลพร้อมกันแสงว่า ?ข้าแต่พระจอมชน พระองค์เป็นกษัตริย์สูงสุด จงถือเอาทางขวา  ส่วนข้าพระองค์เป็นอภัพบุคคล จะถือเอาทางซ้าย?

        ครั้นกราบทูลแล้ว ก็ถวายบังคมพระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จไปอีกทางหนึ่ง แต่ด้วยวิสัยของสตรีผู้มีใจยังไม่มั่นคง ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ ก็เสด็จกลับมาอีก และได้ติดตามพระโพธิสัตว์เข้าสู่ถูนนคร(ถู นะ นะ คอน)ไป

        พระโพธิสัตว์เที่ยวบิณฑบาต เสด็จถึงหน้าบ้านของช่างศร  ซึ่งกำลังเล็งดูลูกศรด้วยตาข้างหนึ่ง เพื่อดัดลูกศรให้ตรง  จึงตรัสถามช่างศรว่า ?ท่านนายช่าง ทำไมท่านจึงหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยหางตาอีกข้างหนึ่ง ใช้ตาทั้งสองเล็งดูลูกศรไม่ได้หรือ?


        ช่างศรผู้เรืองปัญญาทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ จึงทูลว่า ?ข้าแต่สมณะ การจะทำลูกศรให้ตรง ต้องอาศัยการเล็งดูด้วยตาข้างเดียวเท่านั้น เพราะดูสองตาอาจคลาดเคลื่อนได้ เหมือนมีสองคนอาจเกิดการวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า...ข้าแต่สมณะ เมื่อข้าพเจ้าลืมตา ๒ ข้างพร้อมกัน ที่คดย่อมไม่ปรากฏ คือแม้ที่คดก็ปรากฏว่าตรง แม้ที่ตรงก็ปรากฏว่าคด ดวงตา ๒ ข้างต้องทะเลาะกันเอง ฉันใด แม้สมณะมี ๒ รูป ก็ฉันนั้น ย่อมทะเลาะวิวาทกันได้  ส่วนคนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า

        เมื่อช่างศรมองไปเห็นพระเทวีผู้มีใบหน้างดงามดั่งเทพนารี จึงเตือนพระโพธิสัตว์ว่า ?ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ ท่านจงชอบใจการอยู่คนเดียวเถิด  ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมจะไม่พาแม้น้องสาวเที่ยวไป  ทำไมท่านจึงพาภรรยา ซึ่งรูปงามดุจเทพอัปสรเที่ยวไปด้วยเล่า ท่านจงเที่ยวไปแต่ลำพังผู้เดียวเถิด? เมื่อกล่าวกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็นั่งทำงานของตนต่อไป 

        พระโพธิสัตว์ครั้นสดับแล้ว แม้จะทรงสงสารเห็นใจพระนางสีวลีเพียงใด แต่ก็ทรงข่มพระหฤทัยหันมาตรัสกับพระนางว่า  ?ดูก่อนน้องหญิง เธอได้ยินแล้วมิใช่หรือ ช่างศรเป็นเพียงสามัญชน ยังกล้ามาตำหนิเราได้  นางผู้เจริญ  เราทั้งสองจงแยกทางกันตรงทางสองแพร่งนี้เถิด ต่อไปเธออย่าเรียกเราว่าเป็นพระสวามี และเราก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นมเหสีอีก?

        พระนางสีวลีเทวีนั้น ทรงเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงทุกขณะ แม้จะทรงติดตามวิงวอนอย่างไรก็ไม่ได้รับกำลังใจตอบเลยแม้เพียงนิด แถมยังถูกพระโพธิสัตว์ตรัสห้ามปรามอย่างไม่ไยดี ถึงกระนั้นก็ไม่อาจตัดพระทัยจากพระสวามีได้ ยังคงเสด็จติดตามอยู่เหมือนเดิม แม้มหาชนก็ตามเสด็จพระองค์ไปทุกหนทุกแห่งเหมือนกัน

        เมื่อเดินทางเข้าสู่ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีแนวป่าเขียวชอุ่ม พระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความเพียรที่พระองค์เคยทำในท้องมหาสมุทร ว่าที่ทรงได้ครองราชย์ก็ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ และการออกบวชในครั้งนี้ ก็จะใจอ่อนด้วยสงสารพระเทวีจนเป็นเหตุให้คลายความเพียรไม่ได้ เมื่อทอดพระเนตรเห็นหญ้ามุงกระต่ายอยู่ข้างทาง จึงทรงก้มลงถอนหญ้ามุงกระต่ายนั้นขึ้นมา


        แล้วตรัสเรียกพระเทวีให้เข้ามาใกล้ๆ  ทรงยื่นคำขาดว่า ?น้องหญิงสีวลีผู้เจริญ หญ้ามุงกระต่าย ซึ่งเราถอนขึ้นแล้วนี้ ไม่อาจสืบต่อกันได้อีก ฉันใด  การอยู่ร่วมกันระหว่างเธอกับฉัน ก็ไม่อาจสืบต่อได้อีก ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เธอจงอยู่ผู้เดียว ฉันก็จะอยู่ผู้เดียวเหมือนกัน?

        เมื่อพระเทวีได้ทรงฟังพระโอวาทพร้อมทั้งยื่นคำขาดเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงรู้สึกเศร้าพระหฤทัยอย่างหาที่เปรียบมิได้  รู้ว่าบัดนี้พระนางจะไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกับพระมหาชนกราชอีกแล้ว  เพราะตลอดเวลาที่ทรงติดตามมา ไม่เคยทรงได้รับความชุ่มชื่นใจตอบแม้เพียงสักครั้งเดียวเลย จึงทรงร่ำไห้จนหัวใจแทบแตกสลาย พระนางถึงกับหมดสติล้มลงที่หนทางใหญ่นั้น 


        พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า พระนางถึงวิสัญญีภาพไปแล้ว แม้จะทรงสงสารพระนางเพียงใด แต่ก็ทรงตัดใจด้วยดำริว่า ช่วงเวลานี้จะแสดงความสงสารเห็นใจอะไรไม่ได้อีกแล้ว จำต้องตัดอาลัยให้สิ้น เดี๋ยวข้าราชบริพารก็จะช่วยเยียวยาพระนางเอง ดำริฉะนี้แล้วก็ทรงรีบก้าวพระบาทเสด็จเข้าป่าไปโดยไม่เหลียวหลัง

        เมื่อพระนางสีวลีเทวีได้รับการนวดเฟ้นจนรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ทรงร้องเรียกหาพระมหาชนกด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตรัสถามทางที่พระองค์เสด็จไป 

        เนื่องจากหมู่อำมาตย์ไม่ได้ติดตามพระองค์ไป จึงไม่มีใครทราบ  แม้ว่าพระนางจะรับสั่งให้เที่ยวค้นหาอย่างไร ก็ไม่มีใครพบพระโพธิสัตว์อีก


        เมื่อทรงเห็นว่าหมดหวังแล้ว พระนางก็ทรงร่ำให้อีกเป็นเวลานาน เมื่อคลายเศร้าโศกแล้ว ได้ทรงให้สร้างพระเจดีย์ตรงที่พระโพธิสัตว์ประทับยืน ทรงทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ เสร็จแล้วจึงเสด็จกลับกรุงมิถิลา

        ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ได้เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ตั้งพระทัยมั่นเจริญสมาธิภาวนา  ภายใน ๗ วันเท่านั้น ก็สามารถทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น แล้วก็ไม่เสด็จกลับพระนครอีกจนตลอดพระชนม์ชีพ

        ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีเมื่อเสด็จกลับพระนครแล้ว โปรดให้สร้างพระเจดีย์อีกหลายองค์ คือตรงที่พระโพธิสัตว์ตรัสกับช่างศร ตรงที่ตรัสกับนางกุมาริกา และตรงที่เสวยเนื้อซึ่งสุนัขคาบมาทิ้ง ตรงที่ตรัสกับมิคาชินดาบส และตรัสกับนารทดาบส  ได้ทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น
 
        หลังจากนั้น ก็ทรงทำการอภิเษกพระราชโอรสขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไป ณ พระราชอุทยานอัมพวัน  แล้วพระนางก็ได้ทรงทำตามคำแนะนำของพระมหาชนก ด้วยการออกผนวชเป็นดาบสินี ประทับอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ทรงทำกสิณบริกรรมจนได้บรรลุฌานสมาบัติ

        เมื่อละโลกไปแล้ว ก็ได้บังเกิดในพรหมโลก ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไม่เสื่อมจากฌาน เมื่อละสังขารแล้วก็ได้เข้าถึงพรหมโลกเช่นเดียวกัน

        พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าอดีตชาติของพระองค์จบลง ได้ทรงประชุมชาดกว่า  ?ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ มหาพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นพระมหากัสสปะ นางมณีเมขลาเทพธิดาผู้รักษาสมุทร ได้มาเป็นอุบลวรรณาภิกษุณี  นารทดาบสได้มาเป็นพระสารีบุตร มิคาชินดาบสได้มาเป็นพระมหาโมคคัลลานะ  นางกุมาริกาได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี ช่างศรได้มาเป็นพระอานนท์  ราชบริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท  สีวลีเทวีได้มาเป็นพระมารดาของพระราหุล  ฑีฆาวุกุมารได้มาเป็นพระราหุล  พระชนกพระชนนีได้มาเป็นมหาราชศากยสกุล ส่วนพระมหาชนกราช คือเราตถาคต?


        เราจะเห็นว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ท่านมองเห็นโลกและชีวิตอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงไม่มีความเยื่อใยในเบญจกามคุณทั้งหลาย  เพราะท่านมีดวงปัญญาบริสุทธิ์ และเคยผ่านชีวิตในสังสารวัฏมายาวนาน  จึงรู้ว่าพระนิพพานเท่านั้นที่เป็นเป้าหมาย พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงมีความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละที่จะไปให้ถึง

        เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายเมื่อตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตว่า เรามีความตายเป็นที่สุด  จะพ้นความตายไปไม่ได้ และบุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของเราในวัฏสงสารอันยาวไกล จึงไม่ควรหลงเพลินจนเกินเหตุ จงมองให้ไกลถึงประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้า แล้วตั้งใจทำความดีทุกอย่างให้สุดชีวิต เพื่อบ่มบารมีของเราให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์
 
        ด้วยการหมั่นให้ทานอย่างเต็มกำลัง รักษาศีลให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง และหาเวลานั่งสมาธิทำภาวนา จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในการทำกุศลทั้งปวงให้ถึงพร้อม ถูกต้องตรงตามปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดา ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนานตราบวันเข้าสู่พระนิพพาน
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: