Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 มกราคม, 2561, 17:24:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  (อ่าน 37330 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 22:18:53 »



เรื่อง พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 1

 


    เราได้ติดตามศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งพระองค์ ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ได้สร้างบารมีมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน ซึ่งในพระชาติที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องของพระเตมีย์ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ซึ่งพระองค์ทรงเกรงกลัวภัยในมหานรกยิ่งกว่ากลัวความตายเสียอีก


    แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่างๆ อย่างหนักหนาสาหัสเพียงไร แต่พระองค์ก็ไม่ทรงละทิ้งมโนปณิธาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำความปรารถนาของพระองค์ให้สำเร็จให้จงได้พระองค์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกผนวชตั้งแต่เยาว์วัย จนในที่สุด ผลแห่งตั้งใจที่พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรมาอย่างต่อเนื่อง ก็มาถึงพร้อมเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 16 ชันษา จึงได้เสด็จออกผนวชเป็นผลสำเร็จ และยังมีหมู่พระประยูรญาติพร้อมข้าราชบริพาร อีกทั้งกษัตริย์ต่างเมืองออกบวชตามอีกเป็นจำนวนมาก
 

    นับเป็นพระชาติหนึ่ง ที่พระอรรถกถาจารย์ผู้เป็นบัณฑิตในกาลก่อน ได้นำมาจัดเข้าเป็นหนึ่งในสิบชาติที่สำคัญ เพื่อให้เป็นแบบอย่างในประพฤติปฏิบัติของเหล่าชนทั้งหลายด้านเนกขัมมบารมี คือ อุปนิสัยอันเต็มเปี่ยมในการปลีกตนให้พ้นจากกามคุณทั้ง 5 โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน



     วันนี้ เราจะได้มาศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ในอีกพระชาติหนึ่ง  คือ พระมหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี คือ อุปนิสัยอันเต็มเปี่ยมด้วยความเพียร อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หากจะถามว่า ทำไมจึงต้องทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เช่นนั้น อย่างเช่น ในเรื่องพระเตมีย์ที่ผ่านมา แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปล่อยงูพิษให้เข้ามากัด ปล่อยช้างให้เข้ามาทำร้าย เป็นต้น ทำอย่างไรพระองค์ก็ยังทรงนิ่งเฉย พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเพียรอย่างนี้ เพียรไปก็ตายเปล่า แล้วจะเพียรไปทำไม
 
    ตอบได้ว่า ความเพียรเป็นอุปนิสัยที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เพราะความเพียรเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความเกียจคร้าน อันเป็นกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในใจของมนุษย์ทั้งหลายมาเนิ่นนาน ให้มลายหายสูญ และเดินหน้าต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น หากชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องเพียรกันต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
   

 โดยปกติแล้ว ใจของมนุษย์นั้นจะคุ้นกับกิเลสเหมือนกับปลาคุ้นน้ำ เมื่อจะต้องหักดิบจากนิสัยที่ไม่ดี จะต้องอาศัยกล้าหาญอย่างแรงกล้า เพราะใจจะดิ้นรนย้อนกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคยนั้น อีกทั้งยังต่อต้านกับความดีที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นในใจอีกด้วย


    ดังนั้น ผู้ที่มีความเพียร จึงต้องมีความกล้าอยู่ในตัว เพราะคำว่า วิริยะ นั้นต้นศัพท์เดิมมาจาก คำว่า วีระ แปลว่า กล้า คือ กล้าที่จะตัดใจเลิกในสิ่งที่ไม่ดี และกล้าที่จะแข็งใจทำแต่สิ่งที่ดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นิสัยอะไรที่ไม่ดี แม้เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยคิด ไม่เคยพูด ไม่เคยทำ ก็สงวนตนเอาไว้ ไม่คิด ไม่พูด และไม่ทำ ส่วนสิ่งใดที่ทำอยู่ หากรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ขืนทำต่อไป ก็มีแต่จะก่อให้เกิดทุกข์โทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ก็ต้องเพียรเลิกให้ได้

           
    ตรงกันข้าม นิสัยอะไรที่ดีๆ ที่เรายังไม่เคยคิด ไม่เคยพูด ไม่เคยทำ ต้องเริ่มต้นทำ ที่ทำดีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้ บารมีจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการกระทำนั้น แล้วความนิ่งของใจก็จะเพิ่มขึ้น อย่างนี้เรียกว่า วิริยบารมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
 
     การเพิ่มพูนความเพียร แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้  มีอุปมาดั่งพญาราชสีห์ผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด  พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวง เป็นผู้เพิ่มพูนความเพียรอย่างยิ่งยวด มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกชนิดอย่างไม่ลดละ ฉันนั้น
 
   ดังนั้น นักสร้างบารมีก็ต้องเพิ่มพูนความเพียรของตน อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันไปจนกว่าจะสมปรารถนา  เรียกว่า ไม่สำเร็จ เป็นไม่เลิก



    มีธรรมภาษิตในมหาชนกชาดกบทหนึ่ง มีความว่า ?บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ ไม่เป็นหนี้ต่อเทวดาและบิดามารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง?


    นี้เป็นคาถาที่พระมหาชนกได้ตรัสไว้ ในเรื่องราวตอนหนึ่ง ที่พระองค์ทรงลอยคออยู่ในมหาสมุทรซึ่งมองไม่เห็นฝั่ง เป็นคำที่คนผู้หวังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ควรตระหนักไว้ในใจ เพื่อจะได้ไม่ท้อถอยเสียกลางคันก่อนที่ความสำเร็จนั้นจะมาถึง


    เมื่อเห็นแบบอย่างที่ดีงามดังนี้ ผู้เป็นบัณฑิต จึงควรพยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย  เพราะบุคคลผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อทำความดีสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  สิ่งนั้นจะเป็นภาพประวัติชีวิตอันงดงาม  เมื่อนึกย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นคราใด ก็จะเกิดความปลื้มใจ และมีกำลังใจเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ต่อไปอย่างไม่จบสิ้น
 
    นอกจากนี้ ผลแห่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่นั้น ยังก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้อนุชนรุ่นหลังได้ยึดเป็นแบบอย่างอีกด้วย เพราะในการทำความดีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนทั่วไปย่อมต้องการต้นแบบดีๆ  เพื่อเขาจะได้ศึกษาดูว่า  มีใครเคยทำมาก่อนแล้วบ้าง  และเมื่อทำสำเร็จแล้ว เกิดผลดีอย่างไร เมื่อค้นพบผู้เป็นวีรบุรุษต้นแบบแล้ว ก็จะเกิดกำลังใจในการทำความดีตามมาด้วย 

           
    ดังนั้น ต้นแบบของชีวิตที่ดีงาม ไม่มีใครเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงควรศึกษาอดีตชาติของพระองค์ว่า พระชาติที่ผ่านมา พระองค์ทรงสร้างบารมี และมีหลักการดำเนินชีวิตอย่างไร จึงได้รับการเฉลิมพระนามว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย


           
     ต่อไปนี้  จะได้นำเสนอเรื่องพระมหาชนก ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระชาติหนึ่งในทศชาติชาดก  ในพระชาตินี้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีอย่างยิ่งยวดจนปรากฏเด่นชัด   


    วิริยบารมีของท่านนั้น จะเป็นที่น่ายกย่องเพียงไร ขอท่านผู้มีบุญทั้งหลายจงตั้งใจติดตามโดยเคารพ  เพื่อความรู้และความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต  และเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างวิริยบารมี ให้ได้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป  ขอเชิญทุกท่านได้ติดตามเรื่องราวของพระมหาชนกผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ดังต่อไปนี้
 
    ณ  ธรรมสภาอันเป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อฟังธรรม  และสนทนาธรรมของพุทธบริษัททั้งหลาย  ภายในพระเชตวันมหาวิหาร  พุทธสถานอันงดงามสง่า  มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ทำให้เกิดความร่มรื่น วันหนึ่ง  ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้สนทนากันในโรงธรรมสภา  เกี่ยวกับการเสด็จออกบำเพ็ญเนกขัมบารมีของพระพุทธองค์ว่า  ทรงมีพระปัญญาอันลึกซึ้งจึงสามารถตักเตือนตนเองได้  และทรงละทิ้งเบญจกามคุณอันเลิศกว่ามนุษย์ทั้งหลายในโลก 


     เสด็จออกบำเพ็ญเพียร เพื่อขจัดกิเลสอาสวะ  ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน  จนสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ  พระองค์ทรงเป็นเอกบุรุษที่ไม่มีใครเสมอเหมือน  พระบรมศาสดาทรงสดับคำสนทนาของเหล่าภิกษุ ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตธาตุของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย จึงเสด็จมายังโรงธรรมสภา  ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวายแล้ว  ได้ตรัสถามว่า  ?ภิกษุทั้งหลาย เธอกำลังประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? 


     เมื่อตัวแทนของพระภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว  จึงตรัสว่า  ?ภิกษุทั้งหลาย  มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ตถาคตออกบวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่ แม้ในกาลก่อนที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่  ตถาคตได้ออกบวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่เช่นกัน?  แล้วก็ประทับนิ่งอยู่
   

ภิกษุจึงกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตว่า  ?ในกาลก่อนที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น  ได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวช  มีเรื่องราวเป็นอย่างไร  ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด  พระเจ้าข้า?  ส่วนเรื่องราวที่พระพุทธองค์ทรงนำมาตรัสเล่าให้ฟังนั้น จะน่าศรัทธาเลื่อมใส และมีคติธรรมนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 09:12:52 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 2

 


    จากตอนที่ 1 ได้เกริ่นก่อนเข้าสู่เรื่องว่า ความเพียรเป็นอุปนิสัยที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใจของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เพราะความเพียรเท่านั้น ที่จะสามารถเอาชนะความเกียจคร้านอันเป็นกิเลสที่ฝังลึกอยู่ในใจได้ ดังนั้น หากชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องเพียรต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ


    เพราะโดยปกติแล้ว ใจของคนนั้นจะคุ้นกับกิเลสเหมือนกับปลาคุ้นน้ำ เมื่อจะต้องพรากจากนิสัยที่ไม่ดีจึงต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะใจจะดิ้นรนย้อนกลับไปทำในสิ่งที่คุ้นเคยนั้นอีก ทั้งยังต่อต้านกับสิ่งที่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจ



    ดังนั้นผู้ที่มีความเพียร จึงต้องอาศัยความกล้า คือ กล้าที่จะตัดใจเลิกทำในสิ่งที่ไม่ดี ส่วนนิสัยอะไรที่ดีๆ ที่เรายังไม่มี ต้องเริ่มฝึกฝนทำให้มีขึ้น นิสัยที่ดีซึ่งมีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งๆขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้เรื่อยไป บารมีจะค่อยๆ ก่อตัวเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แล้วความนิ่งของใจก็จะเพิ่มขึ้น อย่างนี้เรียกว่าวิริยบารมีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว


    การเพิ่มพูนความเพียร แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้  มีอุปมาดั่งพญาราชสีห์เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวง เป็นผู้เพิ่มพูนความเพียร มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกชนิดอย่างไม่ลดละ ฉันนั้น



    และได้เล่ามาถึงตอนที่ มีพระภิกษุหมู่ใหญ่ได้สนทนากันในโรงธรรมสภา   และได้กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตว่า  ?ในกาลก่อนที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น  ได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่  มีเรื่องราวเป็นอย่างไร  ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด? 


    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เริ่มตรัสเล่า โดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล  มีพระราชาพระนามว่า  มหาชนก  ครองราชย์ในกรุงมิถิลา  แคว้นวิเทหะ  พระเจ้ามหาชนกราช ทรงมีพระราชโอรส  2  พระองค์  คือ  พระอริฏฐชนก (อะ ริด ถะ ชะ นก) และพระโปลชนก  (โป ละ ชะ นก)พระราชาได้พระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์พี่ คือ พระอริฏฐชนก  ส่วนองค์น้องนั้นทรงโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี


    ต่อมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคต  พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ  ก็ได้ทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช  ทั้งสองพี่น้องทรงช่วยกันปกครองกิจการบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา  ทำให้มีแสนยานุภาพแผ่ขยายออกไปทั่วชมพูทวีป



    ต่อมาไม่นานได้เกิดเหตุการณ์  ที่นำไปสู่ความแตกร้าวกัน  ชนิดหมดเยื่อใยในความเป็นพี่เป็นน้อง  เนื่องจากมีอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดของพระราชาคนหนึ่ง  มีอัธยาศัยชอบพูดยุยงให้คนอื่นแตกกัน  ได้ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลยุแหย่ว่า  ?พระมหาอุปราชคิดจะปลงพระชนม์พระองค์เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์ 


    เมื่อพระอริฏฐชนกราช  ทรงสดับครั้งแรกก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะไม่เคยเห็นพิรุธหรือความผิดปกติของพระอนุชาเลย  แต่ด้วยวิสัยของผู้ปกครองแผ่นดินจึงรับฟังไว้เฉยๆ แต่เมื่อทรงสดับบ่อยเข้า ๆ  ก็บังเกิดความหวั่นไหวขึ้น  จึงรับสั่งให้ทหารไปจับพระอนุชา คือ พระโปลชนกมหาอุปราช  แล้วให้ตีตรวน  จากนั้นก็ให้ขังไว้ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้พระราชนิเวศน์  มีผู้คุมรักษาเพื่อรอคอยสำเร็จโทษ


    พระโปลชนกผู้ไม่มีความผิด เมื่อถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา ก็ทรงรู้ได้ทันทีว่า  ภัยนี้เกิดจากพระเจ้าพี่เป็นคนหูเบา  ถ้าไม่หาทางหลบหนี  เห็นทีจะต้องตายเป็นแน่ จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า  "ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยคิดเป็นอริราชศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  เรามีความรักและปรารถนาดี  ตั้งใจบริหารกิจการบ้านเมือง  ช่วยเหลือเจ้าพี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงราชสมบัติเลย  ด้วยสัจจะวาจานี้  ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าโดยพลัน  แม้ประตูก็จงเปิดออก"


    ด้วยความที่พระโปลชนกมีความบริสุทธิ์ใจ  เทวดาที่คอยตามดูแลรักษาพระองค์  จึงบันดาลให้เครื่องจองจำแตกหักเป็นท่อนๆ  แล้วก็ได้เปิดประตูให้ในทันใด



    เมื่อได้โอกาสพระโปลชนกก็เสด็จควบม้าหนีออกไปนอกเมืองด้วยความเร็ว    ได้ทรงหนีไปพำนักอยู่ในตำบลบ้านชายพระราชอาณาเขตแห่งหนึ่ง  ชาวบ้านตำบลนั้นจำพระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์อย่างดี  และได้ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์มากมาย 


    ส่วนพระเจ้าอริฏฐชนกทรงเห็นว่า พระอนุชาทรงหนีไปเพียงพระองค์เดียว คงไม่มีพิษภัยใหญ่หลวงอะไรนักหนา จึงมิได้ทรงให้เหล่าทหารไล่ล่าให้สิ้นซาก ได้ทรงปล่อยให้พระโปลชนกประทับอยู่อย่างสบายในตำบลบ้านชายแดนนั้น


    เมื่อพระโปลชนกทรงอยู่ในตำบลบ้านแห่งนั้นนานเข้า ก็มีผู้คนมาขอเข้าร่วมเป็นพวกพ้องบริวารมากขึ้น พระองค์ก็ทรงจัดการปกครองเป็นอย่างดี ทำให้ตำบลบ้านแห่งนั้นค่อยๆ เจริญขึ้นมาตามลำดับ  ส่วนผู้ปกครองตำบล และหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายที่เข้ามาสวามิภักตร์ด้วย ครั้นภายหลังได้ทราบว่า ที่พระโปลชนกต้องลำบากรอนแรมหนีออกจากพระนครมาอาศัยอยู่บ้านปลายแดน ก็เพราะพระองค์ถูกพระราชาผู้เป็นพี่จับด้วยข้อหาว่า เป็นผู้ก่อการกบฏคิดแย่งชิงราชบัลลังก์ ทั้งที่พระองค์ไม่ทรงเคยคิดอย่างนั้นเลย



    จึงต่างก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนพระโปลชนก จึงแอบรวบรวมกำลังพลอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ให้พระโปลชนกทรงทราบ ค่อยๆ ฝึกปรือฝีมือพวกชาวบ้านปลายแดนให้ขึ้นมาเป็นทหารอย่างเป็นระบบ   ปลุกใจชาวบ้าน  ฝึกให้เป็นนักรบ


    พระโปลชนกทรงเห็นผิดสังเกตว่า ทำไมจึงมีกำลังคนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมีการฝึกอาวุธกันอย่างจริงจัง ก็ทรงถามว่า ?พวกท่านจะฝึกคนเอาไว้ทำไมมากมาย?


    พวกหัวหน้ากำลังพลทั้งหลายก็ตอบว่า ?ทหารส่วนหนึ่งมีเอาไว้เป็นกองทหารรักษาพระองค์ อีกส่วนก็เป็นกองกำลังป้องกันหมู่บ้านและตำบล เพื่อไม่ให้พวกโจรทั้งหลายเข้าปล้นได้โดยง่าย ขอพระองค์อย่าทรงสงสัยเลย?


    เมื่อกองทหารมีจำนวนมากขึ้น และได้ฝึกอาวุธมากเข้าก็เกิดอาการฮึกเหิม  ได้มีทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นกองทหารรักษาชายแดนของพระราชาในเวลากลางคืน ทั้งได้ฆ่ากองทหารของพระราชาตายไปเป็นจำนวนมาก


    ส่วนทหารของพระราชาที่เหลือก็รีบเข้าแจ้งต่อพระเจ้าอริฏฐชนกให้ทรงทราบว่า บัดนี้ได้มีกองกำลังกบฏจำนวนมากเกิดขึ้นที่ชายแดนนำโดยพระอนุชาคือพระโปลชนก ได้ฆ่าทหารที่ด่านนอกพระนครตายไปเป็นจำนวนมาก ขอให้พระองค์ส่งกำลังไปปราบโดยเร็วเถิด


    ส่วนพวกหัวหน้ากองทหารของพระโปลชนกนั้นเล่า ครั้นรุ่งเช้าได้ทราบว่ากองกำลังของตนได้ก่อเรื่องเข้าแล้ว และก็ได้มีทหารส่วนหนึ่งรอดตายหนีเข้าเมืองไป จึงคิดว่า ในวันนี้ตอนสาย อย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดก็คงทราบถึงพระราชาอย่างแน่นอน


    ดังนั้น พวกหัวหน้ากองทหารทั้งหลาย จึงรีบเข้าทูลแจ้งเรื่องทั้งหมดแด่พระโปลชนกให้ทรงทราบ และกราบทูลว่า ?ขอพระองค์ทรงตัดสินพระทัยโดยเร็วเถิด อีกอย่างช้าไม่ถึง 7 วัน กองทหารของพระราชาก็จะต้องยกกำลังมาปราบพวกเราอย่างแน่นอน การชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ บัดนี้กองทหารของเราก็พร้อมรบ ขอเพียงทรงสั่งการเท่านั้นทุกอย่างก็จะไปได้สวย ขอพระองค์จงทรงบัญชาการรบเองเถิด?



    การคบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น พระโปลชนกซึ่งแต่เดิมก็ไม่ได้คิดชั่วเลย ทรงหวังจะอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อทรงคบกับพาล ด้วยบารมีของพระองค์จึงมีกำลังมาเสริมมากขึ้นเรื่อยๆ     เมื่อกองกำลังเหล่านั้นไปก่อเรื่องร้ายๆ เข้า ก็เดือดร้อนถึงพระองค์เอง


ดังนั้น ผู้ที่เป็นใหญ่คุมกำลังอำนาจพึงสังวรให้ดีว่า หากไม่ฝึกกองกำลังนั้นให้มีศีลธรรมตั้งมั่นอยู่ในใจ ไม่ฝึกให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัย  ในไม่ช้ากองกำลังของตนนั้นก็จะทำให้ตนเดือดร้อนจนได้ เหมือนที่พระโปลชนกทรงประสบอยู่ในขณะนี้



    พระโปลชนกเมื่อทรงได้รับรายงานดังนั้น ก็ทรงประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วดำริว่า ?มีทางให้เลือกอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือหนี แต่ถ้าเราหนีไปก็คงไม่รอด เพราะพระเชษฐาได้ปล่อยให้เราอยู่อย่างสบายมาครั้งหนึ่งแล้ว คนของเรายังก่อความเดือดร้อนขึ้นอีก คราวนี้พระองค์คงไม่ปล่อยเราไว้เป็นแน่ แต่ถ้าเราสู้ โดยรีบยกกำลังเข้าล้อมพระนครไว้ก่อนก็มีสิทธิ์ชนะ ได้ขึ้นครองราชย์ เพราะกองทหารของพระเชษฐานั้นเรารู้กำลังดี เชิงยุทธทุกกระบวนรบเราก็เข้าใจทั้งหมด เพราะได้เคยบัญชาการกองทัพมาก่อน? เมื่อดำริดังนี้ พระโปลชนกจะตัดสินพระทัยอย่างไร จะทรงเสี่ยงหนีตาย หรือจะรบเพื่อชิงราชบัลลังก์ โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 13:58:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 3




    จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงกรุงมิถิลาว่า ได้มีพระราชาทรงพระนามว่ามหาชนกราช ทรงพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรสองค์พี่ คือพระอริฏฐชนก  พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโปลชนกผู้เป็นโอรสองค์น้อง


    ต่อมาเมื่อพระมหาชนกสวรรคต  พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ  ก็ได้ทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ให้เป็นอุปราช  ต่อมามีอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด  ได้เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลยุแหย่ว่า  พระอุปราชคิดจะปลงพระชนม์พระองค์เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์  เมื่อพระอริฏฐชนกราช  ทรงสดับครั้งแรกก็ไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อถูกกราบทูลใส่ความบ่อยเข้าก็ทรงเชื่อ  จึงรับสั่งให้ทหารไปจับพระอุปราชขังไว้เพื่อรอสำเร็จโทษ

    พระโปลชนกผู้ไม่มีความผิด ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า  ?ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  ด้วยสัจจะวาจานี้  ขอให้เครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าโดยพลัน  เทวดาที่คอยตามดูแลรักษาพระโปลชนกเห็นความบริสุทธิ์ใจของพระองค์ จึงบันดาลให้เครื่องจองจำแตกหักเป็นท่อนๆ  แล้วก็ได้เปิดประตูให้



    พระองค์จึงได้ทรงหนีไปพำนักอยู่ในตำบลบ้านชายแดน ก็ทรงได้รับการสนับสนุนจากคนในถิ่นนั้นเป็นอย่างดี  และได้ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์มากมาย  วันหนึ่งกองทหารของพระองค์จำนวนหนึ่งบุกเข้าปล้นกองทหารด่านหน้าของพระราชา และได้ฆ่าทหารของพระราชาตายไปเป็นจำนวนมาก


    พวกหัวหน้ากองทหารของพระโปลชนก จึงรีบเข้าทูลแจ้งเรื่องทั้งหมดแด่พระโปลชนกให้ทรงทราบ และทูลแนะนำให้รีบชิงลงมือเข้ายึดพระนครโดยเร็ว ถ้าชักช้าก็จะไม่ทันการณ์ และในบัดนี้กองทหารของเราก็พร้อมรบ ขอเพียงทรงสั่งการเท่านั้นทุกอย่างก็จะไปได้สวย ขอพระองค์ทรงบัญชาการรบด้วยตนเองเถิด

    พระโปลชนกเมื่อทรงได้รับรายงานดังนั้น ก็ทรงมีดำริว่า
 
    ?ถ้าเราหนีก็จะต้องสู้ศึกทั้งสองด้าน ทั้งทหารของพระราชาต่างแคว้นและพระเชษฐาของเรา คงจะรอดชีวิตได้ไม่นาน แต่ถ้าเรารีบเข้าล้อมพระนครไว้ก็มีสิทธิ์ชนะ เพราะทหารในเมืองที่ภักดีต่อเราก็มีมาก เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดร้ายต่อเจ้าพี่เลย แต่คราวนี้เหตุการณ์มันบังคับเสียแล้วแหละ? 
 
ดำริดังนี้แล้วจึงตรัสสั่งให้ประชุมพลในทันที โดยทรงมีรับสั่งว่า
 
    ?ในการสั่งการเคลื่อนกองกำลังปราบกบฏของพระเชษฐา อย่างเร็วที่สุดก็สองวัน กว่าที่กองพลจะเคลื่อนออกจากพระนคร ดังนั้น ก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนออกมา  ในวันมะรื่นนี้ ก่อนรุ่งสาง เราต้องเข้าล้อมพระนครไว้ให้ได้ ภายในคืนนี้ให้เตรียมทุกอย่างให้พร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมเราจะออกเดินทางทันที?


    ภายในคืนนั้น กองทัพของพระโปลชนก อันประกอบไปด้วย กองรบช้าง กองรบม้า กองรบดาบ กองรบธนูก็ออกเดินทางเข้าสู่กรุงมิถิลา ใช้เวลาในคืนวันรุ่งขึ้นอีกครึ่งคืนก็เข้าเขตพระนคร จึงทรงให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกพระนคร



    พอรุ่งสางก็ตรัสสั่งให้ล้อมพระนครเอาไว้ พร้อมทั้งได้ส่งข่าวสาร  ไปถวายพระเชษฐาว่า 
 
    ?เมื่อก่อนข้าพระองค์ไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย  ทั้งไม่เคยแปรพักตร์คิดแย่งชิงราชสมบัติ  แต่พระเจ้าพี่เชื่อฟังคำยุยงของอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด  จะสำเร็จโทษข้าพระองค์  บัดนี้  หม่อมฉันจะขอราชสมบัติหละ  เจ้าพี่จะมอบราชสมบัติให้แก่หม่อมฉันหรือจะรบจงรีบตอบมา?


    ฝ่ายเหล่าทหารชาวมิถิลานครที่เคยภักดีต่อพระโปลชนก ครั้นทราบว่า  พระโปลชนกเสด็จมา ก็พากันขนอาวุธยุทโธปกรณ์  มาเข้าร่วมขบวนทัพ  แม้ชาวนครเหล่าอื่นก็มาขออาสาเข้าร่วมสงครามด้วยอีกเป็นจำนวนมาก



    พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับสารของพระอนุชาแล้ว  ก็ไม่สบายพระราชหฤทัยนักที่จะต้องรบกับพระอนุชา  และทรงรู้สึกว่า  พระองค์เป็นฝ่ายผิดก่อน  แต่ครั้นจะยกราชสมบัติให้  ก็เกรงคำครหาจากชาวเมืองว่า  พระองค์ไม่ใช่ชายชาตินักรบ  จึงส่งพระราชสาสน์ตอบไปว่าจะขอรบ


    ก่อนเสด็จออกรบ  ทรงเรียกอัครมเหสีมา ตรัสบอกพระนางว่า 
 
    "ในการรบครั้งนี้ ชนะหรือแพ้มิอาจจะรู้ได้  เพราะพระอนุชามีกำลังทหารมิใช่น้อย ทั้งยังเคยบัญชาการกองทัพมาก่อน  ทหารแต่ละนายก็กระหายสงคราม  ถ้าหากเราประสบภัยเธอพึงรักษาครรภ์ไว้ให้ดี"


    ครั้นตรัสแนะนำอุบายในการรักษาชีวิต และหนทางหลบหนีออกจากพระนครให้แก่พระอัครมเหสีแล้ว  ก็เสด็จกรีฑาทัพออกจากพระนคร  ทำการรบกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง โดยที่ไม่ค่อยจะสบายพระราชหฤทัยนัก 



    ขณะที่รบกันอยู่อย่างสามารถเพียงในวันแรกเท่านั้น  ทหารของพระโปลชนกก็ได้ใช้ธนูยิงพระเจ้าอริฏฐชนกราชถึงสิ้นพระชนม์บนคอช้างท่ามกลางสนามรบนั้นเอง


    เมื่อข้าราชบริพารของพระเจ้าอริฏฐชนกรู้ว่าพระราชาของตนสวรรคตแล้ว ก็ไม่มีใครคิดจะต่อสู้อีก จึงได้เปิดประตูเมืองให้กองทัพของพระโปลชนกเข้าสู่พระนครในวันนั้น 
    แล้วก็ได้จัดการอภิเษกให้พระโปลชนกครองราชสมบัติแทนพระเชษฐาของพระองค์สืบไป


    ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก  ครั้นทรงทราบว่า พระราชสวามีสวรรคตแล้วก็รีบเก็บสิ่งของสำคัญใส่ในกระเช้า  เอาผ้าเก่าๆ  ปูปิดไว้  แล้วเอาข้าวสารทับข้างบน  ทรงนุ่งภูษาเก่าๆ  ปลอมเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา  ทรงวางกระเช้าบนพระเศียร  จากนั้นก็รีบเสด็จออกจากพระนครตามลำพัง 



    พระนางได้เสด็จออกทางประตูทิศอุดร  ครั้นพ้นประตูเมืองออกมาก็ไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดี  เพราะไม่เคยเสด็จไปไหนตามลำพังมาก่อนเลย  จึงทรงกำหนดทิศทางไม่ได้  จึงประทับนั่งที่ศาลาแห่งหนึ่ง  คอยตรัสถามว่า  ?มีคนเดินทางไปนครกาลจำปากะ (กา ละ จำ ปา กะ)ไหม?


    เนื่องจากผู้ที่มาเกิดในพระครรภ์ของพระเทวีนั้น  มิใช่บุคคลธรรมดา  แต่เป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีพระบารมีมาบังเกิด  ด้วยเดชานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์นั้น จึงบันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชเกิดอาการร้อน



    เมื่อท้าวสักกะตรวจดูก็ทรงทราบความเป็นไปทั้งหมด  จึงทรงเนรมิตเกวียนมีประทุนหลังคาเรียบร้อย พร้อมทั้งจัดเตียงน้อยไว้ในเกวียนเล่มนั้น  แล้วทรงจำแลงพระองค์เป็นชายแก่ขับเกวียน ไปหยุดอยู่ตรงประตูศาลาที่พระเทวีประทับ  แล้วก็ตรัสถามว่า  ?มีใครจะไปกาลจัมปากะนครบ้างไหม? 


    พระเทวีได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสบอกความประสงค์ว่า     ?ท่านตา ข้าพเจ้าจะไปกาลจัมปากะนคร? 
 
    ท้าวสักกะจึงตรัสเชื้อเชิญว่า      ?ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญแม่นางขึ้นมานั่งบนเกวียนเถิด?



    พระเทวีเสด็จลุกขึ้น แล้วตรัสบอกท้าวสักกะว่า  ?ท่านตา ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ ไม่อาจจะขึ้นเกวียนไปได้  ท่านตาช่วยรับกระเช้าของข้าพเจ้าขึ้นเกวียนไปด้วย  ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นจะขอเดินตามเกวียนไป?


    ท้าวสักกะทรงพรรณนาความสามารถในการขับเกวียนว่า      ?แม่นางพูดอะไร  คนที่รู้จักวิธีขับเกวียนได้ดีเหมือนตาไม่มีอีกแล้ว  แม่นางอย่ากลัวเลย ขึ้นนั่งบนเกวียนเถิด ตาจะพาแม่นางเดินทางสู่เมืองกาลจัมปากะอย่างปลอดภัย?


    เมื่อพระเทวีได้รับการเชื้อเชิญด้วยความจริงใจจากชายชราผู้ใจดีเช่นนั้น  ก็มีความยินดี  ด้วยอานุภาพแห่งพระโอรส ขณะที่พระเทวีจะเสด็จขึ้นเกวียน แผ่นดินได้นูนขึ้นจนจรดท้ายเกวียน ทำให้พระเทวีทรงก้าวขึ้นอย่างสบาย


    เมื่อประทับนั่งบนเกวียนแล้ว  พระเทวีทรงมั่นใจว่า  ผู้ที่ขับเกวียนนี้ต้องเป็นคนดีแน่ ด้วยอัธยาศัยไมตรี และการพูดจาก็ดูสุภาพทุกอย่าง จึงบรรทมบนพระแท่นสิริไสยาสน์อย่างวางพระทัย   และได้หยั่งลงสู่นิทรา  เพราะได้บรรทมบนแท่นอันเป็นทิพย์



    ท้าวสักกเทวราชแปลงทรงขับเกวียนมาไกลราว 30 โยชน์  จนถึงแม่น้ำสายหนึ่ง  จึงปลุกพระเทวีให้ตื่นขึ้นแล้วตรัสเชื้อเชิญ ให้พระนางลงจากเกวียนไปสรงสนานในแม่น้ำ 


    ในระหว่างนั้น ทรงนำผ้าเนื้อละเอียดที่เนรมิตไว้มามอบให้ผลัดเปลี่ยน  และเนรมิตอาหารที่ประณีตมามอบให้  พระนางได้เสวยอาหารนั้นด้วยความหิว จากนั้นก็บรรทมหลับต่อไปอีก ส่วนการเดินทางไปสู่นครกาลจำปากะของพระเทวีจะเป็นอย่างไร  โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 02 กรกฎาคม, 2552, 22:58:15 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 4

 


    จากตอนที่แล้ว กองทัพของพระโปลชนก ออกเดินทางเข้าสู่มิถิลานคร ใช้เวลาในคืนวันรุ่งขึ้นอีกครึ่งคืนก็เข้าเขตพระนคร จึงทรงให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกพระนคร พอรุ่งสางก็ตรัสสั่งให้ล้อมพระนครเอาไว้ พร้อมทั้งได้ส่งสารไปถวายพระเชษฐาว่า  ?เมื่อก่อนหม่อมฉันไม่เคยคิดเป็นศัตรูต่อเจ้าพี่เลย   แต่บัดนี้  หม่อมฉันจะขอเป็นศัตรูหละ  เจ้าพี่จะมอบราชสมบัติให้แก่หม่อมฉันหรือจะรบจงรีบตอบมา?


    พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับสารของพระอนุชาแล้ว  ก็ทรงเรียกพระอัครมเหสีมา ตรัสบอกพระนางว่า การรบครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะชนะหรือจะแพ้  ถ้าหากเราประสบภัยเธอพึงรักษาครรภ์ไว้ให้ดี แล้วก็ยกทัพออกจากพระนคร  ทำการรบกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง


    ขณะที่รบกันอยู่อย่างสามารถ เพียงในวันแรกเท่านั้น  ทหารของพระโปลชนกก็ได้ใช้ธนูยิงพระเจ้าอริฏฐชนกราชถึงสิ้นพระชนม์บนคอช้างท่ามกลางสนามรบนั้นเอง


    เมื่อข้าราชบริพารของพระเจ้าอริฏฐชนกรู้ว่าพระราชาของตนสวรรคตแล้ว ก็ไม่มีใครคิดจะต่อสู้อีก จึงได้เปิดประตูเมืองให้กองทัพของพระโปลชนกเข้าสู่พระนครในวันนั้น  แล้วก็ได้จัดการอภิเษกให้พระโปลชนกครองราชสมบัติแทนพระเชษฐาของพระองค์สืบไป



    ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนกทรงรู้ว่าพระสวามีสิ้นพระชนม์แล้ว  จึงทรงปลอมเป็นหญิงชาวบ้าน รีบเสด็จออกจากพระนคร ทรงได้รับการอนุเคราะห์จากท้าวสักกะ ซึ่งทรงเนรมิตเกวียนแล้วทรงจำแลงพระองค์เป็นชายแก่ ขับเกวียนมารับพระนางไปสู่นครกาลจำปากะ


    ในเวลาเย็นวันนั้น ก็ลุถึงนครกาลจำปากะ พระเทวีทอดพระเนตรเห็นประตูหอรบและกำแพงพระนคร  จึงตรัสถามท้าวสักกะว่า  ?ท่านตา  เมืองนี้ชื่ออะไร? 
 
ท้าวสักกะตรัสตอบว่า  ?นครกาลจัมปากะ แม่นาง?


    พระเทวีตรัสค้านว่า  ?ท่านตา ท่านพูดอะไร นครกาลจำปากะอยู่ห่างจากนครของพวกเราถึง  60 โยชน์มิใช่หรือ? 
 
ท้าวสักกะตรัสว่า  ?ถูกแล้วแม่นาง  แต่ตารู้จักหนทางลัด จึงมาถึงเร็ว?



    แล้วท้าวสักกเทวราชก็ให้พระเทวีลงจากเกวียน  ณ  ที่ใกล้ประตูด้านทิศทักษิณ  ตรัสบอกว่า  ?แม่นาง บ้านของตาอยู่ข้างหน้า  แต่แม่นางจงเข้าไปสู่นครนี้เถิด? 
 
    ตรัสแล้วท้าวสักกะก็ขับเกวียนต่อไปเหมือนไปข้างหน้า  แล้วหายพระองค์กลับไปสู่ที่ประทับยังภพดาวดึงส์


    ส่วนพระเทวีก็เสด็จเข้าสู่ประตูพระนคร  เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดีเพราะไม่ทรงรู้จักใครเลย จึงประทับนั่งที่ศาลาพักร้อนแห่งหนึ่งตามลำพัง


    ขณะนั้น  มีพราหมณ์ชาวเมืองกาลจัมปากะผู้สอนมนต์คนหนึ่ง  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  มีลูกศิษย์เป็นชายหนุ่ม 500 คนแวดล้อม กำลังเดินไปเพื่ออาบน้ำที่ท่าน้ำผ่านมาที่ด้านหน้าศาลานั้น 



    พราหมณ์ท่านนี้ได้แลเห็นพระเทวี  ผู้มีพระรูปกายสมบูรณ์ทุกส่วน ประทับนั่งอยู่ที่ศาลาพักร้อนเพียงคนเดียว  เมื่อพินิจผิวกายก็ช่างละเอียดอ่อน ลักษณะของมือและเท้านั้นเรียวงาม ก็รู้ว่าหญิงผู้นี้เป็นผู้มีตระกูลสูงส่ง และเค้าหน้าอย่างนี้เธอคงไม่ใช่คนเมืองนี้แน่


    ด้วยอานุภาพแห่งบุญของพระโพธิสัตว์ผู้บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวี  เมื่อพราหมณ์มองเห็นพระเทวีเท่านั้น  จึงเกิดเมตตาราวกับว่าเป็นน้องสาวแท้ๆ  ของตน


    ได้ให้มาณพทั้งหมด  หยุดรออยู่ข้างนอกก่อน  ส่วนตนก็เข้าไปในศาลาตามลำพัง  ได้ไต่ถามการมาของพระนางว่า  ?น้องหญิง  แม่นางคงไม่ใช่คนถิ่นนี้ เธอมาจากเมืองไหนหรือ?


    พระเทวีได้ทอดพระเนตรพราหมณ์ซึ่งอยู่ในวัยกลางคนที่เข้ามาทักทายตนก็ดำริว่า ?พราหมณ์ผู้นี้ ท่าทางองอาจสง่าผ่าเผย ดูภูมิฐาน นัยน์ตาเฉียบคมปานดังเหยี่ยว คงจะเป็นอาจารย์ของพวกคนหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านหลังนั้น จึงตรัสตอบไปว่า ?ฉันเป็นชาวเมืองมิถิลา หนีภัยสงครามมาจ้ะ?



    ?แม่นาง ฉันเป็นมหาพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์สอนศิลปะศาสตร์ให้แก่ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น กำลังจะไปอาบน้ำ ฉันดูลักษณะของเธอแล้ว เธอคงไม่ใช่หญิงชาวเมืองธรรมดาละกระมัง พอจะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเธอให้เราทราบได้หรือไม่?


    พระเทวีดำริว่า ชายผู้มีสายตาเฉียบคมผู้นี้ ดูเป็นคนเปิดเผย มีฐานะเป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย พอที่จะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของเราได้ จึงตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดไห้ฟังว่า  ?ฉันเป็นอัครมเหสีของพระอริฏฐชนกราช  ผู้เป็นพระราชาของกรุงมิถิลา
 
    ...เมื่อสองวันก่อน พระองค์ได้ทำสงครามกับกองทัพของพระอนุชาของพระองค์เอง แต่ทรงเสียทีแก่ข้าศึก ถูกทหารฝ่ายตรงข้ามยิงด้วยลูกธนูสิ้นพระชนม์ในสงคราม  ฉันกลัวภัยที่จะมาถึงตน จึงหนีมายังเมืองนี้ เพื่อรักษาครรภ์ไว้? 



    ?โอ จริงๆ ด้วย เธอเป็นถึงพระอัครมเหสี นี่พระนางทรงพระครรภ์ด้วยหรือนี่ หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยด้วย ที่แสดงอาการไม่สุภาพ?


    ?ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ?   ?แล้วพระเทวีจะไปที่ไหนต่อ พระเทวีทรงมีพระประยูรญาติอยู่ในเมืองนี้บ้างหรือไม่ละ?


    ?ฉันไม่รู้จะไปทางไหนเหมือนกัน เพราะไม่รู้จักใครในเมืองนี้เลย?



    มหาพราหมณ์นึกสงสารพระเทวียิ่งนัก จึงกล่าวว่า  ?ถ้าเช่นนั้น  พระเทวีอย่าทรงร้อนพระทัยไปเลย  หม่อมฉันชื่ออุทิจจพราหมณ์  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  หากไม่รังเกียจ  ขอเชิญพระเทวีไปพักอาศัยอยู่กับหม่อมฉันก่อนเถิด?


    แล้วมหาพราหมณ์ก็ออกอุบายว่า ?ขอให้พระนางทำตามคำแนะนำของหม่อมฉัน โดยหม่อมฉันขอตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งน้องสาว  เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของพระนางและพระโอรส


    ...หม่อมฉันจะให้บริวารคอยปฏิบัติดูแลพระนางเป็นอย่างดี  ขอให้พระนางเรียกหม่อมฉันว่าพี่ชายก็แล้วกัน  พระนางจงแสดงอาการร้องไห้ประดุจว่าได้มาพบพี่ชายที่จากกันมานานในบัดนี้เถิด?


    พระเทวีทรงเห็นว่าพราหมณ์อยู่ในฐานะที่พอจะเอาเป็นที่พึ่งได้ในยามยากเช่นนี้ จึงทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของพราหมณ์ทุกอย่าง  ทรงร้องไห้รำพรรณเรียกพราหมณ์ว่าพี่  แล้วทอดพระองค์ลงจับข้อเท้าของพราหมณ์  ทั้งสองต่างแสดงความรักและคิดถึงประดุจพี่น้องที่รักกันแต่ต้องจากกันไปเสียนาน


    ฝ่ายเหล่าลูกศิษย์ได้ยินเสียงของพราหมณ์และพระเทวีร้องให้  จึงพากันเข้าไปในศาลา  ถามว่า  ?ท่านอาจารย์  นางเป็นใครหรือขอรับ?



    พราหมณ์กล่าวด้วยอาการตื้นตันใจว่า ?ท่านทั้งหลาย  หญิงนี้เป็นน้องสาวของฉัน  เราถูกพรากจากกันตั้งแต่ครั้งยังเล็ก เพิ่งจะมาพบกันในวันนี้แหละ ฉันดีใจเหลือเกิน?


    พวกลูกศิษย์จึงแสดงความยินดีต่ออาจารย์  และได้ปวารณาว่า  ?ท่านอาจารย์โปรดวางใจเถิด   พวกเราจะช่วยกันดูแลน้องสาวของท่านเป็นอย่างดี  เสมือนกับเป็นมารดาของพวกเราเอง?


    พราหมณ์ได้ฟังคำปวารณาจากลูกศิษย์แล้ว ก็ปลื้มใจ  จึงสั่งลูกศิษย์ให้บอกพราหมณีว่า  หญิงนี้เป็นน้องสาวของเรา ให้ดูแลความสะดวกสบายด้วย  ส่วนว่า เรื่องราวของพระเทวีจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามในตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กรกฎาคม, 2552, 08:35:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 5

 


    จากตอนที่แล้ว พระอัครมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก ทรงได้รับการอนุเคราะห์จากท้าวสักกเทวราช ให้เสด็จขึ้นประทับบนเกวียน แล้วนำเสด็จไปถึงนครกาลจัมปากะภายในเย็นวันนั้น 

    ส่วนพระเทวีก็เสด็จเข้าสู่ประตูพระนคร  เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเสด็จไปทางไหนดีเพราะไม่ทรงรู้จักใครเลย จึงประทับนั่งที่ศาลาพักร้อนแห่งหนึ่งตามลำพัง

    ขณะนั้น  มหาพราหมณ์ชาวเมืองกาลจัมปากะคนหนึ่ง  เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  มีศิษย์หนุ่ม 500 คนแวดล้อม กำลังจะไปอาบน้ำที่ท่าน้ำผ่านมาที่ด้านหน้าศาลานั้น  เห็นพระนางประทับอยู่ในศาลาจึงเข้าไปซักถามว่า  ?น้องหญิง  แม่นางคงไม่ใช่คนถิ่นนี้ เธอมาจากเมืองไหนหรือ?

    พระเทวีได้ทอดพระเนตรพราหมณ์ และได้ทรงสนทนาด้วยก็รู้ว่า เป็นมหาพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์สอนศิลปะศาสตร์ให้แก่ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น ดูลักษณะสง่าผ่าเผยพอที่จะวางพระทัยได้ จึงค่อยๆ เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของพระนาง ได้ตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดไห้มหาพราหมณ์ทราบ

    มหาพราหมณ์นึกสงสารพระเทวียิ่งนัก จึงทูลเชิญพระเทวีไปพักอาศัยอยู่กับตน โดยออกอุบายตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งน้องสาว ซึ่งถูกพรากจากกันตั้งแต่ยังเล็กที่เพิ่งจะมาพบกัน เพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้จักฐานะที่แท้จริงของพระเทวี ซึ่งพระนางก็ทรงยินยอมทำตามคำแนะนำของมหาพราหมณ์ทุกอย่าง

    เมื่อพระเทวีได้เสด็จไปบ้านของมหาพราหมณ์ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของมหาพราหมณ์ แม้นางพราหมณีจะมีความสงสัยอยู่บ้างว่า พราหมณ์ผู้เป็นสามีไม่เคยพูดถึงน้องสาวคนนี้เลย แต่ด้วยความเคารพสามี นางจึงไม่ได้ซักถามอะไรมาก

    ได้หาน้ำอุ่นมาให้พระนางสรงสนาน หาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มผืนใหม่มาเตรียมไว้ให้  จัดแจงข้าวปลาอาหารที่ประณีตมาให้เสวย และปูลาดที่บรรทมอย่างดีสำหรับพระเทวี
 
    ตั้งแต่นั้นมา พระเทวีก็ได้อยู่ในบ้านของพราหมณ์เรื่อยมา ทรงได้รับการดูแลจากภรรยาของพราหมณ์และเหล่าข้าทาสบริวารเป็นอย่างดี ทำให้พระนางพำนักอยู่อย่างมีความสุข


 
    จากนั้นไม่กี่เดือน พระเทวีก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง ได้ทรงขนานนามพระโอรสเหมือนพระเจ้าปู่ว่า มหาชนกกุมาร

    เมื่อพระราชกุมารเจริญวัย ทรงเป็นผู้มีพละกำลังมาก ได้เล่นกับพวกเด็กๆ ในวัยเดียวกัน เด็กคนไหนรบกวนทำให้พระราชกุมารขัดเคือง พระองค์ก็จะทุบตีเด็กเหล่านั้น

    พวกเด็กๆ เหล่าอื่นเมื่อสู้พละกำลังพระราชกุมารไม่ได้ ก็ร้องไห้เสียงดัง และพูดจาถากถางว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย ไอ้ลูกแม่หม้าย?

    เมื่อพวกเด็กเหล่านั้นร้องไห้กลับไปหาบิดามารดาของตัว ถูกถามว่า ?ไปทะเลาะกับใครมา? ก็บอกว่า ?ลูกแม่หม้ายมันตีเอา?

    ส่วนพระราชกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถาง ว่า เป็นลูกแม่หม้ายบ่อยๆ เข้า ก็ทรงแค้นพระทัย ดำริว่า ?ก็พ่อของเราคือมหาพราหมณ์ เป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย แม่ของเราก็บอกอย่างนั้น แต่เด็กพวกนี้ทำไมมาพูดอย่างนี้?



    จึงกลับไปยังเรือนของมหาพราหมณ์ ทูลถามพระมารดาว่า  ?แม่จ๋า ใครกันแน่เป็นพ่อของฉัน ทำไมเด็กพวกนั้นจึงชอบเยอะเย้ยฉันว่า  เป็นลูกแม่หม้ายนัก?
 
    เนื่องจากพระนางทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก จึงปกปิดความจริงเอาไว้ ได้ตรัสลวงว่า ?ก็มหาพราหมณ์นะซิจ้ะ เป็นพ่อของลูก?

    วันรุ่งขึ้น พระกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถางอีกว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย? จึงตรัสว่า ?พ่อเราเป็นมหาพราหมณ์ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว พวกเจ้าอย่ามาเรียกเราว่าเป็นลูกแม่หม้ายอีกเป็นอันขาด?
 
    พวกเด็กที่โตกว่าจึงบอกว่า ?แม่ของเจ้าเป็นน้องสาวของท่านพราหมณ์ นางตั้งท้องมาจากที่ไหนไม่มีใครรู้ ท่านพราหมณ์เป็นลุงของเจ้าต่างหาก?

    พระราชกุมารได้ทรงสดับดังนั้นก็รู้สึกสับสน ดำริว่า ?ท่านพราหมณ์ไม่ใช่บิดาของเราหรือนี่ แล้วใครละเป็นบิดาของเรากันแน่ เราจะต้องถามมารดาให้รู้ความจริงให้ได้?

    วันหนึ่ง ในขณะที่พระราชกุมารทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของมารดาอยู่นั้น ได้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามว่า  ?แม่จงบอกความจริงแก่ฉัน ใครเป็นพ่อของฉันกันแน่  ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจะกัดถันของแม่ให้ขาดเดี๋ยวนี้?
 
    พระนางรู้ว่าพระโอรสเป็นผู้ที่พูดจริงทำจริง และเห็นว่าคงไม่สามารถปกปิดความจริงได้ต่อไปอีกแล้ว  จึงตรัสบอกว่า  ?ลูกรัก ลูกเป็นโอรสของพระเจ้าอริฎฐชนก เป็นพระราชาครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลา
 
    พระบิดาของลูกถูกพระโปลชนก ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเจ้าอาของลูก ยกทัพมาแย่งชิงเอาราชสมบัติไป ทั้งยังได้ปลงพระชนม์พระบิดาของลูกตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์     
 
    แม่ตั้งใจรักษาตัวลูกเอาไว้ จึงหนีภัยมาอาศัยอยู่กับท่านพราหมณ์ที่พระนครนี้     โดยท่านรับแม่เอาไว้ในฐานะของน้องสาว เพื่อไม่ให้ใครรู้ฐานะที่แท้จริงของเราทั้งสอง?
 
     จากนั้น พระเทวีก็ทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระราชกุมารทรงสดับ และสั่งสอนว่า ?ลูกรัก ลูกจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี จงฝึกฝนตนเองในทุกด้านต่อไปในภายหน้า ลูกจงหาทางกลับไปครองราชย์ในกรุงมิถิลา ยึดเอาราชสมบัติของพระบิดาของลูกกลับมาให้จงได้?

    เมื่อพระราชกุมารทราบความจริงทั้งหมด ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้  ตั้งแต่นั้นมา เมื่อพระองค์ทรงเล่นกับเพื่อนๆ ด้วยกัน แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกหญิงหม้าย ก็ไม่โกรธอีก

    นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีน้ำพระทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคน ทรงพยายามทำความดีตอบแต่เพียงอย่างเดียวต่อมาไม่นานก็ทรงเป็นที่ยอมรับของเด็กๆ ทั้งหลาย และเป็นที่รักของเพื่อนๆ  ทุกคน



    ครั้นทรงเจริญวัยขึ้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ ทรงเรียนไตรเพทจนชำนาญ  เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ก็เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จนเป็นที่ยอมรับของครูอาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสำนักทุกคน
 
    ส่วนเหตุการณ์ข้างหน้า ที่พระราชกุมารทรงมีเป้าหมายว่า จะต้องไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้นั้น ซึ่งบัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงทำตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้  แล้วพระองค์จะมีวิธีการอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2552, 00:41:21 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 6




    จากตอนที่แล้ว พระเทวีได้เสด็จไปอาศัยอยู่ในบ้านของมหาพราหมณ์ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของมหาพราหมณ์ และเหล่าข้าทาสบริวารเป็นอย่างดี ทำให้พระนางพำนักอยู่อย่างมีความสุข 

    จากนั้นไม่นาน พระนางก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง ได้ทรงขนานนามพระโอรสเหมือนพระเจ้าปู่ว่า มหาชนกกุมาร เมื่อทรงเจริญวัยก็ทรงเป็นผู้มีพละกำลังมาก ยามที่ทรงทะเลาะกับเด็กๆ เหล่าอื่น เมื่อพวกเขาสู้เรี่ยวแรงของพระองค์ไม่ได้ก็จะใช้วาจาถากถางว่า ?ไอ้ลูกแม่หม้าย ?

    ส่วนพระราชกุมารเมื่อถูกกล่าวถากถางบ่อยเข้า ก็ดำริว่า ?พ่อของเราคือมหาพราหมณ์ แต่เด็กพวกนี้ชอบว่าเรา ว่าเป็นลูกแม่หม้าย แล้วใครคือพ่อของเรากันแน่? จึงกลับมาทูลถามพระมารดา แรกๆ พระนางก็ตรัสลวงว่า มหาพราหมณ์เป็นพ่อของลูก 

    แต่ต่อมา พระราชกุมารก็ทรงรู้เรื่องจากผู้อื่นว่า ท่านพราหมณ์ไม่ใช่พ่อของพระองค์ วันหนึ่ง ในขณะที่ ทรงดื่มน้ำนมอยู่ จึงได้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามความจริง พระเทวีเมื่อไม่อาจปกปิดต่อไปอีก จึงตรัสเล่าความจริงให้ทรงฟังทั้งหมด 



    เมื่อพระราชกุมารทราบความจริงทั้งหมดแล้ว ก็ทรงมุ่งมั่นที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนให้ได้ ครั้นทรงเจริญวัยขึ้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ก็เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา จนเป็นที่ยอมรับของครูอาจารย์และเพื่อนๆ ร่วมสำนักทุกคน

    จากนั้น พระราชกุมารทรงดำริว่า ?ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องไปยึดราชสมบัติซึ่งเป็นของพระราชบิดาคืน?
 
    จึงเข้าไปถามพระมารดาว่า ?เสด็จแม่  แม่มีทรัพย์ที่นำติดตัวมาด้วยบ้างไหม หม่อมฉันจะนำไปลงทุนค้าขายให้ได้ทรัพย์เพิ่มขึ้น แล้วจะได้ชิงเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระบิดากลับคืนมา?

    ฝ่ายพระมารดาตรัสตอบว่า ?ลูกรัก แม่มีทรัพย์ติดตัวมาจำนวนหนึ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร แก้วทั้งสามดวงนี้  แต่ละดวงมีมูลค่าพอที่จะใช้เป็นทุนสร้างกองทัพ เพื่อยึดเอาราชสมบัติกลับคืนมาได้ทั้งนั้น ลูกอย่าได้คิดทำการค้าขายเลย?

    พระโอรสทูลว่า ?เสด็จแม่ หม่อมฉันขอรับเพียงครึ่งเดียวก็พอ  หม่อมฉันจะออกเดินทางไปเมืองสุวรรณภูมิเพื่อทำการค้าก่อน เมื่อได้ทรัพย์จำนวนมากพอแล้ว จะได้ชุมนุมพลเพื่อชิงราชสมบัติคืน?



    เมื่อได้ทรัพย์จากพระมารดาแล้ว จึงทรงแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นทุน แล้วนำไปซื้อสินค้าจำนวนมาก ขนขึ้นเรือพร้อมกับพวกพ่อค้าที่จะเดินทางไปสุวรรณภูมิ

    แล้วก็กลับมากราบลาพระมารดาว่า ?เสด็จแม่ หม่อมฉันได้แปลงสินทรัพย์ที่แม่ให้มานั้นเป็นสินค้า และได้ขนขึ้นเรือพร้อมแล้ว พรุ่งนี้ลูกจะออกทะเล เพื่อไปค้าขายโดยมีจุดหมายคือเมืองสุวรรณภูมิ ไม่นานนักลูกจะกลับมา ขอให้เสด็จแม่ทรงถนอมสุขภาพด้วย?

    ด้วยความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย พระเทวีจึงตรัสห้ามว่า ?ลูกรัก ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร สำเร็จประโยชน์น้อย มีอันตรายมาก อย่าไปเลย ทรัพย์ของลูกที่มีอยู่ ก็มากพอแล้วที่จะใช้ชิงเอาราชสมบัติคืน แม่เคยเห็นเรือใหญ่ที่ออกสู่มหาสมุทรแล้วสูญหายไปไม่กลับมามากแล้ว อย่าไปเลยนะลูก มันอันตราย?

    แม้พระมารดาจะตรัสทัดทานอย่างไรก็ตาม พระโอรสก็ยังทรงยืนกรานที่จะไปค้าขายให้ได้ โดยมุ่งที่จะไปยึดเอาราชสมบัติคืนแต่เพียงอย่างเดียว มิได้ทรงเฉลียวใจถึงความห่วงใยของพระมารดาว่ามีมากมายเพียงไร


 
    ทั้งมิได้ทรงรู้ถึงความสังหรณ์พระทัยของพระมารดาเลย ว่าที่ทรงห้ามนั้นด้วยทรงหวั่นพระทัยว่าจะมีภัยมาถึงบุตร เมื่อใกล้เวลาเรือจะออกจากท่าก็ทรงกราบลาพระมารดา และยังคงตรัสให้สัญญาว่า ?ขอให้เสด็จแม่คอยลูกอยู่ที่นี่ ไม่นานนักลูกจะกลับมา? เมื่อทรงล่ำลาพระมารดาเสร็จแล้ว ก็รีบออกเดินทาง


    คำของมารดานั้น มีความหนักแน่นประดุจขุนเขา ที่บุตรไม่ควรจะฟังเพียงผ่านๆ แต่ควรตระหนักไว้ในใจเสมอ เพราะมารดานั้นมีความรักและห่วงใยต่อบุตรเทียบด้วยชีวิตของตน จึงควรเคารพเชื่อฟังด้วยดี


 
    มีภาษิตที่สัตบุรุษทั้งหลายได้กล่าวไว้ ถึงความพิเศษของมารดาบิดาที่มีต่อบุตรถึง 4 ประการ คือ
 
ประการที่ 1 มารดาบิดาเปรียบเสมือนเป็นพรหมของบุตร เพราะท่านมีคุณธรรมต่อบุตรเสมอกับพระพรหม   คือ พระพรหมนั้นย่อมมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไปในทิศทั้ง 4 ฉันใด มารดาก็มีพรหมวิหารธรรมทั้ง 4 ต่อบุตรของตน เสมอกันกับพระพรหมฉันนั้น

ประการที่ 2 มารดานั้นเป็นบุรพเทพ คือเป็นเทวดาของบุตรก่อนเทวดาองค์ใดทั้งหมด เหล่าเทวดาย่อมปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งหลายฉันใด มารดาก็ย่อมมีความปรารถนาดีต่อบุตร หวังให้บุตรปราศจากโรคภัยทั้งผอง ต้องการให้บุตรมีความเจริญรุ่งเรืองแต่เพียงฝ่ายเดียว ฉันนั้น

 
ประการที่ 3 มารดานั้นเป็นบุรพาจารย์ คือเป็นอาจารย์ของบุตรก่อนอาจารย์คนใดทั้งหมด เพราะท่านสอนบุตรก่อนใคร สอนให้นั่ง สอนให้ยืน สอนให้เดิน สอนให้เคี้ยว ดื่ม กิน คนนี้เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง อย่างนี้ควรทำ อย่างนี้ไม่ควรทำ

 
ประการที่ 4 มารดาเป็นอาหุไนยบุคคล คือบุคคลที่บุตรควรนำข้าวของมาสักการบูชา ผู้ที่หวังความเจริญรุ่งเรืองย่อมกระทำสักการะต่อเทวดาทั้งหลาย แต่ที่จริงแล้ว มารดานั่นแหละที่บุตรควรบูชาสักการะก่อนกว่าเทวดาองค์ใด

    พระโพธสัตว์ทั้งหลายนั้น แม้ท่านจะมีปัญญาที่สั่งสมมาดีข้ามชาติก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับกัลยาณมิตรและสภาพแวดล้อมในชาตินั้นๆ ด้วย ที่จะชี้บอกทางดำเนินชีวิต ประดุจเข็มทิศชี้ว่าควรจะเดินไปสู่ทิศทางใด

    กล่าวถึงพระเจ้าโปลชนกที่ครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลานั้นเล่า ในวันที่พระมหาชนกออกเดินทาง ก็ทรงเกิดประชวรขึ้นมา แม้หมอหลวงจะช่วยกันเยียวยาอย่างไร ก็ไม่สามารถให้ทรงหายเป็นปกติได้



    ส่วนพระโพธิสัตว์และพวกพ่อค้าประมาณ ๗๐๐ คน  ครั้นอำลาครอบครัวและหมู่ญาติเรียบร้อยแล้ว  ก็ขึ้นเรือออกเดินทางทันที  เรือลำใหญ่ได้กางใบแล่นไปในมหาสมุทรสิ้นเวลา ๖ วัน ก็ยังคงแล่นต่อไปตามปกติ

    แต่พอถึงวันที่ ๗ เมื่อเรือแล่นไปได้ประมาณ ๗๐๐ โยชน์ ก็ประสบกับพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ๆ แม้พวกลูกเรือจะลดใบเรือลงแล้ว แต่เรือก็ยังคงแล่นไปด้วยกำลังลมและคลื่น

    เมื่อสีข้างเรือถูกคลื่นลูกใหญ่ๆ ซัดหนักๆ เข้า ก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว แผ่นกระดานได้ปริแตกออกจากกัน  ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในเรือ   ในที่สุดเรือก็แตก แล้วค่อยๆ จมลงท่ามกลางมหาสมุทร

    พวกพ่อค้าทั้ง ๗๐๐ คน เมื่อเรือแตกแล้ว รู้ว่าจะตนเองต้องจมน้ำตายอย่างแน่นอน  ก็หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัย  แสดงกิริยาต่างๆ กัน บ้างก็ร้องไห้คร่ำครวญ บ้างก็กราบไหว้อ้อนวอนต่อเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือ 

    แต่พระมหาชนกไม่ทรงกันแสง และก็ไม่ไหว้เทวดาตนใดทั้งสิ้น พระองค์ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยแม้แต่น้อย  ทรงมองข้ามความตายมุ่งเป้าหมายไปที่ความสำเร็จ  ที่จะยึดเอาราชสมบัติคืนมาให้ได้
 
    ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นท่านจะมีกำลังใจเต็มเปี่ยม มีความเพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้เสมอ แม้เรือจะอับปางลงท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่ทรงหวาดหวั่นต่อสิ่งใด  ยังทรงมีเป้าหมายมั่นคงเช่นเดิม ส่วนเมื่อเรือจมแล้ว ท่านจะช่วยเหลือตัวของท่านเองอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 04 กรกฎาคม, 2552, 07:23:45 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 7

 

    จากตอนที่แล้ว พระราชกุมารทรงเข้าไปขอทรัพย์จากพระมารดา เพื่อที่จะนำไปลงทุนค้าขาย แล้วจะได้ชิงเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระราชบิดากลับคืนมา พระมารดาก็ทรงมอบแก้วสำคัญที่มีค่ามากให้ 3 ดวง แต่ได้ตรัสห้ามว่า ทรัพย์ที่แม่มีนี้ก็มากพอที่จะใช้ชิงราชสมบัติคืน ขอลูกอย่าได้คิดทำการค้าขายเลย


    พระโอรสแม้จะถูกพระมารดาตรัสทัดทาน ก็ไม่ทรงเปลี่ยนพระทัย เมื่อได้ทรัพย์จากพระมารดาแล้ว จึงทรงแปลงสินทรัพย์นั้นให้เป็นต้นทุน แล้วนำไปซื้อสินค้าจำนวนมาก ขนขึ้นเรือพร้อมกับพวกพ่อค้า


    มิได้ทรงรู้ถึงความสังหรณ์พระทัยของพระมารดาเลย ว่าจะมีภัยมาถึงตน เมื่อใกล้เวลาเรือจะออกจากท่าก็ทรงกราบลาพระมารดา และตรัสให้สัญญาว่า ?ไม่นานนักลูกจะกลับมา? เมื่อทรงล่ำลาพระมารดาเสร็จแล้ว ก็รีบออกเดินทางทันที



    เมื่อถึงวันที่ ๗ ของการเดินทาง เรือก็ประสบกับพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ ท้องทะเลเต็มไปด้วยคลื่นลูกใหญ่ๆ เมื่อสีข้างเรือถูกคลื่นลูกใหญ่ๆ ซัดหนักๆ เข้า ก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว แผ่นกระดานได้ปริแตกออกจากกัน  ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในเรือ   ในที่สุดเรือก็แตก แล้วค่อยๆ จมลงท่ามกลางมหาสมุทร


    พวกพ่อค้าทั้ง ๗๐๐ คน เมื่อเรือแตกแล้ว ก็รู้ว่าตนเองต้องจมน้ำตายอย่างแน่นอน  ก็เกิดหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัย  แสดงกิริยาต่างๆ กัน บ้างก็ร้องไห้คร่ำครวญ บ้างก็กราบไหว้อ้อนวอนต่อเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือ 



    ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่า เรือจะต้องอับปางลงแน่นอนก็มิได้ทรงหวั่นไหว ทรงเตรียมคลุกน้ำตาลกรวดกับเนย แล้วเสวยจนอิ่ม


    จากนั้นก็นำผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนำมานุ่งห่มปกปิดผิวหนังให้มั่น เพื่อไม่ให้ถูกน้ำทะเลกัดผิว แล้วจึงประทับยืนเกาะเสากระโดง จากนั้นก็ทรงปีนขึ้นไปประทับยืนบนยอดเสากระโดงนั้น


    ในเวลาเรือจมลง พวกพ่อค้าบางพวกถูกกระแสน้ำดูดลง จมน้ำตายภายใต้ท้องมหาสมุทรพร้อมกับเรือ



    บางพวกก็พ้นจากแรงดูดของน้ำได้ แต่เมื่อหมดเรี่ยวแรงที่จะว่ายต่อไป ก็จมน้ำตายกลายเป็นอาหารของปลาและเต่า ไม่มีใครสักคนที่สามารถรอดพ้นจากความตายได้
 
    มีเพียงพระมหาชนกเท่านั้น ที่ทรงตั้งสติมั่น ได้กำหนดทิศที่ตั้งของเมืองมิถิลา แล้วก็กระโดดจากยอดเสากระโดงไปทางทิศนั้น ข้ามพ้นฝูงปลาร้ายไปตกอยู่ในที่ไกลจากเรือ เพราะพระองค์มีพละกำลังมาก จึงทำให้ทรงพ้นจากแรงดึงดูดของน้ำในขณะที่เรือจม


    ในวันเดียวกันนี้เอง พระเจ้าโปลชนกราชก็ได้สวรรคต โดยปราศจากรัชทายาทผู้เหมาะสมที่จะมาสืบทอดราชสมบัติต่อได้



    ส่วนพระมหาชนกนั้น เมื่อทรงพ้นจากรัศมีการดึงดูดของน้ำและสัตว์ร้ายได้แล้ว ก็ทรงแหวกว่ายลอยคอเหมือนกับท่อนกล้วย ที่ล่องลอยอยู่ในคลื่นมหาสมุทร ท่านได้เพียรว่ายเพื่อจะข้ามข้ามมหาสมุทรด้วยกำลังแขนอยู่ถึง ๗ วัน
 
    แม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยสักเพียงไหน ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่เมื่อทรงนึกถึงเป้าหมายคือราชสมบัติที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ก็เกิดกำลังใจขึ้นมาได้ทรงว่ายต่อไปแม้จะทรงมองไม่เห็นฝั่ง


    วิสัยของพระบรมโพธิสัตว์นั้น เป็นผู้มีความเพียรไม่ลดละ ไม่ทรงท้อถอยในการทำความเพียร แม้จะรู้ว่าบางครั้งสิ่งที่ทุ่มเทลงไปอาจไร้ผล  แต่ถ้าเป็นความเพียรที่ไม่มีโทษก็จะทรงทำต่อไป


    ยิ่งเมื่อทรงเห็นว่าความเพียรนั้น เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจะเกิดประโยชน์ใหญ่ ก็จะไม่ยอมหยุดยั้งความเพียรนั้นเป็นอันขาด  แม้หากจะต้องพลีด้วยชีวิต ก็ทรงยอมอุทิศให้ เพราะอย่างน้อยก็จะเป็นต้นแบบแห่งความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทำให้อนุชนรุ่นหลังเกิดกำลังใจในการทำความเพียรตามพระองค์ไป


    อีกทั้งความเพียรนี้ จะกลายเป็นผังสำเร็จติดตัวพระองค์ไปข้ามชาติ เป็นผังของผู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่เคยหมดอาลัยในชีวิต แต่เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและพลังใจไม่สิ้นสุด ปัญหาจะหนักหนาสักแค่ไหน ก็จะมีแต่คำว่า  ?ทำได้? และ ?สำเร็จ? อยู่ในพระหฤทัยเสมอ


    พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเรื่อยมา เพราะท่านเป็นผู้เลิศด้วยความเพียร เหมือนดังเรื่องของมหาชนกผู้เพียรว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่นี้ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง แต่จิตใจยังเปี่ยมด้วยพลังแห่งความหวัง ว่าสักวันหนึ่งจะต้องว่ายข้ามให้ถึงฝั่งให้ได้


    พระมหาชนกนั้น เมื่อทรงว่ายมาถึงวันที่ ๗  ทรงสังเกตเห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็ทรงรู้ว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงใช้น้ำเค็มบ้วนพระโอษฐ์ ทรงสมาทานอุโบสถศีลด้วยใจที่ตั้งมั่น แล้วก็ว่ายน้ำต่อไป โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากในมหาสมุทรเลย


    ในสมัยนั้น ท้าวโลกบาลทั้งสี่ได้ทรงมอบหมายให้เทพธิดาชื่อมณีเมขลา เป็นผู้คอยให้ความคุ้มครองมนุษย์ผู้มีคุณธรรม มีการบำรุงบิดามารดาเป็นต้น ว่าอย่าให้ได้รับอันตราย เพราะเป็นผู้ที่ไม่สมควรจะตายในมหาสมุทร


    เนื่องจากวันที่ผ่านมา นางมณีเมขลาได้เพลิดเพลินอยู่ด้วยการเสวยทิพยสมบัติ จึงไม่ได้มาตรวจตรามหาสมุทรนานถึง ๗ วัน
 
    เมื่อนางนึกขึ้นได้ก็คิดว่า ?วันนี้เป็นวันที่ ๗ ที่เรามิได้ตรวจตรามหาสมุทร มีเหตุอะไรเกิดขึ้นบ้างหนอ?  เมื่อนางตรวจดูก็เห็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ กำลังดำผุดดำว่ายอยู่กลางมหาสมุทรตามลำพัง


    จึงคิดว่า  ?ถ้ามหาชนกกุมารสิ้นพระชนม์ในมหาสมุทร เราจะมีความผิดอย่างมหันต์ อาจหมดสิทธิ์ที่จะเข้าสู่เทวสมาคม?
 
    คิดฉะนี้แล้ว ก็รีบเหาะมาสถิตอยู่ในอากาศ เหนือท้องมหาสมุทรตรงที่พระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่


    นางเกิดความอัศจรรย์ใจ และสงสัยว่าคนทั้งหลายเขาจมน้ำตายกันไปหมดแล้ว แต่ทำไมพระองค์ยังคงว่ายต่อไปแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง



    จึงเปล่งเสียงให้พระโพธิสัตว์ทรงได้ยิน แล้วถามว่า  ?ใครหนอ แม้จะแลไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้?


    พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ?เราแหวกว่ายอยู่ถึง ๗ วัน เข้าวันนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นใครสักคนเลย ใครหนอมาพูดกับเรา? 


    เมื่อทรงมองขึ้นไปเบื้องบน ก็ทรงเห็นเทพธิดามณีเมขลาสถิตอยู่ในอากาศ  จึงตรัสตอบว่า  ?ดูก่อนเทพธิดา เราไตร่ตรองเห็นข้อปฏิบัติประจำโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เรายังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
 
    ขึ้นชื่อว่าความเพียรที่ไม่มีโทษ เมื่อบุรุษพากเพียรไปย่อมไม่เสียหาย ย่อมให้ดำรงอยู่ในความสุขได้   ถึงแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะพยายามเรื่อยไป หากไม่ทำความเพียรแล้วจะพบความสำเร็จได้อย่างไร? เมื่อนางเทพธิดามณีเมฆขลาได้ฟังพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนั้น ก็รู้สึกชื่นชมในความเพียรพยายามของพระองค์ แต่นางจะรีบช่วยพระโพธิสัตว์ในทันทีหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 05 กรกฎาคม, 2552, 22:41:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 8

 


    จากตอนที่แล้วพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่า เรือจะต้องอับปางแน่นอน จึงได้รีบเสวยน้ำตาลกรวดคลุกกับเนยจนอิ่ม จากนั้นก็นำผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งให้กระชับ ประทับยืนเกาะเสากระโดง แล้วก็ทรงปีนขึ้นไปประทับยืนบนยอดเสากระโดงนั้น



    ในเวลาเรือจมลง ก็ทรงกำหนดทิศที่ตั้งของเมืองมิถิลา แล้วก็กระโดดจากยอดเสากระโดงไปทางทิศนั้น ข้ามพ้นฝูงปลาร้ายไปตกอยู่ในที่ไกลจากเรือ



    พระมหาชนกนั้น ทรงเพียรแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร จนถึงวันที่ ๗ ได้ทรงสังเกตเห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็ทรงรู้ว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงใช้น้ำทะเลบ้วนพระโอษฐ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีล



ในวันนั้น นางมณีเมขลาได้มาตรวจตรามหาสมุทร  ก็เห็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ กำลังทรงแหวกว่ายอยู่กลางมหาสมุทรจึงคิดว่า  ?ถ้าพระมหาชนกสิ้นพระชนม์ในมหาสมุทร เราจะมีความผิดอย่างมหันต์?  จึงรีบเหาะมาสถิตอยู่ในอากาศ เหนือท้องมหาสมุทรตรงที่พระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่



    นางเกิดความอัศจรรย์ใจ ว่าแม้ฝั่งก็มองไม่เห็น แล้วพระองค์จะว่ายไปทำไม จึงถามว่า  ?ใครหนอ แม้จะแลไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้?พระโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบว่า  ?เราเห็นปฏิปทาของโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร จึงพยายามเรื่อยไป หากไม่พากเพียรแล้วจะพบความสำเร็จได้อย่างไร?



    นางมณีเมขลาได้ฟังความตั้งใจอันแน่วแน่ของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็อัศจรรย์ เกิดกำลังใจใคร่จะฟังธรรมมากพระโพธิสัตว์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงถามต่ออีกว่า ?มหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้  แม้ฝั่งก็ไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านทำไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่ทันถึงฝั่งท่านก็จะต้องตายอย่างแน่นอน ท่านจะเพียรพยายามไปทำไมกัน?


    พระมหาชนกตรัสว่า ?ท่านพูดอะไรอย่างนั้น เราทำความพยายาม แม้จะตายก็พ้นคำครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ได้ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ กับทั้งบิดามารดาและเทวดา  อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง  ดูก่อนเทพธิดา บุคคลเมื่อทำความเพียร แม้จะตายก็ไม่เป็นหนี้  ย่อมไม่ถูกติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ แม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญ?


เทพธิดากล่าวแย้งว่า ?ท่านมหาบุรุษ การงานอันใด แม้ทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว  ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การงานนั้นก็นับว่าไร้ผล เป็นความสูญเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์      การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรจนตัวเองต้องตาย  ความพยายามนั้นจะมีประโยชน์อะไร?


    พระมหาชนกได้สดับแล้ว เมื่อจะทรงยืนยันว่าความเพียรเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ชีวิตจะวอดวายไปก็ตาม จึงตรัสต่อไปว่า  ?ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้ ถ้าผู้นั้นละความเพียรนั้นเสีย ก็ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน  พึงรู้เถิดว่า นั่นเป็นผลแห่งความเกียจคร้านโดยแท้ 
 
    ดูก่อนเทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ มองเห็นผลแห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย   ไม่ว่าการงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม 
 
    ดูก่อนเทพธิดา ท่านก็เห็นประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมลงในมหาสมุทรหมดแล้ว มีแต่เราคนเดียวยังว่ายอยู่ ก็เพราะความเพียรพยายามนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นท่านซึ่งมาสถิตอยู่ใกล้ๆ  เรานั้นจักพยายามอย่างสุดความสามารถ จะทำความเพียรที่บุรุษควรทำ  เพื่อไปถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรนี้ให้จงได้?
 
    เทพธิดาได้สดับพระวาจาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของพระโพธิสัตว์ ก็รู้สึกอัศจรรย์ในหัวใจที่ปราศจากความย่อท้อของพระมหาชนก นึกเลื่อมใสในคำภาษิตของพระองค



    จึงกล่าวสรรเสริญ พร้อมทั้งเชื้อเชิญให้ขึ้นจากมหาสมุทรว่า  ?ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ  ไม่ยอมจมลงในห้วงมหรรณพซึ่งกว้างใหญ่ประมาณมิได้เห็นปานนี้  ท่านนั้นจงไปยังสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด?


    เราจะเห็นได้ว่า ผู้มีความเพียรอย่างแท้จริงนั้น แม้ทอดสายตาออกไป จะไม่เห็นขอบฝั่งแห่งทะเล  แต่จิตใจของท่านก็ไม่ท้อแท้ เมื่อรู้ว่าทะเลย่อมมีฝั่ง จึงคิดแต่จะว่ายไปให้ถึงฝั่งให้ได้ 


    เมื่อเรี่ยวแรงยังไม่สิ้นสุด ท่านก็จะไม่หยุดยั้งในการทำความเพียร เพราะผู้ที่มีความเพียรแม้จะไม่สำเร็จก็ย่อมได้รับการสรรเสริญ


    ท่านทั้งหลาย คงได้ทราบถึงหัวใจที่กว้างใหญ่เกินฟ้าครอบของพระโพธิสัตว์กันแล้ว ว่าจะไม่ยอมหยุดทำความเพียรจนกว่าจะถึงเป้าหมาย  แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต ซึ่งเมื่อนางมณีเมขลาได้ฟังถ้อยคำที่มุ่งมั่นของท่านแล้ว ก็ได้กล่าวสรรเสริญ



    เทพธิดาได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านประสงค์จะไปในที่ใด เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสว่า มิถิลานคร นางจึงได้อุ้มพระมหาชนกโพธิสัตว์ขึ้นจากน้ำ โดยใช้แขนทั้งสองประคองให้นอนแนบทรวง พาเหาะไปในอากาศเหมือนมารดาอุ้มบุตรอันเป็นที่รัก ฉะนั้น
 
    ขณะนั้น พระโพธิสัตว์มีผิวกายซูบซีดเศร้าหมองเปื่อยยุ่ย เพราะทรงแช่อยู่ในน้ำทะเลตลอด ๗ วัน ครั้นได้รับสัมผัสอันเป็นทิพย์ที่อบอุ่นนุ่มนวลของนางเทพธิดา ร่างกายก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้บรรทมหลับไปอย่างมีความสุข 


    นางมณีเมขลาได้นำพระมหาชนกไปถึงมิถิลานคร ให้บรรทมบนแผ่นมงคลศิลาในสวนมะม่วงโดยคลุมผ้าไว้ และมอบให้ภุมเทวดาในสวนอารักขาต่อไป แล้วจึงกลับไปสู่ที่อยู่ของตน



    ส่วนพระโปลชนกราช ซึ่งบัดนี้ได้เสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์ไม่มีพระโอรสสืบราชบัลลังก์  มีแต่พระราชธิดาพระองค์หนึ่งพระนามว่าสีวลีเทวี  เป็นหญิงฉลาดเฉียบแหลม
 
    พวกอำมาตย์ได้ทูลถามพระเจ้าโปลชนกราชในขณะบรรทมอยู่บนพระแท่นก่อนจะสวรรคตว่า  ?เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว เหล่าข้าพระบาทจักถวายราชสมบัติแก่ใคร?


    พระราชาตรัสว่า  ?บุคคลใดสามารถทำให้สีวลีเทวีพอใจได้ หรือผู้ใดสามารถรู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมของเราได้ ก็จงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้นั้น  ผู้ใดสามารถยกสหัสสถามธนู(สะ หัส สะ ถา มะ ธะ นู)ซึ่งมีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้ หรือผู้ใดนำขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ แห่งออกมาได้  ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้นั้นเถิด?
 
    ส่วนปริศนาแห่งขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมเหล่านั้นจะมีรายละเอียดอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 07 กรกฎาคม, 2552, 17:28:59 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 9


 
    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงยืนยันว่า เป็นลูกผู้ชายควรพยายามเรื่อยไป หากพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ ส่วนนางเทพธิดาก็ได้กล่าวแย้งว่า ?การงานอันใด แม้ทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว  ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การงานนั้นก็นับว่าไร้ผล เป็นความสูญเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์?


    พระมหาชนกได้กล่าวแก้ว่า ?ถ้าเราละความเพียรเสีย ก็ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน ผลก็คือต้องกลายเป็นคนเกียจคร้าน ท่านก็ประจักษ์แล้วมิใช่หรือ ว่าคนอื่นๆ พากันจมในมหาสมุทรหมดแล้ว เราคนเดียวยังว่ายอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นท่านซึ่งมาสถิตอยู่ใกล้ๆ 


    เทพธิดาได้สดับพระดำรัสของพระมหาชนก ก็นึกเลื่อมใสในภาษิตของพระองค์ ได้อุ้มพระมหาชนกโพธิสัตว์ขึ้นจากน้ำ นำไปสู่มิถิลานครให้บรรทมบนแผ่นมงคลศิลาในพระราชอุทยานโดยคลุมผ้าไว้ แล้วได้มอบให้ภุมเทวดาในที่นั้นอารักขาต่อไป


    ส่วนพระเจ้าโปลชนกผู้ครองกรุงมิถิลา ก่อนจะสวรรคตได้ตรัสบอกคุณลักษณะของผู้ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ คือ
 
 
 
 
 
ข้อที่ 1 ต้องสามารถทำให้พระราชธิดาทรงพอพระทัย

ข้อที่ 2 ต้องรู้หัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม
 
ข้อที่ 3 สามารถยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกได้
 
ข้อที่ 4 ต้องสามารถไขปริศนาที่ตั้งแห่งขุมทรัพย์ทั้ง ๑๖ แห่ง ดังนี้ คือ

ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น
ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก
ขุมทรัพย์ภายใน 
ขุมทรัพย์ภายนอก
ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก 
ขุมทรัพย์ขาขึ้น 
ขุมทรัพย์ขาลง
ขุมทรัพย์ที่ไม้รังใหญ่ทั้งสี่
ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ 
ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง
ขุมทรัพย์ที่ปลายขนหาง
ขุมทรัพย์ในน้ำ
และขุมทรัพย์บนยอดไม้
 
 


    เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าโปลชนกราชเสร็จแล้ว  เหล่าอำมาตย์และข้าราชการทุกหมู่เหล่า ก็ประชุมปรึกษากันถึงเรื่องที่พระราชาตรัสไว้ว่า ให้มอบราชสมบัติแก่บุคคลที่สามารถทำให้พระราชธิดาชื่นชมยินดี 
 
    ครั้นประชุมกันแล้ว พวกอำมาตย์มีความเห็นว่า เสนาบดีเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระราชา คงสามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้  จึงส่งข่าวให้เสนาบดีทราบ ครั้นเสนาบดีได้ฟังข่าว ก็เข้าพระราชวังทันที 


    พระราชธิดาทรงทราบว่า เสนาบดีนั้นมาเพื่อราชสมบัติ จึงมีพระประสงค์จะทดสอบเสนาบดีว่า จะมีปัญญาพอที่จะรองรับสิริแห่งเศวตฉัตรได้หรือไม่ จึงรับสั่งให้ท่านเสนาบดีเข้าเฝ้า 


    เสนาบดีครั้นได้รับอนุญาตจากเหล่าพระประยูรญาติและหมู่อำมาตย์แล้วก็ดีใจ จึงรีบไปเข้าเฝ้าด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง


    พระราชธิดาเมื่อจะทรงทดลองเสนาบดี จึงตรัสสั่งให้เขาวิ่งเข้าไปในพระตำหนัก  เนื่องจากต้องการที่จะให้พระราชธิดาทรงยินดี เสนาบดีจึงรีบวิ่งไปภายในพระตำหนัก 


    ครั้นทรงเห็นเสนาบดีวิ่งไปจนสุดทางแล้ว ก็รับสั่งให้วิ่งกลับมาอีก ท่านเสนาบดีก็วิ่งกลับมาตามรับสั่ง


    ครั้นให้เสนาบดีทำอาการแปลกๆ ได้ดังนี้ ก็ทรงทราบว่าเสนาบดีมิได้มีปัญญาพอที่จะทรงสิริแห่งเศวตฉัตรไว้ได้ จึงรับสั่งให้มานวดพระบาท


    เมื่อสิ้นกระแสรับสั่ง เขาก็นั่งลงเพื่อจะนวดพระบาท  พระราชธิดาจึงถีบอกของเสนาบดีจนล้มหงาย แล้วตรัสสั่งพวกนางข้าหลวงให้นำตัวออกไป


    เสนาบดีถูกพระราชธิดาขับออกมา เมื่อถูกพวกอำมาตย์ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ก็ตอบว่า ?พวกท่านอย่าถามเลย พระนางดุร้ายเหมือนไม่ใช่คน คงเป็นยักษิณีแปลงมาเป็นแน่?


    เมื่อพวกอำมาตย์เห็นว่า ท่านเสนาบดีทำไม่สำเร็จ แล้วยังได้รับความอับอายกลับออกมา  จึงส่งอำมาตย์ผู้รักษาท้องพระคลังเข้าไปทดลองดูบ้าง  แต่เขาก็ถูกพระราชธิดาทำให้ต้องอับอายกลับมาเหมือนเดิม


    พวกอำมาตย์เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ จึงให้เจ้าพนักงานเชิญเครื่องสูง เจ้าพนักงานเชิญพระแสง  เข้าไปทดลองดูบ้าง แม้เขาทั้งสองก็ถูกพระราชธิดาขับไล่ออกมาเช่นเดิม


    จากนั้นก็ได้ป่าวประกาศให้มหาชนได้รับทราบ  ถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติจะได้มาครองราชย์ ทำให้พวกมหาเศรษฐี พราหมณ์มหาศาล  และนักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายเข้าร่วมชิงชัย  แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ  แถมยังต้องได้ความอับอายขายหน้ากลับไปกันทุกคน


    พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า เมื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งรัชทายาท ไม่สามารถทำให้พระราชธิดาพอพระหฤทัยได้  ก็ควรให้โอกาสท่านเหล่านั้น ได้ทดลองความสามารถด้านอื่นด้วย  จึงเปิดโอกาสให้ทดลองยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยก แต่ก็ไม่มีใครสามารถยกขึ้นได้
 

 
ครั้งต่อไปก็ให้ช่วยกันพิจารณาหัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ถูกต้อง
 

 
มาถึงปัญหาปริศนาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง ก็ไม่มีใครสามารถชี้ได้ถูกต้อง จึงทำให้เหล่าอำมาตย์และชาวพระนครหมดหวังไปตามๆ กัน
 



    เหล่าอำมาตย์ยังไม่ละความพยายาม ได้ประกาศหาผู้ที่เหมาะสมจะมาเป็นพระราชาขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระโปลชนกราชต่อไป  แม้จะมีผู้มาสมัครชิงตำแหน่งกันมากมาย แต่ก็ยังหาผู้ที่เหมาะสมไม่พบ ส่วนพวกอำมาตย์จะมีวิธีการอย่างไรอีกนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 08 กรกฎาคม, 2552, 08:50:57 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  มหาชนก   ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี  ตอนที่ 10




    จากตอนที่แล้ว พวกอำมาตย์ได้พากันคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถจะครองราชย์สมบัติ ตามรับสั่งของพระราชาก่อนสวรรคต โดยเห็นว่าท่านเสนาบดีเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระราชา คงสามารถทำให้พระราชธิดายินดีได้  จึงให้ท่านเสนาบดีทดสอบความสามารถก่อนใคร แต่แล้วก็ถูกพระราชธิดาทำให้อับอายกลับมา


    ผลสุดท้ายเมื่อไม่มีใครสามารถทำให้พระราชธิดาทรงยินดีได้   จึงให้ทดลองความสามารถด้านอื่น โดยเปิดโอกาสให้ทดลองยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยก ก็ไม่มีใครยกขึ้นได้ ให้บอกหัวนอนของพระแท่นบรรทมสี่เหลี่ยม และให้หาขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง ก็ไม่มีใครบอกได้ถูกต้อง
 
    ครั้งนั้น ปุโรหิตได้แนะนำเหล่าอำมาตย์ให้ปล่อยผุสสรถ คือ รถที่เทียมม้าอาชาไนยสีขาวปลอด จะใช้ก็ต่อเมื่อหาผู้เหมาะสมที่จะครองราชย์ไม่ได้แล้ว  เพื่อแสวงหาผู้ที่จะมาครองราชย์สมบัติสืบต่อไป
 
    เหล่าอำมาตย์เมื่อไม่เห็นวิธีไหนที่จะดีกว่านี้แล้ว จึงพร้อมใจกันทำตามคำของท่านปุโรหิต โดยการเทียมม้าอาชาไนย ๔ ตัว ซึ่งมีขนขาวดุจดอกโกมุท ลาดผืนพรมอันวิจิตรไว้บนรถ จัดตั้งเบญจราชกกุธภัณฑ์ (เบญ จะ ราด ชะ กะ กุ ธะ พัน) คือ  เครื่องทรงของพระราชาทั้ง ๕ ไว้พร้อม ( พระมงกุฎ พระภูษา พระแสงขันธ์ ธารพระกร ฉลองพระบาท)



    จากนั้น พวกอำมาตย์ และข้าราชบริพารซึ่งแวดล้อมด้วยจตุรงคเสนา มีเครื่องดนตรีคอยประโคมนำหน้าเข้าประจำที่เพื่อเตรียมติดตามราชรถที่จะถูกปล่อยออกไป


    เมื่อจัดเตรียมทุกสิ่งพร้อมแล้ว ท่านปุโรหิตก็สั่งผุสสรถว่า ?ผู้ใดมีบุญที่จะได้ครองราชสมบัติ ท่านจงไปสู่สำนักของผู้นั้นเถิด? กล่าวดังนี้แล้วก็ปล่อยผุสสรถออกไป


    ผุสสรถทำประทักษิณพระราชนิเวศน์ 3 รอบ แล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่ แล่นออกจากพระราชนิเวศน์ทางประตูด้านทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ
 


    เหล่าอำมาตย์และเสนาบดีผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย ต่างมีความหวัง ได้อธิษฐานว่า  ?ขอให้ผุสสรถจงมาจอดอยู่หน้าบ้านของเราเถิด? 


    แต่ผุสสรถก็แล่นล่วงเลยเคหสถานหลังแล้วหลังเล่า เมื่อผุสสรถทำประทักษิณรอบพระนครแล้ว ก็วิ่งออกทางประตูด้านทิศตะวันออก บ่ายหน้าตรงไปยังพระราชอุทยานทันที



    ชาวเมืองเห็นว่า ผุสสรถวิ่งรอบพระนครแล้ว ก็ยังไม่สามารถหาผู้ที่จะมาครองราชย์ได้ จึงปรึกษากันว่าควรจะหยุดผุสสรถไว้ เพราะไม่ควรให้วิ่งออกไปนอกพระนคร


    แต่ปุโรหิตก็ห้ามชาวพระนครไว้ ปล่อยให้ผุสสรถแล่นต่อไป  โดยกล่าวว่า ถึงจะแล่นไปสิ้นร้อยโยชน์ก็อย่าให้กลับ  จนกว่าจะพบผู้มีบุญบารมี 


    ผุสสรถได้วิ่งเข้าไปสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลที่พระมหาชนกทรงบรรทมอยู่ แล้วก็หยุดอยู่กับที่ไม่ไหวติง เหมือนกำลังรอเจ้านายให้ขึ้นมาประทับนั่งอย่างนั้น


    ปุโรหิตเห็นพระโพธิสัตว์บรรทมหลับอย่างสบาย จึงเรียกเหล่าอำมาตย์มาแนะนำว่า ?บนแผ่นศิลามงคลนี้ มีบุรุษหนุ่มนอนหลับอยู่  แต่ว่าพวกเรายังไม่รู้ว่าเขาจะมีปัญญาสมควรแก่เศวตฉัตรหรือไม่...
 
 
    หากบุรุษที่นอนอยู่นั้นเป็นผู้มีปัญญา สมควรแก่เศวตฉัตร เมื่อได้ยินเสียงประโคมดนตรีก็จะไม่สะทกสะท้านลุกขึ้น และจะไม่เหลียวมองดูพวกเราอีกด้วย...
 
    แต่ถ้าเป็นคนไม่มีปัญญา ไม่คู่ควรแก่เศวตฉัตรก็จะตกใจกลัว ลุกขึ้นมองดูพวกเราแล้วรีบหนีไป พวกท่านจงประโคมดนตรีขึ้นเถิด?



    เมื่อดนตรีถูกประโคมขึ้น เสียงของดนตรีนับร้อยชิ้นได้ดังสนั่นหวั่นไหว แม้เสียงนั้นจะดังก้องไปทั้งพระนคร  แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระหฤทัยของพระมหาชนกโพธิสัตว์หวั่นไหวเลย  ยังคงบรรทมหลับอย่างมีความสุข


    ครั้นตื่นบรรทมแล้ว ได้เปิดผ้าคลุมพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชน ซึ่งกำลังยืนแวดล้อมอยู่ ก็ทรงทราบว่าบัดนี้ เศวตฉัตรมาถึงเราแล้ว 


    จากนั้นก็คลุมพระเศียรเหมือนเดิม ไม่ทรงสนพระทัยพวกเหล่าอำมาตย์หรือมหาชนที่กำลังมุงดู ทั้งยังทรงพลิกพระวรกายไปทางด้านซ้าย


    ปุโรหิตจึงเปิดผ้าที่คลุมพระบาทของพระโพธิสัตว์ เพื่อตรวจดูพระลักษณะ ครั้นตรวจดูแล้วก็ประกาศว่า  ?อย่าว่าแต่ทวีปเดียวเลย ท่านผู้นี้เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาบารมี  สามารถครองราชสมบัติแม้ในมหาทวีปทั้งสี่?



    กล่าวดังนี้แล้วก็ให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการสดุดีและนอบน้อมต่อพระโพธิสัตว์


    พระโพธิสัตว์ทรงเปิดพระพักตร์อีกครั้ง แล้วพลิกพระองค์กลับมาบรรทมข้างขวา ทอดพระเนตรมหาชน 


    ปุโรหิตให้ข้าราชบริพารทั้งหลายถอยออกไป แล้วยืนประคองอัญชลีก้มหน้า กราบทูลว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอได้โปรดเสด็จลุกขึ้นเถิด ราชสมบัติมาถึงพระองค์แล้ว พระเจ้าข้า?


    พระโพธิสัตว์ตรัสถามปุโรหิตว่า ?พระราชาของพวกท่านเสด็จไปไหน ครั้นทราบว่าสวรรคตแล้ว จึงตรัสถามว่า พระราชโอรสหรือพระราชภาดาของพระราชาไม่มีหรือ?



    เมื่อได้ทราบเรื่องราวทุกอย่างจากปุโรหิตแล้ว  จึงรับสั่งว่า  ?ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว  เราจักครองราชสมบัติเอง?  ครั้นตรัสแล้ว ก็ได้เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งบนแผ่นมงคลศิลา
 
 
    เหล่าอำมาตย์ปุโรหิตและมหาชน เมื่อเห็นสิริลักษณะของพระโพธิสัตว์แล้ว และเมื่อทราบว่าบุรุษหนุ่มผู้มีความสง่างามนี้ คือ โอรสของอดีตพระเจ้าอยู่หัวของตนเอง ต่างก็พร้อมใจกันอภิเษกพระโพธิสัตว์เป็นพระราชาในพระราชอุทยานในวันนั้น ส่วนเรื่องราวที่พระมหาชนกราชจะทรงทำให้พระราชธิดาทรงยินดีได้อย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: