เกาะติดข่าวเขาพระวิหาร

(1/9) > >>

ยามเฝ้าบอร์ด:
?พระหนุ่ม? นักต่อสู้ ชี้หวังพึ่งรัฐบาล ?หุ่นเชิด?ไม่ได้อีกแล้วเรียกร้องชาวไทยทั่วประเทศลุกขึ้นมาร่วมแสดงพลังชุมนุมใหญ่ ที่ ?เขาพระวิหาร? อ.กันทรลักษ์ ขับไล่ชาวกัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทยพรุ่งนี้ (22 มิ.ย.) ชี้เหตุไทยสูญเสียดินแดนเพราะผู้บริหารระดับสูงของชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ด้านขบวนทัพธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทยฯ บุกถึงเขาพระวิหาร 15.00 น. พรุ่งนี้ (22 มิ.ย.)
       
       วันนี้ (21 มิ.ย.) พระวิจิตร ญาณโสภโณ พระลูกวัดปรินายก กรุงเทพฯ ในฐานะเลขาธิการขบวนการศาสนาเพื่อมนุษยชาติ หนึ่งในแกนนำขบวน?ธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร มณฑลบูรพา? ซึ่งออกเดินเท้าไกล 100 กิโลเมตร จากอ.เมืองศรีสะเกษ มุ่งหน้าเข้าปักหลักชุมนุมใหญ่ ที่ เขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา ต.เสาธงชัย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้อาตมาภาพเห็นว่าเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนของชาติที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ ปัญหาเขาพระวิหาร ซึ่งมีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามายึดดินแดนประเทศไทยสร้างบ้านเรือน ร้านค้า ถนนและอยู่กว่า 500 คน
       
       ดังนั้นชาวไทยทั่วประเทศควรที่จะเลิกทะเลาะกันแล้วหันมาร่วมกันชุมนุมแสดงพลังครั้งใหญ่ที่บริเวณเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เพื่อผลักดันให้ชาวกัมพูชาออกไปจากผืนแผ่นดินไทยโดยเร็วที่สุด
       
       ทั้งนี้เนื่องจากการที่จะหวังพึ่งรัฐบาลให้ดำเนินการในเรื่องนี้คงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว แม้แต่รัฐมนตรีของไทยก็ยังกระทำการที่ชาวไทยทั้งชาติเชื่อว่าเป็นการกระทำที่เอื้อต่อต่างชาติและทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนและอธิปไตยที่บริเวณเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชา ซึ่งอาตมาและประชาชนชาวไทยทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า การที่ประเทศต้องไทยเสียดินแดนนั้นเป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงของชาติไม่มีความเข้มแข็ง เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองหรือพวกพ้อง จึงเสียรู้และเสียดินแดนให้ต่างชาติ
       
       พระวิจิตร ญาณโสภโณ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ขบวนเดิน ?ธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร มลฑลบูรพา? ยังคงเคลื่อนขบวนเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ โดยในวันนี้ (21 มิ.ย.) ได้เดินจาก อ.กันทรลักษ์ มุ่งหน้าสู่เขาพระวิหารคืบหน้าไปอีกเป็นระยะทางประมาณ 20 กม. และพักค้างคืนอยู่ที่บริเวณวัดบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา เพียง 15 กิโลเมตรเท่านั้น และคาดว่าเดินเท้าไปถึงเขาพระวิหารในวันพรุ่งนี้ ( 22 มิ.ย.) ในเวลาประมาณ 15.00 น.
       หลังจากนั้นขบวนธรรมยาตราฯ จะได้ร่วมกับชาว อ.กันทรลักษ์ และ ชาวศรีสะเกษ ชุมนุมจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการผลักดันให้ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาตั้งชุมนุม สร้างบ้านเรือน ร้านค้าและวัด อยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร กลับเข้าไปอยู่ในเขตแดนของเขาให้ได้
       
       ?ขณะนี้รวมแล้วขบวนธรรมยาตราฯ ได้เดินเท้าเพื่อทวงคืนเขาพระวิหารและมลฑลบูรพาเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้นกว่า 80 กม. แล้ว อีกเพียงประมาณ 15 กม. ก็จะถึงเขาพระวิหาร ดังนั้น จึงขอเชิญชวนชาวไทยทั่วประเทศมาร่วมกันแสดงพลังชุมนุมใหญ่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร เพื่อผลักดันให้ชาวเขมรออกไปจากเขตแดนไทยให้จงได้? พระวิจิตร กล่าวในตอนท้าย

ยามเฝ้าบอร์ด:
ประชาคมกันทรลักษ์ร่วมพันธมิตรฯ ศรีสะเกษ ลุกฮือชุมนุมทวงคืนเขาพระวิหาร จี้รบ.หุ่นเชิดและ?นพเหล่? ยกเลิกมติ ครม.เห็นชอบแผนที่ใหม่-โละทิ้งแถลงการณ์ร่วมหนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหาร ลั่นเขมรต้องออกไปจากเขตแผ่นดินไทย ดีเดย์ 22 มิ.ย.ชุมนุมใหญ่ร่วมกองทัพ ?ธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทยฯ? ขับไล่ชาวกัมพูชากว่า 500 คนออกจากเชิงเขาพระวิหาร
       
       วันนี้ ( 21 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าศาลหลักเมืองกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนชาวอำเภอกันทรลักษ์ กว่า 300 คน นำโดยนายสนอง ห้วยจันทร์ ประธานประชาคมอำเภอกันทรลักษ์ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงพร้อมเปิดเวทีปราศรัย โจมตีรัฐบาลและ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามคำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา
       
       โดยแกนนำพันธมิตรอำเภอกันทรลักษ์ ได้ผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัยให้ความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการสญเสียอธิปไตยและดินแดนไทยกรณีปัญหาเขาพระวิหารและโจมตีการทำงานที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณ และ นายนพดล อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.กันทรลักษ์ มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่
       
       นายสนอง ห้วยจันทร์ ประธานประชาคมอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ชาวกันทรลักษ์รวมทั้งประชาชนชาวศรีสะเกษทุกคนรู้สึกเศร้าเสียใจมาก ที่นายนพดล ซึ่งเป็นชาวศรีสะเกษ โดยกำเนิดเกิดที่ อ.ราษีไศล ได้กระทำการที่เรียกได้ว่าขัดต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศเป็นอย่างมากที่ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมยินยอมให้ความเห็นชอบในการเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกกับฝ่ายกัมพูชา
       
       ทั้งที่พี่น้องประชาชนชาวศรีสะเกษและชาวไทยทุกคน ยืนยันคัดค้านมาตลอดว่า ก่อนที่จะมีการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นประเทศไทยจะต้องผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทยเข้ามาตั้งชุมนุมสร้างบ้านเรือน ร้านค้า วัดและถนน บริเวณเขาพระวิหารกว่า 500 คน ให้ออกไปเสียก่อน แต่รัฐบาลชุดนี้ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ ?ไอ้เหล่? ไม่เคยฟังเสียงประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศแม้แต่น้อย
       
       ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ชาวไทยทุกคนทั่วประเทศ ได้ออกมาร่วมกันเรียกร้องให้มีการยกเลิกมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) 17 มิ.ย. 2551 ที่มีมติรับรองแผนที่ฉบับใหม่บริเวณเขาพระวิหารของประเทศกัมพูชาและการลงนามแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อย่างถึงที่สุด
       
       ?ในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ พวกเราจะรวมพลังชุมนุมใหญ่กันที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารเพื่อขับไล่ชาวกัมพูชาให้ออกไปจากเขตแดนไทยให้จงได้ หากรัฐบาลผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากเขตแดนไทยไม่ได้ พวกตนชาวกันทรลักษ์ ชาวศรีสะเกษและชาวไทยทุกคนทั่วประเทศ รวมทั้งขบวนธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร มณฑลบูรพา ที่มีกำหนดเดินเท้าไกล 100 กิโลเมตร จากอำเภอเมืองศรีสะเกษถึงเขาพระวิหารในวันที่ 22 มิ.ย. จะร่วมกันผลักดันชาวกัมพูชาให้ออกไปจากเขตแดนไทยด้วยพลังของประชาชนเอง? นายสนอง กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แกนนำกลุ่ม ?ชมรมชอปเปอร์เขาพระวิหารไรเดอร์? ประกาศจะระดมพลกลุ่มชอปเปอร์ ทั่วทั้ง จ.ศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมชุมนุมเพื่อทวงคืนเขาพระวิหารและขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งชุมชนบริเวณเชิงเขาพระวิหาร ในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ด้วย
       
       ขณะที่ ขบวนทัพเดินเท้า ?ธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย ในกรณีเขาพระวิหาร มณฑลบูรบา? ที่เริ่มเดินทางออกจากหน้า ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองศรีสะเกษ อ.เมืองศรีสะเกษ ตั้งแต่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมามุ่งหน้าสู่เขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นำโดย นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ , พระวิจิตร ญาณโสภโน เลขาธิการขบวนการศาสนาเพื่อมนุษยชาติ นั้น
       
       ล่าสุด วันนี้ ( 21 มิ.ย.) หลังจากพักค้างคืนที่ อ.กันทรลักษ์ แล้ว คณะเดินเท้า ?ธรรมยาตรากอบกู้รักษาแผ่นดินไทยฯ? ได้เคลื่อนขบวนไปตามถนนกันทรลักษ์-เขาพระวิหาร มุ่งหน้าสู่เขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีกำหนดจะหยุดพักค้างคืนวันนี้ ( 21 มิ.ย.) ที่ วัดภูมิซรอล บ.ภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระวิหารเพียง 15 กิโลเมตร
       
       ก่อนที่พรุ่งนี้เช้า (22 มิ.ย.) จะเคลื่อนขบวนธรรมยาตราฯ พร้อมประชาชนและมวลชนทุกภาคส่วนเข้าปักหลักชุมนุมใหญ่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต่อไป

 

ยามเฝ้าบอร์ด:
"จิ๋ว"บินสูง วอนรัฐบาล-พันธมิตรยกระดับความต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อ ปชช. อ้าง"แม้ว"ไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องไปไล่ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบเพื่อประชาชนดีกว่า เหน็บยึดทำเนียบแล้วก็ไปนั่งเก้าอี้นายกฯ เสียเลย อ้างปลุกกระแส"พระวิหาร"ไร้เดียงสา วอนให้ความเป็นธรรมคนรับผิดชอบ
       
       วันที่ 21 มิ.ย. ที่ศูนย์ประสานงานกองปราบอาสานครศรีธรรมราช พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ศูนย์ประสานงานภาคใต้ กองปราบอาสานครศรีธรรมราช โดยมี ด.ต.อภัย ขุนศรี ประธานที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานกองปราบอาสาภาคใต้ นครศรีธรรมราช และอาสากองปราบกว่า 1,500 นาย ให้การต้อนรับ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนการเปิดการประชุมใหญ่สามัญ พล.อ.ชวลิต ได้ให้สัมภาษณ์ภายในห้องรับรองของศูนย์ประสานงานถึงสถานการณ์ทางการเมืองกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่รัฐบาลว่า ไม่น่าจะรุนแรงมาก เป็นที่น่าชื่นใจในสังคมไทยแม้มีความขัดแย้ง ความคิดอยู่คนละขั้วกันแต่ก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม หลบกันได้ ถอยกันได้ก็ทำกัน ถือเป็นเรื่องดี หาทางพูดจากันจะดีกว่า ใครก็แล้วแต่ที่มีความคิดในการที่จะแก้ไขภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ในการเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยที่สำคัญที่สุดของแผ่นดินเราก็จะเป็นสิ่งที่ดี มีคนเยอะแยะที่มีความรอบรู้และสามารถทำได้ วันนี้ต่างคนต่างชี้หน้าว่ากันเองเป็นเผด็จการ ฉะนั้นต้องหาคนมาชี้แจง มาเปลี่ยนแปลงให้ได้
       
       พลเอกชวลิต ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ว่า ไม่เห็นมีปัญหาอะไรมาก พันธมิตรมากดดันก็เป็นเรื่องธรรมดา ทางออกของประเทศคืออยากจะให้ทั้งสองฝ่ายได้กระหนักว่าสิ่งที่ตัวกำลังขอกันอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันต้องยกระดับของการทำงานไม่ว่าฝ่ายพันธมิตรหรือรัฐบาล ให้ขึ้นมาเป็นระดับที่สูงกว่านี้ เป็นระดับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
       
       "อย่างพันธมิตรต้องการไล่ทักษิณออกไป ท่านสมัครก็ถูกมองว่าเป็นนอมินี เอาท่านทักษิณไว้ พูดกันไปพูดกันมาเราจะให้แผ่นดินนี้ให้ท่านทักษิณมาเป็นตัวการหรือ ซึ่งท่านทักษิณท่านอาจจะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำไป มันไร้เดียงสาที่มาพูดจากันในเรื่องพวกนี้ มันต้องยกระดับขึ้นมาว่าพันธมิตรต้องการจะเปลี่ยนแปลงให้รัฐบาลนี้ทำงานให้กับประชาชน ให้รัฐบาลนี้สร้างความเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชนขึ้นมา ทำอย่างไรให้รัฐบาลนี้จัดการงบประมาณลงในพื้นที่ในการให้ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าให้ท่านทักษิณออกไป ให้รัฐบาลออกไป มันอะไรกัน มันไร้สาระ"พล.อ.ชวลิตกล่าว
       
       ต่อข้อถามพันธมิตรเองไม่ไว้วางใจในพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า พันธมิตรก็ต้องพูดอย่างนั้น แล้วยังไง ก็ไปยึดอยู่หน้าทำเนียบ แล้วยังไง จะไปอยู่กันนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วจะทำยังไงกันต่อก็ยังไม่รู้ ช่วยถามหน่อย ตนเองก็ไม่ทราบไปยึดทำไมทำเนียบ ไหนๆ ไปถึงทำเนียบแล้วก็ไปนั่งห้องนายกฯ เสียเลยไม่ดีหรือ
       
       ต่อข้อถามความชอบธรรมของพันธมิตรในการหยิบยกการสูญเสียอธิปไตยพื้นที่เขาพระวิหารให้กับเขมร พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า เป็นความพยายามหาเงื่อนไขของพันธมิตรในการปลุกคนขึ้นมา ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นตน ตนก็จะปลุกให้มากกว่านี้ นี่ยังปลุกน้อยด้วยซ้ำ พยายามหาเงื่อนไขว่าเราถูกรังแก เขมรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น
       
       "ผมว่าคนที่เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่หม่อมเสนีย์ที่ไปเป็นทนายความแพ้เขาในศาลโลกจนถึงวันนี้มันมี รมต.ต่างประเทศเป็นสิบยี่สิบคน นายกฯ ก็เป็นสิบๆ มันไม่ได้กินข้าวเลยหรือ มันกินแกลบกันหรือไง ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่เขารับผิดชอบอยู่บ้าง ฝากบอกประเด็นที่จะนำมาปลุกต้องให้เฉียบแหลมกว่านี้หน่อย"
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า พันธมิตรไม่ไว้ใจ รมต.ไปถึงการออกมาเปิดเผยในเรื่องของแผนที่ทางทหาร พลเอกชวลิต ระบุว่า กรมแผนที่ทหารไม่มีใครรู้ดีกว่าเขา ตนเองเห็นเหมือนกับเขาเพียงแต่เป็นคนละเรื่อง ไม่ใช่เรื่องเขตแดน เป็นเรื่องที่จะต้องมาตีความกันว่าเขาพระวิหารคืออะไร พระวิหารเมื่อเขาว่าเป็นของเขมรก็ต้องเป็นของเขมร แต่ถ้าเอาเขาด้วยก็เป็นของไทยส่วนหนึ่ง
       
       ต่อข้อถามมองว่ารัฐบาลในขณะนี้ยังมีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลอยู่อีกหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ในเมื่อเขาไม่ได้ประกาศเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นเขาก็มีความชอบธรรม เขายังอยู่ ไม่ได้ไปไหน เขายังมีความชอบธรรม ต้องให้เขาเป็น ไม่ต้องหนีไปไหน กลับมาอยู่ทำเนียบ ไม่วุ่นวาย เกิดมาไม่เคยเห็นแตกหัก ก็เห็นน่ารักกันจะตาย เดินผ่านตำรวจก็เปิดทางให้ ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเขาไปทำลายได้
       
       ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวการปิดล้อมทำเนียบของพันธมิตรจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ในสายตาต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ก็สกปรกหน่อยแถวนั้น ก็ปิดกันตลอด สมัยตนปิดกัน 99 วัน ปิดกันจนข้าวเหนียวหมดถึงกลับ พูดกันจนเหลือคนเดียว จนเหงา เหลือคนเดียวครั้งนั้นตนยังเอาข้าวไปให้นายวัชระกิน
       
       ส่วนในการบรรยาย พล.อ.ชวลิต ได้กล่าวบรรยายและมีการแจกเอกสารโดยในตอนท้ายได้กล่าวถึงปัญหาของชาติบ้านเมืองว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะโทษใครเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจะโทษรัฐบาล,พรรคการเมืองหรือโทษบุคคลว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาแล้วก็มีม็อบมาขับไล่โค่นล้มรัฐบาล พรรคการเมือง,นายกรัฐมนตรี คณะรัฐประหารซึ่งเป็นเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนก็แก้ปัญหาไม่ตกซักที มีแต่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งมาถึง 76 ปีแสดงว่าเราเข้าใจผิดอย่าง เช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ไม่ตกยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และในที่สุดก็ค้นพบว่า ระบอบเลว คนดี ระบอบเลวคือระบอบเผด็จการรัฐสภา ตนพยายามชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบมาตลอดแต่ก็ยังเข้าใจยากและไม่รู้เรื่องจนหาว่าตนพูดไม่รู้เรื่องซึ่งหากตนไม่รู้เรื่องตนจะพูดออกมาได้อย่างไรซึ่งต่อมาตนพบว่าต้นเหตุที่คนมองไม่เห็นว่าระบอบเลวหรือระบอบผิดเพราะมีอีกสิ่งหนึ่งมาบังไว้นั่นก็คือ ความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั่นเองคือเห็นว่าระบอบเลวหรือระบอบเผด็จการรัฐสภาเป็นระบอบดี หรือเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วเนื่องจากเห็นผิดว่าลัทธิรัฐธรรมนูญคือลัทธิประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาทิฐิถูกเสียก่อนด้วยการเปลี่ยนความเห็นให้ถูกตามจริงว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยหรือลัทธิธรรมนูญไม่ใช่ลัทธิประชาธิปไตย
       
       พล.อ.ชวลิต ได้ระบุในตอนท้ายว่าปัญหาของประเทศไทยทั้งหมดคือ ระบอบเลว คนดี ทิฐิผิด เมื่อรู้ว่าระบอบเลว คนดี ทิฐิผิดเราก็แก้ไขปมปัญหาที่ละเปลาะทีละปัญหาก็จะสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้สำเร็จเพราะคนไทยรอมานับร้อยปีแล้ว เมื่อมองปัญหาถูกก็ไม่ต้องมาโทษกันอีกต่อไปเพราะคนหรือรัฐบาลหรือพรรคไม่ใช่ต้นเหตุ ระบบอบเลว ทิฐิผิดต่างหากคือต้นเหตุที่แท้จริงจึงเลิกโทษกันได้แล้ว ถ้าบรรดาพรรคการเมืองเห็นถูกเช่นนี้และลงมือแก้ไขเสีย ทหารก็จะกลับเข้ากรมกองไม่ต้องออกมายึดอำนาจกันอีกต่อไป หมดสิ้นกันเสียทีวงจรอุบาทว์ หรือลัทธิสลายชาติและหากกองทัพแห่งชาติเห็นถูกว่าระบอบเลว ทิฐิผิดก็ลงมือแก้ไขในขณะนี้ได้ทันที ทำให้เสร็จตัดไฟแต่ต้นลมที่หลายฝ่ายต้องการจะเปลี่ยนเป็นสงครามแย่งชิงอำนาจกันขนานใหญ่ขั้นแตกหัก บ้านเมืองจะพินาศหายนะประชาชนจะเสียเลือดเสียเนื้อถ้าทำไม่ได้ให้ถามผู้รู้ถ้าไม่รู้จะถามใครให้ถามตน ตนยินดีให้คำปรึกษาทุกเวลานี้คือหน้าที่ของผู้ถืออดุลย์หรือโซ่ข้อกลางให้ทุกฝ่ายสามัคคีแก้ไขปัญหาชาติ ท่านพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่ต้องหนักใจปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกต่อไป เพราะแก้ที่ระบอบเลว ทิฐิผิดเสร็จแล้วปัญหาภาคใต้ก็หมดไปเอง ตามกฎเกณฑ์ของการแก้ปัญหาชนส่วนน้อยแห่งชาติ หยุดทะเลาะกันแล้วมามองปัญหาว่าระบอบเลว คนดี ทิฐิผิดแล้วลงมาหันหน้าเข้าหากันช่วยกันแก้ปัญหาชาติจะดีกว่าถ้าไม่แก้ปัญหาใหญ่ปัญหาชาติปัญหาเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะระบอบเลว คนพลอยเลวตามไปด้วย นี้คือแนวทางประเทศไทยโซ่ข้อกลางที่ยิ่งใหญ่

ยามเฝ้าบอร์ด:
โดย ว.ร.ฤทธาคนี http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072362

?ใครที่ไม่รักชาติและจะไม่สามารถรักอะไรได้เลย? เป็นวลีอมตะของ ลอร์ด จอร์จ โนเอล กอร์ดอน ไบรอน (Lord Gorge Noel Gordon Byron)1788-1824 กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษที่เขียนไว้เพื่อเตือนใจคนอังกฤษและชาติใดชาติหนึ่งย่อมต้องรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งแผ่นดินไว้ให้ได้ การสูญเสียแผ่นดินสามารถแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ ถูกรุกรานและยึดครองด้วยอำนาจการเมืองและการทหาร เช่น ปาเลสไตน์ หรืออิรัก ถูกภัยธรรมชาติทำลาย เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหวแผ่นดินทรุดตัวในทะเล หรือเกิดโรคระบาด ซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว หรือถูกซื้อไป เช่น รัสเซีย ขายแผ่นดินอาลาสกาให้กับสหรัฐฯ โดยไม่รู้ว่าใต้แผ่นดินแผ่นน้ำนั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรอันมีค่า เช่น ทองและน้ำมัน ในวันที่ 30 มีนาคม 1867 เมื่อ 141 ปีที่แล้ว โดยนายวิลเลียม เฮช สจวด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซื้อในราคา7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการยินยอมกันระหว่างสองประเทศ จึงไม่เกิดปัญหาอะไรทั้งสิ้น
       
       และประเภทสุดท้าย ได้แก่ การที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ศาลโลก หรืออนุญาโตตุลาการที่ประเทศคู่กรณียอมรับคำพิพากษาให้ครอบครองดินแดนที่เป็นข้อขัดแย้งกัน แต่ก็ย่อมมีความแคลงใจกันอยู่ดี เช่น กรณีเขาปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินคดีความระหว่างกัมพูชากับไทย ในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 หรือ พ.ศ. 2505 ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยมีผู้พิพากษา 15 คน ตัดสินให้กัมพูชาชนะคดีฟ้องไทย 9 เสียง ได้แก่ ผู้พิพากษา โบดาน วินิอาสกี ปรานศาลโลกชาวโปแลนด์ ผู้พิพากษา ริคาโด อาลฟาโล รองประธานศาลโลกชาวปานามา และผู้พิพากษาตัวแทนจากประเทศฝรั่งเศส อียิปต์ สหราชอาณาจักร รัสเซีย ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี ส่วนผู้พิพากษาที่ตัดสินให้ไทยชนะ ได้แก่ ผู้พิพากษาตัวแทนจากประเทศอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย จีน และไต้หวัน
       
       เพราะขณะนั้นสหประชาชาติยังไม่ได้รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีผู้พิพากษา 3 คน ที่งดออกเสียงเพราะป่วยเป็นตัวแทนจากกรีซ เม็กซิโก และผู้พิพากษาฟิลิป เจ เจสซัป ศาลโลก หรือ World Court of Justice หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ International Court of Justice มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับการสถาปนาขึ้นในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1920 และปัจจุบันมีอายุได้ 88 ปีแล้ว มีหน้าที่วินิจฉัยคดีทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือชาติๆ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า บุคคลธรรมดาเสนอต่อศาลโลกไม่ได้ ชาติทั้งหลายจะขึ้นศาลโลกต้องได้รับความยินยอมของชาตินั้นๆ และที่สำคัญยิ่ง คำพิพากษาของศาลโลกถือว่าสิ้นสุด
       
        ศาลโลกมีผู้พิพากษา 15 คน มีการเลือกตั้ง มีวาระคราวละ 9 ปี และการพิพากษาคดีจะต้องมีองค์คณะครบ 9 คน ศาลโลกจะเลือกประธานศาลและรองประธานศาลเอง ส่วนศาลจะนั่งพิพากษาที่อื่นนอกจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ได้
       
        คดีปราสาทพระวิหารซึ่งตัวปราสาทและแผ่นดินทั้งเขาเป็นของไทยมาแต่โบราณ แต่ประเทศกัมพูชาได้ฟ้องต่อศาลโลกพิจารณาให้ไทยถอนทหารออกจากปราสาทพระวิหาร และอำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชา ขณะที่ไทยในคำให้การแก้ฟ้องว่าข้อเรียกร้องของราชอาณาจักรกัมพูชาตามที่ระบุในคำร้องเริ่มคดีและในคำฟ้องนั้นไม่มีเหตุผลจะรับฟังได้ และควรที่จะยกเสีย และพระวิหารอยู่ในอาณาเขตไทยและขอร้องต่อศาลด้วยความเคารพให้พิพากษาและชี้ขาด
       
        ดังนั้น ศาลโลกรับฟ้องในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1961 โดยฝ่ายไทยมีคณะกฎหมายและเทคนิคทางแผนที่รวม 13 คน นำโดย ม.จ.วงษ์มหิป ชยางกูล เอกอัครราชทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวแทน และม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เนติบัณฑิตเป็นหัวหน้าทนายความพร้อมด้วยผู้ชำนาญทางกฎหมายจากต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐฯ และมีพลโทบุศรินทร์ ภักดีกุล เจ้ากรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคแผนที่
       
        โดยสรุปไทยเสียเปรียบจากสัญญาแบ่งดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสผู้ครอบครองอาณาจักรกัมพูชาอันเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส-อินโดจีน ใน ค.ศ. 1904-1908 หรือ ร.ศ.112 ในรัชสมัยพระปิยมหาราช ขณะที่ไทยใช้หลักความจริงทางภูมิศาสตร์โดยยึดถือหลักสันเขาปันน้ำ แต่ฝรั่งเศสเป็นคนเขียนแผนที่เองเพราะไทยขาดผู้เชี่ยวชาญ และการปักปันเขตแล้วมาลงในมาตราส่วนในแผนที่ไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบความผิดพลาดได้เลย ซึ่งแผนที่นี้และคณะกรรมการผสม ค.ศ. 1904 ของไทยไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำแผนที่
       
        ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ทางขึ้นปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตไทย แต่ขณะผู้พิพากษาศาลโลกตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 และประเทศไทยต้องถอนทหารหรือตำรวจที่ถูกส่งไปประจำปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา และมีมติคะแนน 7 ต่อ 5 ให้ไทยต้องคืนบรรดาวัตถุสิ่งก่อสร้าง ศิลปวัตถุที่ระบุไว้ในคำร้องคืนแก่กัมพูชา จึงเป็นอันว่าไทยต้องสูญเสียยอดเขาอันเป็นเป็นที่ตั้งปราสาทวิหารตั้งแต่ พ.ศ. 2505 แต่เขาปราสาทพระวิหารก็ถูกลืมไปจากความสนใจของคนทั่วไปในยุคสงครามเวียดนาม และสงครามกลางเมืองเขมร เมื่อเขมรดงยึดครองกัมพูชาจนสงครามเวียดนามและเขมรแดงถูกทำลายลง จึงเริ่มมีการปรับปรุงทางขึ้น และมีคนเริ่มสนใจโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีษะเกษ เนื้อที่ประมาณ 81,250 ไร่ รวมถึงตัวเขาพระวิหารด้วย แต่เมื่อปลาย พ.ศ. 2541 และ 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปถึงตัวปราสาทพระวิหารโดยไม่ผ่านเขตไทย
       
        มาบัดนี้เขมรกำลังใช้เล่ห์กลที่จะอาศัยอำนาจสังคมโลกถึงตัวปราสาทพระวิหารโดยจะให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกให้ได้ ด้วยการพยายามเชิญชวนประเทศต่างๆ ร่วมให้ความเห็นชอบและมีการเสริมสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกินจากหลักฐานในศาลโลกเมื่อ พ.ศ. 2505 และมีการตั้งหน่วยงานราชการกัมพูชาในพื้นที่ที่ไม่อยู่ในคำตัดสิน พ.ศ. 2505 จึงเป็นการล้ำแดน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำการประท้วงไปแล้วว่าด้วยการละเมิดอธิปไตยของไทยตามบันทึกความเข้าใจ ไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543 และแผนที่ที่เขมรยื่นให้ UNESCO มีการเขียนแผนที่ล้ำเขตไทยอย่างน้อย 2 จุด ตามแหล่งข่าวของกองบัญชาการทหารสูงสุด
       
        ประเด็นที่คนไทยต้องได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่ การเปรียบเทียบพื้นที่ที่ศาลโลกตัดสินไปแล้ว เมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 กับแผ่นที่ที่เขมรใช้ส่ง UNESCO ต้องชี้แจงและอธิบายข้อสรุปถึงคำพิพากษา ต้องอธิบายข้อความในบันทึกช่วยความจำ (Aide-Memoire) ประท้วงเรื่องกัมพูชาละเมิดอธิปไตย และละเมิดบันทึกความเข้าใจ-กัมพูชา พ.ศ. 2543 ในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารโดยแสดงเอกสารการประท้วงทุกฉบับอย่างละเอียดและโดยเร็ว
       
        ดังนั้น ข้อยุติวิกฤตปราสาทพระวิหาร 2551 จะต้องจบลงที่คำพิพากษาของศาลโลกเท่านั้น กรณีปราสาทพระวิหารและไทยได้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกศาลโลก
       
        เพื่อให้คนไทยเข้าใจเกี่ยวกับ UNESCO หรือ United Nations Educational โดยเฉพาะเรื่องมรดกโลก หรือ World Heritage นั้น เป็นเรื่องความสมัครใจของสมาชิก UN เท่านั้น มิได้หมายความว่า ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือแล้วถือเป็นการขัดต่อนโยบาย UN
       
        UNESCO สถาปนาหลักการมรดกโลกใน พ.ศ. 2515 โดยคัดเลือกจากสถานที่ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงเมือง ให้เป็นมรดกโลกเพื่อบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติหรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้น โดยหวังให้ตกทอดไปถึงอนาคตเพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ชื่นชม ศึกษา และเก็บรักษาต่อไป
       
        มรดกโลกมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพิ่มเติมใน พ.ศ. 2548 เป็นเชิงวัฒนธรรม 6 หลักเกณฑ์ และเชิงธรรมชาติ 4 หลักเกณฑ์ ซึ่งในการนี้ ประเทศไทยมีมรดกโลก 5 แห่ง แบ่งเป็นเชิงวัฒนธรรม 3 แห่ง ได้แก่ บ้านเชียง สุโขทัย และอยุธยา เป็นเชิงธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ ห้วยขาแข้งและดงพญาเย็น หรือป่าเขาใหญ่ ขณะที่เขมรมีแห่งเดียว คือ นครวัด และปัจจุบันมีมรดกโลก 830 แห่งใน 138 ประเทศ และสเปน เป็นประเทศที่มีมรดกโลกมากที่สุด 40 แห่ง
       
        นครเยรูซาเล็ม ดินแดนอาถรรพ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สร้างโดยกษัตริย์โซโลมอน โอรสของกษัตริย์เดวิดแห่งชาวยิว เมื่อ 965 ปี ก่อนคริสต์กาล เป็นแหล่งกำเนิดความเชื่อ เป็นเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งความทารุณโหดร้าย แห่งสงคราม และการหลั่งเลือดมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะสงครามครูเสด ทั้งๆ ที่คำว่า ?ซาเล็ม? หรือ Salem ตามภาษาฮิบรู แปลว่า ?สันติ? และมีความผูกพันกัน 3 ศาสนา ยิว คริสเตียน และอิสลาม โดยมุสลิมเชื่อว่า องค์พระนามี เสด็จสู่สวรรค์ที่เมืองนี้ แต่นครเยรูซาเล็ม ไม่ได้เป็นมรดกโลกเพระมีการแย่งชิงกันระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน
       
        การที่ได้เป็นมรดกโลกนั้นก็เท่ากับเป็นสมบัติของโลกด้วย ซึ่งสมาชิกจะรับการปกป้อง ดูแล รักษา โดยประเทศเจ้าของได้รับทุนทำนุบำรุง แต่ต้องได้รับความยินยอมของประเทศที่เกี่ยวข้อง และจะต้องมีการโน้มน้าวให้คู่ประเทศตั้งทวิภาคีแบบทัดเทียม เสมอภาค ยุติธรรมในเรื่องผลประโยชน์ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน UNESCO
       
        ตั้งแต่เริ่มกรณีมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร เขมรไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้เพื่อสร้างความเสมอภาคและขาดจริงใจในการปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่เป็นเจ้าของเพราะสงครามกลางเมือง
       
        อยากจะสรุปว่า เรื่องมรดกโลกไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่คนไทยจะต้องไปวิตก เพราะ UNESCO จะต้องถามอยู่ดีว่า คนไทยคิดอย่างไร คนไทยได้อะไร คนไทยมีส่วนรวมอะไร เพราะเขมรเป็นเจ้าของเฉพาะปราสาทวิหารเท่านั้น แต่ปริมณฑลทั้งหมดยังเป็นของคนไทย ทางขึ้นที่สะดวกก็ยังของคนไทย และมาตรฐานการบริหารจัดการในปัจจุบันนี้บนองค์ปราสาทพระวิหารมีลักษณะเป็นอย่างไร UNESCO รู้ดี คนไทยไม่ต้องไปเต้นอะไรกับเส้นตายการประชุมปีละครั้งในเดือนกรกฎาคม ของ UNESCO เพราะมีใช่เรื่องเร่งด่วนอะไรของไทย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นปกติ ไม่ว่าปราสาทพระวิหารจะเป็นมรดกโลกหรือไม่ก็ตาม และเขมรได้เฉพาะปราสาทวิหารตามคำพิพากษาเท่านั้น หากกระทำเป็นอย่างอื่น เช่นรุกล้ำดินแดนก็ผิดรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับที่เคยมีมา และไทยมีสิทธิที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสมควรตามหลักรัฐศาสตร์และการทหาร เพราะเคยทำกันมาแล้วในยุคเขมรแดงเรื่องอำนาจ.

ยามเฝ้าบอร์ด:
ขบวนทัพ ?ธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทยฯ? ปักหลักชุมนุมใหญ่ทวงคืนเขาพระวิหาร วันนี้ เผยขบวนรถไถนาและชาวไทยทั่วประเทศเดินทางด้วยรถทัวร์เข้าร่วมสมทบ เตรียมยื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึง ?ฮุนเซน? นายกฯ กัมพูชา จี้คืนอธิปไตยเขาพระวิหารพร้อมอพยพชาวเขมรออกจากเขตแดนไทยโดยเร็ว เผยผลพวงเคลื่อนไหวทวงคืนเขาพระวิหารนักท่องเที่ยวบางตาคาดไม่มั่นใจในความปลอดภัย
       
       วันนี้ (22 มิ.ย.) ที่บริเวณสามแยกบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ แกนนำขบวน ?ธรรมยาตรา กอบกู้รักษาแผ่นดินไทย กรณีเขาพระวิหาร มลฑลบูรพา? ที่เดินเท้าไกล 100 กิโลเมตรจาก อ.เมืองศรีสะเกษ มุ่งหน้าสู่เข้าพระวิหารชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาคณะธรรมยาตราได้พักค้างคืนอยู่ที่วัดบ้านภูมิซรอล บ.ภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
       
       โดยในช่วงเวลากลางคืนได้นำคณะธรรมยาตรานั่งปฏิบัติธรรมและสนทนาธรรม พร้อมทั้งสวดมนต์เพื่อขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกดลบันดาลให้การทวงคืนเขาพระวิหารและมลฑลบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุตามเป้าหมาย
       
       จากนั้นช่วงเช้าที่ผ่านมาคณะธรรมยาตราฯได้เริ่มเดินเท้าออกจากที่พักมุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตามถนนกันทรลักษ์-เขาพระวิหาร โดยคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงจึงจะถึงที่หมาย ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นทางขึ้นสู่เขาพระวิหารนั้นค่อนข้างลาดชันทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากและล่าช้ากว่าปกติ
       
       นายสมาน กล่าวต่อว่า สำหรับการเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้มีขบวนรถไถนาเดินตามของชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มาเข้าร่วมประมาณ 20 คัน ขณะเดียวกัน ได้มีสมาชิกสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ จากกรุงเทพฯ และตัวแทนหลายจังหวัดทั่วประเทศ เดินทางโดยรถทัวร์หลายคันมาสมทบเพื่อร่วมเดินธรรมยาตราฯ ในระยะทางช่วงสุดท้ายในวันนี้ (22 มิ.ย.) ด้วย
       
       เมื่อไปถึงเขาพระวิหารแล้วจะทำการปักหลักชุมนุมใหญ่และตั้งเวทีปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาเขาพระวิหาร จากนั้นจะทำการยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผ่าน นายรั๊วะ เฮง ประธานช่องพระวิหาร กัมพูชา เพื่อขอให้ฝ่ายกัมพูชาคืนอธิปไตยไทยบนเขาพระวิหารและมลฑลบูรพาให้กลับมาเป็นของประเทศไทยเช่นเดิม พร้อมทั้งขอให้อพยพย้ายชาวกัมพูชา ที่รุกล้ำเขตแดนไทยเข้ามาตั้งชุมชนส้รางบ้านเรือน ร้านค้า วัดและถนนบริเวณเชิงเขาพระวิหารกว่า 500 ราย ออกไปอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาโดยเร็ว
       
       ?ในการเรียกร้องต่อกัมพูชาครั้งนี้ พวกเราดำเนินการในฐานะประชาชนชาวไทยที่ต้องการพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่คู่กับลูกหลานไทยสืบไปตลอดกาล? นายสมาน กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นประตูสู่เขาพระวิหาร ปรากฏว่า ขณะนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา เพราะหลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับไทยและกัมพูชาเกิดกรณีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่บริเวณเขาพระวิหารขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา แม้เป็นวันหยุดช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงทหารพรานที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อยตามถนนไปสู่ประตูขึ้นปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น คาดว่า นักท่องเที่ยวอาจเกิดความไม่มั่นใจในด้านความปลอดภัยที่จะเดินขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทบนเขาพระวิหาร
       
       นายธนัตร ตุลารัตนพงษ์ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/16 หมู่บ้านแมกไม้ออเงิน ซ.เพิ่มศิลป์ 38 เขตสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมความสวยงามของปราสาทพระวิหาร วันนี้ (22 มิ.ย.) กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าบริเวณเชิงเขาพระวิหารที่ชาวกัมพูชามาสร้างบ้านเรือน ตั้งชุมชนร้านค้าอยู่นั้นเป็นเขตแดนไทยอย่างชัดเจน แต่เมื่อชาวกัมพูชามาอยู่เป็นเวลานานทำให้เกิดความรู้สึกว่าบริเวณดังกล่าวเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
       
       ?รัฐบาลหรือส่วนราชการไทยที่เกี่ยวข้องควรใช้โอกาสดำเนินการต่อรองผลักดันชาวกัมพูชาดังกล่าวออกไปจากเขตแดนไทยเสียก่อน แล้วจึงค่อยมีการเจรจาเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วยความละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่รีบเร่งดำเนินการอย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ไทยสูญเสียประโยชน์และดินแดนสูงมาก? นายธนัตร กล่าว

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป