Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 เมษายน, 2561, 17:53:18

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  (อ่าน 22998 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,873
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 20:55:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 21

 


    จากตอนที่แล้ว เหล่าพระประยูรญาตินำโดยพระเจ้ากาสิกราชได้รีบเสด็จเข้าไปยังอาศรมของพระเตมียราชฤษีด้วยขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ แม้พระราชฤษีก็ได้เสด็จลงมาต้อนรับที่หน้าอาศรม ตรัสถามพระราชบิดาว่า พระองค์ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีอยู่หรือ
 
    แม้พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมสบายดี ไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนแต่อย่างใด? แล้วก็ตรัสถามตอบว่า แล้วลูกละ อยู่ในป่าคนเดียว ต้องลำบากตรากตรำ ลูกดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร


    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า แนวป่าที่สงบสงัด  ทำให้อาตมภาพได้ความสงัดกายสงัดใจ ทั้งโรคภัยก็มิได้เบียดเบียน จึงยังคงพอยังชีพให้เป็นไปได้ แล้วก็ได้อัญเชิญพระราชาให้เสด็จขึ้นไปบนอาศรม จากนั้นพระราชฤษีจึงเข้าไปภายในอาศรมนำเอาใบหมากเม่าที่นึ่งสุกแล้วออกมาถวาย แล้วทรงเชื้อเชิญให้พระราชาทรงเสวย


    พระราชาได้ตรัสถามว่า พ่อเตมียะ พ่อบริโภคอาหารอย่างนี้หรือ
 
    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสว่า  ใบหมากเม่านี้เป็นอาหารของอาตมา บุคคลอยู่ในที่สงัด มีความสงบใจ แม้จะบริโภคอาหารเช่นไรก็ย่อมมีรสโอชา
 
    ขณะนั้นพระนางเจ้าจันทาเทวีได้เสด็จมาถึง พระราชาก็ทรงหยิบใบหมากเม่าให้พระราชเทวีทอดพระเนตร แล้วตรัสว่านี่แหละคืออาหารของพระโอรสของเธอ



    ครั้นแล้วจึงได้ทรงเชื้อเชิญพระเตมิยราชฤษีให้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร เพื่อเสวยราชสมบัติสืบไป โดยทรงมีเหตุผลว่า ลูกก็ยังเป็นหนุ่ม ควรเป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎร์เสียก่อน ทั้งรูปร่างของเจ้าก็งามสง่า หากปรารถนาจะอภิเษกกับเจ้าหญิงองค์ใด พ่อจะหามาให้เจ้าตามที่ใจปรารถนา ครั้นเจริญด้วยโอรสธิดาแล้วจึงค่อยออกบรรพชาในภายหลังเถิด


    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า ?มหาบพิตร บุคคลผู้จะบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ควรจะบวชตั้งแต่อยู่ในปฐมวัย นักปราชญ์ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสสรรเสริญการบรรพชาของคนหนุ่ม เพราะเหตุนี้ อาตมภาพจึงบวชประพฤติพรหมจรรย์เสียแต่เวลายังหนุ่ม เพราะเหตุว่า พระราชสมบัติและฐานะกษัตริย์ที่พระองค์ยินดีพระราชทานให้อาตมภาพนั้น เป็นเหตุให้ต้องก่ออกุศลกรรมมากมาย ใช่ว่าอาตมภาพจะไม่เคยครอบครองราชย์สมบัติมาก่อน
 
    แม้ในอดีตชาติที่ผ่านมา อาตมภาพก็เคยเป็นกษัตริย์ ได้ครองราชย์อยู่เพียง 20 ปี แต่ในที่สุดก็ต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกยาวนานถึง 8 หมื่นปี อาตมภาพมองเห็นภัยที่ตนเองเคยตกนรกมาแล้วว่าเป็นภัยที่น่ากลัวเหลือเกิน และชีวิตของมนุษย์ก็เป็นของน้อย ในไม่ช้าอาตมภาพและแม้แต่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น  อาตมภาพจึงปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ภัยเหล่านั้น?


    พระเตมิยราชฤษีใคร่จะทรงแสดงธรรมชี้แจงสภาพของสัตว์โลก ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พระราชบิดา จึงตรัสว่า 
 
    ?ผู้ที่จะบวชประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม   ข้อนี้บัณฑิตทั้งหลายปรารถนายิ่งนัก  พระองค์คงจะเคยพบเห็นสัจธรรมเช่นนี้มาบ้าง เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ของชีวิต คนบางคนตายเมื่ออายุยังน้อย ตายก่อนบิดามารดาเสียอีก บางคนตายเมื่อยังหนุ่ม บางคนตายเมื่อยามแก่เฒ่า ที่จะไม่ตายเลยนั้นยังไม่มีปรากฏให้เห็นเลย
 
ทุกคนล้วนแต่ต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น  ไฉนเลยเราจะมัวเพลิดเพลิน มัวเมา ลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้เล่า โลกมนุษย์ถูกครอบงำด้วยมัจจุมาร มีพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่เป็นเจ้าแห่งชีวิต คอยกระชากทำลายชีวิต ให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่มีวันจบสิ้น ฉะนั้น ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตได้ ว่าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ความเป็นหนุ่มสาวก็เป็นเช่นกับอายุของฝูงปลาในแอ่งน้ำที่มีน้ำแห้งขอด เมื่อถูกแสงแดดแผดเผาน้ำนั้นก็พลันแห้งไป จะมามัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในชีวิตอันเป็นของนิดหน่อยนี้ทำไมกัน โลกของเราถูกครอบงำอยู่ทุกขณะ ถูกรุมล้อมเป็นนิจ วันและคืนย่อมไม่ล่วงไปเปล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ยังปรารถนาจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไมกันเล่า?



    พระราชาได้ตรัสถามว่า ?โลกถูกอะไรครอบงำ ถูกอะไรรุมล้อม วันและคืนย่อมไม่ล่วงไปเปล่าอย่างไร ขอลูกจงบอกให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด?
 
    พระเตมียราชฤษีตรัสตอบว่า ?โลกถูกความตายครอบงำ ถูกชรารุมล้อมอยู่เป็นนิตย์ วันและคืนไม่เคยผ่านไปเปล่า แต่ได้ผ่านไปพร้อมกับความเสื่อมแห่งผิวพรรณ และกำลังวังชาของคนและสัตว์ มหาบพิตร อุปมาชีวิตนี้เหมือนช่างหูกที่ต้องการจะทอผ้าสักผืนหนึ่ง ทุกขณะที่เขาทอไปข้างหน้า เส้นด้ายที่จะต้องทอต่อไปก็เหลือน้อยลงทุกที แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น คือเมื่อคืนและวันผันผ่านไปเพียงใด ชีวิตก็สั้นเข้ามาเพียงนั้น ห้วงน้ำที่ไหลไป ไม่อาจย้อนกลับได้ฉันใด อายุของมนุษย์ก็ย่อมผ่านไปโดยไม่มีวันหวนกลับคืนมาฉันนั้น ห้วงน้ำที่ไหลเชี่ยวย่อมพัดพาต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ใกล้ฝั่งให้โค่นล้มลงไปฉันใด สัตว์โลกทั้งหลายก็ย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น ฉะนั้น ขอพระองค์จงอย่าได้ประมาท มัวเมาในชีวิตอันนิดหน่อยนี้เลย?


    พระราชาได้ทรงสดับธรรมนั้นแล้ว ก็ทรงเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย และมีพระราชหฤทัยน้อมไปในการบรรพชา ทรงดำริว่า ?ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟังคติธรรมจากผู้ใด ที่จะแจ่มแจ้งเท่ากับที่ได้ฟังจากลูกเราในวันนี้เลย ก็บัดนี้ สมควรที่เราผู้เข้าถึงความชราจักบวชเสียในที่นี้ เราจะไม่ขอกลับพระนครอีก แต่สำหรับพระโอรสของเรานั้นเล่า ยังหนุ่มน้อยเยาว์วัยนัก ถึงอย่างไรก็ควรที่จะกลับไปครองราชสมบัติแทนเราเสียก่อน ต่อเมื่อเจริญด้วยบุตรธิดา จึงค่อยบรรพชาในภายหลัง?



    ทรงดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสเชื้อเชิญพระเตมียราชฤษีอีกว่า ?พ่อขอมอบราชสมบัติของตระกูล กับทั้งสนมนารีตลอดถึงราชนิเวศน์ให้แก่เจ้า ขอเจ้าจงกลับไปสืบราชสมบัติมีพระชายา เจริญด้วยบุตรธิดาเสียก่อนเถิด ส่วนพ่อผู้เริ่มชราแล้วควรจะบวชเสียเอง ลูกยังหนุ่มอยู่จะรีบบวชไปทำไม?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ?มหาบพิตร พระองค์จะทรงเชื้อเชิญอาตมภาพด้วยเพราะทรงเป็นห่วงพระราชทรัพย์อยู่ทำไม เพราะบางคราวทรัพย์สมบัติก็พลัดพรากจากเราไปก่อนก็มี บางทีเราก็พลัดพรากจากทรัพย์นั้นไปก่อนทั้งปราสาทราชมณเฑียร ช้าง ม้า โค กระบือ เรือก สวน ไร่ นา บางคราวสิ่งเหล่านี้ก็จากเราไปก่อน บางทีเราก็จากสมบัติเหล่านั้นไปก่อน มหาบพิตรจะเชื้อเชิญอาตมภาพเพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ทำไม 
 
    ถ้าอาตมภาพจะกลับไปครองราชย์สมบัติ มีพระชายาตามราชประเพณี เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ พระชายาอาจจะสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนก็มี หรือเมื่อพระชายายังมีชีวิตอยู่ อาตมภาพอาจจะสิ้นชีวีไปเสียก่อนก็เป็นได้ มหาบพิตรจะทำให้อาตมภาพต้องเสื่อมจากประโยชน์ เพราะประสงค์จะให้มีภรรยาไปทำไม 
 
    จะมีประโยชน์อะไรกับความเป็นหนุ่มเป็นสาว ที่จะต้องแก่ชราไปทุกคืนวัน บุคคลจะมัวหลงเพลิดเพลินระเริงเล่นยินดีกับโลกียวิสัยไปทำไม จะประโยชน์อะไรกับการมีบุตรและธิดาซึ่งวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด อาตมภาพพ้นแล้วจากพันธะซึ่งเป็นภาระผูกพัน ย่อมทราบดีว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา และมีความตายรอคอยอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่พญามัจจุราชจ้องจะฆ่าอาตมภาพอยู่เป็นนิตย์เช่นนี้ ความเพลิดเพลินในทางโลกีย์จะมีประโยชน์อะไร ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้วในโลกนี้ ล้วนแต่จะต้องตาย เปรียบเสมือนผลไม้ที่แก่แล้วก็จะต้องหล่น คนโดยมากเห็นกันในเวลาเช้า แต่พอถึงเวลาเย็นตายจากกันก็มี บางทีเห็นกันในเวลาเย็น แต่ถึงเวลาเช้าต้องมาตายจาก


    สำหรับอาตมภาพผู้พ้นจากเครื่องผูกคือทรัพย์สมบัติแล้ว ย่อมไม่ปรารถนากลับไปสู่เครื่องผูกนั้นอีก ขอพระองค์จงทรงออกผนวช แล้วประพฤติพรหมจรรย์แสวงหาธรรมเถิด และขอพระองค์อย่าทรงดำริว่าอาตมภาพจะต้องการราชสมบัติอีกเลย เมื่อพระเตมียราชฤษี ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ตรัสหนักแน่นชัดเจนเช่นนี้ พระเจ้ากาสิกราชจะมีพระราชดำรัสอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,873
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 22:16:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 22




    จากตอนที่แล้ว พระเตมียราชฤษีถูกพระราชบิดาเชื้อเชิญให้เสด็จกลับพระนครเพื่อครองราชย์ โดยทรงให้เหตุผลว่า พระราชกุมารยังเป็นหนุ่มอย่าเพิ่งออกบวชเลย จึงถวายพระพรว่า บุคคลผู้จะบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ควรจะบวชเสียแต่ยังหนุ่ม เพราะนักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญการบรรพชาของคนหนุ่ม  อีกอย่างหนึ่ง ฐานะกษัตริย์ที่พระองค์จะพระราชทานให้นั้น เป็นเหตุให้ต้องก่ออกุศลกรรมมากมาย แม้ในอดีตชาติที่ผ่านมา อาตมภาพก็เคยเป็นกษัตริย์ได้ครองราชสมบัติอยู่ 20 ปี แต่กลับต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกถึง 8 หมื่นปี อาตมภาพมองเห็นภัยที่จะต้องตกนรก จึงประสงค์จะออกบวช เพื่อให้พ้นจากทุกข์ภัยเหล่านั้น



    พระราชาได้ทรงสดับธรรมที่พระเตมียราชฤษีแสดงตามลำดับ ก็ทรงมีพระราชหฤทัยน้อมไปในการบรรพชา ทรงดำริว่า เราจักบวชเสียแต่ในบัดนี้ จะไม่ขอกลับพระนครอีก แต่ก็ทรงเป็นห่วงพระโอรสว่ายังหนุ่ม ควรที่จะกลับไปครองราชย์เสียก่อน ต่อเมื่อเจริญด้วยบุตรธิดาแล้ว จึงค่อยบรรพชาในภายหลัง


    ทรงดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสเชื้อเชิญพระเตมียราชฤษีอีกว่า ?พ่อขอมอบราชสมบัติของตระกูล กับทั้งสนมนารีตลอดถึงราชนิเวศน์ให้แก่เจ้า ขอเจ้าจงกลับไปสืบราชสมบัติ มีพระชายาเสียก่อน เมื่อเจริญด้วยบุตรธิดาแล้วจึงค่อยบวชในภายหลัง  ลูกยังหนุ่มอยู่จะรีบบวชไปทำไม?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสอธิบายเพิ่มเติมว่า ?มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงเชื้อเชิญอาตมภาพด้วยพระราชสมบัติเลย เพราะบางคราวทรัพย์สมบัติก็พลัดพรากจากเราไปก่อน บางทีเราก็พลัดพรากจากทรัพย์นั้นไปก่อน ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้วล้วนแต่จะต้องตาย เปรียบเสมือนผลไม้แก่ก็จะต้องหล่น คนเราเห็นกันในเวลาเช้า แต่ถึงเวลาเย็นตายจากกันก็มี บางทีเห็นกันในเวลาเย็น แต่ถึงเวลาเช้าต้องมาตายจากก็มี



    พระเจ้ากาสิกราชทรงทราบว่าพระราชโอรสไม่มีเยื่อใยในราชสมบัติแม้เพียงนิด จึงทรงตัดอาลัยในราชบัลลังก์ มีพระประสงค์ที่จะทรงออกผนวชอย่างแน่วแน่ จึงมีรับสั่งให้ตีฆ้อง ป่าวประกาศไปให้ทั่วพระนครว่า ?ผู้ใดมีความศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะบวชตามพระเตมียราชกุมาร ก็ขอจงบวชเถิด?


จากนั้นก็ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้เปิดท้องพระคลังทั้งหมด และให้จารึกแผ่นทองคำติดไว้ ณ เสาท้องพระโรงว่า ?ผู้ใดต้องการทรัพย์สมบัติเงินทองของมีค่า ก็จงมาขนเอาไปจากท้องพระคลังหลวงนั้นเถิด?



แต่ก็ปรากฏว่า มิได้มีใครต้องการพระราชทรัพย์นั้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ชาวเมืองกลับพากันทิ้งบ้านทิ้งเมือง ชักชวนกันไปสู่สำนักของพระเตมียราชกุมารกันเป็นจำนวนมาก
 


    ในเวลานั้น ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น พระเจ้ากาสิกราช และพระอัครมเหสีได้นำเหล่าเสนามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพารและมหาชนชาวเมืองพาราณสีที่ติดตามมา พาออกบวชเป็นฤษี ฤษิณี กันทั้งหมด
 


    สถานที่ซึ่งท้าวสักกเทวราชทรงประทานให้ ทั้งหมดมีพื้นที่ประมาณหนึ่งโยชน์ เป็นพื้นที่ซึ่งมีป่าไม้ออกดอกออกผลไม่จำกัดฤดูกาล จึงเต็มไปด้วยหมู่ฤษี ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้จัดให้เหล่าฤษิณี ที่เป็นนักบวชหญิงได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ตอนกลางของป่านั้น ให้เหล่าฤษีนักบวชชายสร้างอาศรมอยู่รอบนอก


    เมื่อคราวที่ฤษี หรือฤษิณีเหล่าใดเกิดนึกคิดในเรื่องกาม หรือเรื่องพยาบาท พระเตมียราชฤษีก็จะประทับนั่งบนอากาศประทานพระโอวาทให้แก่ฤษีและฤษิณีเหล่านั้น เมื่อพวกเขากระทำตามพระโอวาทของพระโพธิสัตว์ ต่างก็ได้สำเร็จอภิญญา 5 สมาบัติ 8 ตามกำลังแห่งความเพียร


    ส่วนพระนครพาราณสีเมื่อไร้พระราชาและรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ ก็ต้องกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด จะเหลือก็แต่เพียงเด็ก คนแก่ชรา และพวกนักเลงสุราที่ยังคงตกอยู่ในความประมาท จึงไม่ปรารถนาที่จะออกบวชตามพระเตมียราชฤษี



    ในเวลานั้น ท้าวสามนตราช (สา มน ตะ ราช)  กษัตริย์ที่ครองนครใกล้เคียงกันพระองค์หนึ่ง เมื่อได้ทราบว่าพระเจ้ากาสิกราชสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชในป่า และแม้เหล่าอำมาตย์ราชมนตรีและพสกนิกร ต่างก็ออกบวชตามพระองค์มากมาย จึงได้ยกกองทัพเร่งรุดเข้ามาประชิดพระนคร   ด้วยทรงหมายจะยึดเอาพระนครพาราณสีไว้ในครอบครอง แต่ครั้นมาถึง ก็พบว่าพระนครพาราณสีซึ่งแต่ก่อนเคยรุ่งเรืองนั้น มาบัดนี้กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว 


    พระเจ้าสามนตราชรีบเสด็จขึ้นสู่ปราสาทราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรดูกองรัตนะอันเลอค่า ซึ่งถูกทอดทิ้งไว้โดยปราศจากผู้คนเหลียวแล ก็ยิ่งทรงฉงนพระหฤทัยยิ่งนัก ทรงดำริว่า ?น่าจะมีภัยเพราะทรัพย์นี้กระมัง?
 
    ดำริดังนี้แล้วจึงให้เรียกพวกนักเลงสุรามาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ?ภัยบังเกิดขึ้นแก่เจ้าเหนือหัว พระมเหสี และพระโอรสของพวกท่านหรือ?       พวกนักเลงสุราจึงกราบทูลว่า ?ไม่มีภัยอะไรเลย พระเจ้าข้า?


    พระองค์จึงตรัสซักว่า ?แล้วเพราะเหตุไรเล่า ท้าวเธอถึงได้ทอดทิ้งราชสมบัติไปเสียเช่นนี้? พวกนักเลงสุราก็ทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ



    ท้าวสามนตราชจึงตรัสถามว่า ?ก็แล้วพระราชาของพวกท่าน เสด็จออกไปทางไหนกันเล่า? พวกนักเลงสุราพากันกราบทูลหนทางที่พระราชาของตนเสด็จออกไป


    ท้าวสามนตราชและเหล่าเสนามหาอำมาตย์ จึงได้ยกไพร่พลติดตามไปยังชายป่านอกเมือง ครั้นเสด็จไปถึงอาศรมของพระเตมียราชฤษี ก็ได้เห็นพระราชา พระราชินี และบรรดาเสนาอำมาตย์มุขมนตรี อีกทั้งพสกนิการทั้งปวง ต่างพากันทรงเพศเป็นฤษีฤษิณี เป็นดาบสดาบสินีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าเป็นจำนวนมาก


    ท้าวสามนตราช จึงได้เข้าเฝ้าพระเตมียราชฤษี ครั้นท้าวเธอได้ทรงสดับเหตุผลที่ทรงเสด็จออกผนวช และพระโอวาทจากพระเตมียราชฤษีแล้ว ก็จึงบังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ในที่สุดจึงได้ขอบวชอยู่ในสำนักของพระเตมิยราชฤษีพร้อมทั้งบริวาร


    ในสมัยต่อมา ได้มีกษัตริย์ต่างเมืองทรงทราบข่าวการเสด็จออกผนวชของพระเตมียราชกุมาร จึงได้สละราชสมบัติ ทิ้งราชบัลลังก์ทั้งแก้วแหวนเงินทองให้เกลื่อนกลาดกลายเป็นของไร้ค่า ทรงนำข้าราชบริพารเสด็จออกผนวชอยู่ในสำนักพระเตมียราชฤษี โดยทำนองนี้อีกถึง 3 พระองค์


    ส่วนช้างม้าที่ทรงขับขี่เป็นพาหนะเสด็จออกไป เมื่อไม่มีใครดูแลใช้สอยอีก ก็กลายเป็นช้างป่า ม้าป่า แต่ก็เป็นสัตว์ป่าที่คุ้นเชื่อง และมีใจเลื่อมใสในหมู่ฤษี ด้วยอำนาจจิตที่เลื่อมใสนั้น เมื่อสิ้นอายุขัยก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ตามกำลังแห่งความเลื่อมใสของตน



    ราวไพรซึ่งมีหมู่ฤษีอาศัยอยู่แต่เดิมนั้น เมื่อมีเหล่ากษัตริย์และข้าราชบริพารออกบวชตามมากขึ้น จึงขยายกว้างใหญ่ออกไปอีกถึง 10 โยชน์ กลายเป็นเมืองฤษีที่เต็มไปด้วยเหล่าฤษีฤษิณี และดาบสดาบสินี ล้วนตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ บำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในป่าแห่งนั้นด้วยความสุขสำราญ ต่างได้รับผลของการปฏิบัติได้สำเร็จอภิญญาสมาบัติ ครั้นดับจิตก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
 
    พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าเตมิยชาดกนี้จบแล้ว ได้ตรัสว่า ?ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เราสละราชสมบัติออกบวช แม้ในกาลก่อน เราก็ได้สละราชสมบัติออกบวชมาแล้ว?


    ตรัสดังนี้แล้วจึงทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วประชุมชาดกว่า เทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุณีชื่ออุบลวรรณาเถรีในบัดนี้ นายสุนันทสารถี มาเป็นพระสารีบุตรเถระ ท้าวสักกะมาเป็นพระอนุรุทธเถระ พระชนกและพระชนนีได้มาเป็นมหาราชสกุล ข้าราชบริพารนอกจากนี้ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเตมิยราชกุมารผู้แสร้งทำเป็นใบ้ ทำเป็นง่อยเปลี้ย คือเราตถาคตนี้แล
 
    เรื่อง ?พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี? นี้ เป็นเรื่องราวการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี ในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพระราชกุมาร ในชาตินั้นแม้พระองค์จะยังทรงพระเยาว์ แต่ก็ทรงมีพระหฤทัยแน่วแน่ที่จะเสด็จออกบรรพชา


    แม้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากบททดสอบที่ยากยิ่งเพียงใด และไม่ว่าพระองค์จะต้องรอคอยเป็นเวลายาวนานสักเพียงไหน แต่เพื่อที่จะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีให้เต็มเปี่ยม พระองค์ก็ไม่ทรงละทิ้งขันติธรรม  กระทั่งทรงออกผนวชได้สำเร็จ ทำให้เป็นที่เลื่อมใสของหมู่ญาติและชาวประชา จึงได้พากันออกบวชตาม


    ท่านผู้มีบุญทั้งหลาย ท่านใดที่ได้ติดตามประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภพชาติก่อนๆที่ได้นำเสนอมาตั้งแต่ต้น ก็ย่อมจะทราบดีว่า คนเราทุกคนที่เกิดมาล้วนมีเป้าหมายคือการสร้างบารมี เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการเวียนตายเวียนเกิด เพื่อเข้าถึงบรมสุขคือพระนิพพาน


ไม่ว่าบุคคลนั้นปรารถนาเพื่อจะหลุดพ้นจากทุกข์ในฐานะใด คือ ต้องการจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์สาวกก็ตาม เมื่อหวังบุญบารมีอันไพบูลย์ จึงควรต้องเข้มแข็งหนักแน่น มุ่งมั่นอยู่ในเป้าหมายที่ตนปรารถนา โดยที่จะไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด
 
และการที่จะสร้างบารมีให้ได้ดีที่สุดนั้น ควรต้องอยู่ในฐานะนักบวช เพราะเพศนักบวชเป็นอุดมเพศ ซึ่งมีความปลอดโปร่ง มีโอกาสว่างในการสร้างบารมี เพื่อบ่มอินทรีย์ของตนให้แก่รอบโดยเร็ว บุคคลใดที่ไม่มีภาระทางครอบครัว เมื่อจะสร้างบารมีตามแบบอย่างพระโพธิสัตว์ หรือตามอย่างบัณฑิตทั้งหลายที่ต้องการเพียงเพื่อความหลุดพ้นในฐานะพระอรหันต์สาวก จึงควรต้องออกบวช



    ส่วนผู้ที่มีภาระทางครอบครัว และภาระทางสังคมที่ผูกพันเหนียวแน่นเสียแล้ว ก็ควรตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ คือมีศีล 5 บริสุทธิ์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เว้นจากความลำเอียงด้วยอำนาจแห่งอคติทั้ง 4 ขวนขวายสร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มกำลัง เพราะทานบารมีนั้นเป็นอุปการะทั้งต่อมนุษย์ทั้งต่อเทวดา และเป็นอุปการะทั้งแก่บรรพชิตทั้งหลาย


    ดังนั้น ถ้าเรารักตัวเอง ปรารถนาความเจริญก้าวหน้า อยากมีความสุขที่เพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ จึงต้องศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในต้นแบบแห่งการการดำเนินชีวิตที่ดีที่สุด อันจะนำไปสู่การปรับปรุงวิธีการดำเนินชีวิตของเราให้ถูกต้องดีงาม ซึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จ และมีความสุขยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกว่าจะหลุดพ้นจากทุกข์เข้าถึงบรมสุขอันเป็นอมตะคือพระนิพพาน เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิตของเราเอง
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: