Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
07 กันยายน 2553, 11:11:26

   


หน้า: 1 [2] 3 4  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  (อ่าน 3936 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2552, 19:07:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 8




            จากตอนที่แล้วอำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองด้วยผลไม้ซึ่งพระองค์ก็ทรงให้กระทำตามนั้นโดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม แต่พระราชกุมารก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ไม่แสดงอาการให้ผิดแปลกไปจากเดิม  แม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย 
 
พวกอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำอีกว่า  ธรรมดาเด็กอายุสามขวบ มักโปรดปรานของเล่น ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยของเล่นเถิด แต่เมื่อให้ทำของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถ และเรือเล็กๆ ไปให้พระราชกุมาร กุมารทั้ง 500 คนต่างพายื้อแย่งกัน  ส่วนพระราชกุมารกลับไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลยแม้แต่น้อย



        ในปีถัดมา เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้สี่ขวบ พระราชาจึงรับสั่งให้ปรุงอาหารรสเลิศนานาชนิดๆ  แล้วนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมาร เหล่ากุมารทั้ง 500 คน ต่างพากันหยิบอาหารบริโภคเอง แต่พระราชกุมารก็มิได้สนพระทัย พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารยังทรงนิ่งเฉยเนิ่นนานเข้าจึงทรงให้พระราชกุมารเสวยโภชนาหารด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง
 
ต่อมา เมื่อพระเตมิยกุมารมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา พระราชาก็ทรงโปรดให้ทดลองพระราชกุมารด้วยไฟโดยทรงรับสั่งให้จุดไฟที่เรือนที่มุงและปิดบังด้วยใบตาล ซึ่งเป็นที่ประทับชั่วคราวของพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารเหล่าอื่นพากันวิ่งหนีออกมาด้วยความหวาดกลัว แต่พระราชกุมารหาได้กลัวความตายไม่ ยังคงบรรทมนิ่งอยู่เช่นเดิม พวกอำมาตย์จึงต้องรีบเข้าไปอุ้มเอาพระองค์ออกมาจากเปลวไฟ
 
        ครั้นพระราชกุมารพระชนมายุได้ 6 ชันษา พระราชบิดาก็ทรงโปรดให้ทดลองด้วยช้าง โดยรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างให้แล่นเข้าหาพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารที่เหลือพากันร้องระงมวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว   แต่พระราชกุมารกลับบรรทมเฉย ปล่อยให้พญาช้างเอางวงจับพระองค์ยกชูขึ้นวิ่งไปโดยรอบสถานที่นั้น แต่เพราะช้างนั้นเป็นช้างที่ควาญช้างฝึกดีแล้ว จึงมิได้ทำร้ายพระราชกุมารให้ได้รับอันตรายแต่อย่างใด


        เมื่อการทดลองที่น่าหวาดเสียวครั้งนั้นจบลงแล้ว พระราชาก็ได้ตรัสถามพวกราชบุรุษว่า ?ขณะที่รับลูกของเรามาจากพญาช้าง พวกท่านเห็นลูกเราขยับมือและเท้าบ้างหรือไม่?  พวกราชบุรุษกราบทูลว่า  ?ไม่ทรงขยับเลย พระเจ้าข้า?   พระราชาจึงหันพระพักตร์มาทางพวกอำมาตย์ แล้วรับสั่งว่า ?ท่านอำมาตย์ แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป?  เมื่อเหล่าอำมาตย์ได้ฟังพระกระแสแล้ว ครั้นจะกราบทูลให้ทรงยุติการทดลองเสียกลางคัน ก็เห็นจะเป็นการไม่สมควร จึงได้กราบบังคมทูลพระราชาให้ทรงทดลองด้วยวิธีอื่นต่อไป 



        โดยอำมาตย์ผู้หนึ่งได้ถวายการแนะนำว่า   ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยงู พระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้พระราชกุมารนั่งอยู่ที่พระลานหลวง  แวดล้อมด้วยกุมารทั้งหลายที่วิ่งเล่นกันอยู่ แล้วปล่อยงูจำนวนมากซึ่งถอนเขี้ยวและเย็บปากแล้วเข้าไป กุมารทั้งหลายเห็นงูเหล่านั้นก็ร้องลั่น แตกตื่นวิ่งหนีไป  แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนี แม้งูจะเลื้อยมารัดพระกาย แผ่พังพานอยู่บนพระเศียรของพระกุมารแล้ว แต่ก็มิได้ทำให้พระองค์หวั่นไหวได้เลย ทรงระงับความกลัวเสียสิ้นด้วยทรงนึกถึงภัยในนรกว่า ?เราพินาศไปในปากงูร้าย ยังดีกว่าตายในนรกอันร้ายกาจ? ดำริดังนี้แล้วก็ทรงประทับนั่งนิ่งเหมือนเข้านิโรธสมาบัติ

        แม้จะทดลองอยู่อย่างนี้เป็นระยะๆ นานนับปี ก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพระราชกุมารแต่อย่างใด ทั้งพระราชาก็ทรงรับสั่งถามพวกราชบุรุษอยู่เนืองๆ ว่า ?ขณะที่นำลูกของเราไปก็ดี ขณะที่นำมาก็ดี พวกท่านเห็นลูกของเราไหวมือและเท้าบ้างหรือไม่? ก็ทรงได้รับคำตอบเช่นเดิมว่า ?ไม่เคยเห็นเลย พระเจ้าข้า? จึงทรงรับสั่งหารือต่อไปว่า ?แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี? 



        ขณะนั้นคณะอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กแปดขวบชอบดูการฟ้อนรำ พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยการฟ้อนรำ พระเจ้าข้า?  เมื่อได้รับพระราชานุญาตแล้ว ก็นำพระราชกุมารมาให้ประทับนั่งที่พระลานหลวง กับกุมารทั้ง 500 คน แล้วให้แสดงการฟ้อนรำ กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า ?ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ความรื่นเริงไม่มีเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียว? จึงนิ่งเฉยไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลย   เป็นธรรมดาของสัตบุรุษทั้งหลาย เมื่อได้รับชมรับฟังเรื่องราวอันน่าบันเทิงเริงรมย์น่าสนุกสนาน น่าเพลิดเพลินเจริญใจ แม้คนทั้งหลายจะสรวลเสเฮฮา ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามอำนาจของสิ่งกระตุ้นเร่งเร้าทั้งหลาย แต่ผู้ที่เป็นสัตบุรุษนั้น จะระงับใจไม่ให้ยินดีในสิ่งอันชวนให้ลุ่มหลง ซึ่งเป็นประดุจเหยื่อล่อเหล่านั้นจนเกินไป แต่จะยินดีในสิ่งเหล่านั้นแต่พองาม เพื่อเป็นการไม่เสียมารยาทของสังคม โดยจะนึกถึงโทษภัยและความทุกข์ที่ตนเคยประสบมาในอดีต และทุกข์ภัยที่จะต้องประสบในอนาคต เพื่อลดความยินดีนั้นให้ลงมาอยู่ในระดับที่พอดี

        พระราชกุมารก็เช่นเดียวกัน ทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่เคยประสบมาในนรก ด้วยทรงมีเป้าหมายที่จะต้องออกไปให้พ้นจากราชมณเฑียรแห่งนี้ อย่างผู้มีชัยให้ได้ จึงทรงอดทนอดกลั้นมั่นคงอยู่ในปณิธานเรื่อยมา  จนกระทั่งในปีถัดมา พวกอำมาตย์ก็ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กเก้าขวบย่อมกลัวศัสตรา พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยศัสตราดูพระเจ้าข้า? 
 
        กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ให้พระราชกุมารประทับนั่งที่พระลานหลวงกับกุมารทั้ง 500 ร้อย แล้วให้บุรุษร่างใหญ่แต่งกายดุจเพชฌฆาต ทำทีดุจจะประหารพระราชกุมาร   โดยให้บุรุษนั้นเกว่งดาบที่ลับดีแล้ว โห่ร้อง ขู่ตะคอก ร้องตวาดว่า ?พระโอรสของพระเจ้ากาสิกราชพระองค์หนึ่ง มีลักษณะง่อยเปลี้ยไม่พูดไม่จา เขากล่าวกันว่าเป็นคนกาลกิณี บัดนี้เขาอยู่ที่ไหน เราจะตัดหัวให้ขาดเสียเดี๋ยวนี้? พลางเดินเข้าหาพระราชกุมาร กุมารทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความสะดุ้งกลัว ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง  แต่พระกุมารก็ทรงนิ่งเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่อาจทำให้พระองค์สะดุ้งกลัวได้ เมื่อเห็นว่าไร้ผลบุรุษนั้นก็ล่าถอยไป   
 
        เหล่าอำมาตย์จึงเปลี่ยนมาทดลองวิธีใหม่อีก โดยนำน้ำอ้อยปนข้าวยาคูผสมน้ำผลตาลสุกมาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันมาก พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม 
 
        จนกระทั่งปีต่อมา คณะอำมาตย์ได้กราบทูลให้คำปรึกษาอีกว่า ?ขอเดชะ เด็กที่มีอายุได้สิบขวบก็จัดว่าเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ที่อยู่ในวัยนี้ย่อมรักสะอาดรังเกียจสิ่งปฏิกูล พวกข้าพระองค์จะทดลองด้วยของโสโครกพระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ไม่สรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมอยู่นั้นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย เพราะบัดนี้กลายเป็นดุจซากศพปฏิกูลซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลงวันเสียแล้ว


 
        พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสมาอย่างยาวนาน แม้แต่พระเจ้ากาสิกราชและพระนางเจ้าจันทาเทวี ทั้งสองพระองค์ก็หาได้ทุกข์ทรมานน้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ จริงอยู่ พระราชบิดานั้นยังพอข่มพระทัยได้  แต่พระราชมารดานั้นเล่า ยากที่จะข่มพระทัยได้ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพารยิ่งนัก ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระทัยแทบจะแตกสลาย ทั้งสองพระองค์เมื่อทรงทนดูต่อไปไม่ได้ จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
บันทึกการเข้า




ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2552, 23:11:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 9


 
        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช แม้จะทดลองจนเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสยังมีพระกายทุกส่วนสมบูรณ์ดี ก็ยังทรงมีความหวังอยู่ จึงได้ทรงหารือกับอำมาตย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับคำแนะนำว่าเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู ก็ทรงให้ทดลองด้วยงู แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนีแต่อย่างใด

 
        เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 8 ชันษา ก็ทรงให้ทดลองด้วยการฟ้อนรำขับร้อง กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า  ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ไม่มีความรื่นรมย์เลยแม้เพียงนิด แล้วเราจะยินดีในสิ่งเหล่านี้ไปทำไม จึงทรงนิ่งเฉยไม่ทอดพระเนตรดูเลย

 
        ในปีถัดมาก็ทรงทดลองด้วยศัสตรา โดยให้บุรุษร่างกำยำแกว่งดาบ ขู่ตะคอก ร้องตวาด เดินเข้าหาพระราชกุมาร ทำทีเหมือนจะตัดศีรษะพระองค์ แต่พระราชกุมารก็ทรงนิ่งเฉยเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจะจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่แสดงอาการสะดุ้งกลัว


 
        กาลต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ทดลองด้วยแมลงวัน โดยนำน้ำอ้อยผสมน้ำผลไม้ที่แมลงวันชอบ มาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันชุกชุม พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม

 
        ต่อมาอีกปีหนึ่ง ก็ทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยไม่จัดการสรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมนั่นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็หาได้ทุกข์น้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพาร ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย

 

        จึงทรงแหวกฝูงแมลงวัน ตรงเข้าโอบกอดพระโอรสผู้เป็นที่รักยิ่งโดยมิได้ทรงรังเกียจ ทรงกรรแสงคร่ำครวญราวกับว่าพระชนม์ชีพจะวางวาย แล้วตรัสวิงวอนพระโอรสว่า
 
        ?ลูกเตมิยกุมาร พวกเรารู้ว่าลูกไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นคนบอดคนหนวก เพราะคนพิการเขาไม่ได้มีมือมีเท้าอย่างนี้ และไม่ได้มีช่องปากช่องหูอย่างนี้ ...เจ้าเป็นลูกที่พ่อและแม่ได้มาด้วยการอธิษฐานจิตขอ และตั้งตารอคอยด้วยความหวัง บัดนี้เจ้าก็โตแล้ว ใครเขาจะประคับประคองเจ้าได้ตลอดไป เจ้าไม่ละอายหรือ เจ้าจะทนนอนอยู่ทำไม จงลุกขึ้นชำระร่างกายซิลูก?



 
        การครองเรือนก็เป็นทุกข์อย่างนี้ เมื่อยังไม่มีลูกก็เป็นทุกข์เพราะอยากจะมีลูก แม้รู้ว่าจะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการให้กำเนิดบุตรก็ยอม เมื่อมีลูกแล้วก็เป็นทุกข์อีก เพราะจะต้องดูแลรับผิดชอบเลี้ยงดู ต้องให้การศึกษาอีกมากมาย  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลูกไปคบเพื่อนซึ่งเป็นคนพาล เขาชวนไปประพฤติผิดศีลผิดธรรม ไปติดอบายมุข ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน กลายเป็นคนเกะกะเกเร ไม่เป็นอย่างที่ใจหวังก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก นี่แหละที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ เพราะความทุกข์ย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก เมื่อคลายความรักความผูกพันเสียได้ ความทุกข์ก็ย่อมเบาบางลงไป
 
พระราชกุมารแม้ทรงเกลือกกลั้วอยู่กับกองคูถที่น่าขยะแขยงเช่นนั้น แต่พระหทัยของพระองค์ก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางพระอารมณ์เป็นกลาง ด้วยทรงพิจารณาถึงกลิ่นเหม็นของคูถนรกซึ่งฟุ้งตลบที่พระองค์เคยประสบมา แม้ผู้ที่ยืนอยู่ในที่ไกลถึงร้อยโยชน์ ก็ยังต้องสะอิดสะเอียน แม้พระมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด พระราชกุมารก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ด้วยทรงนึกถึงเป้าหมายที่จะต้องออกบวชให้ได้ในเบื้องหน้าต่อไป

 
        ปีต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ใช้วิธีใหม่อีก โดยทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกเปลวไฟสุมรุมอยู่เบื้องล่าง จนเกิดความร้อนไปทั่วพระสรีระของพระองค์ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย  กลับทรงสอนพระองค์เองว่า ?เตมิยกุมาร ความร้อนในนรกแผ่ไปตั้งร้อยโยชน์ทำลายจักษุของมนุษย์แม้อยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ได้ ความร้อนของเพลิงนี้ ยังดีกว่าความร้อนในนรกนั้น ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า?


        ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงอดกลั้นต่อความร้อนนั้น มิได้หวั่นไหวเหมือนพระเถระเข้านิโรธสมาบัติ ลำดับนั้นพระราชชนกชนนีของพระราชกุมาร ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์นั้น ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ถูกความร้อนเบียดเบียนได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลาย จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของเปลวเพลิงนั้น แล้วตรัสวิงวอนพระโพธิสัตว์ว่า ?เตมิยกุมารลูกรัก พ่อและแม่รู้ว่า เจ้าน่ะ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ไม่ใช่คนใบ้ และได้เป็นคนหูหนวก เพราะคนที่พิการนั้น มิได้มีมือ เท้า ปาก และช่องหูอย่างนี้  ขอเจ้าจงลุกขึ้นเถิด อย่าได้นิ่งเฉยอยู่เลยลูก พ่อกับแม่แทบจะขาดใจตายเพราะความอับอายประชาราษฎร์ยิ่งนัก เจ้าอย่าให้พ่อกับแม่ต้องอัปยศอดสูต่อพระราชาทั่วชมพูทวีปให้มากไปกว่านี้เลยนะลูก?

 

        แม้พระชนกพระชนนีจะทรงวิงวอนสักเพียงใด แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังบรรทมนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดแปลกไปจากเดิม เหมือนมิได้ทรงสดับพระวาจานั้น เหล่าอำมาตย์ได้เฝ้าเพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปปีแล้วปีเล่าถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย เหล่าอำมาตย์จึงได้ปรึกษากัน เพื่อที่จะช่วยแก้ไขพระโพธิสัตว์ให้กลับมาเป็นปกติให้ได้

     
        ในที่สุดอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดคนหนึ่ง ก็แสดงความเห็นขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัย มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ธรรมดาว่าชายแรกหนุ่มเป็นดุจบุบผาแรกแย้ม มีหรือที่จะไม่กำหนัดยินดีในกาม ..เพราะขึ้นชื่อว่ากามคุณแล้ว ย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย และหากจะกล่าวถึงยอดแห่งกามคุณสำหรับบุรุษแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่าสตรีเลย อิสตรีเป็นที่ประชุมแห่งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าชอบใจ  อิสตรีนี่แหละคือยอดแห่งกาม ไม่มีสิ่งอื่นจะยิ่งไปกว่า



        ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า ?แม้พระราชกุมารของเราก็เช่นกัน พระองค์ก็ทรงเป็นบุรุษ ผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ ไม่บกพร่องพิการ เมื่อเปลี่ยนวัยเติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีด้วยสตรีสาวสวย เราทั้งหลายจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อแน่ว่าพระองค์จะต้องแสดงอาการสักอย่างหนึ่งเป็นแน่? เหล่าอำมาตย์ที่เหลือ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดแล้ว ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย จึงมีมติร่วมกัน ที่จะนำความนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราช ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังอยู่ในสภาพสิ้นหวังด้วยทรงท้อพระหฤทัยที่ไม่อาจจะทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นปกติดังเดิมได้

 
        พระราชาได้ฟังคำกราบทูลของอำมาตย์เหล่านั้น ก็ทรงดีพระหฤทัยยิ่งนัก จึงทรงรับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนผู้มีรูปทรงงดงามดั่งเทพอัปสรมา แล้วตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถทำให้พระราชกุมารร่าเริงเบิกบานพระหฤทัย และสามารถจะผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะให้หญิงผู้นั้นได้ครองความเป็นใหญ่ โดยจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที?
หญิงนักฟ้อนเหล่านั้น ครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ล้วนมีความยินดีปรีดา เพราะทุกคนก็ปรารถนาความเป็นอัครมเหสีด้วยกันทั้งสิ้น จึงต่างรับอาสาด้วยความหวังอันบรรเจิด
 
        ส่วนพวกนางนมต่างช่วยกันสรงสนานพระโพธิสัตว์ด้วยน้ำหอม แล้วตบแต่งพระโพธิสัตว์ให้งดงามราวเทพบุตรในแดนสวรรค์ ให้บรรทมบนพระแท่นภายในห้องบรรทมซึ่งประดับประดาอย่างงดงามดังทิพยวิมาน ภายในตลบอบอวลด้วยกลิ่นหอมแห่งสุคันธชาติอันชวนให้สำราญพระหฤทัย จากนั้น จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉม ที่จะเฝ้าถวายการปรนนิบัติ นวดเฟ้นพระโพธิสัตว์ และประเล้าประโลมให้ทรงอภิรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ซึ่งแต่ละนาง ล้วนแสดงอากัปกิริยาที่น่าเย้ายวนพระหฤทัยยิ่งนัก
 
    สตรีสาวสวยผู้ฉลาดในจริตมารยา  เมื่อได้ประเล้าประโลมบุรุษใดแล้ว ก็ยากที่บุรุษนั้นจะไม่ยินดีเพลิดเพลินตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสตัณหา ส่วนพระราชกุมาร แม้พระองค์จะเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ได้หมดกิเลส เมื่อลูกเล้าโลมเข้าอย่างนี้แล้ว จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2552, 09:09:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 10
 


        จากตอนที่แล้ว พระราชบิดาราชมารดาทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยปล่อยให้พระราชกุมารทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่บรรทม กระทั่งฝูงแมลงวันรุมไต่ตอมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกาย ถึงกระนั้นก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางอารมณ์เป็นกลาง แม้พระราชมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด ก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย


ในปีต่อมา ก็ทรงให้ทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกไฟสุมอยู่เบื้องล่าง จนร้อนไปทั่วพระสรีระ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย


    การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งก่อนอีกหลายเท่า แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าพระโอรส ทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย  จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของกองเพลิงนั้น
 
     เหล่าอำมาตย์ได้เพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย จึงได้ปรึกษากันว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัยเป็นหนุ่ม มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีในสาวงาม เราจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อว่าจะต้องได้ผลแน่ จึงพากันขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราชให้ทรงทราบ พระราชาครั้นได้ทรงทราบแล้ว ก็ทรงดีพระหฤทัยเกิดความหวังขึ้นมาอีก จึงทรงรับสั่งให้ทดลองตามนั้น โดยตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที? จากนั้น จึงปล่อยให้เหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉมเฝ้าถวายการปรนนิบัติ ให้ทรงอภิรมย์เพลิดเพลิน



    แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมล้นด้วยพระปัญญาธิคุณแล้ว ทรงพิจารณาเห็นหญิงเหล่านั้นเป็นเพียงอัตภาพที่รวมกันเข้าไว้อย่างวิจิตร ประสานขึ้นด้วยกระดูก ฉาบทาด้วยเนื้อและเลือด ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น  มีหนังเป็นเครื่องห่อหุ้ม แพรวพราวด้วยอาภรณ์เครื่องประดับอันอลังการ
 
    แม้จะเป็นที่บันเทิงใจและใฝ่หาของผู้คนเป็นอันมาก แต่ย่อมไม่เป็นที่ต้องการของผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานเฉกเช่นพระองค์ เสมือนบ่วงที่พรานเนื้อวางกับดักล่อไว้ แต่พรานเนื้อนั่นเองที่ต้องคร่ำครวญเสียใจ เพราะเมื่อเนื้อเห็นบ่วงแล้ว ก็ผละหนี เนื่องจากไม่ปรารถนาที่จะติดบ่วงนั้น



    ครั้นทรงดำริเช่นนี้แล้ว พระกุมารจึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานในพระหฤทัยว่า ?หากข้าพเจ้าจักได้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?   อธิษฐานดังนี้แล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้นดุจท่อนไม้ หญิงเหล่านั้นเห็นพระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้าง ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ ทั้งสะดุ้งหวาดผวา พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้ มีสรีระแข็งกระด้างต่างจากคนทั่วไป เห็นทีพระองค์คงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?     ว่าแล้วก็พากันวิ่งหนีพระราชกุมารไป ด้วยความตื่นตระหนกและขลาดกลัว


    แม้อำมาตย์จะทดลองด้วยหญิงนักฟ้อน โดยให้สลับสับเปลี่ยนกันมาปรนนิบัติพระโพธิสัตว์เช่นนี้ ตลอดกาลยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ทรงหวั่นไหวเลย กลับทรงนิ่งเฉยดังเดิม เหล่าอำมาตย์จึงต่างพากันหวั่นวิตก ด้วยจนปัญญา เพราะยังไม่อาจหาวิธีอื่นใดที่จะทดลองพระกุมารให้ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว



    เมื่อพระเจ้ากาสิกราชทรงโปรดเกล้าให้ทดลองด้วยวิธีต่างๆมากมายหลากหลายวิธี จนบัดนี้พระกุมารทรงเจริญวัยได้ 16 พระชันษาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จได้เลย   จึงทรงโทมนัสด้วยอับจนพระหฤทัยเป็นยิ่งนัก แต่มิรู้จะทำประการใด ได้แต่ทรงนึกสิ้นหวังรำพรรณอยู่เพียงพระองค์เดียวว่า  ?ตัวเราช่างมีกรรมแท้ ครั้นพอจะมีรัชทายาทกับเขาบ้าง ก็มากลายเป็นคนง่อยเปลี้ยไปเสียอีก เห็นทีว่าราชวงศ์ของเรา คงจะถึงคราวดับสูญเป็นแน่? 


        ครั้นพระองค์ทรงดำริเช่นนั้นแล้ว ก็ให้ทรงร้าวรานในพระหทัย และยิ่งทรงดำริถึงคำทำนายของพราหมณ์โหราจารย์ว่า พระกุมารของพระองค์จะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ทรงขัดเคืองพระหฤทัยยิ่งขึ้นไปอีก  จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้าโดยเร็ว แล้วพระองค์ก็ตรัสถามด้วยพระอาการพิโรธว่า ?เฮ้ย พวกโหราตัวดี เหตุใดเตมิยกุมาร ลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่านเล่า พวกท่านพากันพยากรณ์ว่า ลูกเราจะได้ครองเป็นความใหญ่ในทวีปทั้งสี่...แต่บัดนี้ อย่าว่าแต่ลูกเราจะสามารถปกครองทวีปทั้งสี่เลย แม้จะครองตนให้รอดปลอดภัย ก็ยังไม่อาจจะทำได้ เราขอถามพวกท่านตรงๆ สักทีเถิด ว่าครั้งนั้น พวกท่านทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ จงรับสารภาพมาโดยดี อย่าได้ชักช้า?



     ฝ่ายโหราจารย์เหล่านั้น เมื่อทราบว่าพระราชาทรงกริ้วพวกตน ก็พากันตัวสั่นงันงกด้วยเกรงกลัวต่อพระราชอาชญา หัวหน้าโหราจารย์ไม่รอช้า รีบกราบบังคมทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พวกข้าพระบาทได้กราบทูลว่าพระราชกุมารจะได้เป็นใหญ่ในภายภาคหน้า เช่นนั้นจริงๆ พระเจ้าข้า?


    พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธหนัก ที่โหราจารย์ตอบไม่ตรงคำถาม จึงตรัสสำทับอีกว่า ?ท่านอาจารย์ ท่านตอบคำถามไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เสียแรงที่เราเคารพนับถือและไว้เนื้อเชื่อใจ เราถามท่านว่า เหตุใดลูกของเราจึงไม่เป็นไปตามคำทำนายของท่าน มิใช่ถามว่าท่านทำนายไว้อย่างไร เพราะเรื่องนั้นใครๆก็ย่อมจำได้ แต่คำถามที่เราต้องการรู้นี่สิ ท่านจะว่าอย่างไร?


     เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน ไม่รู้ว่าจะกราบทูลพระราชาอย่างไรดี เพราะอันที่จริงแล้ว ที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์แด่พระราชาไปในครั้งนั้น ก็เป็นไปตามตำรับตำราที่พวกตนได้ร่ำเรียนมาโดยแท้ มิได้ประสงค์ที่จะเอาใจพระราชา หรือเพราะปรารถนาลาภสักการะเลยแม้แต่น้อย  แต่เหตุไฉนจึงมาผิดไปจากตำราอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ก็สุดวิสัยที่พวกตนจะรู้ได้


    ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่ง ผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลพระราชา โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ขึ้นชื่อว่าบุพนิมิตทั้งปวงที่พวกข้าพระบาทไม่รู้ไม่เห็นนั้น ย่อมไม่มีเลย...พวกข้าพระบาทย่อมรู้เห็นเป็นจริงทุกประการ แม้แต่เรื่องที่พยากรณ์ถวายพระองค์ในครั้งนั้น ความจริงพวกข้าพระบาททราบแต่ต้นแล้วว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี..?



    โหราจารย์เห็นพระราชาอยู่ในอาการตกพระทัย จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงได้ตัดสินใจกราบทูลพระราชาต่อไปว่า ?ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า พระราชกุมารนี้เป็นผู้ที่พระองค์และพระมเหสีทรงปรารถนายิ่งนัก...ครั้นสมปรารถนาแล้ว การที่ข้าพระบาทจะทำนายไปตามจริงว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ก็เกรงยิ่งนักว่า พระองค์จะทรงโทมนัส ด้วยเหตุนี้พวกข้าพระบาทจึงมิได้กราบทูลข้อเสียหายให้ทรงทราบ จะควรมิควรประการใด แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดเถิด พระเจ้าข้า? เมื่อโหราจารย์ท่านนั้นได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า พอเอาตัวรอดไปได้อย่างน้ำขุ่นๆ ก็สังเกตดูอาการของพระราชาว่าจะทรงมีท่าทีอย่างไร


    ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อทรงตรองดูก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่  พระองค์จึงทรงคล้อยตามคำของโหราจารย์นั้น จึงตรัสถามว่า ?เมื่อลูกเราเป็นกาลกิณีเช่นนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า จงพูดต่อไปเถิดท่านอาจารย์?


    ธรรมดาว่าคนที่มีปกติพูดเท็จ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะอ้างว่าเป็นเพราะความจำเป็นบีบบังคับจึงต้องพูดเช่นนั้นเพื่อเอาตัวรอด โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อน และจิตใจของผู้อื่นเลยว่าจะเป็นอย่างไร
 


    โหราจารย์ท่านนี้ก็เช่นกัน ครั้นเห็นว่าการทูลตอบนอกตำรา กลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เลยยกเมฆทูลแนะนำเรื่องชั่วร้ายแบบส่งเดชต่อไปว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระยศยิ่งฟ้า ถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระกุมารผู้เป็นกาลกิณีไว้ภายใต้ร่มเศวตฉัตรต่อไป ไม่ช้าแผ่นดินนี้ก็จะเกิดอาเพศ...อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นกับพระชนม์ชีพของพระองค์เอง พระราชบัลลังก์ของพระองค์ก็จะล่มสลาย และแม้แต่พระชนม์ชีพของพระอัครมเหสีก็จะสิ้นไป พระเจ้าข้า และข้าพระบาทจำต้องขอพระราชทานโอกาส กราบทูลแด่พระองค์อีกว่า อาเพศทั้ง 3 ประการนี้ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉะนั้น หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยเร็ว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    พระเจ้ากาสิกราชทรงสดับถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น โดยมีพระราชกุมารเป็นเหตุแล้ว ก็ทรงเชื่อสนิทว่าจะต้องเป็นไปตามคำของโหราจารย์ทุกอย่าง แต่จะทรงตัดสินพระทัยรับสั่งให้กำจัดพระโพธิสัตว์โดยพลันก็คงไม่ได้ เพราะยังมีพระนางเจ้าจันทาเทวีผู้เป็นพระมารดา ซึ่งมีสิทธิ์ในพระราชโอรสเสมอกันอยู่อีกพระองค์หนึ่ง ดังนั้น พระเจ้ากาสิกราชจะทรงตัดสินพระทัยอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2552, 22:10:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ถูกประเล้าประโลมด้วยเหล่าสาวงามนักฟ้อนรำ แต่พระองค์กับพิจารณาว่า เป็นเพียงเนื้อเลือดกระดูกหนังที่ประกอบกันเป็นโครงขึ้น มีความสวยงามแต่เพียงภายนอก จึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?


อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจ ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้น หญิงงามทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้  เห็นทีคงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?  จึงพากันวิ่งหนีพระราชกุมารไปด้วยความตื่นกลัว


        พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองมาตลอดระยะเวลายาวนาน เมื่อไม่เห็นทางว่าจะสำเร็จได้ จึงทรงโทมนัสยิ่งนัก และยิ่งทรงนึกถึงคำทำนายของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารจะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ยิ่งทรงขัดเคืองพระหฤทัย จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ?เหตุใดเตมิยกุมารลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่าน พวกท่านพากันทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ?เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างก็นิ่งอึ้งไป เพราะที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์นั้น ก็เป็นไปตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา มิได้มีประสงค์อย่างอื่น แต่เมื่อไม่เป็นไปตามตำราก็สุดวิสัยที่จะรู้ได้  ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่งผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลเพื่อเอาตัวรอดว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ที่พวกข้าพระองค์ไม่กราบทูลเสียแต่แรกเพราะกลัวพระองค์จะเสียพระทัย...แต่มาบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขจัดพระราชกุมาร เพราะถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระราชกุมารไว้ต่อไป ไม่ช้าประเทศชาติก็จะเกิดอาเพศ อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นต่อพระชนม์ชีพของพระองค์เอง รวมถึงพระราชบัลลังก์และพระอัครมเหสี หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยไว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    ความกลัวไม่ว่าจะกลัวในรูปแบบใดก็ตาม ย่อมเป็นเหตุให้คนเราทำความผิดได้ทุกอย่าง แม้จะต้องเสียสัจจะก็ตาม โหราจารย์ก็เช่นกัน แม้ในตอนแรก จะยังคงยืนยันในคำพยากรณ์ของตน แต่ครั้นเกิดเหตุการณ์คับขันเข้า ก็เกรงว่าพวกตนจะต้องพระราชอาญา จึงจงใจกล่าวเท็จต่อพระราชาทั้งๆที่รู้  ซึ่งนอกจากจะถือว่าเสียสัจจะต่อตนเองแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า ขาดความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตน และที่สำคัญยังเป็นการทำบาปกรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคงไม่แคล้วที่จะต้องพลัดไปสู่อบาย



    ฝ่ายพระราชา ครั้นทรงสดับคำทูลของโหราจารย์นั้นแล้ว ก็ให้ทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะบังเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ?ถ้าเช่นนั้น เราควรทำอย่างไรกันดีละ ท่านอาจารย์?โหราจารย์เห็นว่า บัดนี้พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงดำริในใจว่า ?พวกเราเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ก็เพราะอาศัยพระราชกุมารนี่แหละ เป็นต้นเหตุสำคัญ หากไม่มีพระกุมารเสียแล้ว พวกเราก็คงไม่ต้องประสบกับความลำบากเช่นนี้?


    โหราจารย์นั้น แต่เดิมก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง แต่บัดนี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับหมดสิ้นไปเสียแล้ว ด้วยลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ?ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่รักตน และขวนขวายเพื่อให้ตนได้รับความสุขความปลอดภัยทั้งสิ้น ความรู้สึกรักตนนี้ย่อมมีแก่สัตว์ทุกจำพวก เมื่อทุกคนรักตนเอง แล้วมุ่งแสวงหาความปลอดภัย ด้วยการโยนความทุกข์ไปให้ผู้อื่น โดยไม่คำนึงว่าเขาก็รักตัวของเขาเองเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ชื่อว่าไม่เป็นธรรมเลย?
 


     โหราจารย์เมื่อมิได้คำนึงถึงจิตใจของพระกุมาร จึงกราบทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง แม้นว่าสิ่งที่ข้าพระบาทจะกราบบังคมทูลต่อไปอาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด พระเจ้าข้า?
 
     ?ไม่เป็นไรท่านอาจารย์ เชิญท่านกล่าวเถิด เราใคร่จะทราบอยู่แล้ว? พระองค์ตรัสเร่งเร้า ?ขอเดชะ ข้าพระบาทเห็นด้วยเกล้าฯว่า พระองค์อย่าทรงรีรออยู่เลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมาร ผู้เป็นกาลกิณี ขึ้นบรรทมบนรถเทียมด้วยม้าอัปมงคล มอบหมายให้สารถีขับรถอัปมงคลนั้น ออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก  แล้วนำพระกุมารไปฝังทั้งเป็น ในสถานที่อันเป็นอัปมงคลคือป่าช้าผีดิบนอกเมืองหากทำได้สำเร็จดังนี้ สวัสดิมงคลทั้งปวงก็จะบังเกิดขึ้นแด่พระองค์ แม้ภยันตรายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นกับ พระเศวตฉัตร และพระมเหสี ก็จะอันตรธานสิ้นไป พระเจ้าข้า?


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอยู่ไม่น้อย เพราะหากทรงตัดสินเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงยอมให้เขาฆ่าพระโอรสของพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบิดาจะพึงกระทำต่อบุตรของตน  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยอยู่ แต่ครั้นทรงดำริถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของพระองค์ ก็ให้ทรงหวาดผวายิ่งนัก     จึงทรงใคร่ครวญถึงคำกราบทูลของโหราจารย์ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์ตลอดเวลา

     โหราจารย์เห็นพระองค์ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงชำเลืองสายตาดูพระพักตร์พระราชาของตนซึ่งส่อเค้าว่าทรงเสียพระหฤทัยยิ่งนัก จนสังเกตเห็นได้ชัดว่าพระพักตร์ของพระองค์หมองเศร้า และดวงพระเนตรก็แดงก่ำไปในทันที



     โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป พระองค์อาจจะทรงสงสารพระโอรสจนไม่อาจรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงรีบถวายบังคมทูลพระราชาว่า ?ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์จะเห็นควรอย่างไรพระเจ้าข้า? พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงกลับตั้งสติ ลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนอย่างองอาจผึ่งผายสมกับเป็นยอดกษัตริย์ แล้วตรัสกับโหราจารย์ด้วยพระสุรเสียงอันห้าวหาญว่า ?ท่านอาจารย์ ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถิด? เมื่อพระองค์ทรงตกลงพระหฤทัยเช่นนั้นแล้ว  ก็ไม่รับสั่งอะไรอีก จากนั้นก็ทรงก้าวพระบาทเสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที



     เหล่าโหราจารย์เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์แล้ว ต่างก็พากันกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเห็นแก่ประโยชน์อันไพบูลย์ของทวยราษฎร์ ยิ่งกว่าที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
 
ส่วนโหราจารย์และเสนาบดีที่เหลือ ต่างก็มาปรึกษาหารือกัน เพื่อดำเนินการตามรับสั่งของพระราชาให้สำเร็จโดยเร็ว ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จขึ้นสู่พระมหาปราสาท เข้าเฝ้าพระสวามีแต่เพียงพระองค์เดียว ถวายบังคมแล้วจึงกราบทูลทั้งน้ำตาว่า ?ข้าแต่ฝ่าพระบาท ขอทรงโปรดยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อนเถิดเพคะ?



    พระเจ้ากาสิกราชผู้ทรงสิ้นหวังในพระโอรสแล้ว จึงทรงปฏิเสธในทันทีว่า ?ไม่ได้หรอกพระเทวี เราเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ? พระนางทรงต่อรองพระสวามีว่า ?ทูลกระหม่อม ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย มีแต่พวกเราต่างหากที่ทำความทุกข์ร้อนให้แก่พระกุมาร ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็นอย่างนั้น ขอพระองค์จงรอดูก่อนเถิด หม่อมฉันจะเลี้ยงดูพระโอรสเอง จะมิให้เกิดความเดือดร้อน หรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์เลย?

     พระราชาแม้จะทรงสดับเหตุผลและคำขอร้องของพระเทวีอย่างไร ก็ทรงยืนกรานเช่นเดิมว่า ?ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ? เมื่อพระราชาผู้เป็นที่สุดของรัฐตรัสยืนยันคำสั่งเดิมเช่นนั้น ก็คงยากที่จะทูลขอให้เป็นอย่างอื่นไปได้ แต่พระเทวีจะทรงมีวิธีการของพระองค์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2552, 13:01:12 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 12
 



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารเป็นกาลกิณี ถ้ายังทรงเลี้ยงไว้ต่อไป ก็จะบังเกิดภัยต่อพระองค์เองรวมถึงพระอัครมเหสี จึงทรงเชื่อสนิท และทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ถ้าเช่นนั้น เราควรจะทำอย่างไรต่อไปเล่า


โหราจารย์เห็นว่า พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้ว จึงกราบทูลแนะนำทันทีว่า พระองค์อย่าทรงรีรอเลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมารไปฝังทั้งเป็นที่ป่าช้าผีดิบนอกเมือง โดยให้ขึ้นบรรทมบนรถอัปมงคล เทียมด้วยม้าอัปมงคล ให้สารถีขับรถนั้นออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก หากทำได้สำเร็จดังนี้ อันตรายทั้งปวงก็จะอันตรธานไป ความสวัสดีจะเกิดแก่พระองค์ รวมทั้งพระเศวตฉัตร และพระมเหสี


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรพระราชกุมารก็คือพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยไม่ทราบที่จะรับสั่งประการใด จึงยังทรงนิ่งอยู่ โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ หากปล่อยไว้นานอาจทรงนึกสงสารพระโอรส จนไม่อาจจะทรงรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงได้ จึงรีบกราบบังคมทูลว่า พระองค์จะเห็นควรอย่างไร ทรงโปรดรับสั่งเถิด



พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงตั้งสติลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนขึ้น แล้วตรัสกับโหราจารย์ว่า ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด? จากนั้นก็เสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที


ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานทั้งน้ำตาว่า  ขอทรงโปรดยับยั้งไว้ก่อนเถิด  ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อนว่าที่ผ่านมา พระโอรสเคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครบ้าง ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็น ขอพระองค์จงรอก่อน



    พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงสดับพระดำรัสยืนยันเช่นเดิมว่า ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ จึงกราบทูลด้วยพระสุรเสียงเจือเศร้าว่า ?ข้าแต่ทูลกระหม่อม เมื่อครั้งที่หม่อมฉันประสูติพระโอรส พระองค์ได้ทรงพระราชทานพรแก่หม่อมฉัน พระองค์ยังทรงจำได้หรือไม่เพคะ?

?เรายังจำได้ พระเทวี?     
?ครั้นหม่อมฉันรับแล้ว ก็ได้ถวายฝากพรนั้นแก่พระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น แก่หม่อมฉันในบัดนี้เถิดเพคะ?
พระราชาตรัสว่า ?พระเทวี เธอปรารถนาสิ่งใด ขอจงเลือกเอาตามใจชอบเถิด?
พระนางกราบทูลว่า ?ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันเถิด?



    พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย จึงได้แต่ตรัสเป็นนัยว่า ?ดูก่อนพระเทวี กาสิกรัฐเป็นมหานครที่กว้างใหญ่ไพศาล คับคั่งด้วยชาวประชา มีอาคารบ้านเรือนปราสาทราชฐานล้วนงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ควรแก่การสถาปนาเป็นมหาอาณาจักร ดูก่อนพระเทวี ก็ราชสมบัติแห่งมหาอาณาจักรอันสูงค่าเช่นนี้ จักคู่ควรแก่คนง่อยเปลี้ยหรือ?

?หามิได้เพคะ เตมิยกุมาร ลูกของหม่อมฉันมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย?

?จริงอยู่ พระเทวี แม้ลูกเราจักไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย แต่ก็ไม่อาจครองราชย์สมบัติได้หรอก?
 
พระเทวีจึงทูลถามว่า ?เพราะเหตุไร เพคะ?

?พระเทวี เธอจงฟังให้ดีนะ ลูกของเราเป็นกาลกิณี เจ้าก็ทราบมิใช่หรือว่า คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก?

    พระราชดำรัสของพระสวามี ทำให้พระนางต้องสะอื้นไห้ด้วยความรันทดท้อในพระหฤทัย จวนเจียนจะล้มลงแทบพระบาทของพระสวามี เพราะไม่เคยคิดว่า จะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระนางเอง
 
    ครั้นแล้วพระนางก็ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้น ทูลอ้อนวอนพระราชาต่อไปว่า

?หากพระองค์ไม่อาจพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์ไปจนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด เพคะ?
?เราให้ไม่ได้หรอก พระเทวี?
?ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติหกปีเถิดเพคะ?   
?หกปีก็ให้ไม่ได้ ?
?หากทรงเห็นว่า หกปียาวนานเกินไป ก็ขอพระองค์ทรงพระราชทานสักห้าปีเถิด เพคะ?
ท้าวเธอก็ทรงปฏิเสธดังเดิมว่า ?อย่าเลย พระเทวี เธออย่าชอบใจเช่นนั้นเลย?

 
    พระนางเจ้าจันทาเทวียังไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองกับพระราชาเพื่อทูลขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไปเรื่อยๆ โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ คือสี่ปี สามปี สองปี ปีเดียว เจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน สี่เดือน สามเดือน สองเดือน เดือนเดียว


แม้พระนางจะทรงทูลขอ ให้พระกุมารได้ครองราชย์เพียงชั่วระยะเวลาครึ่งเดือน แต่ก็ดูเหมือนยังยาวนานเกินไปกว่าที่พระราชาจะพระราชทานให้ได้



    ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า ?ฝ่าพระบาทเพคะ ขอพระองค์โปรดทรงสดับคำของหม่อมฉันด้วยเถิด นับแต่หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่หม่อมฉันจะมีความสุขใจเท่ากับการที่ได้ประสูติพระโอรส ...จนถึงบัดนี้ หม่อมฉันก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากพระองค์เลย ยังคงพอใจเฉพาะสิ่งที่พระองค์พระราชทานให้เท่านั้น แต่ครั้งนี้ หากพระองค์จะทรงเมตตาหม่อมฉัน ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารลูกรักของหม่อมฉันได้ครอบครองเพียงแค่เจ็ดวันเถิด หม่อมฉันขอพระองค์เพียงชั่วระยะเวลาเจ็ดวันเท่านั้นเพคะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันก็คงไม่อาจมีชีวิตต่อไป เป็นแน่?
 


 พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระนางหมองเศร้า พระเนตรทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา ร่ำไห้ปานจะขาดใจ ก็ยิ่งทรงสลดพระหฤทัย ครั้นจะทรงปฏิเสธเช่นเดิม ก็ทรงเกรงว่าพระหฤทัยของพระนางจะแตกสลาย ในที่สุดท้าวเธอถึงได้ทรงพระราชทานให้ตามที่เธอทูลขอ


ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามีแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์


 ทูลเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง ให้ยกพระเศวตฉัตรขึ้นเหนือพระเศียร แล้วให้ป่าวประกาศไปทั่วพระนครว่า ?บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว? จากนั้นก็เสด็จเลียบบนถนนโดยรอบพระนครตามโบราณขัตติยราชประเพณี


 มหาชนชาวกาสิกรัฐต่างช่วยกันประดับประดาบ้านเรือนของตน เมื่อขบวนช้างพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษกผ่านมา ต่างก็พากันกล่าวสดุดีให้ทรงพระเจริญตามราชประเพณี แต่จิตใจของทุกคนนั้นเล่าล้วนเศร้าสลด เพราะต่างก็รู้ดีว่าชีวิตของพระราชกุมารจะดำรงอยู่ในพระราชวังอีกเพียง 6 วันเท่านั้น


 ช่วงเวลา 6 วันสุดท้ายของพระราชกุมารในพระราชมณเฑียร แม้ภายนอกจะดูสวยงามมีความสะดวกสบายดั่งแดนสวรรค์ แต่ภายในใจของพระเตมิยกุมารนั้น จะมีความสุขดังที่ปรากฏหรือ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2552, 22:10:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 13



        จากตอนที่แล้วพระนางเจ้าจันทาเทวีได้ทรงทราบข่าวว่าพระราชาทรงรับสั่งให้ฝังพระเตมิยราชกุมารทั้งเป็นก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานขอให้ทรงยับยั้งไว้ก่อน เพราะว่าที่ผ่านมาพระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย แต่พระนางถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

        จึงทรงกราบทูลพระสวามีให้ทรงระลึกถึงพรที่ท้าวเธอเคยทรงพระราชทานไว้ บัดนี้ยังทรงจำได้อยู่หรือไม่ ซึ่งพระราชาก็ทรงรับว่า ยังจำได้ พระนางจึงทูลขอพรนั้นว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น โดยทรงพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย ได้แต่ทรงปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า  ลูกของเราเป็นกาลกิณี คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก

 
        พระนางเจ้าพอได้ยินพระราชดำรัสของพระสวามีเท่านั้น ก็ถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความรันทดในพระหฤทัย เพราะไม่คิดว่าจะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามี จึงทูลอ้อนวอนว่า หากพระองค์ไม่พระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์จนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด แต่ก็ทรงถูกพระราชาตรัสปฏิเสธเช่นเดิม
 
พระนางเจ้าจันทาเทวีไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองเพื่อขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไป โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ เป็นหกปี จนถึง หนึ่งปี หกเดือนจนถึงครึ่งเดือน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า หากพระองค์ยังทรงเมตตาหม่อมฉันอยู่ ก็ขอทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารของหม่อมฉันได้ครอบครองสักเจ็ดวันเถิด

        ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์ ทูลอัญเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง แล้วให้เสด็จเลียบถนนโดยรอบพระนครป่าวประกาศว่า บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว

 
 
        แม้ว่าพระนางเจ้าจันทาเทวี จะได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์สำเร็จแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นพระนางยังทรงทุกข์ระทมอยู่ดีเพราะจนถึงบัดนี้ก็ยังมิอาจทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นเหมือนคนปกติได้ ทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรสจนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหารเลย

        ซึ่งก็เป็นธรรมดาของหญิงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดา ย่อมมีจิตใจอ่อนไหวไปตามความเป็นไปของบุตร ถึงคราวบุตรอยู่ดีมีสุข มารดาก็พลอยแช่มชื่นเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย แต่ครั้นบุตรมาเจ็บไข้ได้ป่วย ใจของมารดาก็เป็นทุกข์ร้อน มีความไม่สบายกายไม่สบายใจไปด้วย
 
        และดูเหมือนว่าจะทุกข์ร้อนมากไปกว่าที่บุตรได้รับเสียด้วยซ้ำ ยิ่งมารดามีความรักและห่วงใยบุตรของตนมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทวีความทุกข์โศกให้เพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น  ดังที่ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆว่า มารดาจำนวนมิใช่น้อยเลยที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตน เพียงเพื่อให้บุตรกินดีมีสุข ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างดี เพื่อให้มีอนาคตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า ด้วยเหตุนี้เอง บัณฑิตในกาลก่อนถึงได้กล่าวว่า ?มารดาเป็นพรหมของบุตร เป็นเทวดาในเรือน เป็นบุรพาจารย์ของบุตร และเป็นผู้ที่บุตรทั้งหลาย ควรเคารพกราบไหว้บูชา ดุจเดียวกับพระอรหันต์ผู้เป็นนาบุญของโลก?
 
        หลังจากพิธีราชาภิเษกพระเตมิยกุมารผ่านพ้นแล้ว พระนางจันทาเทวีจึงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเชิญเสด็จพระราชกุมารขึ้นสู่พระแท่นที่บรรทม  พระนางตรงเข้าสวมกอดและลูบคลำพระกายของพระราชกุมารด้วยทรงอาลัยรัก พร่ำวิงวอนพระเตมิยกุมารอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า ?พ่อเตมิยกุมารลูกรักของแม่ ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน แม่ร้องไห้เสียจนดวงตาทั้งสองของแม่ฟกช้ำ หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก ลูกรักของแม่เอย แม้ใครเขาจะว่าลูกเป็นอย่างไรก็ตาม แต่แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิดอย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ใจไปกว่านี้ เพราะไร้ที่พึ่งพาอาศัยเลยนะลูกรัก?
 
        ส่วนพระโพธิสัตว์แม้จะบรรทมนิ่งอยู่บนพระแท่น แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ว่า ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรในทุกถ้อยคำที่พระราชมารดาตรัสอ้อนวอน เพราะแท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงรับรู้ในทุกสัมผัส รู้ถึงความทุกข์โศกของพระมารดาดีทุกอย่าง นานวันเข้าก็ยิ่งทั้งรักและสงสารพระมารดาอยู่เต็มตื้นในพระหฤทัย เพราะทรงสำนึกในพระคุณของพระมารดาเกินกว่าที่จะประมาณได้ หากแต่ทว่าพระโพธิสัตว์นั้น ทรงมีพระหฤทัยมั่งคงอยู่ในมหาปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้บรรทมนึกถึงความปรารถนาที่จะทรงผนวชบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพื่อบ่มพุทธบารมีของตนให้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป
 
        เมื่อไม่อาจจะกระทำตามคำของพระมารดาได้ จึงได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงเป้าหมายในการเสด็จออกผนวชที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้นเพื่อระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสียทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดาว่า ?ได้โปรดอภัยให้ลูกเถิดนะ ที่ลูกต้องแกล้งทำเป็นไม่รับรู้สิ่งใด ยอมอดทนทุกข์กายทุกข์ใจเช่นนี้ก็เพื่อรอคอยวันที่เขาจะนำลูกออกไปจากพระราชวังโปรดอภัยให้ลูกอย่าให้ลูกต้องมีบาปในเรื่องนี้เลยนะ?



        แล้วก็ทรงนึกถึงความสำเร็จที่ใกล้เข้ามาในทุกขณะว่า ในวันพรุ่งนี้ความพยายามที่เราทำมาถึงสิบหกปีก็จะถึงที่สุดแล้วเมื่อทรงนึกอย่างนี้พระหฤทัยก็ค่อยแช่มชื่นขึ้นมา

        ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้นครั้นถึงวันที่หกจวนจะครบกำหนดก็ทรงมีรับสั่งให้นายสารถีนามว่าสุนันทสารถีมาเข้าเฝ้าที่พระตำหนักเป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงมีพระดำรัสว่า ?สุนันท์ เราจักมอบหมายภาระสำคัญให้เจ้าสักอย่างหนึ่งเจ้าจะว่าอย่างไร?



        สุนันทสารถีทราบว่าพระราชาทรงไว้วางใจตนก็มีความปลื้มปีติใจยิ่งนัก เขายิ้มน้อยๆ พลางกราบทูลพระองค์ว่า ?ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมหากเหนือหัวของข้าพระบาททรงปรารถนาสิ่งใดข้าพระบาทจักอาสาถวายชีวิตเพื่อพระองค์ พระเจ้าข้า?

?ดีมาก สุนันท์ เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่งรอจนกระทั่งรุ่งเช้าก็จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาทจัดให้บรรทมบนรถของเจ้าแล้วรีบนำลูกของเราออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก  จงประกาศขึ้นดังๆ ไปตลอดหนทางว่า ?ตัวกาลกิณี? เมื่อไปถึงป่าช้าผีดิบแล้วก็จงเร่งขุดหลุมแล้วฝังพระกุมารในที่นั้นแหละ?



        ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วใบหน้าก็พลันแห้งเผือดลงในทันทีสีหน้ากลับหม่นหมองแฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจเพราะนึกไม่ถึงว่าตนจะต้องมาทำหน้าที่เพชฌฆาตหยิบยื่นความตายให้กับพระราชกุมารผู้ซึ่งไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลยแต่ด้วยความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตนจึงรีบตั้งสติ แล้วน้อมรับพระบรมราชโองการทันที
 
        ก่อนที่นายสุนันทสารถีจะถวายบังคมลาพระเจ้ากาสิกราชก็หันมากำชับว่า ?เมื่อเจ้าขุดหลุมเสร็จแล้วก็ให้อุ้มลูกของเราใส่ลงในหลุมนั้นแล้วอย่าลืมเอาสันจอบทุบศีรษะให้ตายเสียด้วยมือของตนเพื่อจะได้ไม่ต้องทรมานจากการถูกฝังทั้งเป็น  ครั้นเห็นว่าตายแน่แล้วก็จงเอาดินกลบให้เรียบร้อยจากนั้นจงไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดเสียใหม่แล้วจงรีบกลับมารายงานให้เราทราบอีกทีเข้าใจไหม?   
   
        สุนันทสารถีรับพระดำรัสนั้นแล้วก็รีบกลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่งแต่ในขณะที่นอนรอให้ถึงเวลารุ่งเช้าเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมารภายในจิตใจจึงมีแต่ความร้อนรนไม่สบายใจนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่งแต่เมื่อไม่อาจจะฝืนพระบรมราชโองการได้จึงได้แต่คิดว่าตนจักกระทำตามหน้าที่เท่านั้น



        ครั้นรุ่งเช้า สุนันทสารถีจึงลุกขึ้นด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง มีแต่ความรันทดหดหู่ใจ เมื่อถึงเวลาก็จึงค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงเก็บราชรถ เพื่อเลือกหารถคันที่ตนชอบใจ ส่วนเหตุการณ์ที่นายสารถีจะนำพระโพธิสัตว์ออกไปจากพระราชวังนั้นจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,514

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2552, 14:02:42 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 14


 
    จากตอนที่แล้ว พระนางเจ้าจันทาเทวี ได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังทรงทุกข์ระทมเพราะทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรส จนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหาร ได้ทรงเฝ้าวนเวียนอยู่กับพระโพธิสัตว์ ตรัสวิงวอนอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า พ่อเตมิยกุมาร ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิด อย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ระทมมากกว่านี้เลย



    ส่วนพระโพธิสัตว์ ทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดา แล้วทรงนึกถึงปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงความปรารถนาที่จะผนวชเพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมีที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น ระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสีย


    ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นถึงวันที่หกก็มีรับสั่งให้สุนันทสารถีมาเข้าเฝ้ารับแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่ง รุ่งเช้าพรุ่งนี้จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาท แล้วจงนำออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก จากนั้นเจ้าจงจัดการฝังพระกุมารเสียที่ป่าช้านอกพระนคร


    ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็ตกใจสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ได้แต่ฝืนรับพระบรมราชโองการ แล้วก็กลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่ง แต่ในคืนนั้นเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมาร  เกิดความหวั่นวิตกร้อนรน นอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่ง


    ครั้นราตรีนั้นล่วงไปแล้ว พระนางจันทาเทวีสรงสนานให้พระโพธิสัตว์แต่เช้าตรู่ ตกแต่งองค์เสร็จแล้ว ให้พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนพระเพลาสวมกอดพระองค์ไว้



    ส่วนนายสุนันทสารถีนั้น เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเช่นกัน แต่ไม่พบรถคนไหนที่ตนพอใจเลย เทวดาจึงดลใจให้เลือกรถมงคล แล้วก็ให้เทียมด้วยม้าที่เป็นมงคล ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์


    เมื่อเทียมรถเสร็จแล้วจึงขับเข้าสู่ถนนด้านหน้าพระราชวัง หยุดรถนั้นไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่พระราชนิเวศน์อันเป็นที่ประทับของพระนางจันทาเทวี และพระราชกุมาร  สุนันทสารถีนั้น แม้เขาจะจงรักภักดีต่อพระนางเจ้าและพระโอรสเพียงใด ก็จำต้องอดกลั้นความสงสารและเห็นใจนั้นไว้แต่เพียงภายในใจ เดินผ่านประตูเข้าสู่ห้องบรรทมอันมีสิริ



     เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระเทวีแล้วกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระเทวี ขอพระแม่เจ้าอย่าได้กริ้วข้าพระบาทเลย ข้าพระบาทรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าจงถอยออกไปก่อนเถิด อย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย?


    กราบทูลดังนี้แล้ว ก็เอาหลังมือกันพระเทวีซึ่งนั่งสวมกอดพระโอรสอยู่ให้พ้นออกไป แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารผู้บริสุทธิ์ดุจกำดอกไม้ที่งดงาม หันหลังกลับเพื่อเดินลงจากปราสาท
 
    ส่วนพระนางจันทาเทวี เมื่อถูกแย่งเอาพระโอรสออกจากอ้อมอกไป ก็ไม่อาจอดกลั้นความเศร้าโศกอันเกิดจากความพลัดพรากจากพระราชกุมารผู้เป็นที่รักได้ จึงสยายพระเกศา ทรงปริเทวนาการดังสนั่นอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น



    ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมารดากรรแสง ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลายด้วยความรักและสงสารพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระองค์ก็จะมีพระหฤทัยแตกสลายวายพระชนม์ จึงทรงใคร่ที่จะพูดด้วย  แต่เมื่อทรงนึกถึงความปรารถนาที่จะสำเร็จในเวลาอันใกล้ ก็ทรงอัดอั้นตันพระหฤทัยดำริต่อไปว่า ถ้าเราจะพูดกับพระมารดา ความพยายามที่เราทำมาถึง 16 ปี ก็จะไร้ประโยชน์ แต่เมื่อเราไม่พูดนั่นแหละ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่พระชนกพระชนนี และแก่มหาชน


    ดำริดังนี้แล้ว จึงทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ไม่ตรัสอะไรกับพระชนนี ทรงหลับพระเนตรนึกถึงศีลที่พระองค์ทรงรักษาด้วยดีมาตลอด แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งศีลที่เรารักษามาดีแล้วนี้ จงคุ้มครองพระชนนีให้ทรงปลอดภัยด้วยเถิด?



ส่วนนายสารถีนั้น อุ้มพระโพธิสัตว์ให้ขึ้นประทับบนรถแล้ว ก็ขับรถมุ่งตรงออกสู่ถนนหน้าพระราชทวารด้านทิศตะวันออก แม้คิดว่าเราจะขับรถออกจากประตูด้านทิศตะวันตกตามพระราชบัญชา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะถูกเทวดาดลใจให้ขับมุ่งตรงไปสู่ประตูด้านทิศตะวันออกนั้น

เมื่อรถแล่นถึงประตูด้านหน้าพระราชวัง พระโพธิสัตว์ทรงสดับเสียงล้อรถกระทบธรณีประตู ก็ทรงดำริว่า บัดนี้ ความพากเพียรที่เราทำมาถึง 16 ปีได้ประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ทรงมีพระหฤทัยแช่มชื่นอย่างยิ่ง


รถได้แล่นไกลออกจากพระนครไปเรื่อยๆ สิ้นระยะทางประมาณสามโยชน์ ถึงชายป่าอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่ง หากแต่ทว่าป่าแห่งนั้นได้ปรากฏแก่สายตาของนายสารถีประดุจป่าช้าผีดิบ นายสารถีจึงคิดว่า ตรงนี้แหละเหมาะสมจะเป็นสถานที่ฝังพระราชกุมาร จึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง
 
เขาคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะฝังพระองค์ไปพร้อมกับเครื่องทรงอันมีค่านี้ จึงเปลื้องเครื่องทรงของพระโพธิสัตว์ออกแล้วห่อไว้ เสร็จแล้วก็ลงจากรถถือจอบเดินออกไป แล้วเริ่มลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลจากรถนัก



ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องเคลื่อนไหวแล้ว ก็เราทำความพยายามมาถึง 16 ปีโดยไม่เคลื่อนไหวมือและเท้าเลย ก็บัดนี้กำลังของเรายังมีอยู่หรือไม่หนอ จึงค่อยๆ เอาพระหัตถ์ข้างซ้ายลูบพระหัตถ์ข้างขวา เอาพระหัตถ์ข้างขวาลูบพระหัตถ์ข้างซ้าย แล้วนวดพระบาททั้งสอง


จากนั้นจึงเสด็จลุกขึ้น ทรงดำริที่จะลงจากรถ ขณะนั้น แผ่นดินตรงที่จะประดิษฐานพระบาทของพระโพธิสัตว์ได้นูนสูงขึ้นเพื่อรองรับพระบาทของพระองค์


พระโพธิสัตว์จึงเสด็จลงจากรถ ณ สถานที่นั้น ทรงดำเนินกลับไปกลับมาสิ้นเวลาเล็กน้อย ก็ทรงทราบโดยอนุมานว่า เรามีกำลังพอที่จะเดินทางไกลได้ถึง 100 โยชน์ภายในวันเดียว



เมื่อทรงพิจารณาดูกำลังว่า ถ้าหากนายสารถีคิดจะทำร้ายเรา เราจะมีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถีหรือไม่หนอ จึงทรงทดลองจับท้ายรถยกขึ้น ก็ปรากฏว่าสามารถยกขึ้นได้อย่างสบายๆ เหมือนกับยกรถของเล่นของพวกเด็กๆ จึงทรงทราบว่าเรามีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถี เพื่อที่จะไม่ให้เขาทำอันตรายเราได้ 
 
เมื่อทรงทราบดังนี้แล้ว ก็ทรงดำริต่อไปว่า ก่อนที่จะออกบวช เราควรที่จะได้แต่งเครื่องประดับใหม่ที่เหมาะสม ในขณะนั้นเอง วิมานของท้าวสักกเทวราช ผู้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้เกิดร้อนขึ้นมาด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์ ท้าวเธอจึงทรงตรวจดูว่า เพราะเหตุอะไรหนอ


 เมื่อทรงสอดส่องลงมายังโลกมนุษย์ ก็ทรงเห็นเหตุความเป็นมาทั้งหมด จึงทรงดำริว่า ?ความปรารถนาของพระเตมิยราชกุมารถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้เธอต้องการเครื่องประดับองค์ ก็เครื่องประดับของมนุษย์ไม่คู่ควรแก่เธอ เราจะให้เตมิยราชกุมารประดับด้วยเครื่องประดับทิพย์"



ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์ให้ แล้วมีรับสั่งว่า ?วิสสุกรรม ท่านจงไปประดับพระเตมิยราชกุมาร ผู้เป็นราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ด้วยเครื่องประดับทิพย์นี้? ส่วนพระเตมิยราชกุมาร เมื่อประดับเครื่องประดับทิพย์นั้นแล้วจะสง่างามเพียงไหน เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
บันทึกการเข้า

ถ้าเดาไม่ผิด คิดถึงกันอยู่ใช่ไหม ดีจังที่ความห่วงใย ถูกส่งมาให้สม่ำเสมอ

อยากบอกอีกครั้งว่ารักจัง รักเธอ คำนี้ยามที่เราเจอ เธออยากจะฟังข้างหูหรือเปล่า

หน้า: 1 [2] 3 4  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: