Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:30:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  (อ่าน 22563 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2552, 22:13:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ถูกประเล้าประโลมด้วยเหล่าสาวงามนักฟ้อนรำ แต่พระองค์กับพิจารณาว่า เป็นเพียงเนื้อเลือดกระดูกหนังที่ประกอบกันเป็นโครงขึ้น มีความสวยงามแต่เพียงภายนอก จึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?


อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจ ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้น หญิงงามทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้  เห็นทีคงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?  จึงพากันวิ่งหนีพระราชกุมารไปด้วยความตื่นกลัว


        พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองมาตลอดระยะเวลายาวนาน เมื่อไม่เห็นทางว่าจะสำเร็จได้ จึงทรงโทมนัสยิ่งนัก และยิ่งทรงนึกถึงคำทำนายของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารจะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ยิ่งทรงขัดเคืองพระหฤทัย จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ?เหตุใดเตมิยกุมารลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่าน พวกท่านพากันทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ?เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างก็นิ่งอึ้งไป เพราะที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์นั้น ก็เป็นไปตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา มิได้มีประสงค์อย่างอื่น แต่เมื่อไม่เป็นไปตามตำราก็สุดวิสัยที่จะรู้ได้  ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่งผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลเพื่อเอาตัวรอดว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ที่พวกข้าพระองค์ไม่กราบทูลเสียแต่แรกเพราะกลัวพระองค์จะเสียพระทัย...แต่มาบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขจัดพระราชกุมาร เพราะถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระราชกุมารไว้ต่อไป ไม่ช้าประเทศชาติก็จะเกิดอาเพศ อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นต่อพระชนม์ชีพของพระองค์เอง รวมถึงพระราชบัลลังก์และพระอัครมเหสี หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยไว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    ความกลัวไม่ว่าจะกลัวในรูปแบบใดก็ตาม ย่อมเป็นเหตุให้คนเราทำความผิดได้ทุกอย่าง แม้จะต้องเสียสัจจะก็ตาม โหราจารย์ก็เช่นกัน แม้ในตอนแรก จะยังคงยืนยันในคำพยากรณ์ของตน แต่ครั้นเกิดเหตุการณ์คับขันเข้า ก็เกรงว่าพวกตนจะต้องพระราชอาญา จึงจงใจกล่าวเท็จต่อพระราชาทั้งๆที่รู้  ซึ่งนอกจากจะถือว่าเสียสัจจะต่อตนเองแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า ขาดความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตน และที่สำคัญยังเป็นการทำบาปกรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคงไม่แคล้วที่จะต้องพลัดไปสู่อบาย



    ฝ่ายพระราชา ครั้นทรงสดับคำทูลของโหราจารย์นั้นแล้ว ก็ให้ทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะบังเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ?ถ้าเช่นนั้น เราควรทำอย่างไรกันดีละ ท่านอาจารย์?โหราจารย์เห็นว่า บัดนี้พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงดำริในใจว่า ?พวกเราเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ก็เพราะอาศัยพระราชกุมารนี่แหละ เป็นต้นเหตุสำคัญ หากไม่มีพระกุมารเสียแล้ว พวกเราก็คงไม่ต้องประสบกับความลำบากเช่นนี้?


    โหราจารย์นั้น แต่เดิมก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง แต่บัดนี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับหมดสิ้นไปเสียแล้ว ด้วยลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ?ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่รักตน และขวนขวายเพื่อให้ตนได้รับความสุขความปลอดภัยทั้งสิ้น ความรู้สึกรักตนนี้ย่อมมีแก่สัตว์ทุกจำพวก เมื่อทุกคนรักตนเอง แล้วมุ่งแสวงหาความปลอดภัย ด้วยการโยนความทุกข์ไปให้ผู้อื่น โดยไม่คำนึงว่าเขาก็รักตัวของเขาเองเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ชื่อว่าไม่เป็นธรรมเลย?
 


     โหราจารย์เมื่อมิได้คำนึงถึงจิตใจของพระกุมาร จึงกราบทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง แม้นว่าสิ่งที่ข้าพระบาทจะกราบบังคมทูลต่อไปอาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด พระเจ้าข้า?
 
     ?ไม่เป็นไรท่านอาจารย์ เชิญท่านกล่าวเถิด เราใคร่จะทราบอยู่แล้ว? พระองค์ตรัสเร่งเร้า ?ขอเดชะ ข้าพระบาทเห็นด้วยเกล้าฯว่า พระองค์อย่าทรงรีรออยู่เลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมาร ผู้เป็นกาลกิณี ขึ้นบรรทมบนรถเทียมด้วยม้าอัปมงคล มอบหมายให้สารถีขับรถอัปมงคลนั้น ออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก  แล้วนำพระกุมารไปฝังทั้งเป็น ในสถานที่อันเป็นอัปมงคลคือป่าช้าผีดิบนอกเมืองหากทำได้สำเร็จดังนี้ สวัสดิมงคลทั้งปวงก็จะบังเกิดขึ้นแด่พระองค์ แม้ภยันตรายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นกับ พระเศวตฉัตร และพระมเหสี ก็จะอันตรธานสิ้นไป พระเจ้าข้า?


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอยู่ไม่น้อย เพราะหากทรงตัดสินเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงยอมให้เขาฆ่าพระโอรสของพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบิดาจะพึงกระทำต่อบุตรของตน  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยอยู่ แต่ครั้นทรงดำริถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของพระองค์ ก็ให้ทรงหวาดผวายิ่งนัก     จึงทรงใคร่ครวญถึงคำกราบทูลของโหราจารย์ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์ตลอดเวลา

     โหราจารย์เห็นพระองค์ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงชำเลืองสายตาดูพระพักตร์พระราชาของตนซึ่งส่อเค้าว่าทรงเสียพระหฤทัยยิ่งนัก จนสังเกตเห็นได้ชัดว่าพระพักตร์ของพระองค์หมองเศร้า และดวงพระเนตรก็แดงก่ำไปในทันที



     โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป พระองค์อาจจะทรงสงสารพระโอรสจนไม่อาจรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงรีบถวายบังคมทูลพระราชาว่า ?ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์จะเห็นควรอย่างไรพระเจ้าข้า? พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงกลับตั้งสติ ลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนอย่างองอาจผึ่งผายสมกับเป็นยอดกษัตริย์ แล้วตรัสกับโหราจารย์ด้วยพระสุรเสียงอันห้าวหาญว่า ?ท่านอาจารย์ ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถิด? เมื่อพระองค์ทรงตกลงพระหฤทัยเช่นนั้นแล้ว  ก็ไม่รับสั่งอะไรอีก จากนั้นก็ทรงก้าวพระบาทเสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที



     เหล่าโหราจารย์เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์แล้ว ต่างก็พากันกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเห็นแก่ประโยชน์อันไพบูลย์ของทวยราษฎร์ ยิ่งกว่าที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
 
ส่วนโหราจารย์และเสนาบดีที่เหลือ ต่างก็มาปรึกษาหารือกัน เพื่อดำเนินการตามรับสั่งของพระราชาให้สำเร็จโดยเร็ว ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จขึ้นสู่พระมหาปราสาท เข้าเฝ้าพระสวามีแต่เพียงพระองค์เดียว ถวายบังคมแล้วจึงกราบทูลทั้งน้ำตาว่า ?ข้าแต่ฝ่าพระบาท ขอทรงโปรดยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อนเถิดเพคะ?



    พระเจ้ากาสิกราชผู้ทรงสิ้นหวังในพระโอรสแล้ว จึงทรงปฏิเสธในทันทีว่า ?ไม่ได้หรอกพระเทวี เราเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ? พระนางทรงต่อรองพระสวามีว่า ?ทูลกระหม่อม ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย มีแต่พวกเราต่างหากที่ทำความทุกข์ร้อนให้แก่พระกุมาร ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็นอย่างนั้น ขอพระองค์จงรอดูก่อนเถิด หม่อมฉันจะเลี้ยงดูพระโอรสเอง จะมิให้เกิดความเดือดร้อน หรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์เลย?

     พระราชาแม้จะทรงสดับเหตุผลและคำขอร้องของพระเทวีอย่างไร ก็ทรงยืนกรานเช่นเดิมว่า ?ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ? เมื่อพระราชาผู้เป็นที่สุดของรัฐตรัสยืนยันคำสั่งเดิมเช่นนั้น ก็คงยากที่จะทูลขอให้เป็นอย่างอื่นไปได้ แต่พระเทวีจะทรงมีวิธีการของพระองค์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 28 มิถุนายน, 2552, 13:43:12 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 12
 



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารเป็นกาลกิณี ถ้ายังทรงเลี้ยงไว้ต่อไป ก็จะบังเกิดภัยต่อพระองค์เองรวมถึงพระอัครมเหสี จึงทรงเชื่อสนิท และทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ถ้าเช่นนั้น เราควรจะทำอย่างไรต่อไปเล่า


โหราจารย์เห็นว่า พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้ว จึงกราบทูลแนะนำทันทีว่า พระองค์อย่าทรงรีรอเลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมารไปฝังทั้งเป็นที่ป่าช้าผีดิบนอกเมือง โดยให้ขึ้นบรรทมบนรถอัปมงคล เทียมด้วยม้าอัปมงคล ให้สารถีขับรถนั้นออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก หากทำได้สำเร็จดังนี้ อันตรายทั้งปวงก็จะอันตรธานไป ความสวัสดีจะเกิดแก่พระองค์ รวมทั้งพระเศวตฉัตร และพระมเหสี


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรพระราชกุมารก็คือพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยไม่ทราบที่จะรับสั่งประการใด จึงยังทรงนิ่งอยู่ โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ หากปล่อยไว้นานอาจทรงนึกสงสารพระโอรส จนไม่อาจจะทรงรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงได้ จึงรีบกราบบังคมทูลว่า พระองค์จะเห็นควรอย่างไร ทรงโปรดรับสั่งเถิด



พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงตั้งสติลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนขึ้น แล้วตรัสกับโหราจารย์ว่า ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด? จากนั้นก็เสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที


ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานทั้งน้ำตาว่า  ขอทรงโปรดยับยั้งไว้ก่อนเถิด  ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อนว่าที่ผ่านมา พระโอรสเคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครบ้าง ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็น ขอพระองค์จงรอก่อน



    พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงสดับพระดำรัสยืนยันเช่นเดิมว่า ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ จึงกราบทูลด้วยพระสุรเสียงเจือเศร้าว่า ?ข้าแต่ทูลกระหม่อม เมื่อครั้งที่หม่อมฉันประสูติพระโอรส พระองค์ได้ทรงพระราชทานพรแก่หม่อมฉัน พระองค์ยังทรงจำได้หรือไม่เพคะ?

?เรายังจำได้ พระเทวี?     
?ครั้นหม่อมฉันรับแล้ว ก็ได้ถวายฝากพรนั้นแก่พระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น แก่หม่อมฉันในบัดนี้เถิดเพคะ?
พระราชาตรัสว่า ?พระเทวี เธอปรารถนาสิ่งใด ขอจงเลือกเอาตามใจชอบเถิด?
พระนางกราบทูลว่า ?ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันเถิด?



    พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย จึงได้แต่ตรัสเป็นนัยว่า ?ดูก่อนพระเทวี กาสิกรัฐเป็นมหานครที่กว้างใหญ่ไพศาล คับคั่งด้วยชาวประชา มีอาคารบ้านเรือนปราสาทราชฐานล้วนงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ควรแก่การสถาปนาเป็นมหาอาณาจักร ดูก่อนพระเทวี ก็ราชสมบัติแห่งมหาอาณาจักรอันสูงค่าเช่นนี้ จักคู่ควรแก่คนง่อยเปลี้ยหรือ?

?หามิได้เพคะ เตมิยกุมาร ลูกของหม่อมฉันมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย?

?จริงอยู่ พระเทวี แม้ลูกเราจักไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย แต่ก็ไม่อาจครองราชย์สมบัติได้หรอก?
 
พระเทวีจึงทูลถามว่า ?เพราะเหตุไร เพคะ?

?พระเทวี เธอจงฟังให้ดีนะ ลูกของเราเป็นกาลกิณี เจ้าก็ทราบมิใช่หรือว่า คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก?

    พระราชดำรัสของพระสวามี ทำให้พระนางต้องสะอื้นไห้ด้วยความรันทดท้อในพระหฤทัย จวนเจียนจะล้มลงแทบพระบาทของพระสวามี เพราะไม่เคยคิดว่า จะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระนางเอง
 
    ครั้นแล้วพระนางก็ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้น ทูลอ้อนวอนพระราชาต่อไปว่า

?หากพระองค์ไม่อาจพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์ไปจนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด เพคะ?
?เราให้ไม่ได้หรอก พระเทวี?
?ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติหกปีเถิดเพคะ?   
?หกปีก็ให้ไม่ได้ ?
?หากทรงเห็นว่า หกปียาวนานเกินไป ก็ขอพระองค์ทรงพระราชทานสักห้าปีเถิด เพคะ?
ท้าวเธอก็ทรงปฏิเสธดังเดิมว่า ?อย่าเลย พระเทวี เธออย่าชอบใจเช่นนั้นเลย?

 
    พระนางเจ้าจันทาเทวียังไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองกับพระราชาเพื่อทูลขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไปเรื่อยๆ โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ คือสี่ปี สามปี สองปี ปีเดียว เจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน สี่เดือน สามเดือน สองเดือน เดือนเดียว


แม้พระนางจะทรงทูลขอ ให้พระกุมารได้ครองราชย์เพียงชั่วระยะเวลาครึ่งเดือน แต่ก็ดูเหมือนยังยาวนานเกินไปกว่าที่พระราชาจะพระราชทานให้ได้



    ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า ?ฝ่าพระบาทเพคะ ขอพระองค์โปรดทรงสดับคำของหม่อมฉันด้วยเถิด นับแต่หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่หม่อมฉันจะมีความสุขใจเท่ากับการที่ได้ประสูติพระโอรส ...จนถึงบัดนี้ หม่อมฉันก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากพระองค์เลย ยังคงพอใจเฉพาะสิ่งที่พระองค์พระราชทานให้เท่านั้น แต่ครั้งนี้ หากพระองค์จะทรงเมตตาหม่อมฉัน ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารลูกรักของหม่อมฉันได้ครอบครองเพียงแค่เจ็ดวันเถิด หม่อมฉันขอพระองค์เพียงชั่วระยะเวลาเจ็ดวันเท่านั้นเพคะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันก็คงไม่อาจมีชีวิตต่อไป เป็นแน่?
 


 พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระนางหมองเศร้า พระเนตรทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา ร่ำไห้ปานจะขาดใจ ก็ยิ่งทรงสลดพระหฤทัย ครั้นจะทรงปฏิเสธเช่นเดิม ก็ทรงเกรงว่าพระหฤทัยของพระนางจะแตกสลาย ในที่สุดท้าวเธอถึงได้ทรงพระราชทานให้ตามที่เธอทูลขอ


ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามีแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์


 ทูลเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง ให้ยกพระเศวตฉัตรขึ้นเหนือพระเศียร แล้วให้ป่าวประกาศไปทั่วพระนครว่า ?บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว? จากนั้นก็เสด็จเลียบบนถนนโดยรอบพระนครตามโบราณขัตติยราชประเพณี


 มหาชนชาวกาสิกรัฐต่างช่วยกันประดับประดาบ้านเรือนของตน เมื่อขบวนช้างพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษกผ่านมา ต่างก็พากันกล่าวสดุดีให้ทรงพระเจริญตามราชประเพณี แต่จิตใจของทุกคนนั้นเล่าล้วนเศร้าสลด เพราะต่างก็รู้ดีว่าชีวิตของพระราชกุมารจะดำรงอยู่ในพระราชวังอีกเพียง 6 วันเท่านั้น


 ช่วงเวลา 6 วันสุดท้ายของพระราชกุมารในพระราชมณเฑียร แม้ภายนอกจะดูสวยงามมีความสะดวกสบายดั่งแดนสวรรค์ แต่ภายในใจของพระเตมิยกุมารนั้น จะมีความสุขดังที่ปรากฏหรือ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 28 มิถุนายน, 2552, 22:57:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 13



        จากตอนที่แล้วพระนางเจ้าจันทาเทวีได้ทรงทราบข่าวว่าพระราชาทรงรับสั่งให้ฝังพระเตมิยราชกุมารทั้งเป็นก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานขอให้ทรงยับยั้งไว้ก่อน เพราะว่าที่ผ่านมาพระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย แต่พระนางถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

        จึงทรงกราบทูลพระสวามีให้ทรงระลึกถึงพรที่ท้าวเธอเคยทรงพระราชทานไว้ บัดนี้ยังทรงจำได้อยู่หรือไม่ ซึ่งพระราชาก็ทรงรับว่า ยังจำได้ พระนางจึงทูลขอพรนั้นว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น โดยทรงพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย ได้แต่ทรงปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า  ลูกของเราเป็นกาลกิณี คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก

 
        พระนางเจ้าพอได้ยินพระราชดำรัสของพระสวามีเท่านั้น ก็ถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความรันทดในพระหฤทัย เพราะไม่คิดว่าจะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามี จึงทูลอ้อนวอนว่า หากพระองค์ไม่พระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์จนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด แต่ก็ทรงถูกพระราชาตรัสปฏิเสธเช่นเดิม
 
พระนางเจ้าจันทาเทวีไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองเพื่อขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไป โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ เป็นหกปี จนถึง หนึ่งปี หกเดือนจนถึงครึ่งเดือน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า หากพระองค์ยังทรงเมตตาหม่อมฉันอยู่ ก็ขอทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารของหม่อมฉันได้ครอบครองสักเจ็ดวันเถิด

        ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์ ทูลอัญเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง แล้วให้เสด็จเลียบถนนโดยรอบพระนครป่าวประกาศว่า บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว

 
 
        แม้ว่าพระนางเจ้าจันทาเทวี จะได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์สำเร็จแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นพระนางยังทรงทุกข์ระทมอยู่ดีเพราะจนถึงบัดนี้ก็ยังมิอาจทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นเหมือนคนปกติได้ ทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรสจนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหารเลย

        ซึ่งก็เป็นธรรมดาของหญิงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดา ย่อมมีจิตใจอ่อนไหวไปตามความเป็นไปของบุตร ถึงคราวบุตรอยู่ดีมีสุข มารดาก็พลอยแช่มชื่นเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย แต่ครั้นบุตรมาเจ็บไข้ได้ป่วย ใจของมารดาก็เป็นทุกข์ร้อน มีความไม่สบายกายไม่สบายใจไปด้วย
 
        และดูเหมือนว่าจะทุกข์ร้อนมากไปกว่าที่บุตรได้รับเสียด้วยซ้ำ ยิ่งมารดามีความรักและห่วงใยบุตรของตนมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทวีความทุกข์โศกให้เพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น  ดังที่ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆว่า มารดาจำนวนมิใช่น้อยเลยที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตน เพียงเพื่อให้บุตรกินดีมีสุข ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างดี เพื่อให้มีอนาคตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า ด้วยเหตุนี้เอง บัณฑิตในกาลก่อนถึงได้กล่าวว่า ?มารดาเป็นพรหมของบุตร เป็นเทวดาในเรือน เป็นบุรพาจารย์ของบุตร และเป็นผู้ที่บุตรทั้งหลาย ควรเคารพกราบไหว้บูชา ดุจเดียวกับพระอรหันต์ผู้เป็นนาบุญของโลก?
 
        หลังจากพิธีราชาภิเษกพระเตมิยกุมารผ่านพ้นแล้ว พระนางจันทาเทวีจึงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเชิญเสด็จพระราชกุมารขึ้นสู่พระแท่นที่บรรทม  พระนางตรงเข้าสวมกอดและลูบคลำพระกายของพระราชกุมารด้วยทรงอาลัยรัก พร่ำวิงวอนพระเตมิยกุมารอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า ?พ่อเตมิยกุมารลูกรักของแม่ ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน แม่ร้องไห้เสียจนดวงตาทั้งสองของแม่ฟกช้ำ หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก ลูกรักของแม่เอย แม้ใครเขาจะว่าลูกเป็นอย่างไรก็ตาม แต่แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิดอย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ใจไปกว่านี้ เพราะไร้ที่พึ่งพาอาศัยเลยนะลูกรัก?
 
        ส่วนพระโพธิสัตว์แม้จะบรรทมนิ่งอยู่บนพระแท่น แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ว่า ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรในทุกถ้อยคำที่พระราชมารดาตรัสอ้อนวอน เพราะแท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงรับรู้ในทุกสัมผัส รู้ถึงความทุกข์โศกของพระมารดาดีทุกอย่าง นานวันเข้าก็ยิ่งทั้งรักและสงสารพระมารดาอยู่เต็มตื้นในพระหฤทัย เพราะทรงสำนึกในพระคุณของพระมารดาเกินกว่าที่จะประมาณได้ หากแต่ทว่าพระโพธิสัตว์นั้น ทรงมีพระหฤทัยมั่งคงอยู่ในมหาปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้บรรทมนึกถึงความปรารถนาที่จะทรงผนวชบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพื่อบ่มพุทธบารมีของตนให้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป
 
        เมื่อไม่อาจจะกระทำตามคำของพระมารดาได้ จึงได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงเป้าหมายในการเสด็จออกผนวชที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้นเพื่อระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสียทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดาว่า ?ได้โปรดอภัยให้ลูกเถิดนะ ที่ลูกต้องแกล้งทำเป็นไม่รับรู้สิ่งใด ยอมอดทนทุกข์กายทุกข์ใจเช่นนี้ก็เพื่อรอคอยวันที่เขาจะนำลูกออกไปจากพระราชวังโปรดอภัยให้ลูกอย่าให้ลูกต้องมีบาปในเรื่องนี้เลยนะ?



        แล้วก็ทรงนึกถึงความสำเร็จที่ใกล้เข้ามาในทุกขณะว่า ในวันพรุ่งนี้ความพยายามที่เราทำมาถึงสิบหกปีก็จะถึงที่สุดแล้วเมื่อทรงนึกอย่างนี้พระหฤทัยก็ค่อยแช่มชื่นขึ้นมา

        ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้นครั้นถึงวันที่หกจวนจะครบกำหนดก็ทรงมีรับสั่งให้นายสารถีนามว่าสุนันทสารถีมาเข้าเฝ้าที่พระตำหนักเป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงมีพระดำรัสว่า ?สุนันท์ เราจักมอบหมายภาระสำคัญให้เจ้าสักอย่างหนึ่งเจ้าจะว่าอย่างไร?



        สุนันทสารถีทราบว่าพระราชาทรงไว้วางใจตนก็มีความปลื้มปีติใจยิ่งนัก เขายิ้มน้อยๆ พลางกราบทูลพระองค์ว่า ?ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมหากเหนือหัวของข้าพระบาททรงปรารถนาสิ่งใดข้าพระบาทจักอาสาถวายชีวิตเพื่อพระองค์ พระเจ้าข้า?

?ดีมาก สุนันท์ เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่งรอจนกระทั่งรุ่งเช้าก็จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาทจัดให้บรรทมบนรถของเจ้าแล้วรีบนำลูกของเราออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก  จงประกาศขึ้นดังๆ ไปตลอดหนทางว่า ?ตัวกาลกิณี? เมื่อไปถึงป่าช้าผีดิบแล้วก็จงเร่งขุดหลุมแล้วฝังพระกุมารในที่นั้นแหละ?



        ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วใบหน้าก็พลันแห้งเผือดลงในทันทีสีหน้ากลับหม่นหมองแฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจเพราะนึกไม่ถึงว่าตนจะต้องมาทำหน้าที่เพชฌฆาตหยิบยื่นความตายให้กับพระราชกุมารผู้ซึ่งไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลยแต่ด้วยความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตนจึงรีบตั้งสติ แล้วน้อมรับพระบรมราชโองการทันที
 
        ก่อนที่นายสุนันทสารถีจะถวายบังคมลาพระเจ้ากาสิกราชก็หันมากำชับว่า ?เมื่อเจ้าขุดหลุมเสร็จแล้วก็ให้อุ้มลูกของเราใส่ลงในหลุมนั้นแล้วอย่าลืมเอาสันจอบทุบศีรษะให้ตายเสียด้วยมือของตนเพื่อจะได้ไม่ต้องทรมานจากการถูกฝังทั้งเป็น  ครั้นเห็นว่าตายแน่แล้วก็จงเอาดินกลบให้เรียบร้อยจากนั้นจงไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดเสียใหม่แล้วจงรีบกลับมารายงานให้เราทราบอีกทีเข้าใจไหม?   
   
        สุนันทสารถีรับพระดำรัสนั้นแล้วก็รีบกลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่งแต่ในขณะที่นอนรอให้ถึงเวลารุ่งเช้าเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมารภายในจิตใจจึงมีแต่ความร้อนรนไม่สบายใจนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่งแต่เมื่อไม่อาจจะฝืนพระบรมราชโองการได้จึงได้แต่คิดว่าตนจักกระทำตามหน้าที่เท่านั้น



        ครั้นรุ่งเช้า สุนันทสารถีจึงลุกขึ้นด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง มีแต่ความรันทดหดหู่ใจ เมื่อถึงเวลาก็จึงค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงเก็บราชรถ เพื่อเลือกหารถคันที่ตนชอบใจ ส่วนเหตุการณ์ที่นายสารถีจะนำพระโพธิสัตว์ออกไปจากพระราชวังนั้นจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 29 มิถุนายน, 2552, 14:36:42 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 14


 
    จากตอนที่แล้ว พระนางเจ้าจันทาเทวี ได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังทรงทุกข์ระทมเพราะทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรส จนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหาร ได้ทรงเฝ้าวนเวียนอยู่กับพระโพธิสัตว์ ตรัสวิงวอนอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า พ่อเตมิยกุมาร ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิด อย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ระทมมากกว่านี้เลย



    ส่วนพระโพธิสัตว์ ทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดา แล้วทรงนึกถึงปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงความปรารถนาที่จะผนวชเพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมีที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น ระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสีย


    ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นถึงวันที่หกก็มีรับสั่งให้สุนันทสารถีมาเข้าเฝ้ารับแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่ง รุ่งเช้าพรุ่งนี้จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาท แล้วจงนำออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก จากนั้นเจ้าจงจัดการฝังพระกุมารเสียที่ป่าช้านอกพระนคร


    ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็ตกใจสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ได้แต่ฝืนรับพระบรมราชโองการ แล้วก็กลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่ง แต่ในคืนนั้นเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมาร  เกิดความหวั่นวิตกร้อนรน นอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่ง


    ครั้นราตรีนั้นล่วงไปแล้ว พระนางจันทาเทวีสรงสนานให้พระโพธิสัตว์แต่เช้าตรู่ ตกแต่งองค์เสร็จแล้ว ให้พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนพระเพลาสวมกอดพระองค์ไว้



    ส่วนนายสุนันทสารถีนั้น เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเช่นกัน แต่ไม่พบรถคนไหนที่ตนพอใจเลย เทวดาจึงดลใจให้เลือกรถมงคล แล้วก็ให้เทียมด้วยม้าที่เป็นมงคล ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์


    เมื่อเทียมรถเสร็จแล้วจึงขับเข้าสู่ถนนด้านหน้าพระราชวัง หยุดรถนั้นไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่พระราชนิเวศน์อันเป็นที่ประทับของพระนางจันทาเทวี และพระราชกุมาร  สุนันทสารถีนั้น แม้เขาจะจงรักภักดีต่อพระนางเจ้าและพระโอรสเพียงใด ก็จำต้องอดกลั้นความสงสารและเห็นใจนั้นไว้แต่เพียงภายในใจ เดินผ่านประตูเข้าสู่ห้องบรรทมอันมีสิริ



     เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระเทวีแล้วกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระเทวี ขอพระแม่เจ้าอย่าได้กริ้วข้าพระบาทเลย ข้าพระบาทรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าจงถอยออกไปก่อนเถิด อย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย?


    กราบทูลดังนี้แล้ว ก็เอาหลังมือกันพระเทวีซึ่งนั่งสวมกอดพระโอรสอยู่ให้พ้นออกไป แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารผู้บริสุทธิ์ดุจกำดอกไม้ที่งดงาม หันหลังกลับเพื่อเดินลงจากปราสาท
 
    ส่วนพระนางจันทาเทวี เมื่อถูกแย่งเอาพระโอรสออกจากอ้อมอกไป ก็ไม่อาจอดกลั้นความเศร้าโศกอันเกิดจากความพลัดพรากจากพระราชกุมารผู้เป็นที่รักได้ จึงสยายพระเกศา ทรงปริเทวนาการดังสนั่นอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น



    ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมารดากรรแสง ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลายด้วยความรักและสงสารพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระองค์ก็จะมีพระหฤทัยแตกสลายวายพระชนม์ จึงทรงใคร่ที่จะพูดด้วย  แต่เมื่อทรงนึกถึงความปรารถนาที่จะสำเร็จในเวลาอันใกล้ ก็ทรงอัดอั้นตันพระหฤทัยดำริต่อไปว่า ถ้าเราจะพูดกับพระมารดา ความพยายามที่เราทำมาถึง 16 ปี ก็จะไร้ประโยชน์ แต่เมื่อเราไม่พูดนั่นแหละ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่พระชนกพระชนนี และแก่มหาชน


    ดำริดังนี้แล้ว จึงทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ไม่ตรัสอะไรกับพระชนนี ทรงหลับพระเนตรนึกถึงศีลที่พระองค์ทรงรักษาด้วยดีมาตลอด แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งศีลที่เรารักษามาดีแล้วนี้ จงคุ้มครองพระชนนีให้ทรงปลอดภัยด้วยเถิด?



ส่วนนายสารถีนั้น อุ้มพระโพธิสัตว์ให้ขึ้นประทับบนรถแล้ว ก็ขับรถมุ่งตรงออกสู่ถนนหน้าพระราชทวารด้านทิศตะวันออก แม้คิดว่าเราจะขับรถออกจากประตูด้านทิศตะวันตกตามพระราชบัญชา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะถูกเทวดาดลใจให้ขับมุ่งตรงไปสู่ประตูด้านทิศตะวันออกนั้น

เมื่อรถแล่นถึงประตูด้านหน้าพระราชวัง พระโพธิสัตว์ทรงสดับเสียงล้อรถกระทบธรณีประตู ก็ทรงดำริว่า บัดนี้ ความพากเพียรที่เราทำมาถึง 16 ปีได้ประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ทรงมีพระหฤทัยแช่มชื่นอย่างยิ่ง


รถได้แล่นไกลออกจากพระนครไปเรื่อยๆ สิ้นระยะทางประมาณสามโยชน์ ถึงชายป่าอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่ง หากแต่ทว่าป่าแห่งนั้นได้ปรากฏแก่สายตาของนายสารถีประดุจป่าช้าผีดิบ นายสารถีจึงคิดว่า ตรงนี้แหละเหมาะสมจะเป็นสถานที่ฝังพระราชกุมาร จึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง
 
เขาคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะฝังพระองค์ไปพร้อมกับเครื่องทรงอันมีค่านี้ จึงเปลื้องเครื่องทรงของพระโพธิสัตว์ออกแล้วห่อไว้ เสร็จแล้วก็ลงจากรถถือจอบเดินออกไป แล้วเริ่มลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลจากรถนัก



ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องเคลื่อนไหวแล้ว ก็เราทำความพยายามมาถึง 16 ปีโดยไม่เคลื่อนไหวมือและเท้าเลย ก็บัดนี้กำลังของเรายังมีอยู่หรือไม่หนอ จึงค่อยๆ เอาพระหัตถ์ข้างซ้ายลูบพระหัตถ์ข้างขวา เอาพระหัตถ์ข้างขวาลูบพระหัตถ์ข้างซ้าย แล้วนวดพระบาททั้งสอง


จากนั้นจึงเสด็จลุกขึ้น ทรงดำริที่จะลงจากรถ ขณะนั้น แผ่นดินตรงที่จะประดิษฐานพระบาทของพระโพธิสัตว์ได้นูนสูงขึ้นเพื่อรองรับพระบาทของพระองค์


พระโพธิสัตว์จึงเสด็จลงจากรถ ณ สถานที่นั้น ทรงดำเนินกลับไปกลับมาสิ้นเวลาเล็กน้อย ก็ทรงทราบโดยอนุมานว่า เรามีกำลังพอที่จะเดินทางไกลได้ถึง 100 โยชน์ภายในวันเดียว



เมื่อทรงพิจารณาดูกำลังว่า ถ้าหากนายสารถีคิดจะทำร้ายเรา เราจะมีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถีหรือไม่หนอ จึงทรงทดลองจับท้ายรถยกขึ้น ก็ปรากฏว่าสามารถยกขึ้นได้อย่างสบายๆ เหมือนกับยกรถของเล่นของพวกเด็กๆ จึงทรงทราบว่าเรามีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถี เพื่อที่จะไม่ให้เขาทำอันตรายเราได้ 
 
เมื่อทรงทราบดังนี้แล้ว ก็ทรงดำริต่อไปว่า ก่อนที่จะออกบวช เราควรที่จะได้แต่งเครื่องประดับใหม่ที่เหมาะสม ในขณะนั้นเอง วิมานของท้าวสักกเทวราช ผู้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้เกิดร้อนขึ้นมาด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์ ท้าวเธอจึงทรงตรวจดูว่า เพราะเหตุอะไรหนอ


 เมื่อทรงสอดส่องลงมายังโลกมนุษย์ ก็ทรงเห็นเหตุความเป็นมาทั้งหมด จึงทรงดำริว่า ?ความปรารถนาของพระเตมิยราชกุมารถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้เธอต้องการเครื่องประดับองค์ ก็เครื่องประดับของมนุษย์ไม่คู่ควรแก่เธอ เราจะให้เตมิยราชกุมารประดับด้วยเครื่องประดับทิพย์"



ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์ให้ แล้วมีรับสั่งว่า ?วิสสุกรรม ท่านจงไปประดับพระเตมิยราชกุมาร ผู้เป็นราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ด้วยเครื่องประดับทิพย์นี้? ส่วนพระเตมิยราชกุมาร เมื่อประดับเครื่องประดับทิพย์นั้นแล้วจะสง่างามเพียงไหน เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 00:04:54 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 15


 
    จากตอนที่แล้วสุนันทสารถีได้เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเทวดาได้ดลใจให้เลือกรถที่เป็นมงคลเทียมด้วยม้ามงคลครั้นได้รถแล้วจึงนำมาจอดรอไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่ปราสาท เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระราชเทวี แล้วกราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระนางเจ้า ว่าตนรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าอย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย



กราบทูลดังนี้แล้ว ก็กันพระเทวีออก แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารเดินลงจากปราสาทไป ปล่อยให้พระนางทรงปริเทวนาการอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงได้ยินพระมารดากรรแสง ก็ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระหฤทัยของพระองค์ก็จะแตกสลาย แต่ก็ต้องตัดใจนิ่งเสียด้วยทรงนึกถึงความพยายามที่ทำมาถึง 16 ปี  ว่าหากเราไม่พูดนั่นแหละ จึงจะเกิดประโยชน์สำหรับทุกคน



จึงทรงปล่อยให้นายสารถี อุ้มพระองค์ขึ้นประทับบนรถขับมุ่งตรงออกจากพระราชวัง ด้วยพระหฤทัยที่เบิกบาน รถได้แล่นไกลออกจากพระนคร สิ้นระยะทางสามโยชน์ ถึงชายป่าแห่งหนึ่ง นายสารถีจึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง แล้วเริ่มลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลจากรถนัก



    ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องเคลื่อนไหวแล้ว จึงค่อยๆ เอาพระหัตถ์ลูบพระหัตถ์  แล้วนวดพระบาททั้งสอง จากนั้นจึงเสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินกลับไปกลับมาสิ้นเวลาเล็กน้อย แล้วก็ทรงทดลองยกรถดู ก็ปรากฏว่าสามารถยกได้อย่างอัศจรรย์ ทรงดำริต่อไปว่า ก่อนที่จะออกบวช เราควรที่จะได้แต่งเครื่องประดับใหม่ที่เหมาะสม



ในขณะนั้นเอง วิมานของท้าวสักกเทวราชได้เกิดร้อนขึ้น ท้าวเธอจึงทรงตรวจดูว่า เพราะเหตุอะไรหนอ ก็ทรงเห็นเหตุทั้งหมด จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์ให้แล้วมีรับสั่งให้นำไปประดับพระเตมิยราชกุมาร ราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช

 

พระวิสสุกรรมเทวบุตรครั้นรับพระบัญชาของท้าวสักกะแล้ว ก็นำเครื่องประดับทิพย์นั้นมาสู่โลกมนุษย์ในทันที มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ ประดุจก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ทูลขออนุญาตที่จะประดับพระกายให้ แล้วก็ประดับพระกายของพระโพธิสัตว์ให้งดงามดังว่าท้าวสักกเทวราช ด้วยเครื่องประดับที่ท้าวเธอทรงประทานมาเอง ครั้นแล้วก็ทำเครื่องประดับนั้นให้เป็นของกึ่งทิพย์กึ่งมนุษย์ แล้วก็กลับวิมานของตนดังเดิม


พระโพธิสัตว์ครั้นได้รับการประดับพระกายเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปยังที่ซึ่งสุนันทสารถีขุดหลุมอยู่ ได้ประทับยืนที่ริมปากหลุมตรัสถามนายสารถีว่า ?แน่ะนายสารถี ท่านจะขุดหลุมไปทำไม สารถีเพื่อนยาก ท่านจงบอกเราหน่อยเถิด ว่าท่านจะใช้หลุมนี้ทำประโยชน์อะไร?


ส่วนนายสารถีก็ขุดหลุมเรื่อยไป ไม่ได้สนใจแหงนหน้าขึ้นแลดูเลย ได้กล่าวตอบไปว่า ?พระโอรสของพระราชาเป็นง่อยเปลี้ย เหมือนไม่มีจิตใจ พระราชารับสั่งให้เราฝังท้าวเธอเสียในป่าแห่งนี้?

 
พระโพธิสัตว์จึงตรัสต่อว่า "ดูก่อนสารถี เราไม่ได้เป็นคนหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้มีร่างกายพิกลพิการ ดังนั้น ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่า ท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม"

 
ตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออก แล้วทรงเชื้อเชิญให้นายสารถีมองดูพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า ?เชิญท่านดูขาและแขนของเราซิ แล้วเชิญฟังคำภาษิตของเรา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่าท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม?


    สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า นี่ใครหนอ เมื่อมาถึงก็พูดสรรเสริญแต่ตนเองเท่านั้น เขาจึงหยุดพักการขุดหลุมแล้วเงยหน้าขึ้นแลดู เมื่อได้เห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ซึ่งงดงามดุจท้าวสักกะจำแลงมา ก็ทั้งอัศจรรย์และตกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับคนที่แต่งกายงดงามดังเทวดาท่ามกลางราวไพรแห่งนี้


แม้เขาจะเห็นอย่างชัดเจนด้วยนัยน์ตาทั้งสอง ก็ยังจำไม่ได้ว่าเป็นพระเตมิยราชกุมาร แต่ก็รู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยเห็น นึกรำพึงขึ้นในใจว่า ชายผู้นี้จะเป็นมนุษย์หรือเทวดากันหนอ จึงถามไปว่า ?ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกเทวราชผู้ให้ทานในกาลก่อน ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร?


เมื่อทรงเห็นว่าเป็นโอกาสอันควร ที่จะบอกให้สารถีทราบว่าพระองค์เป็นใคร และจะได้แสดงธรรมให้สารถีงดการทำร้ายพระองค์เสีย จึงตรัสว่า ?ดูก่อนสารถี เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์  ไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่าเสียในหลุมนั่นแหละ เราเป็นโอรสของพระราชาผู้ที่ท่านอาศัยร่มพระบารมีเลี้ยงชีวีตอยู่  ดูก่อนสารถี ถ้าท่านฆ่าเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม บุคคลนั่งหรือนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหัดรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็นเหมือนกิ่งไม้ ตัวท่านเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม?


เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เมื่อคนทั้งหลายเข้าไปในป่าเพื่อเลือกหาต้นไม้นำมาปลูกบ้านเรือนไว้เป็นที่อยู่อาศัย ขณะที่พักอยู่ในป่านั้นได้อาศัยนั่งหรือนอนใต้ร่มไม้ต้นใด ก็จะงดเว้นไม่หักราน ไม่ตัดไม้ต้นนั้น เพราะถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีคุณต่อตน


 ทำนองเดียวกันผู้ที่เป็นชาวนาชาวไร่ เมื่อได้ใช้วัวหรือควายตัวใดเทียมเกวียน หรือใช้ไถนาปลูกข้าว แม้เวลาผ่านไปวัวหรือควายตัวนั้นจะแก่เฒ่าจนใช้งานต่อไปไม่ได้ เขาก็จะไม่ฆ่า ไม่ขาย แต่จะเลี้ยงดูต่อไปจนมันตายไปเอง เพราะถือว่ามันทำงานเลี้ยงเรามา เมื่อมันแก่แล้วก็ควรจะเลี้ยงมันตอบแทนบ้าง ด้วยถือว่าผู้ประทุษร้ายต่อผู้มีพระคุณเป็นคนอกตัญญู เป็นคนที่ไม่น่าคบหา และชีวิตของเขาก็จะไม่เจริญ


    พระโพธิสัตว์ได้ทรงนำต้นไม้ที่คนได้อาศัยร่มเงามาตรัสเปรียบเทียบ ว่าแม้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาคนเขายังไม่หักรานกิ่ง ก็พระองค์เป็นผู้ที่มีพระคุณจึงไม่ควรที่เขาจะฆ่าได้ลงคอ เพื่อให้สารถีได้ทราบถึงคุณธรรมที่เขาควรปฏิบัติตาม ว่าถ้าหากเขาฆ่าพระองค์เสียก็เท่ากับว่าฆ่าผู้ที่มีพระคุณ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม



แม้พระโพธิสัตว์จะตรัสถึงเพียงนี้ สารถีก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง พระองค์จึงทรงดำริว่า เราจะทำให้สารถีเชื่อให้ได้ จึงได้ประกาศถึงพระบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ทำชัฏแห่งป่านั้นให้บันลือลั่นด้วยเสียงสาธุการของเทวดา

จากนั้นจึงได้ตรัสพระคาถาบูชาคุณของมิตรถึง 10 คาถา
 
คาถาที่ 1 มีใจความว่า ?บุคคลใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร ทั้งเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพของชนเป็นอันมาก บุคคลนั้นเมื่อจากบ้านเรือนของตนไปในที่ไหนๆ  ย่อมมีอาหารมากมาย? อย่างเช่นพระสีวลีมหาเถระ ซึ่งในชาติก่อนได้เคยชักชวนบุคคลเหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในศีล 5 และได้แจกจ่ายทานให้แก่คนจำนวนมาก มาในชาตินี้ เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงนำหมู่ภิกษุไปโปรดหมู่มนุษย์และเทวดาในถิ่นกันดาร ก็จะทรงชวนพระสีวลีไปด้วย สถานที่นั้นแม้จะกันดารก็กลับกลายเป็นอุดมสมบูรณ์ไปได้


คาถาที่ 2 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นไปสู่ชนบท นิคม หรือราชธานีใด ย่อมได้รับการบูชาจากหมู่ชนในสถานที่เหล่านั้น อย่างเช่นสังกิจจสามเณร ซึ่งออกบวชตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในวันที่ 8 จากวันที่บวช แม้ถูกพวกโจรนำตัวไปเพื่อฆ่าบูชายัญ แต่ทำอย่างไรก็ฆ่าท่านไม่สำเร็จ ท้ายที่สุดจึงเกิดความเลื่อมใสได้ทิ้งดาบเลิกความเป็นโจร แล้วก้มลงกราบกล่าวมอบตนเป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งหมด
 
คาถาที่ 3 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร พวกโจรย่อมไม่ทำร้ายบุคคลผู้นั้น แม้กษัตริย์ก็เบียดเบียนเขาไม่ได้ เขาย่อมล่วงพ้นภัยจากหมู่อมิตรทั้งปวงเสียได้ อย่างเช่นโชติกเศรษฐี ผู้มีปราสาทแก้ว เสวยมนุษย์สมบัติดุจพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยผลบุญที่ตนเคยทำมาในกาลก่อน ขณะที่ท่านฟังธรรมอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน พระเจ้าอชาติศัตรูได้ยกกองทัพมาเพื่อยึดเอาปราสาทของท่าน แต่กลับถูกยักษ์ที่เฝ้าสมบัติของท่านขับไล่ให้หนีเตลิดไป


คาถาที่ 4 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นมิได้โกรธเคืองต่อใครๆ มา เขาย่อมมีไมตรีจิตกลับมาสู่เรือน เป็นผู้สูงสุดในหมู่ญาติ เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมในสภา เขาย่อมได้รับความยินดีปรีดาในสภานั้น

 
คาถาที่ 5 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เมื่อเขาสักการะคนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้รับการสักการะตอบ เมื่อเคารพคนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้รับการเคารพตอบ เขาย่อมได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในที่นั้นๆ
 
คาถาที่พระเตมิยราชกุมารตรัสยังไม่จบ แต่คาถาที่เหลือนั้นท่านจะตรัสอย่างไรอีก โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 09:07:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 16

 

    จากตอนที่แล้ว พระวิสสุกรรมเทวบุตรได้รับพระบัญชาของท้าวสักกเทวราช ให้นำเครื่องประดับทิพย์มาประดับกายพระโพธิสัตว์  ซึ่งพระโพธิสัตว์ครั้นได้รับการประดับพระกายเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปประทับยืนที่ริมปากหลุมตรัสถามนายสารถีว่า ท่านจะขุดหลุมไปทำไม ส่วนนายสารถี ได้กล่าวตอบไปว่า พระโอรสของพระราชาเป็นง่อยเปลี้ย  พระราชารับสั่งให้เราฝังท้าวเธอเสียในป่า


    พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า เราไม่ได้เป็นคนหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่า ท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แล้วจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออกตรัสเชื้อเชิญให้สารถีมองดูพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า เชิญท่านดูขาและแขนของเราซิ แล้วเชิญฟังคำภาษิตของเรา

 
    สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า เขาเป็นใครหนอ จึงหยุดพักการขุดหลุมแล้วเงยหน้าขึ้นแลดู เมื่อได้เห็นพระโพธิสัตว์ ก็อัศจรรย์ใจ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนที่แต่งกายงดงามดังเทวดาท่ามกลางราวไพรแห่งนี้ จึงถามไปว่า ท่านเป็นใคร เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกเทวราช หรือว่าเป็นบุตรของใคร



    พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า  เราไม่ใช่เทวดา  แต่เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่านั่นแหละ บุคคลนั่งหรือนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็นเหมือนกิ่งไม้ ตัวท่านเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม


    แม้พระโพธิสัตว์จะตรัสอย่างนี้ สารถีก็ยังไม่เชื่อ พระองค์จึงได้ตรัสพระคาถาบูชาคุณของมิตร  5 คาถาแรกมีใจความว่า บุคคลใดมิได้ประทุษร้ายมิตร ทั้งเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพของชนเป็นอันมาก บุคคลนั้นเมื่อไปสู่ที่ใด  ย่อมมีอาหารมากมาย ได้รับการบูชาจากหมู่ชน พวกโจรย่อมไม่ทำร้ายบุคคลนั้น แม้กษัตริย์ก็เบียดเบียนเขาไม่ได้  เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมในสภา ย่อมเกิดความยินดีปรีดา  ได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในที่นั้นๆ


    มิตรภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกว่าจะสร้างให้เกิดขึ้นได้นั้นแสนยากต้องใช้เวลานาน บุคคลแม้มีมิตรที่ดีเพียงคนเดียว แต่ถ้าหากรักษามิตรภาพนั้นให้ยั่งยืน ย่อมได้ที่พึ่งอาศัยอันอบอุ่น ประดุจบุตรได้กลับเข้าสู่อ้อมอกของมารดาฉะนั้น  อย่างเช่น พระสารีบุตรเถระกับพระมหาโมคคัลลานะเถระ  ซึ่งได้เคยทำหน้าที่มิตรที่ดีต่อกันมาหลายชาติ มาในชาติสุดท้าย พระสารีบุตรเถระเมื่อครั้งยังบวชเป็นปริพาชกได้พบพระอัสสชิเถระก่อน แล้วได้ฟังอมตะธรรมจากท่าน ก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรโดยได้นำอมตะธรรมนั้นมาบอกแก่เพื่อน ในที่สุดทั้งสองท่านจึงได้มาเป็นพระอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ด้วยมิตรภาพที่ดีซึ่งได้เป็นกัลยาณมิตรต่อกันเรื่อยมา



    พระเตมิยราชกุมารเมื่อตรัสมาถึงคาถาที่ 5 ทรงเห็นว่าสุนันทสารถียังฟังพระองค์อยู่ จึงตรัสคาถาที่ 6 ต่อไปว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นบูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้รับการบูชาตอบ ไหว้ผู้อื่นก็ย่อมได้รับการไหว้ตอบ เขาย่อมได้รับเกียรติยศเป็นอันมาก


คาถาที่ 7 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองดังกองเพลิง ย่อมไพโรจน์ดุจเทวดาผู้มีสิริประจำตัวฉะนั้น?


คาถาที่ 8 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โคทั้งหลายของบุคคลผู้นั้นย่อมตกลูกบ่อยๆ ธัญพืชที่หว่านในนาย่อมงอกงาม เขาย่อมได้บริโภคผลของพืชพันธ์ที่ได้หว่านเอาไว้อย่างแน่นอน?


คาถาที่ 9 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นแม้ตกเหว ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ย่อมได้ที่พึ่งอาศัย ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด?


คาถาที่ 10 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เหล่าอมิตรย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้นไม่ได้ ดุจต้นไทรพุ่มใหญ่ที่มีรากงอกงาม ซึ่งพายุไม่อาจพัดให้ล้มลงได้ฉะนั้น?
 
    ธรรมดาผู้ที่บูชามิตรทั้งหลาย แม้ตนเองก็ย่อมได้รับการบูชาตอบ ผู้มีปกติสักการะ บูชา และกราบไหว้แด่กัลยาณมิตรมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ในชาติต่อไปเขาย่อมเกิดในตระกูลสูง ย่อมได้รับการสักการะ และบูชาในภพชาตินั้นๆ อย่างเช่นพระอรหันต์เถระทั้งหลาย ซึ่งแต่ละท่านได้สักการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาดีแล้วในภพชาติก่อนๆ มาในภพชาตินี้เมื่อได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมได้รับการสักการบูชาอย่างสูงสุด



    ฝ่ายสุนันทสารถีแม้จะได้ฟังพระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถาถึง 10 คาถา ก็ยังจำเคลือบแคลงสงสัยว่าท่านผู้นี้เป็นใครกันหนอ หรือว่าจะเป็นพระเตมิยราชกุมารจริงๆ จึงได้ขึ้นจากหลุมเดินไปดูที่รถ ก็มิได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำได้ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอนว่า ?ข้าแต่พระราชโอรส ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด ข้าพระบาทจะนำพระองค์กลับสู่ราชมณเฑียร ขอพระองค์จงครองราชย์สมบัติ ขอจงทรงพระเจริญ พระองค์จะอยู่ทำอะไรในป่านี้เล่า?
     

    พระโพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสารถีว่า ?แน่ะสารถี เราไม่ต้องการราชสมบัติซึ่งพรั่งพร้อมด้วยหมู่ญาติและโภคทรัพย์ ที่จะต้องได้มาพร้อมกับการประพฤติอธรรม?



    ส่วนสารถียังมีความหวังว่า อย่างไรเสียพระราชกุมารก็คงจะเสด็จกลับเพื่ออนุเคราะห์ตนให้ได้รางวัล จึงกราบทูลว่า
        ?ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลอันน่าปลื้มใจ พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์ 


    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว นางสนมและกุมารทั้งหลาย ทั้งพ่อค้าและพราหมณาจารย์จะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ 


    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพราบทั้งหลายจะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ 



    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว ชาวนิคม ชาวชนบทผู้มีทรัพย์มากจะประชุมกันให้รางวัลแก่ข้าพระองค์?


    เป็นปกติธรรมดาของคนทั้งหลาย จะพูดหรือจะทำอะไรก็ตาม ย่อมหวังผลตอบแทนเป็นค่าจ้างและรางวัล สุนันทสารถีก็เช่นกัน เมื่อเห็นผลตอบแทนที่จะได้อย่างมหาศาล จากการเสด็จกลับของพระราชกุมารรออยู่เบื้องหน้า จึงทูลอ้อนวอนพระราชกุมารขอให้เสด็จกลับด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม



 
    แต่พระราชกุมารผู้ซึ่งได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งราชสมบัติมาได้อย่างแสนลำเค็ญ เมื่อทรงสดับคำของสารถีแล้วจึงตรัสบอกให้เขาทราบว่า ?พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาวแว่นแคว้น ชาวนิคม และกุมารที่เป็นเพื่อนของเราก็สละเราแล้ว  เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย?


    เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความสำเร็จที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสอย่างล้นพ้น จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า ?ความหวังของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน ความประพฤติชอบของเราที่ได้พยายามมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้สำเร็จผลแล้ว  ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดนะนายสารถี ว่าประโยชนที่จะพึงเกิดขึ้นโดยชอบ ของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อนย่อมเกิดผลแน่นอน ความประพฤติชอบของเราสำเร็จผลแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมมีแต่ความปลอดโปร่งใจ ไม่มีภัยจากที่ไหนอีก?


    พระโพธิสัตว์ได้เปล่งคำอุทานขึ้นอย่างนี้ด้วยทรงดำริว่า ความปรารถนาที่พระองค์ตั้งเอาไว้ถึง 16 ปี บัดนี้ความปรารถนานั้นประสบผลสำเร็จถึงที่สุดแล้ว แม้ว่าจะต้องทุกข์ทรมานมานานหลายปี แต่เมื่อปณิธานนั้นประสบผล ความสำเร็จนั้นย่อมงดงาม ควรค่าแก่การรอคอยจึงตรัสเช่นนั้น ส่วนสุนันทสารถีแม้ได้ฟังพระดำรัสที่งดงามถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่สิ้นหวังที่จะเชิญพระราชกุมารให้เสด็จกลับ แต่เขาจะกล่าวอย่างไรต่ออีก โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 11:46:37 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 17
 


    จากตอนที่แล้วพระเตมิยราชกุมารได้ตรัสคาถาที่ 6 ต่อไปตามลำดับจนถึงคาถาที่ 10 มีใจความว่าบุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นกราบไหว้บูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้รับการกราบไหว้บูชาตอบ เขาย่อมรุ่งเรืองดุจเทวดาผู้มีสิริ โคทั้งหลายของเขาย่อมตกลูกบ่อยๆ ธัญพืชที่หว่านในนาย่อมงอกงาม  แม้ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ก็ไม่เป็นอันตราย เหล่าอมิตรย่ำยีบุคคลนั้นไม่ได้ ดุจพุ่มไทรที่ไม่ล้มด้วยแรงลมฉะนั้น”



    ฝ่ายสุนันทสารถีแม้จะได้ฟังถึง 10 คาถา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่พระเตมิยราชกุมารหรือไม่ จึงได้ขึ้นจากหลุมเดินไปดูที่รถ ก็มิได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ กลับมาดูอีกทีจึงจำได้ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาท ประคองอัญชลีทูลวิงวอน ขอให้พระราชกุมารเสด็จกลับพระนคร


    พระโพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสารถีว่า  เราไม่ต้องการราชสมบัติ ที่จะต้องได้มาพร้อมกับการประพฤติอธรรมส่วนสารถียังมีความหวังว่า อย่างไรเสียพระราชกุมารก็คงจะเสด็จกลับ จึงกราบทูลว่า  ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลอันน่าปลื้มใจ พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์



    แต่พระราชกุมารผู้ซึ่งได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งราชสมบัติมาได้อย่างแสนลำเค็ญ เมื่อทรงสดับคำของสารถีแล้วจึงตรัสบอกให้เขาทราบว่า “พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาวแว่นแคว้น ชาวนิคม และกุมารที่เป็นเพื่อนของเราก็สละเราแล้ว  เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย”



    เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความสำเร็จแห่งความเพียงที่ได้ทรงทำมาอย่างยาวนาน ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสอย่างล้นพ้น จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “ความหวังของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน ความประพฤติชอบของเราที่ได้พยายามมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้สำเร็จผลแล้ว  ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดนะนายสารถี ว่าประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นโดยชอบ ของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อนย่อมเกิดผลอย่างแน่นอน ความประพฤติชอบของเราสำเร็จผลแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมมีแต่ความปลอดโปร่งใจ ไม่มีภัยจากที่ไหนอีก”



    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมารเช่นนั้นแล้ว เมื่อยังมองไม่เห็นคุณค่าของการบวชอยู่แต่ผู้เดียว เที่ยวกินใบไม้ผลไม้อยู่ในป่า ไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติอันจะนำมาซึ่งความสะดวกสบายว่าจะมีประโยชน์อะไร


    มองเห็นแต่ประโยชน์ที่เกิดแก่พระราชา พร้อมทั้งพระราชเทวี กับทั้งประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติรัฐสีมา ว่าถ้าหากพระราชกุมารเสด็จกลับไปครองราชย์ ประเทศชาติก็จะรุ่งเรือง พระราชาต่างเมืองแคว้นไหนก็ไม่อาจจะข่มขี่ได้


    ทั้งราชสมบัติอันเป็นของประจำตระกูลที่พระราชบิดาทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะทรงอภิเษกให้ได้ขึ้นครองราชย์ก็รออยู่เบื้องหน้า ซึ่งใครๆ ก็ปรารถนาแต่วาสนาเขาไม่ถึง ส่วนสำหรับพระองค์นั้นตำแหน่งอันเลิศที่สุดของรัฐรออยู่แล้ว แต่กลับไม่เอา พระองค์จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร
 
    จึงกราบทูลให้พระราชกุมารกลับพระนครสืบไปว่า “ข้าแต่พระราชกุมาร พระวาจาของพระองค์ช่างไพเราะเสียจริง พระองค์มีพระดำรัสตรัสสละสลวยถึงเพียงนี้ แต่เหตุไฉน ก่อนนี้พระองค์ถึงไม่ทรงตรัสสิ่งใดกับพระชนกและพระชนนีเลย ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด การอยู่ในป่าคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร”



        พระเตมิยราชกุมารทรงเห็นว่าสารถียังไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทำมา ไม่รู้มโนปณิธานของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสอธิบายให้เขาเข้าใจ และบอกความประสงค์ว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับอย่างแน่นอนว่า “สุนันทสารถี เธอจงฟังให้ดี เราจะเล่าให้เธอฟังทั้งหมด  เราไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นคนหูหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ที่เราต้องแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยพิกลพิการเช่นนั้น เพราะเหตุที่เราระลึกชาติหนหลังได้ว่า ในปางก่อนโน้นเราเคยครองความเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้อยู่เพียง 20 ปี  แต่ในที่สุดเมื่อเราละโลกไปแล้ว กลับต้องไปตกนรก ถูกทรมานให้เร่าร้อนหมกไหม้ ทุรนทุรายอยู่ถึงแปดหมื่นปี  ก็เพราะเหตุนี้แหละ เราถึงไม่ปรารถนาที่จะพูดกับพระชนกและพระชนนี จึงได้แต่แสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ เราสู้อุตส่าห์อดทนมานานถึงสิบหกปี เพียงเพื่อปรารถนาจะพ้นไปจากความเป็นกษัตริย์ และบัดนี้เมื่อเราได้ทำสำเร็จแล้ว เราจึงไม่ต้องการที่จะหวนคืนสู่พระนครอีก แต่จะขอบวชบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้”



    สุนันทสารถีกราบทูลด้วยความเป็นห่วงว่า  “ข้าพระบาทเกรงว่า หากพระองค์ประทับอยู่ในป่าเพียงลำพัง ก็ลำบากพระวรกาย ต้องอดอยากทุกข์ยากมากมาย และอาจเกิดอันตรายแก่พระองค์ได้นะ พระเจ้าข้า”


     “ไม่มีอันตรายหรอก สุนันทสารถี ธรรมดาผู้ที่ออกบวช จะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเสีย ทั้งทรัพย์สฤงคาร บุตรภรรยา ยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วจึงมุ่งแสวงอริยทรัพย์ภายในเป็นสำคัญ  ดังนั้น นักบวชจึงไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์อันเป็นโลกียทรัพย์ เมื่อไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็จะไม่คิดจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น จึงไม่เกิดการกระทบกระทั่ง เมื่อไม่กระทบกระทั่ง ก็ย่อมไม่มีศัตรูมาทำร้าย ดังนั้น เราจึงกล่าวว่าเพศนักบวชเป็นเพศของผู้ไม่มีภัยจากที่ไหน”


    ข้าแต่พระราชกุมาร การบวชอยู่ในป่าไร้เสียซึ่งทรัพย์สมบัติ ไม่มีบุตรและภรรยาที่คอยเอาใจให้ความอบอุ่นจะมีความสุขได้อย่างไร เมื่อพระองค์ได้ครองราชย์ย่อมมีพระราชทรัพย์มากมายก็สามารถทำบุญให้ทาน สามารถรักษาศีล ชำระหนทางแห่งสวรรค์ให้กระจ่างได้ การบวชเสียแต่ยังหนุ่มจะมีประโยชน์อะไร”



    สุนันทสารถี เธอจงฟังและคิดดูให้ดี ครั้งเรายังเป็นทารกเกิดได้ไม่นาน ในครั้งนั้นพระชนกของเรา อุ้มเราให้นั่งบนตัก แล้วตรัสสั่งข้อความว่า จงฆ่าโจรคนหนึ่งด้วยหอกอันคม จงจองจำโจรคนหนึ่งด้วยขื่อคา จงเฆี่ยนโจรคนหนึ่งให้ตายด้วยหวายหนาม และจงเสียบโจรคนหนึ่งให้ตายอยู่บนหลาว  เราได้ฟังรับสั่งอันหยาบคายร้ายกาจที่พระชนกตรัสแล้วก็สะดุ้งกลัว ไม่ต้องการเสวยราชสมบัติ ถึงแม้เราไม่ได้เป็นง่อยเปลี้ยก็แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นใบ้ก็แกล้งทำเป็นใบ้ ไม่ได้หูหนวกก็แกล้งทำเป็นหูหนวก เพื่อต้องการพ้นจากราชมณเฑียรนั้นให้ได้  สุนันทสารถี ชีวิตนี้เป็นของน้อย มีความปลื้มใจเพียงนิดหน่อย แต่ประกอบด้วยทุกข์มากมาย เราจะอาศัยชีวิตอันนิดหน่อยนี้ก่อเวรใหม่เพิ่มขึ้น แล้วต้องไปตกอยู่ในอบายตลอดกาลยาวนานเพื่อประโยชน์อะไร ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดสารถี การบวชเป็นหนทางกว้างที่จะทำให้พ้นจากอกุศลกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น และมีโอกาสว่างเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมคือฌานและอภิญญา เราเห็นคุณประโยชน์ดังนี้จึงออกบวช พรหมจรรย์ของเราสำเร็จแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยจากที่ไหน"
 
    สุนันทสารถีใคร่ครวญตามพระดำรัสนั้น ก็เห็นจริงตามที่พระกุมารตรัสแล้วทุกประการ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า มีสติเตือนตนได้ว่า “พระราชกุมารนี้ไม่ทรงอาลัยในสิริราชสมบัติเลยแม้แต่น้อย ทรงทิ้งราชสมบัติโดยไม่มีความเยื่อใย เหมือนบ้วนก้อนเขฬะ  ทรงยอมพระองค์ทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานาน เพียงเพื่อให้พ้นจากราชมณเฑียร แม้จะทรงทุกข์ยากเพียงไรก็ไม่ทำลายความตั้งใจเดิมที่จะผนวช แล้วตัวของเราเล่า จะมามัวห่วงใยชีวิตที่บ่ายหน้าไปสู่ความตายทำไมกัน อย่ากระนั้นเลย เราจะออกบวชพร้อมพระองค์ในวันนี้แหละ”


        ตัดสินใจดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระราชกุมาร ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระบาทด้วยเถิด ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตให้ข้าพระบาทได้บวชตามพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”


    พระราชกุมารทรงฟังคำอ้อนวอนของสุนันทสารถีแล้ว ก็ทรงทราบว่าเขาต้องการจะบวชตามพระองค์จริงๆ แต่จะมีรับสั่งอย่างไร เพราะถ้าหากทรงอนุญาตให้สารถีบวชพร้อมกับพระองค์ ก็เท่ากับว่าทั้งพระองค์และสารถีได้หายสาบสูญไปจากพระนคร เหมือนกับได้ตายจากไป พระราชบิดา พระราชมารดาก็คงต้องเศร้าโศกอยู่เหมือนเดิม ใครเขาจะชื่นชมอนุโมทนา เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 17:06:12 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 18

 


    จากตอนที่แล้ว พระเตมิยราชกุมารได้ทรงสดับคำกราบทูลขอให้เสด็จกลับพระนครจากสุนันทสารถีแล้ว ก็ไม่ได้ทรงยินดีด้วย เพราะมุ่งจะทรงผนวชเพียงอย่างเดียว จึงตรัสว่า ?เราเป็นคนไม่มีเหย้าเรือน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย?


    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมารแล้ว ก็มองไม่เห็นคุณค่าของการบวชว่าจะมีประโยชน์อะไร มองเห็นแต่ประโยชน์ที่เกิดแก่ประเทศชาติแบบโลกๆ ว่าถ้าหากพระราชกุมารกลับไปครองราชย์ ประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง  จึงกราบทูลให้พระราชกุมารกลับพระนครสืบไป


    พระเตมิยราชกุมารทรงเห็นว่าสารถียังไม่เข้าใจ ในมโนปณิธานของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสอธิบายว่า ที่เราต้องแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยพิกลพิการตลอดมา เพราะเหตุที่เราระลึกชาติหนหลังได้ว่า ในปางก่อนเราเคยเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ ผลสุดท้ายกลับต้องไปตกนรกทุรนทุรายอยู่ถึงแปดหมื่นปี  ดังนั้น เราจึงไม่ต้องการที่จะหวนคืนสู่พระนครอีก แต่จะขอบวชบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้


    เมื่อทรงเห็นว่าสารถียังไม่เข้าใจ จึงทรงอธิบายต่ออีกว่า ครั้งเรายังเป็นทารก พระชนกอุ้มเราให้นั่งบนตัก แล้วตรัสสั่งให้ฆ่าโจรทั้ง 4 คนด้วยเครื่องประหารต่างๆ กัน เราได้ฟังรับสั่งอันร้ายกาจนั้นแล้วก็สะดุ้งกลัว ไม่ต้องการเสวยราชสมบัตินั้นอีก สุนันทสารถีเอย ชีวิตนี้เป็นของน้อย มีความปลื้มใจเพียงนิดหน่อย เราจะอาศัยชีวิตอันนิดหน่อยนี้ก่อเวรใหม่เพิ่มขึ้น แล้วต้องไปตกสู่อบายทุกข์ทรมานตลอดกาลยาวนานทำไมเล่า


   
    สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม จึงกราบทูลว่า  ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระบาทด้วยเถิด ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตให้ข้าพระบาทได้บวชตามพระองค์ด้วยเถิด


    พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้นก็มีพระหฤทัยยินดี แต่ก็ทรงมีพระดำริว่า ?หากเรายินยอมให้เขาบวชเสียแต่บัดนี้ ผู้คนทั้งหลายก็จะคิดว่า พระเตมิยราชกุมารได้หายสาบสูญไปพร้อมกับสุนันทสารถี เห็นทีว่าพระองค์คงจะถูกยักษ์จับกินเสียแล้วเป็นแน่

 
    หากไม่มีผู้ใดกราบทูลให้พระชนกและพระชนนีทรงทราบความเป็นไปของเรา ทั้งสองพระองค์ก็คงจะไม่สร่างจากความเศร้าโศก การบวชของเราในครั้งนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เราควรที่จะบอกข่าวการบวชของเราแด่พระชนกพระชนนี พระพี่เลี้ยงนางนม และกุมารทั้ง 500 ผู้เป็นสหายของเราให้ได้ทราบ


 
    เมื่อพระประยูรญาติของเราได้ทรงทราบแล้ว ก็จะทรงโสมนัสรีบเสด็จมา การที่เราจะแสดงธรรมโปรดพระชนกและพระชนนีให้ทรงพระเจริญในกุศลธรรมก็จะสะดวก การบวชของเราก็จะมีคุณค่ายิ่งใหญ่ไพศาล


    ดำริเช่นนี้แล้ว จึงทรงยับยั้งเขาไว้ก่อน ด้วยพระดำรัสว่า ?สุนันทสารถี บัดนี้เธอยังไม่สมควรบวชอยู่กับเรา เพราะเธอยังเป็นหนี้หลวงอยู่ ฉะนั้นเธอจงนำราชรถกลับไปคืนเสียก่อน เธอควรที่จะกราบทูลพระราชบิดาและพระราชมารดาของเราให้ทรงทราบความจริงเสียก่อน


    เมื่อเปลื้องความเป็นหนี้นั้น และกราบทูลให้พระประยูรญาติของเราทรงทราบความจริงแล้ว หากเธอยังมีความศรัทธาที่จะออกบวชตามเรา จึงค่อยกลับมาบวช เพราะคนผู้ไม่มีหนี้จึงจะบวชได้ การบวชโดยความเป็นไทอย่างนี้คนทั้งหลายก็จะไม่นินทา แม้ท่านผู้แสวงหาคุณธรรมทั้งหลายก็สรรเสริญ?



    สุนันทสารถีฟังพระดำรัสแล้ว ก็ยังมีความหวั่นวิตกอยู่ว่า ?หากพระเจ้ากาสิกราชและพระราชมารดาทรงทราบความจริงแล้ว พระองค์จะต้องเสด็จมาพบพระราชกุมารอย่างแน่นอน ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราในการนำเสด็จโดยไม่ต้องสงสัย
 
    อีกประการหนึ่ง หากพระองค์ได้ทรงพบพระราชกุมารตามพระประสงค์ ก็จะเป็นความดีความชอบของเรา แต่หากว่าพระองค์เสด็จมาแล้ว แต่กลับไม่ทรงพบพระราชกุมาร พระองค์ก็คงจะต้องลงพระราชทัณฑ์แก่เราเป็นแน่ เราควรจะต้องทูลขอปฏิญญาจากพระราชกุมาร เพื่อมิให้พระองค์เสด็จไปที่อื่นเสียก่อน?


    คิดดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระราชกุมาร ขอพระองค์ทรงโปรดกระทำตามคำวิงวอนของข้าพระบาทด้วยเถิด ข้าพระบาทยินดีที่จะกระทำตามพระบัญชา หากแต่ว่าพระองค์จะต้องทรงประทับอยู่ ณ ที่นี้ไปจนกว่าข้าพระบาทจะนำเสด็จพระราชบิดาและพระราชมารดามาถึง เพียงเท่านี้ ก็จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าพระองค์อย่างสูงสุดแล้ว พระเจ้าข้า?



    พระโพธิสัตว์ตรัสรับรองว่า ?ได้สิ สุนันทสารถี เราจะทำตามคำที่เธอขอ  แม้ตัวเราเองก็ปรารถนาจะเห็นพระชนกพระชนนีเสด็จมาในที่นี้เช่นกัน ขอให้เธอรีบกลับไปเถิด แล้วจงแจ้งข่าวนี้ให้แก่พระประยูรญาติของเราให้ทรงทราบว่า เรายังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ดีทุกอย่าง แล้วอย่าลืมกราบบังคมทูลพระชนกชนนีแทนเราด้วยว่า เราขอถวายบังคมพระบาทของทั้งสองพระองค์?


    ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ไปสู่ทิศอันเป็นที่ตั้งของพระนครพาราณสี น้อมพระกายลงถวายบังคมพระชนกและพระชนนีด้วยเบญจางคประดิษฐ์อย่างนอบน้อม


    ฝ่ายสุนันทสารถีน้อมรับพระดำรัสนั้นด้วยความปลื้มใจ กระทำประทักษิณพระกุมารแล้วจึงถวายบังคมตรงพระยุคลบาทของพระองค์อีกครั้ง จากนั้นจึงขึ้นสู่ราชรถ แล้วขับเข้าสู่พระนครพาราณสีโดยเร็ว



    ฝ่ายพระนางเจ้าจันทาเทวี นับแต่ถูกพรากพระราชกุมารไปจากอ้อมอก พระนางก็เอาแต่กันแสงร่ำไห้ด้วยพระหฤทัยหมองเศร้า พระนางเจ้าทรงตรอมพระหฤทัย จนแทบจะไม่เสวยพระกระยาหารเลย กระทั่งพระกายเริ่มซูบซีด และนอกจากนี้ พระนางยังไม่ยอมตรัสสิ่งใดกับพระเจ้ากาสิกราชเลย จนท้าวเธอไม่ทรงสบายพระหฤทัยเป็นอย่างมาก
 
ตลอดวันที่ผ่านมา พระนางไม่เสด็จไปในที่ใดเลย  นอกเสียจากประทับนั่งอยู่ตรงช่องพระแกลที่เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา สายพระเนตรจับจ้องดูหนทาง ณ เบื้องล่าง คอยทอดพระเนตรการกลับมาของสุนันทสารถี ด้วยมีพระประสงค์ที่จะทราบข่าวของพระราชกุมารก่อนผู้ใด


     แต่แล้วเมื่อสุนันทสารถีกลับมาถึงพระนครพร้อมด้วยราชรถที่ว่างเปล่า พระนางทรงทอดพระเนตรเห็นการกลับมาของเขาเพียงลำพังผู้เดียว ก็ยิ่งทรงกันแสง น้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์ รำพันด้วยความโศกเศร้าว่า



     ?นั่นนายสารถีมาถึงแล้ว ลูกรักของแม่ ป่านฉะนี้ เจ้าคงจะถูกเขาฝังทั้งเป็นเสียแล้วกระมัง โถ! เตมิยกุมารผู้เป็นศรีสง่าของแผ่นดิน บัดนี้ พวกศัตรูหมู่พาลต่างแคว้น เขาคงจะพากันหยามหยันเจ้าเป็นแน่?


    ครั้นนายสุนันทสารถีก้าวลงจากราชรถได้เท่านั้น พระนางก็มิได้ทรงรีรอ รับสั่งให้สุนันทสารถีเข้าเฝ้าทั้งๆ ที่พระนางก็ยังทรงกันแสงอยู่


    พระนางรีบตรัสซักถามด้วยพระหฤทัยที่เศร้าสร้อยว่า ?ลูกเราเป็นใบ้หรือเปล่า เป็นง่อยหรือเปล่า เวลาเจ้าฝังลูกของเรา ลูกเราได้ร้องบ้างหรือเปล่า บอกเราสิ บอกมาเถิด สุนันทะ ขณะที่ท่านฝังลูกเราน่ะ ลูกเราขยับเขยื้อนมือเท้าบ้างหรือเปล่า บอกเราเถิด เราอยากจะรู้เหลือเกิน?


    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็สุดแสนจะสงสารพระนาง รีบกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระบาทกำลังจะกราบทูล พระเจ้าข้า ขอได้ทรงโปรดพระกรุณา โปรดประทานอภัยแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด ข้อที่ข้าพระบาทได้ฟังหรือได้เห็นมาเช่นไร ข้าพระบาทขอกราบทูลแด่พระแม่เจ้าตามความเป็นจริงทุกประการ พระเจ้าข้า?


    พระนางเจ้าจันทาเทวีตรัสว่า ?สุนันทะ เราให้อภัย เธอไม่ต้องกลัว ขอเธอจงพูดตามความเป็นจริงเถิด?


    สุนันทสารถีจึงได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ไม่น่าเชื่อเลย พระเจ้าข้า ว่าพระราชกุมารผู้ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระกายมานานถึงสิบห้าปี แต่ทว่า บัดนี้พระองค์กลับมีพระกำลังเดินเหินอย่างแคล่วคล่อง ทรงมีพระอวัยวะสมบูรณ์ทุกส่วน พระรูปโฉมก็งามสง่า ทั้งพระดำรัสที่ตรัสก็ช่างไพเราะ น่าฟังยิ่งนัก พระเจ้าข้า?



    ?เธอว่าอย่างไรนะ นายสารถี?  ท้าวเธอทรงไต่ถามด้วยความตื่นเต้นระคนความสงสัย ว่าที่นายสารถีกราบทูลนั้นจะเป็นความจริงไปได้อย่างไร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ก็ทรงทดลองพระราชกุมารอย่างอุกฤษฏ์มาตลอด ก็ไม่เคยได้ทรงเห็นเธอเคลื่อนไหวพระหัตถ์และพระบาทเลย ยังทรงสงสัยอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จึงตรัสถามย้ำเช่นนั้น ส่วนนายสารถีจะกราบทูลอธิบายต่ออีกอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 21:23:32 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 19


   
    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำกราบทูลขอบวชตามพระองค์ของสุนันทสารถีก็ทรงมีพระหฤทัยยินดี แต่ก็ทรงมีพระดำริว่า ?หากเรายินยอมให้เขาบวชเสียแต่บัดนี้ ผู้คนทั้งหลายก็จะเข้าใจว่า พระราชกุมารกับสุนันทสารถีได้สูญหายไปทั้งสองคน เห็นทีว่าพระองค์คงจะถูกยักษ์จับกินเสียแล้ว พระชนกและพระชนนีก็จะไม่ทรงทราบความเป็นไปของเรา ทั้งสองพระองค์ก็คงจะไม่สร่างจากความเศร้าโศก เราควรที่จะบอกข่าวการบวชของเราแด่พระชนกพระชนนีให้ทรงทราบ เมื่อพระประยูรญาติของเราได้ทราบแล้ว ก็จะทรงโสมนัสรีบเสด็จมา ดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสบอกนายสารถีให้นำราชรถกลับไปคืนเสียก่อน และจงกราบทูลพระราชบิดาพระราชมารดาของเราให้ทรงทราบความจริงด้วยว่า เราไม่ได้เป็นใบ้



    สุนันทสารถีฟังรับสั่งนั้นแล้ว ก็กราบทูลขอให้พระราชกุมารประทับรออยู่ ณ ที่นั้นจนกว่าตัวเขาจะนำเสด็จพระราชบิดามาถึง แล้วจึงกราบทูลลาพระราชกุมาร จากนั้นจึงขึ้นสู่ราชรถ แล้วขับเข้าสู่พระนครพาราณสีโดยเร็ว


    ฝ่ายพระนางเจ้าจันทาเทวี  ยังคงประทับนั่งทอดพระเนตรการกลับมาของสุนันทสารถี ด้วยพระหฤทัยที่จรดจ่อ เมื่อทรงเห็นสุนันทสารถีกลับมาพร้อมด้วยราชรถที่ว่างเปล่า ก็ยิ่งทรงพระกันแสงน้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์  รับสั่งถามสารถีในทันทีที่เข้าเฝ้าว่า ?ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง เวลาเจ้าฝังลูกของเรา ลูกเราได้ร้องบ้างหรือเปล่า ลูกเราขยับเขยื้อนมือเท้าบ้างหรือเปล่า?



    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสถามดังนั้น ก็สุดแสนจะสงสารพระนาง รีบกราบทูลเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบว่า พระราชกุมารทรงมีพระอวัยวะสมบูรณ์ทุกส่วน ทรงพระดำเนินคล่องแคล่ว ทั้งทรงมีพระปัญญา ตรัสพระวาจาได้ไพเราะสละสลวยน่าฟังยิ่งนัก พระนางเจ้าทรงได้สดับดังนั้นจึงตรัสถามย้ำด้วยทรงตื่นเต้นระคนสงสัยว่า ?เธอว่าอย่างไรนะ นายสารถี?



    สุนันทสารถีจึงกราบทูลอธิบายต่อไปว่า ?ขอเดชะ ใต้ฝ่าพระบาท แท้จริงแล้ว พระราชกุมารมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาหรือเป็นบ้าใบ้แต่อย่างใดเลย พระเจ้าข้า แต่ที่พระองค์ทรงแสร้งประพฤติเช่นนั้น เพราะไม่ทรงปรารถนาจะครองราชสมบัติ ด้วยเพราะเหตุที่ทรงระลึกชาติได้ว่า ในชาติปางก่อนนั้นพระองค์เคยครองราชสมบัติอยู่ 20  ปี ได้เคยสั่งประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วต้องไปชดใช้กรรมในนรกถึงแปดหมื่นปี พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก ตั้งแต่นั้นมา จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจพระองค์ว่าเป็นคนเขลา เป็นคนกาลกิณี เพื่อประสงค์จะออกไปจากพระนครนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทรงผนวชให้ได้ พระเจ้าข้า?
 
    ?แล้วตอนนี้ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง นายสารถี? พระนางเจ้าจันทาเทวีทรงซักถามด้วยพระหฤทัยที่โสมนัสและเป็นห่วงในพระโอรส


     ?พระนางเจ้าอย่าได้ทรงเป็นห่วงเลย พระเจ้าข้า พระราชกุมารทรงปลอดภัยดี ขณะนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ชายป่าด้านทิศตะวันออกของพระนคร และทรงรับปฏิญญากับข้าพระบาทว่าจะทรงรออยู่ที่นั่น จนกว่าข้าพระองค์จะนำเสด็จพระนางเจ้าและพระราชบิดาไปถึง พระเจ้าข้า และอีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่ข้าพระบาทจะทูลลากลับมา พระราชกุมารยังได้ทรงฝากถวายบังคมพระบาทพระนางเจ้าและพระราชบิดามาด้วย ขณะนี้พระราชกุมารทรงรออยู่ที่ป่านั้นแล้ว ขอเชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทรับอาสาจะนำเสด็จไปจนกว่าจะได้พบกับพระราชกุมาร พระเจ้าข้า?



    ส่วนพระโพธิสัตว์ ครั้นส่งนายสารถีกลับไปแล้วก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช  ท้าวสักกเทวราชทรงทราบพระดำริของพระราชกุมาร จึงตรัสสั่งพระวิสสุกรรมเทพบุตรว่า ?ท่านวิสสุกรรม พระเตมิยราชกุมารประสงค์จะทรงผนวช ท่านจงไปสร้างบรรณศาลา และจงจัดบริขารสำหรับบรรพชิตไว้ถวายพระราชกุมารด้วยเถิด?

 
พระวิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวโองการแล้ว จึงลงมาเนรมิตอาศรมไว้ในราวป่าไม่ไกลจากที่พักของพระโพธิสัตว์ เนรมิตที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน และสระโบกขรณีไว้ในที่ไม่ไกลจากอาศรม ทำต้นไม้ใกล้สถานที่นั้นให้มีผลสมบูรณ์ไม่จำกัดฤดู ทั้งเนรมิตที่เดินจงกรมไว้ใกล้อาศรม เกลี่ยทรายที่ขาวสะอาดไว้ในทางจงกรมนั้น แล้วจารึกอักษรไว้ที่หน้าอาศรมว่า ?ผู้ใดใคร่จะบรรพชา จงถือเอาเครื่องบริขารเหล่านี้? เสร็จแล้วจึงได้กลับสู่วิมานของตน


    ส่วนพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นอาศรมนั้น ได้ทรงอ่านอักษรที่จารึกแล้วก็ทรงทราบว่า ท้าวสักกเทวราชทรงประทานให้ จึงเสด็จเข้าบรรณศาลา เปลื้องภูษาของพระองค์ออก ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดงผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง ทรงห่มหนังเสือเฉวียงพระอังสา ผูกมณฑลชฎาไว้เหนือพระเศียร แล้วทรงอธิษฐานถือผนวชเป็นพระฤษี



    จากนั้นจึงเสด็จออกจากอาศรม เสด็จจงกรมกลับไปกลับมาบนทางเดินจงกรมที่พระวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตถวาย ทรงปลอดโปร่งพระหฤทัย เกิดปีติโสมนัสถึงกับเปล่งอุทานว่า ?การบรรพชาของเราสำเร็จแล้ว ช่างเป็นสุขจริงหนอ? ทรงพระดำเนินบนทางจงกรมได้เวลาพอสมควรแล้ว ก็เสด็จเข้าอาศรม ประทับนั่งขัดสมาธิบนที่ซึ่งลาดด้วยใบไม้ ยังอภิญญา 5  และสมาบัติแปดให้เกิด ประทับอยู่ด้วยความสุขภายในสมาบัตินั้น


ถึงเวลาเย็นก็เสด็จออกจากอาศรม เที่ยวเก็บใบหมากเม่าที่เกิดอยู่ท้ายที่จงกรม นึ่งในภาชนะที่ท้าวสักกะประทานให้ ได้เสวยใบหมากเม่านึ่งที่ไม่มีรสเปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่เผ็ด ดุจบริโภคอาหารอันมีรสเลิศเป็นอมตะ


    กล่าวฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชเล่า ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของนายสุนันทสารถี ก็ทรงโสมนัสเป็นล้นพ้น ตรัสเรียกอำมาตย์และเสนาบดีมาเข้าเฝ้าทันที แล้วมีพระราชดำรัสสั่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงรีบจัดเตรียมเทียมรถม้า จงผูกเครื่องประดับช้าง?


ทั้งรับสั่งกำชับว่า ?ม้าอ้วนเสียความว่องไว ม้าผอมเสื่อมถอยเรี่ยวแรง จงเว้นม้าอ้วนและม้าผอมเสียเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์มีกำลัง ส่วนพนักงานกองดุริยางค์จงจัดเครื่องดนตรีแห่แหนทั้งสังข์ บัณเฑาะว์ กลองหน้าเดียว กลองสองหน้า และรำมะนาอันไพเราะ  แล้วก็จงป่าวประกาศเชิญชวนประชาชนชาวเมืองทุกหมู่เหล่าให้ตามเรามา เราจะไปให้โอวาทลูกของเรา?


    ในยามนั้นพระนครพาราณสีอึกทึกครึกโครมไปด้วยขบวนตามเสด็จอันมโหฬาร เพราะเหตุที่ขบวนดังกล่าวเป็นขบวนใหญ่ ประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี เหล่านางสนมกำนัล เหล่าขุนนางเสนามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายนอกฝ่ายใน


    ตลอดจนถึงบรรดาชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปเกือบทั้งแคว้น การเตรียมการต่างๆ จึงกินเวลานานถึงสามวัน กว่าจะแล้วเสร็จ กระทั่งพร้อมที่จะออกเดินทางได้ 


    พระเจ้ากาสิกราชและพระนางเจ้าจันทาเทวีพร้อมด้วยอาณาประชาราษฎร์ต่างก็มีความเอิบอิ่มใจดุจเดียวกับราชนิกุลทั้งหลาย ทั้งหมดพากันออกเดินทางไปทั้งเมืองเพื่อหวังจะได้เข้าเฝ้าพระเตมิยราชกุมารด้วยความปลื้มปีติใจยิ่งนัก


    เมืองพาราณสีซึ่งก่อนนั้นเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา อื้ออึงไปด้วยเสียงทักทาย สนทนาปราศรัยกันด้วยเรื่องค้าขายไม่ว่างเว้น แต่มาบัดนี้กลับว่างเปล่าและเงียบสงบราวกับเป็นเมืองร้าง เหลือไว้เพียงแต่คนแก่ชราและเด็กๆ กับพวกพวกนักเลงสุราบานเท่านั้น



คณะขบวนเสด็จของพระเจ้ากาสิกราชโดยมีสุนันทสารถีเป็นผู้นำเสด็จ ได้เคลื่อนพลโยธาไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งสุนันทสารถีชี้ให้ทอดพระเนตรบรรณศาลาซึ่งเป็นที่พำนักของพระเตมิยราชกุมารแต่ไกล พระราชาก็ทรงโสมนัสพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตรพระราชกุมารอย่างเหลือเกิน จึงรับสั่งให้สุนันทสารถีรีบนำเสด็จเข้าไปยังอาศรมในทันที
 
    ขบวนเสด็จพระประยูรญาติของพระราชกุมาร ซึ่งเมื่อได้เสด็จลงจากพระราชพาหนะแล้ว ก็ทรงพระดำเนินอย่างรีบเร่งเพื่อจะได้เห็นพระราชกุมารโดยเร็ว เสมือนกำลังจะได้พบญาติผู้เป็นที่รักซึ่งจากกันไปนานหลายปี แต่เหตุการณ์ที่พระประยูรญาติได้พบพระราชกุมาร ซึ่งบัดนี้ได้ถือเพศเป็นพระฤษีแล้วจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 09:05:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 20

 


    จากตอนที่แล้วสุนันทสารถีได้กลับมากราบทูลพระราชเทวีว่า แท้จริงแล้ว พระราชกุมารมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ยแต่อย่างใด  แต่เพราะพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะครองราชย์สมบัติ ด้วยเพราะเหตุที่ทรงระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนพระองค์เคยครองราชย์สมบัติ  แต่เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วกลับต้องไปชดใช้กรรมในนรกถึงแปดหมื่นปี



    พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก  จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าพระองค์ง่อยเปลี้ย เพื่อประสงค์จะออกไปจากพระนครนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทรงผนวชให้ได้ พระเจ้าข้า?


    พระนางเจ้าทรงถามต่อว่า ?แล้วตอนนี้ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง? สุนันทสารถีก็ได้กราบทูลว่า ?พระราชกุมารทรงปลอดภัยดี และได้ทรงรับปฏิญญากับข้าพระบาทว่าจะทรงรออยู่ที่ชายป่านั่น จนกว่าข้าพระองค์จะนำเสด็จพระนางเจ้าและพระราชบิดาไปถึง ขอเชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทรับอาสาจะนำเสด็จไปด้วยตนเอง?



    กล่าวฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของสุนันทสารถีแล้ว ก็ทรงโสมนัสอย่างยิ่ง ตรัสเรียกอำมาตย์และเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แล้วมีพระกระแสรับสั่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายให้รีบจัดเตรียมรถม้า ให้ประดับช้าง และให้ป่าวประกาศเชิญชวนชาวประชาทั่วพระนครให้ตามพระองค์ไปด้วย  ทรงให้จัดขบวนเสด็จนั้นอยู่ถึง 3 วัน จึงได้เคลื่อนพลโยธากับทั้งชาวพระนครไปเกือบทั้งหมด เมื่อถึงราวป่า สุนันทสารถีชี้ให้พระราชาทรงทอดพระเนตรบรรณศาลา ซึ่งเป็นที่พำนักของพระเตมิยราชกุมาร พระองค์ก็ทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก รับสั่งให้สุนันทสารถีรีบนำเสด็จเข้าไปยังอาศรมในทันที


    หมู่พระประยูรญาตินำโดยพระเจ้ากาสิกราชได้รีบเสด็จเข้าไปยังอาศรมก่อน ส่วนพระนางเจ้าจันทาเทวีและเหล่าสนมนางในนั้นเสด็จตามาภายหลัง แม้พระราชกุมารซึ่งบัดนี้ทรงผนวชเป็นพระฤษีแล้ว และได้เสด็จลงมาต้อนรับที่หน้าอาศรม ตรัสถามถึงพระอนามัยของพระราชบิดาว่า พระองค์ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีอยู่หรือ


    แม้พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมสบายดี ไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนแต่อย่างใด? แล้วจึงมีพระราชดำรัสถามทุกข์สุขในการดำรงชีพเยี่ยงนักบวชในป่าว่า ?ลูกเตมียะ ลูกเคยสุขสบายในวังหลวง ทุกอย่างมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้  แต่บัดนี้มาอยู่ในป่าที่เปล่าเปลี่ยวปราศจากผู้คน ต้องลำบากตรากตรำ ลูกจะอยู่ได้อย่างไร?


 
    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า ?ขอถวายพระพรมหาบพิตร แนวป่าที่สงบสงัด สระโบกขรณีก็น่ารื่นรมย์ใจ ทำให้อาตมภาพเกิดความสงัดทั้งกายและใจ ทั้งโรคภัยก็มิได้เบียดเบียน จึงยังคงพอดำรงอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่?  เป็นธรรมเนียมของบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อได้มาพบปะสนทนากันก็จะไต่ถามถึงการดำเนินชีวิตว่ามีทุกข์มีสุขอย่างไร ไม่ได้ป่วยไข้ยังสบายดีอยู่หรือ เพราะได้ซาบซึ้งดีว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ความทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต การดำรงชีพที่จะให้ราบรื่นเป็นสุขตลอดไปนั้นเป็นไปได้ยาก จึงได้ไต่ถามกันเช่นนั้น


    เมื่อผ่านการทักทายปราศรัยพอให้คลายความระลึกถึงกันแล้ว พระเตมียราชฤษีจึงทูลถามต่อไปว่า ?มหาบพิตร พระองค์ ยังรักษาศีล 5 อีกทั้งสุราเมรัยพระองค์ยังงดเว้นได้ดีอยู่หรือ ทั้งพระราชพาหนะ ชนบทชายแดนและเมืองหลวงตลอดถึงท้องพระคลังยังแน่นหนาบริบูรณ์อยู่หรือ?


    พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมยังมั่นคงในศีลทั้ง 5 ตลอดมา ทั้งสุราเมรัยก็มิได้ดื่ม อีกทั้งชนบทเมืองหลวงและท้องพระคลังก็แน่นหนาสมบูรณ์ดี?


    ส่วนพระเตมียราชฤษีทรงเห็นว่า พระราชบิดาได้ประทับยืนนานแล้วจึงอัญเชิญให้เสด็จขึ้นไปบนอาศรม พร้อมทั้งตรัสให้เจ้าพนักงานจัดพระราชบัลลังก์ให้พระราชาประทับนั่งตามพระประสงค์ แต่พระองค์ก็มิได้ประทับนั่งบนพระราชอาสน์นั้นด้วยความเคารพในพระเตมียราชฤษี


    พระเตมียโพธิสัตว์จึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานให้จัดการลาดใบไม้ถวาย แม้เมื่อพวกเจ้าพนักงานปูลาดอาสนะใบไม้ถวายแล้วทูลเชิญให้พระราชาเสด็จขึ้นประทับ พระองค์ก็ไม่ทรงประทับอีก แต่ได้ประทับนั่งที่พื้นด้วยความเคารพในพระฤษีโอรส



    จากนั้นพระเตมียราชฤษีจึงเข้าไปภายในอาศรมนำเอาใบหมากเม่าที่นึ่งสุกแล้วออกมาถวาย แล้วทรงเชื้อเชิญให้พระราชาทรงเสวยโดยตรัสว่า ?มหาบพิตร ใบหมากเม่านี้เป็นของสุกแล้ว ปราศจากรสรสเปรี้ยวและรสเค็ม ขอมหาบพิตรผู้เสด็จมาจากที่ไกล เป็นแขกของอาตมภาพจงเสวยเถิด?


    พระราชาทรงปฏิเสธว่า ?โยมมีอาหารที่ได้เตรียมพร้อมมาแล้ว อาหารของโยมมีรสโอชา ไม่ใช่ใบหมากเม่าที่มีรสจืดสนิทอย่างนี้ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วจึงทรงหยิบใบหมากเม่ามากำไว้ ด้วยความเคารพในพระฤษี แล้วตรัสถามว่า พ่อเตมียะ พ่อบริโภคอาหารอย่างนี้หรือ?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสว่า ?อย่างนี้แหละ มหาบพิตร ใบหมากเม่านี้เป็นอาหารของอาตมา บุคคลอยู่ในที่สงัด มีความสงบใจ แม้จะบริโภคอาหารเช่นไรก็ย่อมมีรสโอชา?


    ขณะนั้น พระนางเจ้าจันทาเทวีมีหมู่สนมนางในแวดล้อมก็ได้เสด็จติดตามมาถึง ได้ทอดพระเนตรเห็นพระราชโอรส ก็ทรงตื้นตันพระหฤทัยจนสุดที่จะพรรณนาได้ จึงทรงคลานเข้าไปจับคู่พระบาทของพระเตมิยราชฤษีได้ทรงกราบลง แล้วแลดูพระฤษีผู้เป็นโอรสอยู่ด้วยความรัก แต่ก็ยังมิอาจที่จะกล่าวพระวาจาใดๆ ออกมาได้ จึงได้แต่ทรงพระกันแสงอยู่ ณ ที่นั้นเอง


    ส่วนพระราชาทรงสังเกตเห็นพระวรกายของพระเตมียราชฤษีมีรัศมีผุดผ่องแจ่มใส ก็ยิ่งทรงประหลาดพระราชหฤทัย จึงทรงมีพระดำรัสถามว่า ?พ่ออัศจรรย์ใจเหลือเกิน ลูกเสวยเพียงพืชผักและผลไม้ในป่า แต่เหตุไฉนจึงกลับมีผิวพรรณผุดผ่องเช่นนี้?  ตรัสดังนี้แล้วก็ทรงชี้ชวนให้พระราชเทวีทอดพระเนตรใบหมากเม่า ว่านี่แหละคืออาหารของพระโอรสของเธอ



    พระเตมีย์จึงตรัสตอบว่า ?ขอถวายพระพร อาตมภาพนอนบนพื้นที่ซึ่งลาดด้วยใบไม้แต่ผู้เดียว ยินดีในการนอนคนเดียว ผิวพรรณของอาตมาจึงผ่องใส  อนึ่งเล่า อาตมภาพไม่ต้องมีราชองครักษ์คาดดาบคอยเฝ้าระวังภัย แต่ก็มีอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ต้องหวาดระแวงภัย ไม่สะดุ้งตกใจ ไม่เศร้าหมองเพราะต้องเป็นห่วงเป็นใยในทรัพย์สินต่างๆ  จึงเป็นเหตุให้ผิวพรรณผ่องใส  อีกประการหนึ่ง อาตมภาพไม่มีความเศร้าโศกถึงอดีต ไม่คาดหวังความสุขในอนาคต แต่ใช้ชีวิตให้เป็นไปในปัจจุบัน ด้วยการรักษาจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ไม่ยึดติดคิดกังวลในเรื่องอันเป็นทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้นผิวพรรณของอาตมาจึงผ่องใส  ส่วนคนพาลย่อมมีผิวพรรณซูบซีดเหมือนไม้อ้อที่ถูกตัดทิ้งไว้กลางแดด เพราะมัวเฝ้ารอคอยอนาคต และขณะเดียวกันก็มัวแต่เศร้าโศกรำพันถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว ขอถวายพระพร?


    พระราชาทรงชื่นชมว่า ?พระลูกเอย เจ้าช่างกระทำในสิ่งที่ใครๆ กระทำได้ยากยิ่ง แต่เจ้าจงอย่าลืมว่า เจ้าเป็นลูกของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าจะมาอยู่ป่าแต่ผู้เดียวได้อย่างไร?  ครั้นแล้วจึงได้ทรงเชื้อเชิญพระเตมิยราชฤษีให้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร เพื่อเสวยราชสมบัติสืบไป ด้วยพระดำรัสว่า ?ลูกเอย พ่อขอมอบสิริราชสมบัติอันโอฬาร พร้อมด้วยเสนาสี่เหล่าให้ลูกปกครอง แม้หมู่นางสนมกำนัลผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง ต่างก็พร้อมจะบำเรอแทบเท้าของลูก ในกาลบัดนี้ ลูกก็ยังหนุ่มแน่น มีพละกำลังแข็งแกร่งว่องไว         
 
    ฉะนั้นลูกก็ควรเป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎร์เสียก่อน ทั้งผิวพรรณรูปร่างของลูกก็งามสง่า หากลูกปรารถนาจะอภิเษกกับเจ้าหญิงองค์ใดก็จงเลือกเอาตามใจชอบเถิด พ่อขอรับรองว่าจะหาพระชายามาอภิเษกให้เจ้าได้ตามที่ใจปรารถนา  ครั้นลูกได้ครองราชย์ พรั่งพร้อมด้วยโอรสธิดาแล้วจึงค่อยออกบรรพชาในภายหลังเถิดนะลูก บัดนี้ลูกยังอยู่ในช่วงปฐมวัย จะมาบวชอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวจะมีประโยชน์อะไรเล่า?



    พระเตมียราชฤษีทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ก็ยังทรงยืนยันพระประสงค์เดิมอย่างแน่วแน่ที่จะทรงเพศดาบส เพื่อประพฤติพรตพรหมจรรย์ต่อไป แต่พระองค์จะทรงปฏิเสธอย่างไร ในเมื่อพระราชบิดา พระราชมารดา และพระประยูรญาติซึ่งบัดนี้ก็ล้วนต้องการให้พระองค์เสด็จกลับพระนคร เพื่อขึ้นครองราชย์ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าพระราชกุมารจะดำรงเพศเป็นพระฤษีแล้วก็ตาม แต่ทุกคนต่างให้ความหวังอยู่กับพระราชกุมารเพียงพระองค์เดียวที่จะได้ขึ้นครองราชย์ เมื่อเป็นดังนี้ พระราชกุมารจะตรัสอธิบายให้พระประยูรญาติทั้งหลายเข้าใจได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: