Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 14:29:32

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  (อ่าน 22562 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:21:27 »



ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ตอนที่ 1    

    ชีวิตนี้เป็นของเรา ทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกดำเนินชีวิต ว่าจะให้เป็นไปในทิศทางใด จะเลือกเรียนในสาขาวิชาอะไร หากอยู่ในโลกเสรี ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเรียนได้ตามใจชอบ ตามความถนัดของตนการทำงานเลี้ยงชีพก็เช่นเดียวกัน จะทำงานในอาชีพใด เราก็สามารถเลือกได้  และเมื่อทำไปแล้ว เกิดไม่ชอบใจขึ้นมา ก็สามารถเปลี่ยนอาชีพใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิชาชีวิตนั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้กันเลยว่า ต้นแบบชีวิตที่ดีที่สุดนั้นเป็นเช่นไร  ควรจะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร และทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีคุณค่าสูงสุด  เป็นชีวิตที่สดใสสวยงาม ที่เมื่อนึกถึงแล้วก็ยังปลื้มใจว่า ได้กระทำแต่สิ่งที่ดีงาม เป็นที่น่าชื่นอกชื่นใจ ไม่มีเรื่องเสื่อมเสียเลย


    การจะให้เป็นอย่างนั้นได้ ก็ต้องศึกษาเรื่องราวของท่านผู้ที่ประสบความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิต ว่าท่านดำเนินชีวิตอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ตามนั้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ บุคคลผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ที่จะเกินกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดานั้นไม่มี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเรียนรู้ว่า อดีตชาติ ก่อนที่พระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ดำเนินชีวิตโดยมีหลักการอย่างไร


    ขอเชิญทุกท่าน ได้พบกับเรื่องราวของพระบรมโพธิสัตว์ ในพระชาติที่สำคัญๆ ว่าก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาอย่างไร เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างให้เราได้ดำเนินตามต่อไป
 
    โดยในอดีตชาติที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงสั่งสมคุณความดีที่เรียกกันว่า บารมี คำว่าบารมีนั้น ก็คือบุญ ที่กลั่นตัวจนกระทั่งเป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่มีอานุภาพมาก ซึ่งเกิดจากความตั้งใจสั่งสมบุญอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มี 10 ประการ คือ

1. ทานบารมี
2. ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี
5. วิริยบารมี
6. ขันติบารมี
7. สัจจบารมี 
8. อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี
 
แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
อย่างปกติธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น ทานการให้วัตถุสิ่งของภายนอก เมื่อสั่งสมมากเข้าก็กลั่นตัวเป็นบารมีเรียกว่า ทานบารมี 

ถ้าเป็นอย่างปานกลาง ก็สามารถให้เลือด เนื้อ และอวัยวะของตนเมื่อสั่งสมมากเข้าก็เป็นบารมีที่เรียกว่า อุปบารมี

และบารมีอย่างสูงสุด สามารถให้ได้แม้กระทั่งชีวิตของตน เรียกว่า ปรมัตถบารมี

 
     


     สำหรับในบารมีอีก 9 ประการที่เหลือ ก็แบ่งออกเป็น 3 ระดับโดยนัยนี้เช่นกัน จึงรวมเป็นบารมี 30 ทัศ ที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญให้เต็มเปี่ยม จึงจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อเกิดมาต้องมีเป้าหมาย คือ ต้องบำเพ็ญบารมี เพื่อให้บรรลุธรรมอันประเสริฐอันสูงสุด เพื่อนำพาตนให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 ซึ่งเป็นเหมือนวังวนแห่งทะเลทุกข์ เพื่อให้เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นแดนบรมสุขที่ยั่งยืน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ไม่มีการแก่ การเจ็บ การตาย  และการถูกทัณฑ์ทรมานในอบายภูมิ อันน่าสยดสยองอีกต่อไป


    ผู้ที่ปรารถนาเพื่อเป็นพระอรหันตสาวกแล้วเข้านิพพาน ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ เมื่อได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พระองค์เป็นยอดกัลยาณมิตรแนะนำวิธีการให้พ้นทุกข์ เมื่อทำตามคำแนะนำนั้น ก็จะสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้


    ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ให้เต็มเปี่ยมในระดับที่จะบรรลุธรรมวิเศษนั้นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครสอน จึงจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้


    ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 30 ทัศให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ในระดับที่จะเป็นพระบรมครูของมนุษย์ เทวดา รูปพรหม และอรูปพรหม จึงจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้


    พระเตมีย์ คือ พระชาติชาติหนึ่ง ในทศชาติชาดก หรือพระเจ้า 10 ชาติ ที่พระบรมโพธิสัตว์ของเรา ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างยิ่งยวด ในระดับที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งจัดเป็นปรมัตถบารมี แต่ก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้ว ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ในพระชาตินี้ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างเด่นชัด คือการออกจากกามคุณทั้ง 5 อันเป็นประดุจเหยื่อล่อให้สรรพชีวิตติดอยู่ในภพ 3 ทรงดำริออกจากกาม สละราชสมบัติอย่างไม่มีเยื่อใย



    ขอท่านผู้มีบุญทั้งหลาย จงตั้งใจสดับโดยเคารพ เพื่อความรู้และความเข้าใจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และทำให้เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต และเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของท่านทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ที่ยกเอาเรื่องพระเตมีย์ขึ้นก่อน ก็เพื่อจะให้เกิดความเคารพเทิดทูนพระองค์ว่า ทรงทำในสิ่งที่คนทั้งหลายทำได้ยาก เป็นการฝืนกระแสกิเลสอย่างยิ่งยวด ดังนั้น จึงสมควรจะกล่าวเริ่มต้นจากเรื่องพระเตมีย์ไปจนจบทั้ง 10 เรื่อง โดยไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากพระบาลีและอรรถกถา ขอเชิญทุกท่านได้ติดตามรับฟังเรื่องราวอันน่าประทับใจดังที่จะเล่าต่อไปนี้


    ณ ธรรมสภาอันเป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรมของพุทธบริษัททั้งหลาย ภายในพระเชตวันมหาวิหาร พุทธสถานอันงดงาม มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ วันหนึ่ง ได้มีภิกษุหมู่ใหญ่ผู้ใคร่ต่อการศึกษา ได้มาประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรม
 
    ในวันนั้น ที่ประชุมได้สนทนากันในหัวข้อว่า การเสด็จออกผนวชของพระบรมโพธิสัตว์ ในขณะที่ยังทรงเป็นเจ้าชายผู้งามสง่า สมบูรณ์พร้อมด้วยมนุษย์สมบัติทุกอย่าง ที่ใครๆ ก็หวังว่า พระองค์จะได้เสวยสมบัติจักรพรรดินั้น ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ในคราวนั้น พระบรมศาสดาทรงประทับอยู่ในที่หลีกเร้น ได้สดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงเลยโสตของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายและทรงเห็นว่า เป็นเวลาอันสมควร ที่จะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเสด็จมา ณ ธรรมสภานั้น ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวาย แล้วตรัสถามถึงคำสนทนาที่ได้เริ่มต้นแต่ยังคงค้างอยู่ เพราะเหตุที่พระองค์เสด็จในระหว่างว่า กำลังสนทนากันถึงเรื่องอะไรอยู่



    เมื่อทรงสดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า ?ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคต ผู้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ได้สละราชสมบัติออกผนวชในชาตินี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยแต่เมื่อครั้งเราตถาคตยังบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติออกบวช นั่นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า?
 
    ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงประทับนิ่งอยู่พระภิกษุทั้งหลายที่นั่งประชุมกันอยู่ในที่นั้น เห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฟังธรรมอันพิสดารเป็นที่จับจิตจับใจ จึงทูลถามว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีไม่เต็มเปี่ยมอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติ เสด็จออกบวชมีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์ทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิดพระเจ้าข้า? เรื่องราวที่พระองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุเหล่านั้นได้สดับ จะเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:23:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่  2



    จากตอนที่แล้ว  ได้เกริ่นนำว่า ชีวิตนี้เราสามารถเลือกเรียน เลือกทำงานในอาชีพอะไรก็สุดแท้แต่เราจะชอบใจ แต่วิชาชีวิตนั้นเรายังไม่ค่อยทราบเลยว่า ต้นแบบชีวิตที่ดีที่สุดนั้นเป็นเช่นไร  จะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร ชีวิตจึงจะมีคุณค่าสูงสุด พร้อมกับมีคำแนะนำว่า ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนั้น ไม่มีใครเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงควรศึกษาอดีตชาติของพระองค์ว่า พระชาติที่ผ่านมา พระองค์มีหลักการในการดำเนินชีวิตอย่างไร


    อีกประการหนึ่ง ก็เป็นความรู้ใหม่เพื่อตัดความสงสัยสำหรับบางท่านที่คิดว่า ผู้ที่ปรารถนา เพื่อจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ต้องสร้างบารมี  คนธรรมดาอย่างเราคงไม่ต้องกระมัง ที่จริงแล้วต้องสร้างบารมีกันทุกคน



    ผู้ที่ปรารถนาไม่ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์สาวก ต่างก็ต้องสร้างบารมีด้วยกันทั้งหมด เพียงความเข้มข้นลดลงมาตามส่วนแห่งความปรารถนาของตน หากไม่สร้างบารมีก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้


    ดังนั้นจึงนำเสนอเรื่องพระเตมีย์ พระชาติที่ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมีก่อน เพราะเป็นชาติที่ทรงบำเพ็ญบารมีข้อที่ทำได้ยาก เป็นการสวนกระแสกิเลสของชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เล่ามาถึงตอนที่ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระพุทธองค์ว่า ในกาลก่อนที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติเสด็จออกบวช มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด


    พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าให้ภิกษุเหล่านั้นได้ฟัง ดังที่จะกล่าวต่อไป ในอดีตกาล ในพระนครพาราณสี ของแคว้นกาสีอันมั่งคั่ง คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ซึ่งเดินทางผ่านไปมาเพื่อประกอบการค้าขายมิได้ขาด เพราะเหตุที่ว่า พระเจ้ากาสิกราช พระราชาผู้ครองแคว้นนั้นทรงเป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม ปกครองแผ่นดินโดยธรรมตามอย่างโบราณราชประเพณีให้เกิดความร่มเย็นเรื่อยมา พระองค์มิใช่เพียงเสวยราชสมบัติอยู่ภายในพระราชวังเท่านั้น แต่พระองค์จะถือโอกาสเสด็จออกตรวจตราบ้านเมืองเป็นครั้งคราว เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของไพร่ฟ้าประชาชนทั่วแคว้น จึงทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงพสกนิกรที่อาศัยภายใต้ร่มพระบารมี
 


    พระเจ้ากาสิกราชทรงมีพระสนมจำนวนมากถึงหนึ่งหมื่นหกพันนาง หากทว่าพระองค์มิได้สบายพระหฤทัยเท่าใดนัก ด้วยเกรงว่าในไม่ช้า คงต้องถึงคราวสูญสิ้นราชวงศ์เป็นแน่ เพราะธรรมดาว่า พระนครที่ไม่มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ ย่อมจะถูกกษัตริย์ต่างเมืองยึดครองราชสมบัติได้โดยง่าย
 
 
    เหตุที่พระเจ้ากาสิกราชทรงดำริเช่นนั้น เป็นเพราะว่า ในจำนวนพระสนมหนึ่งหมื่นหกพันนางของพระองค์ ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่ให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ แม้แต่พระนางจันทาเทวี ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์เอง ก็ยังมิอาจประสูติพระราชโอรสหรือพระราชธิดาเพื่อพระองค์ได้เลย
 


    ขณะที่ทรงปริวิตกถึงเรื่องนี้อยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว ภายในเขตพระราชฐาน พระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นชาวเมืองทั้งหญิงชาย พากันมาชุมนุมอยู่ที่พระลานหลวงอย่างคับคั่ง จึงทรงเกิดความสงสัยขึ้นว่า ชาวเมืองมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ถึงได้พากันมาชุมนุมกัน   นับว่าเป็นราชประเพณีการปกครองโดยตรงที่อบอุ่น ซึ่งเมื่อชาวประชาเกิดความทุกข์ร้อนอันใด ก็จะมาชุนนุมกันร้องเรียนต่อพระราชาโดยตรงเลยทีเดียว


    ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทรงเห็นชาวเมืองมาชุมนุมกันอย่างนี้ ก็ยิ่งไม่สบายพระทัย จึงตรัสเรียกให้ มุขอำมาตย์และข้าราชบริพารใกล้ชิดเข้าเฝ้าโดยด่วน แล้วตรัสถามว่า พวกชาวเมืองมาชุมนุมกันเรื่องอะไรหรือก็ทรงได้รับรายงานเป็นเบื้องต้นว่า ชาวเมืองปรารถนาให้พระองค์ทรงมีพระโอรส เมื่อทรงสดับดังนั้นก็ทรงแคลงพระทัยว่าไม่น่าจะใช่นะ เราจะมีโอรสหรือไม่มีก็เรื่องของเรา ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรชาวเมืองเลย จึงทรงรับสั่งว่า ?มาเถิดท่านทั้งหลาย เราจะไปฟังด้วยหูของเราว่า พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องอะไรกันแน่?


    จึงรีบเสด็จออกจากพระตำหนักใน ไปถึงที่ประชุมของปวงประชาทั้งหลายแล้ว ทรงประทับนั่งบนพระราชอาสน์อันเป็นสถานที่รับร้องทุกข์ของชาวเมืองแล้วตรัสถามว่า ?พวกท่านมาประชุมกันด้วยเรื่องอันใดหรือ? ชาวเมืองพากันกราบทูลว่า ?ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายต่างมีความทุกข์ร้อน ที่เห็นพระองค์ยังไม่ทรงมีพระราชโอรสเลย พระเจ้าข้า?

 
?เพราะเหตุอันใด พวกเจ้าถึงต้องทุกข์ร้อนแทนเราด้วยเล่า?


    ?ขอเดชะ พวกข้าพระองค์เกรงว่า ต่อไปภายภาคหน้า หากไม่มีองค์รัชทายาทขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปแล้ว บ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย เพราะไร้พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นมิ่งขวัญเช่นเดียวกับพระองค์ ...เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์จึงมาประชุมกันในที่นี้ เพื่อขอให้พระองค์จงทรงพระกรุณาตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาพระโอรสด้วยเถิด พระเจ้าข้า?


    ครั้นพระราชาทรงสดับคำกราบทูลของชาวเมืองแล้ว ท้าวเธอทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววพระเนตรอ่อนลง ด้วยทรงเป็นปมด้อยอยู่ในใจ ว่าแม้ครองราชย์มานานแล้ว ก็ยังไม่มีโอรสหรือธิดาแม้เพียงพระองค์เดียว ทรงนึกถึงความจริงในข้อนี้แล้ว พระพักตร์ก็หมองเศร้าลงทันที จึงรับสั่งด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาว่า
?เรื่องนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของเราเถิด?


    ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็รีบเสด็จกลับคืนสู่เขตพระราชฐานทันที แล้วทรงมีกระแสพระดำรัสตรัสเรียกหาพระสนมนารีทั้งหมดให้มาพร้อมกันที่พระตำหนัก  รับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
 
?บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะมีพระโอรสได้แล้ว พวกเจ้าจงตั้งความปรารถนาเพื่อให้กำเนิดพระโอรสให้แก่เราด้วยเถิด? แล้วมีพระบัญชาให้พราหมณาจารย์ทั้งหลายเข้าเฝ้า รับสั่งจัดพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินเพื่อขอพระราชโอรสสืบราชสมบัติในทันที



    พระสนมนารีและพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อรับพระราชโองการแล้ว ต่างก็รีบไปทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนต่อเทวดาที่ตนนับถือ บ้างก็ทำพิธีบนบานต่อพระจันทร์และพระอาทิตย์เพื่อขอพระโอรส แต่แม้จะล่วงไปนานหลายเดือนแล้ว พระสนมเหล่านั้นก็ยังไม่อาจทำความปรารถนาให้สำเร็จได้
 
    ฝ่ายพระนางจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ทรงเป็นสตรี
ผู้เพียบพร้อมด้วยศีลและงดงามด้วยกิริยามารยาท เมื่อทราบว่า พระราชสวามีประสงค์พระราชโอรส จึงเกิดอุตสาหะอย่างแรงกล้า ในการที่จะให้จะทำให้พระองค์สมพระราชหฤทัย จึงดำริว่า
 
?เว้นบุญเสียแล้ว สิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งในยามนี้ ไม่มีเลย?  
 
    ครั้นถึงวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ พระนางจึงสรงสนานพระกายแต่เช้า ฉลองพระองค์ใหม่ด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ สมาทานอุโบสถศีล ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาค่ำจึงบรรทมบนพระแท่นน้อย ระลึกถึงศีลของพระองค์ไปตลอดจวบจนรุ่งสางของวันใหม่   

             
    จากนั้นจึงทรงระลึกถึงศีลของพระองค์ด้วยความปีติโสมนัส แล้วทรงตั้งสัจจอธิษฐานว่า
 
    ?ข้าพเจ้ารักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีด่างพร้อยเลยแม้แต่น้อย ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ด้วยสัจจวาจานี้ ขอบุตรจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด?
 
    ด้วยอำนาจแห่งอุโบสถศีล และสัจจอธิษฐานของพระนางจะเกิดผลประการใด จะร้อนไปถึงเทวดาองค์ใดหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:26:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 3



    จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงอดีตกาลในกรุงพาราณสี ได้มีพระเจ้ากาสิกราชปกครองไพร่ฟ้าด้วยความร่มเย็นมาช้านาน แต่โดยส่วนพระองค์แล้วไม่ค่อยทรงสบายพระหฤทัยนัก เพราะทรงครองราชย์มานานแล้ว แต่ไม่มีพระโอรส หรือธิดาแม้เพียงพระองค์เดียว ชาวเมืองถึงกับมาชุมนุมกันร้องเรียนขอให้ทรงมีพระโอรสบ้าง

 
พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ประชุมพระสนมกำนัล และพราหมณาจารย์ทั้งหลาย ให้ทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนเทวดาเพื่อขอพระโอรส แต่แม้จะทำพิธีผ่านไปนานแล้ว ก็ยังไม่มีพระเทวีองค์ใดให้กำเนิดพระโอรสเลยส่วนพระนางจันทาเทวี ผู้เป็นพระอัครมเหสี ทรงเห็นว่าแม้พระนางก็ควรจะทำความปรารถนาบุตรดูบ้างเมื่อถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ จึงสมาทานอุโบสถศีล แล้วตั้งสัจจอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจแห่งศีลนี้ขอให้มีพระโอรสด้วยเถิด

 
    ด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมีที่พระนางจันทาเทวีทรงบำเพ็ญดีแล้ว กอปรกับแรงสัจจอธิษฐานนั้น  ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราชผู้ปกครองภพดาวดึงส์จึงเกิดอาการร้อนขึ้น  เป็นเหตุให้ท้าวเธอร้อนรุ่มพระหฤทัยจนไม่อาจทนนิ่งเสวยทิพยสมบัติเป็นปกติสุขได้ จึงทรงสอดส่องทิพยเนตรตรวจดู ก็ทรงเห็นเหตุชัดเจนว่า พระนางจันทาเทวีทรงปรารถนาพระโอรสจึงทรงกำหนดในพระหฤทัยว่า เราจะให้พระโอรสแก่พระนางเจ้า ทรงพิจารณาดูว่า เทพบุตรองค์ใดหนอจะมีบุญญาธิการมากพอจะเป็นพระโอรสของพระนางเจ้าได้ ก็ทรงเห็นว่า มีเทพบุตรอยู่องค์หนึ่ง ชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี เสวยราชสมบัติอยู่เพียง 20 ปี
 
    เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะบาปที่สั่งลงทัณฑ์นักโทษ โดยสั่งจำขังบ้าง สั่งประหารด้วยวิธีการต่างๆ บ้าง จึงไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรก ขุมบริวารของสัญชีวมหานรกอยู่ 8 แปดหมื่นปีเมื่อพ้นจากอุสสทนรกนั้นแล้ว ได้มาเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งบัดนี้ใกล้ที่จะจุติขึ้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป

 
    ท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญถึงเหตุนั้นแล้ว ก็ตกลงพระทัยที่จะเชื้อเชิญเทพบุตรผู้มากด้วยบุญญาธิการ มาถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางจันทาเทวี จึงเสด็จออกจากเวชยันต์ปราสาทด้วยราชรถอันตระการตา ไม่ช้าก็ไปปรากฏยังทิพยวิมานของเทพบุตรองค์นั้น ซึ่งมีรัศมีกายสว่างเรืองรองต่างจากเทพบุตรองค์อื่น ขณะเทพบุตรนั้น กำลังเสวยทิพยสมบัติอันโอฬารอย่างสุขสำราญภายในวิมานของตน เมื่อเสด็จเข้าไปประทับยืนใกล้เทพบุตรองค์นั้น ท้าวสักกะก็ตรัสเชื้อเชิญว่า ?ข้าแต่ท่านผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ ขอท่านจงไปบังเกิดในครรภ์ของพระนางเจ้าจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราชในเมืองพาราณสีด้วยเถิด เพราะบัดนี้เป็นโอกาสอันดี ที่ท่านจะได้บำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ เพื่อประโยชน์สุขแก่โลกสืบไป?


 
    เทพบุตรโพธิสัตว์ได้สดับคำเชื้อเชิญของท้าวสักกะเช่นนั้น ก็มีความปีติยินดี ด้วยปรารถนาจะสร้างบารมีให้เต็มเปี่ยมในเร็ววัน เพื่อมุ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นที่สุด  จึงตัดสินใจรับคำเชื้อเชิญของท้าวสักกเทวราช ส่วนเทพบุตรบริวารของพระโพธิสัตว์อีก 500 องค์ ก็ถึงเวลาใกล้จะจุติเช่นเดียวกัน จึงรับอาสาว่า แม้พวกตนก็ขออาสาที่จะจุติลงไปเกิดเพื่อเป็นบริวารของท้าวเธอ

 
    ในราตรีนั้น เทพบุตรโพธิสัตว์จึงจุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางเจ้าจันทาเทวี ส่วนเทพบุตรบริวารทั้ง 500 องค์นั้น ก็จุติลงมาบังเกิดในครรภ์แห่งภรรยาของอำมาตย์ทั้งหลาย ในคืนที่เทพบุตรโพธิสัตว์เสด็จจุตินั้น พระนางเจ้าจันทาเทวีมีความรู้สึกประหนึ่งว่า พระอุทรของพระนางเต็มไปด้วยแก้ววิเชียรอันสว่างไสว ทำให้ทรงแน่พระทัยว่าทรงตั้งพระครรภ์แล้ว ครั้นทรงตื่นบรรทมในเวลาเช้า พระนางเจ้าทรงมีพระทัยยินดี ปรารถนาจะให้พระราชสวามีทรงมีความยินดีเช่นเดียวกับพระนาง จึงเสด็จเข้าสู่ห้องสรง ทรงพระภูษาอันวิจิตร แล้วรีบเสด็จเข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบ   

 
    เพียงได้สดับว่า พระอัครมเหสีจะทรงมีพระราชโอรสแด่พระองค์ พระราชาก็ทรงดีพระหฤทัยยิ่งนัก ด้วยทรงปรารถนาพระราชโอรสมาเป็นเวลานานเหลือเกินแล้ว จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง กำชับเหล่านางสนมกำนัลให้คอยระวังรักษาพระครรภ์ และดูแลพระพลานามัยของพระนางเป็นอย่างดี นับแต่วันที่พระนางทรงพระครรภ์ พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงเฝ้ารอคอยวันที่พระนางจะประสูติพระราชโอรสอย่างใจจรดใจจ่อ แม้เหล่าข้าราชบริพารและชาวเมือง ต่างก็มีความปลื้มปีติใจกันทั่วหน้า มีใจเบิกบานแจ่มใสไม่น้อยไปกว่าพระราชาของตน


 
    เมื่อพระนางจันทาเทวีทรงพระครรภ์ครบกำหนด ๑๐ เดือน ก็ทรงประสูติพระราชกุมารผู้มีพระฉวีวรรณผุดผ่อง ทรงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอย่างหาผู้เปรียบปานมิได้ ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชเล่า เมื่อได้ทรงทราบข่าวจากเจ้าพนักงานว่า พระอัครมเหสีทรงประสูติพระราชโอรสแล้วเท่านั้น ก็ทรงปรีดาปราโมทย์ มีปีติซาบซ่านไปทั่วพระราชหฤทัย    เกิดความรักในพระราชโอรสเป็นกำลัง  ราวกับผืนดินอันแห้งผากได้รับฝนอันฉ่ำชื่นในยามวสันตฤดู  จึงทรงดำริว่า
 
?ลูกเราเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ย่อมไม่เกิดเพียงลำพังผู้เดียว จะต้องมีบริวารติดตามมาเป็นแน่แท้?
 
จึงตรัสเรียกเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า
 
?ท่านจงไปเที่ยวสืบดูทีซิว่า ในเรือนของเหล่าอำมาตย์ในวันนี้นะ มีทารกเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?

 
ท่านเสนาบดีรับคำว่า ?รับด้วยเกล้าพะย่ะคะ ข้าพระองค์จะรีบตรวจค้นตามเรือนอำมาตย์ให้ทั่ว ขอพระองค์ทรงวางพระทัยเถิดพระเจ้าข้า?แล้วก็เป็นจริงดังที่พระเจ้ากาสิกราชคาดการณ์ไว้ เพราะไม่ว่าท่านเสนาบดีจะไปสู่เรือนของอำมาตย์คนใด ก็ล้วนมีทารกที่กำเนิดในวันนั้นทั้งสิ้น เป็นที่อัศจรรย์ว่าในวันนั้น มีกุมารเกิดพร้อมกันจำนวนมากถึง 500 คน
    ท่านเสนาบดีทราบความนั้นแล้วก็รีบกลับมาเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ในวันนี้ภรรยาของเหล่าอำมาตย์ได้ให้กำเนิดบุตร 500 คนพร้อมกัน พระเจ้าข้า?  ส่วนพระเจ้ากาสิกราชเมื่อทรงสดับข่าวสารอันเป็นมงคลนั้นแล้ว ก็ทรงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จะทรงรับสั่งประการใด เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2552, 20:28:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 4



        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกเทวราชเกิดร้อนพระทัย ด้วยเดชแห่งศีลและการตั้งสัจจอธิษฐาน ของพระนางเจ้าจันทาเทวี จึงทรงตรวจดูด้วยทิพยเนตร ก็ทราบเหตุว่าพระนางตั้งความปรารถนาพระโอรส จึงทรงสำรวจดูในสวรรค์ว่า มีเทพบุตรองค์ใดที่มีบุญญาธิการเหมาะสม เพื่อที่จะอัญเชิญไปเกิดในพระครรภ์ของพระนางได้บ้าง


 
        ครั้นทรงเห็นว่ามีเทพบุตรอยู่องค์หนึ่งชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วได้ไปตกอุสสุทนรกอยู่ 8 หมื่นปี แล้วได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บัดนี้ใกล้จะจุติไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป จึงพร้อมด้วยเทพบริวารเสด็จไปอาราธนาเทพบุตรนั้นให้ลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนาง เทพบุตรองค์นั้นได้สดับคำอาราธนาแล้ว ก็มีความยินดีรับคำเชิญ จึงพร้อมด้วยเทพบุตรบริวารอีก 500 องค์ จุติลงมาพร้อมกัน โดยเทพบุตรผู้เป็นประธานถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีเทพบุตรบริวารปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาแห่งอำมาตย์ทั้งหลาย


    ในเวลาที่เทพบุตรเข้าสู่พระครรภ์นั้นพระนางเจ้าจันทาเทวีมีความรู้สึกประหนึ่งว่าพระครรภ์เต็มไปด้วยแก้วใส ก็ทรงแน่พระทัยว่าได้ตั้งพระครรภ์แล้ว รุ่งเช้าจึงเสด็จไปกราบทูลให้พระราชสวามีทรงทราบ เมื่อพระราชาทรงทราบก็ทรงปลื้มพระหฤทัยยิ่งนัก ได้ทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง


 
    ล่วงไป 10 เดือน พระนางก็ทรงประสูติพระราชโอรสผู้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ หาผู้เปรียบปานมิได้ เมื่อพระราชาทรงทราบว่าพระโอรสประสูติแล้วก็ทรงยินดีปรีดายิ่งนัก จึงรับสั่งให้เสนาบดีตรวจดูในเรือนอำมาตย์ทั้งหลายว่ามีทารกคลอดในวันเดียวกันบ้างหรือไม่ ท่านเสนาบดีตรวจดูแล้ว ก็ได้ถวายรายงานว่ามีทารกที่เกิดในวันนั้นถึง 500 คน

 
    ครั้นพระราชาทรงทราบว่า มีกุมารกำเนิดพร้อมกันกับพระโอรสของพระองค์ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดทำเครื่องประดับสำหรับกุมารของเหล่าอำมาตย์ทั้ง 500 คน พร้อมกับพระราชทานแม่นม 500 นาง ให้เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้นด้วย แต่สำหรับพระราชกุมารนั้น พระเจ้ากาสิกราชทรงโปรดให้คัดเลือกแม่นมเป็นพิเศษพระราชทานแด่พระกุมารจำนวนถึง 64 นาง โดยแต่ละนางล้วนถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะที่ดี และจะต้องปราศจากลักษณะอันเป็นโทษ 10 ประการคือ

ข้อ 1. หญิงนั้นต้องไม่มีผิวขาวจนเกินไป ด้วยเกรงว่าน้ำนมจะมีรสเปรี้ยว
 
ข้อ 2. หญิงนั้นต้องผิวไม่ดำจนเกินไป ด้วยเกรงว่าจะมีน้ำนมที่เย็นจัด
 
ข้อ 3. ไม่ผอมแห้งบอบบาง  เพราะขณะที่พระกุมารนอนบนตัก หรือนอนแนบอกดื่มน้ำนม กระดูกอาจทิ่มตำพระกุมารได้
 
ข้อ 4. ไม่อ้วนจนเกินไป เพราะจะทำให้พระกุมารพลอยอ้วนตามไปด้วย
 
ข้อ 5. ไม่สูงเกินไป เพราะเมื่อนั่งดื่มน้ำนม พระกุมารก็จะต้องยืดจนคอยาว
 
ข้อ 6. ไม่เตี้ยเกินไปนัก เพราะเมื่อนั่งดื่มน้ำนม พระกุมารจะต้องหดคอ พลอยต่ำเตี้ยไปด้วย
 
ข้อ 7. น้ำนมต้องรสไม่จืด เค็มหรือเปรี้ยวเกินไป ให้คัดสรรเฉพาะนางที่มีน้ำนมรสหวานกลมกล่อมเท่านั้น
 
ข้อ 8. ต้องมีถันไม่หย่อนยาน ให้คัดสรรเฉพาะแม่นมที่มีเต้านมเปล่งปลั่งเพื่อจะได้มีน้ำนมที่ดี
 
ข้อ 9.หญิงนั้นต้องไม่เป็นโรคหืดหอบ อันจะส่งผลให้น้ำนมไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร
 
และข้อ 10. หญิงนั้นต้องไม่เป็นโรคไอเรื้อรัง เพราะรสของน้ำนมจะเผ็ดเกินไป จะพลอยให้พระกุมารจะพลอยขี้โรคไปด้วย


 
    เมื่อถึงวันทำนายพระลักษณะ พระราชาได้โปรดให้เชิญพราหมณ์ปุโรหิตและโหราจารย์ทั่วพระนครมาเลี้ยงดูจนอิ่มหนำสำราญ ทรงอาราธนาให้ท่านเหล่านั้นพยากรณ์พระลักษณะของพระกุมาร เพียงครั้งแรกที่พราหมณ์ปุโรหิตและโหราจารย์เหล่านั้นได้เห็นบุญลักษณะของพระราชกุมาร ต่างพากันกราบทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระหน่อเนื้อราชกุมารนี้ มีบุญลักษณะอันบริบูรณ์ ทรงประเสริฐยิ่งกว่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย...ต่อไปภายหน้าจะได้เป็นพระราชาธิราชผู้ทรงพลานุภาพเหนือทวีปน้อยใหญ่ อย่าว่าแต่ทวีปหนึ่งเลย แม้มหาทวีปทั้ง 4 มีทวีปน้อย 2,000 เป็นบริวารก็ยังต้องอยู่ในพระราชอำนาจ ขึ้นชื่อว่าอันตรายใดๆ ที่จะมาพ้องพานพระองค์ได้นั้น ย่อมไม่มีเป็นอันขาด”


        พระราชาได้สดับคำพยากรณ์เหล่านั้น ก็ทรงยินดีเป็นล้นพ้น เพราะบัดนี้ความประสงค์ของพระองค์ที่ปรารถนาจะได้องค์รัชทายาทสืบราชสมบัติต่อไปในภายภาคหน้า ก็สำเร็จดังมโนรถของพระองค์แล้ว จึงพระราชทานพระนามแด่พระกุมารนั้นว่า พระเตมิยกุมาร (เต มิ ยะ) ทั้งนี้ทรงถือเอานิมิตหมายแห่งพระประสูติกาล ด้วยทรงดำริว่า ในวันที่พระกุมารประสูตินั้น ฝนตกโปรยปรายทั่วพระนคร นำความเย็นชุ่มฉ่ำมาสู่คนและสัตว์ ทั้งไพร่ฟ้าประชาราษฏร์แห่งกาสิกรัฐต่างก็ชุ่มฉ่ำทั้งกายและใจ แม้พืชพันธุ์ธัญญาหารก็พลอยได้รับความชุ่มชื่นกันไปทั่ว ก็ด้วยอาศัยพระบารมีของพระราชกุมารนั่นเอง

 
        และเหนือสิ่งอื่นใด พระเจ้ากาสิกราชทรงตระหนักดีว่า พระราชโอรสองค์นี้เองที่เป็นดุจทิพย์วารีที่หลั่งลงชโลมพระหฤทัย นำความชุ่มเย็นมาให้พระองค์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระองค์จะทรงรักใคร่ในพระราชกุมารสักเพียงใด

 
        เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้  1 เดือน เหล่าพี่เลี้ยงนางนมก็ช่วยกันตกแต่งพระกายของพระราชกุมาร แล้วอัญเชิญขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่ภายในท้องพระโรงมหาวินิจฉัย เวลานั้น ท้องพระโรงแน่นขนัดไปด้วยเหล่าข้าราชบริพารนับพัน พระเจ้ากาสิกราชผู้เป็นราชาธิราช ทรงประทับอยู่เหนือพระบัลลังก์ทอง เพื่อทรงวินิจฉัยอรรถคดีต่างๆ ทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์ปุโรหิตและเหล่าอำมาตย์เป็นทิวแถวอยู่เบื้องหลังพระบัลลังก์ทอง ไล่เรียงตามมาด้วยเหล่าแม่ทัพนายกอง และราชบุรุษกองรักษาพระองค์


 
        ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช เพียงได้ทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารผู้เป็นที่รักยิ่ง ก็ทรงดีพระหฤทัย รีบตรงเข้าไปรับเอาพระกุมารมาจากมือของพี่เลี้ยงนางนม แล้วทรงอุ้มพระกุมารให้ประทับนั่งบนตัก พระองค์ทรงรื่นรมย์อยู่กับพระกุมารครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทรงโปรดให้มหาอำมาตย์เบิกคดีสำคัญต่อไป
 
        ขณะนั้น มหาโจร 4 คนถูกราชบุรุษจับมัดไขว้หลัง คล้องโซ่ตรวนอย่างแน่นหนา ถูกเฆี่ยนด้วยหวาย นำตัวมายังหน้าพระบัลลังก์ทองเพื่อรับพระราชอาญา พระเจ้ากาสิกราชทรงชำเลืองดูมหาโจรทั้ง 4 ซึ่งถูกราชบุรุษสั่งให้คุกเข่าลง ณ เบื้องพระพักตร์ เมื่อทรงสดับคำกราบทูลถึงความผิดของมหาโจรเหล่านั้นจากมหาอำมาตย์แล้ว จึงตรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่มหาโจรทั้ง 4 นั้นให้สาสมแก่ความผิด
 
        โดยให้โบยโจรคนหนึ่งด้วยหวายหนามแช่น้ำเกลือ 1 พันครั้ง เพียงโบยไม่ถึง 100 ครั้ง เขาก็สิ้นชีวิตอยู่ตรงนั้น
 
        โจรอีกคนหนึ่งให้ราชบุรุษจองจำไว้กับขื่อคาโซตรวน แล้วส่งเข้าเรือนจำ ให้ตายอยู่ในเรือนจำ

 
        โจรอีกคนหนึ่งก็ให้นำไปประหาร โดยให้แทงด้วยคมหอก
 
        ส่วนโจรคนสุดท้ายนั้น กระทำทารุณกรรมไว้มาก จึงทรงลงโทษอย่างอุกฤษฏ์ โดยให้เสียบด้วยหลาวทั้งเป็นแล้วนำไปเสียบประจานไว้หน้าประตูเมือง


 
        พระเตมิยกุมารผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ สั่งสมปัญญาบารมีมาดีแล้วเมื่อได้สดับคำตัดสินลงทัณฑ์ของพระราชบิดา ก็ทรงหวาดสะดุ้งในพระสุรเสียงอันกึกก้อง บังเกิดความสลดหดหู่พระหฤทัยยิ่งนัก จึงทรงดำริขึ้นว่า  “โอ พระราชบิดาของเรา ทำบาปกรรมใหญ่หลวงนัก คงไม่พ้นจากการเสวยทุกข์ในนรกเพราะเหตุแห่งราชสมบัตินี้อย่างแน่นอน”
 
        ได้ทรงเห็นเหตุเพียงเท่านี้ ก็ทรงตรองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า เพราะทรงสั่งสมปัญญาบารมีมานาน จึงดำริว่า “หากปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ต่อไปในภายหน้า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติ ก็จะต้องตัดสินคดีความดุจเดียวกับพระราชบิดา” ดำริฉะนี้แล้ว จะทรงจัดการกับชีวิตของพระองค์อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 23 มิถุนายน, 2552, 21:34:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 5

 

            จากตอนที่แล้ว พระราชาทรงทราบว่า มีกุมารคลอดในเรือนของอำมาตย์ในวันเดียวกันถึง 500 คน ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก รับสั่งให้ทำเครื่องประดับแล้วพระราชทานให้แก่กุมารเหล่านั้น แล้วทรงพระราชทานแม่นมให้เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้น สำหรับพระราชกุมารนั้น พระราชาทรงพระราชทานแม่นมที่มีความงดงามให้ 64 นาง ซึ่งเว้นจากโทษ 10 ประการ คือไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่อ้วน ไม่ผอมจนเกินไป ถันไม่แบน ไม่หย่อนยาน ไม่เป็นโรคหอบหืด และไม่เป็นโรคไอ


 
        เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้ 1 เดือน พี่เลี้ยงนางนมได้ประดับพระกายแล้วอัญเชิญขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่ภายในท้องพระโรงมหาวินิจฉัย ก็ทรงรับเอาพระกุมารมาจากมือของพี่เลี้ยงนางนม แล้วทรงอุ้มพระราชกุมารให้ประทับนั่งบนตัก แล้วก็ทรงวินิจฉัยคดีความต่อไป โดยตรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่มหาโจร 4 คน โดยให้โบยโจรคนหนึ่งด้วยหวายหนามแช่น้ำเกลือจนตาย โจรอีกคนหนึ่งให้จองจำไว้กับขื่อคา โจรอีกคนหนึ่งก็ให้นำไปประหารด้วยคมหอก โจรคนสุดท้ายให้เสียบด้วยหลาวทั้งเป็น

 
        พระเตมิยราชกุมาร  เมื่อได้สดับคำตัดสินลงอาญาของพระราชบิดา ก็ทรงหวาดสะดุ้ง เกิดความสลดหดหู่ ดำริว่า  “พระราชบิดาของเรา ทำบาปกรรมใหญ่หลวงนัก คงไม่พ้นจากการเสวยทุกข์ในนรกเป็นแน่ หากปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ต่อไปในภายหน้า แม้เราเองก็จะต้องตัดสินคดีความดุจเดียวกับพระราชบิดา” ดำริฉะนี้แล้วก็ยิ่งสลดพระทัยเพิ่มขึ้น


 
        ในการวินิจฉัยคดีนั้น แม้พระราชาจะทรงตัดสินคดีความโดยชอบธรรม คือมิได้พิพากษาโดยความผลุนผลัน ทั้งมิได้ลำเอียงด้วยอำนาจแห่งอคติใดๆ คือไม่ได้ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน  เพราะไม่ชอบหน้า เพราะความเขลาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ได้ลำเอียงเพราะความกลัวอำนาจอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ปราศจากความลำเอียงดังกล่าวแล้ว ก็ยังมิได้ชื่อว่า จะรอดพ้นจากบาปกรรมไปได้เลย เพราะการประหารผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตก็ดี การทำร้ายเบียดเบียนให้ทุกข์ทรมานก็ดี ย่อมชื่อว่าให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ในไม่ช้าทุกข์นั้น ก็จักต้องกลับคืนสนองตนตามกฎแห่งกรรมอย่างแน่นอน


        ในวันรุ่งขึ้น เหล่านางนมได้นำพระราชกุมารไปบรรทมภายใต้พระเศวตฉัตร พระราชกุมารบรรทมหลับสนิทจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ลืมพระเนตรขึ้นแลดู ณ เบื้องบน  ได้เห็นพระเศวตฉัตร และสิริราชสมบัติอันโอฬารเช่นนั้น ก็ทรงดำริขึ้นว่า  “ก่อนที่จะมาเกิดในพระราชมณเฑียรภายใต้พระเศวตฉัตรนี้ เรามาจากไหนหนอ” ด้วยอำนาจบุญเก่าที่สั่งสมมา และด้วยเหตุที่ทรงเกิดในที่เดิมซึ่งทรงคุ้นเคยมาก่อน เมื่อทรงนึกทบทวนดู จึงทำให้พระเตมิยกุมารระลึกชาติหนหลังได้ว่า เราเคยเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนี้ถึง 20 ปีเพราะอกุศลกรรมที่เคยตัดสินประหารชีวิตผู้คนมาไม่น้อย ครั้นตายแล้ว บาปกรรมเมื่อครั้งเป็นกษัตริย์ในชาตินั้น ก็บันดาลให้ไปบังเกิดในอุสสุทนรกเป็นเวลายาวนานถึงแปดหมื่นปี พอพ้นจากนรก บุญได้โอกาสจึงส่งผลให้ไปเกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ จากนั้นจึงได้กลับมาเกิดในที่นี่อีก”
 


        เมื่อทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนเคยเสวยในนรก ก็ทรงสะดุ้งกลัว หวาดเสียวพระทัยยิ่งนัก จึงทรงดำริว่า “หากเราได้เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ก็คงไม่พ้น ต้องทำบาปกรรมสั่งประหารชีวิตผู้คนมากมายเช่นเดิม และจะต้องไปเสวยทุกข์ใหญ่ในนรกอีกอย่างแน่แท้ เมื่อวานนี้ พระราชบิดาได้สั่งลงโทษมหาโจร 4 คน ด้วยพระวาจาที่หยาบคายเราก็ได้เห็นแล้ว ทำอย่างไรหนอ ตัวเราจึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียรอันเปรียบเสมือนเรือนโจรนี้ได้”


        คิดดังนี้แล้ว พระราชกุมารก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก พระกายซึ่งเปล่งปลั่งดั่งทองคำก็กลับซูบซีดเศร้าหมองเหมือนดอกบัวที่ถูกขยำด้วยมือพลันเหี่ยวแห้งไปในทันที พระราชกุมารไม่อาจข่มพระเนตรลง ได้แต่บรรทมกระสับกระส่ายด้วยทรงรำพึงว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียรนี้ได้ เหตุการณ์ที่พระราชกุมารบรรทมด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ภายใต้พระเศวตฉัตรนั้น  อยู่ในสายตาของนางเทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่พระเศวตฉัตร ที่กำลังเหลียวมองพระองค์ด้วยความรัก ซึ่งในครั้งอดีตชาติ นางได้เคยเกิดเป็นพระมารดาของพระราชกุมาร ตั้งแต่วันที่พระราชกุมารประสูติ ก็เกิดความรักประหนึ่งว่าเป็นบุตรของตน ด้วยสายสัมพันที่เคยเป็นแม่ลูกกันมาข้ามชาติ จึงเฝ้าติดตามดูแลพระราชกุมารด้วยความรักมิเสื่อมคลาย
 
        นางเทพธิดาครั้นได้ทราบความดำริของพระราชกุมาร จึงได้แสดงตนให้พระองค์เห็น แล้วปลอบโยนให้ทรงคลายความโศกว่า
“พ่อเตมิยะ พ่ออย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าคิดกลัวไปเลยหากพ่อต้องการจะพ้นไปจากพระราชมณเฑียรนี้ เพราะเกรงภัยในนรก พ่อก็จงแสร้งทำตนเป็นคนง่อยเปลี้ย แม้พ่อมิได้หูหนวก ก็จงแสร้งทำเป็นคนหูหนวก แม้พ่อมิได้เป็นคนใบ้ ก็จงแสร้งทำเป็นคนใบ้ พ่ออย่าได้แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต จงปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าพ่อเป็นคนเขลาเถิด แล้วเขาก็จะเหยียดหยามว่าพ่อเป็นคนกาลกิณี ในที่สุดก็จะขับไล่พ่อออกไป หากพ่อสามารถกระทำตามอุบายนี้ได้ ความปรารถนาของพ่อก็จะสำเร็จแน่นอน”


พระเตมิยกุมารได้สดับถ้อยคำที่นางเทพธิดาแนะนำ ก็ทรงอุ่นพระทัย ตรัสตอบเทพธิดานั้นไปว่า “แม่เทพธิดา คำของท่านซึ้งใจเรานัก ท่านช่างปรารถนาประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง เราจะทำตามคำที่ท่านแนะนำอย่างแน่นอน” ตรัสดังนี้แล้ว พระราชกุมารก็ตั้งจิตอธิษฐานด้วยอย่างแน่วแน่ว่า “ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จะทำตามคำของแม่เทพธิดา จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ”


นับจากนั้นมา พระราชกุมารก็มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ไม่ทรงขยับพระหัตถ์และพระบาท  จึงดูผิดแผกจากกุมารทั่วไป แม้จะทรงเมื่อยล้าสักเพียงไร ก็ทรงอดกลั้นยึดมั่นในคำอธิษฐานนั้น  เพราะเหตุที่พระราชกุมารไม่ทรงกันแสง ไม่แสดงอาการว่าหิวนมเหมือนกุมารอื่น และทรงบรรทมอยู่ในพระอิริยาบถเดียว โดยไม่ไหวติงพระหัตถ์และพระบาทเลย แม้จะเสวยน้ำนม ก็เสวยแต่เฉพาะเวลาที่พี่เลี้ยงนางนมถวายเท่านั้น อาการผิดปกติของกุมารนี้ ได้ยังความฉงนให้เกิดแก่คนทั้งหลาย ทั้งพลอยเศร้าโศกแทนพระราชกุมารว่า ถ้าหากยังคงมีอาการง่อยเปลี้ยอยู่เช่นนี้ อนาคตของพระองค์จะทรงเป็นเช่นไรโดยเฉพาะพระราชชนกชนนีนั้น เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสทรงประทับนิ่งไม่ไหวติงเช่นนั้น ก็ทรงแปลกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระราชกุมารนั้นไม่มีลักษณะของคนง่อยเปลี้ยให้เห็นเลย ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง จึงทรงร้อนพระทัย ทรงปรึกษากันหาวิธีแก้ไขทุกอย่าง 


พระเจ้ากาสิกราชทรงดำริว่า พระกุมารของเราคงจะหงอยเหงาที่ไม่มีเพื่อนเล่นกระมัง จึงได้แสดงอาการนิ่งเฉยเย็นชา ควรที่จะได้กุมารทั้ง  500 คน มาอยู่ให้เล่นเป็นเพื่อน จึงมีรับสั่งให้นำกุมารทั้งหมดที่เกิดวันเดียวกันนั้นมาอยู่ในวัง เพื่อเป็นเพื่อนเล่นของพระราชกุมาร
 
 
พระราชกุมารแม้จะทรงทราบเรื่องราวทุกอย่างดี อยากจะทักทายหัวเราะเล่นด้วย ก็จำต้องอดทนทำเป็นไม่สนพระทัย กุมารทั้งหลาย ครั้นหิวเข้าก็ร้องไห้เพื่อจะดื่มนม แต่พระราชกุมารกลับบรรทมนิ่ง ด้วยทรงนึกถึงภัยในนรก จึงสอนตนเองว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะไม่ร้องไห้เพื่อให้ได้ดื่มนมเป็นอันขาด แม้ร่างกายของเราจะซูบผอมตายไป ก็ยังประเสริฐกว่า  ”
 
 
            พระราชกุมารทรงเตือนตน โดยดำริว่าจะยอมตายเช่นนี้แล้ว แม้กุมารอื่นๆ จะร้องไห้แล้วได้ดื่มน้ำนม ส่วนพระราชกุมารก็ไม่ทรงกันแสงแต่อย่างใด ยังคงทนนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิม พวกนางนมเห็นอาการของพระราชกุมารผิดไปจากกุมารทั้งหลาย ก็ทั้งสงสารและกังวลใจ ส่วนเธอทั้งหลายจะทำประการใดนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2552, 12:57:20 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 6

 
            จากตอนที่แล้ว พระราชกุมารหลังจากได้ทรงเห็นพระราชบิดาทรงตัดสินลงอาญานักโทษทั้ง 4 คน ด้วยวิธีการประหารที่ต่างๆ กัน ก็ทรงสดุ้งพระทัยหวาดกลัวภัยในนรกที่พระชนกจะได้รับ


 
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นบรรทมแล้ว ก็ลืมพระเนตรแลดูเบื้องบน  ได้เห็นพระเศวตฉัตร และสิริราชสมบัติอันโอฬาร ก็ทรงดำริขึ้นว่า  “ก่อนที่จะมาเกิดในพระราชมณเฑียรภายใต้พระเศวตฉัตรนี้ เรามาจากไหนหนอ”  ก็ทรงระลึกชาติหนหลังได้ว่า “เราเคยเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนี้ 20 ปี ครั้นตายแล้ว ก็ไปบังเกิดในอุสสุทนรกนานถึงแปดหมื่นปี พอพ้นจากนรก ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จากนั้นจึงได้กลับมาเกิดที่นี่อีก” เมื่อทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนเคยเสวยในนรก ก็ทรงสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า “หากเราอยู่ที่นี่ต่อไป ก็คงไม่พ้นต้องสั่งประหารชีวิตผู้คนมากมายเช่นเดิม และจะต้องย้อนรอยไปสู่นรกอีกเป็นแน่” 

 
ดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก ได้แต่บรรทมกระสับกระส่าย ฝ่ายเทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่พระเศวตฉัตร ได้ทราบความดำริของพระราชกุมาร จึงปลอบโยนว่า “พ่อเตมิยะ พ่ออย่าเศร้าโศกไปเลย หากต้องการจะพ้นไปจากที่นี้  พ่อก็จงแกล้งทำเป็นคนง่อยเปลี้ย  เป็นคนหูหนวก เป็นคนใบ้ พ่ออย่าได้แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต ในที่สุดเขาก็จะขับไล่พ่อออกไป หากพ่อสามารถกระทำตามนี้ได้ ความปรารถนาของพ่อก็จะสำเร็จ”

 
        พระเตมิยกุมารได้สดับดังนั้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ” นับจากนั้นมา พระราชกุมารก็มิได้ตรัสอะไรอีก ไม่ทรงขยับพระหัตถ์และพระบาท  แม้หิวก็ไม่ทรงร้องไห้ขอดื่มนม พี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย เห็นอาการผิดปกติของพระราชกุมาร ก็ทั้งเป็นห่วงทั้งกังวลใจ จึงได้นำความนี้ไปกราบทูลพระนางเจ้าจันทาเทวีให้ทรงทราบ ก็ยิ่งทำให้พระเทวีทรงกังวลพระทัยเพิ่มขึ้น

 
        พระนางจึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบ ส่วนพระเจ้ากาสิกราช เมื่อได้รับคำกราบทูลถวายรายงานก็ไม่รอช้า ทรงรับสั่งให้หาแพทย์หลวงมาตรวจรักษาทันที แพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญที่สุดในพระนคร เมื่อได้ตรวจดูพระอาการโดยละเอียดแล้ว จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระราชกุมารมีพระอนามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง ไม่มีโรคทางกายแต่อย่างใด ถ้าจะมีก็คงเป็นโรคภายในที่ไม่ทรงสบายพระทัยอะไรสักอย่าง ขอพระองค์ทรงโปรดให้พราหมณ์ผู้ชำนาญในการดูลักษณะมาตรวจดูเถิดพระเจ้าข้า”


 
        พระเจ้ากาสิกราชจึงรับสั่งให้พราหมณ์ ซึ่งเป็นโหรหลวงประจำราชสำนักเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า “ท่านพราหมณ์ เหตุใดโอรสของเราจึงไม่ร้องไห้เพื่อจะเสวยนมเหมือนกับกุมารอื่น ท่านจงช่วยตรวจดูทีซิ” พวกพราหมณ์ผู้ชำนาญในเรื่องการดูลักษณะ ได้ตรวจดูโดยถ้วนถี่ ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า  ขอพระองค์อย่าได้ทรงกังวลพระหฤทัยไปเลยพระเจ้าข้า เป็นธรรมดาของผู้มีบุญญาธิการย่อมจะมีความอดทนมากกว่าคนทั่วไป น่าจะทดลองให้นางนมถวายนม โดยปล่อยให้ล่วงเวลาไปสักหน่อย  เมื่อเป็นเช่นนี้ เชื่อแน่ว่าพระราชกุมารจะทรงกันแสง เพื่อทรงขอเสวยนมเองพระเจ้าข้า”

 
        พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงรับสั่งให้พวกนางนมทำตามนั้น แต่ก็ทรงผิดหวัง เพราะแม้จะทดลองให้เสวยนมผิดเวลา บางคราวนางนมได้ถวายนมวันละครั้ง  ปล่อยให้พระราชกุมารทนหิวไปเรื่อยๆ แต่พระราชกุมารก็กลับทรงนิ่งเฉย มิได้ร้องไห้สักนิดเดียว  พระองค์แม้ยังทรงเป็นทารกน้อย แต่ทรงมีขันติธรรมเป็นยอด เพราะทรงอดกลั้นต่อทุกขเวทนาเห็นปานนี้ได้ สมดังที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ความอดทนเป็นตบะเครื่องแผดเผากิเลสอย่างยิ่ง และความอดทนนั่นแหละเป็นอาภรณ์ของผู้บำเพ็ญตบะ

 
        พระนางเจ้าจันทาเทวีทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารไม่ทรงร้องไห้ ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่คู้พระหัตถ์และพระบาท ไม่เปล่งพระวาจา แม้ว่าจะต้องอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาอันเกิดจากความหิวก็ตาม ครั้นพระนางเห็นดังนั้นแล้ว ก็ไม่อาจจะทนดูอยู่ได้ จึงได้ตรัสว่า “โอ ลูกรักของแม่ เจ้าคงหิวมากแล้ว ในเมื่อเจ้าหิว เหตุใดจึงยังนิ่งเฉยอยู่เล่า หากเจ้ายังคงนิ่งเฉย  ไม่ร้องไห้ ไม่พูดจา แล้วเจ้าจะให้แม่ทำอย่างไร”


        พระนางรีบอุ้มพระราชกุมารขึ้นมากอดไว้ด้วยความรัก แล้วจึงให้ดื่มนมจากพระถันของพระนางเอง น้ำพระเนตรของพระนางค่อยๆ หลั่งริน ทรงสะอื้นไห้ด้วยความรักและสงสารปานจะขาดใจ


        วันถัดมา พวกนางนมเห็นพระเตมิยกุมารยังทรงนิ่งเฉยอยู่ จึงปรึกษากันว่า ธรรมดาคนง่อยเปลี้ย มือและเท้าย่อมไม่เป็นอย่างนี้  ปลายคางก็ไม่เป็นอย่างนี้  และถ้าเป็นคนหูหนวก ช่องหูก็จะไม่เป็นอย่างนี้ 


        การที่พระราชกุมารทรงเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ยและหูหนวกเช่นนี้ ทั้งที่อวัยวะก็ล้วนสมบูรณ์ดี มิได้บกพร่องแต่อย่างใด เห็นทีจะต้องมีเหตุอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ พวกเราจะต้องทดลองให้รู้ จึงพากันคิดหาอุบายต่างๆ เพื่อลองพระทัยพระราชกุมาร


        ครั้งแรกนางนมปล่อยให้พระราชกุมารอดนมตลอดทั้งวัน โดยที่ไม่ยอมถวายนมให้ดื่มเลย บางคราวถึง 2 วัน ทดลองอย่างนี้จนครบปี แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงกันแสง หรือทรงขยับพระหัตถ์และพระบาทเลย


        ต่อมา พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า “ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กอายุหนึ่งขวบชอบกินขนมและของเคี้ยว ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยขนมและของขบเคี้ยวเถิดพระเจ้าข้า”


        พระราชาก็ทรงให้ทดลองตามนั้น โดยให้นำขนมและของขบเคี้ยวซึ่งล้วนมีสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน บรรจงจัดใส่ภาชนะอย่างประณีต แล้วนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมารซึ่งแวดล้อมด้วยกุมารทั้ง 500 แล้วก็เฝ้าแอบดูอยู่ใกล้ๆ กุมารเหล่านั้น เมื่อได้เห็นขนมและของขบเคี้ยวเหล่านั้น ก็ไม่อาจอดใจได้ พากันยื้อแย่งถาดเหล่านั้นกันจ้าละหวั่น บ้างก็ทะเลาะกันสนั่นไปทั้งท้องพระโรง เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ถึงกับร้องไห้กระจองอแง


ในขณะที่พระเตมิยกุมารยังคงรักษาคำสัตย์อย่างมั่นคง เป็นเช่นสัตบุรุษที่ยอมเสียสละชีวิตได้ แต่จะไม่ยอมสละธรรม แม้ว่าขนมและของเคี้ยวเหล่านั้น จะยั่วยวนใจให้ลิ้มลองสักเพียงใด


         ในเมื่อตั้งใจว่าจะไม่ทำลายสัจจวาจา พระกุมารก็ยังอดทนนิ่งเฉยได้เหมือนไม่สนใจใยดี และในขณะเดียวกันก็สอนตนว่าเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าต้องการจะตกนรกอีกละก็ เจ้าก็จงกินขนมและของเคี้ยวเหล่านั้นตามความพอใจเถิด” ดำริฉะนี้แล้วก็มิได้เหลียวดูขนมและของขบเคี้ยวเหล่านั้นเลย แม้จะทดลองด้วยขนมอย่างนี้นานครบปี จนพระเตมิยกุมารพระชนมายุได้ 2 ปีแล้ว ก็ยังมิได้แสดงอาการใดๆ ให้รู้เลย ยังคงนิ่งเฉยดังเดิม


        อำมาตย์เหล่านั้น เมื่อได้พยายามทดลองด้วยขนมและของเคี้ยว แล้วก็ยังไม่ได้ผล จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กอายุสองขวบ ชื่นชอบผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด  ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยผลไม้เถิดพระเจ้าข้า” พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงให้กระทำตามนั้น โดยให้นำเอาผลไม้นานาชนิดที่เด็กๆ ชอบกิน  ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม


 แต่พระราชกุมารยังตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ได้เตือนตนเองอย่างหนักแน่นว่า เตมิยกุมาร ถ้าเจ้าอยากจะตกนรกแล้วละก็ เจ้าก็จงหยิบผลไม้เหล่านั้นกินตามความพอใจเถิด”
 
          เมื่อกล่าวสอนตนดังนี้แล้วก็ทรงนอนนิ่งเฉย ทรงใช้ความกลัวภัยในนรกข่มความอยากกินนั้นให้ระงับไป ไม่ทรงน้อยพระทัย ไม่ทรงนึกตัดพ้อว่า เมื่ออยากจะให้เรากิน ก็ทำไมไม่ให้เรากินดีๆ ทำไมต้องแกล้งเราด้วย พวกอำมาตย์เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล ก็คิดหาวิธีอย่างอื่นทดลองอีก ส่วนจะทดลองโดยวิธีใดนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 06:55:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 7
 


            จากตอนที่แล้ว พระพี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย เห็นอาการผิดปกติของพระราชกุมารจึงได้ไปกราบทูลพระนางเจ้าจันทาเทวีให้ทรงทราบ พระนางจึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบส่วนพระเจ้ากาสิกราช เมื่อได้รับคำกราบทูลถวายรายงานแล้วก็ทรงรีบให้แพทย์หลวงมาตรวจรักษา

 
        แพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญที่สุดได้ตรวจดูพระอาการโดยละเอียดแล้วก็ไม่เห็นมีโรคทางกายแต่อย่างใดจึงแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชเชิญพราหมณ์ผู้ชำนาญในการดูลักษณะมาตรวจดูแม้พวกพราหมณ์ผู้ชำนาญในลักษณะก็ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ จึงกราบทูลแนะนำให้ทดลองพระราชกุมารโดยให้นางนมถวายนมเลยเวลาไปสักหน่อย เมื่อพระราชกุมารทรงหิวมากๆก็จะทรงกรรแสงเพื่อทรงขอเสวยนมเอง



        พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงรับสั่งให้พวกนางนมทำตามนั้นแต่พระราชกุมารก็กลับทรงนิ่งเฉยมิได้ทรงกรรแสงสักนิดเดียว พระนางเจ้าจันทาเทวีทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารไม่ทรงกรรแสง เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเข้าก็ไม่อาจจะทนดูอยู่ได้ จึงรีบอุ้มพระราชกุมารขึ้นมาให้ทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของพระนางเอง



        ต่อมา พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ธรรมดาเด็กอายุหนึ่งขวบชอบกินขนมขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยขนมเถิดพระเจ้าข้า พระราชาก็ทรงให้ทดลองตามนั้น โดยให้นำขนมสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน จัดใส่ภาชนะนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมาร พระองค์ก็ยังคงนิ่งเฉยไม่สนใจใยดี ทดลองด้วยขนมอย่างนี้  จนพระเตมิยกุมารพระชนมายุได้ 2 ปี ก็ยังมิได้แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ



        อำมาตย์เหล่านั้น จึงกราบทูลว่า “ธรรมดาเด็กอายุสองขวบชอบผลไม้ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยผลไม้เถิด”  พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงให้กระทำตามนั้น โดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาด แล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิมแต่พระราชกุมารยังตั้งมั่นอยู่ในปณิธานได้เตือนตนเองอย่างหนักแน่นว่าเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าอยากจะตกนรกแล้วละก็เจ้าก็จงหยิบผลไม้เหล่านั้นกินตามความพอใจเถิดแม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย

จึงได้กราบทูลต่อไปว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ ธรรมดาเด็กอายุ        สามขวบมักโปรดปรานของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถหรือเรือคันเล็กๆ เป็นต้น ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยของเล่นเหล่านั้นเถิด พระเจ้าข้า”  กราบทูลดังนี้แล้วก็ให้ทำของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถ และเรือเล็กๆ เป็นต้นด้วยทองคำ นำไปวางไว้ใกล้ ๆ พระราชกุมาร กุมารทั้ง 500 คนต่างพายื้อแย่งกัน ส่วนพระราชกุมารนอกจากจะไม่ทรงหยิบจับของเล่นชิ้นใดแล้ว พระองค์ยังไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลยแม้แต่น้อย



         แม้จะทดลองด้วยของเล่นที่ทำด้วยทองคำอย่างนี้เป็นเวลานานนับปี พระราชกุมารก็มิได้แสดงอาการสนพระทัยแต่อย่างใด ยังมั่นคงอยู่ในปณิธานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่การที่พระองค์ทรงเจริญเติบโตมาได้ตามปกติก็เพราะทรงมีกำลังใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว บวกกับคณะแพทย์หลวงได้ทำการนวดเฟ้นร่างกาย ให้เลือดได้ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้พระราชกุมารทรงเจริญเติบโต และมีพระพลานามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง

   

        หากมิใช่เพราะพระกุมารเป็นผู้มีบุญญาธิการแล้วละก็ บททดสอบเพียงเท่านี้ ก็คงพอที่จะทำให้พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจเดิมได้แล้ว แต่เพราะพระองค์ได้ฝึกฝนอบรมตนมานานข้ามภพข้ามชาติ พระองค์จึงสามารถสอนตนเองได้ไม่ยอมท้อถอยเสียกลางคัน ตรงกันข้ามกลับมีจิตใจมั่นคงดุจศิลาแท่งทึบที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมฉะนั้น  เหล่าอำมาตย์แม้จะทดลองด้วยวิธีการต่างๆ มานานหลายปี ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จจึงเริ่มเกิดอาการหวั่นวิตก ได้ปรึกษากันว่า“ท่านทั้งหลาย พวกเราจะทำอย่างไรกันดี จนถึงป่านนี้แล้ว พระราชกุมารก็ยัง ไม่แสดงอาการอะไรพอให้เรามีความหวังได้เลย”
 
        อำมาตย์ผู้ฉลาดหลักแหลมท่านหนึ่งจึงแสดงความเห็นท่ามกลางที่ประชุมว่า “ท่านทั้งหลาย เด็กสี่ขวบย่อมชื่นชอบอาหารที่มีรสเลิศ เราน่าจะทดลองพระราชกุมารด้วยโภชนาหาร ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นอย่างไร”


         พวกอำมาตย์ที่เหลือเมื่อยังไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่นจึงเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนั้น ครั้นแล้วจึงพากันกราบทูลพระราชาว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กสี่ขวบชอบโภชนาหารรสเลิศ พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยโภชนาหาร  พระเจ้าข้า” พระราชาก็ทรงมีความหวังขึ้นอีกครั้งจึงรับสั่งให้ทดลองตามนั้นทันที เหล่าอำมาตย์จึงรีบสั่งวิเสทคนทำเครื่องต้นประจำวังหลวงให้ปรุงพระกระยาหารรสเลิศนานาชนิดๆที่ตกแต่งอย่างประณีตสุดฝีมือแล้วน้อมถวายพระราชกุมาร และบริวาร  เหล่ากุมารทั้ง 500 คน ต่างพากันหยิบอาหารบริโภคเองอย่างเอร็ดอร่อย แต่ทว่าพระราชกุมารก็ยังมิได้แสดงอาการสนพระทัยแต่อย่างใด



        ทรงสอนพระองค์เองว่า  “เตมิยกุมารเอย ชาติก่อนๆโน้นเจ้าก็เคยอดอาหารมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วมาบัดนี้ เจ้าจะหวั่นใจไปทำไม”  ครั้นทรงเตือนพระองค์เองอย่างนี้แล้ว ก็มิได้ทอดพระเนตรดูโภชนาหารนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะทรงกลัวภัยนรกมากกว่า


        พระนางเจ้าจันทาเทวีเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารยังทรงนิ่งเฉยอยู่ก็ให้ทรงกระวนกระวายพระทัย เพราะไม่อาจทนเห็นพระราชกุมารอดพระกระยาหารได้ จึงได้ให้พระราชกุมารเสวยโภชนาหารเหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง


         อำมาตย์เหล่านั้น เมื่อเห็นว่ายังไม่เป็นผลสำเร็จก็คิดหาวิธีทดลองที่อุกฤษฏ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งต่อมา เมื่อพระเตมิยกุมารมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา พระราชาก็ทรงโปรดให้ทดลองพระราชกุมารด้วยไฟตามคำกราบทูลของอำมาตย์ ซึ่งให้เหตุผลว่า เด็กห้าขวบย่อมจะกลัวไฟเป็นธรรมดา โดยทรงรับสั่งให้นำพระราชกุมารไปรวมไว้กับกุมารทั้งหลาย  ในเรือนที่มุงและปิดบังด้วยใบตาล ขณะที่กุมารเหล่านั้นพากันวิ่งเล่นในเรือนใบตาลอยู่ตามประสาเด็กๆ  อำมาตย์ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็ได้เริ่มจุดไฟเผาที่ประทับคือเรือนใบตาลนั้น



        กุมารที่วิ่งเล่นอยู่ในที่นั่นต่างพากันตกใจกลัววิ่งหนีออกมาแต่พระเตมิยราชกุมารหาได้กลัวความตายไม่พระองค์ทรงดำริว่า  “ไฟนี้แม้จะร้อนเพียงใดแต่ก็เทียบไม่ได้กับไฟในนรก  แม้เราจะตายในกองไฟนี้ก็ยังประเสริฐกว่า”  ครั้นทรงดำริดังนี้แล้วก็มิได้มีความหวั่นไหว ทรงข่มพระหฤทัยไม่ให้ตกใจกลัวบรรทมสงบนิ่งอยู่กับความร้อนของเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่โดยรอบ ด้วยทรงนึกเปรียบเทียบกับความร้อนของไฟนรก  ทรงบรรทมอยู่อย่างสงบราวกับพระมหาเถระผู้กำลังเข้านิโรธสมาบัติฉะนั้น  พระราชชนกพระชนนี ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็เหมือนพระหฤทัยจะแตก  จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มเอาพระราชกุมารออกมาจากความร้อนของไฟ เพราะเหตุที่ไฟนรกที่พระองค์เคยไปตกเสวยวิบากกรรมนั้นมีความเร่าร้อนมากยิ่งกว่าหลายพันเท่า ความร้อนของไฟนรกนั้น สามารถทำลายจักษุของคนที่ยืนอยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ให้บอดได้


         ครั้นพระราชกุมารทรงมีพระชนมายุได้ 6 ชันษา พระราชบิดาก็ทรงโปรดให้ทดลองด้วยช้าง ด้วยประสงค์จะให้พระราชกุมารตกใจกลัวเฉกเช่นครั้งที่ผ่านมา เหล่าอำมาตย์ได้สั่งให้ราชบุรุษปล่อยพญาช้างให้แล่นเข้ามาทำร้ายพระราชกุมารซึ่งประทับนั่งอยู่ท่ามกลางกุมารทั้งหลายที่พระลานหลวง  พญาช้างก็บันลือเสียงโกญจนาทน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก เอางวงฟาดผืนดินแล้ววิ่งรี่ตรงเข้าหาพระราชกุมาร แต่พระองค์ก็ทรงบรรทมนิ่งเฉย ดุจรอคอยความตายที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า  พระองค์ไม่ทรงกรรแสงและไม่ขยับเขยื้อนพระกายหรือแสดงอาการหวาดกลัวใดๆ ในขณะที่กุมารที่เหลือพากันวิ่งหนี ร้องระงมด้วยความหวาดกลัว  พญาช้างครั้นวิ่งเข้ามาประชิดตัวพระราชกุมารแล้ว  ก็เอางวงจับพระองค์คล้ายจับกำดอกไม้  ยกชูขึ้นวิ่งไปโดยรอบสถานที่นั้น  ยังความหวาดเสียวให้เกิดแก่หมู่อำมาตย์ข้าราชบริพารและนางนมพี่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง
 
        แต่เพราะช้างนั้นเป็นช้างที่ควาญช้างฝึกดีแล้วจึงมิได้ทำร้ายพระราชกุมารให้ได้รับอันตรายแต่อย่างใดเป็นแต่เพียงทำให้พระองค์ทรงอึดอัดพระกายเท่านั้น พระองค์ยังทรงอดกลั้น ประทับนิ่งเป็นปกติอยู่ในวงงวงช้างนั้น ส่วนพวกอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลสำเร็จก็คิดหาทางทดลองในวิธีอื่นอีก เพราะพระเจ้ากาสิกราชทรงมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว จึงยังทรงมีความหวังที่จะให้พระราชกุมารสืบราชวงศ์ต่อจากพระองค์มิเสื่อมคลายแต่ทว่าจะทดลองพระราชกุมารโดยวิธีใดนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 19:41:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 8




            จากตอนที่แล้วอำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองด้วยผลไม้ซึ่งพระองค์ก็ทรงให้กระทำตามนั้นโดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม แต่พระราชกุมารก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ไม่แสดงอาการให้ผิดแปลกไปจากเดิม  แม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย 
 
พวกอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำอีกว่า  ธรรมดาเด็กอายุสามขวบ มักโปรดปรานของเล่น ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยของเล่นเถิด แต่เมื่อให้ทำของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถ และเรือเล็กๆ ไปให้พระราชกุมาร กุมารทั้ง 500 คนต่างพายื้อแย่งกัน  ส่วนพระราชกุมารกลับไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลยแม้แต่น้อย



        ในปีถัดมา เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้สี่ขวบ พระราชาจึงรับสั่งให้ปรุงอาหารรสเลิศนานาชนิดๆ  แล้วนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมาร เหล่ากุมารทั้ง 500 คน ต่างพากันหยิบอาหารบริโภคเอง แต่พระราชกุมารก็มิได้สนพระทัย พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารยังทรงนิ่งเฉยเนิ่นนานเข้าจึงทรงให้พระราชกุมารเสวยโภชนาหารด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง
 
ต่อมา เมื่อพระเตมิยกุมารมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา พระราชาก็ทรงโปรดให้ทดลองพระราชกุมารด้วยไฟโดยทรงรับสั่งให้จุดไฟที่เรือนที่มุงและปิดบังด้วยใบตาล ซึ่งเป็นที่ประทับชั่วคราวของพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารเหล่าอื่นพากันวิ่งหนีออกมาด้วยความหวาดกลัว แต่พระราชกุมารหาได้กลัวความตายไม่ ยังคงบรรทมนิ่งอยู่เช่นเดิม พวกอำมาตย์จึงต้องรีบเข้าไปอุ้มเอาพระองค์ออกมาจากเปลวไฟ
 
        ครั้นพระราชกุมารพระชนมายุได้ 6 ชันษา พระราชบิดาก็ทรงโปรดให้ทดลองด้วยช้าง โดยรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างให้แล่นเข้าหาพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารที่เหลือพากันร้องระงมวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว   แต่พระราชกุมารกลับบรรทมเฉย ปล่อยให้พญาช้างเอางวงจับพระองค์ยกชูขึ้นวิ่งไปโดยรอบสถานที่นั้น แต่เพราะช้างนั้นเป็นช้างที่ควาญช้างฝึกดีแล้ว จึงมิได้ทำร้ายพระราชกุมารให้ได้รับอันตรายแต่อย่างใด


        เมื่อการทดลองที่น่าหวาดเสียวครั้งนั้นจบลงแล้ว พระราชาก็ได้ตรัสถามพวกราชบุรุษว่า ?ขณะที่รับลูกของเรามาจากพญาช้าง พวกท่านเห็นลูกเราขยับมือและเท้าบ้างหรือไม่?  พวกราชบุรุษกราบทูลว่า  ?ไม่ทรงขยับเลย พระเจ้าข้า?   พระราชาจึงหันพระพักตร์มาทางพวกอำมาตย์ แล้วรับสั่งว่า ?ท่านอำมาตย์ แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป?  เมื่อเหล่าอำมาตย์ได้ฟังพระกระแสแล้ว ครั้นจะกราบทูลให้ทรงยุติการทดลองเสียกลางคัน ก็เห็นจะเป็นการไม่สมควร จึงได้กราบบังคมทูลพระราชาให้ทรงทดลองด้วยวิธีอื่นต่อไป 



        โดยอำมาตย์ผู้หนึ่งได้ถวายการแนะนำว่า   ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยงู พระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้พระราชกุมารนั่งอยู่ที่พระลานหลวง  แวดล้อมด้วยกุมารทั้งหลายที่วิ่งเล่นกันอยู่ แล้วปล่อยงูจำนวนมากซึ่งถอนเขี้ยวและเย็บปากแล้วเข้าไป กุมารทั้งหลายเห็นงูเหล่านั้นก็ร้องลั่น แตกตื่นวิ่งหนีไป  แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนี แม้งูจะเลื้อยมารัดพระกาย แผ่พังพานอยู่บนพระเศียรของพระกุมารแล้ว แต่ก็มิได้ทำให้พระองค์หวั่นไหวได้เลย ทรงระงับความกลัวเสียสิ้นด้วยทรงนึกถึงภัยในนรกว่า ?เราพินาศไปในปากงูร้าย ยังดีกว่าตายในนรกอันร้ายกาจ? ดำริดังนี้แล้วก็ทรงประทับนั่งนิ่งเหมือนเข้านิโรธสมาบัติ

        แม้จะทดลองอยู่อย่างนี้เป็นระยะๆ นานนับปี ก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพระราชกุมารแต่อย่างใด ทั้งพระราชาก็ทรงรับสั่งถามพวกราชบุรุษอยู่เนืองๆ ว่า ?ขณะที่นำลูกของเราไปก็ดี ขณะที่นำมาก็ดี พวกท่านเห็นลูกของเราไหวมือและเท้าบ้างหรือไม่? ก็ทรงได้รับคำตอบเช่นเดิมว่า ?ไม่เคยเห็นเลย พระเจ้าข้า? จึงทรงรับสั่งหารือต่อไปว่า ?แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี? 



        ขณะนั้นคณะอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กแปดขวบชอบดูการฟ้อนรำ พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยการฟ้อนรำ พระเจ้าข้า?  เมื่อได้รับพระราชานุญาตแล้ว ก็นำพระราชกุมารมาให้ประทับนั่งที่พระลานหลวง กับกุมารทั้ง 500 คน แล้วให้แสดงการฟ้อนรำ กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า ?ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ความรื่นเริงไม่มีเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียว? จึงนิ่งเฉยไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลย   เป็นธรรมดาของสัตบุรุษทั้งหลาย เมื่อได้รับชมรับฟังเรื่องราวอันน่าบันเทิงเริงรมย์น่าสนุกสนาน น่าเพลิดเพลินเจริญใจ แม้คนทั้งหลายจะสรวลเสเฮฮา ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามอำนาจของสิ่งกระตุ้นเร่งเร้าทั้งหลาย แต่ผู้ที่เป็นสัตบุรุษนั้น จะระงับใจไม่ให้ยินดีในสิ่งอันชวนให้ลุ่มหลง ซึ่งเป็นประดุจเหยื่อล่อเหล่านั้นจนเกินไป แต่จะยินดีในสิ่งเหล่านั้นแต่พองาม เพื่อเป็นการไม่เสียมารยาทของสังคม โดยจะนึกถึงโทษภัยและความทุกข์ที่ตนเคยประสบมาในอดีต และทุกข์ภัยที่จะต้องประสบในอนาคต เพื่อลดความยินดีนั้นให้ลงมาอยู่ในระดับที่พอดี

        พระราชกุมารก็เช่นเดียวกัน ทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่เคยประสบมาในนรก ด้วยทรงมีเป้าหมายที่จะต้องออกไปให้พ้นจากราชมณเฑียรแห่งนี้ อย่างผู้มีชัยให้ได้ จึงทรงอดทนอดกลั้นมั่นคงอยู่ในปณิธานเรื่อยมา  จนกระทั่งในปีถัดมา พวกอำมาตย์ก็ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กเก้าขวบย่อมกลัวศัสตรา พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยศัสตราดูพระเจ้าข้า? 
 
        กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ให้พระราชกุมารประทับนั่งที่พระลานหลวงกับกุมารทั้ง 500 ร้อย แล้วให้บุรุษร่างใหญ่แต่งกายดุจเพชฌฆาต ทำทีดุจจะประหารพระราชกุมาร   โดยให้บุรุษนั้นเกว่งดาบที่ลับดีแล้ว โห่ร้อง ขู่ตะคอก ร้องตวาดว่า ?พระโอรสของพระเจ้ากาสิกราชพระองค์หนึ่ง มีลักษณะง่อยเปลี้ยไม่พูดไม่จา เขากล่าวกันว่าเป็นคนกาลกิณี บัดนี้เขาอยู่ที่ไหน เราจะตัดหัวให้ขาดเสียเดี๋ยวนี้? พลางเดินเข้าหาพระราชกุมาร กุมารทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความสะดุ้งกลัว ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง  แต่พระกุมารก็ทรงนิ่งเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่อาจทำให้พระองค์สะดุ้งกลัวได้ เมื่อเห็นว่าไร้ผลบุรุษนั้นก็ล่าถอยไป   
 
        เหล่าอำมาตย์จึงเปลี่ยนมาทดลองวิธีใหม่อีก โดยนำน้ำอ้อยปนข้าวยาคูผสมน้ำผลตาลสุกมาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันมาก พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม 
 
        จนกระทั่งปีต่อมา คณะอำมาตย์ได้กราบทูลให้คำปรึกษาอีกว่า ?ขอเดชะ เด็กที่มีอายุได้สิบขวบก็จัดว่าเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ที่อยู่ในวัยนี้ย่อมรักสะอาดรังเกียจสิ่งปฏิกูล พวกข้าพระองค์จะทดลองด้วยของโสโครกพระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ไม่สรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมอยู่นั้นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย เพราะบัดนี้กลายเป็นดุจซากศพปฏิกูลซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลงวันเสียแล้ว


 
        พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสมาอย่างยาวนาน แม้แต่พระเจ้ากาสิกราชและพระนางเจ้าจันทาเทวี ทั้งสองพระองค์ก็หาได้ทุกข์ทรมานน้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ จริงอยู่ พระราชบิดานั้นยังพอข่มพระทัยได้  แต่พระราชมารดานั้นเล่า ยากที่จะข่มพระทัยได้ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพารยิ่งนัก ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระทัยแทบจะแตกสลาย ทั้งสองพระองค์เมื่อทรงทนดูต่อไปไม่ได้ จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 23:29:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 9


 
        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช แม้จะทดลองจนเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสยังมีพระกายทุกส่วนสมบูรณ์ดี ก็ยังทรงมีความหวังอยู่ จึงได้ทรงหารือกับอำมาตย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับคำแนะนำว่าเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู ก็ทรงให้ทดลองด้วยงู แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนีแต่อย่างใด

 
        เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 8 ชันษา ก็ทรงให้ทดลองด้วยการฟ้อนรำขับร้อง กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า  ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ไม่มีความรื่นรมย์เลยแม้เพียงนิด แล้วเราจะยินดีในสิ่งเหล่านี้ไปทำไม จึงทรงนิ่งเฉยไม่ทอดพระเนตรดูเลย

 
        ในปีถัดมาก็ทรงทดลองด้วยศัสตรา โดยให้บุรุษร่างกำยำแกว่งดาบ ขู่ตะคอก ร้องตวาด เดินเข้าหาพระราชกุมาร ทำทีเหมือนจะตัดศีรษะพระองค์ แต่พระราชกุมารก็ทรงนิ่งเฉยเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจะจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่แสดงอาการสะดุ้งกลัว


 
        กาลต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ทดลองด้วยแมลงวัน โดยนำน้ำอ้อยผสมน้ำผลไม้ที่แมลงวันชอบ มาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันชุกชุม พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม

 
        ต่อมาอีกปีหนึ่ง ก็ทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยไม่จัดการสรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมนั่นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็หาได้ทุกข์น้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพาร ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย

 

        จึงทรงแหวกฝูงแมลงวัน ตรงเข้าโอบกอดพระโอรสผู้เป็นที่รักยิ่งโดยมิได้ทรงรังเกียจ ทรงกรรแสงคร่ำครวญราวกับว่าพระชนม์ชีพจะวางวาย แล้วตรัสวิงวอนพระโอรสว่า
 
        ?ลูกเตมิยกุมาร พวกเรารู้ว่าลูกไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นคนบอดคนหนวก เพราะคนพิการเขาไม่ได้มีมือมีเท้าอย่างนี้ และไม่ได้มีช่องปากช่องหูอย่างนี้ ...เจ้าเป็นลูกที่พ่อและแม่ได้มาด้วยการอธิษฐานจิตขอ และตั้งตารอคอยด้วยความหวัง บัดนี้เจ้าก็โตแล้ว ใครเขาจะประคับประคองเจ้าได้ตลอดไป เจ้าไม่ละอายหรือ เจ้าจะทนนอนอยู่ทำไม จงลุกขึ้นชำระร่างกายซิลูก?



 
        การครองเรือนก็เป็นทุกข์อย่างนี้ เมื่อยังไม่มีลูกก็เป็นทุกข์เพราะอยากจะมีลูก แม้รู้ว่าจะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการให้กำเนิดบุตรก็ยอม เมื่อมีลูกแล้วก็เป็นทุกข์อีก เพราะจะต้องดูแลรับผิดชอบเลี้ยงดู ต้องให้การศึกษาอีกมากมาย  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลูกไปคบเพื่อนซึ่งเป็นคนพาล เขาชวนไปประพฤติผิดศีลผิดธรรม ไปติดอบายมุข ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน กลายเป็นคนเกะกะเกเร ไม่เป็นอย่างที่ใจหวังก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก นี่แหละที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ เพราะความทุกข์ย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก เมื่อคลายความรักความผูกพันเสียได้ ความทุกข์ก็ย่อมเบาบางลงไป
 
พระราชกุมารแม้ทรงเกลือกกลั้วอยู่กับกองคูถที่น่าขยะแขยงเช่นนั้น แต่พระหทัยของพระองค์ก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางพระอารมณ์เป็นกลาง ด้วยทรงพิจารณาถึงกลิ่นเหม็นของคูถนรกซึ่งฟุ้งตลบที่พระองค์เคยประสบมา แม้ผู้ที่ยืนอยู่ในที่ไกลถึงร้อยโยชน์ ก็ยังต้องสะอิดสะเอียน แม้พระมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด พระราชกุมารก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ด้วยทรงนึกถึงเป้าหมายที่จะต้องออกบวชให้ได้ในเบื้องหน้าต่อไป

 
        ปีต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ใช้วิธีใหม่อีก โดยทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกเปลวไฟสุมรุมอยู่เบื้องล่าง จนเกิดความร้อนไปทั่วพระสรีระของพระองค์ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย  กลับทรงสอนพระองค์เองว่า ?เตมิยกุมาร ความร้อนในนรกแผ่ไปตั้งร้อยโยชน์ทำลายจักษุของมนุษย์แม้อยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ได้ ความร้อนของเพลิงนี้ ยังดีกว่าความร้อนในนรกนั้น ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า?


        ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงอดกลั้นต่อความร้อนนั้น มิได้หวั่นไหวเหมือนพระเถระเข้านิโรธสมาบัติ ลำดับนั้นพระราชชนกชนนีของพระราชกุมาร ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์นั้น ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ถูกความร้อนเบียดเบียนได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลาย จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของเปลวเพลิงนั้น แล้วตรัสวิงวอนพระโพธิสัตว์ว่า ?เตมิยกุมารลูกรัก พ่อและแม่รู้ว่า เจ้าน่ะ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ไม่ใช่คนใบ้ และได้เป็นคนหูหนวก เพราะคนที่พิการนั้น มิได้มีมือ เท้า ปาก และช่องหูอย่างนี้  ขอเจ้าจงลุกขึ้นเถิด อย่าได้นิ่งเฉยอยู่เลยลูก พ่อกับแม่แทบจะขาดใจตายเพราะความอับอายประชาราษฎร์ยิ่งนัก เจ้าอย่าให้พ่อกับแม่ต้องอัปยศอดสูต่อพระราชาทั่วชมพูทวีปให้มากไปกว่านี้เลยนะลูก?

 

        แม้พระชนกพระชนนีจะทรงวิงวอนสักเพียงใด แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังบรรทมนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดแปลกไปจากเดิม เหมือนมิได้ทรงสดับพระวาจานั้น เหล่าอำมาตย์ได้เฝ้าเพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปปีแล้วปีเล่าถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย เหล่าอำมาตย์จึงได้ปรึกษากัน เพื่อที่จะช่วยแก้ไขพระโพธิสัตว์ให้กลับมาเป็นปกติให้ได้

     
        ในที่สุดอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดคนหนึ่ง ก็แสดงความเห็นขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัย มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ธรรมดาว่าชายแรกหนุ่มเป็นดุจบุบผาแรกแย้ม มีหรือที่จะไม่กำหนัดยินดีในกาม ..เพราะขึ้นชื่อว่ากามคุณแล้ว ย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย และหากจะกล่าวถึงยอดแห่งกามคุณสำหรับบุรุษแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่าสตรีเลย อิสตรีเป็นที่ประชุมแห่งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าชอบใจ  อิสตรีนี่แหละคือยอดแห่งกาม ไม่มีสิ่งอื่นจะยิ่งไปกว่า



        ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า ?แม้พระราชกุมารของเราก็เช่นกัน พระองค์ก็ทรงเป็นบุรุษ ผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ ไม่บกพร่องพิการ เมื่อเปลี่ยนวัยเติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีด้วยสตรีสาวสวย เราทั้งหลายจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อแน่ว่าพระองค์จะต้องแสดงอาการสักอย่างหนึ่งเป็นแน่? เหล่าอำมาตย์ที่เหลือ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดแล้ว ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย จึงมีมติร่วมกัน ที่จะนำความนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราช ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังอยู่ในสภาพสิ้นหวังด้วยทรงท้อพระหฤทัยที่ไม่อาจจะทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นปกติดังเดิมได้

 
        พระราชาได้ฟังคำกราบทูลของอำมาตย์เหล่านั้น ก็ทรงดีพระหฤทัยยิ่งนัก จึงทรงรับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนผู้มีรูปทรงงดงามดั่งเทพอัปสรมา แล้วตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถทำให้พระราชกุมารร่าเริงเบิกบานพระหฤทัย และสามารถจะผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะให้หญิงผู้นั้นได้ครองความเป็นใหญ่ โดยจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที?
หญิงนักฟ้อนเหล่านั้น ครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ล้วนมีความยินดีปรีดา เพราะทุกคนก็ปรารถนาความเป็นอัครมเหสีด้วยกันทั้งสิ้น จึงต่างรับอาสาด้วยความหวังอันบรรเจิด
 
        ส่วนพวกนางนมต่างช่วยกันสรงสนานพระโพธิสัตว์ด้วยน้ำหอม แล้วตบแต่งพระโพธิสัตว์ให้งดงามราวเทพบุตรในแดนสวรรค์ ให้บรรทมบนพระแท่นภายในห้องบรรทมซึ่งประดับประดาอย่างงดงามดังทิพยวิมาน ภายในตลบอบอวลด้วยกลิ่นหอมแห่งสุคันธชาติอันชวนให้สำราญพระหฤทัย จากนั้น จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉม ที่จะเฝ้าถวายการปรนนิบัติ นวดเฟ้นพระโพธิสัตว์ และประเล้าประโลมให้ทรงอภิรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ซึ่งแต่ละนาง ล้วนแสดงอากัปกิริยาที่น่าเย้ายวนพระหฤทัยยิ่งนัก
 
    สตรีสาวสวยผู้ฉลาดในจริตมารยา  เมื่อได้ประเล้าประโลมบุรุษใดแล้ว ก็ยากที่บุรุษนั้นจะไม่ยินดีเพลิดเพลินตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสตัณหา ส่วนพระราชกุมาร แม้พระองค์จะเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ได้หมดกิเลส เมื่อลูกเล้าโลมเข้าอย่างนี้แล้ว จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2552, 09:09:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 10
 


        จากตอนที่แล้ว พระราชบิดาราชมารดาทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยปล่อยให้พระราชกุมารทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่บรรทม กระทั่งฝูงแมลงวันรุมไต่ตอมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกาย ถึงกระนั้นก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางอารมณ์เป็นกลาง แม้พระราชมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด ก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย


ในปีต่อมา ก็ทรงให้ทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกไฟสุมอยู่เบื้องล่าง จนร้อนไปทั่วพระสรีระ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย


    การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งก่อนอีกหลายเท่า แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าพระโอรส ทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย  จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของกองเพลิงนั้น
 
     เหล่าอำมาตย์ได้เพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย จึงได้ปรึกษากันว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัยเป็นหนุ่ม มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีในสาวงาม เราจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อว่าจะต้องได้ผลแน่ จึงพากันขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราชให้ทรงทราบ พระราชาครั้นได้ทรงทราบแล้ว ก็ทรงดีพระหฤทัยเกิดความหวังขึ้นมาอีก จึงทรงรับสั่งให้ทดลองตามนั้น โดยตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที? จากนั้น จึงปล่อยให้เหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉมเฝ้าถวายการปรนนิบัติ ให้ทรงอภิรมย์เพลิดเพลิน



    แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมล้นด้วยพระปัญญาธิคุณแล้ว ทรงพิจารณาเห็นหญิงเหล่านั้นเป็นเพียงอัตภาพที่รวมกันเข้าไว้อย่างวิจิตร ประสานขึ้นด้วยกระดูก ฉาบทาด้วยเนื้อและเลือด ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น  มีหนังเป็นเครื่องห่อหุ้ม แพรวพราวด้วยอาภรณ์เครื่องประดับอันอลังการ
 
    แม้จะเป็นที่บันเทิงใจและใฝ่หาของผู้คนเป็นอันมาก แต่ย่อมไม่เป็นที่ต้องการของผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานเฉกเช่นพระองค์ เสมือนบ่วงที่พรานเนื้อวางกับดักล่อไว้ แต่พรานเนื้อนั่นเองที่ต้องคร่ำครวญเสียใจ เพราะเมื่อเนื้อเห็นบ่วงแล้ว ก็ผละหนี เนื่องจากไม่ปรารถนาที่จะติดบ่วงนั้น



    ครั้นทรงดำริเช่นนี้แล้ว พระกุมารจึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานในพระหฤทัยว่า ?หากข้าพเจ้าจักได้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?   อธิษฐานดังนี้แล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้นดุจท่อนไม้ หญิงเหล่านั้นเห็นพระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้าง ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ ทั้งสะดุ้งหวาดผวา พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้ มีสรีระแข็งกระด้างต่างจากคนทั่วไป เห็นทีพระองค์คงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?     ว่าแล้วก็พากันวิ่งหนีพระราชกุมารไป ด้วยความตื่นตระหนกและขลาดกลัว


    แม้อำมาตย์จะทดลองด้วยหญิงนักฟ้อน โดยให้สลับสับเปลี่ยนกันมาปรนนิบัติพระโพธิสัตว์เช่นนี้ ตลอดกาลยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ทรงหวั่นไหวเลย กลับทรงนิ่งเฉยดังเดิม เหล่าอำมาตย์จึงต่างพากันหวั่นวิตก ด้วยจนปัญญา เพราะยังไม่อาจหาวิธีอื่นใดที่จะทดลองพระกุมารให้ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว



    เมื่อพระเจ้ากาสิกราชทรงโปรดเกล้าให้ทดลองด้วยวิธีต่างๆมากมายหลากหลายวิธี จนบัดนี้พระกุมารทรงเจริญวัยได้ 16 พระชันษาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จได้เลย   จึงทรงโทมนัสด้วยอับจนพระหฤทัยเป็นยิ่งนัก แต่มิรู้จะทำประการใด ได้แต่ทรงนึกสิ้นหวังรำพรรณอยู่เพียงพระองค์เดียวว่า  ?ตัวเราช่างมีกรรมแท้ ครั้นพอจะมีรัชทายาทกับเขาบ้าง ก็มากลายเป็นคนง่อยเปลี้ยไปเสียอีก เห็นทีว่าราชวงศ์ของเรา คงจะถึงคราวดับสูญเป็นแน่? 


        ครั้นพระองค์ทรงดำริเช่นนั้นแล้ว ก็ให้ทรงร้าวรานในพระหทัย และยิ่งทรงดำริถึงคำทำนายของพราหมณ์โหราจารย์ว่า พระกุมารของพระองค์จะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ทรงขัดเคืองพระหฤทัยยิ่งขึ้นไปอีก  จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้าโดยเร็ว แล้วพระองค์ก็ตรัสถามด้วยพระอาการพิโรธว่า ?เฮ้ย พวกโหราตัวดี เหตุใดเตมิยกุมาร ลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่านเล่า พวกท่านพากันพยากรณ์ว่า ลูกเราจะได้ครองเป็นความใหญ่ในทวีปทั้งสี่...แต่บัดนี้ อย่าว่าแต่ลูกเราจะสามารถปกครองทวีปทั้งสี่เลย แม้จะครองตนให้รอดปลอดภัย ก็ยังไม่อาจจะทำได้ เราขอถามพวกท่านตรงๆ สักทีเถิด ว่าครั้งนั้น พวกท่านทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ จงรับสารภาพมาโดยดี อย่าได้ชักช้า?



     ฝ่ายโหราจารย์เหล่านั้น เมื่อทราบว่าพระราชาทรงกริ้วพวกตน ก็พากันตัวสั่นงันงกด้วยเกรงกลัวต่อพระราชอาชญา หัวหน้าโหราจารย์ไม่รอช้า รีบกราบบังคมทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พวกข้าพระบาทได้กราบทูลว่าพระราชกุมารจะได้เป็นใหญ่ในภายภาคหน้า เช่นนั้นจริงๆ พระเจ้าข้า?


    พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธหนัก ที่โหราจารย์ตอบไม่ตรงคำถาม จึงตรัสสำทับอีกว่า ?ท่านอาจารย์ ท่านตอบคำถามไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เสียแรงที่เราเคารพนับถือและไว้เนื้อเชื่อใจ เราถามท่านว่า เหตุใดลูกของเราจึงไม่เป็นไปตามคำทำนายของท่าน มิใช่ถามว่าท่านทำนายไว้อย่างไร เพราะเรื่องนั้นใครๆก็ย่อมจำได้ แต่คำถามที่เราต้องการรู้นี่สิ ท่านจะว่าอย่างไร?


     เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน ไม่รู้ว่าจะกราบทูลพระราชาอย่างไรดี เพราะอันที่จริงแล้ว ที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์แด่พระราชาไปในครั้งนั้น ก็เป็นไปตามตำรับตำราที่พวกตนได้ร่ำเรียนมาโดยแท้ มิได้ประสงค์ที่จะเอาใจพระราชา หรือเพราะปรารถนาลาภสักการะเลยแม้แต่น้อย  แต่เหตุไฉนจึงมาผิดไปจากตำราอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ก็สุดวิสัยที่พวกตนจะรู้ได้


    ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่ง ผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลพระราชา โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ขึ้นชื่อว่าบุพนิมิตทั้งปวงที่พวกข้าพระบาทไม่รู้ไม่เห็นนั้น ย่อมไม่มีเลย...พวกข้าพระบาทย่อมรู้เห็นเป็นจริงทุกประการ แม้แต่เรื่องที่พยากรณ์ถวายพระองค์ในครั้งนั้น ความจริงพวกข้าพระบาททราบแต่ต้นแล้วว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี..?



    โหราจารย์เห็นพระราชาอยู่ในอาการตกพระทัย จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงได้ตัดสินใจกราบทูลพระราชาต่อไปว่า ?ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า พระราชกุมารนี้เป็นผู้ที่พระองค์และพระมเหสีทรงปรารถนายิ่งนัก...ครั้นสมปรารถนาแล้ว การที่ข้าพระบาทจะทำนายไปตามจริงว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ก็เกรงยิ่งนักว่า พระองค์จะทรงโทมนัส ด้วยเหตุนี้พวกข้าพระบาทจึงมิได้กราบทูลข้อเสียหายให้ทรงทราบ จะควรมิควรประการใด แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดเถิด พระเจ้าข้า? เมื่อโหราจารย์ท่านนั้นได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า พอเอาตัวรอดไปได้อย่างน้ำขุ่นๆ ก็สังเกตดูอาการของพระราชาว่าจะทรงมีท่าทีอย่างไร


    ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อทรงตรองดูก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่  พระองค์จึงทรงคล้อยตามคำของโหราจารย์นั้น จึงตรัสถามว่า ?เมื่อลูกเราเป็นกาลกิณีเช่นนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า จงพูดต่อไปเถิดท่านอาจารย์?


    ธรรมดาว่าคนที่มีปกติพูดเท็จ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะอ้างว่าเป็นเพราะความจำเป็นบีบบังคับจึงต้องพูดเช่นนั้นเพื่อเอาตัวรอด โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อน และจิตใจของผู้อื่นเลยว่าจะเป็นอย่างไร
 


    โหราจารย์ท่านนี้ก็เช่นกัน ครั้นเห็นว่าการทูลตอบนอกตำรา กลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เลยยกเมฆทูลแนะนำเรื่องชั่วร้ายแบบส่งเดชต่อไปว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระยศยิ่งฟ้า ถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระกุมารผู้เป็นกาลกิณีไว้ภายใต้ร่มเศวตฉัตรต่อไป ไม่ช้าแผ่นดินนี้ก็จะเกิดอาเพศ...อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นกับพระชนม์ชีพของพระองค์เอง พระราชบัลลังก์ของพระองค์ก็จะล่มสลาย และแม้แต่พระชนม์ชีพของพระอัครมเหสีก็จะสิ้นไป พระเจ้าข้า และข้าพระบาทจำต้องขอพระราชทานโอกาส กราบทูลแด่พระองค์อีกว่า อาเพศทั้ง 3 ประการนี้ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉะนั้น หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยเร็ว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    พระเจ้ากาสิกราชทรงสดับถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น โดยมีพระราชกุมารเป็นเหตุแล้ว ก็ทรงเชื่อสนิทว่าจะต้องเป็นไปตามคำของโหราจารย์ทุกอย่าง แต่จะทรงตัดสินพระทัยรับสั่งให้กำจัดพระโพธิสัตว์โดยพลันก็คงไม่ได้ เพราะยังมีพระนางเจ้าจันทาเทวีผู้เป็นพระมารดา ซึ่งมีสิทธิ์ในพระราชโอรสเสมอกันอยู่อีกพระองค์หนึ่ง ดังนั้น พระเจ้ากาสิกราชจะทรงตัดสินพระทัยอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2552, 22:13:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 11
 


        จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ถูกประเล้าประโลมด้วยเหล่าสาวงามนักฟ้อนรำ แต่พระองค์กับพิจารณาว่า เป็นเพียงเนื้อเลือดกระดูกหนังที่ประกอบกันเป็นโครงขึ้น มีความสวยงามแต่เพียงภายนอก จึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?


อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจ ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้น หญิงงามทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้  เห็นทีคงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?  จึงพากันวิ่งหนีพระราชกุมารไปด้วยความตื่นกลัว


        พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองมาตลอดระยะเวลายาวนาน เมื่อไม่เห็นทางว่าจะสำเร็จได้ จึงทรงโทมนัสยิ่งนัก และยิ่งทรงนึกถึงคำทำนายของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารจะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ยิ่งทรงขัดเคืองพระหฤทัย จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ?เหตุใดเตมิยกุมารลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่าน พวกท่านพากันทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ?เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างก็นิ่งอึ้งไป เพราะที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์นั้น ก็เป็นไปตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา มิได้มีประสงค์อย่างอื่น แต่เมื่อไม่เป็นไปตามตำราก็สุดวิสัยที่จะรู้ได้  ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่งผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลเพื่อเอาตัวรอดว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ที่พวกข้าพระองค์ไม่กราบทูลเสียแต่แรกเพราะกลัวพระองค์จะเสียพระทัย...แต่มาบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขจัดพระราชกุมาร เพราะถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระราชกุมารไว้ต่อไป ไม่ช้าประเทศชาติก็จะเกิดอาเพศ อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นต่อพระชนม์ชีพของพระองค์เอง รวมถึงพระราชบัลลังก์และพระอัครมเหสี หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยไว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    ความกลัวไม่ว่าจะกลัวในรูปแบบใดก็ตาม ย่อมเป็นเหตุให้คนเราทำความผิดได้ทุกอย่าง แม้จะต้องเสียสัจจะก็ตาม โหราจารย์ก็เช่นกัน แม้ในตอนแรก จะยังคงยืนยันในคำพยากรณ์ของตน แต่ครั้นเกิดเหตุการณ์คับขันเข้า ก็เกรงว่าพวกตนจะต้องพระราชอาญา จึงจงใจกล่าวเท็จต่อพระราชาทั้งๆที่รู้  ซึ่งนอกจากจะถือว่าเสียสัจจะต่อตนเองแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า ขาดความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตน และที่สำคัญยังเป็นการทำบาปกรรมไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคงไม่แคล้วที่จะต้องพลัดไปสู่อบาย



    ฝ่ายพระราชา ครั้นทรงสดับคำทูลของโหราจารย์นั้นแล้ว ก็ให้ทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะบังเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ?ถ้าเช่นนั้น เราควรทำอย่างไรกันดีละ ท่านอาจารย์?โหราจารย์เห็นว่า บัดนี้พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงดำริในใจว่า ?พวกเราเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ก็เพราะอาศัยพระราชกุมารนี่แหละ เป็นต้นเหตุสำคัญ หากไม่มีพระกุมารเสียแล้ว พวกเราก็คงไม่ต้องประสบกับความลำบากเช่นนี้?


    โหราจารย์นั้น แต่เดิมก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง แต่บัดนี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับหมดสิ้นไปเสียแล้ว ด้วยลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ?ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่รักตน และขวนขวายเพื่อให้ตนได้รับความสุขความปลอดภัยทั้งสิ้น ความรู้สึกรักตนนี้ย่อมมีแก่สัตว์ทุกจำพวก เมื่อทุกคนรักตนเอง แล้วมุ่งแสวงหาความปลอดภัย ด้วยการโยนความทุกข์ไปให้ผู้อื่น โดยไม่คำนึงว่าเขาก็รักตัวของเขาเองเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ชื่อว่าไม่เป็นธรรมเลย?
 


     โหราจารย์เมื่อมิได้คำนึงถึงจิตใจของพระกุมาร จึงกราบทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง แม้นว่าสิ่งที่ข้าพระบาทจะกราบบังคมทูลต่อไปอาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด พระเจ้าข้า?
 
     ?ไม่เป็นไรท่านอาจารย์ เชิญท่านกล่าวเถิด เราใคร่จะทราบอยู่แล้ว? พระองค์ตรัสเร่งเร้า ?ขอเดชะ ข้าพระบาทเห็นด้วยเกล้าฯว่า พระองค์อย่าทรงรีรออยู่เลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมาร ผู้เป็นกาลกิณี ขึ้นบรรทมบนรถเทียมด้วยม้าอัปมงคล มอบหมายให้สารถีขับรถอัปมงคลนั้น ออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก  แล้วนำพระกุมารไปฝังทั้งเป็น ในสถานที่อันเป็นอัปมงคลคือป่าช้าผีดิบนอกเมืองหากทำได้สำเร็จดังนี้ สวัสดิมงคลทั้งปวงก็จะบังเกิดขึ้นแด่พระองค์ แม้ภยันตรายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นกับ พระเศวตฉัตร และพระมเหสี ก็จะอันตรธานสิ้นไป พระเจ้าข้า?


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอยู่ไม่น้อย เพราะหากทรงตัดสินเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงยอมให้เขาฆ่าพระโอรสของพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบิดาจะพึงกระทำต่อบุตรของตน  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยอยู่ แต่ครั้นทรงดำริถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของพระองค์ ก็ให้ทรงหวาดผวายิ่งนัก     จึงทรงใคร่ครวญถึงคำกราบทูลของโหราจารย์ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์ตลอดเวลา

     โหราจารย์เห็นพระองค์ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงชำเลืองสายตาดูพระพักตร์พระราชาของตนซึ่งส่อเค้าว่าทรงเสียพระหฤทัยยิ่งนัก จนสังเกตเห็นได้ชัดว่าพระพักตร์ของพระองค์หมองเศร้า และดวงพระเนตรก็แดงก่ำไปในทันที



     โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป พระองค์อาจจะทรงสงสารพระโอรสจนไม่อาจรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงรีบถวายบังคมทูลพระราชาว่า ?ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์จะเห็นควรอย่างไรพระเจ้าข้า? พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงกลับตั้งสติ ลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนอย่างองอาจผึ่งผายสมกับเป็นยอดกษัตริย์ แล้วตรัสกับโหราจารย์ด้วยพระสุรเสียงอันห้าวหาญว่า ?ท่านอาจารย์ ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถิด? เมื่อพระองค์ทรงตกลงพระหฤทัยเช่นนั้นแล้ว  ก็ไม่รับสั่งอะไรอีก จากนั้นก็ทรงก้าวพระบาทเสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที



     เหล่าโหราจารย์เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์แล้ว ต่างก็พากันกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเห็นแก่ประโยชน์อันไพบูลย์ของทวยราษฎร์ ยิ่งกว่าที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
 
ส่วนโหราจารย์และเสนาบดีที่เหลือ ต่างก็มาปรึกษาหารือกัน เพื่อดำเนินการตามรับสั่งของพระราชาให้สำเร็จโดยเร็ว ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จขึ้นสู่พระมหาปราสาท เข้าเฝ้าพระสวามีแต่เพียงพระองค์เดียว ถวายบังคมแล้วจึงกราบทูลทั้งน้ำตาว่า ?ข้าแต่ฝ่าพระบาท ขอทรงโปรดยับยั้งเรื่องนั้นไว้ก่อนเถิดเพคะ?



    พระเจ้ากาสิกราชผู้ทรงสิ้นหวังในพระโอรสแล้ว จึงทรงปฏิเสธในทันทีว่า ?ไม่ได้หรอกพระเทวี เราเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ? พระนางทรงต่อรองพระสวามีว่า ?ทูลกระหม่อม ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย มีแต่พวกเราต่างหากที่ทำความทุกข์ร้อนให้แก่พระกุมาร ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็นอย่างนั้น ขอพระองค์จงรอดูก่อนเถิด หม่อมฉันจะเลี้ยงดูพระโอรสเอง จะมิให้เกิดความเดือดร้อน หรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์เลย?

     พระราชาแม้จะทรงสดับเหตุผลและคำขอร้องของพระเทวีอย่างไร ก็ทรงยืนกรานเช่นเดิมว่า ?ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ? เมื่อพระราชาผู้เป็นที่สุดของรัฐตรัสยืนยันคำสั่งเดิมเช่นนั้น ก็คงยากที่จะทูลขอให้เป็นอย่างอื่นไปได้ แต่พระเทวีจะทรงมีวิธีการของพระองค์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 28 มิถุนายน, 2552, 13:43:12 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 12
 



        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของโหราจารย์ว่า พระราชกุมารเป็นกาลกิณี ถ้ายังทรงเลี้ยงไว้ต่อไป ก็จะบังเกิดภัยต่อพระองค์เองรวมถึงพระอัครมเหสี จึงทรงเชื่อสนิท และทรงหวาดหวั่นต่อภยันตรายที่จะเกิดขึ้นยิ่งนัก จึงรีบตรัสถามว่า ถ้าเช่นนั้น เราควรจะทำอย่างไรต่อไปเล่า


โหราจารย์เห็นว่า พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของตนแล้ว จึงกราบทูลแนะนำทันทีว่า พระองค์อย่าทรงรีรอเลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมารไปฝังทั้งเป็นที่ป่าช้าผีดิบนอกเมือง โดยให้ขึ้นบรรทมบนรถอัปมงคล เทียมด้วยม้าอัปมงคล ให้สารถีขับรถนั้นออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก หากทำได้สำเร็จดังนี้ อันตรายทั้งปวงก็จะอันตรธานไป ความสวัสดีจะเกิดแก่พระองค์ รวมทั้งพระเศวตฉัตร และพระมเหสี


    ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรพระราชกุมารก็คือพระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยไม่ทราบที่จะรับสั่งประการใด จึงยังทรงนิ่งอยู่ โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ หากปล่อยไว้นานอาจทรงนึกสงสารพระโอรส จนไม่อาจจะทรงรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงได้ จึงรีบกราบบังคมทูลว่า พระองค์จะเห็นควรอย่างไร ทรงโปรดรับสั่งเถิด



พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงตั้งสติลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนขึ้น แล้วตรัสกับโหราจารย์ว่า ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่เห็นสมควรเถิด? จากนั้นก็เสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที


ทันทีที่พระนางจันทาเทวีได้ทรงสดับเรื่องนั้น ก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานทั้งน้ำตาว่า  ขอทรงโปรดยับยั้งไว้ก่อนเถิด  ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อนว่าที่ผ่านมา พระโอรสเคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครบ้าง ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็น ขอพระองค์จงรอก่อน



    พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงสดับพระดำรัสยืนยันเช่นเดิมว่า ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ จึงกราบทูลด้วยพระสุรเสียงเจือเศร้าว่า ?ข้าแต่ทูลกระหม่อม เมื่อครั้งที่หม่อมฉันประสูติพระโอรส พระองค์ได้ทรงพระราชทานพรแก่หม่อมฉัน พระองค์ยังทรงจำได้หรือไม่เพคะ?

?เรายังจำได้ พระเทวี?     
?ครั้นหม่อมฉันรับแล้ว ก็ได้ถวายฝากพรนั้นแก่พระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น แก่หม่อมฉันในบัดนี้เถิดเพคะ?
พระราชาตรัสว่า ?พระเทวี เธอปรารถนาสิ่งใด ขอจงเลือกเอาตามใจชอบเถิด?
พระนางกราบทูลว่า ?ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ โปรดพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันเถิด?



    พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย จึงได้แต่ตรัสเป็นนัยว่า ?ดูก่อนพระเทวี กาสิกรัฐเป็นมหานครที่กว้างใหญ่ไพศาล คับคั่งด้วยชาวประชา มีอาคารบ้านเรือนปราสาทราชฐานล้วนงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ควรแก่การสถาปนาเป็นมหาอาณาจักร ดูก่อนพระเทวี ก็ราชสมบัติแห่งมหาอาณาจักรอันสูงค่าเช่นนี้ จักคู่ควรแก่คนง่อยเปลี้ยหรือ?

?หามิได้เพคะ เตมิยกุมาร ลูกของหม่อมฉันมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย?

?จริงอยู่ พระเทวี แม้ลูกเราจักไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย แต่ก็ไม่อาจครองราชย์สมบัติได้หรอก?
 
พระเทวีจึงทูลถามว่า ?เพราะเหตุไร เพคะ?

?พระเทวี เธอจงฟังให้ดีนะ ลูกของเราเป็นกาลกิณี เจ้าก็ทราบมิใช่หรือว่า คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก?

    พระราชดำรัสของพระสวามี ทำให้พระนางต้องสะอื้นไห้ด้วยความรันทดท้อในพระหฤทัย จวนเจียนจะล้มลงแทบพระบาทของพระสวามี เพราะไม่เคยคิดว่า จะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระนางเอง
 
    ครั้นแล้วพระนางก็ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้น ทูลอ้อนวอนพระราชาต่อไปว่า

?หากพระองค์ไม่อาจพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์ไปจนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด เพคะ?
?เราให้ไม่ได้หรอก พระเทวี?
?ถ้าเช่นนั้น ขอได้โปรดพระราชทานราชสมบัติหกปีเถิดเพคะ?   
?หกปีก็ให้ไม่ได้ ?
?หากทรงเห็นว่า หกปียาวนานเกินไป ก็ขอพระองค์ทรงพระราชทานสักห้าปีเถิด เพคะ?
ท้าวเธอก็ทรงปฏิเสธดังเดิมว่า ?อย่าเลย พระเทวี เธออย่าชอบใจเช่นนั้นเลย?

 
    พระนางเจ้าจันทาเทวียังไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองกับพระราชาเพื่อทูลขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไปเรื่อยๆ โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ คือสี่ปี สามปี สองปี ปีเดียว เจ็ดเดือน หกเดือน ห้าเดือน สี่เดือน สามเดือน สองเดือน เดือนเดียว


แม้พระนางจะทรงทูลขอ ให้พระกุมารได้ครองราชย์เพียงชั่วระยะเวลาครึ่งเดือน แต่ก็ดูเหมือนยังยาวนานเกินไปกว่าที่พระราชาจะพระราชทานให้ได้



    ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า ?ฝ่าพระบาทเพคะ ขอพระองค์โปรดทรงสดับคำของหม่อมฉันด้วยเถิด นับแต่หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่หม่อมฉันจะมีความสุขใจเท่ากับการที่ได้ประสูติพระโอรส ...จนถึงบัดนี้ หม่อมฉันก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากพระองค์เลย ยังคงพอใจเฉพาะสิ่งที่พระองค์พระราชทานให้เท่านั้น แต่ครั้งนี้ หากพระองค์จะทรงเมตตาหม่อมฉัน ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารลูกรักของหม่อมฉันได้ครอบครองเพียงแค่เจ็ดวันเถิด หม่อมฉันขอพระองค์เพียงชั่วระยะเวลาเจ็ดวันเท่านั้นเพคะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันก็คงไม่อาจมีชีวิตต่อไป เป็นแน่?
 


 พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระนางหมองเศร้า พระเนตรทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตา ร่ำไห้ปานจะขาดใจ ก็ยิ่งทรงสลดพระหฤทัย ครั้นจะทรงปฏิเสธเช่นเดิม ก็ทรงเกรงว่าพระหฤทัยของพระนางจะแตกสลาย ในที่สุดท้าวเธอถึงได้ทรงพระราชทานให้ตามที่เธอทูลขอ


ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามีแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์


 ทูลเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง ให้ยกพระเศวตฉัตรขึ้นเหนือพระเศียร แล้วให้ป่าวประกาศไปทั่วพระนครว่า ?บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว? จากนั้นก็เสด็จเลียบบนถนนโดยรอบพระนครตามโบราณขัตติยราชประเพณี


 มหาชนชาวกาสิกรัฐต่างช่วยกันประดับประดาบ้านเรือนของตน เมื่อขบวนช้างพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษกผ่านมา ต่างก็พากันกล่าวสดุดีให้ทรงพระเจริญตามราชประเพณี แต่จิตใจของทุกคนนั้นเล่าล้วนเศร้าสลด เพราะต่างก็รู้ดีว่าชีวิตของพระราชกุมารจะดำรงอยู่ในพระราชวังอีกเพียง 6 วันเท่านั้น


 ช่วงเวลา 6 วันสุดท้ายของพระราชกุมารในพระราชมณเฑียร แม้ภายนอกจะดูสวยงามมีความสะดวกสบายดั่งแดนสวรรค์ แต่ภายในใจของพระเตมิยกุมารนั้น จะมีความสุขดังที่ปรากฏหรือ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 28 มิถุนายน, 2552, 22:57:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 13



        จากตอนที่แล้วพระนางเจ้าจันทาเทวีได้ทรงทราบข่าวว่าพระราชาทรงรับสั่งให้ฝังพระเตมิยราชกุมารทั้งเป็นก็ทรงตกพระทัยจนแทบสิ้นสติ รีบเสด็จเข้าเฝ้าพระสวามีกราบทูลทัดทานขอให้ทรงยับยั้งไว้ก่อน เพราะว่าที่ผ่านมาพระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย แต่พระนางถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

        จึงทรงกราบทูลพระสวามีให้ทรงระลึกถึงพรที่ท้าวเธอเคยทรงพระราชทานไว้ บัดนี้ยังทรงจำได้อยู่หรือไม่ ซึ่งพระราชาก็ทรงรับว่า ยังจำได้ พระนางจึงทูลขอพรนั้นว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้น โดยทรงพระราชทานราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด พระราชาทรงอัดอั้นพระหฤทัย ได้แต่ทรงปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า  ลูกของเราเป็นกาลกิณี คนกาลกิณีมิอาจเป็นมิ่งขวัญของทวยราษฎร์ได้หรอก

 
        พระนางเจ้าพอได้ยินพระราชดำรัสของพระสวามีเท่านั้น ก็ถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความรันทดในพระหฤทัย เพราะไม่คิดว่าจะได้สดับถ้อยคำเช่นนี้จากพระราชสวามี จึงทูลอ้อนวอนว่า หากพระองค์ไม่พระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารได้ครองราชย์จนตลอดชีวิต ก็ขอได้โปรดพระราชทานสักเจ็ดปีเถิด แต่ก็ทรงถูกพระราชาตรัสปฏิเสธเช่นเดิม
 
พระนางเจ้าจันทาเทวีไม่ละความพยายาม ทรงทูลต่อรองเพื่อขอราชสมบัติให้พระเตมิยกุมารต่อไป โดยลดระยะเวลาลงตามลำดับ เป็นหกปี จนถึง หนึ่งปี หกเดือนจนถึงครึ่งเดือน แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด ในที่สุดพระนางจึงทรงอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายว่า หากพระองค์ยังทรงเมตตาหม่อมฉันอยู่ ก็ขอทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารของหม่อมฉันได้ครอบครองสักเจ็ดวันเถิด

        ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พระนางก็โปรดให้จัดพิธีราชาภิเษกพระเตมิยราชกุมารให้เป็นกษัตริย์ โดยให้ประดับตกแต่งพระราชกุมารด้วยเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริย์ ทูลอัญเชิญให้ขึ้นประทับบนพระประทุนหลังช้างพระที่นั่ง แล้วให้เสด็จเลียบถนนโดยรอบพระนครป่าวประกาศว่า บัดนี้ราชสมบัติแห่งกาสิรัฐเป็นของพระเตมิยราชกุมารแล้ว

 
 
        แม้ว่าพระนางเจ้าจันทาเทวี จะได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์สำเร็จแล้วก็ตาม ถึงกระนั้นพระนางยังทรงทุกข์ระทมอยู่ดีเพราะจนถึงบัดนี้ก็ยังมิอาจทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นเหมือนคนปกติได้ ทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรสจนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหารเลย

        ซึ่งก็เป็นธรรมดาของหญิงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดา ย่อมมีจิตใจอ่อนไหวไปตามความเป็นไปของบุตร ถึงคราวบุตรอยู่ดีมีสุข มารดาก็พลอยแช่มชื่นเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย แต่ครั้นบุตรมาเจ็บไข้ได้ป่วย ใจของมารดาก็เป็นทุกข์ร้อน มีความไม่สบายกายไม่สบายใจไปด้วย
 
        และดูเหมือนว่าจะทุกข์ร้อนมากไปกว่าที่บุตรได้รับเสียด้วยซ้ำ ยิ่งมารดามีความรักและห่วงใยบุตรของตนมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทวีความทุกข์โศกให้เพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น  ดังที่ได้เห็นกันอยู่บ่อยๆว่า มารดาจำนวนมิใช่น้อยเลยที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตน เพียงเพื่อให้บุตรกินดีมีสุข ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างดี เพื่อให้มีอนาคตที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า ด้วยเหตุนี้เอง บัณฑิตในกาลก่อนถึงได้กล่าวว่า ?มารดาเป็นพรหมของบุตร เป็นเทวดาในเรือน เป็นบุรพาจารย์ของบุตร และเป็นผู้ที่บุตรทั้งหลาย ควรเคารพกราบไหว้บูชา ดุจเดียวกับพระอรหันต์ผู้เป็นนาบุญของโลก?
 
        หลังจากพิธีราชาภิเษกพระเตมิยกุมารผ่านพ้นแล้ว พระนางจันทาเทวีจึงได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานเชิญเสด็จพระราชกุมารขึ้นสู่พระแท่นที่บรรทม  พระนางตรงเข้าสวมกอดและลูบคลำพระกายของพระราชกุมารด้วยทรงอาลัยรัก พร่ำวิงวอนพระเตมิยกุมารอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า ?พ่อเตมิยกุมารลูกรักของแม่ ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน แม่ร้องไห้เสียจนดวงตาทั้งสองของแม่ฟกช้ำ หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก ลูกรักของแม่เอย แม้ใครเขาจะว่าลูกเป็นอย่างไรก็ตาม แต่แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิดอย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ใจไปกว่านี้ เพราะไร้ที่พึ่งพาอาศัยเลยนะลูกรัก?
 
        ส่วนพระโพธิสัตว์แม้จะบรรทมนิ่งอยู่บนพระแท่น แต่ก็ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ว่า ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรในทุกถ้อยคำที่พระราชมารดาตรัสอ้อนวอน เพราะแท้ที่จริงแล้ว พระองค์ทรงรับรู้ในทุกสัมผัส รู้ถึงความทุกข์โศกของพระมารดาดีทุกอย่าง นานวันเข้าก็ยิ่งทั้งรักและสงสารพระมารดาอยู่เต็มตื้นในพระหฤทัย เพราะทรงสำนึกในพระคุณของพระมารดาเกินกว่าที่จะประมาณได้ หากแต่ทว่าพระโพธิสัตว์นั้น ทรงมีพระหฤทัยมั่งคงอยู่ในมหาปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้บรรทมนึกถึงความปรารถนาที่จะทรงผนวชบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพื่อบ่มพุทธบารมีของตนให้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป
 
        เมื่อไม่อาจจะกระทำตามคำของพระมารดาได้ จึงได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงเป้าหมายในการเสด็จออกผนวชที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้นเพื่อระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสียทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดาว่า ?ได้โปรดอภัยให้ลูกเถิดนะ ที่ลูกต้องแกล้งทำเป็นไม่รับรู้สิ่งใด ยอมอดทนทุกข์กายทุกข์ใจเช่นนี้ก็เพื่อรอคอยวันที่เขาจะนำลูกออกไปจากพระราชวังโปรดอภัยให้ลูกอย่าให้ลูกต้องมีบาปในเรื่องนี้เลยนะ?



        แล้วก็ทรงนึกถึงความสำเร็จที่ใกล้เข้ามาในทุกขณะว่า ในวันพรุ่งนี้ความพยายามที่เราทำมาถึงสิบหกปีก็จะถึงที่สุดแล้วเมื่อทรงนึกอย่างนี้พระหฤทัยก็ค่อยแช่มชื่นขึ้นมา

        ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้นครั้นถึงวันที่หกจวนจะครบกำหนดก็ทรงมีรับสั่งให้นายสารถีนามว่าสุนันทสารถีมาเข้าเฝ้าที่พระตำหนักเป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงมีพระดำรัสว่า ?สุนันท์ เราจักมอบหมายภาระสำคัญให้เจ้าสักอย่างหนึ่งเจ้าจะว่าอย่างไร?



        สุนันทสารถีทราบว่าพระราชาทรงไว้วางใจตนก็มีความปลื้มปีติใจยิ่งนัก เขายิ้มน้อยๆ พลางกราบทูลพระองค์ว่า ?ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมหากเหนือหัวของข้าพระบาททรงปรารถนาสิ่งใดข้าพระบาทจักอาสาถวายชีวิตเพื่อพระองค์ พระเจ้าข้า?

?ดีมาก สุนันท์ เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่งรอจนกระทั่งรุ่งเช้าก็จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาทจัดให้บรรทมบนรถของเจ้าแล้วรีบนำลูกของเราออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก  จงประกาศขึ้นดังๆ ไปตลอดหนทางว่า ?ตัวกาลกิณี? เมื่อไปถึงป่าช้าผีดิบแล้วก็จงเร่งขุดหลุมแล้วฝังพระกุมารในที่นั้นแหละ?



        ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วใบหน้าก็พลันแห้งเผือดลงในทันทีสีหน้ากลับหม่นหมองแฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจเพราะนึกไม่ถึงว่าตนจะต้องมาทำหน้าที่เพชฌฆาตหยิบยื่นความตายให้กับพระราชกุมารผู้ซึ่งไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลยแต่ด้วยความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัวของตนจึงรีบตั้งสติ แล้วน้อมรับพระบรมราชโองการทันที
 
        ก่อนที่นายสุนันทสารถีจะถวายบังคมลาพระเจ้ากาสิกราชก็หันมากำชับว่า ?เมื่อเจ้าขุดหลุมเสร็จแล้วก็ให้อุ้มลูกของเราใส่ลงในหลุมนั้นแล้วอย่าลืมเอาสันจอบทุบศีรษะให้ตายเสียด้วยมือของตนเพื่อจะได้ไม่ต้องทรมานจากการถูกฝังทั้งเป็น  ครั้นเห็นว่าตายแน่แล้วก็จงเอาดินกลบให้เรียบร้อยจากนั้นจงไปอาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนชุดเสียใหม่แล้วจงรีบกลับมารายงานให้เราทราบอีกทีเข้าใจไหม?   
   
        สุนันทสารถีรับพระดำรัสนั้นแล้วก็รีบกลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่งแต่ในขณะที่นอนรอให้ถึงเวลารุ่งเช้าเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมารภายในจิตใจจึงมีแต่ความร้อนรนไม่สบายใจนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่งแต่เมื่อไม่อาจจะฝืนพระบรมราชโองการได้จึงได้แต่คิดว่าตนจักกระทำตามหน้าที่เท่านั้น



        ครั้นรุ่งเช้า สุนันทสารถีจึงลุกขึ้นด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง มีแต่ความรันทดหดหู่ใจ เมื่อถึงเวลาก็จึงค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงเก็บราชรถ เพื่อเลือกหารถคันที่ตนชอบใจ ส่วนเหตุการณ์ที่นายสารถีจะนำพระโพธิสัตว์ออกไปจากพระราชวังนั้นจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 29 มิถุนายน, 2552, 14:36:42 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 14


 
    จากตอนที่แล้ว พระนางเจ้าจันทาเทวี ได้ทรงดำเนินการอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้เป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังทรงทุกข์ระทมเพราะทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพระโอรส จนไม่เป็นอันที่จะเสวยพระกระยาหาร ได้ทรงเฝ้าวนเวียนอยู่กับพระโพธิสัตว์ ตรัสวิงวอนอยู่ตลอดทั้งคืนทั้งวัน ด้วยพระดำรัสซ้ำๆ ว่า พ่อเตมิยกุมาร ตลอดสิบหกปีที่ล่วงมา แม่ไม่เป็นอันหลับนอน หัวใจของแม่แทบจะแตกสลายด้วยความโศก แม่รู้อยู่เต็มอกว่า ลูกของแม่มิใช่คนง่อยเปลี้ย มิใช่คนใบ้ มิใช่คนหูหนวก ลูกจงกล่าวอะไรๆ บ้างเถิด อย่าปล่อยให้แม่ต้องทุกข์ระทมมากกว่านี้เลย



    ส่วนพระโพธิสัตว์ ทรงนึกขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมารดา แล้วทรงนึกถึงปณิธานที่ได้ตั้งสัจจาธิษฐานไว้แต่เดิม ได้แต่บรรทมนิ่งนึกถึงความปรารถนาที่จะผนวชเพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมีที่จะสำเร็จในวันรุ่งขึ้น ระงับความโศกเศร้าในพระหฤทัยอันเกิดจากความสงสารพระมารดานั้นเสีย


    ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นถึงวันที่หกก็มีรับสั่งให้สุนันทสารถีมาเข้าเฝ้ารับแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงกลับไปเตรียมรถเทียมม้าอัปมงคลคู่หนึ่ง รุ่งเช้าพรุ่งนี้จงมารับเตมิยกุมารบนปราสาท แล้วจงนำออกไปทางประตูทางด้านทิศตะวันตก จากนั้นเจ้าจงจัดการฝังพระกุมารเสียที่ป่าช้านอกพระนคร


    ฝ่ายสุนันทสารถี ครั้นได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็ตกใจสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ได้แต่ฝืนรับพระบรมราชโองการ แล้วก็กลับมาเตรียมการทุกอย่างตามพระกระแสรับสั่ง แต่ในคืนนั้นเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนจะต้องปลงพระชนม์พระราชกุมาร  เกิดความหวั่นวิตกร้อนรน นอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาจนตลอดคืนยันรุ่ง


    ครั้นราตรีนั้นล่วงไปแล้ว พระนางจันทาเทวีสรงสนานให้พระโพธิสัตว์แต่เช้าตรู่ ตกแต่งองค์เสร็จแล้ว ให้พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนพระเพลาสวมกอดพระองค์ไว้



    ส่วนนายสุนันทสารถีนั้น เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเช่นกัน แต่ไม่พบรถคนไหนที่ตนพอใจเลย เทวดาจึงดลใจให้เลือกรถมงคล แล้วก็ให้เทียมด้วยม้าที่เป็นมงคล ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์


    เมื่อเทียมรถเสร็จแล้วจึงขับเข้าสู่ถนนด้านหน้าพระราชวัง หยุดรถนั้นไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่พระราชนิเวศน์อันเป็นที่ประทับของพระนางจันทาเทวี และพระราชกุมาร  สุนันทสารถีนั้น แม้เขาจะจงรักภักดีต่อพระนางเจ้าและพระโอรสเพียงใด ก็จำต้องอดกลั้นความสงสารและเห็นใจนั้นไว้แต่เพียงภายในใจ เดินผ่านประตูเข้าสู่ห้องบรรทมอันมีสิริ



     เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระเทวีแล้วกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระเทวี ขอพระแม่เจ้าอย่าได้กริ้วข้าพระบาทเลย ข้าพระบาทรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าจงถอยออกไปก่อนเถิด อย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย?


    กราบทูลดังนี้แล้ว ก็เอาหลังมือกันพระเทวีซึ่งนั่งสวมกอดพระโอรสอยู่ให้พ้นออกไป แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารผู้บริสุทธิ์ดุจกำดอกไม้ที่งดงาม หันหลังกลับเพื่อเดินลงจากปราสาท
 
    ส่วนพระนางจันทาเทวี เมื่อถูกแย่งเอาพระโอรสออกจากอ้อมอกไป ก็ไม่อาจอดกลั้นความเศร้าโศกอันเกิดจากความพลัดพรากจากพระราชกุมารผู้เป็นที่รักได้ จึงสยายพระเกศา ทรงปริเทวนาการดังสนั่นอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น



    ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระมารดากรรแสง ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลายด้วยความรักและสงสารพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระองค์ก็จะมีพระหฤทัยแตกสลายวายพระชนม์ จึงทรงใคร่ที่จะพูดด้วย  แต่เมื่อทรงนึกถึงความปรารถนาที่จะสำเร็จในเวลาอันใกล้ ก็ทรงอัดอั้นตันพระหฤทัยดำริต่อไปว่า ถ้าเราจะพูดกับพระมารดา ความพยายามที่เราทำมาถึง 16 ปี ก็จะไร้ประโยชน์ แต่เมื่อเราไม่พูดนั่นแหละ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่พระชนกพระชนนี และแก่มหาชน


    ดำริดังนี้แล้ว จึงทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ไม่ตรัสอะไรกับพระชนนี ทรงหลับพระเนตรนึกถึงศีลที่พระองค์ทรงรักษาด้วยดีมาตลอด แล้วทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า ?ขออานุภาพแห่งศีลที่เรารักษามาดีแล้วนี้ จงคุ้มครองพระชนนีให้ทรงปลอดภัยด้วยเถิด?



ส่วนนายสารถีนั้น อุ้มพระโพธิสัตว์ให้ขึ้นประทับบนรถแล้ว ก็ขับรถมุ่งตรงออกสู่ถนนหน้าพระราชทวารด้านทิศตะวันออก แม้คิดว่าเราจะขับรถออกจากประตูด้านทิศตะวันตกตามพระราชบัญชา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะถูกเทวดาดลใจให้ขับมุ่งตรงไปสู่ประตูด้านทิศตะวันออกนั้น

เมื่อรถแล่นถึงประตูด้านหน้าพระราชวัง พระโพธิสัตว์ทรงสดับเสียงล้อรถกระทบธรณีประตู ก็ทรงดำริว่า บัดนี้ ความพากเพียรที่เราทำมาถึง 16 ปีได้ประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ทรงมีพระหฤทัยแช่มชื่นอย่างยิ่ง


รถได้แล่นไกลออกจากพระนครไปเรื่อยๆ สิ้นระยะทางประมาณสามโยชน์ ถึงชายป่าอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่ง หากแต่ทว่าป่าแห่งนั้นได้ปรากฏแก่สายตาของนายสารถีประดุจป่าช้าผีดิบ นายสารถีจึงคิดว่า ตรงนี้แหละเหมาะสมจะเป็นสถานที่ฝังพระราชกุมาร จึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง
 
เขาคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรที่จะฝังพระองค์ไปพร้อมกับเครื่องทรงอันมีค่านี้ จึงเปลื้องเครื่องทรงของพระโพธิสัตว์ออกแล้วห่อไว้ เสร็จแล้วก็ลงจากรถถือจอบเดินออกไป แล้วเริ่มลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลจากรถนัก



ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องเคลื่อนไหวแล้ว ก็เราทำความพยายามมาถึง 16 ปีโดยไม่เคลื่อนไหวมือและเท้าเลย ก็บัดนี้กำลังของเรายังมีอยู่หรือไม่หนอ จึงค่อยๆ เอาพระหัตถ์ข้างซ้ายลูบพระหัตถ์ข้างขวา เอาพระหัตถ์ข้างขวาลูบพระหัตถ์ข้างซ้าย แล้วนวดพระบาททั้งสอง


จากนั้นจึงเสด็จลุกขึ้น ทรงดำริที่จะลงจากรถ ขณะนั้น แผ่นดินตรงที่จะประดิษฐานพระบาทของพระโพธิสัตว์ได้นูนสูงขึ้นเพื่อรองรับพระบาทของพระองค์


พระโพธิสัตว์จึงเสด็จลงจากรถ ณ สถานที่นั้น ทรงดำเนินกลับไปกลับมาสิ้นเวลาเล็กน้อย ก็ทรงทราบโดยอนุมานว่า เรามีกำลังพอที่จะเดินทางไกลได้ถึง 100 โยชน์ภายในวันเดียว



เมื่อทรงพิจารณาดูกำลังว่า ถ้าหากนายสารถีคิดจะทำร้ายเรา เราจะมีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถีหรือไม่หนอ จึงทรงทดลองจับท้ายรถยกขึ้น ก็ปรากฏว่าสามารถยกขึ้นได้อย่างสบายๆ เหมือนกับยกรถของเล่นของพวกเด็กๆ จึงทรงทราบว่าเรามีกำลังพอที่จะต่อสู้กับนายสารถี เพื่อที่จะไม่ให้เขาทำอันตรายเราได้ 
 
เมื่อทรงทราบดังนี้แล้ว ก็ทรงดำริต่อไปว่า ก่อนที่จะออกบวช เราควรที่จะได้แต่งเครื่องประดับใหม่ที่เหมาะสม ในขณะนั้นเอง วิมานของท้าวสักกเทวราช ผู้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้เกิดร้อนขึ้นมาด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์ ท้าวเธอจึงทรงตรวจดูว่า เพราะเหตุอะไรหนอ


 เมื่อทรงสอดส่องลงมายังโลกมนุษย์ ก็ทรงเห็นเหตุความเป็นมาทั้งหมด จึงทรงดำริว่า ?ความปรารถนาของพระเตมิยราชกุมารถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้เธอต้องการเครื่องประดับองค์ ก็เครื่องประดับของมนุษย์ไม่คู่ควรแก่เธอ เราจะให้เตมิยราชกุมารประดับด้วยเครื่องประดับทิพย์"



ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์ให้ แล้วมีรับสั่งว่า ?วิสสุกรรม ท่านจงไปประดับพระเตมิยราชกุมาร ผู้เป็นราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ด้วยเครื่องประดับทิพย์นี้? ส่วนพระเตมิยราชกุมาร เมื่อประดับเครื่องประดับทิพย์นั้นแล้วจะสง่างามเพียงไหน เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 00:04:54 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 15


 
    จากตอนที่แล้วสุนันทสารถีได้เที่ยวเดินเลือกรถอยู่แต่เช้าเทวดาได้ดลใจให้เลือกรถที่เป็นมงคลเทียมด้วยม้ามงคลครั้นได้รถแล้วจึงนำมาจอดรอไว้แทบพระราชทวาร แล้วขึ้นสู่ปราสาท เข้าไปนั่งคุกเข่าถวายบังคมพระราชเทวี แล้วกราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระนางเจ้า ว่าตนรับพระราชบัญชามา จำเป็นต้องทำตามรับสั่ง ขอพระนางเจ้าอย่าได้ห้ามข้าพระบาทเลย



กราบทูลดังนี้แล้ว ก็กันพระเทวีออก แล้วอุ้มเอาพระราชกุมารเดินลงจากปราสาทไป ปล่อยให้พระนางทรงปริเทวนาการอยู่กับหมู่นางสนมในปราสาทนั้น ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงได้ยินพระมารดากรรแสง ก็ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูดกับพระชนนี พระหฤทัยของพระองค์ก็จะแตกสลาย แต่ก็ต้องตัดใจนิ่งเสียด้วยทรงนึกถึงความพยายามที่ทำมาถึง 16 ปี  ว่าหากเราไม่พูดนั่นแหละ จึงจะเกิดประโยชน์สำหรับทุกคน



จึงทรงปล่อยให้นายสารถี อุ้มพระองค์ขึ้นประทับบนรถขับมุ่งตรงออกจากพระราชวัง ด้วยพระหฤทัยที่เบิกบาน รถได้แล่นไกลออกจากพระนคร สิ้นระยะทางสามโยชน์ ถึงชายป่าแห่งหนึ่ง นายสารถีจึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง แล้วเริ่มลงมือขุดหลุมสี่เหลี่ยมในที่ไม่ไกลจากรถนัก



    ส่วนพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องเคลื่อนไหวแล้ว จึงค่อยๆ เอาพระหัตถ์ลูบพระหัตถ์  แล้วนวดพระบาททั้งสอง จากนั้นจึงเสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินกลับไปกลับมาสิ้นเวลาเล็กน้อย แล้วก็ทรงทดลองยกรถดู ก็ปรากฏว่าสามารถยกได้อย่างอัศจรรย์ ทรงดำริต่อไปว่า ก่อนที่จะออกบวช เราควรที่จะได้แต่งเครื่องประดับใหม่ที่เหมาะสม



ในขณะนั้นเอง วิมานของท้าวสักกเทวราชได้เกิดร้อนขึ้น ท้าวเธอจึงทรงตรวจดูว่า เพราะเหตุอะไรหนอ ก็ทรงเห็นเหตุทั้งหมด จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมามอบเครื่องประดับทิพย์ให้แล้วมีรับสั่งให้นำไปประดับพระเตมิยราชกุมาร ราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช

 

พระวิสสุกรรมเทวบุตรครั้นรับพระบัญชาของท้าวสักกะแล้ว ก็นำเครื่องประดับทิพย์นั้นมาสู่โลกมนุษย์ในทันที มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ ประดุจก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ทูลขออนุญาตที่จะประดับพระกายให้ แล้วก็ประดับพระกายของพระโพธิสัตว์ให้งดงามดังว่าท้าวสักกเทวราช ด้วยเครื่องประดับที่ท้าวเธอทรงประทานมาเอง ครั้นแล้วก็ทำเครื่องประดับนั้นให้เป็นของกึ่งทิพย์กึ่งมนุษย์ แล้วก็กลับวิมานของตนดังเดิม


พระโพธิสัตว์ครั้นได้รับการประดับพระกายเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปยังที่ซึ่งสุนันทสารถีขุดหลุมอยู่ ได้ประทับยืนที่ริมปากหลุมตรัสถามนายสารถีว่า ?แน่ะนายสารถี ท่านจะขุดหลุมไปทำไม สารถีเพื่อนยาก ท่านจงบอกเราหน่อยเถิด ว่าท่านจะใช้หลุมนี้ทำประโยชน์อะไร?


ส่วนนายสารถีก็ขุดหลุมเรื่อยไป ไม่ได้สนใจแหงนหน้าขึ้นแลดูเลย ได้กล่าวตอบไปว่า ?พระโอรสของพระราชาเป็นง่อยเปลี้ย เหมือนไม่มีจิตใจ พระราชารับสั่งให้เราฝังท้าวเธอเสียในป่าแห่งนี้?

 
พระโพธิสัตว์จึงตรัสต่อว่า "ดูก่อนสารถี เราไม่ได้เป็นคนหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้มีร่างกายพิกลพิการ ดังนั้น ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่า ท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม"

 
ตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออก แล้วทรงเชื้อเชิญให้นายสารถีมองดูพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า ?เชิญท่านดูขาและแขนของเราซิ แล้วเชิญฟังคำภาษิตของเรา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่าท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม?


    สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า นี่ใครหนอ เมื่อมาถึงก็พูดสรรเสริญแต่ตนเองเท่านั้น เขาจึงหยุดพักการขุดหลุมแล้วเงยหน้าขึ้นแลดู เมื่อได้เห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ซึ่งงดงามดุจท้าวสักกะจำแลงมา ก็ทั้งอัศจรรย์และตกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับคนที่แต่งกายงดงามดังเทวดาท่ามกลางราวไพรแห่งนี้


แม้เขาจะเห็นอย่างชัดเจนด้วยนัยน์ตาทั้งสอง ก็ยังจำไม่ได้ว่าเป็นพระเตมิยราชกุมาร แต่ก็รู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยเห็น นึกรำพึงขึ้นในใจว่า ชายผู้นี้จะเป็นมนุษย์หรือเทวดากันหนอ จึงถามไปว่า ?ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกเทวราชผู้ให้ทานในกาลก่อน ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร?


เมื่อทรงเห็นว่าเป็นโอกาสอันควร ที่จะบอกให้สารถีทราบว่าพระองค์เป็นใคร และจะได้แสดงธรรมให้สารถีงดการทำร้ายพระองค์เสีย จึงตรัสว่า ?ดูก่อนสารถี เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์  ไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่าเสียในหลุมนั่นแหละ เราเป็นโอรสของพระราชาผู้ที่ท่านอาศัยร่มพระบารมีเลี้ยงชีวีตอยู่  ดูก่อนสารถี ถ้าท่านฆ่าเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม บุคคลนั่งหรือนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหัดรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็นเหมือนกิ่งไม้ ตัวท่านเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม?


เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เมื่อคนทั้งหลายเข้าไปในป่าเพื่อเลือกหาต้นไม้นำมาปลูกบ้านเรือนไว้เป็นที่อยู่อาศัย ขณะที่พักอยู่ในป่านั้นได้อาศัยนั่งหรือนอนใต้ร่มไม้ต้นใด ก็จะงดเว้นไม่หักราน ไม่ตัดไม้ต้นนั้น เพราะถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีคุณต่อตน


 ทำนองเดียวกันผู้ที่เป็นชาวนาชาวไร่ เมื่อได้ใช้วัวหรือควายตัวใดเทียมเกวียน หรือใช้ไถนาปลูกข้าว แม้เวลาผ่านไปวัวหรือควายตัวนั้นจะแก่เฒ่าจนใช้งานต่อไปไม่ได้ เขาก็จะไม่ฆ่า ไม่ขาย แต่จะเลี้ยงดูต่อไปจนมันตายไปเอง เพราะถือว่ามันทำงานเลี้ยงเรามา เมื่อมันแก่แล้วก็ควรจะเลี้ยงมันตอบแทนบ้าง ด้วยถือว่าผู้ประทุษร้ายต่อผู้มีพระคุณเป็นคนอกตัญญู เป็นคนที่ไม่น่าคบหา และชีวิตของเขาก็จะไม่เจริญ


    พระโพธิสัตว์ได้ทรงนำต้นไม้ที่คนได้อาศัยร่มเงามาตรัสเปรียบเทียบ ว่าแม้ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาคนเขายังไม่หักรานกิ่ง ก็พระองค์เป็นผู้ที่มีพระคุณจึงไม่ควรที่เขาจะฆ่าได้ลงคอ เพื่อให้สารถีได้ทราบถึงคุณธรรมที่เขาควรปฏิบัติตาม ว่าถ้าหากเขาฆ่าพระองค์เสียก็เท่ากับว่าฆ่าผู้ที่มีพระคุณ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม



แม้พระโพธิสัตว์จะตรัสถึงเพียงนี้ สารถีก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง พระองค์จึงทรงดำริว่า เราจะทำให้สารถีเชื่อให้ได้ จึงได้ประกาศถึงพระบารมีที่ได้บำเพ็ญมา ทำชัฏแห่งป่านั้นให้บันลือลั่นด้วยเสียงสาธุการของเทวดา

จากนั้นจึงได้ตรัสพระคาถาบูชาคุณของมิตรถึง 10 คาถา
 
คาถาที่ 1 มีใจความว่า ?บุคคลใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร ทั้งเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพของชนเป็นอันมาก บุคคลนั้นเมื่อจากบ้านเรือนของตนไปในที่ไหนๆ  ย่อมมีอาหารมากมาย? อย่างเช่นพระสีวลีมหาเถระ ซึ่งในชาติก่อนได้เคยชักชวนบุคคลเหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในศีล 5 และได้แจกจ่ายทานให้แก่คนจำนวนมาก มาในชาตินี้ เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงนำหมู่ภิกษุไปโปรดหมู่มนุษย์และเทวดาในถิ่นกันดาร ก็จะทรงชวนพระสีวลีไปด้วย สถานที่นั้นแม้จะกันดารก็กลับกลายเป็นอุดมสมบูรณ์ไปได้


คาถาที่ 2 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นไปสู่ชนบท นิคม หรือราชธานีใด ย่อมได้รับการบูชาจากหมู่ชนในสถานที่เหล่านั้น อย่างเช่นสังกิจจสามเณร ซึ่งออกบวชตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในวันที่ 8 จากวันที่บวช แม้ถูกพวกโจรนำตัวไปเพื่อฆ่าบูชายัญ แต่ทำอย่างไรก็ฆ่าท่านไม่สำเร็จ ท้ายที่สุดจึงเกิดความเลื่อมใสได้ทิ้งดาบเลิกความเป็นโจร แล้วก้มลงกราบกล่าวมอบตนเป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งหมด
 
คาถาที่ 3 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร พวกโจรย่อมไม่ทำร้ายบุคคลผู้นั้น แม้กษัตริย์ก็เบียดเบียนเขาไม่ได้ เขาย่อมล่วงพ้นภัยจากหมู่อมิตรทั้งปวงเสียได้ อย่างเช่นโชติกเศรษฐี ผู้มีปราสาทแก้ว เสวยมนุษย์สมบัติดุจพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยผลบุญที่ตนเคยทำมาในกาลก่อน ขณะที่ท่านฟังธรรมอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน พระเจ้าอชาติศัตรูได้ยกกองทัพมาเพื่อยึดเอาปราสาทของท่าน แต่กลับถูกยักษ์ที่เฝ้าสมบัติของท่านขับไล่ให้หนีเตลิดไป


คาถาที่ 4 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นมิได้โกรธเคืองต่อใครๆ มา เขาย่อมมีไมตรีจิตกลับมาสู่เรือน เป็นผู้สูงสุดในหมู่ญาติ เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมในสภา เขาย่อมได้รับความยินดีปรีดาในสภานั้น

 
คาถาที่ 5 มีใจความว่า บุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เมื่อเขาสักการะคนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้รับการสักการะตอบ เมื่อเคารพคนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้รับการเคารพตอบ เขาย่อมได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในที่นั้นๆ
 
คาถาที่พระเตมิยราชกุมารตรัสยังไม่จบ แต่คาถาที่เหลือนั้นท่านจะตรัสอย่างไรอีก โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 09:07:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 16

 

    จากตอนที่แล้ว พระวิสสุกรรมเทวบุตรได้รับพระบัญชาของท้าวสักกเทวราช ให้นำเครื่องประดับทิพย์มาประดับกายพระโพธิสัตว์  ซึ่งพระโพธิสัตว์ครั้นได้รับการประดับพระกายเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปประทับยืนที่ริมปากหลุมตรัสถามนายสารถีว่า ท่านจะขุดหลุมไปทำไม ส่วนนายสารถี ได้กล่าวตอบไปว่า พระโอรสของพระราชาเป็นง่อยเปลี้ย  พระราชารับสั่งให้เราฝังท้าวเธอเสียในป่า


    พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า เราไม่ได้เป็นคนหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ก็เท่ากับว่า ท่านทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แล้วจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออกตรัสเชื้อเชิญให้สารถีมองดูพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า เชิญท่านดูขาและแขนของเราซิ แล้วเชิญฟังคำภาษิตของเรา

 
    สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า เขาเป็นใครหนอ จึงหยุดพักการขุดหลุมแล้วเงยหน้าขึ้นแลดู เมื่อได้เห็นพระโพธิสัตว์ ก็อัศจรรย์ใจ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคนที่แต่งกายงดงามดังเทวดาท่ามกลางราวไพรแห่งนี้ จึงถามไปว่า ท่านเป็นใคร เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกเทวราช หรือว่าเป็นบุตรของใคร



    พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า  เราไม่ใช่เทวดา  แต่เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่านั่นแหละ บุคคลนั่งหรือนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม พระราชาเป็นเหมือนต้นไม้ เราเป็นเหมือนกิ่งไม้ ตัวท่านเป็นเหมือนคนอาศัยร่มเงา ถ้าท่านฝังเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม


    แม้พระโพธิสัตว์จะตรัสอย่างนี้ สารถีก็ยังไม่เชื่อ พระองค์จึงได้ตรัสพระคาถาบูชาคุณของมิตร  5 คาถาแรกมีใจความว่า บุคคลใดมิได้ประทุษร้ายมิตร ทั้งเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพของชนเป็นอันมาก บุคคลนั้นเมื่อไปสู่ที่ใด  ย่อมมีอาหารมากมาย ได้รับการบูชาจากหมู่ชน พวกโจรย่อมไม่ทำร้ายบุคคลนั้น แม้กษัตริย์ก็เบียดเบียนเขาไม่ได้  เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมในสภา ย่อมเกิดความยินดีปรีดา  ได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในที่นั้นๆ


    มิตรภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกว่าจะสร้างให้เกิดขึ้นได้นั้นแสนยากต้องใช้เวลานาน บุคคลแม้มีมิตรที่ดีเพียงคนเดียว แต่ถ้าหากรักษามิตรภาพนั้นให้ยั่งยืน ย่อมได้ที่พึ่งอาศัยอันอบอุ่น ประดุจบุตรได้กลับเข้าสู่อ้อมอกของมารดาฉะนั้น  อย่างเช่น พระสารีบุตรเถระกับพระมหาโมคคัลลานะเถระ  ซึ่งได้เคยทำหน้าที่มิตรที่ดีต่อกันมาหลายชาติ มาในชาติสุดท้าย พระสารีบุตรเถระเมื่อครั้งยังบวชเป็นปริพาชกได้พบพระอัสสชิเถระก่อน แล้วได้ฟังอมตะธรรมจากท่าน ก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรโดยได้นำอมตะธรรมนั้นมาบอกแก่เพื่อน ในที่สุดทั้งสองท่านจึงได้มาเป็นพระอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ด้วยมิตรภาพที่ดีซึ่งได้เป็นกัลยาณมิตรต่อกันเรื่อยมา



    พระเตมิยราชกุมารเมื่อตรัสมาถึงคาถาที่ 5 ทรงเห็นว่าสุนันทสารถียังฟังพระองค์อยู่ จึงตรัสคาถาที่ 6 ต่อไปว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นบูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้รับการบูชาตอบ ไหว้ผู้อื่นก็ย่อมได้รับการไหว้ตอบ เขาย่อมได้รับเกียรติยศเป็นอันมาก


คาถาที่ 7 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองดังกองเพลิง ย่อมไพโรจน์ดุจเทวดาผู้มีสิริประจำตัวฉะนั้น?


คาถาที่ 8 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โคทั้งหลายของบุคคลผู้นั้นย่อมตกลูกบ่อยๆ ธัญพืชที่หว่านในนาย่อมงอกงาม เขาย่อมได้บริโภคผลของพืชพันธ์ที่ได้หว่านเอาไว้อย่างแน่นอน?


คาถาที่ 9 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นแม้ตกเหว ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ย่อมได้ที่พึ่งอาศัย ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด?


คาถาที่ 10 มีความว่า ?บุคคลผู้ใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เหล่าอมิตรย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้นไม่ได้ ดุจต้นไทรพุ่มใหญ่ที่มีรากงอกงาม ซึ่งพายุไม่อาจพัดให้ล้มลงได้ฉะนั้น?
 
    ธรรมดาผู้ที่บูชามิตรทั้งหลาย แม้ตนเองก็ย่อมได้รับการบูชาตอบ ผู้มีปกติสักการะ บูชา และกราบไหว้แด่กัลยาณมิตรมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ในชาติต่อไปเขาย่อมเกิดในตระกูลสูง ย่อมได้รับการสักการะ และบูชาในภพชาตินั้นๆ อย่างเช่นพระอรหันต์เถระทั้งหลาย ซึ่งแต่ละท่านได้สักการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาดีแล้วในภพชาติก่อนๆ มาในภพชาตินี้เมื่อได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมได้รับการสักการบูชาอย่างสูงสุด



    ฝ่ายสุนันทสารถีแม้จะได้ฟังพระโพธิสัตว์แสดงธรรมด้วยคาถาถึง 10 คาถา ก็ยังจำเคลือบแคลงสงสัยว่าท่านผู้นี้เป็นใครกันหนอ หรือว่าจะเป็นพระเตมิยราชกุมารจริงๆ จึงได้ขึ้นจากหลุมเดินไปดูที่รถ ก็มิได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำได้ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอนว่า ?ข้าแต่พระราชโอรส ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด ข้าพระบาทจะนำพระองค์กลับสู่ราชมณเฑียร ขอพระองค์จงครองราชย์สมบัติ ขอจงทรงพระเจริญ พระองค์จะอยู่ทำอะไรในป่านี้เล่า?
     

    พระโพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสารถีว่า ?แน่ะสารถี เราไม่ต้องการราชสมบัติซึ่งพรั่งพร้อมด้วยหมู่ญาติและโภคทรัพย์ ที่จะต้องได้มาพร้อมกับการประพฤติอธรรม?



    ส่วนสารถียังมีความหวังว่า อย่างไรเสียพระราชกุมารก็คงจะเสด็จกลับเพื่ออนุเคราะห์ตนให้ได้รางวัล จึงกราบทูลว่า
        ?ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลอันน่าปลื้มใจ พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์ 


    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว นางสนมและกุมารทั้งหลาย ทั้งพ่อค้าและพราหมณาจารย์จะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ 


    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพราบทั้งหลายจะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ 



    ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว ชาวนิคม ชาวชนบทผู้มีทรัพย์มากจะประชุมกันให้รางวัลแก่ข้าพระองค์?


    เป็นปกติธรรมดาของคนทั้งหลาย จะพูดหรือจะทำอะไรก็ตาม ย่อมหวังผลตอบแทนเป็นค่าจ้างและรางวัล สุนันทสารถีก็เช่นกัน เมื่อเห็นผลตอบแทนที่จะได้อย่างมหาศาล จากการเสด็จกลับของพระราชกุมารรออยู่เบื้องหน้า จึงทูลอ้อนวอนพระราชกุมารขอให้เสด็จกลับด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม



 
    แต่พระราชกุมารผู้ซึ่งได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งราชสมบัติมาได้อย่างแสนลำเค็ญ เมื่อทรงสดับคำของสารถีแล้วจึงตรัสบอกให้เขาทราบว่า ?พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาวแว่นแคว้น ชาวนิคม และกุมารที่เป็นเพื่อนของเราก็สละเราแล้ว  เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย?


    เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความสำเร็จที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสอย่างล้นพ้น จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า ?ความหวังของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน ความประพฤติชอบของเราที่ได้พยายามมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้สำเร็จผลแล้ว  ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดนะนายสารถี ว่าประโยชนที่จะพึงเกิดขึ้นโดยชอบ ของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อนย่อมเกิดผลแน่นอน ความประพฤติชอบของเราสำเร็จผลแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมมีแต่ความปลอดโปร่งใจ ไม่มีภัยจากที่ไหนอีก?


    พระโพธิสัตว์ได้เปล่งคำอุทานขึ้นอย่างนี้ด้วยทรงดำริว่า ความปรารถนาที่พระองค์ตั้งเอาไว้ถึง 16 ปี บัดนี้ความปรารถนานั้นประสบผลสำเร็จถึงที่สุดแล้ว แม้ว่าจะต้องทุกข์ทรมานมานานหลายปี แต่เมื่อปณิธานนั้นประสบผล ความสำเร็จนั้นย่อมงดงาม ควรค่าแก่การรอคอยจึงตรัสเช่นนั้น ส่วนสุนันทสารถีแม้ได้ฟังพระดำรัสที่งดงามถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่สิ้นหวังที่จะเชิญพระราชกุมารให้เสด็จกลับ แต่เขาจะกล่าวอย่างไรต่ออีก โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 11:46:37 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 17
 


    จากตอนที่แล้วพระเตมิยราชกุมารได้ตรัสคาถาที่ 6 ต่อไปตามลำดับจนถึงคาถาที่ 10 มีใจความว่าบุคคลใดไม่ได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคลผู้นั้นกราบไหว้บูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้รับการกราบไหว้บูชาตอบ เขาย่อมรุ่งเรืองดุจเทวดาผู้มีสิริ โคทั้งหลายของเขาย่อมตกลูกบ่อยๆ ธัญพืชที่หว่านในนาย่อมงอกงาม  แม้ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ก็ไม่เป็นอันตราย เหล่าอมิตรย่ำยีบุคคลนั้นไม่ได้ ดุจพุ่มไทรที่ไม่ล้มด้วยแรงลมฉะนั้น”



    ฝ่ายสุนันทสารถีแม้จะได้ฟังถึง 10 คาถา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช่พระเตมิยราชกุมารหรือไม่ จึงได้ขึ้นจากหลุมเดินไปดูที่รถ ก็มิได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ กลับมาดูอีกทีจึงจำได้ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาท ประคองอัญชลีทูลวิงวอน ขอให้พระราชกุมารเสด็จกลับพระนคร


    พระโพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสารถีว่า  เราไม่ต้องการราชสมบัติ ที่จะต้องได้มาพร้อมกับการประพฤติอธรรมส่วนสารถียังมีความหวังว่า อย่างไรเสียพระราชกุมารก็คงจะเสด็จกลับ จึงกราบทูลว่า  ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลอันน่าปลื้มใจ พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์



    แต่พระราชกุมารผู้ซึ่งได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งราชสมบัติมาได้อย่างแสนลำเค็ญ เมื่อทรงสดับคำของสารถีแล้วจึงตรัสบอกให้เขาทราบว่า “พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาวแว่นแคว้น ชาวนิคม และกุมารที่เป็นเพื่อนของเราก็สละเราแล้ว  เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย”



    เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงนึกถึงความสำเร็จแห่งความเพียงที่ได้ทรงทำมาอย่างยาวนาน ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสอย่างล้นพ้น จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “ความหวังของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน ความประพฤติชอบของเราที่ได้พยายามมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้สำเร็จผลแล้ว  ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดนะนายสารถี ว่าประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นโดยชอบ ของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อนย่อมเกิดผลอย่างแน่นอน ความประพฤติชอบของเราสำเร็จผลแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมมีแต่ความปลอดโปร่งใจ ไม่มีภัยจากที่ไหนอีก”



    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมารเช่นนั้นแล้ว เมื่อยังมองไม่เห็นคุณค่าของการบวชอยู่แต่ผู้เดียว เที่ยวกินใบไม้ผลไม้อยู่ในป่า ไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติอันจะนำมาซึ่งความสะดวกสบายว่าจะมีประโยชน์อะไร


    มองเห็นแต่ประโยชน์ที่เกิดแก่พระราชา พร้อมทั้งพระราชเทวี กับทั้งประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศชาติรัฐสีมา ว่าถ้าหากพระราชกุมารเสด็จกลับไปครองราชย์ ประเทศชาติก็จะรุ่งเรือง พระราชาต่างเมืองแคว้นไหนก็ไม่อาจจะข่มขี่ได้


    ทั้งราชสมบัติอันเป็นของประจำตระกูลที่พระราชบิดาทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะทรงอภิเษกให้ได้ขึ้นครองราชย์ก็รออยู่เบื้องหน้า ซึ่งใครๆ ก็ปรารถนาแต่วาสนาเขาไม่ถึง ส่วนสำหรับพระองค์นั้นตำแหน่งอันเลิศที่สุดของรัฐรออยู่แล้ว แต่กลับไม่เอา พระองค์จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร
 
    จึงกราบทูลให้พระราชกุมารกลับพระนครสืบไปว่า “ข้าแต่พระราชกุมาร พระวาจาของพระองค์ช่างไพเราะเสียจริง พระองค์มีพระดำรัสตรัสสละสลวยถึงเพียงนี้ แต่เหตุไฉน ก่อนนี้พระองค์ถึงไม่ทรงตรัสสิ่งใดกับพระชนกและพระชนนีเลย ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด การอยู่ในป่าคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร”



        พระเตมิยราชกุมารทรงเห็นว่าสารถียังไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทำมา ไม่รู้มโนปณิธานของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสอธิบายให้เขาเข้าใจ และบอกความประสงค์ว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับอย่างแน่นอนว่า “สุนันทสารถี เธอจงฟังให้ดี เราจะเล่าให้เธอฟังทั้งหมด  เราไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นคนหูหนวก ไม่ได้เป็นคนใบ้ ที่เราต้องแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยพิกลพิการเช่นนั้น เพราะเหตุที่เราระลึกชาติหนหลังได้ว่า ในปางก่อนโน้นเราเคยครองความเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้อยู่เพียง 20 ปี  แต่ในที่สุดเมื่อเราละโลกไปแล้ว กลับต้องไปตกนรก ถูกทรมานให้เร่าร้อนหมกไหม้ ทุรนทุรายอยู่ถึงแปดหมื่นปี  ก็เพราะเหตุนี้แหละ เราถึงไม่ปรารถนาที่จะพูดกับพระชนกและพระชนนี จึงได้แต่แสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ เราสู้อุตส่าห์อดทนมานานถึงสิบหกปี เพียงเพื่อปรารถนาจะพ้นไปจากความเป็นกษัตริย์ และบัดนี้เมื่อเราได้ทำสำเร็จแล้ว เราจึงไม่ต้องการที่จะหวนคืนสู่พระนครอีก แต่จะขอบวชบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้”



    สุนันทสารถีกราบทูลด้วยความเป็นห่วงว่า  “ข้าพระบาทเกรงว่า หากพระองค์ประทับอยู่ในป่าเพียงลำพัง ก็ลำบากพระวรกาย ต้องอดอยากทุกข์ยากมากมาย และอาจเกิดอันตรายแก่พระองค์ได้นะ พระเจ้าข้า”


     “ไม่มีอันตรายหรอก สุนันทสารถี ธรรมดาผู้ที่ออกบวช จะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเสีย ทั้งทรัพย์สฤงคาร บุตรภรรยา ยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วจึงมุ่งแสวงอริยทรัพย์ภายในเป็นสำคัญ  ดังนั้น นักบวชจึงไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์อันเป็นโลกียทรัพย์ เมื่อไม่แสวงหาผลประโยชน์ก็จะไม่คิดจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น จึงไม่เกิดการกระทบกระทั่ง เมื่อไม่กระทบกระทั่ง ก็ย่อมไม่มีศัตรูมาทำร้าย ดังนั้น เราจึงกล่าวว่าเพศนักบวชเป็นเพศของผู้ไม่มีภัยจากที่ไหน”


    ข้าแต่พระราชกุมาร การบวชอยู่ในป่าไร้เสียซึ่งทรัพย์สมบัติ ไม่มีบุตรและภรรยาที่คอยเอาใจให้ความอบอุ่นจะมีความสุขได้อย่างไร เมื่อพระองค์ได้ครองราชย์ย่อมมีพระราชทรัพย์มากมายก็สามารถทำบุญให้ทาน สามารถรักษาศีล ชำระหนทางแห่งสวรรค์ให้กระจ่างได้ การบวชเสียแต่ยังหนุ่มจะมีประโยชน์อะไร”



    สุนันทสารถี เธอจงฟังและคิดดูให้ดี ครั้งเรายังเป็นทารกเกิดได้ไม่นาน ในครั้งนั้นพระชนกของเรา อุ้มเราให้นั่งบนตัก แล้วตรัสสั่งข้อความว่า จงฆ่าโจรคนหนึ่งด้วยหอกอันคม จงจองจำโจรคนหนึ่งด้วยขื่อคา จงเฆี่ยนโจรคนหนึ่งให้ตายด้วยหวายหนาม และจงเสียบโจรคนหนึ่งให้ตายอยู่บนหลาว  เราได้ฟังรับสั่งอันหยาบคายร้ายกาจที่พระชนกตรัสแล้วก็สะดุ้งกลัว ไม่ต้องการเสวยราชสมบัติ ถึงแม้เราไม่ได้เป็นง่อยเปลี้ยก็แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นใบ้ก็แกล้งทำเป็นใบ้ ไม่ได้หูหนวกก็แกล้งทำเป็นหูหนวก เพื่อต้องการพ้นจากราชมณเฑียรนั้นให้ได้  สุนันทสารถี ชีวิตนี้เป็นของน้อย มีความปลื้มใจเพียงนิดหน่อย แต่ประกอบด้วยทุกข์มากมาย เราจะอาศัยชีวิตอันนิดหน่อยนี้ก่อเวรใหม่เพิ่มขึ้น แล้วต้องไปตกอยู่ในอบายตลอดกาลยาวนานเพื่อประโยชน์อะไร ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดสารถี การบวชเป็นหนทางกว้างที่จะทำให้พ้นจากอกุศลกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น และมีโอกาสว่างเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมคือฌานและอภิญญา เราเห็นคุณประโยชน์ดังนี้จึงออกบวช พรหมจรรย์ของเราสำเร็จแล้ว เราออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยจากที่ไหน"
 
    สุนันทสารถีใคร่ครวญตามพระดำรัสนั้น ก็เห็นจริงตามที่พระกุมารตรัสแล้วทุกประการ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า มีสติเตือนตนได้ว่า “พระราชกุมารนี้ไม่ทรงอาลัยในสิริราชสมบัติเลยแม้แต่น้อย ทรงทิ้งราชสมบัติโดยไม่มีความเยื่อใย เหมือนบ้วนก้อนเขฬะ  ทรงยอมพระองค์ทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานาน เพียงเพื่อให้พ้นจากราชมณเฑียร แม้จะทรงทุกข์ยากเพียงไรก็ไม่ทำลายความตั้งใจเดิมที่จะผนวช แล้วตัวของเราเล่า จะมามัวห่วงใยชีวิตที่บ่ายหน้าไปสู่ความตายทำไมกัน อย่ากระนั้นเลย เราจะออกบวชพร้อมพระองค์ในวันนี้แหละ”


        ตัดสินใจดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระราชกุมาร ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระบาทด้วยเถิด ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตให้ข้าพระบาทได้บวชตามพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”


    พระราชกุมารทรงฟังคำอ้อนวอนของสุนันทสารถีแล้ว ก็ทรงทราบว่าเขาต้องการจะบวชตามพระองค์จริงๆ แต่จะมีรับสั่งอย่างไร เพราะถ้าหากทรงอนุญาตให้สารถีบวชพร้อมกับพระองค์ ก็เท่ากับว่าทั้งพระองค์และสารถีได้หายสาบสูญไปจากพระนคร เหมือนกับได้ตายจากไป พระราชบิดา พระราชมารดาก็คงต้องเศร้าโศกอยู่เหมือนเดิม ใครเขาจะชื่นชมอนุโมทนา เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 17:06:12 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 18

 


    จากตอนที่แล้ว พระเตมิยราชกุมารได้ทรงสดับคำกราบทูลขอให้เสด็จกลับพระนครจากสุนันทสารถีแล้ว ก็ไม่ได้ทรงยินดีด้วย เพราะมุ่งจะทรงผนวชเพียงอย่างเดียว จึงตรัสว่า ?เราเป็นคนไม่มีเหย้าเรือน พระชนนีสละเราแล้ว พระชนกก็สละเราจริงๆ  เราจะบวชอยู่คนเดียวในป่า ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย?


    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมารแล้ว ก็มองไม่เห็นคุณค่าของการบวชว่าจะมีประโยชน์อะไร มองเห็นแต่ประโยชน์ที่เกิดแก่ประเทศชาติแบบโลกๆ ว่าถ้าหากพระราชกุมารกลับไปครองราชย์ ประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง  จึงกราบทูลให้พระราชกุมารกลับพระนครสืบไป


    พระเตมิยราชกุมารทรงเห็นว่าสารถียังไม่เข้าใจ ในมโนปณิธานของพระองค์ว่าเป็นเช่นไร จึงได้ตรัสอธิบายว่า ที่เราต้องแสร้งทำเป็นง่อยเปลี้ยพิกลพิการตลอดมา เพราะเหตุที่เราระลึกชาติหนหลังได้ว่า ในปางก่อนเราเคยเป็นกษัตริย์ในพระนครนี้ ผลสุดท้ายกลับต้องไปตกนรกทุรนทุรายอยู่ถึงแปดหมื่นปี  ดังนั้น เราจึงไม่ต้องการที่จะหวนคืนสู่พระนครอีก แต่จะขอบวชบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าแห่งนี้


    เมื่อทรงเห็นว่าสารถียังไม่เข้าใจ จึงทรงอธิบายต่ออีกว่า ครั้งเรายังเป็นทารก พระชนกอุ้มเราให้นั่งบนตัก แล้วตรัสสั่งให้ฆ่าโจรทั้ง 4 คนด้วยเครื่องประหารต่างๆ กัน เราได้ฟังรับสั่งอันร้ายกาจนั้นแล้วก็สะดุ้งกลัว ไม่ต้องการเสวยราชสมบัตินั้นอีก สุนันทสารถีเอย ชีวิตนี้เป็นของน้อย มีความปลื้มใจเพียงนิดหน่อย เราจะอาศัยชีวิตอันนิดหน่อยนี้ก่อเวรใหม่เพิ่มขึ้น แล้วต้องไปตกสู่อบายทุกข์ทรมานตลอดกาลยาวนานทำไมเล่า


   
    สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม จึงกราบทูลว่า  ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระบาทด้วยเถิด ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตให้ข้าพระบาทได้บวชตามพระองค์ด้วยเถิด


    พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้นก็มีพระหฤทัยยินดี แต่ก็ทรงมีพระดำริว่า ?หากเรายินยอมให้เขาบวชเสียแต่บัดนี้ ผู้คนทั้งหลายก็จะคิดว่า พระเตมิยราชกุมารได้หายสาบสูญไปพร้อมกับสุนันทสารถี เห็นทีว่าพระองค์คงจะถูกยักษ์จับกินเสียแล้วเป็นแน่

 
    หากไม่มีผู้ใดกราบทูลให้พระชนกและพระชนนีทรงทราบความเป็นไปของเรา ทั้งสองพระองค์ก็คงจะไม่สร่างจากความเศร้าโศก การบวชของเราในครั้งนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เราควรที่จะบอกข่าวการบวชของเราแด่พระชนกพระชนนี พระพี่เลี้ยงนางนม และกุมารทั้ง 500 ผู้เป็นสหายของเราให้ได้ทราบ


 
    เมื่อพระประยูรญาติของเราได้ทรงทราบแล้ว ก็จะทรงโสมนัสรีบเสด็จมา การที่เราจะแสดงธรรมโปรดพระชนกและพระชนนีให้ทรงพระเจริญในกุศลธรรมก็จะสะดวก การบวชของเราก็จะมีคุณค่ายิ่งใหญ่ไพศาล


    ดำริเช่นนี้แล้ว จึงทรงยับยั้งเขาไว้ก่อน ด้วยพระดำรัสว่า ?สุนันทสารถี บัดนี้เธอยังไม่สมควรบวชอยู่กับเรา เพราะเธอยังเป็นหนี้หลวงอยู่ ฉะนั้นเธอจงนำราชรถกลับไปคืนเสียก่อน เธอควรที่จะกราบทูลพระราชบิดาและพระราชมารดาของเราให้ทรงทราบความจริงเสียก่อน


    เมื่อเปลื้องความเป็นหนี้นั้น และกราบทูลให้พระประยูรญาติของเราทรงทราบความจริงแล้ว หากเธอยังมีความศรัทธาที่จะออกบวชตามเรา จึงค่อยกลับมาบวช เพราะคนผู้ไม่มีหนี้จึงจะบวชได้ การบวชโดยความเป็นไทอย่างนี้คนทั้งหลายก็จะไม่นินทา แม้ท่านผู้แสวงหาคุณธรรมทั้งหลายก็สรรเสริญ?



    สุนันทสารถีฟังพระดำรัสแล้ว ก็ยังมีความหวั่นวิตกอยู่ว่า ?หากพระเจ้ากาสิกราชและพระราชมารดาทรงทราบความจริงแล้ว พระองค์จะต้องเสด็จมาพบพระราชกุมารอย่างแน่นอน ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราในการนำเสด็จโดยไม่ต้องสงสัย
 
    อีกประการหนึ่ง หากพระองค์ได้ทรงพบพระราชกุมารตามพระประสงค์ ก็จะเป็นความดีความชอบของเรา แต่หากว่าพระองค์เสด็จมาแล้ว แต่กลับไม่ทรงพบพระราชกุมาร พระองค์ก็คงจะต้องลงพระราชทัณฑ์แก่เราเป็นแน่ เราควรจะต้องทูลขอปฏิญญาจากพระราชกุมาร เพื่อมิให้พระองค์เสด็จไปที่อื่นเสียก่อน?


    คิดดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระราชกุมาร ขอพระองค์ทรงโปรดกระทำตามคำวิงวอนของข้าพระบาทด้วยเถิด ข้าพระบาทยินดีที่จะกระทำตามพระบัญชา หากแต่ว่าพระองค์จะต้องทรงประทับอยู่ ณ ที่นี้ไปจนกว่าข้าพระบาทจะนำเสด็จพระราชบิดาและพระราชมารดามาถึง เพียงเท่านี้ ก็จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าพระองค์อย่างสูงสุดแล้ว พระเจ้าข้า?



    พระโพธิสัตว์ตรัสรับรองว่า ?ได้สิ สุนันทสารถี เราจะทำตามคำที่เธอขอ  แม้ตัวเราเองก็ปรารถนาจะเห็นพระชนกพระชนนีเสด็จมาในที่นี้เช่นกัน ขอให้เธอรีบกลับไปเถิด แล้วจงแจ้งข่าวนี้ให้แก่พระประยูรญาติของเราให้ทรงทราบว่า เรายังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ดีทุกอย่าง แล้วอย่าลืมกราบบังคมทูลพระชนกชนนีแทนเราด้วยว่า เราขอถวายบังคมพระบาทของทั้งสองพระองค์?


    ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ไปสู่ทิศอันเป็นที่ตั้งของพระนครพาราณสี น้อมพระกายลงถวายบังคมพระชนกและพระชนนีด้วยเบญจางคประดิษฐ์อย่างนอบน้อม


    ฝ่ายสุนันทสารถีน้อมรับพระดำรัสนั้นด้วยความปลื้มใจ กระทำประทักษิณพระกุมารแล้วจึงถวายบังคมตรงพระยุคลบาทของพระองค์อีกครั้ง จากนั้นจึงขึ้นสู่ราชรถ แล้วขับเข้าสู่พระนครพาราณสีโดยเร็ว



    ฝ่ายพระนางเจ้าจันทาเทวี นับแต่ถูกพรากพระราชกุมารไปจากอ้อมอก พระนางก็เอาแต่กันแสงร่ำไห้ด้วยพระหฤทัยหมองเศร้า พระนางเจ้าทรงตรอมพระหฤทัย จนแทบจะไม่เสวยพระกระยาหารเลย กระทั่งพระกายเริ่มซูบซีด และนอกจากนี้ พระนางยังไม่ยอมตรัสสิ่งใดกับพระเจ้ากาสิกราชเลย จนท้าวเธอไม่ทรงสบายพระหฤทัยเป็นอย่างมาก
 
ตลอดวันที่ผ่านมา พระนางไม่เสด็จไปในที่ใดเลย  นอกเสียจากประทับนั่งอยู่ตรงช่องพระแกลที่เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา สายพระเนตรจับจ้องดูหนทาง ณ เบื้องล่าง คอยทอดพระเนตรการกลับมาของสุนันทสารถี ด้วยมีพระประสงค์ที่จะทราบข่าวของพระราชกุมารก่อนผู้ใด


     แต่แล้วเมื่อสุนันทสารถีกลับมาถึงพระนครพร้อมด้วยราชรถที่ว่างเปล่า พระนางทรงทอดพระเนตรเห็นการกลับมาของเขาเพียงลำพังผู้เดียว ก็ยิ่งทรงกันแสง น้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์ รำพันด้วยความโศกเศร้าว่า



     ?นั่นนายสารถีมาถึงแล้ว ลูกรักของแม่ ป่านฉะนี้ เจ้าคงจะถูกเขาฝังทั้งเป็นเสียแล้วกระมัง โถ! เตมิยกุมารผู้เป็นศรีสง่าของแผ่นดิน บัดนี้ พวกศัตรูหมู่พาลต่างแคว้น เขาคงจะพากันหยามหยันเจ้าเป็นแน่?


    ครั้นนายสุนันทสารถีก้าวลงจากราชรถได้เท่านั้น พระนางก็มิได้ทรงรีรอ รับสั่งให้สุนันทสารถีเข้าเฝ้าทั้งๆ ที่พระนางก็ยังทรงกันแสงอยู่


    พระนางรีบตรัสซักถามด้วยพระหฤทัยที่เศร้าสร้อยว่า ?ลูกเราเป็นใบ้หรือเปล่า เป็นง่อยหรือเปล่า เวลาเจ้าฝังลูกของเรา ลูกเราได้ร้องบ้างหรือเปล่า บอกเราสิ บอกมาเถิด สุนันทะ ขณะที่ท่านฝังลูกเราน่ะ ลูกเราขยับเขยื้อนมือเท้าบ้างหรือเปล่า บอกเราเถิด เราอยากจะรู้เหลือเกิน?


    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็สุดแสนจะสงสารพระนาง รีบกราบทูลว่า ?ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าพระบาทกำลังจะกราบทูล พระเจ้าข้า ขอได้ทรงโปรดพระกรุณา โปรดประทานอภัยแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด ข้อที่ข้าพระบาทได้ฟังหรือได้เห็นมาเช่นไร ข้าพระบาทขอกราบทูลแด่พระแม่เจ้าตามความเป็นจริงทุกประการ พระเจ้าข้า?


    พระนางเจ้าจันทาเทวีตรัสว่า ?สุนันทะ เราให้อภัย เธอไม่ต้องกลัว ขอเธอจงพูดตามความเป็นจริงเถิด?


    สุนันทสารถีจึงได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ไม่น่าเชื่อเลย พระเจ้าข้า ว่าพระราชกุมารผู้ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระกายมานานถึงสิบห้าปี แต่ทว่า บัดนี้พระองค์กลับมีพระกำลังเดินเหินอย่างแคล่วคล่อง ทรงมีพระอวัยวะสมบูรณ์ทุกส่วน พระรูปโฉมก็งามสง่า ทั้งพระดำรัสที่ตรัสก็ช่างไพเราะ น่าฟังยิ่งนัก พระเจ้าข้า?



    ?เธอว่าอย่างไรนะ นายสารถี?  ท้าวเธอทรงไต่ถามด้วยความตื่นเต้นระคนความสงสัย ว่าที่นายสารถีกราบทูลนั้นจะเป็นความจริงไปได้อย่างไร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ก็ทรงทดลองพระราชกุมารอย่างอุกฤษฏ์มาตลอด ก็ไม่เคยได้ทรงเห็นเธอเคลื่อนไหวพระหัตถ์และพระบาทเลย ยังทรงสงสัยอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จึงตรัสถามย้ำเช่นนั้น ส่วนนายสารถีจะกราบทูลอธิบายต่ออีกอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2552, 21:23:32 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 19


   
    จากตอนที่แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำกราบทูลขอบวชตามพระองค์ของสุนันทสารถีก็ทรงมีพระหฤทัยยินดี แต่ก็ทรงมีพระดำริว่า ?หากเรายินยอมให้เขาบวชเสียแต่บัดนี้ ผู้คนทั้งหลายก็จะเข้าใจว่า พระราชกุมารกับสุนันทสารถีได้สูญหายไปทั้งสองคน เห็นทีว่าพระองค์คงจะถูกยักษ์จับกินเสียแล้ว พระชนกและพระชนนีก็จะไม่ทรงทราบความเป็นไปของเรา ทั้งสองพระองค์ก็คงจะไม่สร่างจากความเศร้าโศก เราควรที่จะบอกข่าวการบวชของเราแด่พระชนกพระชนนีให้ทรงทราบ เมื่อพระประยูรญาติของเราได้ทราบแล้ว ก็จะทรงโสมนัสรีบเสด็จมา ดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสบอกนายสารถีให้นำราชรถกลับไปคืนเสียก่อน และจงกราบทูลพระราชบิดาพระราชมารดาของเราให้ทรงทราบความจริงด้วยว่า เราไม่ได้เป็นใบ้



    สุนันทสารถีฟังรับสั่งนั้นแล้ว ก็กราบทูลขอให้พระราชกุมารประทับรออยู่ ณ ที่นั้นจนกว่าตัวเขาจะนำเสด็จพระราชบิดามาถึง แล้วจึงกราบทูลลาพระราชกุมาร จากนั้นจึงขึ้นสู่ราชรถ แล้วขับเข้าสู่พระนครพาราณสีโดยเร็ว


    ฝ่ายพระนางเจ้าจันทาเทวี  ยังคงประทับนั่งทอดพระเนตรการกลับมาของสุนันทสารถี ด้วยพระหฤทัยที่จรดจ่อ เมื่อทรงเห็นสุนันทสารถีกลับมาพร้อมด้วยราชรถที่ว่างเปล่า ก็ยิ่งทรงพระกันแสงน้ำพระเนตรไหลนองพระพักตร์  รับสั่งถามสารถีในทันทีที่เข้าเฝ้าว่า ?ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง เวลาเจ้าฝังลูกของเรา ลูกเราได้ร้องบ้างหรือเปล่า ลูกเราขยับเขยื้อนมือเท้าบ้างหรือเปล่า?



    สุนันทสารถีได้ฟังพระดำรัสถามดังนั้น ก็สุดแสนจะสงสารพระนาง รีบกราบทูลเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบว่า พระราชกุมารทรงมีพระอวัยวะสมบูรณ์ทุกส่วน ทรงพระดำเนินคล่องแคล่ว ทั้งทรงมีพระปัญญา ตรัสพระวาจาได้ไพเราะสละสลวยน่าฟังยิ่งนัก พระนางเจ้าทรงได้สดับดังนั้นจึงตรัสถามย้ำด้วยทรงตื่นเต้นระคนสงสัยว่า ?เธอว่าอย่างไรนะ นายสารถี?



    สุนันทสารถีจึงกราบทูลอธิบายต่อไปว่า ?ขอเดชะ ใต้ฝ่าพระบาท แท้จริงแล้ว พระราชกุมารมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาหรือเป็นบ้าใบ้แต่อย่างใดเลย พระเจ้าข้า แต่ที่พระองค์ทรงแสร้งประพฤติเช่นนั้น เพราะไม่ทรงปรารถนาจะครองราชสมบัติ ด้วยเพราะเหตุที่ทรงระลึกชาติได้ว่า ในชาติปางก่อนนั้นพระองค์เคยครองราชสมบัติอยู่ 20  ปี ได้เคยสั่งประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วต้องไปชดใช้กรรมในนรกถึงแปดหมื่นปี พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก ตั้งแต่นั้นมา จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจพระองค์ว่าเป็นคนเขลา เป็นคนกาลกิณี เพื่อประสงค์จะออกไปจากพระนครนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทรงผนวชให้ได้ พระเจ้าข้า?
 
    ?แล้วตอนนี้ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง นายสารถี? พระนางเจ้าจันทาเทวีทรงซักถามด้วยพระหฤทัยที่โสมนัสและเป็นห่วงในพระโอรส


     ?พระนางเจ้าอย่าได้ทรงเป็นห่วงเลย พระเจ้าข้า พระราชกุมารทรงปลอดภัยดี ขณะนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ชายป่าด้านทิศตะวันออกของพระนคร และทรงรับปฏิญญากับข้าพระบาทว่าจะทรงรออยู่ที่นั่น จนกว่าข้าพระองค์จะนำเสด็จพระนางเจ้าและพระราชบิดาไปถึง พระเจ้าข้า และอีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่ข้าพระบาทจะทูลลากลับมา พระราชกุมารยังได้ทรงฝากถวายบังคมพระบาทพระนางเจ้าและพระราชบิดามาด้วย ขณะนี้พระราชกุมารทรงรออยู่ที่ป่านั้นแล้ว ขอเชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทรับอาสาจะนำเสด็จไปจนกว่าจะได้พบกับพระราชกุมาร พระเจ้าข้า?



    ส่วนพระโพธิสัตว์ ครั้นส่งนายสารถีกลับไปแล้วก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช  ท้าวสักกเทวราชทรงทราบพระดำริของพระราชกุมาร จึงตรัสสั่งพระวิสสุกรรมเทพบุตรว่า ?ท่านวิสสุกรรม พระเตมิยราชกุมารประสงค์จะทรงผนวช ท่านจงไปสร้างบรรณศาลา และจงจัดบริขารสำหรับบรรพชิตไว้ถวายพระราชกุมารด้วยเถิด?

 
พระวิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวโองการแล้ว จึงลงมาเนรมิตอาศรมไว้ในราวป่าไม่ไกลจากที่พักของพระโพธิสัตว์ เนรมิตที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน และสระโบกขรณีไว้ในที่ไม่ไกลจากอาศรม ทำต้นไม้ใกล้สถานที่นั้นให้มีผลสมบูรณ์ไม่จำกัดฤดู ทั้งเนรมิตที่เดินจงกรมไว้ใกล้อาศรม เกลี่ยทรายที่ขาวสะอาดไว้ในทางจงกรมนั้น แล้วจารึกอักษรไว้ที่หน้าอาศรมว่า ?ผู้ใดใคร่จะบรรพชา จงถือเอาเครื่องบริขารเหล่านี้? เสร็จแล้วจึงได้กลับสู่วิมานของตน


    ส่วนพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นอาศรมนั้น ได้ทรงอ่านอักษรที่จารึกแล้วก็ทรงทราบว่า ท้าวสักกเทวราชทรงประทานให้ จึงเสด็จเข้าบรรณศาลา เปลื้องภูษาของพระองค์ออก ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดงผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง ทรงห่มหนังเสือเฉวียงพระอังสา ผูกมณฑลชฎาไว้เหนือพระเศียร แล้วทรงอธิษฐานถือผนวชเป็นพระฤษี



    จากนั้นจึงเสด็จออกจากอาศรม เสด็จจงกรมกลับไปกลับมาบนทางเดินจงกรมที่พระวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตถวาย ทรงปลอดโปร่งพระหฤทัย เกิดปีติโสมนัสถึงกับเปล่งอุทานว่า ?การบรรพชาของเราสำเร็จแล้ว ช่างเป็นสุขจริงหนอ? ทรงพระดำเนินบนทางจงกรมได้เวลาพอสมควรแล้ว ก็เสด็จเข้าอาศรม ประทับนั่งขัดสมาธิบนที่ซึ่งลาดด้วยใบไม้ ยังอภิญญา 5  และสมาบัติแปดให้เกิด ประทับอยู่ด้วยความสุขภายในสมาบัตินั้น


ถึงเวลาเย็นก็เสด็จออกจากอาศรม เที่ยวเก็บใบหมากเม่าที่เกิดอยู่ท้ายที่จงกรม นึ่งในภาชนะที่ท้าวสักกะประทานให้ ได้เสวยใบหมากเม่านึ่งที่ไม่มีรสเปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่เผ็ด ดุจบริโภคอาหารอันมีรสเลิศเป็นอมตะ


    กล่าวฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชเล่า ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของนายสุนันทสารถี ก็ทรงโสมนัสเป็นล้นพ้น ตรัสเรียกอำมาตย์และเสนาบดีมาเข้าเฝ้าทันที แล้วมีพระราชดำรัสสั่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงรีบจัดเตรียมเทียมรถม้า จงผูกเครื่องประดับช้าง?


ทั้งรับสั่งกำชับว่า ?ม้าอ้วนเสียความว่องไว ม้าผอมเสื่อมถอยเรี่ยวแรง จงเว้นม้าอ้วนและม้าผอมเสียเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์มีกำลัง ส่วนพนักงานกองดุริยางค์จงจัดเครื่องดนตรีแห่แหนทั้งสังข์ บัณเฑาะว์ กลองหน้าเดียว กลองสองหน้า และรำมะนาอันไพเราะ  แล้วก็จงป่าวประกาศเชิญชวนประชาชนชาวเมืองทุกหมู่เหล่าให้ตามเรามา เราจะไปให้โอวาทลูกของเรา?


    ในยามนั้นพระนครพาราณสีอึกทึกครึกโครมไปด้วยขบวนตามเสด็จอันมโหฬาร เพราะเหตุที่ขบวนดังกล่าวเป็นขบวนใหญ่ ประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี เหล่านางสนมกำนัล เหล่าขุนนางเสนามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายนอกฝ่ายใน


    ตลอดจนถึงบรรดาชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปเกือบทั้งแคว้น การเตรียมการต่างๆ จึงกินเวลานานถึงสามวัน กว่าจะแล้วเสร็จ กระทั่งพร้อมที่จะออกเดินทางได้ 


    พระเจ้ากาสิกราชและพระนางเจ้าจันทาเทวีพร้อมด้วยอาณาประชาราษฎร์ต่างก็มีความเอิบอิ่มใจดุจเดียวกับราชนิกุลทั้งหลาย ทั้งหมดพากันออกเดินทางไปทั้งเมืองเพื่อหวังจะได้เข้าเฝ้าพระเตมิยราชกุมารด้วยความปลื้มปีติใจยิ่งนัก


    เมืองพาราณสีซึ่งก่อนนั้นเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา อื้ออึงไปด้วยเสียงทักทาย สนทนาปราศรัยกันด้วยเรื่องค้าขายไม่ว่างเว้น แต่มาบัดนี้กลับว่างเปล่าและเงียบสงบราวกับเป็นเมืองร้าง เหลือไว้เพียงแต่คนแก่ชราและเด็กๆ กับพวกพวกนักเลงสุราบานเท่านั้น



คณะขบวนเสด็จของพระเจ้ากาสิกราชโดยมีสุนันทสารถีเป็นผู้นำเสด็จ ได้เคลื่อนพลโยธาไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งสุนันทสารถีชี้ให้ทอดพระเนตรบรรณศาลาซึ่งเป็นที่พำนักของพระเตมิยราชกุมารแต่ไกล พระราชาก็ทรงโสมนัสพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตรพระราชกุมารอย่างเหลือเกิน จึงรับสั่งให้สุนันทสารถีรีบนำเสด็จเข้าไปยังอาศรมในทันที
 
    ขบวนเสด็จพระประยูรญาติของพระราชกุมาร ซึ่งเมื่อได้เสด็จลงจากพระราชพาหนะแล้ว ก็ทรงพระดำเนินอย่างรีบเร่งเพื่อจะได้เห็นพระราชกุมารโดยเร็ว เสมือนกำลังจะได้พบญาติผู้เป็นที่รักซึ่งจากกันไปนานหลายปี แต่เหตุการณ์ที่พระประยูรญาติได้พบพระราชกุมาร ซึ่งบัดนี้ได้ถือเพศเป็นพระฤษีแล้วจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 09:05:35 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 20

 


    จากตอนที่แล้วสุนันทสารถีได้กลับมากราบทูลพระราชเทวีว่า แท้จริงแล้ว พระราชกุมารมิได้เป็นคนง่อยเปลี้ยแต่อย่างใด  แต่เพราะพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะครองราชย์สมบัติ ด้วยเพราะเหตุที่ทรงระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนพระองค์เคยครองราชย์สมบัติ  แต่เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วกลับต้องไปชดใช้กรรมในนรกถึงแปดหมื่นปี



    พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก  จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าพระองค์ง่อยเปลี้ย เพื่อประสงค์จะออกไปจากพระนครนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาที่จะทรงผนวชให้ได้ พระเจ้าข้า?


    พระนางเจ้าทรงถามต่อว่า ?แล้วตอนนี้ลูกเราเป็นอย่างไรบ้าง? สุนันทสารถีก็ได้กราบทูลว่า ?พระราชกุมารทรงปลอดภัยดี และได้ทรงรับปฏิญญากับข้าพระบาทว่าจะทรงรออยู่ที่ชายป่านั่น จนกว่าข้าพระองค์จะนำเสด็จพระนางเจ้าและพระราชบิดาไปถึง ขอเชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทรับอาสาจะนำเสด็จไปด้วยตนเอง?



    กล่าวฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช ครั้นทรงสดับคำกราบทูลของสุนันทสารถีแล้ว ก็ทรงโสมนัสอย่างยิ่ง ตรัสเรียกอำมาตย์และเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แล้วมีพระกระแสรับสั่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายให้รีบจัดเตรียมรถม้า ให้ประดับช้าง และให้ป่าวประกาศเชิญชวนชาวประชาทั่วพระนครให้ตามพระองค์ไปด้วย  ทรงให้จัดขบวนเสด็จนั้นอยู่ถึง 3 วัน จึงได้เคลื่อนพลโยธากับทั้งชาวพระนครไปเกือบทั้งหมด เมื่อถึงราวป่า สุนันทสารถีชี้ให้พระราชาทรงทอดพระเนตรบรรณศาลา ซึ่งเป็นที่พำนักของพระเตมิยราชกุมาร พระองค์ก็ทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก รับสั่งให้สุนันทสารถีรีบนำเสด็จเข้าไปยังอาศรมในทันที


    หมู่พระประยูรญาตินำโดยพระเจ้ากาสิกราชได้รีบเสด็จเข้าไปยังอาศรมก่อน ส่วนพระนางเจ้าจันทาเทวีและเหล่าสนมนางในนั้นเสด็จตามาภายหลัง แม้พระราชกุมารซึ่งบัดนี้ทรงผนวชเป็นพระฤษีแล้ว และได้เสด็จลงมาต้อนรับที่หน้าอาศรม ตรัสถามถึงพระอนามัยของพระราชบิดาว่า พระองค์ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีอยู่หรือ


    แม้พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมสบายดี ไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนแต่อย่างใด? แล้วจึงมีพระราชดำรัสถามทุกข์สุขในการดำรงชีพเยี่ยงนักบวชในป่าว่า ?ลูกเตมียะ ลูกเคยสุขสบายในวังหลวง ทุกอย่างมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้  แต่บัดนี้มาอยู่ในป่าที่เปล่าเปลี่ยวปราศจากผู้คน ต้องลำบากตรากตรำ ลูกจะอยู่ได้อย่างไร?


 
    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า ?ขอถวายพระพรมหาบพิตร แนวป่าที่สงบสงัด สระโบกขรณีก็น่ารื่นรมย์ใจ ทำให้อาตมภาพเกิดความสงัดทั้งกายและใจ ทั้งโรคภัยก็มิได้เบียดเบียน จึงยังคงพอดำรงอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่?  เป็นธรรมเนียมของบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อได้มาพบปะสนทนากันก็จะไต่ถามถึงการดำเนินชีวิตว่ามีทุกข์มีสุขอย่างไร ไม่ได้ป่วยไข้ยังสบายดีอยู่หรือ เพราะได้ซาบซึ้งดีว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ความทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต การดำรงชีพที่จะให้ราบรื่นเป็นสุขตลอดไปนั้นเป็นไปได้ยาก จึงได้ไต่ถามกันเช่นนั้น


    เมื่อผ่านการทักทายปราศรัยพอให้คลายความระลึกถึงกันแล้ว พระเตมียราชฤษีจึงทูลถามต่อไปว่า ?มหาบพิตร พระองค์ ยังรักษาศีล 5 อีกทั้งสุราเมรัยพระองค์ยังงดเว้นได้ดีอยู่หรือ ทั้งพระราชพาหนะ ชนบทชายแดนและเมืองหลวงตลอดถึงท้องพระคลังยังแน่นหนาบริบูรณ์อยู่หรือ?


    พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมยังมั่นคงในศีลทั้ง 5 ตลอดมา ทั้งสุราเมรัยก็มิได้ดื่ม อีกทั้งชนบทเมืองหลวงและท้องพระคลังก็แน่นหนาสมบูรณ์ดี?


    ส่วนพระเตมียราชฤษีทรงเห็นว่า พระราชบิดาได้ประทับยืนนานแล้วจึงอัญเชิญให้เสด็จขึ้นไปบนอาศรม พร้อมทั้งตรัสให้เจ้าพนักงานจัดพระราชบัลลังก์ให้พระราชาประทับนั่งตามพระประสงค์ แต่พระองค์ก็มิได้ประทับนั่งบนพระราชอาสน์นั้นด้วยความเคารพในพระเตมียราชฤษี


    พระเตมียโพธิสัตว์จึงตรัสสั่งเจ้าพนักงานให้จัดการลาดใบไม้ถวาย แม้เมื่อพวกเจ้าพนักงานปูลาดอาสนะใบไม้ถวายแล้วทูลเชิญให้พระราชาเสด็จขึ้นประทับ พระองค์ก็ไม่ทรงประทับอีก แต่ได้ประทับนั่งที่พื้นด้วยความเคารพในพระฤษีโอรส



    จากนั้นพระเตมียราชฤษีจึงเข้าไปภายในอาศรมนำเอาใบหมากเม่าที่นึ่งสุกแล้วออกมาถวาย แล้วทรงเชื้อเชิญให้พระราชาทรงเสวยโดยตรัสว่า ?มหาบพิตร ใบหมากเม่านี้เป็นของสุกแล้ว ปราศจากรสรสเปรี้ยวและรสเค็ม ขอมหาบพิตรผู้เสด็จมาจากที่ไกล เป็นแขกของอาตมภาพจงเสวยเถิด?


    พระราชาทรงปฏิเสธว่า ?โยมมีอาหารที่ได้เตรียมพร้อมมาแล้ว อาหารของโยมมีรสโอชา ไม่ใช่ใบหมากเม่าที่มีรสจืดสนิทอย่างนี้ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วจึงทรงหยิบใบหมากเม่ามากำไว้ ด้วยความเคารพในพระฤษี แล้วตรัสถามว่า พ่อเตมียะ พ่อบริโภคอาหารอย่างนี้หรือ?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสว่า ?อย่างนี้แหละ มหาบพิตร ใบหมากเม่านี้เป็นอาหารของอาตมา บุคคลอยู่ในที่สงัด มีความสงบใจ แม้จะบริโภคอาหารเช่นไรก็ย่อมมีรสโอชา?


    ขณะนั้น พระนางเจ้าจันทาเทวีมีหมู่สนมนางในแวดล้อมก็ได้เสด็จติดตามมาถึง ได้ทอดพระเนตรเห็นพระราชโอรส ก็ทรงตื้นตันพระหฤทัยจนสุดที่จะพรรณนาได้ จึงทรงคลานเข้าไปจับคู่พระบาทของพระเตมิยราชฤษีได้ทรงกราบลง แล้วแลดูพระฤษีผู้เป็นโอรสอยู่ด้วยความรัก แต่ก็ยังมิอาจที่จะกล่าวพระวาจาใดๆ ออกมาได้ จึงได้แต่ทรงพระกันแสงอยู่ ณ ที่นั้นเอง


    ส่วนพระราชาทรงสังเกตเห็นพระวรกายของพระเตมียราชฤษีมีรัศมีผุดผ่องแจ่มใส ก็ยิ่งทรงประหลาดพระราชหฤทัย จึงทรงมีพระดำรัสถามว่า ?พ่ออัศจรรย์ใจเหลือเกิน ลูกเสวยเพียงพืชผักและผลไม้ในป่า แต่เหตุไฉนจึงกลับมีผิวพรรณผุดผ่องเช่นนี้?  ตรัสดังนี้แล้วก็ทรงชี้ชวนให้พระราชเทวีทอดพระเนตรใบหมากเม่า ว่านี่แหละคืออาหารของพระโอรสของเธอ



    พระเตมีย์จึงตรัสตอบว่า ?ขอถวายพระพร อาตมภาพนอนบนพื้นที่ซึ่งลาดด้วยใบไม้แต่ผู้เดียว ยินดีในการนอนคนเดียว ผิวพรรณของอาตมาจึงผ่องใส  อนึ่งเล่า อาตมภาพไม่ต้องมีราชองครักษ์คาดดาบคอยเฝ้าระวังภัย แต่ก็มีอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ต้องหวาดระแวงภัย ไม่สะดุ้งตกใจ ไม่เศร้าหมองเพราะต้องเป็นห่วงเป็นใยในทรัพย์สินต่างๆ  จึงเป็นเหตุให้ผิวพรรณผ่องใส  อีกประการหนึ่ง อาตมภาพไม่มีความเศร้าโศกถึงอดีต ไม่คาดหวังความสุขในอนาคต แต่ใช้ชีวิตให้เป็นไปในปัจจุบัน ด้วยการรักษาจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ไม่ยึดติดคิดกังวลในเรื่องอันเป็นทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้นผิวพรรณของอาตมาจึงผ่องใส  ส่วนคนพาลย่อมมีผิวพรรณซูบซีดเหมือนไม้อ้อที่ถูกตัดทิ้งไว้กลางแดด เพราะมัวเฝ้ารอคอยอนาคต และขณะเดียวกันก็มัวแต่เศร้าโศกรำพันถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว ขอถวายพระพร?


    พระราชาทรงชื่นชมว่า ?พระลูกเอย เจ้าช่างกระทำในสิ่งที่ใครๆ กระทำได้ยากยิ่ง แต่เจ้าจงอย่าลืมว่า เจ้าเป็นลูกของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าจะมาอยู่ป่าแต่ผู้เดียวได้อย่างไร?  ครั้นแล้วจึงได้ทรงเชื้อเชิญพระเตมิยราชฤษีให้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร เพื่อเสวยราชสมบัติสืบไป ด้วยพระดำรัสว่า ?ลูกเอย พ่อขอมอบสิริราชสมบัติอันโอฬาร พร้อมด้วยเสนาสี่เหล่าให้ลูกปกครอง แม้หมู่นางสนมกำนัลผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง ต่างก็พร้อมจะบำเรอแทบเท้าของลูก ในกาลบัดนี้ ลูกก็ยังหนุ่มแน่น มีพละกำลังแข็งแกร่งว่องไว         
 
    ฉะนั้นลูกก็ควรเป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎร์เสียก่อน ทั้งผิวพรรณรูปร่างของลูกก็งามสง่า หากลูกปรารถนาจะอภิเษกกับเจ้าหญิงองค์ใดก็จงเลือกเอาตามใจชอบเถิด พ่อขอรับรองว่าจะหาพระชายามาอภิเษกให้เจ้าได้ตามที่ใจปรารถนา  ครั้นลูกได้ครองราชย์ พรั่งพร้อมด้วยโอรสธิดาแล้วจึงค่อยออกบรรพชาในภายหลังเถิดนะลูก บัดนี้ลูกยังอยู่ในช่วงปฐมวัย จะมาบวชอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวจะมีประโยชน์อะไรเล่า?



    พระเตมียราชฤษีทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ก็ยังทรงยืนยันพระประสงค์เดิมอย่างแน่วแน่ที่จะทรงเพศดาบส เพื่อประพฤติพรตพรหมจรรย์ต่อไป แต่พระองค์จะทรงปฏิเสธอย่างไร ในเมื่อพระราชบิดา พระราชมารดา และพระประยูรญาติซึ่งบัดนี้ก็ล้วนต้องการให้พระองค์เสด็จกลับพระนคร เพื่อขึ้นครองราชย์ด้วยกันทั้งสิ้น แม้ว่าพระราชกุมารจะดำรงเพศเป็นพระฤษีแล้วก็ตาม แต่ทุกคนต่างให้ความหวังอยู่กับพระราชกุมารเพียงพระองค์เดียวที่จะได้ขึ้นครองราชย์ เมื่อเป็นดังนี้ พระราชกุมารจะตรัสอธิบายให้พระประยูรญาติทั้งหลายเข้าใจได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 20:55:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 21

 


    จากตอนที่แล้ว เหล่าพระประยูรญาตินำโดยพระเจ้ากาสิกราชได้รีบเสด็จเข้าไปยังอาศรมของพระเตมียราชฤษีด้วยขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ แม้พระราชฤษีก็ได้เสด็จลงมาต้อนรับที่หน้าอาศรม ตรัสถามพระราชบิดาว่า พระองค์ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีอยู่หรือ
 
    แม้พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงตอบว่า ?โยมสบายดี ไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนแต่อย่างใด? แล้วก็ตรัสถามตอบว่า แล้วลูกละ อยู่ในป่าคนเดียว ต้องลำบากตรากตรำ ลูกดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร


    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า แนวป่าที่สงบสงัด  ทำให้อาตมภาพได้ความสงัดกายสงัดใจ ทั้งโรคภัยก็มิได้เบียดเบียน จึงยังคงพอยังชีพให้เป็นไปได้ แล้วก็ได้อัญเชิญพระราชาให้เสด็จขึ้นไปบนอาศรม จากนั้นพระราชฤษีจึงเข้าไปภายในอาศรมนำเอาใบหมากเม่าที่นึ่งสุกแล้วออกมาถวาย แล้วทรงเชื้อเชิญให้พระราชาทรงเสวย


    พระราชาได้ตรัสถามว่า พ่อเตมียะ พ่อบริโภคอาหารอย่างนี้หรือ
 
    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสว่า  ใบหมากเม่านี้เป็นอาหารของอาตมา บุคคลอยู่ในที่สงัด มีความสงบใจ แม้จะบริโภคอาหารเช่นไรก็ย่อมมีรสโอชา
 
    ขณะนั้นพระนางเจ้าจันทาเทวีได้เสด็จมาถึง พระราชาก็ทรงหยิบใบหมากเม่าให้พระราชเทวีทอดพระเนตร แล้วตรัสว่านี่แหละคืออาหารของพระโอรสของเธอ



    ครั้นแล้วจึงได้ทรงเชื้อเชิญพระเตมิยราชฤษีให้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร เพื่อเสวยราชสมบัติสืบไป โดยทรงมีเหตุผลว่า ลูกก็ยังเป็นหนุ่ม ควรเป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎร์เสียก่อน ทั้งรูปร่างของเจ้าก็งามสง่า หากปรารถนาจะอภิเษกกับเจ้าหญิงองค์ใด พ่อจะหามาให้เจ้าตามที่ใจปรารถนา ครั้นเจริญด้วยโอรสธิดาแล้วจึงค่อยออกบรรพชาในภายหลังเถิด


    พระเตมียราชฤษีจึงถวายพระพรว่า ?มหาบพิตร บุคคลผู้จะบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ควรจะบวชตั้งแต่อยู่ในปฐมวัย นักปราชญ์ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสสรรเสริญการบรรพชาของคนหนุ่ม เพราะเหตุนี้ อาตมภาพจึงบวชประพฤติพรหมจรรย์เสียแต่เวลายังหนุ่ม เพราะเหตุว่า พระราชสมบัติและฐานะกษัตริย์ที่พระองค์ยินดีพระราชทานให้อาตมภาพนั้น เป็นเหตุให้ต้องก่ออกุศลกรรมมากมาย ใช่ว่าอาตมภาพจะไม่เคยครอบครองราชย์สมบัติมาก่อน
 
    แม้ในอดีตชาติที่ผ่านมา อาตมภาพก็เคยเป็นกษัตริย์ ได้ครองราชย์อยู่เพียง 20 ปี แต่ในที่สุดก็ต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกยาวนานถึง 8 หมื่นปี อาตมภาพมองเห็นภัยที่ตนเองเคยตกนรกมาแล้วว่าเป็นภัยที่น่ากลัวเหลือเกิน และชีวิตของมนุษย์ก็เป็นของน้อย ในไม่ช้าอาตมภาพและแม้แต่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างก็ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น  อาตมภาพจึงปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ภัยเหล่านั้น?


    พระเตมิยราชฤษีใคร่จะทรงแสดงธรรมชี้แจงสภาพของสัตว์โลก ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พระราชบิดา จึงตรัสว่า 
 
    ?ผู้ที่จะบวชประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม   ข้อนี้บัณฑิตทั้งหลายปรารถนายิ่งนัก  พระองค์คงจะเคยพบเห็นสัจธรรมเช่นนี้มาบ้าง เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ของชีวิต คนบางคนตายเมื่ออายุยังน้อย ตายก่อนบิดามารดาเสียอีก บางคนตายเมื่อยังหนุ่ม บางคนตายเมื่อยามแก่เฒ่า ที่จะไม่ตายเลยนั้นยังไม่มีปรากฏให้เห็นเลย
 
ทุกคนล้วนแต่ต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น  ไฉนเลยเราจะมัวเพลิดเพลิน มัวเมา ลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้เล่า โลกมนุษย์ถูกครอบงำด้วยมัจจุมาร มีพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่เป็นเจ้าแห่งชีวิต คอยกระชากทำลายชีวิต ให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่มีวันจบสิ้น ฉะนั้น ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตได้ ว่าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ความเป็นหนุ่มสาวก็เป็นเช่นกับอายุของฝูงปลาในแอ่งน้ำที่มีน้ำแห้งขอด เมื่อถูกแสงแดดแผดเผาน้ำนั้นก็พลันแห้งไป จะมามัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในชีวิตอันเป็นของนิดหน่อยนี้ทำไมกัน โลกของเราถูกครอบงำอยู่ทุกขณะ ถูกรุมล้อมเป็นนิจ วันและคืนย่อมไม่ล่วงไปเปล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ยังปรารถนาจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไมกันเล่า?



    พระราชาได้ตรัสถามว่า ?โลกถูกอะไรครอบงำ ถูกอะไรรุมล้อม วันและคืนย่อมไม่ล่วงไปเปล่าอย่างไร ขอลูกจงบอกให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด?
 
    พระเตมียราชฤษีตรัสตอบว่า ?โลกถูกความตายครอบงำ ถูกชรารุมล้อมอยู่เป็นนิตย์ วันและคืนไม่เคยผ่านไปเปล่า แต่ได้ผ่านไปพร้อมกับความเสื่อมแห่งผิวพรรณ และกำลังวังชาของคนและสัตว์ มหาบพิตร อุปมาชีวิตนี้เหมือนช่างหูกที่ต้องการจะทอผ้าสักผืนหนึ่ง ทุกขณะที่เขาทอไปข้างหน้า เส้นด้ายที่จะต้องทอต่อไปก็เหลือน้อยลงทุกที แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น คือเมื่อคืนและวันผันผ่านไปเพียงใด ชีวิตก็สั้นเข้ามาเพียงนั้น ห้วงน้ำที่ไหลไป ไม่อาจย้อนกลับได้ฉันใด อายุของมนุษย์ก็ย่อมผ่านไปโดยไม่มีวันหวนกลับคืนมาฉันนั้น ห้วงน้ำที่ไหลเชี่ยวย่อมพัดพาต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ใกล้ฝั่งให้โค่นล้มลงไปฉันใด สัตว์โลกทั้งหลายก็ย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น ฉะนั้น ขอพระองค์จงอย่าได้ประมาท มัวเมาในชีวิตอันนิดหน่อยนี้เลย?


    พระราชาได้ทรงสดับธรรมนั้นแล้ว ก็ทรงเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย และมีพระราชหฤทัยน้อมไปในการบรรพชา ทรงดำริว่า ?ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟังคติธรรมจากผู้ใด ที่จะแจ่มแจ้งเท่ากับที่ได้ฟังจากลูกเราในวันนี้เลย ก็บัดนี้ สมควรที่เราผู้เข้าถึงความชราจักบวชเสียในที่นี้ เราจะไม่ขอกลับพระนครอีก แต่สำหรับพระโอรสของเรานั้นเล่า ยังหนุ่มน้อยเยาว์วัยนัก ถึงอย่างไรก็ควรที่จะกลับไปครองราชสมบัติแทนเราเสียก่อน ต่อเมื่อเจริญด้วยบุตรธิดา จึงค่อยบรรพชาในภายหลัง?



    ทรงดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสเชื้อเชิญพระเตมียราชฤษีอีกว่า ?พ่อขอมอบราชสมบัติของตระกูล กับทั้งสนมนารีตลอดถึงราชนิเวศน์ให้แก่เจ้า ขอเจ้าจงกลับไปสืบราชสมบัติมีพระชายา เจริญด้วยบุตรธิดาเสียก่อนเถิด ส่วนพ่อผู้เริ่มชราแล้วควรจะบวชเสียเอง ลูกยังหนุ่มอยู่จะรีบบวชไปทำไม?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ?มหาบพิตร พระองค์จะทรงเชื้อเชิญอาตมภาพด้วยเพราะทรงเป็นห่วงพระราชทรัพย์อยู่ทำไม เพราะบางคราวทรัพย์สมบัติก็พลัดพรากจากเราไปก่อนก็มี บางทีเราก็พลัดพรากจากทรัพย์นั้นไปก่อนทั้งปราสาทราชมณเฑียร ช้าง ม้า โค กระบือ เรือก สวน ไร่ นา บางคราวสิ่งเหล่านี้ก็จากเราไปก่อน บางทีเราก็จากสมบัติเหล่านั้นไปก่อน มหาบพิตรจะเชื้อเชิญอาตมภาพเพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ทำไม 
 
    ถ้าอาตมภาพจะกลับไปครองราชย์สมบัติ มีพระชายาตามราชประเพณี เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ พระชายาอาจจะสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนก็มี หรือเมื่อพระชายายังมีชีวิตอยู่ อาตมภาพอาจจะสิ้นชีวีไปเสียก่อนก็เป็นได้ มหาบพิตรจะทำให้อาตมภาพต้องเสื่อมจากประโยชน์ เพราะประสงค์จะให้มีภรรยาไปทำไม 
 
    จะมีประโยชน์อะไรกับความเป็นหนุ่มเป็นสาว ที่จะต้องแก่ชราไปทุกคืนวัน บุคคลจะมัวหลงเพลิดเพลินระเริงเล่นยินดีกับโลกียวิสัยไปทำไม จะประโยชน์อะไรกับการมีบุตรและธิดาซึ่งวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด อาตมภาพพ้นแล้วจากพันธะซึ่งเป็นภาระผูกพัน ย่อมทราบดีว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา และมีความตายรอคอยอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่พญามัจจุราชจ้องจะฆ่าอาตมภาพอยู่เป็นนิตย์เช่นนี้ ความเพลิดเพลินในทางโลกีย์จะมีประโยชน์อะไร ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้วในโลกนี้ ล้วนแต่จะต้องตาย เปรียบเสมือนผลไม้ที่แก่แล้วก็จะต้องหล่น คนโดยมากเห็นกันในเวลาเช้า แต่พอถึงเวลาเย็นตายจากกันก็มี บางทีเห็นกันในเวลาเย็น แต่ถึงเวลาเช้าต้องมาตายจาก


    สำหรับอาตมภาพผู้พ้นจากเครื่องผูกคือทรัพย์สมบัติแล้ว ย่อมไม่ปรารถนากลับไปสู่เครื่องผูกนั้นอีก ขอพระองค์จงทรงออกผนวช แล้วประพฤติพรหมจรรย์แสวงหาธรรมเถิด และขอพระองค์อย่าทรงดำริว่าอาตมภาพจะต้องการราชสมบัติอีกเลย เมื่อพระเตมียราชฤษี ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ตรัสหนักแน่นชัดเจนเช่นนี้ พระเจ้ากาสิกราชจะมีพระราชดำรัสอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 01 กรกฎาคม, 2552, 22:16:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 22




    จากตอนที่แล้ว พระเตมียราชฤษีถูกพระราชบิดาเชื้อเชิญให้เสด็จกลับพระนครเพื่อครองราชย์ โดยทรงให้เหตุผลว่า พระราชกุมารยังเป็นหนุ่มอย่าเพิ่งออกบวชเลย จึงถวายพระพรว่า บุคคลผู้จะบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ควรจะบวชเสียแต่ยังหนุ่ม เพราะนักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญการบรรพชาของคนหนุ่ม  อีกอย่างหนึ่ง ฐานะกษัตริย์ที่พระองค์จะพระราชทานให้นั้น เป็นเหตุให้ต้องก่ออกุศลกรรมมากมาย แม้ในอดีตชาติที่ผ่านมา อาตมภาพก็เคยเป็นกษัตริย์ได้ครองราชสมบัติอยู่ 20 ปี แต่กลับต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกถึง 8 หมื่นปี อาตมภาพมองเห็นภัยที่จะต้องตกนรก จึงประสงค์จะออกบวช เพื่อให้พ้นจากทุกข์ภัยเหล่านั้น



    พระราชาได้ทรงสดับธรรมที่พระเตมียราชฤษีแสดงตามลำดับ ก็ทรงมีพระราชหฤทัยน้อมไปในการบรรพชา ทรงดำริว่า เราจักบวชเสียแต่ในบัดนี้ จะไม่ขอกลับพระนครอีก แต่ก็ทรงเป็นห่วงพระโอรสว่ายังหนุ่ม ควรที่จะกลับไปครองราชย์เสียก่อน ต่อเมื่อเจริญด้วยบุตรธิดาแล้ว จึงค่อยบรรพชาในภายหลัง


    ทรงดำริเช่นนี้แล้ว จึงตรัสเชื้อเชิญพระเตมียราชฤษีอีกว่า ?พ่อขอมอบราชสมบัติของตระกูล กับทั้งสนมนารีตลอดถึงราชนิเวศน์ให้แก่เจ้า ขอเจ้าจงกลับไปสืบราชสมบัติ มีพระชายาเสียก่อน เมื่อเจริญด้วยบุตรธิดาแล้วจึงค่อยบวชในภายหลัง  ลูกยังหนุ่มอยู่จะรีบบวชไปทำไม?


    พระเตมียราชฤษีจึงตรัสอธิบายเพิ่มเติมว่า ?มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงเชื้อเชิญอาตมภาพด้วยพระราชสมบัติเลย เพราะบางคราวทรัพย์สมบัติก็พลัดพรากจากเราไปก่อน บางทีเราก็พลัดพรากจากทรัพย์นั้นไปก่อน ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้วล้วนแต่จะต้องตาย เปรียบเสมือนผลไม้แก่ก็จะต้องหล่น คนเราเห็นกันในเวลาเช้า แต่ถึงเวลาเย็นตายจากกันก็มี บางทีเห็นกันในเวลาเย็น แต่ถึงเวลาเช้าต้องมาตายจากก็มี



    พระเจ้ากาสิกราชทรงทราบว่าพระราชโอรสไม่มีเยื่อใยในราชสมบัติแม้เพียงนิด จึงทรงตัดอาลัยในราชบัลลังก์ มีพระประสงค์ที่จะทรงออกผนวชอย่างแน่วแน่ จึงมีรับสั่งให้ตีฆ้อง ป่าวประกาศไปให้ทั่วพระนครว่า ?ผู้ใดมีความศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะบวชตามพระเตมียราชกุมาร ก็ขอจงบวชเถิด?


จากนั้นก็ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้เปิดท้องพระคลังทั้งหมด และให้จารึกแผ่นทองคำติดไว้ ณ เสาท้องพระโรงว่า ?ผู้ใดต้องการทรัพย์สมบัติเงินทองของมีค่า ก็จงมาขนเอาไปจากท้องพระคลังหลวงนั้นเถิด?



แต่ก็ปรากฏว่า มิได้มีใครต้องการพระราชทรัพย์นั้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ชาวเมืองกลับพากันทิ้งบ้านทิ้งเมือง ชักชวนกันไปสู่สำนักของพระเตมียราชกุมารกันเป็นจำนวนมาก
 


    ในเวลานั้น ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น พระเจ้ากาสิกราช และพระอัครมเหสีได้นำเหล่าเสนามหาอำมาตย์ ข้าราชบริพารและมหาชนชาวเมืองพาราณสีที่ติดตามมา พาออกบวชเป็นฤษี ฤษิณี กันทั้งหมด
 


    สถานที่ซึ่งท้าวสักกเทวราชทรงประทานให้ ทั้งหมดมีพื้นที่ประมาณหนึ่งโยชน์ เป็นพื้นที่ซึ่งมีป่าไม้ออกดอกออกผลไม่จำกัดฤดูกาล จึงเต็มไปด้วยหมู่ฤษี ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้จัดให้เหล่าฤษิณี ที่เป็นนักบวชหญิงได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ตอนกลางของป่านั้น ให้เหล่าฤษีนักบวชชายสร้างอาศรมอยู่รอบนอก


    เมื่อคราวที่ฤษี หรือฤษิณีเหล่าใดเกิดนึกคิดในเรื่องกาม หรือเรื่องพยาบาท พระเตมียราชฤษีก็จะประทับนั่งบนอากาศประทานพระโอวาทให้แก่ฤษีและฤษิณีเหล่านั้น เมื่อพวกเขากระทำตามพระโอวาทของพระโพธิสัตว์ ต่างก็ได้สำเร็จอภิญญา 5 สมาบัติ 8 ตามกำลังแห่งความเพียร


    ส่วนพระนครพาราณสีเมื่อไร้พระราชาและรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ ก็ต้องกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด จะเหลือก็แต่เพียงเด็ก คนแก่ชรา และพวกนักเลงสุราที่ยังคงตกอยู่ในความประมาท จึงไม่ปรารถนาที่จะออกบวชตามพระเตมียราชฤษี



    ในเวลานั้น ท้าวสามนตราช (สา มน ตะ ราช)  กษัตริย์ที่ครองนครใกล้เคียงกันพระองค์หนึ่ง เมื่อได้ทราบว่าพระเจ้ากาสิกราชสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชในป่า และแม้เหล่าอำมาตย์ราชมนตรีและพสกนิกร ต่างก็ออกบวชตามพระองค์มากมาย จึงได้ยกกองทัพเร่งรุดเข้ามาประชิดพระนคร   ด้วยทรงหมายจะยึดเอาพระนครพาราณสีไว้ในครอบครอง แต่ครั้นมาถึง ก็พบว่าพระนครพาราณสีซึ่งแต่ก่อนเคยรุ่งเรืองนั้น มาบัดนี้กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว 


    พระเจ้าสามนตราชรีบเสด็จขึ้นสู่ปราสาทราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรดูกองรัตนะอันเลอค่า ซึ่งถูกทอดทิ้งไว้โดยปราศจากผู้คนเหลียวแล ก็ยิ่งทรงฉงนพระหฤทัยยิ่งนัก ทรงดำริว่า ?น่าจะมีภัยเพราะทรัพย์นี้กระมัง?
 
    ดำริดังนี้แล้วจึงให้เรียกพวกนักเลงสุรามาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ?ภัยบังเกิดขึ้นแก่เจ้าเหนือหัว พระมเหสี และพระโอรสของพวกท่านหรือ?       พวกนักเลงสุราจึงกราบทูลว่า ?ไม่มีภัยอะไรเลย พระเจ้าข้า?


    พระองค์จึงตรัสซักว่า ?แล้วเพราะเหตุไรเล่า ท้าวเธอถึงได้ทอดทิ้งราชสมบัติไปเสียเช่นนี้? พวกนักเลงสุราก็ทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ



    ท้าวสามนตราชจึงตรัสถามว่า ?ก็แล้วพระราชาของพวกท่าน เสด็จออกไปทางไหนกันเล่า? พวกนักเลงสุราพากันกราบทูลหนทางที่พระราชาของตนเสด็จออกไป


    ท้าวสามนตราชและเหล่าเสนามหาอำมาตย์ จึงได้ยกไพร่พลติดตามไปยังชายป่านอกเมือง ครั้นเสด็จไปถึงอาศรมของพระเตมียราชฤษี ก็ได้เห็นพระราชา พระราชินี และบรรดาเสนาอำมาตย์มุขมนตรี อีกทั้งพสกนิการทั้งปวง ต่างพากันทรงเพศเป็นฤษีฤษิณี เป็นดาบสดาบสินีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าเป็นจำนวนมาก


    ท้าวสามนตราช จึงได้เข้าเฝ้าพระเตมียราชฤษี ครั้นท้าวเธอได้ทรงสดับเหตุผลที่ทรงเสด็จออกผนวช และพระโอวาทจากพระเตมียราชฤษีแล้ว ก็จึงบังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ในที่สุดจึงได้ขอบวชอยู่ในสำนักของพระเตมิยราชฤษีพร้อมทั้งบริวาร


    ในสมัยต่อมา ได้มีกษัตริย์ต่างเมืองทรงทราบข่าวการเสด็จออกผนวชของพระเตมียราชกุมาร จึงได้สละราชสมบัติ ทิ้งราชบัลลังก์ทั้งแก้วแหวนเงินทองให้เกลื่อนกลาดกลายเป็นของไร้ค่า ทรงนำข้าราชบริพารเสด็จออกผนวชอยู่ในสำนักพระเตมียราชฤษี โดยทำนองนี้อีกถึง 3 พระองค์


    ส่วนช้างม้าที่ทรงขับขี่เป็นพาหนะเสด็จออกไป เมื่อไม่มีใครดูแลใช้สอยอีก ก็กลายเป็นช้างป่า ม้าป่า แต่ก็เป็นสัตว์ป่าที่คุ้นเชื่อง และมีใจเลื่อมใสในหมู่ฤษี ด้วยอำนาจจิตที่เลื่อมใสนั้น เมื่อสิ้นอายุขัยก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ตามกำลังแห่งความเลื่อมใสของตน



    ราวไพรซึ่งมีหมู่ฤษีอาศัยอยู่แต่เดิมนั้น เมื่อมีเหล่ากษัตริย์และข้าราชบริพารออกบวชตามมากขึ้น จึงขยายกว้างใหญ่ออกไปอีกถึง 10 โยชน์ กลายเป็นเมืองฤษีที่เต็มไปด้วยเหล่าฤษีฤษิณี และดาบสดาบสินี ล้วนตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ บำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในป่าแห่งนั้นด้วยความสุขสำราญ ต่างได้รับผลของการปฏิบัติได้สำเร็จอภิญญาสมาบัติ ครั้นดับจิตก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
 
    พระบรมศาสดาครั้นตรัสเล่าเตมิยชาดกนี้จบแล้ว ได้ตรัสว่า ?ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เราสละราชสมบัติออกบวช แม้ในกาลก่อน เราก็ได้สละราชสมบัติออกบวชมาแล้ว?


    ตรัสดังนี้แล้วจึงทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วประชุมชาดกว่า เทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุณีชื่ออุบลวรรณาเถรีในบัดนี้ นายสุนันทสารถี มาเป็นพระสารีบุตรเถระ ท้าวสักกะมาเป็นพระอนุรุทธเถระ พระชนกและพระชนนีได้มาเป็นมหาราชสกุล ข้าราชบริพารนอกจากนี้ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเตมิยราชกุมารผู้แสร้งทำเป็นใบ้ ทำเป็นง่อยเปลี้ย คือเราตถาคตนี้แล
 
    เรื่อง ?พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี? นี้ เป็นเรื่องราวการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี ในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพระราชกุมาร ในชาตินั้นแม้พระองค์จะยังทรงพระเยาว์ แต่ก็ทรงมีพระหฤทัยแน่วแน่ที่จะเสด็จออกบรรพชา


    แม้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากบททดสอบที่ยากยิ่งเพียงใด และไม่ว่าพระองค์จะต้องรอคอยเป็นเวลายาวนานสักเพียงไหน แต่เพื่อที่จะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีให้เต็มเปี่ยม พระองค์ก็ไม่ทรงละทิ้งขันติธรรม  กระทั่งทรงออกผนวชได้สำเร็จ ทำให้เป็นที่เลื่อมใสของหมู่ญาติและชาวประชา จึงได้พากันออกบวชตาม


    ท่านผู้มีบุญทั้งหลาย ท่านใดที่ได้ติดตามประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภพชาติก่อนๆที่ได้นำเสนอมาตั้งแต่ต้น ก็ย่อมจะทราบดีว่า คนเราทุกคนที่เกิดมาล้วนมีเป้าหมายคือการสร้างบารมี เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการเวียนตายเวียนเกิด เพื่อเข้าถึงบรมสุขคือพระนิพพาน


ไม่ว่าบุคคลนั้นปรารถนาเพื่อจะหลุดพ้นจากทุกข์ในฐานะใด คือ ต้องการจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์สาวกก็ตาม เมื่อหวังบุญบารมีอันไพบูลย์ จึงควรต้องเข้มแข็งหนักแน่น มุ่งมั่นอยู่ในเป้าหมายที่ตนปรารถนา โดยที่จะไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด
 
และการที่จะสร้างบารมีให้ได้ดีที่สุดนั้น ควรต้องอยู่ในฐานะนักบวช เพราะเพศนักบวชเป็นอุดมเพศ ซึ่งมีความปลอดโปร่ง มีโอกาสว่างในการสร้างบารมี เพื่อบ่มอินทรีย์ของตนให้แก่รอบโดยเร็ว บุคคลใดที่ไม่มีภาระทางครอบครัว เมื่อจะสร้างบารมีตามแบบอย่างพระโพธิสัตว์ หรือตามอย่างบัณฑิตทั้งหลายที่ต้องการเพียงเพื่อความหลุดพ้นในฐานะพระอรหันต์สาวก จึงควรต้องออกบวช



    ส่วนผู้ที่มีภาระทางครอบครัว และภาระทางสังคมที่ผูกพันเหนียวแน่นเสียแล้ว ก็ควรตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ คือมีศีล 5 บริสุทธิ์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เว้นจากความลำเอียงด้วยอำนาจแห่งอคติทั้ง 4 ขวนขวายสร้างมหาทานบารมีอย่างเต็มกำลัง เพราะทานบารมีนั้นเป็นอุปการะทั้งต่อมนุษย์ทั้งต่อเทวดา และเป็นอุปการะทั้งแก่บรรพชิตทั้งหลาย


    ดังนั้น ถ้าเรารักตัวเอง ปรารถนาความเจริญก้าวหน้า อยากมีความสุขที่เพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ จึงต้องศึกษาประวัติการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในต้นแบบแห่งการการดำเนินชีวิตที่ดีที่สุด อันจะนำไปสู่การปรับปรุงวิธีการดำเนินชีวิตของเราให้ถูกต้องดีงาม ซึ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จ และมีความสุขยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนกว่าจะหลุดพ้นจากทุกข์เข้าถึงบรมสุขอันเป็นอมตะคือพระนิพพาน เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิตของเราเอง
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: