Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กรกฎาคม, 2561, 21:33:15

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทศชาติชาดก เรื่อง พระเตมีย์ ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  (อ่าน 23501 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:21:27 »



ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี ตอนที่ 1    

    ชีวิตนี้เป็นของเรา ทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกดำเนินชีวิต ว่าจะให้เป็นไปในทิศทางใด จะเลือกเรียนในสาขาวิชาอะไร หากอยู่ในโลกเสรี ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเรียนได้ตามใจชอบ ตามความถนัดของตนการทำงานเลี้ยงชีพก็เช่นเดียวกัน จะทำงานในอาชีพใด เราก็สามารถเลือกได้  และเมื่อทำไปแล้ว เกิดไม่ชอบใจขึ้นมา ก็สามารถเปลี่ยนอาชีพใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิชาชีวิตนั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้กันเลยว่า ต้นแบบชีวิตที่ดีที่สุดนั้นเป็นเช่นไร  ควรจะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร และทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีคุณค่าสูงสุด  เป็นชีวิตที่สดใสสวยงาม ที่เมื่อนึกถึงแล้วก็ยังปลื้มใจว่า ได้กระทำแต่สิ่งที่ดีงาม เป็นที่น่าชื่นอกชื่นใจ ไม่มีเรื่องเสื่อมเสียเลย


    การจะให้เป็นอย่างนั้นได้ ก็ต้องศึกษาเรื่องราวของท่านผู้ที่ประสบความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิต ว่าท่านดำเนินชีวิตอย่างไร แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ตามนั้น ชีวิตจึงจะเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ บุคคลผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ที่จะเกินกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดานั้นไม่มี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเรียนรู้ว่า อดีตชาติ ก่อนที่พระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ดำเนินชีวิตโดยมีหลักการอย่างไร


    ขอเชิญทุกท่าน ได้พบกับเรื่องราวของพระบรมโพธิสัตว์ ในพระชาติที่สำคัญๆ ว่าก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาอย่างไร เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างให้เราได้ดำเนินตามต่อไป
 
    โดยในอดีตชาติที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงสั่งสมคุณความดีที่เรียกกันว่า บารมี คำว่าบารมีนั้น ก็คือบุญ ที่กลั่นตัวจนกระทั่งเป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่มีอานุภาพมาก ซึ่งเกิดจากความตั้งใจสั่งสมบุญอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มี 10 ประการ คือ

1. ทานบารมี
2. ศีลบารมี
3. เนกขัมมบารมี
4. ปัญญาบารมี
5. วิริยบารมี
6. ขันติบารมี
7. สัจจบารมี 
8. อธิษฐานบารมี
9. เมตตาบารมี
10. อุเบกขาบารมี
 
แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
อย่างปกติธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น ทานการให้วัตถุสิ่งของภายนอก เมื่อสั่งสมมากเข้าก็กลั่นตัวเป็นบารมีเรียกว่า ทานบารมี 

ถ้าเป็นอย่างปานกลาง ก็สามารถให้เลือด เนื้อ และอวัยวะของตนเมื่อสั่งสมมากเข้าก็เป็นบารมีที่เรียกว่า อุปบารมี

และบารมีอย่างสูงสุด สามารถให้ได้แม้กระทั่งชีวิตของตน เรียกว่า ปรมัตถบารมี

 
     


     สำหรับในบารมีอีก 9 ประการที่เหลือ ก็แบ่งออกเป็น 3 ระดับโดยนัยนี้เช่นกัน จึงรวมเป็นบารมี 30 ทัศ ที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญให้เต็มเปี่ยม จึงจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อเกิดมาต้องมีเป้าหมาย คือ ต้องบำเพ็ญบารมี เพื่อให้บรรลุธรรมอันประเสริฐอันสูงสุด เพื่อนำพาตนให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพ 3 ซึ่งเป็นเหมือนวังวนแห่งทะเลทุกข์ เพื่อให้เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นแดนบรมสุขที่ยั่งยืน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ไม่มีการแก่ การเจ็บ การตาย  และการถูกทัณฑ์ทรมานในอบายภูมิ อันน่าสยดสยองอีกต่อไป


    ผู้ที่ปรารถนาเพื่อเป็นพระอรหันตสาวกแล้วเข้านิพพาน ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ เมื่อได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พระองค์เป็นยอดกัลยาณมิตรแนะนำวิธีการให้พ้นทุกข์ เมื่อทำตามคำแนะนำนั้น ก็จะสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้


    ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ให้เต็มเปี่ยมในระดับที่จะบรรลุธรรมวิเศษนั้นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครสอน จึงจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้


    ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 30 ทัศให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ในระดับที่จะเป็นพระบรมครูของมนุษย์ เทวดา รูปพรหม และอรูปพรหม จึงจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้


    พระเตมีย์ คือ พระชาติชาติหนึ่ง ในทศชาติชาดก หรือพระเจ้า 10 ชาติ ที่พระบรมโพธิสัตว์ของเรา ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างยิ่งยวด ในระดับที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งจัดเป็นปรมัตถบารมี แต่ก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้ว ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ในพระชาตินี้ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างเด่นชัด คือการออกจากกามคุณทั้ง 5 อันเป็นประดุจเหยื่อล่อให้สรรพชีวิตติดอยู่ในภพ 3 ทรงดำริออกจากกาม สละราชสมบัติอย่างไม่มีเยื่อใย



    ขอท่านผู้มีบุญทั้งหลาย จงตั้งใจสดับโดยเคารพ เพื่อความรู้และความเข้าใจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และทำให้เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต และเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของท่านทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ที่ยกเอาเรื่องพระเตมีย์ขึ้นก่อน ก็เพื่อจะให้เกิดความเคารพเทิดทูนพระองค์ว่า ทรงทำในสิ่งที่คนทั้งหลายทำได้ยาก เป็นการฝืนกระแสกิเลสอย่างยิ่งยวด ดังนั้น จึงสมควรจะกล่าวเริ่มต้นจากเรื่องพระเตมีย์ไปจนจบทั้ง 10 เรื่อง โดยไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากพระบาลีและอรรถกถา ขอเชิญทุกท่านได้ติดตามรับฟังเรื่องราวอันน่าประทับใจดังที่จะเล่าต่อไปนี้


    ณ ธรรมสภาอันเป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรมของพุทธบริษัททั้งหลาย ภายในพระเชตวันมหาวิหาร พุทธสถานอันงดงาม มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ วันหนึ่ง ได้มีภิกษุหมู่ใหญ่ผู้ใคร่ต่อการศึกษา ได้มาประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรม
 
    ในวันนั้น ที่ประชุมได้สนทนากันในหัวข้อว่า การเสด็จออกผนวชของพระบรมโพธิสัตว์ ในขณะที่ยังทรงเป็นเจ้าชายผู้งามสง่า สมบูรณ์พร้อมด้วยมนุษย์สมบัติทุกอย่าง ที่ใครๆ ก็หวังว่า พระองค์จะได้เสวยสมบัติจักรพรรดินั้น ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ในคราวนั้น พระบรมศาสดาทรงประทับอยู่ในที่หลีกเร้น ได้สดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงเลยโสตของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายและทรงเห็นว่า เป็นเวลาอันสมควร ที่จะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเสด็จมา ณ ธรรมสภานั้น ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวาย แล้วตรัสถามถึงคำสนทนาที่ได้เริ่มต้นแต่ยังคงค้างอยู่ เพราะเหตุที่พระองค์เสด็จในระหว่างว่า กำลังสนทนากันถึงเรื่องอะไรอยู่



    เมื่อทรงสดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า ?ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคต ผู้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ได้สละราชสมบัติออกผนวชในชาตินี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยแต่เมื่อครั้งเราตถาคตยังบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติออกบวช นั่นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า?
 
    ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงประทับนิ่งอยู่พระภิกษุทั้งหลายที่นั่งประชุมกันอยู่ในที่นั้น เห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฟังธรรมอันพิสดารเป็นที่จับจิตจับใจ จึงทูลถามว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีไม่เต็มเปี่ยมอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติ เสด็จออกบวชมีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์ทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิดพระเจ้าข้า? เรื่องราวที่พระองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุเหล่านั้นได้สดับ จะเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:23:47 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่  2



    จากตอนที่แล้ว  ได้เกริ่นนำว่า ชีวิตนี้เราสามารถเลือกเรียน เลือกทำงานในอาชีพอะไรก็สุดแท้แต่เราจะชอบใจ แต่วิชาชีวิตนั้นเรายังไม่ค่อยทราบเลยว่า ต้นแบบชีวิตที่ดีที่สุดนั้นเป็นเช่นไร  จะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร ชีวิตจึงจะมีคุณค่าสูงสุด พร้อมกับมีคำแนะนำว่า ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนั้น ไม่มีใครเกินพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงควรศึกษาอดีตชาติของพระองค์ว่า พระชาติที่ผ่านมา พระองค์มีหลักการในการดำเนินชีวิตอย่างไร


    อีกประการหนึ่ง ก็เป็นความรู้ใหม่เพื่อตัดความสงสัยสำหรับบางท่านที่คิดว่า ผู้ที่ปรารถนา เพื่อจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ต้องสร้างบารมี  คนธรรมดาอย่างเราคงไม่ต้องกระมัง ที่จริงแล้วต้องสร้างบารมีกันทุกคน



    ผู้ที่ปรารถนาไม่ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์สาวก ต่างก็ต้องสร้างบารมีด้วยกันทั้งหมด เพียงความเข้มข้นลดลงมาตามส่วนแห่งความปรารถนาของตน หากไม่สร้างบารมีก็หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้


    ดังนั้นจึงนำเสนอเรื่องพระเตมีย์ พระชาติที่ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมีก่อน เพราะเป็นชาติที่ทรงบำเพ็ญบารมีข้อที่ทำได้ยาก เป็นการสวนกระแสกิเลสของชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เล่ามาถึงตอนที่ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระพุทธองค์ว่า ในกาลก่อนที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติเสด็จออกบวช มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์โปรดทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด


    พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าให้ภิกษุเหล่านั้นได้ฟัง ดังที่จะกล่าวต่อไป ในอดีตกาล ในพระนครพาราณสี ของแคว้นกาสีอันมั่งคั่ง คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ซึ่งเดินทางผ่านไปมาเพื่อประกอบการค้าขายมิได้ขาด เพราะเหตุที่ว่า พระเจ้ากาสิกราช พระราชาผู้ครองแคว้นนั้นทรงเป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม ปกครองแผ่นดินโดยธรรมตามอย่างโบราณราชประเพณีให้เกิดความร่มเย็นเรื่อยมา พระองค์มิใช่เพียงเสวยราชสมบัติอยู่ภายในพระราชวังเท่านั้น แต่พระองค์จะถือโอกาสเสด็จออกตรวจตราบ้านเมืองเป็นครั้งคราว เพื่อไต่ถามทุกข์สุขของไพร่ฟ้าประชาชนทั่วแคว้น จึงทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงพสกนิกรที่อาศัยภายใต้ร่มพระบารมี
 


    พระเจ้ากาสิกราชทรงมีพระสนมจำนวนมากถึงหนึ่งหมื่นหกพันนาง หากทว่าพระองค์มิได้สบายพระหฤทัยเท่าใดนัก ด้วยเกรงว่าในไม่ช้า คงต้องถึงคราวสูญสิ้นราชวงศ์เป็นแน่ เพราะธรรมดาว่า พระนครที่ไม่มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ ย่อมจะถูกกษัตริย์ต่างเมืองยึดครองราชสมบัติได้โดยง่าย
 
 
    เหตุที่พระเจ้ากาสิกราชทรงดำริเช่นนั้น เป็นเพราะว่า ในจำนวนพระสนมหนึ่งหมื่นหกพันนางของพระองค์ ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่ให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ แม้แต่พระนางจันทาเทวี ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์เอง ก็ยังมิอาจประสูติพระราชโอรสหรือพระราชธิดาเพื่อพระองค์ได้เลย
 


    ขณะที่ทรงปริวิตกถึงเรื่องนี้อยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว ภายในเขตพระราชฐาน พระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นชาวเมืองทั้งหญิงชาย พากันมาชุมนุมอยู่ที่พระลานหลวงอย่างคับคั่ง จึงทรงเกิดความสงสัยขึ้นว่า ชาวเมืองมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ถึงได้พากันมาชุมนุมกัน   นับว่าเป็นราชประเพณีการปกครองโดยตรงที่อบอุ่น ซึ่งเมื่อชาวประชาเกิดความทุกข์ร้อนอันใด ก็จะมาชุนนุมกันร้องเรียนต่อพระราชาโดยตรงเลยทีเดียว


    ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทรงเห็นชาวเมืองมาชุมนุมกันอย่างนี้ ก็ยิ่งไม่สบายพระทัย จึงตรัสเรียกให้ มุขอำมาตย์และข้าราชบริพารใกล้ชิดเข้าเฝ้าโดยด่วน แล้วตรัสถามว่า พวกชาวเมืองมาชุมนุมกันเรื่องอะไรหรือก็ทรงได้รับรายงานเป็นเบื้องต้นว่า ชาวเมืองปรารถนาให้พระองค์ทรงมีพระโอรส เมื่อทรงสดับดังนั้นก็ทรงแคลงพระทัยว่าไม่น่าจะใช่นะ เราจะมีโอรสหรือไม่มีก็เรื่องของเรา ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรชาวเมืองเลย จึงทรงรับสั่งว่า ?มาเถิดท่านทั้งหลาย เราจะไปฟังด้วยหูของเราว่า พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องอะไรกันแน่?


    จึงรีบเสด็จออกจากพระตำหนักใน ไปถึงที่ประชุมของปวงประชาทั้งหลายแล้ว ทรงประทับนั่งบนพระราชอาสน์อันเป็นสถานที่รับร้องทุกข์ของชาวเมืองแล้วตรัสถามว่า ?พวกท่านมาประชุมกันด้วยเรื่องอันใดหรือ? ชาวเมืองพากันกราบทูลว่า ?ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายต่างมีความทุกข์ร้อน ที่เห็นพระองค์ยังไม่ทรงมีพระราชโอรสเลย พระเจ้าข้า?

 
?เพราะเหตุอันใด พวกเจ้าถึงต้องทุกข์ร้อนแทนเราด้วยเล่า?


    ?ขอเดชะ พวกข้าพระองค์เกรงว่า ต่อไปภายภาคหน้า หากไม่มีองค์รัชทายาทขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปแล้ว บ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย เพราะไร้พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นมิ่งขวัญเช่นเดียวกับพระองค์ ...เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์จึงมาประชุมกันในที่นี้ เพื่อขอให้พระองค์จงทรงพระกรุณาตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาพระโอรสด้วยเถิด พระเจ้าข้า?


    ครั้นพระราชาทรงสดับคำกราบทูลของชาวเมืองแล้ว ท้าวเธอทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววพระเนตรอ่อนลง ด้วยทรงเป็นปมด้อยอยู่ในใจ ว่าแม้ครองราชย์มานานแล้ว ก็ยังไม่มีโอรสหรือธิดาแม้เพียงพระองค์เดียว ทรงนึกถึงความจริงในข้อนี้แล้ว พระพักตร์ก็หมองเศร้าลงทันที จึงรับสั่งด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาว่า
?เรื่องนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของเราเถิด?


    ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็รีบเสด็จกลับคืนสู่เขตพระราชฐานทันที แล้วทรงมีกระแสพระดำรัสตรัสเรียกหาพระสนมนารีทั้งหมดให้มาพร้อมกันที่พระตำหนัก  รับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า
 
?บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะมีพระโอรสได้แล้ว พวกเจ้าจงตั้งความปรารถนาเพื่อให้กำเนิดพระโอรสให้แก่เราด้วยเถิด? แล้วมีพระบัญชาให้พราหมณาจารย์ทั้งหลายเข้าเฝ้า รับสั่งจัดพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินเพื่อขอพระราชโอรสสืบราชสมบัติในทันที



    พระสนมนารีและพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อรับพระราชโองการแล้ว ต่างก็รีบไปทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนต่อเทวดาที่ตนนับถือ บ้างก็ทำพิธีบนบานต่อพระจันทร์และพระอาทิตย์เพื่อขอพระโอรส แต่แม้จะล่วงไปนานหลายเดือนแล้ว พระสนมเหล่านั้นก็ยังไม่อาจทำความปรารถนาให้สำเร็จได้
 
    ฝ่ายพระนางจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ทรงเป็นสตรี
ผู้เพียบพร้อมด้วยศีลและงดงามด้วยกิริยามารยาท เมื่อทราบว่า พระราชสวามีประสงค์พระราชโอรส จึงเกิดอุตสาหะอย่างแรงกล้า ในการที่จะให้จะทำให้พระองค์สมพระราชหฤทัย จึงดำริว่า
 
?เว้นบุญเสียแล้ว สิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งในยามนี้ ไม่มีเลย?  
 
    ครั้นถึงวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ พระนางจึงสรงสนานพระกายแต่เช้า ฉลองพระองค์ใหม่ด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ สมาทานอุโบสถศีล ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาค่ำจึงบรรทมบนพระแท่นน้อย ระลึกถึงศีลของพระองค์ไปตลอดจวบจนรุ่งสางของวันใหม่   

             
    จากนั้นจึงทรงระลึกถึงศีลของพระองค์ด้วยความปีติโสมนัส แล้วทรงตั้งสัจจอธิษฐานว่า
 
    ?ข้าพเจ้ารักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีด่างพร้อยเลยแม้แต่น้อย ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ด้วยสัจจวาจานี้ ขอบุตรจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด?
 
    ด้วยอำนาจแห่งอุโบสถศีล และสัจจอธิษฐานของพระนางจะเกิดผลประการใด จะร้อนไปถึงเทวดาองค์ใดหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2552, 16:26:30 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 3



    จากตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงอดีตกาลในกรุงพาราณสี ได้มีพระเจ้ากาสิกราชปกครองไพร่ฟ้าด้วยความร่มเย็นมาช้านาน แต่โดยส่วนพระองค์แล้วไม่ค่อยทรงสบายพระหฤทัยนัก เพราะทรงครองราชย์มานานแล้ว แต่ไม่มีพระโอรส หรือธิดาแม้เพียงพระองค์เดียว ชาวเมืองถึงกับมาชุมนุมกันร้องเรียนขอให้ทรงมีพระโอรสบ้าง

 
พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ประชุมพระสนมกำนัล และพราหมณาจารย์ทั้งหลาย ให้ทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนเทวดาเพื่อขอพระโอรส แต่แม้จะทำพิธีผ่านไปนานแล้ว ก็ยังไม่มีพระเทวีองค์ใดให้กำเนิดพระโอรสเลยส่วนพระนางจันทาเทวี ผู้เป็นพระอัครมเหสี ทรงเห็นว่าแม้พระนางก็ควรจะทำความปรารถนาบุตรดูบ้างเมื่อถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ จึงสมาทานอุโบสถศีล แล้วตั้งสัจจอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจแห่งศีลนี้ขอให้มีพระโอรสด้วยเถิด

 
    ด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมีที่พระนางจันทาเทวีทรงบำเพ็ญดีแล้ว กอปรกับแรงสัจจอธิษฐานนั้น  ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราชผู้ปกครองภพดาวดึงส์จึงเกิดอาการร้อนขึ้น  เป็นเหตุให้ท้าวเธอร้อนรุ่มพระหฤทัยจนไม่อาจทนนิ่งเสวยทิพยสมบัติเป็นปกติสุขได้ จึงทรงสอดส่องทิพยเนตรตรวจดู ก็ทรงเห็นเหตุชัดเจนว่า พระนางจันทาเทวีทรงปรารถนาพระโอรสจึงทรงกำหนดในพระหฤทัยว่า เราจะให้พระโอรสแก่พระนางเจ้า ทรงพิจารณาดูว่า เทพบุตรองค์ใดหนอจะมีบุญญาธิการมากพอจะเป็นพระโอรสของพระนางเจ้าได้ ก็ทรงเห็นว่า มีเทพบุตรอยู่องค์หนึ่ง ชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี เสวยราชสมบัติอยู่เพียง 20 ปี
 
    เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะบาปที่สั่งลงทัณฑ์นักโทษ โดยสั่งจำขังบ้าง สั่งประหารด้วยวิธีการต่างๆ บ้าง จึงไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรก ขุมบริวารของสัญชีวมหานรกอยู่ 8 แปดหมื่นปีเมื่อพ้นจากอุสสทนรกนั้นแล้ว ได้มาเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งบัดนี้ใกล้ที่จะจุติขึ้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป

 
    ท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญถึงเหตุนั้นแล้ว ก็ตกลงพระทัยที่จะเชื้อเชิญเทพบุตรผู้มากด้วยบุญญาธิการ มาถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางจันทาเทวี จึงเสด็จออกจากเวชยันต์ปราสาทด้วยราชรถอันตระการตา ไม่ช้าก็ไปปรากฏยังทิพยวิมานของเทพบุตรองค์นั้น ซึ่งมีรัศมีกายสว่างเรืองรองต่างจากเทพบุตรองค์อื่น ขณะเทพบุตรนั้น กำลังเสวยทิพยสมบัติอันโอฬารอย่างสุขสำราญภายในวิมานของตน เมื่อเสด็จเข้าไปประทับยืนใกล้เทพบุตรองค์นั้น ท้าวสักกะก็ตรัสเชื้อเชิญว่า ?ข้าแต่ท่านผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ ขอท่านจงไปบังเกิดในครรภ์ของพระนางเจ้าจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราชในเมืองพาราณสีด้วยเถิด เพราะบัดนี้เป็นโอกาสอันดี ที่ท่านจะได้บำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ เพื่อประโยชน์สุขแก่โลกสืบไป?


 
    เทพบุตรโพธิสัตว์ได้สดับคำเชื้อเชิญของท้าวสักกะเช่นนั้น ก็มีความปีติยินดี ด้วยปรารถนาจะสร้างบารมีให้เต็มเปี่ยมในเร็ววัน เพื่อมุ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นที่สุด  จึงตัดสินใจรับคำเชื้อเชิญของท้าวสักกเทวราช ส่วนเทพบุตรบริวารของพระโพธิสัตว์อีก 500 องค์ ก็ถึงเวลาใกล้จะจุติเช่นเดียวกัน จึงรับอาสาว่า แม้พวกตนก็ขออาสาที่จะจุติลงไปเกิดเพื่อเป็นบริวารของท้าวเธอ

 
    ในราตรีนั้น เทพบุตรโพธิสัตว์จึงจุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางเจ้าจันทาเทวี ส่วนเทพบุตรบริวารทั้ง 500 องค์นั้น ก็จุติลงมาบังเกิดในครรภ์แห่งภรรยาของอำมาตย์ทั้งหลาย ในคืนที่เทพบุตรโพธิสัตว์เสด็จจุตินั้น พระนางเจ้าจันทาเทวีมีความรู้สึกประหนึ่งว่า พระอุทรของพระนางเต็มไปด้วยแก้ววิเชียรอันสว่างไสว ทำให้ทรงแน่พระทัยว่าทรงตั้งพระครรภ์แล้ว ครั้นทรงตื่นบรรทมในเวลาเช้า พระนางเจ้าทรงมีพระทัยยินดี ปรารถนาจะให้พระราชสวามีทรงมีความยินดีเช่นเดียวกับพระนาง จึงเสด็จเข้าสู่ห้องสรง ทรงพระภูษาอันวิจิตร แล้วรีบเสด็จเข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบ   

 
    เพียงได้สดับว่า พระอัครมเหสีจะทรงมีพระราชโอรสแด่พระองค์ พระราชาก็ทรงดีพระหฤทัยยิ่งนัก ด้วยทรงปรารถนาพระราชโอรสมาเป็นเวลานานเหลือเกินแล้ว จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง กำชับเหล่านางสนมกำนัลให้คอยระวังรักษาพระครรภ์ และดูแลพระพลานามัยของพระนางเป็นอย่างดี นับแต่วันที่พระนางทรงพระครรภ์ พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงเฝ้ารอคอยวันที่พระนางจะประสูติพระราชโอรสอย่างใจจรดใจจ่อ แม้เหล่าข้าราชบริพารและชาวเมือง ต่างก็มีความปลื้มปีติใจกันทั่วหน้า มีใจเบิกบานแจ่มใสไม่น้อยไปกว่าพระราชาของตน


 
    เมื่อพระนางจันทาเทวีทรงพระครรภ์ครบกำหนด ๑๐ เดือน ก็ทรงประสูติพระราชกุมารผู้มีพระฉวีวรรณผุดผ่อง ทรงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอย่างหาผู้เปรียบปานมิได้ ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราชเล่า เมื่อได้ทรงทราบข่าวจากเจ้าพนักงานว่า พระอัครมเหสีทรงประสูติพระราชโอรสแล้วเท่านั้น ก็ทรงปรีดาปราโมทย์ มีปีติซาบซ่านไปทั่วพระราชหฤทัย    เกิดความรักในพระราชโอรสเป็นกำลัง  ราวกับผืนดินอันแห้งผากได้รับฝนอันฉ่ำชื่นในยามวสันตฤดู  จึงทรงดำริว่า
 
?ลูกเราเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ย่อมไม่เกิดเพียงลำพังผู้เดียว จะต้องมีบริวารติดตามมาเป็นแน่แท้?
 
จึงตรัสเรียกเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า
 
?ท่านจงไปเที่ยวสืบดูทีซิว่า ในเรือนของเหล่าอำมาตย์ในวันนี้นะ มีทารกเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?

 
ท่านเสนาบดีรับคำว่า ?รับด้วยเกล้าพะย่ะคะ ข้าพระองค์จะรีบตรวจค้นตามเรือนอำมาตย์ให้ทั่ว ขอพระองค์ทรงวางพระทัยเถิดพระเจ้าข้า?แล้วก็เป็นจริงดังที่พระเจ้ากาสิกราชคาดการณ์ไว้ เพราะไม่ว่าท่านเสนาบดีจะไปสู่เรือนของอำมาตย์คนใด ก็ล้วนมีทารกที่กำเนิดในวันนั้นทั้งสิ้น เป็นที่อัศจรรย์ว่าในวันนั้น มีกุมารเกิดพร้อมกันจำนวนมากถึง 500 คน
    ท่านเสนาบดีทราบความนั้นแล้วก็รีบกลับมาเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ในวันนี้ภรรยาของเหล่าอำมาตย์ได้ให้กำเนิดบุตร 500 คนพร้อมกัน พระเจ้าข้า?  ส่วนพระเจ้ากาสิกราชเมื่อทรงสดับข่าวสารอันเป็นมงคลนั้นแล้ว ก็ทรงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จะทรงรับสั่งประการใด เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2552, 20:28:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 4



        จากตอนที่แล้ว ท้าวสักกเทวราชเกิดร้อนพระทัย ด้วยเดชแห่งศีลและการตั้งสัจจอธิษฐาน ของพระนางเจ้าจันทาเทวี จึงทรงตรวจดูด้วยทิพยเนตร ก็ทราบเหตุว่าพระนางตั้งความปรารถนาพระโอรส จึงทรงสำรวจดูในสวรรค์ว่า มีเทพบุตรองค์ใดที่มีบุญญาธิการเหมาะสม เพื่อที่จะอัญเชิญไปเกิดในพระครรภ์ของพระนางได้บ้าง


 
        ครั้นทรงเห็นว่ามีเทพบุตรอยู่องค์หนึ่งชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วได้ไปตกอุสสุทนรกอยู่ 8 หมื่นปี แล้วได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บัดนี้ใกล้จะจุติไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป จึงพร้อมด้วยเทพบริวารเสด็จไปอาราธนาเทพบุตรนั้นให้ลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนาง เทพบุตรองค์นั้นได้สดับคำอาราธนาแล้ว ก็มีความยินดีรับคำเชิญ จึงพร้อมด้วยเทพบุตรบริวารอีก 500 องค์ จุติลงมาพร้อมกัน โดยเทพบุตรผู้เป็นประธานถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีเทพบุตรบริวารปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาแห่งอำมาตย์ทั้งหลาย


    ในเวลาที่เทพบุตรเข้าสู่พระครรภ์นั้นพระนางเจ้าจันทาเทวีมีความรู้สึกประหนึ่งว่าพระครรภ์เต็มไปด้วยแก้วใส ก็ทรงแน่พระทัยว่าได้ตั้งพระครรภ์แล้ว รุ่งเช้าจึงเสด็จไปกราบทูลให้พระราชสวามีทรงทราบ เมื่อพระราชาทรงทราบก็ทรงปลื้มพระหฤทัยยิ่งนัก ได้ทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง


 
    ล่วงไป 10 เดือน พระนางก็ทรงประสูติพระราชโอรสผู้สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ หาผู้เปรียบปานมิได้ เมื่อพระราชาทรงทราบว่าพระโอรสประสูติแล้วก็ทรงยินดีปรีดายิ่งนัก จึงรับสั่งให้เสนาบดีตรวจดูในเรือนอำมาตย์ทั้งหลายว่ามีทารกคลอดในวันเดียวกันบ้างหรือไม่ ท่านเสนาบดีตรวจดูแล้ว ก็ได้ถวายรายงานว่ามีทารกที่เกิดในวันนั้นถึง 500 คน

 
    ครั้นพระราชาทรงทราบว่า มีกุมารกำเนิดพร้อมกันกับพระโอรสของพระองค์ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดทำเครื่องประดับสำหรับกุมารของเหล่าอำมาตย์ทั้ง 500 คน พร้อมกับพระราชทานแม่นม 500 นาง ให้เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้นด้วย แต่สำหรับพระราชกุมารนั้น พระเจ้ากาสิกราชทรงโปรดให้คัดเลือกแม่นมเป็นพิเศษพระราชทานแด่พระกุมารจำนวนถึง 64 นาง โดยแต่ละนางล้วนถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะที่ดี และจะต้องปราศจากลักษณะอันเป็นโทษ 10 ประการคือ

ข้อ 1. หญิงนั้นต้องไม่มีผิวขาวจนเกินไป ด้วยเกรงว่าน้ำนมจะมีรสเปรี้ยว
 
ข้อ 2. หญิงนั้นต้องผิวไม่ดำจนเกินไป ด้วยเกรงว่าจะมีน้ำนมที่เย็นจัด
 
ข้อ 3. ไม่ผอมแห้งบอบบาง  เพราะขณะที่พระกุมารนอนบนตัก หรือนอนแนบอกดื่มน้ำนม กระดูกอาจทิ่มตำพระกุมารได้
 
ข้อ 4. ไม่อ้วนจนเกินไป เพราะจะทำให้พระกุมารพลอยอ้วนตามไปด้วย
 
ข้อ 5. ไม่สูงเกินไป เพราะเมื่อนั่งดื่มน้ำนม พระกุมารก็จะต้องยืดจนคอยาว
 
ข้อ 6. ไม่เตี้ยเกินไปนัก เพราะเมื่อนั่งดื่มน้ำนม พระกุมารจะต้องหดคอ พลอยต่ำเตี้ยไปด้วย
 
ข้อ 7. น้ำนมต้องรสไม่จืด เค็มหรือเปรี้ยวเกินไป ให้คัดสรรเฉพาะนางที่มีน้ำนมรสหวานกลมกล่อมเท่านั้น
 
ข้อ 8. ต้องมีถันไม่หย่อนยาน ให้คัดสรรเฉพาะแม่นมที่มีเต้านมเปล่งปลั่งเพื่อจะได้มีน้ำนมที่ดี
 
ข้อ 9.หญิงนั้นต้องไม่เป็นโรคหืดหอบ อันจะส่งผลให้น้ำนมไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร
 
และข้อ 10. หญิงนั้นต้องไม่เป็นโรคไอเรื้อรัง เพราะรสของน้ำนมจะเผ็ดเกินไป จะพลอยให้พระกุมารจะพลอยขี้โรคไปด้วย


 
    เมื่อถึงวันทำนายพระลักษณะ พระราชาได้โปรดให้เชิญพราหมณ์ปุโรหิตและโหราจารย์ทั่วพระนครมาเลี้ยงดูจนอิ่มหนำสำราญ ทรงอาราธนาให้ท่านเหล่านั้นพยากรณ์พระลักษณะของพระกุมาร เพียงครั้งแรกที่พราหมณ์ปุโรหิตและโหราจารย์เหล่านั้นได้เห็นบุญลักษณะของพระราชกุมาร ต่างพากันกราบทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระหน่อเนื้อราชกุมารนี้ มีบุญลักษณะอันบริบูรณ์ ทรงประเสริฐยิ่งกว่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย...ต่อไปภายหน้าจะได้เป็นพระราชาธิราชผู้ทรงพลานุภาพเหนือทวีปน้อยใหญ่ อย่าว่าแต่ทวีปหนึ่งเลย แม้มหาทวีปทั้ง 4 มีทวีปน้อย 2,000 เป็นบริวารก็ยังต้องอยู่ในพระราชอำนาจ ขึ้นชื่อว่าอันตรายใดๆ ที่จะมาพ้องพานพระองค์ได้นั้น ย่อมไม่มีเป็นอันขาด”


        พระราชาได้สดับคำพยากรณ์เหล่านั้น ก็ทรงยินดีเป็นล้นพ้น เพราะบัดนี้ความประสงค์ของพระองค์ที่ปรารถนาจะได้องค์รัชทายาทสืบราชสมบัติต่อไปในภายภาคหน้า ก็สำเร็จดังมโนรถของพระองค์แล้ว จึงพระราชทานพระนามแด่พระกุมารนั้นว่า พระเตมิยกุมาร (เต มิ ยะ) ทั้งนี้ทรงถือเอานิมิตหมายแห่งพระประสูติกาล ด้วยทรงดำริว่า ในวันที่พระกุมารประสูตินั้น ฝนตกโปรยปรายทั่วพระนคร นำความเย็นชุ่มฉ่ำมาสู่คนและสัตว์ ทั้งไพร่ฟ้าประชาราษฏร์แห่งกาสิกรัฐต่างก็ชุ่มฉ่ำทั้งกายและใจ แม้พืชพันธุ์ธัญญาหารก็พลอยได้รับความชุ่มชื่นกันไปทั่ว ก็ด้วยอาศัยพระบารมีของพระราชกุมารนั่นเอง

 
        และเหนือสิ่งอื่นใด พระเจ้ากาสิกราชทรงตระหนักดีว่า พระราชโอรสองค์นี้เองที่เป็นดุจทิพย์วารีที่หลั่งลงชโลมพระหฤทัย นำความชุ่มเย็นมาให้พระองค์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระองค์จะทรงรักใคร่ในพระราชกุมารสักเพียงใด

 
        เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้  1 เดือน เหล่าพี่เลี้ยงนางนมก็ช่วยกันตกแต่งพระกายของพระราชกุมาร แล้วอัญเชิญขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่ภายในท้องพระโรงมหาวินิจฉัย เวลานั้น ท้องพระโรงแน่นขนัดไปด้วยเหล่าข้าราชบริพารนับพัน พระเจ้ากาสิกราชผู้เป็นราชาธิราช ทรงประทับอยู่เหนือพระบัลลังก์ทอง เพื่อทรงวินิจฉัยอรรถคดีต่างๆ ทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์ปุโรหิตและเหล่าอำมาตย์เป็นทิวแถวอยู่เบื้องหลังพระบัลลังก์ทอง ไล่เรียงตามมาด้วยเหล่าแม่ทัพนายกอง และราชบุรุษกองรักษาพระองค์


 
        ฝ่ายพระเจ้ากาสิกราช เพียงได้ทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารผู้เป็นที่รักยิ่ง ก็ทรงดีพระหฤทัย รีบตรงเข้าไปรับเอาพระกุมารมาจากมือของพี่เลี้ยงนางนม แล้วทรงอุ้มพระกุมารให้ประทับนั่งบนตัก พระองค์ทรงรื่นรมย์อยู่กับพระกุมารครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทรงโปรดให้มหาอำมาตย์เบิกคดีสำคัญต่อไป
 
        ขณะนั้น มหาโจร 4 คนถูกราชบุรุษจับมัดไขว้หลัง คล้องโซ่ตรวนอย่างแน่นหนา ถูกเฆี่ยนด้วยหวาย นำตัวมายังหน้าพระบัลลังก์ทองเพื่อรับพระราชอาญา พระเจ้ากาสิกราชทรงชำเลืองดูมหาโจรทั้ง 4 ซึ่งถูกราชบุรุษสั่งให้คุกเข่าลง ณ เบื้องพระพักตร์ เมื่อทรงสดับคำกราบทูลถึงความผิดของมหาโจรเหล่านั้นจากมหาอำมาตย์แล้ว จึงตรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่มหาโจรทั้ง 4 นั้นให้สาสมแก่ความผิด
 
        โดยให้โบยโจรคนหนึ่งด้วยหวายหนามแช่น้ำเกลือ 1 พันครั้ง เพียงโบยไม่ถึง 100 ครั้ง เขาก็สิ้นชีวิตอยู่ตรงนั้น
 
        โจรอีกคนหนึ่งให้ราชบุรุษจองจำไว้กับขื่อคาโซตรวน แล้วส่งเข้าเรือนจำ ให้ตายอยู่ในเรือนจำ

 
        โจรอีกคนหนึ่งก็ให้นำไปประหาร โดยให้แทงด้วยคมหอก
 
        ส่วนโจรคนสุดท้ายนั้น กระทำทารุณกรรมไว้มาก จึงทรงลงโทษอย่างอุกฤษฏ์ โดยให้เสียบด้วยหลาวทั้งเป็นแล้วนำไปเสียบประจานไว้หน้าประตูเมือง


 
        พระเตมิยกุมารผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ สั่งสมปัญญาบารมีมาดีแล้วเมื่อได้สดับคำตัดสินลงทัณฑ์ของพระราชบิดา ก็ทรงหวาดสะดุ้งในพระสุรเสียงอันกึกก้อง บังเกิดความสลดหดหู่พระหฤทัยยิ่งนัก จึงทรงดำริขึ้นว่า  “โอ พระราชบิดาของเรา ทำบาปกรรมใหญ่หลวงนัก คงไม่พ้นจากการเสวยทุกข์ในนรกเพราะเหตุแห่งราชสมบัตินี้อย่างแน่นอน”
 
        ได้ทรงเห็นเหตุเพียงเท่านี้ ก็ทรงตรองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า เพราะทรงสั่งสมปัญญาบารมีมานาน จึงดำริว่า “หากปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ต่อไปในภายหน้า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติ ก็จะต้องตัดสินคดีความดุจเดียวกับพระราชบิดา” ดำริฉะนี้แล้ว จะทรงจัดการกับชีวิตของพระองค์อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 23 มิถุนายน, 2552, 21:34:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 5

 

            จากตอนที่แล้ว พระราชาทรงทราบว่า มีกุมารคลอดในเรือนของอำมาตย์ในวันเดียวกันถึง 500 คน ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก รับสั่งให้ทำเครื่องประดับแล้วพระราชทานให้แก่กุมารเหล่านั้น แล้วทรงพระราชทานแม่นมให้เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้น สำหรับพระราชกุมารนั้น พระราชาทรงพระราชทานแม่นมที่มีความงดงามให้ 64 นาง ซึ่งเว้นจากโทษ 10 ประการ คือไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่อ้วน ไม่ผอมจนเกินไป ถันไม่แบน ไม่หย่อนยาน ไม่เป็นโรคหอบหืด และไม่เป็นโรคไอ


 
        เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้ 1 เดือน พี่เลี้ยงนางนมได้ประดับพระกายแล้วอัญเชิญขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่ภายในท้องพระโรงมหาวินิจฉัย ก็ทรงรับเอาพระกุมารมาจากมือของพี่เลี้ยงนางนม แล้วทรงอุ้มพระราชกุมารให้ประทับนั่งบนตัก แล้วก็ทรงวินิจฉัยคดีความต่อไป โดยตรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่มหาโจร 4 คน โดยให้โบยโจรคนหนึ่งด้วยหวายหนามแช่น้ำเกลือจนตาย โจรอีกคนหนึ่งให้จองจำไว้กับขื่อคา โจรอีกคนหนึ่งก็ให้นำไปประหารด้วยคมหอก โจรคนสุดท้ายให้เสียบด้วยหลาวทั้งเป็น

 
        พระเตมิยราชกุมาร  เมื่อได้สดับคำตัดสินลงอาญาของพระราชบิดา ก็ทรงหวาดสะดุ้ง เกิดความสลดหดหู่ ดำริว่า  “พระราชบิดาของเรา ทำบาปกรรมใหญ่หลวงนัก คงไม่พ้นจากการเสวยทุกข์ในนรกเป็นแน่ หากปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ต่อไปในภายหน้า แม้เราเองก็จะต้องตัดสินคดีความดุจเดียวกับพระราชบิดา” ดำริฉะนี้แล้วก็ยิ่งสลดพระทัยเพิ่มขึ้น


 
        ในการวินิจฉัยคดีนั้น แม้พระราชาจะทรงตัดสินคดีความโดยชอบธรรม คือมิได้พิพากษาโดยความผลุนผลัน ทั้งมิได้ลำเอียงด้วยอำนาจแห่งอคติใดๆ คือไม่ได้ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน  เพราะไม่ชอบหน้า เพราะความเขลาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ได้ลำเอียงเพราะความกลัวอำนาจอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ปราศจากความลำเอียงดังกล่าวแล้ว ก็ยังมิได้ชื่อว่า จะรอดพ้นจากบาปกรรมไปได้เลย เพราะการประหารผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตก็ดี การทำร้ายเบียดเบียนให้ทุกข์ทรมานก็ดี ย่อมชื่อว่าให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ในไม่ช้าทุกข์นั้น ก็จักต้องกลับคืนสนองตนตามกฎแห่งกรรมอย่างแน่นอน


        ในวันรุ่งขึ้น เหล่านางนมได้นำพระราชกุมารไปบรรทมภายใต้พระเศวตฉัตร พระราชกุมารบรรทมหลับสนิทจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ลืมพระเนตรขึ้นแลดู ณ เบื้องบน  ได้เห็นพระเศวตฉัตร และสิริราชสมบัติอันโอฬารเช่นนั้น ก็ทรงดำริขึ้นว่า  “ก่อนที่จะมาเกิดในพระราชมณเฑียรภายใต้พระเศวตฉัตรนี้ เรามาจากไหนหนอ” ด้วยอำนาจบุญเก่าที่สั่งสมมา และด้วยเหตุที่ทรงเกิดในที่เดิมซึ่งทรงคุ้นเคยมาก่อน เมื่อทรงนึกทบทวนดู จึงทำให้พระเตมิยกุมารระลึกชาติหนหลังได้ว่า เราเคยเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนี้ถึง 20 ปีเพราะอกุศลกรรมที่เคยตัดสินประหารชีวิตผู้คนมาไม่น้อย ครั้นตายแล้ว บาปกรรมเมื่อครั้งเป็นกษัตริย์ในชาตินั้น ก็บันดาลให้ไปบังเกิดในอุสสุทนรกเป็นเวลายาวนานถึงแปดหมื่นปี พอพ้นจากนรก บุญได้โอกาสจึงส่งผลให้ไปเกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ จากนั้นจึงได้กลับมาเกิดในที่นี่อีก”
 


        เมื่อทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนเคยเสวยในนรก ก็ทรงสะดุ้งกลัว หวาดเสียวพระทัยยิ่งนัก จึงทรงดำริว่า “หากเราได้เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ก็คงไม่พ้น ต้องทำบาปกรรมสั่งประหารชีวิตผู้คนมากมายเช่นเดิม และจะต้องไปเสวยทุกข์ใหญ่ในนรกอีกอย่างแน่แท้ เมื่อวานนี้ พระราชบิดาได้สั่งลงโทษมหาโจร 4 คน ด้วยพระวาจาที่หยาบคายเราก็ได้เห็นแล้ว ทำอย่างไรหนอ ตัวเราจึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียรอันเปรียบเสมือนเรือนโจรนี้ได้”


        คิดดังนี้แล้ว พระราชกุมารก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก พระกายซึ่งเปล่งปลั่งดั่งทองคำก็กลับซูบซีดเศร้าหมองเหมือนดอกบัวที่ถูกขยำด้วยมือพลันเหี่ยวแห้งไปในทันที พระราชกุมารไม่อาจข่มพระเนตรลง ได้แต่บรรทมกระสับกระส่ายด้วยทรงรำพึงว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะพ้นจากพระราชมณเฑียรนี้ได้ เหตุการณ์ที่พระราชกุมารบรรทมด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ภายใต้พระเศวตฉัตรนั้น  อยู่ในสายตาของนางเทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่พระเศวตฉัตร ที่กำลังเหลียวมองพระองค์ด้วยความรัก ซึ่งในครั้งอดีตชาติ นางได้เคยเกิดเป็นพระมารดาของพระราชกุมาร ตั้งแต่วันที่พระราชกุมารประสูติ ก็เกิดความรักประหนึ่งว่าเป็นบุตรของตน ด้วยสายสัมพันที่เคยเป็นแม่ลูกกันมาข้ามชาติ จึงเฝ้าติดตามดูแลพระราชกุมารด้วยความรักมิเสื่อมคลาย
 
        นางเทพธิดาครั้นได้ทราบความดำริของพระราชกุมาร จึงได้แสดงตนให้พระองค์เห็น แล้วปลอบโยนให้ทรงคลายความโศกว่า
“พ่อเตมิยะ พ่ออย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าคิดกลัวไปเลยหากพ่อต้องการจะพ้นไปจากพระราชมณเฑียรนี้ เพราะเกรงภัยในนรก พ่อก็จงแสร้งทำตนเป็นคนง่อยเปลี้ย แม้พ่อมิได้หูหนวก ก็จงแสร้งทำเป็นคนหูหนวก แม้พ่อมิได้เป็นคนใบ้ ก็จงแสร้งทำเป็นคนใบ้ พ่ออย่าได้แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต จงปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าพ่อเป็นคนเขลาเถิด แล้วเขาก็จะเหยียดหยามว่าพ่อเป็นคนกาลกิณี ในที่สุดก็จะขับไล่พ่อออกไป หากพ่อสามารถกระทำตามอุบายนี้ได้ ความปรารถนาของพ่อก็จะสำเร็จแน่นอน”


พระเตมิยกุมารได้สดับถ้อยคำที่นางเทพธิดาแนะนำ ก็ทรงอุ่นพระทัย ตรัสตอบเทพธิดานั้นไปว่า “แม่เทพธิดา คำของท่านซึ้งใจเรานัก ท่านช่างปรารถนาประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง เราจะทำตามคำที่ท่านแนะนำอย่างแน่นอน” ตรัสดังนี้แล้ว พระราชกุมารก็ตั้งจิตอธิษฐานด้วยอย่างแน่วแน่ว่า “ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จะทำตามคำของแม่เทพธิดา จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ”


นับจากนั้นมา พระราชกุมารก็มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ไม่ทรงขยับพระหัตถ์และพระบาท  จึงดูผิดแผกจากกุมารทั่วไป แม้จะทรงเมื่อยล้าสักเพียงไร ก็ทรงอดกลั้นยึดมั่นในคำอธิษฐานนั้น  เพราะเหตุที่พระราชกุมารไม่ทรงกันแสง ไม่แสดงอาการว่าหิวนมเหมือนกุมารอื่น และทรงบรรทมอยู่ในพระอิริยาบถเดียว โดยไม่ไหวติงพระหัตถ์และพระบาทเลย แม้จะเสวยน้ำนม ก็เสวยแต่เฉพาะเวลาที่พี่เลี้ยงนางนมถวายเท่านั้น อาการผิดปกติของกุมารนี้ ได้ยังความฉงนให้เกิดแก่คนทั้งหลาย ทั้งพลอยเศร้าโศกแทนพระราชกุมารว่า ถ้าหากยังคงมีอาการง่อยเปลี้ยอยู่เช่นนี้ อนาคตของพระองค์จะทรงเป็นเช่นไรโดยเฉพาะพระราชชนกชนนีนั้น เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสทรงประทับนิ่งไม่ไหวติงเช่นนั้น ก็ทรงแปลกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระราชกุมารนั้นไม่มีลักษณะของคนง่อยเปลี้ยให้เห็นเลย ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง จึงทรงร้อนพระทัย ทรงปรึกษากันหาวิธีแก้ไขทุกอย่าง 


พระเจ้ากาสิกราชทรงดำริว่า พระกุมารของเราคงจะหงอยเหงาที่ไม่มีเพื่อนเล่นกระมัง จึงได้แสดงอาการนิ่งเฉยเย็นชา ควรที่จะได้กุมารทั้ง  500 คน มาอยู่ให้เล่นเป็นเพื่อน จึงมีรับสั่งให้นำกุมารทั้งหมดที่เกิดวันเดียวกันนั้นมาอยู่ในวัง เพื่อเป็นเพื่อนเล่นของพระราชกุมาร
 
 
พระราชกุมารแม้จะทรงทราบเรื่องราวทุกอย่างดี อยากจะทักทายหัวเราะเล่นด้วย ก็จำต้องอดทนทำเป็นไม่สนพระทัย กุมารทั้งหลาย ครั้นหิวเข้าก็ร้องไห้เพื่อจะดื่มนม แต่พระราชกุมารกลับบรรทมนิ่ง ด้วยทรงนึกถึงภัยในนรก จึงสอนตนเองว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะไม่ร้องไห้เพื่อให้ได้ดื่มนมเป็นอันขาด แม้ร่างกายของเราจะซูบผอมตายไป ก็ยังประเสริฐกว่า  ”
 
 
            พระราชกุมารทรงเตือนตน โดยดำริว่าจะยอมตายเช่นนี้แล้ว แม้กุมารอื่นๆ จะร้องไห้แล้วได้ดื่มน้ำนม ส่วนพระราชกุมารก็ไม่ทรงกันแสงแต่อย่างใด ยังคงทนนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิม พวกนางนมเห็นอาการของพระราชกุมารผิดไปจากกุมารทั้งหลาย ก็ทั้งสงสารและกังวลใจ ส่วนเธอทั้งหลายจะทำประการใดนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 24 มิถุนายน, 2552, 12:57:20 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 6

 
            จากตอนที่แล้ว พระราชกุมารหลังจากได้ทรงเห็นพระราชบิดาทรงตัดสินลงอาญานักโทษทั้ง 4 คน ด้วยวิธีการประหารที่ต่างๆ กัน ก็ทรงสดุ้งพระทัยหวาดกลัวภัยในนรกที่พระชนกจะได้รับ


 
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นบรรทมแล้ว ก็ลืมพระเนตรแลดูเบื้องบน  ได้เห็นพระเศวตฉัตร และสิริราชสมบัติอันโอฬาร ก็ทรงดำริขึ้นว่า  “ก่อนที่จะมาเกิดในพระราชมณเฑียรภายใต้พระเศวตฉัตรนี้ เรามาจากไหนหนอ”  ก็ทรงระลึกชาติหนหลังได้ว่า “เราเคยเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนี้ 20 ปี ครั้นตายแล้ว ก็ไปบังเกิดในอุสสุทนรกนานถึงแปดหมื่นปี พอพ้นจากนรก ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จากนั้นจึงได้กลับมาเกิดที่นี่อีก” เมื่อทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนเคยเสวยในนรก ก็ทรงสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า “หากเราอยู่ที่นี่ต่อไป ก็คงไม่พ้นต้องสั่งประหารชีวิตผู้คนมากมายเช่นเดิม และจะต้องย้อนรอยไปสู่นรกอีกเป็นแน่” 

 
ดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก ได้แต่บรรทมกระสับกระส่าย ฝ่ายเทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่พระเศวตฉัตร ได้ทราบความดำริของพระราชกุมาร จึงปลอบโยนว่า “พ่อเตมิยะ พ่ออย่าเศร้าโศกไปเลย หากต้องการจะพ้นไปจากที่นี้  พ่อก็จงแกล้งทำเป็นคนง่อยเปลี้ย  เป็นคนหูหนวก เป็นคนใบ้ พ่ออย่าได้แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต ในที่สุดเขาก็จะขับไล่พ่อออกไป หากพ่อสามารถกระทำตามนี้ได้ ความปรารถนาของพ่อก็จะสำเร็จ”

 
        พระเตมิยกุมารได้สดับดังนั้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ” นับจากนั้นมา พระราชกุมารก็มิได้ตรัสอะไรอีก ไม่ทรงขยับพระหัตถ์และพระบาท  แม้หิวก็ไม่ทรงร้องไห้ขอดื่มนม พี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย เห็นอาการผิดปกติของพระราชกุมาร ก็ทั้งเป็นห่วงทั้งกังวลใจ จึงได้นำความนี้ไปกราบทูลพระนางเจ้าจันทาเทวีให้ทรงทราบ ก็ยิ่งทำให้พระเทวีทรงกังวลพระทัยเพิ่มขึ้น

 
        พระนางจึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบ ส่วนพระเจ้ากาสิกราช เมื่อได้รับคำกราบทูลถวายรายงานก็ไม่รอช้า ทรงรับสั่งให้หาแพทย์หลวงมาตรวจรักษาทันที แพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญที่สุดในพระนคร เมื่อได้ตรวจดูพระอาการโดยละเอียดแล้ว จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระราชกุมารมีพระอนามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง ไม่มีโรคทางกายแต่อย่างใด ถ้าจะมีก็คงเป็นโรคภายในที่ไม่ทรงสบายพระทัยอะไรสักอย่าง ขอพระองค์ทรงโปรดให้พราหมณ์ผู้ชำนาญในการดูลักษณะมาตรวจดูเถิดพระเจ้าข้า”


 
        พระเจ้ากาสิกราชจึงรับสั่งให้พราหมณ์ ซึ่งเป็นโหรหลวงประจำราชสำนักเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า “ท่านพราหมณ์ เหตุใดโอรสของเราจึงไม่ร้องไห้เพื่อจะเสวยนมเหมือนกับกุมารอื่น ท่านจงช่วยตรวจดูทีซิ” พวกพราหมณ์ผู้ชำนาญในเรื่องการดูลักษณะ ได้ตรวจดูโดยถ้วนถี่ ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า  ขอพระองค์อย่าได้ทรงกังวลพระหฤทัยไปเลยพระเจ้าข้า เป็นธรรมดาของผู้มีบุญญาธิการย่อมจะมีความอดทนมากกว่าคนทั่วไป น่าจะทดลองให้นางนมถวายนม โดยปล่อยให้ล่วงเวลาไปสักหน่อย  เมื่อเป็นเช่นนี้ เชื่อแน่ว่าพระราชกุมารจะทรงกันแสง เพื่อทรงขอเสวยนมเองพระเจ้าข้า”

 
        พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงรับสั่งให้พวกนางนมทำตามนั้น แต่ก็ทรงผิดหวัง เพราะแม้จะทดลองให้เสวยนมผิดเวลา บางคราวนางนมได้ถวายนมวันละครั้ง  ปล่อยให้พระราชกุมารทนหิวไปเรื่อยๆ แต่พระราชกุมารก็กลับทรงนิ่งเฉย มิได้ร้องไห้สักนิดเดียว  พระองค์แม้ยังทรงเป็นทารกน้อย แต่ทรงมีขันติธรรมเป็นยอด เพราะทรงอดกลั้นต่อทุกขเวทนาเห็นปานนี้ได้ สมดังที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ความอดทนเป็นตบะเครื่องแผดเผากิเลสอย่างยิ่ง และความอดทนนั่นแหละเป็นอาภรณ์ของผู้บำเพ็ญตบะ

 
        พระนางเจ้าจันทาเทวีทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารไม่ทรงร้องไห้ ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่คู้พระหัตถ์และพระบาท ไม่เปล่งพระวาจา แม้ว่าจะต้องอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาอันเกิดจากความหิวก็ตาม ครั้นพระนางเห็นดังนั้นแล้ว ก็ไม่อาจจะทนดูอยู่ได้ จึงได้ตรัสว่า “โอ ลูกรักของแม่ เจ้าคงหิวมากแล้ว ในเมื่อเจ้าหิว เหตุใดจึงยังนิ่งเฉยอยู่เล่า หากเจ้ายังคงนิ่งเฉย  ไม่ร้องไห้ ไม่พูดจา แล้วเจ้าจะให้แม่ทำอย่างไร”


        พระนางรีบอุ้มพระราชกุมารขึ้นมากอดไว้ด้วยความรัก แล้วจึงให้ดื่มนมจากพระถันของพระนางเอง น้ำพระเนตรของพระนางค่อยๆ หลั่งริน ทรงสะอื้นไห้ด้วยความรักและสงสารปานจะขาดใจ


        วันถัดมา พวกนางนมเห็นพระเตมิยกุมารยังทรงนิ่งเฉยอยู่ จึงปรึกษากันว่า ธรรมดาคนง่อยเปลี้ย มือและเท้าย่อมไม่เป็นอย่างนี้  ปลายคางก็ไม่เป็นอย่างนี้  และถ้าเป็นคนหูหนวก ช่องหูก็จะไม่เป็นอย่างนี้ 


        การที่พระราชกุมารทรงเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ยและหูหนวกเช่นนี้ ทั้งที่อวัยวะก็ล้วนสมบูรณ์ดี มิได้บกพร่องแต่อย่างใด เห็นทีจะต้องมีเหตุอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ พวกเราจะต้องทดลองให้รู้ จึงพากันคิดหาอุบายต่างๆ เพื่อลองพระทัยพระราชกุมาร


        ครั้งแรกนางนมปล่อยให้พระราชกุมารอดนมตลอดทั้งวัน โดยที่ไม่ยอมถวายนมให้ดื่มเลย บางคราวถึง 2 วัน ทดลองอย่างนี้จนครบปี แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงกันแสง หรือทรงขยับพระหัตถ์และพระบาทเลย


        ต่อมา พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า “ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กอายุหนึ่งขวบชอบกินขนมและของเคี้ยว ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยขนมและของขบเคี้ยวเถิดพระเจ้าข้า”


        พระราชาก็ทรงให้ทดลองตามนั้น โดยให้นำขนมและของขบเคี้ยวซึ่งล้วนมีสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน บรรจงจัดใส่ภาชนะอย่างประณีต แล้วนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมารซึ่งแวดล้อมด้วยกุมารทั้ง 500 แล้วก็เฝ้าแอบดูอยู่ใกล้ๆ กุมารเหล่านั้น เมื่อได้เห็นขนมและของขบเคี้ยวเหล่านั้น ก็ไม่อาจอดใจได้ พากันยื้อแย่งถาดเหล่านั้นกันจ้าละหวั่น บ้างก็ทะเลาะกันสนั่นไปทั้งท้องพระโรง เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ถึงกับร้องไห้กระจองอแง


ในขณะที่พระเตมิยกุมารยังคงรักษาคำสัตย์อย่างมั่นคง เป็นเช่นสัตบุรุษที่ยอมเสียสละชีวิตได้ แต่จะไม่ยอมสละธรรม แม้ว่าขนมและของเคี้ยวเหล่านั้น จะยั่วยวนใจให้ลิ้มลองสักเพียงใด


         ในเมื่อตั้งใจว่าจะไม่ทำลายสัจจวาจา พระกุมารก็ยังอดทนนิ่งเฉยได้เหมือนไม่สนใจใยดี และในขณะเดียวกันก็สอนตนว่าเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าต้องการจะตกนรกอีกละก็ เจ้าก็จงกินขนมและของเคี้ยวเหล่านั้นตามความพอใจเถิด” ดำริฉะนี้แล้วก็มิได้เหลียวดูขนมและของขบเคี้ยวเหล่านั้นเลย แม้จะทดลองด้วยขนมอย่างนี้นานครบปี จนพระเตมิยกุมารพระชนมายุได้ 2 ปีแล้ว ก็ยังมิได้แสดงอาการใดๆ ให้รู้เลย ยังคงนิ่งเฉยดังเดิม


        อำมาตย์เหล่านั้น เมื่อได้พยายามทดลองด้วยขนมและของเคี้ยว แล้วก็ยังไม่ได้ผล จึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กอายุสองขวบ ชื่นชอบผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด  ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยผลไม้เถิดพระเจ้าข้า” พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงให้กระทำตามนั้น โดยให้นำเอาผลไม้นานาชนิดที่เด็กๆ ชอบกิน  ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม


 แต่พระราชกุมารยังตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ได้เตือนตนเองอย่างหนักแน่นว่า เตมิยกุมาร ถ้าเจ้าอยากจะตกนรกแล้วละก็ เจ้าก็จงหยิบผลไม้เหล่านั้นกินตามความพอใจเถิด”
 
          เมื่อกล่าวสอนตนดังนี้แล้วก็ทรงนอนนิ่งเฉย ทรงใช้ความกลัวภัยในนรกข่มความอยากกินนั้นให้ระงับไป ไม่ทรงน้อยพระทัย ไม่ทรงนึกตัดพ้อว่า เมื่ออยากจะให้เรากิน ก็ทำไมไม่ให้เรากินดีๆ ทำไมต้องแกล้งเราด้วย พวกอำมาตย์เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล ก็คิดหาวิธีอย่างอื่นทดลองอีก ส่วนจะทดลองโดยวิธีใดนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 06:55:11 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 7
 


            จากตอนที่แล้ว พระพี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย เห็นอาการผิดปกติของพระราชกุมารจึงได้ไปกราบทูลพระนางเจ้าจันทาเทวีให้ทรงทราบ พระนางจึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบส่วนพระเจ้ากาสิกราช เมื่อได้รับคำกราบทูลถวายรายงานแล้วก็ทรงรีบให้แพทย์หลวงมาตรวจรักษา

 
        แพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญที่สุดได้ตรวจดูพระอาการโดยละเอียดแล้วก็ไม่เห็นมีโรคทางกายแต่อย่างใดจึงแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชเชิญพราหมณ์ผู้ชำนาญในการดูลักษณะมาตรวจดูแม้พวกพราหมณ์ผู้ชำนาญในลักษณะก็ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ จึงกราบทูลแนะนำให้ทดลองพระราชกุมารโดยให้นางนมถวายนมเลยเวลาไปสักหน่อย เมื่อพระราชกุมารทรงหิวมากๆก็จะทรงกรรแสงเพื่อทรงขอเสวยนมเอง



        พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงรับสั่งให้พวกนางนมทำตามนั้นแต่พระราชกุมารก็กลับทรงนิ่งเฉยมิได้ทรงกรรแสงสักนิดเดียว พระนางเจ้าจันทาเทวีทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารไม่ทรงกรรแสง เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเข้าก็ไม่อาจจะทนดูอยู่ได้ จึงรีบอุ้มพระราชกุมารขึ้นมาให้ทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของพระนางเอง



        ต่อมา พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ธรรมดาเด็กอายุหนึ่งขวบชอบกินขนมขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยขนมเถิดพระเจ้าข้า พระราชาก็ทรงให้ทดลองตามนั้น โดยให้นำขนมสีสันสวยงาม รสชาติหอมหวาน จัดใส่ภาชนะนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมาร พระองค์ก็ยังคงนิ่งเฉยไม่สนใจใยดี ทดลองด้วยขนมอย่างนี้  จนพระเตมิยกุมารพระชนมายุได้ 2 ปี ก็ยังมิได้แสดงอาการใดๆ ให้ปรากฏ



        อำมาตย์เหล่านั้น จึงกราบทูลว่า “ธรรมดาเด็กอายุสองขวบชอบผลไม้ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยผลไม้เถิด”  พระเจ้ากาสิกราชก็ทรงให้กระทำตามนั้น โดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาด แล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิมแต่พระราชกุมารยังตั้งมั่นอยู่ในปณิธานได้เตือนตนเองอย่างหนักแน่นว่าเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าอยากจะตกนรกแล้วละก็เจ้าก็จงหยิบผลไม้เหล่านั้นกินตามความพอใจเถิดแม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย

จึงได้กราบทูลต่อไปว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ ธรรมดาเด็กอายุ        สามขวบมักโปรดปรานของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถหรือเรือคันเล็กๆ เป็นต้น ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยของเล่นเหล่านั้นเถิด พระเจ้าข้า”  กราบทูลดังนี้แล้วก็ให้ทำของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถ และเรือเล็กๆ เป็นต้นด้วยทองคำ นำไปวางไว้ใกล้ ๆ พระราชกุมาร กุมารทั้ง 500 คนต่างพายื้อแย่งกัน ส่วนพระราชกุมารนอกจากจะไม่ทรงหยิบจับของเล่นชิ้นใดแล้ว พระองค์ยังไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลยแม้แต่น้อย



         แม้จะทดลองด้วยของเล่นที่ทำด้วยทองคำอย่างนี้เป็นเวลานานนับปี พระราชกุมารก็มิได้แสดงอาการสนพระทัยแต่อย่างใด ยังมั่นคงอยู่ในปณิธานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่การที่พระองค์ทรงเจริญเติบโตมาได้ตามปกติก็เพราะทรงมีกำลังใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว บวกกับคณะแพทย์หลวงได้ทำการนวดเฟ้นร่างกาย ให้เลือดได้ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้พระราชกุมารทรงเจริญเติบโต และมีพระพลานามัยสมบูรณ์ทุกอย่าง

   

        หากมิใช่เพราะพระกุมารเป็นผู้มีบุญญาธิการแล้วละก็ บททดสอบเพียงเท่านี้ ก็คงพอที่จะทำให้พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจเดิมได้แล้ว แต่เพราะพระองค์ได้ฝึกฝนอบรมตนมานานข้ามภพข้ามชาติ พระองค์จึงสามารถสอนตนเองได้ไม่ยอมท้อถอยเสียกลางคัน ตรงกันข้ามกลับมีจิตใจมั่นคงดุจศิลาแท่งทึบที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมฉะนั้น  เหล่าอำมาตย์แม้จะทดลองด้วยวิธีการต่างๆ มานานหลายปี ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จจึงเริ่มเกิดอาการหวั่นวิตก ได้ปรึกษากันว่า“ท่านทั้งหลาย พวกเราจะทำอย่างไรกันดี จนถึงป่านนี้แล้ว พระราชกุมารก็ยัง ไม่แสดงอาการอะไรพอให้เรามีความหวังได้เลย”
 
        อำมาตย์ผู้ฉลาดหลักแหลมท่านหนึ่งจึงแสดงความเห็นท่ามกลางที่ประชุมว่า “ท่านทั้งหลาย เด็กสี่ขวบย่อมชื่นชอบอาหารที่มีรสเลิศ เราน่าจะทดลองพระราชกุมารด้วยโภชนาหาร ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นอย่างไร”


         พวกอำมาตย์ที่เหลือเมื่อยังไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่นจึงเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนั้น ครั้นแล้วจึงพากันกราบทูลพระราชาว่า  “ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาเด็กสี่ขวบชอบโภชนาหารรสเลิศ พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยโภชนาหาร  พระเจ้าข้า” พระราชาก็ทรงมีความหวังขึ้นอีกครั้งจึงรับสั่งให้ทดลองตามนั้นทันที เหล่าอำมาตย์จึงรีบสั่งวิเสทคนทำเครื่องต้นประจำวังหลวงให้ปรุงพระกระยาหารรสเลิศนานาชนิดๆที่ตกแต่งอย่างประณีตสุดฝีมือแล้วน้อมถวายพระราชกุมาร และบริวาร  เหล่ากุมารทั้ง 500 คน ต่างพากันหยิบอาหารบริโภคเองอย่างเอร็ดอร่อย แต่ทว่าพระราชกุมารก็ยังมิได้แสดงอาการสนพระทัยแต่อย่างใด



        ทรงสอนพระองค์เองว่า  “เตมิยกุมารเอย ชาติก่อนๆโน้นเจ้าก็เคยอดอาหารมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วมาบัดนี้ เจ้าจะหวั่นใจไปทำไม”  ครั้นทรงเตือนพระองค์เองอย่างนี้แล้ว ก็มิได้ทอดพระเนตรดูโภชนาหารนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะทรงกลัวภัยนรกมากกว่า


        พระนางเจ้าจันทาเทวีเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารยังทรงนิ่งเฉยอยู่ก็ให้ทรงกระวนกระวายพระทัย เพราะไม่อาจทนเห็นพระราชกุมารอดพระกระยาหารได้ จึงได้ให้พระราชกุมารเสวยโภชนาหารเหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง


         อำมาตย์เหล่านั้น เมื่อเห็นว่ายังไม่เป็นผลสำเร็จก็คิดหาวิธีทดลองที่อุกฤษฏ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งต่อมา เมื่อพระเตมิยกุมารมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา พระราชาก็ทรงโปรดให้ทดลองพระราชกุมารด้วยไฟตามคำกราบทูลของอำมาตย์ ซึ่งให้เหตุผลว่า เด็กห้าขวบย่อมจะกลัวไฟเป็นธรรมดา โดยทรงรับสั่งให้นำพระราชกุมารไปรวมไว้กับกุมารทั้งหลาย  ในเรือนที่มุงและปิดบังด้วยใบตาล ขณะที่กุมารเหล่านั้นพากันวิ่งเล่นในเรือนใบตาลอยู่ตามประสาเด็กๆ  อำมาตย์ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็ได้เริ่มจุดไฟเผาที่ประทับคือเรือนใบตาลนั้น



        กุมารที่วิ่งเล่นอยู่ในที่นั่นต่างพากันตกใจกลัววิ่งหนีออกมาแต่พระเตมิยราชกุมารหาได้กลัวความตายไม่พระองค์ทรงดำริว่า  “ไฟนี้แม้จะร้อนเพียงใดแต่ก็เทียบไม่ได้กับไฟในนรก  แม้เราจะตายในกองไฟนี้ก็ยังประเสริฐกว่า”  ครั้นทรงดำริดังนี้แล้วก็มิได้มีความหวั่นไหว ทรงข่มพระหฤทัยไม่ให้ตกใจกลัวบรรทมสงบนิ่งอยู่กับความร้อนของเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่โดยรอบ ด้วยทรงนึกเปรียบเทียบกับความร้อนของไฟนรก  ทรงบรรทมอยู่อย่างสงบราวกับพระมหาเถระผู้กำลังเข้านิโรธสมาบัติฉะนั้น  พระราชชนกพระชนนี ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็เหมือนพระหฤทัยจะแตก  จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มเอาพระราชกุมารออกมาจากความร้อนของไฟ เพราะเหตุที่ไฟนรกที่พระองค์เคยไปตกเสวยวิบากกรรมนั้นมีความเร่าร้อนมากยิ่งกว่าหลายพันเท่า ความร้อนของไฟนรกนั้น สามารถทำลายจักษุของคนที่ยืนอยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ให้บอดได้


         ครั้นพระราชกุมารทรงมีพระชนมายุได้ 6 ชันษา พระราชบิดาก็ทรงโปรดให้ทดลองด้วยช้าง ด้วยประสงค์จะให้พระราชกุมารตกใจกลัวเฉกเช่นครั้งที่ผ่านมา เหล่าอำมาตย์ได้สั่งให้ราชบุรุษปล่อยพญาช้างให้แล่นเข้ามาทำร้ายพระราชกุมารซึ่งประทับนั่งอยู่ท่ามกลางกุมารทั้งหลายที่พระลานหลวง  พญาช้างก็บันลือเสียงโกญจนาทน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก เอางวงฟาดผืนดินแล้ววิ่งรี่ตรงเข้าหาพระราชกุมาร แต่พระองค์ก็ทรงบรรทมนิ่งเฉย ดุจรอคอยความตายที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า  พระองค์ไม่ทรงกรรแสงและไม่ขยับเขยื้อนพระกายหรือแสดงอาการหวาดกลัวใดๆ ในขณะที่กุมารที่เหลือพากันวิ่งหนี ร้องระงมด้วยความหวาดกลัว  พญาช้างครั้นวิ่งเข้ามาประชิดตัวพระราชกุมารแล้ว  ก็เอางวงจับพระองค์คล้ายจับกำดอกไม้  ยกชูขึ้นวิ่งไปโดยรอบสถานที่นั้น  ยังความหวาดเสียวให้เกิดแก่หมู่อำมาตย์ข้าราชบริพารและนางนมพี่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง
 
        แต่เพราะช้างนั้นเป็นช้างที่ควาญช้างฝึกดีแล้วจึงมิได้ทำร้ายพระราชกุมารให้ได้รับอันตรายแต่อย่างใดเป็นแต่เพียงทำให้พระองค์ทรงอึดอัดพระกายเท่านั้น พระองค์ยังทรงอดกลั้น ประทับนิ่งเป็นปกติอยู่ในวงงวงช้างนั้น ส่วนพวกอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลสำเร็จก็คิดหาทางทดลองในวิธีอื่นอีก เพราะพระเจ้ากาสิกราชทรงมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว จึงยังทรงมีความหวังที่จะให้พระราชกุมารสืบราชวงศ์ต่อจากพระองค์มิเสื่อมคลายแต่ทว่าจะทดลองพระราชกุมารโดยวิธีใดนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 19:41:58 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 8




            จากตอนที่แล้วอำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองด้วยผลไม้ซึ่งพระองค์ก็ทรงให้กระทำตามนั้นโดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม แต่พระราชกุมารก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ไม่แสดงอาการให้ผิดแปลกไปจากเดิม  แม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย 
 
พวกอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำอีกว่า  ธรรมดาเด็กอายุสามขวบ มักโปรดปรานของเล่น ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทดลองด้วยของเล่นเถิด แต่เมื่อให้ทำของเล่น เช่นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า รถ และเรือเล็กๆ ไปให้พระราชกุมาร กุมารทั้ง 500 คนต่างพายื้อแย่งกัน  ส่วนพระราชกุมารกลับไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลยแม้แต่น้อย



        ในปีถัดมา เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้สี่ขวบ พระราชาจึงรับสั่งให้ปรุงอาหารรสเลิศนานาชนิดๆ  แล้วนำไปวางไว้ใกล้พระราชกุมาร เหล่ากุมารทั้ง 500 คน ต่างพากันหยิบอาหารบริโภคเอง แต่พระราชกุมารก็มิได้สนพระทัย พระนางเจ้าจันทาเทวี เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารยังทรงนิ่งเฉยเนิ่นนานเข้าจึงทรงให้พระราชกุมารเสวยโภชนาหารด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง
 
ต่อมา เมื่อพระเตมิยกุมารมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา พระราชาก็ทรงโปรดให้ทดลองพระราชกุมารด้วยไฟโดยทรงรับสั่งให้จุดไฟที่เรือนที่มุงและปิดบังด้วยใบตาล ซึ่งเป็นที่ประทับชั่วคราวของพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารเหล่าอื่นพากันวิ่งหนีออกมาด้วยความหวาดกลัว แต่พระราชกุมารหาได้กลัวความตายไม่ ยังคงบรรทมนิ่งอยู่เช่นเดิม พวกอำมาตย์จึงต้องรีบเข้าไปอุ้มเอาพระองค์ออกมาจากเปลวไฟ
 
        ครั้นพระราชกุมารพระชนมายุได้ 6 ชันษา พระราชบิดาก็ทรงโปรดให้ทดลองด้วยช้าง โดยรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างให้แล่นเข้าหาพระราชกุมาร ในขณะที่กุมารที่เหลือพากันร้องระงมวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว   แต่พระราชกุมารกลับบรรทมเฉย ปล่อยให้พญาช้างเอางวงจับพระองค์ยกชูขึ้นวิ่งไปโดยรอบสถานที่นั้น แต่เพราะช้างนั้นเป็นช้างที่ควาญช้างฝึกดีแล้ว จึงมิได้ทำร้ายพระราชกุมารให้ได้รับอันตรายแต่อย่างใด


        เมื่อการทดลองที่น่าหวาดเสียวครั้งนั้นจบลงแล้ว พระราชาก็ได้ตรัสถามพวกราชบุรุษว่า ?ขณะที่รับลูกของเรามาจากพญาช้าง พวกท่านเห็นลูกเราขยับมือและเท้าบ้างหรือไม่?  พวกราชบุรุษกราบทูลว่า  ?ไม่ทรงขยับเลย พระเจ้าข้า?   พระราชาจึงหันพระพักตร์มาทางพวกอำมาตย์ แล้วรับสั่งว่า ?ท่านอำมาตย์ แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไป?  เมื่อเหล่าอำมาตย์ได้ฟังพระกระแสแล้ว ครั้นจะกราบทูลให้ทรงยุติการทดลองเสียกลางคัน ก็เห็นจะเป็นการไม่สมควร จึงได้กราบบังคมทูลพระราชาให้ทรงทดลองด้วยวิธีอื่นต่อไป 



        โดยอำมาตย์ผู้หนึ่งได้ถวายการแนะนำว่า   ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยงู พระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว จึงให้พระราชกุมารนั่งอยู่ที่พระลานหลวง  แวดล้อมด้วยกุมารทั้งหลายที่วิ่งเล่นกันอยู่ แล้วปล่อยงูจำนวนมากซึ่งถอนเขี้ยวและเย็บปากแล้วเข้าไป กุมารทั้งหลายเห็นงูเหล่านั้นก็ร้องลั่น แตกตื่นวิ่งหนีไป  แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนี แม้งูจะเลื้อยมารัดพระกาย แผ่พังพานอยู่บนพระเศียรของพระกุมารแล้ว แต่ก็มิได้ทำให้พระองค์หวั่นไหวได้เลย ทรงระงับความกลัวเสียสิ้นด้วยทรงนึกถึงภัยในนรกว่า ?เราพินาศไปในปากงูร้าย ยังดีกว่าตายในนรกอันร้ายกาจ? ดำริดังนี้แล้วก็ทรงประทับนั่งนิ่งเหมือนเข้านิโรธสมาบัติ

        แม้จะทดลองอยู่อย่างนี้เป็นระยะๆ นานนับปี ก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพระราชกุมารแต่อย่างใด ทั้งพระราชาก็ทรงรับสั่งถามพวกราชบุรุษอยู่เนืองๆ ว่า ?ขณะที่นำลูกของเราไปก็ดี ขณะที่นำมาก็ดี พวกท่านเห็นลูกของเราไหวมือและเท้าบ้างหรือไม่? ก็ทรงได้รับคำตอบเช่นเดิมว่า ?ไม่เคยเห็นเลย พระเจ้าข้า? จึงทรงรับสั่งหารือต่อไปว่า ?แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี? 



        ขณะนั้นคณะอำมาตย์จึงได้กราบทูลแนะนำว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กแปดขวบชอบดูการฟ้อนรำ พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยการฟ้อนรำ พระเจ้าข้า?  เมื่อได้รับพระราชานุญาตแล้ว ก็นำพระราชกุมารมาให้ประทับนั่งที่พระลานหลวง กับกุมารทั้ง 500 คน แล้วให้แสดงการฟ้อนรำ กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า ?ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ความรื่นเริงไม่มีเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียว? จึงนิ่งเฉยไม่ทรงทอดพระเนตรดูเลย   เป็นธรรมดาของสัตบุรุษทั้งหลาย เมื่อได้รับชมรับฟังเรื่องราวอันน่าบันเทิงเริงรมย์น่าสนุกสนาน น่าเพลิดเพลินเจริญใจ แม้คนทั้งหลายจะสรวลเสเฮฮา ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามอำนาจของสิ่งกระตุ้นเร่งเร้าทั้งหลาย แต่ผู้ที่เป็นสัตบุรุษนั้น จะระงับใจไม่ให้ยินดีในสิ่งอันชวนให้ลุ่มหลง ซึ่งเป็นประดุจเหยื่อล่อเหล่านั้นจนเกินไป แต่จะยินดีในสิ่งเหล่านั้นแต่พองาม เพื่อเป็นการไม่เสียมารยาทของสังคม โดยจะนึกถึงโทษภัยและความทุกข์ที่ตนเคยประสบมาในอดีต และทุกข์ภัยที่จะต้องประสบในอนาคต เพื่อลดความยินดีนั้นให้ลงมาอยู่ในระดับที่พอดี

        พระราชกุมารก็เช่นเดียวกัน ทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่เคยประสบมาในนรก ด้วยทรงมีเป้าหมายที่จะต้องออกไปให้พ้นจากราชมณเฑียรแห่งนี้ อย่างผู้มีชัยให้ได้ จึงทรงอดทนอดกลั้นมั่นคงอยู่ในปณิธานเรื่อยมา  จนกระทั่งในปีถัดมา พวกอำมาตย์ก็ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ?ขอเดชะ ธรรมดาเด็กเก้าขวบย่อมกลัวศัสตรา พวกข้าพระองค์จะทดลองพระราชกุมารด้วยศัสตราดูพระเจ้าข้า? 
 
        กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ให้พระราชกุมารประทับนั่งที่พระลานหลวงกับกุมารทั้ง 500 ร้อย แล้วให้บุรุษร่างใหญ่แต่งกายดุจเพชฌฆาต ทำทีดุจจะประหารพระราชกุมาร   โดยให้บุรุษนั้นเกว่งดาบที่ลับดีแล้ว โห่ร้อง ขู่ตะคอก ร้องตวาดว่า ?พระโอรสของพระเจ้ากาสิกราชพระองค์หนึ่ง มีลักษณะง่อยเปลี้ยไม่พูดไม่จา เขากล่าวกันว่าเป็นคนกาลกิณี บัดนี้เขาอยู่ที่ไหน เราจะตัดหัวให้ขาดเสียเดี๋ยวนี้? พลางเดินเข้าหาพระราชกุมาร กุมารทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความสะดุ้งกลัว ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง  แต่พระกุมารก็ทรงนิ่งเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่อาจทำให้พระองค์สะดุ้งกลัวได้ เมื่อเห็นว่าไร้ผลบุรุษนั้นก็ล่าถอยไป   
 
        เหล่าอำมาตย์จึงเปลี่ยนมาทดลองวิธีใหม่อีก โดยนำน้ำอ้อยปนข้าวยาคูผสมน้ำผลตาลสุกมาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันมาก พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม 
 
        จนกระทั่งปีต่อมา คณะอำมาตย์ได้กราบทูลให้คำปรึกษาอีกว่า ?ขอเดชะ เด็กที่มีอายุได้สิบขวบก็จัดว่าเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว ที่อยู่ในวัยนี้ย่อมรักสะอาดรังเกียจสิ่งปฏิกูล พวกข้าพระองค์จะทดลองด้วยของโสโครกพระเจ้าข้า?  กราบทูลดังนี้แล้ว ก็ไม่สรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมอยู่นั้นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย เพราะบัดนี้กลายเป็นดุจซากศพปฏิกูลซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลงวันเสียแล้ว


 
        พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสมาอย่างยาวนาน แม้แต่พระเจ้ากาสิกราชและพระนางเจ้าจันทาเทวี ทั้งสองพระองค์ก็หาได้ทุกข์ทรมานน้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ จริงอยู่ พระราชบิดานั้นยังพอข่มพระทัยได้  แต่พระราชมารดานั้นเล่า ยากที่จะข่มพระทัยได้ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพารยิ่งนัก ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระทัยแทบจะแตกสลาย ทั้งสองพระองค์เมื่อทรงทนดูต่อไปไม่ได้ จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2552, 23:29:24 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 9


 
        จากตอนที่แล้ว พระเจ้ากาสิกราช แม้จะทดลองจนเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่เมื่อทรงเห็นพระราชโอรสยังมีพระกายทุกส่วนสมบูรณ์ดี ก็ยังทรงมีความหวังอยู่ จึงได้ทรงหารือกับอำมาตย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับคำแนะนำว่าเด็ก 7 ขวบย่อมกลัวงู ก็ทรงให้ทดลองด้วยงู แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือถอยหนีแต่อย่างใด

 
        เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 8 ชันษา ก็ทรงให้ทดลองด้วยการฟ้อนรำขับร้อง กุมารทั้งหลายต่างก็สนุกสนาน พากันหัวเราะเฮฮา ส่วนพระราชกุมารทรงนึกว่า  ในเวลาที่เราอยู่ในนรก ไม่มีความรื่นรมย์เลยแม้เพียงนิด แล้วเราจะยินดีในสิ่งเหล่านี้ไปทำไม จึงทรงนิ่งเฉยไม่ทอดพระเนตรดูเลย

 
        ในปีถัดมาก็ทรงทดลองด้วยศัสตรา โดยให้บุรุษร่างกำยำแกว่งดาบ ขู่ตะคอก ร้องตวาด เดินเข้าหาพระราชกุมาร ทำทีเหมือนจะตัดศีรษะพระองค์ แต่พระราชกุมารก็ทรงนิ่งเฉยเหมือนไม่ทรงรับรู้สิ่งใดเลย แม้คมดาบจะจรดที่พระศอแล้ว ก็ไม่แสดงอาการสะดุ้งกลัว


 
        กาลต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ทดลองด้วยแมลงวัน โดยนำน้ำอ้อยผสมน้ำผลไม้ที่แมลงวันชอบ มาทาทั่วพระสรีระของพระราชกุมาร แล้วนำพระองค์ไปวางไว้ในแหล่งที่มีแมลงวันชุกชุม พระราชกุมารแม้จะถูกฝูงแมลงวันไต่ตอมดูดดื่มกินน้ำหวานทั่วพระสรีระ ดุจถูกแทงด้วยเข็มนับไม่ถ้วน แต่ก็ทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม

 
        ต่อมาอีกปีหนึ่ง ก็ทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยไม่จัดการสรงสนานให้พระราชกุมาร ปล่อยให้พระองค์ทั้งทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่ซึ่งพระองค์บรรทมนั่นเอง ทำให้ฝูงแมลงวันบินมารุมไต่ตอมห้อมล้อมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกายเลย การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็หาได้ทุกข์น้อยไปกว่าพระโอรสของพระองค์ไม่ ทั้งสองพระองค์ทรงเกิดความละอายต่อข้าราชบริพาร ทั้งทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย

 

        จึงทรงแหวกฝูงแมลงวัน ตรงเข้าโอบกอดพระโอรสผู้เป็นที่รักยิ่งโดยมิได้ทรงรังเกียจ ทรงกรรแสงคร่ำครวญราวกับว่าพระชนม์ชีพจะวางวาย แล้วตรัสวิงวอนพระโอรสว่า
 
        ?ลูกเตมิยกุมาร พวกเรารู้ว่าลูกไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่ได้เป็นคนบอดคนหนวก เพราะคนพิการเขาไม่ได้มีมือมีเท้าอย่างนี้ และไม่ได้มีช่องปากช่องหูอย่างนี้ ...เจ้าเป็นลูกที่พ่อและแม่ได้มาด้วยการอธิษฐานจิตขอ และตั้งตารอคอยด้วยความหวัง บัดนี้เจ้าก็โตแล้ว ใครเขาจะประคับประคองเจ้าได้ตลอดไป เจ้าไม่ละอายหรือ เจ้าจะทนนอนอยู่ทำไม จงลุกขึ้นชำระร่างกายซิลูก?



 
        การครองเรือนก็เป็นทุกข์อย่างนี้ เมื่อยังไม่มีลูกก็เป็นทุกข์เพราะอยากจะมีลูก แม้รู้ว่าจะต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการให้กำเนิดบุตรก็ยอม เมื่อมีลูกแล้วก็เป็นทุกข์อีก เพราะจะต้องดูแลรับผิดชอบเลี้ยงดู ต้องให้การศึกษาอีกมากมาย  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลูกไปคบเพื่อนซึ่งเป็นคนพาล เขาชวนไปประพฤติผิดศีลผิดธรรม ไปติดอบายมุข ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน กลายเป็นคนเกะกะเกเร ไม่เป็นอย่างที่ใจหวังก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก นี่แหละที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ เพราะความทุกข์ย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก เมื่อคลายความรักความผูกพันเสียได้ ความทุกข์ก็ย่อมเบาบางลงไป
 
พระราชกุมารแม้ทรงเกลือกกลั้วอยู่กับกองคูถที่น่าขยะแขยงเช่นนั้น แต่พระหทัยของพระองค์ก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางพระอารมณ์เป็นกลาง ด้วยทรงพิจารณาถึงกลิ่นเหม็นของคูถนรกซึ่งฟุ้งตลบที่พระองค์เคยประสบมา แม้ผู้ที่ยืนอยู่ในที่ไกลถึงร้อยโยชน์ ก็ยังต้องสะอิดสะเอียน แม้พระมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด พระราชกุมารก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย ด้วยทรงนึกถึงเป้าหมายที่จะต้องออกบวชให้ได้ในเบื้องหน้าต่อไป

 
        ปีต่อมาเหล่าอำมาตย์ก็ใช้วิธีใหม่อีก โดยทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกเปลวไฟสุมรุมอยู่เบื้องล่าง จนเกิดความร้อนไปทั่วพระสรีระของพระองค์ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย  กลับทรงสอนพระองค์เองว่า ?เตมิยกุมาร ความร้อนในนรกแผ่ไปตั้งร้อยโยชน์ทำลายจักษุของมนุษย์แม้อยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ได้ ความร้อนของเพลิงนี้ ยังดีกว่าความร้อนในนรกนั้น ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า?


        ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงอดกลั้นต่อความร้อนนั้น มิได้หวั่นไหวเหมือนพระเถระเข้านิโรธสมาบัติ ลำดับนั้นพระราชชนกชนนีของพระราชกุมาร ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์นั้น ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ถูกความร้อนเบียดเบียนได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก ก็เป็นเหมือนพระหฤทัยจะแตกสลาย จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของเปลวเพลิงนั้น แล้วตรัสวิงวอนพระโพธิสัตว์ว่า ?เตมิยกุมารลูกรัก พ่อและแม่รู้ว่า เจ้าน่ะ ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ย ไม่ใช่คนใบ้ และได้เป็นคนหูหนวก เพราะคนที่พิการนั้น มิได้มีมือ เท้า ปาก และช่องหูอย่างนี้  ขอเจ้าจงลุกขึ้นเถิด อย่าได้นิ่งเฉยอยู่เลยลูก พ่อกับแม่แทบจะขาดใจตายเพราะความอับอายประชาราษฎร์ยิ่งนัก เจ้าอย่าให้พ่อกับแม่ต้องอัปยศอดสูต่อพระราชาทั่วชมพูทวีปให้มากไปกว่านี้เลยนะลูก?

 

        แม้พระชนกพระชนนีจะทรงวิงวอนสักเพียงใด แต่พระโพธิสัตว์ก็ยังบรรทมนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดแปลกไปจากเดิม เหมือนมิได้ทรงสดับพระวาจานั้น เหล่าอำมาตย์ได้เฝ้าเพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปปีแล้วปีเล่าถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย เหล่าอำมาตย์จึงได้ปรึกษากัน เพื่อที่จะช่วยแก้ไขพระโพธิสัตว์ให้กลับมาเป็นปกติให้ได้

     
        ในที่สุดอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดคนหนึ่ง ก็แสดงความเห็นขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัย มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ธรรมดาว่าชายแรกหนุ่มเป็นดุจบุบผาแรกแย้ม มีหรือที่จะไม่กำหนัดยินดีในกาม ..เพราะขึ้นชื่อว่ากามคุณแล้ว ย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุคคลทั้งหลาย และหากจะกล่าวถึงยอดแห่งกามคุณสำหรับบุรุษแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่าสตรีเลย อิสตรีเป็นที่ประชุมแห่งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าชอบใจ  อิสตรีนี่แหละคือยอดแห่งกาม ไม่มีสิ่งอื่นจะยิ่งไปกว่า



        ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า ?แม้พระราชกุมารของเราก็เช่นกัน พระองค์ก็ทรงเป็นบุรุษ ผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ ไม่บกพร่องพิการ เมื่อเปลี่ยนวัยเติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีด้วยสตรีสาวสวย เราทั้งหลายจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อแน่ว่าพระองค์จะต้องแสดงอาการสักอย่างหนึ่งเป็นแน่? เหล่าอำมาตย์ที่เหลือ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของอำมาตย์ผู้ชาญฉลาดแล้ว ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย จึงมีมติร่วมกัน ที่จะนำความนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราช ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังอยู่ในสภาพสิ้นหวังด้วยทรงท้อพระหฤทัยที่ไม่อาจจะทำให้พระโพธิสัตว์กลับเป็นปกติดังเดิมได้

 
        พระราชาได้ฟังคำกราบทูลของอำมาตย์เหล่านั้น ก็ทรงดีพระหฤทัยยิ่งนัก จึงทรงรับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนผู้มีรูปทรงงดงามดั่งเทพอัปสรมา แล้วตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถทำให้พระราชกุมารร่าเริงเบิกบานพระหฤทัย และสามารถจะผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะให้หญิงผู้นั้นได้ครองความเป็นใหญ่ โดยจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที?
หญิงนักฟ้อนเหล่านั้น ครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ล้วนมีความยินดีปรีดา เพราะทุกคนก็ปรารถนาความเป็นอัครมเหสีด้วยกันทั้งสิ้น จึงต่างรับอาสาด้วยความหวังอันบรรเจิด
 
        ส่วนพวกนางนมต่างช่วยกันสรงสนานพระโพธิสัตว์ด้วยน้ำหอม แล้วตบแต่งพระโพธิสัตว์ให้งดงามราวเทพบุตรในแดนสวรรค์ ให้บรรทมบนพระแท่นภายในห้องบรรทมซึ่งประดับประดาอย่างงดงามดังทิพยวิมาน ภายในตลบอบอวลด้วยกลิ่นหอมแห่งสุคันธชาติอันชวนให้สำราญพระหฤทัย จากนั้น จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉม ที่จะเฝ้าถวายการปรนนิบัติ นวดเฟ้นพระโพธิสัตว์ และประเล้าประโลมให้ทรงอภิรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ซึ่งแต่ละนาง ล้วนแสดงอากัปกิริยาที่น่าเย้ายวนพระหฤทัยยิ่งนัก
 
    สตรีสาวสวยผู้ฉลาดในจริตมารยา  เมื่อได้ประเล้าประโลมบุรุษใดแล้ว ก็ยากที่บุรุษนั้นจะไม่ยินดีเพลิดเพลินตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสตัณหา ส่วนพระราชกุมาร แม้พระองค์จะเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ยังไม่ได้หมดกิเลส เมื่อลูกเล้าโลมเข้าอย่างนี้แล้ว จะทรงทำอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 26 มิถุนายน, 2552, 09:09:51 »

ทศชาติชาดก
 
เรื่อง  พระเตมีย์   ผู้ยิ่งด้วยเนกขัมมบารมี  ตอนที่ 10
 


        จากตอนที่แล้ว พระราชบิดาราชมารดาทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยปล่อยให้พระราชกุมารทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่บรรทม กระทั่งฝูงแมลงวันรุมไต่ตอมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกาย ถึงกระนั้นก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางอารมณ์เป็นกลาง แม้พระราชมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด ก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย


ในปีต่อมา ก็ทรงให้ทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกไฟสุมอยู่เบื้องล่าง จนร้อนไปทั่วพระสรีระ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย


    การทดลองครั้งหลังนี้ ทำให้พระราชกุมารทรงได้รับทุกขเวทนาหนักมากกว่าครั้งก่อนอีกหลายเท่า แม้พระราชบิดาพระราชมารดาก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าพระโอรส ทรงทุกข์ร้อนแทนพระราชกุมารจนพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย  จึงแหวกฝูงชนเข้าไปอุ้มพระโพธิสัตว์ออกมาจากความร้อนของกองเพลิงนั้น
 
     เหล่าอำมาตย์ได้เพียรทดลองพระโพธิสัตว์ทุกวิถีทาง แม้เวลาจะผ่านไปถึง 15 ปี แต่ก็มิได้บังเกิดผลใดๆ เลย จึงได้ปรึกษากันว่า ?บัดนี้ พระราชกุมารของเราทรงเจริญวัยเป็นหนุ่ม มีพระชนมายุได้ 16 ชันษาแล้ว ไฉนเลยจะไม่ยินดีในสาวงาม เราจะทดลองพระราชกุมารด้วยเหล่านางสนมนักฟ้อน เชื่อว่าจะต้องได้ผลแน่ จึงพากันขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากาสิกราชให้ทรงทราบ พระราชาครั้นได้ทรงทราบแล้ว ก็ทรงดีพระหฤทัยเกิดความหวังขึ้นมาอีก จึงทรงรับสั่งให้ทดลองตามนั้น โดยตรัสว่า ?หากหญิงคนใดสามารถผูกพันพระราชกุมารไว้ด้วยอำนาจแห่งตัณหาได้ เราจะอภิเษกให้เป็นอัครมเหสีของพระราชกุมารในทันที? จากนั้น จึงปล่อยให้เหล่าหญิงนักฟ้อนผู้เลอโฉมเฝ้าถวายการปรนนิบัติ ให้ทรงอภิรมย์เพลิดเพลิน



    แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมล้นด้วยพระปัญญาธิคุณแล้ว ทรงพิจารณาเห็นหญิงเหล่านั้นเป็นเพียงอัตภาพที่รวมกันเข้าไว้อย่างวิจิตร ประสานขึ้นด้วยกระดูก ฉาบทาด้วยเนื้อและเลือด ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น  มีหนังเป็นเครื่องห่อหุ้ม แพรวพราวด้วยอาภรณ์เครื่องประดับอันอลังการ
 
    แม้จะเป็นที่บันเทิงใจและใฝ่หาของผู้คนเป็นอันมาก แต่ย่อมไม่เป็นที่ต้องการของผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานเฉกเช่นพระองค์ เสมือนบ่วงที่พรานเนื้อวางกับดักล่อไว้ แต่พรานเนื้อนั่นเองที่ต้องคร่ำครวญเสียใจ เพราะเมื่อเนื้อเห็นบ่วงแล้ว ก็ผละหนี เนื่องจากไม่ปรารถนาที่จะติดบ่วงนั้น



    ครั้นทรงดำริเช่นนี้แล้ว พระกุมารจึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานในพระหฤทัยว่า ?หากข้าพเจ้าจักได้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย?   อธิษฐานดังนี้แล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้นดุจท่อนไม้ หญิงเหล่านั้นเห็นพระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้าง ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ ทั้งสะดุ้งหวาดผวา พากันคิดว่า  ?พระราชกุมารนี้ มีสรีระแข็งกระด้างต่างจากคนทั่วไป เห็นทีพระองค์คงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่?     ว่าแล้วก็พากันวิ่งหนีพระราชกุมารไป ด้วยความตื่นตระหนกและขลาดกลัว


    แม้อำมาตย์จะทดลองด้วยหญิงนักฟ้อน โดยให้สลับสับเปลี่ยนกันมาปรนนิบัติพระโพธิสัตว์เช่นนี้ ตลอดกาลยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม แต่พระโพธิสัตว์ก็มิได้ทรงหวั่นไหวเลย กลับทรงนิ่งเฉยดังเดิม เหล่าอำมาตย์จึงต่างพากันหวั่นวิตก ด้วยจนปัญญา เพราะยังไม่อาจหาวิธีอื่นใดที่จะทดลองพระกุมารให้ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว



    เมื่อพระเจ้ากาสิกราชทรงโปรดเกล้าให้ทดลองด้วยวิธีต่างๆมากมายหลากหลายวิธี จนบัดนี้พระกุมารทรงเจริญวัยได้ 16 พระชันษาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จได้เลย   จึงทรงโทมนัสด้วยอับจนพระหฤทัยเป็นยิ่งนัก แต่มิรู้จะทำประการใด ได้แต่ทรงนึกสิ้นหวังรำพรรณอยู่เพียงพระองค์เดียวว่า  ?ตัวเราช่างมีกรรมแท้ ครั้นพอจะมีรัชทายาทกับเขาบ้าง ก็มากลายเป็นคนง่อยเปลี้ยไปเสียอีก เห็นทีว่าราชวงศ์ของเรา คงจะถึงคราวดับสูญเป็นแน่? 


        ครั้นพระองค์ทรงดำริเช่นนั้นแล้ว ก็ให้ทรงร้าวรานในพระหทัย และยิ่งทรงดำริถึงคำทำนายของพราหมณ์โหราจารย์ว่า พระกุมารของพระองค์จะได้ครองความเป็นใหญ่เหนือทวีปทั้งสี่ ก็ให้ทรงขัดเคืองพระหฤทัยยิ่งขึ้นไปอีก  จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพราหมณ์ปุโรหิตเหล่านั้นมาเข้าเฝ้าโดยเร็ว แล้วพระองค์ก็ตรัสถามด้วยพระอาการพิโรธว่า ?เฮ้ย พวกโหราตัวดี เหตุใดเตมิยกุมาร ลูกเรา จึงมิได้เป็นไปตามคำทำนายของท่านเล่า พวกท่านพากันพยากรณ์ว่า ลูกเราจะได้ครองเป็นความใหญ่ในทวีปทั้งสี่...แต่บัดนี้ อย่าว่าแต่ลูกเราจะสามารถปกครองทวีปทั้งสี่เลย แม้จะครองตนให้รอดปลอดภัย ก็ยังไม่อาจจะทำได้ เราขอถามพวกท่านตรงๆ สักทีเถิด ว่าครั้งนั้น พวกท่านทำนายส่งเดชไปกระนั้นหรือ จงรับสารภาพมาโดยดี อย่าได้ชักช้า?



     ฝ่ายโหราจารย์เหล่านั้น เมื่อทราบว่าพระราชาทรงกริ้วพวกตน ก็พากันตัวสั่นงันงกด้วยเกรงกลัวต่อพระราชอาชญา หัวหน้าโหราจารย์ไม่รอช้า รีบกราบบังคมทูลพระราชาไปว่า ?ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พวกข้าพระบาทได้กราบทูลว่าพระราชกุมารจะได้เป็นใหญ่ในภายภาคหน้า เช่นนั้นจริงๆ พระเจ้าข้า?


    พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธหนัก ที่โหราจารย์ตอบไม่ตรงคำถาม จึงตรัสสำทับอีกว่า ?ท่านอาจารย์ ท่านตอบคำถามไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เสียแรงที่เราเคารพนับถือและไว้เนื้อเชื่อใจ เราถามท่านว่า เหตุใดลูกของเราจึงไม่เป็นไปตามคำทำนายของท่าน มิใช่ถามว่าท่านทำนายไว้อย่างไร เพราะเรื่องนั้นใครๆก็ย่อมจำได้ แต่คำถามที่เราต้องการรู้นี่สิ ท่านจะว่าอย่างไร?


     เหล่าโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างนิ่งอึ้งไปตามๆกัน ไม่รู้ว่าจะกราบทูลพระราชาอย่างไรดี เพราะอันที่จริงแล้ว ที่พวกตนได้ถวายคำพยากรณ์แด่พระราชาไปในครั้งนั้น ก็เป็นไปตามตำรับตำราที่พวกตนได้ร่ำเรียนมาโดยแท้ มิได้ประสงค์ที่จะเอาใจพระราชา หรือเพราะปรารถนาลาภสักการะเลยแม้แต่น้อย  แต่เหตุไฉนจึงมาผิดไปจากตำราอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ก็สุดวิสัยที่พวกตนจะรู้ได้


    ในที่สุด โหราจารย์คนหนึ่ง ผู้มีปฏิภาณว่องไว จึงได้กราบทูลพระราชา โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่า ?ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ขึ้นชื่อว่าบุพนิมิตทั้งปวงที่พวกข้าพระบาทไม่รู้ไม่เห็นนั้น ย่อมไม่มีเลย...พวกข้าพระบาทย่อมรู้เห็นเป็นจริงทุกประการ แม้แต่เรื่องที่พยากรณ์ถวายพระองค์ในครั้งนั้น ความจริงพวกข้าพระบาททราบแต่ต้นแล้วว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี..?



    โหราจารย์เห็นพระราชาอยู่ในอาการตกพระทัย จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงได้ตัดสินใจกราบทูลพระราชาต่อไปว่า ?ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า พระราชกุมารนี้เป็นผู้ที่พระองค์และพระมเหสีทรงปรารถนายิ่งนัก...ครั้นสมปรารถนาแล้ว การที่ข้าพระบาทจะทำนายไปตามจริงว่า พระราชกุมารนี้เป็นกาลกิณี ก็เกรงยิ่งนักว่า พระองค์จะทรงโทมนัส ด้วยเหตุนี้พวกข้าพระบาทจึงมิได้กราบทูลข้อเสียหายให้ทรงทราบ จะควรมิควรประการใด แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดเถิด พระเจ้าข้า? เมื่อโหราจารย์ท่านนั้นได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า พอเอาตัวรอดไปได้อย่างน้ำขุ่นๆ ก็สังเกตดูอาการของพระราชาว่าจะทรงมีท่าทีอย่างไร


    ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อทรงตรองดูก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่  พระองค์จึงทรงคล้อยตามคำของโหราจารย์นั้น จึงตรัสถามว่า ?เมื่อลูกเราเป็นกาลกิณีเช่นนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปเล่า จงพูดต่อไปเถิดท่านอาจารย์?


    ธรรมดาว่าคนที่มีปกติพูดเท็จ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะอ้างว่าเป็นเพราะความจำเป็นบีบบังคับจึงต้องพูดเช่นนั้นเพื่อเอาตัวรอด โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อน และจิตใจของผู้อื่นเลยว่าจะเป็นอย่างไร
 


    โหราจารย์ท่านนี้ก็เช่นกัน ครั้นเห็นว่าการทูลตอบนอกตำรา กลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ก็เลยยกเมฆทูลแนะนำเรื่องชั่วร้ายแบบส่งเดชต่อไปว่า ?ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระยศยิ่งฟ้า ถ้าพระองค์ยังทรงเลี้ยงพระกุมารผู้เป็นกาลกิณีไว้ภายใต้ร่มเศวตฉัตรต่อไป ไม่ช้าแผ่นดินนี้ก็จะเกิดอาเพศ...อันตรายอย่างใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นกับพระชนม์ชีพของพระองค์เอง พระราชบัลลังก์ของพระองค์ก็จะล่มสลาย และแม้แต่พระชนม์ชีพของพระอัครมเหสีก็จะสิ้นไป พระเจ้าข้า และข้าพระบาทจำต้องขอพระราชทานโอกาส กราบทูลแด่พระองค์อีกว่า อาเพศทั้ง 3 ประการนี้ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉะนั้น หากพระองค์ยังทรงลังเลพระหฤทัย ไม่ทรงรีบกำจัดพระราชกุมารเสียโดยเร็ว ก็จะไม่ทันการณ์ พระเจ้าข้า?


    พระเจ้ากาสิกราชทรงสดับถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น โดยมีพระราชกุมารเป็นเหตุแล้ว ก็ทรงเชื่อสนิทว่าจะต้องเป็นไปตามคำของโหราจารย์ทุกอย่าง แต่จะทรงตัดสินพระทัยรับสั่งให้กำจัดพระโพธิสัตว์โดยพลันก็คงไม่ได้ เพราะยังมีพระนางเจ้าจันทาเทวีผู้เป็นพระมารดา ซึ่งมีสิทธิ์ในพระราชโอรสเสมอกันอยู่อีกพระองค์หนึ่ง ดังนั้น พระเจ้ากาสิกราชจะทรงตัดสินพระทัยอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

 
โดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์  (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: