Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 เมษายน, 2557, 09:24:57

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์  (อ่าน 6128 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 22:12:32 »




สถานที่ที่สมบูรณ์ด้วยแมกไม้ชายเลนนานาพันธุ์
สอบถามรายละเอียดที่ : นายประเสริฐ ชัยจุกรณ์
ที่อยู่ : บ้านบางพลา ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เว็บไซด์ : [url=http://www.suratthani.go.th]www.suratthani.go.th[/url]
โทรศัพท์ : 08-1271-0017
สถานที่พัก : 13 หลัง ห้องพักรวม 30 ห้อง รับนักท่องเที่ยวได้ 50 ราย/วัน       ดื่มด่ำพรรณไม้ชายเลน ล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองเล็ด   ที่ ชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์

     หลากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เหล่านักนิเวศน์ทั้งหลายค้นหา คงพลาดไม่ได้ทีเดียวกับ ?ชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์? ชุมชนที่พร้อมใจดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าชายเลนให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่ของเหล่าสัตว์น้ำนานาชนิด
     

 
     แมกไม้ชายฝั่งอย่างโกงกาง แสม ลำพูน ไม่เพียงแต่ป้องกันแรงลมทะเลเท่านั้น ยังเป็นบ้านหลังน้อยของเหล่าหิ่งห้อยตัวจ้อยที่พากันมาอวดแสงในยามค่ำคืน จนเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักนิเวศน์ทุกกลุ่มได้มาสัมผัสเจ้าดวงไฟดวงน้อยทุกค่ำคืน
     
     แม้ป่าชายเลนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของชุมชน แต่โบราณสถานสมัยอาณาจักรศรีวิชัยก็มองข้ามไม่ได้ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเขาศรีวิชัย เขาพระอานนท์ ที่อายุราวพันปี ให้ทุกท่านได้ศึกษาประวัติความเป็นมา รวมถึงสองฝั่งคลองเล็ดก็มีเรื่องราวมากมายให้เก็บเป็นประสบการณ์ดีๆในทริปนี้
     


     สำหรับโฮมสเตย์ของชุมชนมีถึง 13 หลัง รับนักท่องเที่ยวได้ 50 ท่านต่อวัน ห้องนอน ห้องน้ำสะดวกสบายทีเดียว อาหารการกินเป็นอาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลค่ะ ส่วนเครื่องใช้ส่วนตัวแนะนำให้พกมาเองนะคะ
     
     บริเวณที่พักสะอาด สวยงาม จัดแต่งได้สบายตา เรียบง่ายค่ะ ยิ่งธรรมชาติรอบๆโฮมสเตย์ก็ทำให้ดื่มด่ำความสดชื่นได้อย่างดี
     
     การเดินทางให้มาตามถนนพุนพิน-สุราษฎร์ธานี 200 เมตร เลี้ยวซ้ายตามถนนจุลจอมเกล้าข้ามแม่น้ำตาปี แล้วกลับรถใต้สะพานข้ามรถไฟถึงสามแยกวัดดอนกฐินอีก 1 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนพุนพิน-ไชยาสายล่างอีก 1.5 กิโลเมตร พอถึงสามแยกเลี้ยวขวาไปตามถนนทุ่งโพธิ์-ลีเล็ด อีก 17 กิโลเมตร ก็ถึงชุมชน

    เชื่อเลยค่ะว่านักนิเวศน์และผู้หลงใหลในธรรมชาติชายฝั่งคงพลาดที่นี่ไม่ได้
     
     สนใจติดต่อ : คุณประเสริฐ ชัยจุกรณ์ บ้านบางพลา ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เว็บไซด์ : [url=http://www.suratthani.go.th]www.suratthani.go.th[/url]  โทรศัพท์ : 08-1271-0017
บันทึกการเข้า




ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 22:25:20 »

แล้วนายกจะพาไป... 
บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 22:29:02 »

แล้วนายกจะพาไป... 

อยู่ข้างบ้านเนี่ยนะ มานอนที่บ้านดีกว่า
บันทึกการเข้า

แอ๋ว
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,932
สมาชิกลำดับที่ 43
อย่ากลัว...ที่จะนั่งหยุดพัก...เพื่อคิด



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 22:30:29 »

แล้วนายกจะพาไป... 

อยู่ข้างบ้านเนี่ยนะ มานอนที่บ้านดีกว่า

555
บันทึกการเข้า

ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า

ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 22 มกราคม, 2554, 21:48:24 »

เที่ยวเมืองไทยใน 1 นาที ตอน เที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่บ้านลีเล็ด จังหวัดสุราษฎร์ธานี


<a href="http://www.youtube.com/v/DPzNgIFvTRU?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH" target="_blank">http://www.youtube.com/v/DPzNgIFvTRU?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH</a>


บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 22 มกราคม, 2554, 22:58:30 »




ลีเล็ด แดนมหัศจรรย์ ร.5 เคยเสด็จฯ


เรื่องจริงเหลือเชื่อที่น่าฉงน “ลีเล็ด” ประชาคมสะเทินน้ำสะเทินบก ชายฝั่งทะเลพุนพินในสุราษฎร์ธานี กอปรด้วยคูคลองธรรมชาติกว่าร้อยสาย ป่าชายเลนงดงามบริสุทธิ์ ชีวิตและการทำมาหากินผู้คนที่ดูเรียบง่าย อัธยาศัยดี กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ฝรั่งตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรป 27 ประเทศรู้จักยิ่งกว่าคนไทย พากันมุ่งไปพักค้างแรมโฮมสเตย์กันคราวละหลายวัน สลัดชีวิตวุ่นวายในยุโรปทิ้งหมดสิ้น หันไปใช้ชีวิตอยู่กินเรียบง่ายกับชาวบ้าน

ค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ ปรากฏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯประพาสมาก่อนเมื่อปี 2439 แต่ความโดดเด่นค่อยๆ ถูกลืมเลือนหายไปในตอนต่อมาอย่างน่าเสียดาย







แหล่งท่องเที่ยวของไทยเรานั้น ใครล่ะจะรู้ดียิ่งกว่าคนไทยด้วยกันเอง ฝรั่งมังค่าจีนจามแขกญี่ปุ่นที่มาเที่ยวไทยวันนี้ ล้วนไปในแหล่งที่คนไทยชี้แนะทั้งนั้น ท่านเชื่อหรือไม่ พื้นที่สะเทินน้ำสะเทินบกชายฝั่งทะเล 17,000 ไร่ ใน ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน สุราษฎร์ธานี อาจเป็นแหล่งท่องเที่ยวแวดล้อมด้วยสภาพธรรมชาติงดงาม ทั้งผู้คนที่อยู่ในประชาคมนั้น ต่างร่วมกันอนุรักษ์สภาพในประชาคมไว้ดีที่สุดในโลก ไม่ได้พูดเกิน เลยความจริง

กำนันประเสริฐ ชัญจุกรณ์ แห่ง ต.ลีเล็ด เผยว่า ลีเล็ดเป็นที่ที่สหภาพยุโรป 27 ประเทศ กำหนดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยอดเยี่ยม ชาวท้องถิ่นช่วยกันบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งดีที่สุดในโลก จนสหภาพยุโรปนำแบบอย่างไปใช้ในประเทศอื่น การกำหนดดังกล่าว องค์กรโครงการจัดการถิ่นที่อยู่อาศัยชายฝั่งและทรัพยากรนานาประการ (Coastal Habitat and Recources Management Project ตัวย่อว่า CHARM) ของสหภาพยุโรป สำนักงานใหญ่ในเบลเยียมเป็นผู้กำหนดราวปีเศษที่ผ่านมา ตั้งแต่นั้นมาชาวยุโรปพากันไปเยือนลีเล็ดบ่อยๆ มีทั้งไปเที่ยวพร้อมอยู่กินกับชาวบ้าน และไปเพื่อทำรายงาน


กำนันประเสริฐ ชัญจุกรณ์ ผู้นำตระเวนซอกซอนไปตามลำคลองและชายฝั่งทะเลด้วยตนเอง กล่าวว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่การทำมาหากินและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวถิ่น สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง กลายเป็นเสน่ห์ประทับใจชาวยุโรปยิ่งต่างช่วยกันแพร่ไปในเว็บไซต์

การตระเวนไปกับกำนันประเสริฐ แปลกใจมากที่ชายฝั่งทะเลลีเล็ดกลายเป็นแผ่นดินงอกออกไปในทะเลราว 3,000 ไร่แล้ว ขณะชายฝั่งทะเลกรุงเทพฯ ที่บางขุนเทียนถูกทะเลกลืนแผ่นดินไปแล้วนับพันๆไร่ ทั้งๆที่ลีเล็ดแผ่นดินน่าจะงอกยากมาก เพราะเป็นชายฝั่งสะเทินน้ำสะเทินบก เวลาน้ำขึ้นจะท่วมแผ่นดินกว้างใหญ่ ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 50-100 ซม. น้ำลงเท่านั้นจึงจะเห็นแผ่นดินและคูคลองมากมายไปหมด มีทั้ง 3 แยก 4 แยก ทางตรง ทางอ้อม และทางคดเคี้ยว








ตระเวนไปในประชาคมสะเทินน้ำสะเทินบกลีเล็ดกลางฤดูร้อนที่อบอ้าว รู้สึกเย็นสบายชุ่มฉ่ำผ่อนคลาย อธิบายยาก ทั้งทำให้รู้ว่าขุมข่ายลำคลองที่โน่นเป็นที่พึ่งพาทำมาหากินของชาวบ้านอย่างแท้จริง เห็นเรือเล็กตกกุ้งตกปลาเป็นหย่อมๆ เห็นการจับปูทะเลได้มาอย่างสดๆ เห็นการถีบกระดานหาหอย และการจับปลาด้วยกล่ำ ซึ่งก็คือโป๊ะขนาดเล็กที่อยู่ในคลองนั่นเอง

ชาวต่างประเทศที่ไปโฮมสเตย์อยู่กินกับชาวบ้านที่ไปกับชาวบ้านด้วย ให้ความสนใจกับการจับปลาด้วยวิธีนี้กันมาก ต่างรู้สึกตื่นเต้น การตระเวนทำให้ได้ความรู้ ว่าชาวประมงเรือเล็กชายฝั่งลีเล็ดนิยมออกทะเลช่วงคืนข้างแรม จะได้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ตัวโตเต็มที่และปริมาณมาก ถ้าออกเรือคืนข้างขึ้น 8 ค่ำไปแล้ว จะได้ แต่ตัวเล็กๆและน้อยมาก เพราะสัตว์น้ำพากันหลบไปลอกคราบกันหมด น่าสังเกตว่าที่โน่นไม่มีทำประมงล้างผลาญใช้ระเบิดหรือไฟฟ้าช็อตเลย ใครที่ชอบเสน่ห์แสงสีหิ่งห้อยที่โน่นมีพรืด ทั้งชายคลองและชายฝั่งทะเล

คนที่โน่นรวมกลุ่มกันทำมาหากิน กลุ่มตัดใบจากริมคลองมาทำเป็นสินค้าขาย ตั้งแต่ตับจากมุงหลังคาจนถึงขายเป็นใบๆ เอาไปมวนบุหรี่สูบ ต่างรวมตัวกันเพื่อป้องกันการกดราคา กลุ่มทำกะปิจากเคยก็รวมตัวกันไป เห็นแล้วน่าเห็นใจ กว่าจะหมักได้ที่เป็นกะปิออกมาขายได้ใช้เวลา 15-30 วัน ได้ราคา กก.ละ 60-80 บาท เด็ดกว่านั้นผลพลอยได้จากการ หมักกะปิจะได้น้ำเคยไหลออกมาจะนำเอาไปเคี่ยวไฟอ่อนๆ ใส่หอม กระเทียมลงไปแล้ว แล้วเอาไปกรองเอากากออกให้หมด เหลือแต่น้ำใสๆใส่ขวดขาย ขวดละ 10 บาท กินแทนน้ำปลาได้ แต่ให้รสชาติเด็ดดวงไปอีกแบบหนึ่ง ยังมีกลุ่มสมุนไพรที่ขายผลผลิตฟ้าทะลายโจรแคปซูล ตะไคร้หอมกันยุง ยาสระผมดอกอัญชัน และน้ำยาล้างจานมะกรูด ฯลฯ







ที่เด็ดดวงกว่านั้น ไม่มีกลุ่มเพราะเป็นผู้บุกเบิกรายเดียว ได้แก่ ฟาร์มด้วงมะพร้าวของนางสุภา นุ้ยแก้ว วัย 60 ปี เพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วงมะพร้าวไปขายในลำต้นใบลานที่ตัดเป็นท่อนๆ ใช้เวลา 1 เดือนก็ขายได้แล้ว กก.ละ 170 บาท ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมกันมาก เอาหนอนด้วงไปทำอาหารจีนหรือไทยอย่างผัดเผ็ด ผัดใบกะเพรา หรือผัดฉ่าก็ได้

สนใจอยากไปเที่ยวลีเล็ด ควรโทร.ถาม ททท. ภาคใต้ เขต 5 เบอร์ 0-7728-8817-9 หรือถามตรง ไปที่ทำการกลุ่มชุมชนลีเล็ดที่ 0-7749-1082 หรือ 08-1271-0017 จะได้รับคำแนะนำที่ดี.



ขอขอบคุณ   :   นสพ.ไทยรัฐ
บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 23 มกราคม, 2554, 00:19:28 »

ประวัติความเป็นมาของ ตำบลลีเล็ด

ที่มาจาก http://www.leeled.go.th  องค์การบริหารส่วนตำบลลีเล็ด

ในสมัยที่มีหัวเมืองไชยาเป็นศูนย์กลางการปกครอง ขึ้นตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา (ก่อน พ.ศ. 2439)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า(ร.5) ทรงเสด็จไปบ้านดอน (ทางเรือ) ทรงเห็นว่าคลองสายนี้เป็นทางลัดที่ใกล้ว่า จึงทรงเสด็จไปตามคลองสายนี้ จึงได้ชื่อว่า “คลองลัด” ชาวบ้านในคลองลัด ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ข้าว จึงมีชาวจีนมาล่องเรือ รับซื้อข้าวอยู่เป็นประจำ ชาวจีนจึงเรียกคลองลัด เพี้ยนไปเป็นคลองเล็ด ต่อมามีการปกครองระบบหัวเมือง ได้มีการตั้งหัวเมืองพุนพิน ขึ้นตรงกับเมืองไชยา โดยมีหลวงประเทศสาคร (คร่ำ เครือรัตน์) เป็นผู้ปกครอง
                     
ต่อมาในปี 2439 สมัย ร.5 ทรงปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยรวมอำนาจเข้าส่วนกลาง ทรงริเริ่มระบบการปกครองแบบหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เป็นครั้งแรกที่บางปะอิน จ.อยุธยา จนมาถึงคลองลีเล็ดในปี พ.ศ.2445 มีการตั้งเป็นตำบลลีเล็ด มีขุนลีเล็ดลัทธกิจ (นาค ธดากุล)เป็นกำนัลคนแรก
                     
ในสมัยนี้ชาวบ้านในตำบลลีเล็ด จากที่เคยมีอาชีพ ทำไร่ข้าวปนกันสวนมะพร้าว เริ่มหันมาทำนา การทำไร่จึงหมดไป ส่วนในคลองชาวบ้านไม่กล้าลงไปหาปลา เพราะมีจระเข้ชุกชุมมากชาวบ้านที่อยู่ริมคลองต้องใช้ไม้กั้นเป็นคอก เพื่อลงไปอาบน้ำ ต่อมาไม่นานก็มีพวกแขกมารับซื้อจระเข้ ชาวบ้านจับจระเข้ขายจนหมด ในที่สุดก็สูญพันธุ์ เมื่อในคลองไม่มีจระเข้ชาวบ้านก็เริ่มหันมาทำอาชีพประมงพื้นบ้าน นาข้าวกลายเป็นสวนมะพร้าว จนมาถึงปัจจุบัน อาชีพที่สำคัญของชาวลีเล็ดคือ การทำประมงกับสวนมะพร้าว
                     
วัดเก่าแก่ของบ้านลีเล็ดคือ วัดบางพลา เดิมชื่อ”วัดแก้วประดิษฐาราม” สมัยนั้น บริเวณวัดมี ต้นพลา ชุกชุม ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัด บางพลา จนติดปาก สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 100 ปี โบสถ์หลังเก่ามีการฝังลูกนิมิต 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดเสมาวิบัติบวชพระไม่เป็นองค์ ประมาณปีพ.ศ.2450 จึงมีการขุดลูกนิมิตขึ้นมาแล้วทำพิธีฝังลงใหม่ ซึ่งมีพ่อท่านครื้นเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นองค์เจดีย์มีอายุประมาณ 100 กว่าปีเช่นกัน ชาวจีนชื่อ เช็ก ดายดิ้น เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: