Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กรกฎาคม, 2562, 17:15:02

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ลายแทงขุมทรัพย์กรุงอโยธยา เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2  (อ่าน 10620 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 11:25:46 »

ลายแทงขุมทรัพย์กรุงอโยธยา เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ที่มา http://forum.sanook.com/forum/?topic=2839060

พอดีได้รับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์การเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อพศ. 2310 จากคำบอกเล่าในรายการวิทยุ เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟังนะคับ

เมื่อครั้นที่พม่าทำศึกกับกรุงอโยธยา โดยแยกกำลังเป็น 2 สาย บุกเข้ายังเมืองชั้นใน และสามารถตีกรุงอโยธยาแตกเมื่อปี พศ. 2310 นั้น พม่าได้ตั้งค่ายเพื่อรวบรวม ตีชิง ปล้นทรัพย์สมบัติ ช้างม้าวัวควาย แก้วแหวนเพชรนิลจินดา อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งทองคำแท้ประดับวัดวาอารามเพื่อกวาดต้อนเก็บกลับไปที่กรุงอังวะ

โดยใช้เวลาอยู่ราว 3 เดือน ก็รวบรวมได้ทรัพย์สินเงินทองมากมายเหลือคณา ขนใส่เกวียนและเรือเพื่อเดินทางกลับประเทศพม่า กำลังส่วนนึงเดินบกผ่านทางกรุงธนบุรีและบางกอก แลบางส่วนก้อบรรทุกใส่เรือใหญ่ล่องมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อออกอ่าวไทย

ครานั้นปรากฎว่ามีชาวไทยผู้รักชาติหลายกลุ่ม ตั้งตัวขึ้นเป็นกองโจร คอยดักปล้นสะดมภ์และทำร้ายกองขนสมบัติของทหารพม่านี้อยู่เนืองๆ สร้างอุปสรรค ขัดขวางและความสูญเสียให้แก่กองกำลังทหารพม่ายิ่งนัก

จนเมื่อคราวประชุมใหญ่ของทัพพม่าครานึง ท่านแม่ทัพใหญ่จึ่งได้มีบัญชา สั่งการให้ทหารที่ทำการขนสมบัติเหล่านั้น กระจายกำลังกันหาที่ลับๆที่เหมาะสม แล้วขุดหลุมฝังซ่อนสมบัติที่ยึดมาเหล่านั้นเสีย ณ. พื้นที่ที่บางกอกและฝั่งธนบุรี

คราใดเมื่อได้เพลาที่เหมาะสม จะได้นำกำลังทัพใหญ่กลับมาจากกรุงอังวะ เพื่อขุดนำทรัพย์สมบัติกลับประเทศพม่าได้อย่างปลอดภัย แลท่านแม่ทัพมีความรอบคอบพอที่จะได้สั่งการให้ทหารเสนารักษ์จัดทำแผนที่แสดงจุดที่ซ่อนฝังสมบัติไว้ถึง 4 ชุด แล้วให้ทหารองครักษ์ประจำตัว 4 คน ถือไว้ เมื่อคราที่นำทัพกลับมาอีกครั้งจะได้ขุดหาไม่ผิดที่ผิดทาง

แต่เหมือนพระเจ้าไม่เข้าข้างพวกอธรรม ราวค่ำ เดือนแรมคืนนึง กลุ่มกบถกองโจรฝ่ายไทยที่ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกแลอาวุธครบมือก็ได้เข้ารบพุ่งหักเอาด้วยกำลังที่ทัดเทียมกัน จนกองกำลังพม่าที่กะลังเดินทางกลับประเทศ (เสียดายสมัยนั้นไม่มี C130 เลยลำบากหน่อย) แตกพ่าย ถอยร่นหนีกลับไปอย่างกระเจิดกระเจิง ท่านแม่ทัพบาดเจ็บสาหัสและหนีรอดกลับไปได้อย่างอัปยศ ส่วนทหารองครักษ์ทั้งสี่ก้อได้เอาชีวิตมาทิ้งเสียในบางกอก ไทยแลนด์นี่เอง

แต่สิ่งที่สำคัญคือแผนที่แสดงที่ตั้งสมบัติที่เหล่าองครักษ์เหล่านั้นเก็บรักษาไว้ได้ถูกหัวหน้ากลุ่มชาวไทยชิงกลับไปได้ โดยพงศวดารฉบับหลวงบริวิตต์ กล่าวว่าฉบับหนึ่งอยู่ที่หลวงอสุนีย์นครา ฉบับนึงอยู่ที่ขุนสื่อสาระศัพท์ อีกฉบับนึงตกแก่หลวงชลทีบุรีรักษ์ และฉบับสุดท้ายอยู่ในมือของพระยาเทพนครามหาบุรีวงศ์ ซึ่งทั้งสี่ท่านก็ได้เก็บรักษาแผนที่ซ่อนสมบัติของกรุงศรีอยุธยาไว้เป็นอย่างดีสืบจนชั่วลูกชั่วหลาน

อีกราวสองร้อยปีต่อมาหลังจากนั้น มีข่าววงในที่เชื่อถือได้ เปิดเผยว่าแผนที่ซ่อนทรัพย์ทั้ง 4 ฉบับได้ตกทอดมาถึงคนในยุคปัจจุบัน และกลุ่มบุคคลที่ได้แผนที่เหล่านี้ไป ลือกันว่า ฉบับของหลวงอสุนีย์นครา กลายเป็นมรดกตกทอดจนถึงมาถึงมือการไฟฟ้านครหลวง ฉบับของขุนสื่อสาระศัพท์ ต่อมากลายเป็นองค์การโทรศัพท์เป็นผู้ครอบครองไป ส่วนแผนที่ของหลวงชลทีบุรีรักษ์นั้น ทายาทโดยนิตินัยที่เป็นผู้ครอบครองได้แก่การประปานครหลวง และสุดท้ายฉบับของพระยาเทพนครามหาบุรีวงศ์ ก็ตกแก่สำนักระบายน้ำของกรุงเทพมหานครในที่สุด

หลังจากนั้นเป็นต้นมาหน่วยงานที่เป็นทายาทโดยธรรมของคนทั้งสี่ก็เริ่มต้นขุดๆๆๆๆๆ และก็ขุดหาสมบัติตามลายแทงที่ได้มาอย่างจิงจัง จนกรุงเทพและฝั่งธนบุรีพรุนไปทั่ว

บางทีที่ซ่อนเดิม หน่วยงานนึงมาขุดก่อนหน้าไปแล้วก้อจะมีอีกหน่วยงานนึงที่ได้ลายแทงฉบับเดียวกันมาขุดซ้ำอีก (นัยว่าเพื่อให้แน่ใจว่า ขุดดูแล้วไม่มีทรัพย์สมบัติอยู่จิง) หรือบางทีพื้นที่เดียวกัน ต่อยตีกันแย่งกันขุด แย่งกันหาสมบัติก็มี
นั่นเป็นเหตุผลต้นเรื่องราวว่าทำไมกรุงเทพถึงชอบโดนขุดถนนกันนัก เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล............

ปล. อำกันเล่นๆ ใครอยู่หน่วยงานเหล่านี้อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะคับ มองขำขำกันนะคับ....อิอิ สวัสดี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2552, 12:37:23 »

พอๆกัน

ลายแทงขุมทรัพย์เมืองสงขลา เมื่อครั้งสุลต่านสุไลมานปกครองเมืองสิงกอร่า (ชื่อเดิมเมืองสงขลา)

พอดีได้รับฟังเรื่องราวการปกครองบ้านเมืองสงขลา จากคำบอกเล่าในรายการวิทยุ เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟังนะคับ

เมื่อครั้นที่สมัยกรุงศรอยุธยาทำศึกเจ้าเมืองสงขลา ดาโต๊ะโมกอล (ชื่อเดิมของสุลต่านสุไลมาน) โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เห็นว่าเมืองสงขลา มีการแข็งเมือง จึงแยกกำลังเป็น 2 สาย บุกเข้ายังเมืองชั้นใน และทางเรือและสามารถยึดเมืองสงขลาเมื่อปี พศ. 2228 นั้น ทางสุลต่านสุลไลมาน ได้อพยพขนทรัพย์สมบัติ ช้างม้าวัวควาย แก้วแหวนเพชรนิลจินดา อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งทองคำแท้ประดับวัดวาอารามเพื่ออพยพไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองในขณะนั้น

โดยใช้เวลาอยู่ราว 3 เดือน ก็รวบรวมได้ทรัพย์สินเงินทองมากมายเหลือคณา ขนใส่เกวียนเดินทางมายังโคกเสม็ดชุน หรือเมืองหาดใหญ่ในปัจจุบัน
ครานั้นปรากฎว่ามีชาวมุสลิม หลายกลุ่ม ตั้งตัวขึ้นเป็นกองโจร คอยดักปล้นสะดมภ์และทำร้ายกองขนสมบัติของทหารจากอยุธยานี้อยู่เนืองๆ สร้างอุปสรรค ขัดขวางและความสูญเสียให้แก่กองกำลังทหารอยุธยายิ่งนัก

จนเมื่อคราวประชุมใหญ่ของกลุ่มมุสลิม ครานึง ท่านหัวหน้าใหญ่จึ่งได้มีบัญชา สั่งการให้ทำการขนสมบัติเหล่านั้น กระจายกำลังกันหาที่ลับๆที่เหมาะสม แล้วขุดหลุมฝังซ่อนสมบัติที่ยึดมาเหล่านั้นเสีย ณ. พื้นที่ที่โคกเสม็ดชุน

คราใดเมื่อได้เพลาที่เหมาะสม จะได้นำกำลัง ที่มาจากมลายู เพื่อขุดนำทรัพย์สมบัติกลับเมืองที่หัวเขาแดงได้อย่างปลอดภัย แลท่านหัวหน้ามีความรอบคอบพอที่จะได้สั่งการให้เสนารักษ์จัดทำแผนที่แสดงจุดที่ซ่อนฝังสมบัติไว้ถึง 2 ชุด แล้วให้องครักษ์ประจำตัว 2 คน ถือไว้ เมื่อคราที่นำกำลังกลับมาอีกครั้งจะได้ขุดหาไม่ผิดที่ผิดทาง

แต่เหมือนพระเจ้าไม่เข้าข้างพวกมุสลิม ราวค่ำ เดือนแรมคืนนึง กลุ่มกองโจรก็ถูกทหารอยุธยาแลอาวุธครบมือก็ได้เข้ารบพุ่งหักเอาด้วยกำลังที่ทัดเทียมกัน จนกองกำลัง แตกพ่าย ถอยร่นหนีอย่างกระเจิดกระเจิง ท่านหัวหน้าบาดเจ็บสาหัสและหนีไปมลายูได้อย่างอัปยศ ส่วนองครักษ์ทั้งสองก้อได้เอาชีวิตมาทิ้งเสียในโคกเสม็ดชุนนี่เอง

แต่สิ่งที่สำคัญคือแผนที่แสดงที่ตั้งสมบัติที่เหล่าองครักษ์เหล่านั้นเก็บรักษาไว้ได้ถูกหัวหน้ากลุ่มชาวไทยชิงกลับไปได้ โดยพงศวดารฉบับหลวงบริวิตต์ กล่าวว่าฉบับหนึ่งอยู่ที่หลวงอสุนีย์นครา อีกฉบับอยู่ในมือของพระยาเทศามหาบุรีวงศ์ ซึ่งทั้งสองท่านก็ได้เก็บรักษาแผนที่ซ่อนสมบัติของชาวสิงกอร่า ไว้เป็นอย่างดีสืบจนชั่วลูกชั่วหลาน

อีกราวสองร้อยปีต่อมาหลังจากนั้น มีข่าววงในที่เชื่อถือได้ เปิดเผยว่าแผนที่ซ่อนทรัพย์ทั้ง 2ฉบับได้ตกทอดมาถึงคนในยุคปัจจุบัน และกลุ่มบุคคลที่ได้แผนที่เหล่านี้ไป ลือกันว่า ฉบับของหลวงอสุนีย์นครา กลายเป็นมรดกตกทอดจนถึงมาถึงมือการประปาส่วนภูมิภาค ส่วนฉบับของพระยาเทศามหาบุรีวงศ์ ก็ตกแก่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่คนปัจจุบัน

หลังจากนั้นเป็นต้นมาหน่วยงานที่เป็นทายาทโดยธรรมของคนทั้งสองก็เริ่มต้นขุดๆๆๆๆๆ และก้อขุดหาสมบัติตามลายแทงที่ได้มาอย่างจิงจัง จนหาดใหญ่พรุนไปทั่ว

บางทีที่ซ่อนเดิม หน่วยงานนึงมาขุดก่อนหน้าไปแล้วก้อจะมีอีกหน่วยงานนึงที่ได้ลายแทงฉบับเดียวกันมาขุดซ้ำอีก (นัยว่าเพื่อให้แน่ใจว่า ขุดดูแล้วไม่มีทรัพย์สมบัติอยู่จิง) หรือบางทีพื้นที่เดียวกัน ต่อยตีกันแย่งกันขุด แย่งกันหาสมบัติก็มี
นั่นเป็นเหตุผลต้นเรื่องราวว่าทำไมหาดใหญ่ถึงชอบโดนขุดถนนกันนัก เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แล............

ปล. อำกันเล่นๆ ใครอยู่หน่วยงานเหล่านี้อย่าถือโทดโกรธกันเลยนะคับ มองขำขำกันนะคับ....อิอิ สวัสดี

เครดิต คุณช่างสำรวจ (ลายแทงสมบัติมหาศาลใต้กทม.)
เอามาแก้ไขเพื่อให้เข้ากับเมืองหาดใหญ่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: