Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
02 กันยายน, 2557, 06:27:13

   

ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรี  (อ่าน 22325 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« เมื่อ: 10 มิถุนายน, 2551, 20:10:47 »

  หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ท่านเกิดที่ จ.เพชรบุรี เมื่อปี 2337
ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพชาวประมง ในระหว่างที่ท่านได้บวชเรียนอยู่นั้น
ท่านได้แสดงให้ครูบาอาจารย์และเพื่อนๆ ได้ประจักษ์ว่า ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาชั้นเลิศ
สามารถศึกษาศาสตร์ทุกแขนงได้อย่างรวดเร็วและ แตกฉาน ต่อมาในปี 2364
ท่านได้ธุดงค์มาแถบฝั่งชายทะเลตะวันออกและได้ปักกลดในที่แห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกกันว่า
"บางปลาสร้อย" มีภูมิประเทศเป็นป่ารก
ชาวบ้านในถิ่นฐานย่านนั้นส่วนมากการศึกษาน้อยเพราะห่างไกลความเจริญ ประกอบกับโรงเรียน
ที่จะใช้ศึกษาหาความรู้ไม่เพียงพอที่จะให้เด็กๆ ได้ศึกษาเล่าเรียน โรงเรียนที่ว่าในสมัยก่อนก็คือ
"วัด" นั่นเอง ท่านจึงตัดสินใจบูรณะ
ซากปรักหักพังของวัดร้างแห่งหนึ่งด้วยความร่วมมือร่วมใจขอชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างดี
เมื่อสำเร็จลุล่วงแล้วท่านได้ตั้ง ชื่อว่า "วัดเครือวัลย์"
โดยถือเอาลักษณะภูมิประเทศแถบนั้นที่มีเถาวัลย์หรือเครือเถาปกคลุมอยู่อย่างมากมาย
พระเครื่องพิมพ์พระปิดตาที่ท่านสร้างทิ้งไว้เป็นมรดก
ของลูกหลานในปัจจุบันถือเป็นสุดยอดของพระปิดตาที่หาค่ามิได้ มีอยู่ 2 เนื้อคือ
เนื้อผงคลุกรักหรือทารักมีทั้งพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก หลังแบบ และหลังเรียบ
ปิดตาชุดนี้ถือเป็นสุดยอดพระปิดตาอันดับ 1ของเมืองไทย เมื่อย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนนี้
ถ้ามีใครเอ่ยถึงคำว่า หลวงพ่อแก้ว คงเป็นที่น่าแปลกใจ และสงสัยไปตามๆ กันว่า ท่านเป็นใคร
จำพรรษาอยู่วัดไหน มีความกดิ์สิทธิ์เพียงใด คำถามเหล่านี้จะตั้งขึ้นมา สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักท่านมาก่อน

แม้แต่บุคคลที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับที่ท่านจำพรรษาอยู่ แต่ในช่วงระยะเวลา 150 ปี
ให้หลัง จนถึงปัจจุบัน คำว่า "หลวงพ่อแก้ว" คำนี้รู้สึกว่าจะเป็นคำที่ คุ้นหู คุ้นปาก
กันมากในหมู่สาธุชนทั่วไป เพราะเมื่อเอ่ยถึงหลวงพ่อแก้วแล้วทุกคนก็ระลึกถึงคุณธรรมความดี
และความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของท่านไปต่างๆนานาถึงแม้ท่านจะล่วงลับไปเป็นเวลานานแล้วก็ตามแต่คุณงามความด

ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ยังดังก้องอยุ่ในโสตประสาทของสาธุชนทั้งหลาย
ดุจท่านยังมีชีวิตอยู่ฉะนั้น แม้กระทั่งปัจจุบัน วัดวาอารามต่างๆ
ที่ทราบถึงอภินิหารจากพระเครื่องของท่าน บางวัดหากจะสร้างพระเครื่องราง ของขลัง
ยังนำชื่อของท่านไปตั้งเป็นชื่อพระเครื่องต่างๆ ดังที่เราได้รู้ได้เห็นกันมาแล้ว เช่น
หลวงพ่อแก้วหลังพระ บ้าง หลวงพ่อแก้วหลังอุ บ้าง ดังนี้เป็นต้น
แต่ที่แน่ๆ ถ้าใครเอ่ยถึง " หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ " แล้ว
ชื่อเสียงกิตติศัพท์ก็เป็นที่รู้กันไปในหมู่สาธุชน ทั้งชาย-หญิง ไม่ว่าจะอยุ่ใกล้หรือไกลก็ตาม
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านมีดีอะไร และจะเป็นไปได้หรือที่พระรูปร่างสันทัดรูปหนึ่ง
ซึ่งรับหน้าที่เป็นสมภารเจ้าวัด ได้ร่วมแรงร่วมใจกับญาติโยม
บูรณะสถานที่ซึ่งรกชัฏไปด้วยไม้เบญจพรรณต่างๆ ให้กลายสภาพเป็นวัดจนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์เหล่านี้
จึงทำให้ท่านมีชื่อเสียง จนถึงกับเป็นที่รู้จัก และเคารพนับถือของสาธุชนทั่วไป โดยถึงกับวัดวาอารามต่างๆ
ต้องนำชื่อของท่านไปตั้งเป็นชื่อของพระเครื่อง พร้อมกับเน้นหนักให้ญาติโยมรู้ว่า สร้างมาจาก
"ผงของหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์" จนเป็นที่รู้จักกันถึงทุกวันนี้
เหตุผลเพียงท่านี้ยังไม่พอหรอกที่จะทำให้ชื่อเสียงและคุณธรรมความดีของท่านระบือลือลั่นไปถึงขนาดนั้น
แล้วอะไรเล่า ที่เป็นเกียรติประวัติและคุณความดีของท่าน แต่อยากเชิญท่านที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่
หรือ่านมาแล้วก็ตาม มาลองพิจารณาถึงเกล็ดประวัติย่อยๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของท่านนั้นว่า
ท่านมีคุณธรรมอะไร มีความศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน สมควรหรือไม่ที่วัดวาอารามต่างๆ
ตลอดจนสาธุชนทั้งหลายที่อยู่ใกล้หรือไกลก็ตาม ต่างยกย่องสรรเสริญ
ชาติภูมิ "หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์"จากหลักฐานที่ค้นคว้าได้
หลวงพ่อแก้วท่านถือกำเนิดมาจากครอบครัวของชาวประมงค์ ทางจังหวัดเพชรบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ.2337
เมื่อท่านมีอายุพอสมควรแล้ว บิดารมารดาของท่าน ก็ได้พาท่านไปฝากกับสมภารวัดในระแวกนั้น
เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสเล่าเรียนหนังสือ เพราะการศึกษาในสมัยนั้นยังไม่เจริญก้าวหน้า
ต้องอาศัยเรียนจากวัด โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ให้ความรู้
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้วิถีชีวิตของท่านได้เปลี่ยนเส้นทางจากชาวประมงค์ กลายมาเป็นเด็กวัด
และภายหลังได้เป็นหลวงพ่อแก้วในกาลต่อมา ดังที่รู้จักกันของสาธุชนทั่วๆ ไป ถึงทุกวันนี้
ชีวิตในปฐมวัย ในระหว่างที่ท่านได้ใชัชีวิตศึกษาเล่าเรียนอยุ่ในวัดนั้น
ปรากฏว่าท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยแตกต่างไปจากเด็กทั่วๆไป คือ
แทนที่ท่านจะเกเรหรือซุกซนตามวิสัยเด็กทั่วๆไป แต่ตรงกันข้าม ท่านกลับมีความสงบเสงี่ยมเรียบร้อย มีเมตตา
กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนๆ ตลอจนสัตว์ต่างๆ
ไม่ว่าสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ที่อาศัยวัดเป็นอย่างดี
ประกอบด้วยท่านเป้นผู้มีความวิริยะอุตสาหะและมีสติปัญญาอันชาญฉลาด ในการเรียนรู้วิชาการต่างๆ
จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ครูสอนเป้นอันมาก ความแตกต่างที่ผิดไปจากวิสัยของเด็กนี้เอง
ที่ทำให้สมภารเจ้าวัด เล็งเห็นว่า ถ้าเด็กคนนี้มีโอกาสบวชอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว
ต่อไปภายภาคหน้าจะเป็นกำลังอันสำคัญแก่พระศาสนามิใช่น้อย ด้วยเหตุนี้เอง
ท่านสมภารเจ้าวัดจึงจัดแจงให้เด็กชายแก้ว ได้บรรพชาเป็นสามเณรแก้ว ตั้งแต่นั้นมา
การบรรพชาอุปสมบท เมื่อท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ท่านได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย
จนมีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี ครั้นเมื่อมีอายุครบบวชแล้ว ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
อาศัยที่ท่านมีความเพียร ความอดทนเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว
ท่านจึงมีความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าคำสอนในพระพุทธศาสนาให้แตกฉานยิ่งขึ้น จึงได้เข้ามาศึกษาบาลีไวยากรณ์
ซึ่งตามภาษาโบราณ เรียกกันว่า เรียนหนังสือใหญ่ ที่กรุงเทพฯ จนมีความรู้ความสามารถ เป็นอย่างยิ่ง
การเผยแพร่พระศาสนา เมื่อท่านได้ศึกษาพระพุทธวจนะตามพระบาลี จนมีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว
อาศัยความที่ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมสูง มาตั้งแต่วัยเด็ก ประกอบกับท่านได้ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
ของพระพุทธเจ้าอย่างขว้างขวาง เมื่อมีวิชาความรู้พอที่จะแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้แล้ว
ท่านจึงตั้งใจจะจาริกแสวงบุญ โดยเผยแพร่พระพุทธวจนะ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
และเพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลกเป็นอันมาก เพื่อแบ่งส่วนกุศล ความรู้ ให้แก่ผู้ที่สนใจหลักธรรม
ในพระพุทธศาสนา ในสมัยนั้นตรงกับรัชกาลที่สอง ซึ่งวงการศาสนากำลังก้าวสู่ความเสื่อม
ประกอบกับลัทธิศาสนาของประเทศทางฝ่ายตะวันตก ได้เข้ามาเผยแพร่วัฒนธรรมทางศาสนาอย่างมากมาย
เพื่อที่จะปลูกฝังให้คนไทยลืมสัจจธรรมอันแท้จริงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การทำครั้งนั้นนับว่ามีอิทธิพลมากต่อสภาพบ้านเมืองของเราในขณะนั้น เมื่อเหตุการณเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่า
ทางบ้านเมืองหรือในวงการพระศาสนาไม่มีการตื่นตัวแล้วไซร้ ศาสนาพุทธในประเทศไทย
ก็คงถูกกลืนหายไปในเวลานั้นเป็นแน่ "หลวงพ่อแก้ว" ในฐานะที่ ท่านมีความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง
ซึ่งเราก้ได้ทราบกันดีมาแล้ว ท่านจึงตกลงใจในอันที่จะออกประกาศสัจจธรรมแก่ชาวโลก
ประกอบกับท่านมีความประสงค์ที่จะท่องเที่ยวโดบการเดินธุดงค์ เพื่อแสวงหาความวิเวกทางกายและใจ ดังนั้น
ท่านจึงเริ่มต้นธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ขึ้นเหนือบ้าง ลงใต้บ้าง โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
ท่านต้องเผชิญกับความลำบากต่างๆ ถึงแม้ท่านจะต้องต่อสู้กับความหนาวเย็นของอากาศ สภาพแวดล้อมของธรรมชาติ
ตลอดจนการกระทำ และความคิดเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ท่านก้ไม่ย่อท้อ
มีจิตใจเด็ดเดี่ยว พร้อมเสมอที่จะเผชิญต่ออุปสรรคต่างๆ โดยท่านคิดว่า อุปสรรคต่างๆ
เป็นเครื่องพิสูจน์กำลังใจว่าจะท้อถอยหรือไม่ ท่านอาศัยความเมตตา กรุณา ที่ท่านเจริญเป็นนิตย์
กับทั้งท่านมีหลักธรรมของพระพุทธองค์เป็นอาวุธ คือธรรมาวุธ พร้อมที่จะฟันฝ่าต่ออุปสรรคทั้งหลาย
ให้ลุล่วงไปด้วยดีตลอดมา
สร้างวัดเครือวัลย์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2364 " หลวงพ่อแก้ว "
ท่านได้ธุดงค์ผ่านมาทางภาคตะวันออก และได้มาพักแรมอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่งในตัวเมืองจังหวัดชลบุรี
ซึ่งในสมัยนั้น จังหวัดชลบุรี ซึ่งสมัยนั้นจังหวัดชลบุรี ยังเป็นป่ารกชัฏด้วยป่าไม้เบญจพรรณต่างๆ
มองไปทางไหนก็พบแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าของน้ำทะเล สาเหตุเนื่องมาจากผลของสงคราม
ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทำการกู้อิสรภาพนั่นเอง วัดวาอารามต่างๆ
ที่ถูกทำลายก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟู ชาวบ้านที่อยู่ในถิ่นฐานนั้น ส่วนมากมีการศึกษาน้อย
เพราะขาดการเหลียวแล จะเป็นด้วยวาสนาของชาวจังหวัดชลบุรีหรืออย่างไรไม่ทราบ
ที่ทำให้ท่านธุดงค์ผ่านมาทางนี้ และด้วยเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์ของท่าน
ทำให้ท่านมีความคิดที่จะปลุกฝังญาติโยมในละแวกนั้น ให้เข้าถึงหลักธรรมของพระพุทธองค์
จึงปักกลดอยู่ที่นั้น เพราะความน่าเลื่อมใสของท่าน ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างก็นำอาหารมาทำบุญ
ส่วนชาวบ้านที่นิยมของขลัง เมื่อเห็นพระรุกขมูลมา
และมีวัตรปฎิบัติแปลกว่าพระธุดงค์รูปอื่นก๊เกิดความเล่อมใส เข้าไปขอเครื่องรางของขลังกับท่าน
ส่วนท่านเมื่อมีญาติโยมมาหาท่านก็เชื้อเชิญต้อนรับด้วยธัมมปฏิสันถาร เพราะท่านมีธรรมเป็นเครื่องให้
เมื่อใครเอ่ยปากขอของขลังจากท่าน ท่านก็ให้ของขลัง และของที่ให้ก๊ดีจริงๆ
อันประกอบไปด้วยบทคาถามหามนต์ขลัง เพราะการเดินธุดงค์ท่านจะหอบหิ้วเอาวัตถุของติดตัวมาด้วยนั้น
ท่านคงหอบหิ้วไม่ไหวแน่ ท่านคงมีแต่บทคาถามหามนต์ขลัง เมื่อเขาออกปากท่านก็ให้ ตามหลักกตัญญกตเวทิตาธรรม
ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ คือให้คาถาบทภาวนา ระลึกถึงพระรัตนตรัย
เมื่อญาติโยมในระแวกนั้นเกิดความเลื่อมใส ทำให้ท่านเริ่มบูรณะซากสลักหักพัง ของวัดร้างวัดหนึ่ง
โดยได้รับความร่วมมือจากญาติโยมในละแวกนั้นเป็นอย่างดีจนพอใช้การได้แล้ว ท่านก้ได้ตั้ชื่อว่า "
วัดเครือวัลย์ " คงถือเอานิมิตต์ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมอยู่มากมายก๊ได้ หลังจากนั้น
ท่านก้ได้อบรมสั่งสอนประชาชนให้เข้าถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จนมีผู้แสดงตนเป้นอุบาสก-อุบาสิกา
เข้าถึงพระรัตนตรับ ส่วนผู้ที่มีศรัทธากล้าก็เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
ท่านก็อบรมสั่งสอนด้วยหลักธรรมต่างๆ ตามภูมิธรรมของบุคคลนั้นๆ
คุณธรรมหลวงพ่อแก้ว หลวงพ่อแก้ว ท่านเป็นพระที่มีคุณธรรมสูง มีคุณธรรมเป็นเวทย์มนต์
คาถาขลังและศักดิ์สิทธิ์ ท่านตั้งอยู่ในพรหมวิหารธรรม มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นภาคพื้นในจิตใจของเท่าน จิตใจของท่านเปี่ยมไปด้วยความรัก และความสงสารในสัตว์โลก
พลอยยินดีด้วยเมื่อเห้นเขาได้ดี และวางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจและไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ
อาศัยความที่ท่านเป็นผู้ที่มีเมตตาจิตสูงเช่นนี้ ท่านจึงชอบสร้างพระเป้นรูปพระปิดตา
เพราะพระปิดตาแบบนี้เป็นสัญญาลักษณ์แห่งการไม่ดูไม่มองอะไร คือไม่เพ่งโทษ และหาโทษผู้อื่น
ตั้งความเมตตาและกรุณา เที่ยงตรงต่อมนุษย์และสัตว์อื่นเสมอกันหมด ดุจดังพื้นแผ่นดินที่มั่นคง
ไม่ยินดียินร้ายในของหอมและของเหม็นที่พวกมนุษย์ทิ้งลงแผ่นดิน ฉะนั้นหลวงพ่อแก้ว ท่านวางจิตเป็นกลาง
ไม่รักคนนี้ เกลียดคนนั้น หรือชังคนโน้น ไม่ปรารถนาให้ใครเดือดร้อนเพราะท่าน ท่านถือหลักว่า ใครใคร่ลาภ
จงได้ลาภ ใครใคร่บุญ จงได้บุญ ดังนี้
วิธีสร้างผงของหลวงพ่อแก้ว การสร้างพระปิดตาหลวงพ่อแก้วนั้น ก้ไม่มีอะไรมากนัก โดยปกติแล้ว หลวงพ่อแก้ว
ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยละเอียดรอบคอบเป็นปกติ ท่านเป็นผู้เห็นการณ์ไกล คือ
ในขณะที่ท่านสอนบาลีไวยากรณ์อยู่นั้น ท่านก็ได้เก็บเอาผงที่ลบจากอักขระเอาไว้
เพราะการสอนหนังสือในสมัยนั้นจะต้องเขียนต้องลบตัวอักขระบนกระดานดำจริงๆ และนิยมกันว่า
ผงอักขระที่ลบจากการเรียนภาษาบาลี ซึ่งเขียนเป็นอักษรขอมที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์
แล้วท่านก็จะนำมาผสมกับผงพระพุทธคุณ หรือผงมหาราช เป็นต้น เมื่อเอาผงดินสอ และผงพุทธคุณรวมกันเข้าแล้ว
ท่านก็เอาเกษรดอกไม้ต่างๆ ใบไม้ เปลือกไม้ และเนื้อไม้ มาบดให้ละเอียดเป็นผง แล้วจึงนำมาผสมกับผงอักขระ
เอาน้ำข้าวมาคละเคล้าเข้ากับผง เพื่อทำให้เหนียว จนได้หล่อเป็นรูปพระ
การผสมผงเพื่อสร้างเป็นรูปพระหลวงพ่อแก้วนั้น ท่านเอาผงคุณพระกับผงดินสอที่ท่านเขียนอักขระบนกระดานดำ
เอาผงทั้งสองอย่างนั้นมาผสมกันเข้าไว้ แล้วเอาใบไม้ ที่เรียกกันว่า ใบไม้รู้นอนต่างชนิด เช่น ยอดสวาท
เป็นต้น เอาเกษรดอกไม้บ้าง มาบดเป็นผงให้ละเอียด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยดีแล้ว
จึงเอาน้ำข้าวหนียวมาผสมทำให้เหนียว จึงเอากดลงในแม่พิมพ์ ก็สำเร็จเป็นองค์พระ อนึ่ง
ชีวประวัติของหลวงพ่อแก้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรีนี้
อาจจะไม่ตรงกับที่ท่านได้ยินได้ฟังมา เพราะประวัติของท่านอาจมีผู้จำมาคลาดเคลื่อน
ซึ่งมีความผิดแปลกกันไปต่างๆ ตามที่ตนเข้าใจ ผู้เขียนได้เขียนตามคำบอกเล่าของคนหลายคน
ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดและทราบประวัติของท่านได้ดี
อีกทั้งเป็นผู้มีญาติพี่น้องที่เห็นเหตุการณ์ในสมัยนั้นเล่าให้ฟัง ซึ่งพอมีหลักฐานพอเชื่อถือได้
และเรื่องราวปะวัติของท่านบางตอน มีเนื้อเรื่องลงเป็นอันดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม
หลวงพ่อแก้วได้ล่วงลับไปแล้วนานแล้ว
ชีวประวัติของท่านไม่มีผู้ใดได้บันทึกไว้เป้นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน อาศัยผู้เฒ่าเล่าต่อกันมา ฉะนั้น
ชีวประวัตบางตอนอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงหวังว่าหากตอนใดขาดตกบกพร่อง เพราะไม่ทราบหรือเข้าใจผิดพลาด
หรือถ้าตอนใดเกิน ก็ขออย่าได้ลงโทษว่าเป็นผู้รู้ก่อนเกิดเลย เหตุที่จะเขียนก็เพื่อที่จะเล่าเรื่อง
ให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจฟังไว้เท่านั้น และหวังว่าท่านที่ทราบประวัติของหลวงพ่อแก้วได้ถูกต้อง
มีหลักฐานอ้างอิง ได้โปรดแจ้งให้ทราบเป้นวิทยาทาน และเพื่อประวัติจะได้สมบูรณ์ขึ้น
เพื่อความรู้และความเข้าใจดีของอนุชนภายหลัง ที่สนใจชีวะประวัติของท่าน
หากผลดีอันจะมีบ้างในการเรียบเรียงชีวประวัติของท่าน
ผู้เขียนขอน้อมอุทิศถวายแด่หลวงพ่อแก้วที่ทำให้วัดเครือวัลย์ จังหวัดชลบุรี
เป็นที่รู้จักของสาธารณชนสืบต่อกันมา
 
บันทึกการเข้า




มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 10 มิถุนายน, 2551, 20:11:24 »

หลวงพ่อแก้ว พระเกจิอาจารย์ ผู้ที่ได้รวบรวมมวลสารและผงวิเศษนำมาจัดสร้างพระผงปิดตา ซึ่งมีราคาหลักล้านและมีผู้นิยมในคุณวิเศษและพุทธานุภาพของพระเครื่องของท่านยิ่งนัก พอจะเทียบท่านพระสมเด็จ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ทีเดียว ขณะนี้มีราคาเช่าซื้อตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จนถึงหลาย ๆ ล้าน แต่เจ้าของพระบางรายแม้จะมีผู้มาให้ราคาสูงกว่านี้อีกหลายเท่า ก็ยังไม่ยินดีในเงินทองที่จะเอามาแลกเปลี่ยนกับพระของตน
  หลวงพ่อแก้ว ท่านเป็นคนบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี บางท่านว่า ท่านคงจะอุปสมบทไปจากวัดพระทรง ที่จังหวัดเพชรบุรี และธุดงภ์ไปอยู่วัดเครือวัลย์ แขวงบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี และได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดนั้นต่อมา

  หลวงพ่อแก้วเดินทางมาเพชรบุรีเสมอ ท่านอาจจะมาเยี่ยมเยียนภูมิลำเนา หรือผู้ที่เคารพนับถือ หรือญาติมิตรก็เป็นได้ ท่านมีเรือของท่านมาเอง จอดอยู่ที่ท่าน้ำใต้ต้นไทรเหนือวัดมหาธาตุ เดี๋ยวนี้ผู้ที่คุ้นเคยกับท่านเป็นอันดี คือ หลวงพ่อมี วัดพระทรง อายุระหว่าง พ.ศ.2385 ? 2452 แต่คงอ่อนกว่าสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) หลายปี สมเด็จพุฒาจารย์ (โต)อายุระหว่าง พ.ศ.2331 ? 2415
  คนที่มีอายุ 80 กว่าปี ยังทันเห็นหลวงพ่อแก้ว มาเพชรบุรี เมื่อราว พ.ศ.2444 ถ้าจะกะเอาว่าตอนนั้นท่านมีอายุระหว่าง 60 ? 65 ปี ท่านก็ต้องเกิดราว พ.ศ2384 ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับขนาดของอายุหลวงพ่อมี จะแก่อ่อนกว่ากันก็คงไม่มากนัก

  การที่กะอายุไว้ขนาดนี้ก็ด้วยเหตุที่ว่า เป็นระยะเวลาที่คนมีอายุสูงยังพอเดินทางไปไหนมาไหน ในหนทางไกลได้โดยสะดวกไม่ลำบากนัก และอยู่ในช่วงเวลาที่ท่านได้สะสมบารมีไว้ในหมู่ญาติมิตร และศิษยานุศิษย์มากพอสมควรแล้วท่านอาจต้องการพักผ่อนและบำเพ็ญประโยชน์บางประการในหมู่ชนที่ท่านเห็นว่าสมควรก็เป็นได้ ท่านจึงสามารถเดินทางจากชลบุรีมาเพชรบุรีโดยทางเรือ
  ทุกครั้งที่ท่านเดินทางมา ท่านก็มีพระของท่านมาด้วย บรรดาญาติโยมที่นำอาหารไปถวายท่านหรือไปเยี่ยมท่าน ท่านก็ให้พระของท่านมาเป็นเครื่องป้องกัน มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านแจกพระของท่านจนหมดแล้ว ก็ยังมีคนไปขอพระท่านอีก ท่านมีเมตตา จึงทำพระเนื้อตะกั่วขึ้นเพื่อแจกจ่ายแทน พระเนื้อตะกั่วนี้จึงเป็นพระที่ทำขึ้นที่เพชรบุรี แต่คนนิยมพระผงของท่านมากกว่า
  พระที่ท่านแจกจ่ายไว้ ยังมีอยู่ทั่วไปที่เพชรบุรี หลายองค์ เป็นพิมพ์ต่าง ๆ กัน เจ้าของยืนยันว่าตระกูลได้รับมากับมือท่านเอง บางรายหวงแหนยิ่งนัก ขนาดขอชมเพื่อถ่ายรูปทำประวัติ เจ้าของก็ปฏิเสธต้องวิงวอนอยู้ช้านาน ถือเป็นสมบัติที่หวงแหนยิ่งนัก

  หลวงพ่อมี วัดพระทรง ท่านก็คงมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับหลวงพ่อแก้วเป็นแน่แท้ หลวงพ่อแก้วจึงไปมาหาสู่ และมีบางท่านกล่าวว่า ท่านได้มาทำพระเนื้อตะกั่วที่วัดพระทรง ช่วยเหลือหลวงพ่อมีในการสร้างวัดด้วย  วัดพระทรงอาจมีส่วนเกี่ยวข้องสถานใดกับตัวท่านอีกด้วยก็เป็นได้ หลวงพ่อแก้วท่านเป็นเจ้าอาวาสครองวัดเครือวัลย์อยู่สักกี่ปี ยังไม่อาจสืบประวัติได้ แต่ท่านคงจะได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและถาวรวัตถุไว้หลายอย่าง  เพราะ ปราฏกหลักฐานว่าท่านได้ทำพระเครื่ องขึ้นรุ่นหนึ่ง เรียกว่ารุ่นแลกซุงแจกจ่ายผู้มีจิตศรัทธา ที่ออกไปช่วยท่านตัดโค่น ชักลากซุงในป่ามาทำวัด วัดเครืองวัลย์เป็นวัดอยู่ใจกลางเมือง นับเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง งานปฏิสังขรณ์ก็คงจะมีอยู่มิใช่น้อย ท่านคงจะต้องอาศัยความร่วมมือจากแรงศรัทธาของชาวบ้านด้วย มิฉะนั้นผลงานก็คงไม่สำเร็จลุล่วงไปได้ ท่านเห็นใจสาธุชนผุ้มีจิตศรัทธาร่วมกุศลกับท่านครั้งนี้ จึงได้ทำพระของท่านรุ่นนี้แจกจ่าย แก่ผู้เหน็ดเหนื่อยในครั้งนั้นไว้เป็นที่ระลึก

  ชาวชลบุรี ทั่วภาคชายทะเลตะวันออกอ่าวไทย ต่างรู้จักและทราบถึงพุทธาภินิหารในองค์พระของหลวงพ่อแก้ว  มาแต่โบราณแล้ว ยิ่งนานวันเท่าใดกิติศัพท์และความต้องการของพระปิดตา ของหลวงพ่อแก้วก็ยิ่งขจรขยายไปทั่วทุกภาคจึงเกิดมีของเทียมขึ้นมากมายทั้งนี้ก็ด้วยคุณวิเศษ อันมีรวมอยู่ในพระผงของท่านนานัปการนั่นเอง
  กาลต่อมาก็ได้มีลูกศิษย์หลวงพ่อแก้ว คือ หลวงพ่อเจียม กับหลวงพ่อวัดป่าอรัญญิกาวาส ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ต่างก็ได้ทำพระผงแบบหลวงพ่อแก้วขึ้นอีก และได้รับความนับถือจากประชาชนมากเหมือนกัน จนถึงปัจจุบันนี้ พระปิดตาแบบหลวงพ่อแก้ว ได้มีคณาจารย์สร้างและปลุกเสกกันขึ้นเรื่อย ๆ นับได้ว่าท่านเป็นปฐมาจารย์พระเครื่อง พระปิดตา โดยแท้

  บรรดาเกจิอาจารย์พระเครื่องทั้งหลาย ย่อมเสาะแสวงหาวัตถุอาถรรพ์วิเศษ มาประกอบเป็นองค์พระปฏิมา อาจเป็นโลหะ ว่าน เกสร ดิน และวัตถุธาตุ ต่าง ๆ คลุกเคล้าผสมผสานกับผงพระพุทธคุณ ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเห ผงอิธิเจ ผงปถมัง ซึ่งเกิดจากการเขียนสูตรแต่ละคัมภีร์ ลบเอาผงดินสอมารวบรวมไว้จนมากพอ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเนื้อพระที่มีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ และฤทธานุภาพ
  ในบรรดาสิ่งซึ่งประกอบเป็นเนื้อพระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว จะมีวัตถุสารอะไรเป็นเคล็ดลับผสมปะปนอยู่นั้น ไม่มีใครจะบอกได้ถูกต้อง แต่ได้มีท่านผู้รู้บางท่านกล่าวว่า หลวงพ่อแก้วได้ใช้ ?ไม้ไก่กุก? มาบดผสมเป็นส่วนประกอบขององค์พระของท่านด้วย อันไม้ไก่กุก ก็คือรังของไก่ป่า ซึ่งตัวผู้เป็นผู้เพียรพยายามไปคาบเศษไม้ เศษหญ้า มาทีละเล็กละน้อย  สร้างเป็นรวงรังรองรับไข่ของคู่ตน ซึ่งต่อมาจะได้ใช้เป็นที่กกฟักเป็นตัวตัวต่อไป อันอากัปกิริยาและความพยายามอุตสาหะของ ไก่ตัวผู้กระทำต่อไก่ตัวเมีย ย่อมมีควาหมายลึกซึ้งถึงความสนิทเสน่หา และสมัครรักใคร่ในคู่ครอง เคล็ดอันนี้แหละ ที่หลวงพ่อแก้วนำมาประจุไว้ในพระพิมพ์ของท่าน ผงพระของท่านจึงมีอาถรรพ์วิเศษเป็นเสน่ห์แรงนัก เชื่อกันว่าขนาดน้ำล้างมือของลูกศิษย์ที่มาช่วยทำ พระกระเซ็นไปลงโอ่งตุ่มใดเข้า ก็ยังพลอยศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยดังนี้

  หนุ่มคนใดมีความหลงรักสาว ก็พยายาม เพียรพยายาม สืบเสาะหาผงจากพระผงวิเศษของหลวงพ่อ เอาไปใส่ในอาหารให้ผู้หญิงคนที่ตนหมายปองบริโภค เช่น ใส่ในเต้าปูนที่สำหรับกินหมาก เป็นต้น หญิงคนนั้นก็จะมีอาการคลั่งไคล้รัญจวนใจ ปฏิพัทธ์ผูกพันรักใคร่ตอบโดยมิต้องสงสัย มีผลจริงเป็นประจักษ์พยานขึ้นในสมัยนั้นจนเป็นที่เลื่องลือ
  ต่อมามีผู้ชายใจทุจริต ทำให้ผุ้หญิงรักใคร่ยอมตนเป็นภรรยาแล้วก็ไม่คิดเลี้ยงดู หลวงพ่อแก้วทราบเข้า ท่านจึงเอารักคลุกผสมกับเนื้อผงเสียก็มี เอารักทาหุ้มพระก็มี เพื่อป้องกันมิให้คนเอาไปใช้ในทางมิชอบ และสาปแช่งไว้ด้วย ได้มีคนละเมิดในคำสั่งของท่าน ไปทำเสน่ห์หญิงคนหนึ่งแล้วก็ทอดทิ้งมิไยดี ต่อมาชายผู้นี้ก็ประสบความหายนะ คนทางจังหวัดชลบุรีต่างทราบเรื่องนี้กันดี เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่น
  พุทธลักษณะ พระหลวงพ่อแก้ว คล้ายพระปิดทวาร ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลแล้ว ผิดแต่ที่ไม่ได้ปิดทวารทั้ง 9 ปิดแต่พระเนตรเท่านั้น เป็นแบบขัดสมาธิ พระเพลาขวาทับพระเพลาซ้าย พระอุระยื่นนูนเห็นถนัด สีดำ เนื้อกะลา
  พระปิดตานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?พระภควัม? ซึ่งมาจากคำว่า พระควา อันเป็นนามแทนนามพระบรมศาสดา หมายถึงการสำรวมอินทรีย์ คือ ตา 2 หู 2 จมูก 2 ปาก 1 ทวารหนัก 1 ทวารเบา 1 รวมเป็นเก้า

  หลวงพ่อแก้วจะมีปณิธานในการสร้างพระของท่านอย่างไรไม่ทราบจึงปิดเพียง พระเนตร องค์พระนั้นคณาจารย์ย่อมประดิษฐ์ขึ้นด้วยเหตุต่าง ๆ  เช่น ถือเอาพุทธอิริยาบถตามพุทธประวัติ หรือการแสดงธรรมาธิษฐานก็เป็นได้  ประกอบด้วยศิลปะฝีมือในการตกแต่ง เพื่อความงดงามและเจริญศรัทธา เช่น มีเรือนแก้ว บัลลังก์กลีบบัว เป็นต้น

  สำหรับคาถาที่สวดประจุองค์พระของหลวงพ่อแก้วนั้น ไม่มีผู้ใดทราบ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านใช้คาถาพระชินบัณชรคาถา ซึ่งท่านแต่งของท่านเอง สวดประจุ แต่มีคาถาสำหรับปลุกและคาถาสำหรับใช้อยู่บทหนึ่ง ได้มาจาก ?คุณตา? ของท่านผู้หนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม คุณตาผู้นี้เป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อแก้วมาก เคยไปมาหาสู่ เพราะไปค้าน้ำตาลทางทะเล จนสุดเขตแดนไทยทางฝั่งตะวันออก เป็นคาถาซึ่งหลวงพ่อแก้ว ?ประสิทธิเม? ให้ไว้โดยตรง หลานตาท่องมาแต่เด็ก ๆ คาถาสองบทมีดังนี้
  คาถาปลุก
  อิติ ปาระมิตา ติงสา อิติ สัพพัญฺญ มาคะตา อิติ โพธิมะนุสสา ปัตโต อิติปิโส จะเต นะโมฯ คาถาเมื่ออาราธนาจะใช้ อิทธิเจ ตะโส ทันหัง คัณหาหิฯ
  พระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว พิมพ์นิยม มีอยู่ 3 แบบคือ
  พิมพ์ใหญ่ มีสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นเนื้อคลุกรัก หลังแบบองค์พระ อีกอย่างหนึ่งจุ่มรักน้ำเกลี้ยง หลังแบบองค์พระอย่างเดียวกัน
  พิมพ์กลาง มีอย่างเดียว เนื้อสีกะลา หลังแบบองค์พระ
  พิมพ์เล็ก มีสองอย่าง อย่างหนึ่งเนื้อคลุกรัก หลังอุทับทม อีกแบบหนึ่งหลังเรียบ ส่วนพระเนื้อโลหะตะกั่วถ้ำชา เป็นพระขนาดเดียวกับพระผงพิมพ์เล็ก หลังเรียบ
  นอกจากนี้ หลวงพ่อแก้วยังได้ทำยาเขียวแท่งทอง ซึ่งเกิดจากผงอิธิเจที่เหลือจากพิมพ์ พระ ปั้นเป็นแท่งยาวประมาณหนึ่งนิ้วเศษปิดทอง  ใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม บัดนี้อาจจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว
  ส่วนแบบพระอื่นที่ผิดไปจากที่กล่าวมานี้ อาจมิใช้พระของหลวงพ่อแก้วอันแท้จริง เพราะปัจจุบันมีผู้ลอกเลียนแบบกันจนดูแทบไม่ออกว่าเป็นของแท้หรือของเทียม แต่ทุกคนก็มีความพอใจที่จะมีพระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว ไว้คุ้มครองป้องกัน เพื่อความสวัสดี ความมีโชค และความมีเสน่ห์อยู่ทั่วกัน
  มีที่สังเกตความแตกต่างของพระพิมพ์เล็กับพิมพ์ใหญ่อยู่เล็กน้อย คือพิมพ์เล็กนั่งขัดสมาธิเหมือนขัดสมาธิเพชรคือขัดลึก พระหัตถ์ที่ปิดพระเนตรหักมากเป็นมุม สามารถสังเกตได้ชัด
  คุณวิเศษอันเกิดแต่พุทธคุณแห่งองค์พระของหลวงพ่อแก้วนั้น นิยมนับถือกันมาช้านานมิได้เสื่อมคลาย ผู้ใดตั้งจิตอธิษฐานยึดมั่นในสิ่งมงคล ก็ย่อมอำนวยผลอย่างน่าประหลาด ย่อมช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้แคล้วคลาดอุปัทวันตรายย่อมเป็นศรี ได้รับความเมตตานิยม ส่งเสริมเสน่ห์ ประสบโชคลาภและความสำเร็จในกิจทั้งมวล เกิดสุขสวัสดิ์อำนวยคุณานุประโยชน์อย่างน่ามหัศจรรย์สุดพรรณนา
  นับได้ว่า หลวงพ่อแก้วท่านเป็น ?พระดัง? องค์หนึ่งโดยแท้ ส่วนคุณธรรมท่านก็จะต้องมีเพียบพร้อม ประกอบความดีเด่นเป็น ?พระดี? อย่างแน่นอน
  หลวงพ่อแก้วควรนับได้ว่าเป็นสมณะ ?แก้ว? ดวงหนึ่งของเมืองเพชรและผู้ที่นิยมชมชอบในเรื่องของพระปิดตาที่จรัสแสง ควรแก่การจดจารึกไว้ตลอดกาลนาน
  เรื่องพุทธคุณดีครบทุกประการ โดดเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม ส่วนเรื่องราคาก็หลักล้านขึ้นไป การเช่าหาบูชา ควรตรวจสอบหาผู้รู้แจ้งเห็นจริง ใช้ความรอบคอบ ละเอียด และเวลาแล้วท่านจะไม่พบกับความผิดหวัง ในเรื่องของวัตถุมงคลหลวงพ่อแก้ว แน่นอน ขอให้ทุกท่านโชคดี
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 11 มิถุนายน, 2551, 10:17:18 »

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เอาพระไปเลี่ยมแถวตลาดที่พนม  มีโอกาสได้เห็นพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ของแท้เลย ซึ่งเก่ามากๆ
เป็นของลูกของน้องสาวน้าตี๋ คนที่นับถือกันเขาให้แม่เขาเอามาเลี่ยมให้ซึ่งดูๆไปแล้วน่าจะเก่ามากๆ แบบว่ากลม ไปหมดแต่ไม่เกลี้ยง
ยังมีรอยมีเป็นรูปร่างเซียนพระที่ใกล้ๆร้านเลี่ยมพระเขาขอน้าดูแล้วบอกว่านี่ของดี ของเก่า เก็บไว้ให้ดี มิน่า  น้องน้าตี๋เขาถึงว่าลูกชายกำชับนักกำชับหนา ว่าให้นั่งเฝ้าเลยนะ ห้ามเอาพระไว้ให้เขาเลี่ยมแล้วไปทีี่อื่น  อย่างน้อยเราก็ดีใจที่ได้ชื่นชมบารมีของพระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ค่ะ ไว้จะหารูปมาให้ชมกันนะคะ
บันทึกการเข้า

methaty
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 1
สมาชิกลำดับที่ 3885


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 04 ธันวาคม, 2552, 02:28:27 »

ยังอยากรอชมอยู่น่ะครับ   มะเอ@รักควาย  เดี๋ยวจะเอาของผมให้ชมด้วยยังไม่เคยเอามาโชว์ที่ไหนมาก่อนเลย
หลังจากที่ได้อ่านประวัติของท่าน ทำให้รู้ว่าคุณ มะเอ@รักควาย มีความเชี่ยวชาญในหลวงปู่แก้วจริงๆ แลเคยเห็น
ของแท้แล้วด้วย จึงอยากขอคำแนะนำ เพราะหลังจากที่ผมดูในเน็ตมาทั้งหมด ไม่เห็นมีใครเหมือนของผมเลย
ยังไงก็ช่วยตอบด้วยละกันน่ะครับ (ถึงแม้จะนานก็รอน่ะครับ)
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: