Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
03 กันยายน 2553, 23:11:27

   


หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ริ้วแจ๊สในรอยจำ ของ 'อภิสนธิ์ โชคพิทักษ์กุล'  (อ่าน 519 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 12,389

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 17:05:29 »

ริ้วแจ๊สในรอยจำ ของ 'อภิสนธิ์ โชคพิทักษ์กุล'
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มิถุนายน 2552 15:57 น.
 

   
อภิสนธิ์ โชคพิทักษ์กุล
 
 
       พจนานุกรมฉบับไทยวัฒนาพานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า แจ๊ส เอาไว้ว่าหมายถึง 'ดนตรีเต้นรำเล่นลัดจังหวะ, เล่นดนตรีชนิดนี้, เต้นรำเข้ากับดนตรีชนิดนี้'
       
       แต่พจนานุกรมฉบับมติชน สะกดคำนี้ว่า แจ๊ซ และให้ความหมายว่า 'ดนตรีที่ใช้เครื่องเป่าเป็นหลัก มีกำเนิดจากกลุ่มชนผิวดำในสหรัฐ' ส่วนพจนานุกรมฉบับอ็อกฟอร์ดได้ให้ความหมายของ Jazz ว่า 'เป็นดนตรีที่ถือกำเนิดจากชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งมีจังหวะชัดเจนที่เล่นอย่างอิสระโดยการประสานกันขึ้นเองของนักดนตรีในขณะที่กำลังบรรเลง'
       
       แต่ถ้าไปถามความหมายของคำว่า แจ๊ส จาก 'อภิสนธิ์ โชคพิทักษ์กุล' Product Manager ของบริษัท Hitman เขาก็จะให้นิยามกลับมาพร้อมแววตาที่เปี่ยมไปด้วยประกายความสุขเหมือนเด็กที่กำลังพูดถึงของเล่นชิ้นโปรดว่า
       
       "แจ๊สเป็นอะไรที่สนุกและตื่นเต้นมาก ถ้าซื้อมาฟังก็รู้สึกคุ้มค่า แล้วก็ต้องกับมาฟังอีกเรื่อยๆ โอกาสที่ผมจะเบื่อมีน้อยมาก แล้วแจ๊สยังทำให้โลกดนตรีของผมเปิดกว้างมากขึ้นอีกด้วยครับ"


 
The Original Dixieland Jazz Band หรือ ODJB วงที่ให้กำเนิดคำว่า แจ๊ส
 
 
       
       แจ๊สเปลี่ยนชีวิต

       ก่อนที่จะถลำเข้าสู่โลกแห่งเสียงดนตรี อภิสนธิ์เคยเป็นทนายหนุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับตำรากองโตมาก่อน แม้หน้าที่การงานจะดำเนินไปอย่างสวยงามตามครรลอง แต่ตัวตนที่ฝังอยู่ในส่วนลึกกลับส่งเสียงกระซิบให้เขาตระหนักถึงหนทางในการสมานรวม'ความรัก' เข้ากับ 'ชีวิตการงาน' อยู่ตลอดเวลา
       
       "ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ฟังตั้งแต่สมัยแกรนเอ็กซ์, ชาตรี, ดิ อิมพอสสิเบิล แล้วก็อีกหลายวงในอดีตที่ค่อนข้างมีฝีมือในการทำดนตรี แต่ต่อมา ผมรู้สึกว่าดนตรีในบ้านเราค่อนข้างจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เป็นดนตรีที่ค่อนข้างจะไปทางตลาด มันจะถูกกำกับโดยค่ายเพลงใหญ่ที่มีสื่ออยู่ในมือ ไม่ว่าจะวิทยุ โทรทัศน์ จนกลายเป็นว่าเพลงที่เราฟังถูกจำกัดด้วยธุรกิจดนตรีของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ
       
       "หลังจากทำงานทนายมาระยะหนึ่ง ผมรู้สึกว่า ในอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้าถ้าชีวิตเราต้องจมอยู่กับสิ่งที่ทำเงินให้เราก็จริง แต่เราไม่มีความสุข กับผมนึกเล่นๆ ว่า ถ้าสมมุติเราได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วไปหมกมุ่นอยู่กับเฟสติวัลต่างๆ เกี่ยวกับดนตรี แล้วมีโอกาสจับผลัดจับผลูได้ตั้งค่ายเพลงอะไรทำนองนั้น มันก็น่าจะดีนะ แต่ตอนนั้นเป็นแค่ฝันเฉยๆ น่ะครับ"
       
       สตีฟ จ๊อบส์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า "เวลาของเรามีจำกัด อย่าเสียเวลาอยู่ในโลกของคนอื่น อย่าให้เสียงรบกวนของคนอื่นกลบเสียงภายในของคุณ จงกล้าที่จะเดินตามหัวใจและประสาทสัมผัสของคุณเอง" ว่าแล้วเขาก็สร้างแอปเปิลให้กลายเป็นแบรนด์คอมพิวเตอร์อันดับต้นๆ ของโลก จากหลักคิดเดียวกันนี้ อภิสนธิ์ตัดสินใจเจรจากับที่บ้านเพื่อขอยุติอาชีพทนายความ แล้วมุ่งหน้าไปเรียนต่อที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาทันที

 
   
The Vancouver International Jazz Festival 
 
 
       
       สัมผัสของจริง

       การฟังดนตรีน้ำดีด้วยโสตประสาทล้วนๆ อาจจะทำให้เคลิ้มลอยสู่สรวงสวรรค์ได้บ้าง แต่กับดนตรีประเภทที่ต้องฟังสดอย่าง แจ๊ส นั้น สิบหูฟัง(ผ่านซีดี) ก็ไม่อาจจะเทียบสองตาดูกับสองหูฟัง (การแสดงสด) ได้
       
       กว่า 20 ปีแล้วที่แวนคูเวอร์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมประสานมนุษยชาติร้อยพ่อพันแม่เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีงานเทศกาลดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนานอย่าง The Vancouver International Jazz Festival เป็นหัวใจหลัก ซึ่งความอลังการรอบด้านของเทศกาลดังกล่าวนี้เอง ที่ดึงดูดให้อภิสนธิ์เลือกแวนคูเวอร์เป็นเมืองศึกษาต่อด้าน Entertainment Business
       
       วันหนึ่ง เมื่อเขาปิดตำราที่กางมาทั้งวัน หนุ่มผู้หลงใหลมนตร์แห่งแจ๊สคนนี้ก็ได้ไปศึกษาวิชาแจ๊สนอกห้องเรียน โดยใช้หัวใจเป็นค่าลงทะเบียน
       "ตอนนั้น The Vancouver International Jazz Festival มีการประกาศรับสมัคร Volunteer (อาสาสมัคร) สำหรับคนที่จะมาร่วมทำงานในกิจกรรมต่างๆ เราก็ไปเลย เป็นคนไทยคนเดียว ผมก็ไปคุยกับสต๊าฟที่นั่น ซึ่งตอนหลังเป็นเพื่อนกัน เขาชื่อมิสเตอร์แกรี่ เขาบอกว่า ไม่เคยเห็นคนไทยที่มาสมัครแล้วอยากทำงานอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่มีแต่มาขอบัตรฟรีบ้าง อยากได้เสื้อยืดบ้าง(หัวเราะ)
       
       "พอได้รู้จักกับแกรี่ปุ๊บ เขาก็ให้บัตรเราเลย ทำให้เราสามารถเข้าเฟสติวัลที่ไหนก็ได้ คอนเสิร์ตที่ไหนก็ได้ ฟรี แล้วเราก็มีโอกาสสัมผัสดนตรีดีๆ แปลกๆ เรียกได้ว่า เป็นร้อยๆ คอนเสิร์ตในแต่ละปี ซึ่งผมทำอยู่ที่นั่นสองปี รวมเบ็ดเสร็จก็น่าจะอยู่ที่สองร้อยกว่าคอนเสิร์ต ซึ่งแต่ละคอนเสิร์ตมันยิ่งใหญ่และตระการตามาก"
       
       ประสาททุกส่วนของอภิสนธิ์เบิกโพลง เขารับเอาทุกเศษเสี้ยวส่วนประกอบของดนตรีแจ๊สเข้าสู่ตัว รอเวลาที่จะกลับไปกลั่นความทรงจำเหล่านั้นออกมาให้คนไทยได้สัมผัสบ้าง

 
 
 
 
       
       ฝันแล้งๆ

       "ผมคิดเลยว่า ถ้าผมกลับมาแล้วสามารถนำประสบการณ์หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ มาถ่ายทอดให้คนที่สนใจดนตรีแจ๊สได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายเมื่อผมกลับมาเมืองไทย ผมพบว่ามันยากมาก เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะไม่มีค่ายไหนที่สนใจเพลงแจ๊ส ไม่มีบริษัทไหนหรอกที่จะให้คุณทำเกี่ยวกับแจ๊สอย่างเดียว" อภิสนธิ์เล่าความฝันและความรู้สึกสิ้นฝันที่เกิดขึ้นในเวลาแทบจะไล่เลี่ยกันให้ฟัง
       
       "เมืองแวนคูเวอร์มีประชากรประมาณล้านคน แต่สามารถสร้างเฟสติวัลที่ดึงผู้คนมาดูอยู่ราวๆ สี่ถึงห้าแสนคน ในเวลาเพียงสิบวัน แล้วก็มีคอนเสิร์ตประมาณสี่ร้อยกว่าคอนเสิร์ต มีนักดนตรีประมาณพันเจ็ดร้อยคน แล้วมีสต๊าฟอาสาสมัครทั้งหมดสองถึงสามพันคน แล้วเมืองเขาน่ารักมาก ทุกครั้งที่จัดงาน จะมีอาสาสมัครตั้งแต่ด็อกเตอร์ สถาปนิค เจ้าของกิจการ ฯลฯ ทุกคนต่างมาเป็นอาสาสมัครหมดเลย ลางานมาช่วยเลยสิบวัน ขับรถให้ศิลปินบ้าง ส่งอาหารบ้าง ทำความสะอาดบ้าง จัดโต๊ะบ้าง ไปอยู่หลังสเตจบ้าง แจกโบรชัวร์บ้าง เราพบว่ามันมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นคอมมูนิตี้
       
       "ถ้าสมมุติเรามีโอกาสทำสิ่งนี้ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ ประชากรสิบล้านคน มีทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ธุรกิจ บันเทิงต่างๆ เราคิดว่ามันเป็นเมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่า เราไม่มีเฟสติวัลระดับโลก ไม่มีเทศกาลดนตรีที่เล่าขานกันในเซาท์อีส เอเชียน หรือในประเทศอื่นๆ เราไม่มีเฟสติวัลอย่างจริงจัง ที่เรามีก็คือ บางกอกแจ๊สเฟสติวัล แล้วก็หัวหินแจ๊สเฟสติวัล ซึ่งยังเป็นเฟสติวัลที่มีขนาดที่เล็กอยู่"
       
       ความต้องการจะเห็นเฟสติวัลแจ๊สที่มีคุณค่าระดับตำนาน อาจเป็นฝันที่ใหญ่เกินคว้า อภิสนธิ์จึงถอยไปมองสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย แล้วตั้งต้นยึดความฝันเล็กๆ นั่นคือการตั้งค่ายเพลงนำดนตรีแจ๊สที่มีคุณภาพเข้ามาให้คนไทยได้เสพแทน

 
   
เมืองแวนคูเวอร์
 
 
       
       สร้างจากมิตรภาพ

       ภาพของอภิสนธิ์ในวัยเยาว์ผุดพรายขึ้น ในวันที่เขารู้สึกระอากับความจำเจของแนวเพลงที่ศิลปินไทยหยิบยื่นให้ ร้านจำหน่ายซีดีชื่อ ทาวเวอร์ เรคคอร์ดก็เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ช่วงนั้นเองที่หนุ่มน้อยซึ่งกำลังอยู่ในรอยต่อระหว่างชั้นมัธยมศึกษากับอุดมศึกษา เดินเข้าไปสัมผัสรสชาติแปลกใหม่ที่เกลื่อนกระจายอยู่ในร้านขนาดใหญ่แห่งนั้น
       
       กฎเหล็กในการจำหน่ายซีดีในสมัยนั้น คือ ห้ามลูกค้าแกะพลาสติกหุ้มซีดี หรือนำมาเปิดฟังอย่างเด็ดขาด เมื่อกฎดังกล่าวมาผนวกกับราคาที่สูงระยับของซีดีแต่ละแผ่น ทำให้เปอร์เซ็นต์ของการซื้อหาไปครอบครองของคนทั่วไปลดน้อยลงไปโดยปริยาย
       แต่ด้วยอานุภาพของมิตรภาพระหว่างอภิสนธิ์กับพนักงานขาย เด็กหนุ่มคนนี้จึงได้มีโอกาสทดลองฟังเพลงที่อยู่ในอัลบั้มต่างๆ โดยเฉพาะในโซนของแจ๊สที่เขาเลือกเดินเข้าไปทักทายตามคำแนะนำของนักฟังเพลงรุ่นพี่
       
       "เราไปคุยกับถูกคอกับคนขาย เลยได้มีโอกาสได้ลองบ้าง จากการที่เราได้ลอง ทำให้โลกของดนตรีของเราเปิดกว้างมากๆ เพราะว่าแผ่นซีดีเหล่านี้ ถ้าลำพังเราต้องซื้อเอง เราคงซื้อไมไหวแน่ๆ แต่พอได้ลองปุ๊บ เราก็รู้เลยว่าเพลงนี้เพราะ แผ่นนี้เพราะ ก็เลยเก็บตังค์ พอสิ้นเดือนก็มาซื้อทีละแผ่น"
       
       สิบกว่าปีผ่านไป มิตรภาพก็ได้แสดงอำนาจของมันอีกครั้ง เมื่อการพบกันระหว่างอภิสนธิ์กับ 'วิชาติ จิราธิยุต' อดีตผู้บริหารค่าย EMI กลายเป็นจุดกำเนิดของค่ายเพลงที่นำงานแจ๊สระดับคุณภาพจากยุโรปเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยอย่างจริงจังเป็นค่ายแรกของสยามประเทศ
       
       "คุณวิชาติเองก็สนใจที่จะนำสิ่งใหม่ แทนที่จะเป็นคอมเมอร์เชียล มิวสิคทั่วไปที่ท่านเคยทำสำเร็จมาแล้ว ท่านคิดว่า น่าจะพอแล้วสำหรับดนตรีแนวนี้ ท่านก็คิดถึงดนตรีแนวอื่น อย่างแจ๊สกับคลาสสิค ว่าถ้าผลักดันดนตรีแนวนี้ได้ ก็น่าจะดี เพราะว่าคนฟังจะได้มีทางเลือก แต่ว่าท่านก็ไม่พบว่าจะมีใครที่จะมาร่วมหัวจมท้ายตรงนี้ด้วยกันเลย
       
       "สุดท้ายท่านมาพบผม เพราะว่าคุณวิชาติรู้จักกับเพื่อนของผม สุดท้ายเรามาคุยกัน ก็โอเค อุดมการณ์เดียวกัน คืออยากจะนำเสนอดนตรีแนวใหม่ๆ ที่สร้างสีสันแล้วก็สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือสร้างความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในเชิงดนตรีให้กับผู้ฟัง ค่าย Hitman จึงถือกำเนิดตั้งแต่ตอนนั้น"

 
 
บรรยากาศร้านทาวเวอร์ เรคคอร์ด 
 
 
       
       วันวาน วันนี้ และวันพรุ่ง

       "Hitman ยังมีความเชื่ออยู่ประโยคหนึ่ง สั้นๆ เลยว่า ทุกคนยังต้องการฟังเพลงที่ดี นี่คือหัวใจสำคัญมากๆ ที่ Hitman เชื่อว่า ดนตรีที่ดียังมีความต้องการในตลาด เราเพียงแต่นำเสนอดนตรีที่ดีไปสู่ตลาดเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็จะมีคนฟังมาซื้อ มาเสพเอง" ปณิธานของค่าย เป็นปณิธานเดียวกับคนฟังเพลงอีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ยังห่างไกลกับภาพฝันที่อยู่ในหัวของอภิสนธิ์
       
       แม้ยังห่าง แต่ก็ใช่ว่าระยะทางจะไกลคงที่เหมือนสิบกว่าปีที่แล้ว หลังจากที่อภิสนธิ์หอบไฟฝันกลับบ้านเกิดมาได้ไม่นานนัก สัญญาณเกี่ยวกับแจ๊สในประเทศไทยก็เริ่มสว่างไสว สังเกตได้จากเทศกาลดนตรีแจ๊สที่สามารถจัดต่อเนื่องได้นานเกินครึ่งทศวรรษกับสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับแจ๊สที่เปิดสอนมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
       
       "จากการที่อยู่ในวงการมากว่า 20 ปี ผมพบว่ามีนักฟังรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะแล้วตลาดแจ๊สก็เป็นตลาดที่โตมากทีเดียว สังเกตจากงานบางกอก แจ๊ส เฟสติวัลที่จัดมา 6-7 ปี ส่วนหัวหินแจ๊สฯ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 8 แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีปัญหาอุปสรรคบ้างเล็กน้อยในส่วนของสปอนเซอร์ แต่จะเห็นว่าการคงอยู่ของมันยังมีอยู่ต่อเนื่อง เพราะว่าแจ๊สเป็นดนตรีประเภทเดียวที่คนฟังซื่อสัตย์กับดนตรี พื้นที่หรือความร่วมมือของพื้นที่อย่างหัวหิน ก็กลายเป็นเมืองแห่งแจ๊สไปแล้ว ใครพูดแจ๊สต้องนึกถึงหัวหิน
       
       สัญญาณที่ดีปรากฏขึ้นตามตำแหน่งต่างๆ แต่บริเวณที่อภิสนธิ์เห็นว่ายังไม่มีสัญญาณตอบรับที่น่าพึงพอใจนั้น คือ สื่อสารมวลชน ซึ่งเขาเชื่อว่ามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางการเสพงานศิลปะของคนในชาติอยู่ไม่น้อย

 
   
วงเอลดิซซ่า ศิลปินเบอร์แรกที่ Hitman นำเข้ามา
 
 
       
       "แจ๊สเป็นอะไรที่ต้องได้ยิน เพราะฉะนั้นจึงเกิดปัญหาว่า ตราบใดที่วิทยุและสื่อต่างๆ ไม่ให้การสนับสนุนตรงนี้เท่าที่ควร ผู้ฟังก็จะไม่สามารถเข้าใจได้เหมือนกับที่ผมเข้าใจ ดนตรีแจ๊สจะไม่สามารถไปถึงผู้ฟังได้ ถ้าหากสื่อไม่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ให้ดนตรีเหล่านี้เป็นที่นิยม แต่เราก็เข้าใจนะครับ เพราะว่าดนตรีประเภทนี้ไม่ใช่ดนตรี Massที่จะเปิดได้ตลอดเวลา แต่จุดนี้เองที่ทำให้แจ๊สถูกจำกัด ก็เลยกลายเป็นว่าแจ๊สจะต้องเป็นบอสซาโนว่า ต้องเป็นเคนนี่ จี ต้องเป็นกลุ่มที่ฟังง่ายๆ สมูธๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแจ๊สกว้างกว่านั้นมาก
       
       "เมื่อสองฝั่งนี้มาประกอบกัน มันเลยมีการดึงหน่วงกันอยู่ ดูเหมือนว่าความนิยมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน มันเป็นงูกินหาง เนื่องจากมีเดียไม่ได้ให้ความสนใจ ถึงจะนิยมมากขึ้น ก็ไม่สามารถมีเฟสติวัลได้ตลอดทั้งปี หรือมีสถานที่ที่จะมีแจ๊สมาเล่นได้ตลอดเวลา เพราะว่าความนิยมยังถูกจำกัดอยู่ ถ้ากลุ่มมีเดียเล่นด้วย ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ความต้องการก็จะมากขึ้น ตอนนี้เท่าที่พบคือ ทั้งปีเรามีแค่สองเฟสติวัลเอง หลังจากนั้นคุณไม่มีโอกาสที่จะดูอะไรดีๆ เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า ดนตรีแจ๊สจะแพร่หลายไปได้อย่างไร"
       
       ริ้วแจ๊สในมโนภาพของอภิสนธิ์ค่อยๆ ขยับเข้าหากันอย่างเชื่องช้า เสียงดนตรีจากแผ่นซีดีที่เขาวางลงในเครื่องเล่นไหลผ่านไปบทแล้ว บทเล่า บางที กว่าที่ส่วนประกอบเล็กๆ เหล่านั้นจะเข้ามาเชื่อมต่อกันได้สมบูรณ์อาจต้องใช้เวลานานเกินชั่วอายุคน
       
       ภาพสวยงามชวนประทับใจที่เกิดขึ้นหน้าเวทีคอนเสิร์ตในเทศกาลที่อภิสนธิ์เคยสัมผัส อาจปรากฏขึ้นที่นี่ในวันหนึ่งข้างหน้า บางที อาจเป็นวันที่ร่างของอดีตทนายขาแจ๊สคนนี้กลับคืนสู่ผืนดินไปแล้ว ก็เป็นได้
       
 
 
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: