Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กันยายน, 2557, 13:09:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: "วิวาห์บาบ๋า" ประเพณีการออกเรือนอันงดงาม  (อ่าน 6789 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
กระต่าย
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,025
สมาชิกลำดับที่ 1178
แพ้...ชนะ....อยู่ที่ใจ...



| |

« เมื่อ: 14 พฤษภาคม, 2552, 11:04:07 »

วิวาห์บาบ๋า
   [url=http://image.ohozaa.com/show.php?id=4b5993a295333f3a58d80da98e3acda3][/url] 
ภูเก็ตเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะสภาพแวดล้องทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนโภคทรัพย์ที่มีในจังหวัดภูเก็ต จูงใจให้คนต่างชาติต่างภาษา สนใจที่จะเข้ามามีบทบาทในดินแดนแห่งนี้ จนบางครั้งทำให้ภูเก็ตกลายเป็นสมรภูมิเลือด เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว

          ชาวจีนเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมแข็ง ได้เข้ามาครอบงำวัฒนธรรมเดิมและสร้างความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมขึ้น
ชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓-๔ โดยเข้ามาสร้างตึกดินแบบจีนบริเวณแถวน้ำ บางเหนียว บ้านเรือนแถวกะทู้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ได้นำชาวจีนมาจากปีนังเพื่อให้เข้ามาทำเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ต ชาวจีนกลุ่มนี้ได้นำรูปแบบอาคารบ้านเรือนจากปีนังมาสร้างในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวภูเก็ตและชาวใกล้เคียงรู้จักในชื่อของ อาคารแบบชิโนโปรตุกีส
นอกจากนี้ชาวจีนกลุ่มนี้ได้แต่งงานกับชาวพื้นเมือง ทำให้เกิดกลุ่มชนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า พวกบาบ๋า และยอหยา ในภูเก็ต ประเพณีวัฒนธรรมแบบจีนได้เข้ามาเผยแพร่ในภูเก็ตบริเวณบ้านกะทู้ บ้านทุ่งคา ชุมชนในภูเก็ตได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภาษา การแต่งกาย อาหาร ผสมกับวัฒนธรรมพื้นเมืองจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น

         ประเพณีการแต่งงานที่นำเสนอในวันนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากวัฒนธรรมจีนในภูเก็ตนั่นเอง
ถนนถลางย่านธุรกิจเก่าแก่ของชาวจีนในจังหวัดภูเก็ต ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่อพยพมาจากปีนัง บางครอบครัวมีญาติอยู่ที่ปีนัง ย่านนี้ถือว่าเป็นย่านทางประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของชาวภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประเพณีท้องถิ่น และวัฒนธรรมทางภาษา
การแต่งงานแบบจีนโบราณชุดนี้ เป็นที่นิยมของชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนในอดีตย้อนหลังไม่ต่ำกว่า ๗๐-๘๐ ปี (ราวประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐) เป็นสมัยที่ชาวจีนมีอิทธิพลมากในเมืองภูเก็ต

          ประเพณีการแต่งงานของชาวภูเก็ตในยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้หญิงเก็บตัวอยู่ในบ้าน ผู้ชายไม่ค่อยได้พบลูกสาวบ้านใดง่าย ๆ การแต่งงานจึงเป็นผ่านคนกลางคือ แม่สื่อ (อึ่มหลาง) ผู้ทำหน้าที่นี้จะต้องเป็นผู้มีวาทศิลป์ในการพูด โน้มน้าวจิตใจให้เกิดการยอมรับทั้งสองฝ่าย ถ้าเจรจาสำเร็จ "อึ่มหลาง" จะต้องได้รับสมนาคุณเป็นอั้งเปา และขาหมูอย่างดี ๑ ขา


   [url=http://image.ohozaa.com/show.php?id=ac06bcbad63a38c49d02df4e002b180e][/url] [url=http://image.ohozaa.com/show.php?id=3f21c78944f7e80f2169772599ec63b6][/url] 

            การจัดงานแต่งงานถือเป็นงานมงคลสำคัญในชีวิตของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และชาวภูเก็ตถือว่าการเลี้ยงลูกจนได้แต่งงาน ถือเป็นความสำเร็จของพ่อแม่อย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าบ้านใดลูกสาวได้แต่งงานต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ โดยใช้คณะวงดนตรีจีนนำหน้าขบวนแห่ คนทั่วไปเมื่อได้ยินเสียงจะวิ่งมาดู ชาวภูเก็ตจะเลียนเสียงคนตรีจีนประกอบงานมงคลสมรสว่า ตีต่อตีเฉ้ง คำว่า "ตีต่อตีเฉ้ง" จึงเป็นคำที่ใช้เฉพาะงานแต่งงานเท่านั้น
ประเพณีเริ่มจากบ้านเจ้าบ่าว ก่อนเจ้าบ่าวจะออกจากบ้านจะต้องมีการจุดประทัด จากนั้นขบวนเจ้าบ่าวจะเดินทางไปบ้านเจ้าสาว เมื่อถึงบ้านเจ้าสาวจะมีการจุดประทัดรับเจ้าบ่าวที่หน้าบ้านเจ้าสาว นำเจ้าบ่าวเข้าบ้าน

          เจ้าบ่าวเดินเข้าบ้าน ญาติฝ่ายเจ้าสาวจัดเด็กผู้หญิงมารอรับและเชื้อเชิญเจ้าบ่าว และญาติฝ่ายเจ้าบ่าวเข้ามาในบ้าน
เมื่อเจ้าบ่าวเข้าไปข้างในบ้าน อึ่มหลางจะส่งขันหมากให้แม่เจ้าสาว หลังจากนั้น เพื่อนเจ้าบ่าวจะส่งเสี่ยหนาให้อึ่มหลาง อึ่มหลางจะเป็นผู้ส่งเสี่ยหนาซึ่งบรรจุน้ำชา ๕ รส ให้กับญาติเจ้าสาว

(ในการหมั้น ในเสี่ยหนามี ขนมหวาน ได้แก่ ขนมถั่ว ๑๒ ชิ้น และน้ำตาล (ถั่ว หมายถึง ความเจริญงอกงาม)(น้ำตาล หมายถึง ความหวาน))
เจ้าสาว- ในวันนี้ลูกสาวชาวภูเก็ตถือว่าเป็นวันสำคัญในชีวิต เจ้าสาวจะสวมชุดพิเศษ ถ้าเจ้าสาวเชื้อสายฮกเกี้ยน สวมชุดปั้วตึ่งเต้ เจ้าบ่าวสวมชุดสูทแบบสากล

ถ้าเจ้าสาวเป็นจีนเชื้อสายแผ่นดินใหญ่โดยตรง จะแต่งแบบฮ่องกง คือ
 
ชุดคลุมหน้า เจ้าบ่าวก็สวมชุดคลุมรุ่มร่ามแบบฮ่องเต้
ชื่อเรียก ชุดปอตึ้งเต้
นิยม ใช้สีชมพู หรือส้มชมพู
ลักษณะการแต่งกาย ประกอบด้วยเสื้อผ้า ๒ ชั้น
- เสื้อตัวใน เป็นเสื้อสั้นแค่เอวติดริมลูกไม้ แขนเสื้อจีบปลายแขน เรียกว่า เสื้อมือจีบ
- เสื้อตัวนอก เป็นเสื้อคลุมยาว ใช้ผ้าป่านรูเบีย กระดุมกลม เรียกว่า กระดุมกิ้มตู้น
คำว่า "กิ้มตู้น" หมายถึง เงินเหริญต่างประเทศโดยเฉพาะเหรียญทองอังกฤษขนาดเล็ก ใช้ทำกระดุม หรืออาจจะเป็นกระดุมกลมฝังเพชรก็ได้
กิ้มตู้น- จะใช้ทำกระดุม หรือทำจี้ก็ได้ เพียงแต่จี้กิ้มตุ้นมีขนาดใหญ่และมีลวดลายเป็นหงส์ นก หรือนกยูงล้อมรอบ ถ้าเป็นกระดุมไม่ต้องหุ้มทองรอบนอก

เครื่องประดับอื่น ๆ
เสื้อครุย
- โกสังข์ ๑ ชุด ๓ ดอก (เงินหรือทองก็ได้)
- หลั่นเตป๋าย( สร้อยแผงหรือสร้อยสังวาล)
- กำไล ๒ ข้าง
- แหวน ๘ นิ้ว, กำไลข้อเท้า
ทรงผม- เกล้าผมทรงสูง ด้านหน้าเรียบตึง ด้านหลังโป่งออกเรียก "ชักอีโบย" เกล้ามวยไว้บนศีรษะ ด้านข้าง ๒ ข้าง ดึงให้โป่งออกเรียกว่าอีเปง บนมวยดึงขึ้นเป็นรูปหอยโข่ง ปักดอกไม้ไหวทำด้วยทองคำ หรือลวดดอกไม้ไหว ทำผมสูงจะต้องทำให้แข็งด้วย "กาโต้หั้ว" ลักษณะคล้าย เยลในปัจจุบัน กาโต้หั้ว ทำด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง ต้ม ยางไม้จะจับให้ผมแข็งตัว คงสภาพอยู่นาน
พัด- นิยมถือพัดขนนก (ขนไก่) สีชมพู
การแต่งกายนี้จะแสดงถึงฐานะของเจ้าสาว

เจ้าบ่าวจะแต่งกายแบบชาวตะวันตก คือสวมเสื้อนอก (แม่เสื้อ) ผูกเนคไท (สวมสูทนั่นเอง)
คนภูเก็ตซึ่งสืบเชื้อสายมาจากจีน มักจะนับถือพระเจ้า เทวดา ฟ้าดิน ดังนั้น ในวันมงคลจึงมักจะมีการไหว้ เง็กเซียนฮ่องเต้ ถือว่าเป็นเทวดาผู้ใหญ่ซึ่งบังคับบัญชาเทวดา ทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า การที่เลี้ยงลูกมาได้จนเติบ มีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐาน เพราะได้รับการคุ้มครองดูแล
จากเทวดา ฟ้าดิน ทั้งหลาย

       ขณะไหว้เทวดาเจ้าสาวจะยืนอยู่ทางขวามือของเจ้าบ่าวหรือเจ้าบ่าวอยู่ทางด้านซ้ายมือของเจ้าสาว ทั้งนี้เพราะชาวจีนจะถือว่ามือซ้ายซึ่งเป็นมือที่ถือถ้วยข้าว เป็นใหญ่กว่ามือขวาที่ถือตะเกียบ
สำหรับการคุกเข่าไหว้เทวดา ๑๒ ครั้ง คำว่า ๑๒ หรือ จับหยี่ป่าย ถือเป็นคำมงคลเป็นฤกษ์ดี ๒๔ ครั้ง หรือ หยี่สี่ป่าย ถือเป็นความกตัญญูกตเวที จากนั้นจึงเข้าไปในบ้านเพื่อไหว้พระในบ้าน ต่อด้วยไหว้บรรพบุรุษ และไหว้พ่อแม่เจ้าสาว

     กิจกรรมในตอนนี้จะมีพิธีล้างเก้าอี้ทรงกลม คือ เจ้าบ่าว เจ้าสาวจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาปูบนเก้าอี้ จะใช้มือซ้ายกวาด ๑ ครั้ง และจะใช้มือขวากวาด ๑ ครั้ง กระพือ ๑ ครั้ง

ขนมที่ใช้ในประเพณี แต่งงานของคนภูเก็ตจะมีขนม ๑๒ อย่าง ซึ่งคนภูเก็ตถือว่าเป็นขนมมงคลได้แก่
-๑ ขนมกันแม (กาละแม) มีความหมายว่า ขอให้ความรักของคู่บ่าวสาว หวานชื่น ยืนยาว แน่นเหนียว มีความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะขนมกันแมมีวิธีทำยุ่งยากมาก กว่าจะทำสำเร็จได้ ต้องใช้ความพยายาม ความมานะอดทน หนักแน่น และมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีความรัก ความสามัคคีกัน ชีวิตและครอบครัวจึงมีความสุข
-๒ ขนมข้าวเหนียวหีบ (ข้าวเหนียวอัด) มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวมีความรักที่มั่นคง เหนียวแน่น สีของขนมคือ สีขาวและสีม่วง เปรียบเสมือนสองครอบครัวที่ต่างกันก็ตาม เมื่อมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน หากมีความรักความสามัคคีกลมเกลียวกัน ร่วมกันสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น มั่งคง ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาล
-๓ ขนมปาถ้องโก้(คล้ายขนมถ้วยฟู นึ่งด้วยถาด) มีความหมายว่า ให้ชีวิตครอบครัวรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าหน้าที่ตลอดไป จัดเป็นขนมฟู หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
-๔ ขนมบูหลู (ขนมไข่) หมายถึง ให้ชีวิตการแต่งงานของคู่บ่าวสาวมีความเจริญรุ่งเรือง
-๕ ขนมห่อ (ขนมสอดไส้) มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวอยู่เรียงเคียงคู่เหมือนไส้ขนมที่มี ๒ เม็ด อย่าได้พลัดพรากจากกัน ขอให้ชีวิตคู่มีความสุขตลอดอายุขัย
-๖ ขนมเทียน เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ไส้ทำจากถั่ว น้ำตาล และจันอับ ความเหนียวหมายถึงความสามัคคี น้ำตาลและจันอับหมายถึงความหวาน ความยิ่งใหญ่ ถั่ว หมายถึง ความเจริญงอกงาม
-๗ ขนมชั้น มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาว จงครองรักกันด้วยความสุขหวานชื่น มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ครอบครัวเจริญก้าวหน้า สืบทอดถึงชั่วลูกชั่วหลาน
(๘)ซีกั้วโก้ย ตัวขนมเป็นสีเหลืองฐานสีเขียว เป็นขนมที่เป็นชื่อของผลไม้ใหญ่ใช้ในงานมงคล หมายถึง ความยิ่งใหญ่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความกลมของผลไม้ หมายถึง ความกลมเกลียวของคู่บ่าวสาว
(๙) กาเป็กโก้ย (ขนมคีบหรือขนมทองม้วน) มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวใช้ชีวิตคู่ให้เกาะเกี่ยวยึดติดกันเคียงคู่กันตลอดอายุขัย
(๑๐)ฉ่ายเถ่าโก๊ย (ผสมหัวผักกาด) มีความหมายว่า ให้ชีวิตคู่บ่าวสาว ครองรักครองเรือนอย่างมีความสุข หัวไฉเท้ามีราก ใบ ก้าน ซึ่งหมายถึง ความมีรากฐาน เป็นปึกแผ่นของคู่บ่าวสาว
(๑๑)ขนมหุ้นโก้ย มีความหมายว่า ขอให้ชีวิตครอบครัวของคู่บ่าวสาวมีความอบอุ่น เต็มไปด้วยความรักมีความหวานชื่น เข้าใจซึ่งกันและกัน
(๑๒)ขนมผิง มีความหมายว่า ขอให้ชีวิตครอบครัวของคู่บ่าวสาวมีความอบอุ่น เต็มไปด้วยความรักอันหวานชื่น เข้าใจซึ่งกันและกัน
คนภูเก็ตสมัยโบราณจะสอนให้ลูกหลาน เป็นคนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน เคารพนับถือเทวดาฟ้าดิน เชื่อฟังผู้ใหญ่ จะสังเกตเห็นได้จากประเพณีแต่งงานของคนในภูเก็ตที่เจ้าบ่าว เจ้าสาว จะต้องไหว้เทวดา ซึ่งเป็นพระนอกบ้าน ซึ่งหมายถึงการเคารพอ่อนน้อมต่อคนทั่วไป ไหว้พระในบ้าน ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผู้ใหญ่ นอกจากนั้นการแต่งงานของคนภูเก็ตสมัยโบราณยังไม่มีการรับไหว้ด้วยเงินหรือทอง แต่จะมีเพียงการรับไหว้ซึ่งหมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน คนภูเก็ตสมัยโบราณจึงไม่สนใจทรัพย์สิน เงินทองความร่ำรวย การเลือกลูกเขยลูกสะใภ้ จึงมักจะดูเพียงว่าเป็นคนขยันอดทน และเป็นคนดี หรือไม่ ด้วยค่านิยมเช่นนี้ ทำให้ครอบครัวถึงคนภูเก็ตซึ่งส่วนใหญ่ เป็นครอบครัวที่มีลูกมากถึง ๑๐ กว่าคน เมื่อแต่งงานกันแล้วจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมาจากต่างครอบครัว ก็สามารถอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุขตราบเท่าทุกวันนี้.
บันทึกการเข้า




...........................................................................

ปิ่งปิ๊ง
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 19
สมาชิกลำดับที่ 1576
นาน ๆ จะเข้ามาถี่ ๆ



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2552, 17:02:03 »

เจ้าสาวสวยค้าบ
บันทึกการเข้า

ไปผิดทาง  ก็เดินขอเดินให้สุดทาง...

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2553, 19:36:46 »



"วิวาห์บาบ๋า" ประเพณีการออกเรือนอันงดงาม
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000103509



 


คู่บ่าวสาวแต่งกายแบบชุดแต่งงานของบาบ๋า
 

 
      "ภูเก็ต" เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และหนึ่งในจำนวนกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ที่ภูเก็ตมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น "บาบ๋า" (Baba) หรือ "เพอรานากัน"ก็คือลูกผสมที่เกิดจากพ่อเป็นชาวจีนกับแม่ที่เป็นคนท้องถิ่น ชาวบาบ๋าที่ภูเก็ตมีการรวมกลุ่มกันอย่างดี และมีการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของกลุ่มคนบาบ๋าไว้มากมาย อย่างเช่น ประเพณีการแต่งงานของบาบ๋าซึ่งมีความน่าสนใจมาก
       
       ประเพณีการแต่งงานของชาวบาบ๋า ถือว่าเป็นประเพณีการออกเรือนที่สืบทอดให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งการแต่งงานของชาวบาบ๋ามีสิ่งที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของครอบครัว การเคารพแก่ผู้อาวุโส ที่มีความหมายกว้างไปถึงผู้รู้จัก ผู้เคารพนับถือที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกันด้วย การแต่งงานบาบ๋าจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเฉพาะคู่บาวสาวเพียงสองคน แต่เป็นการประกาศและดำรงข้อผูกพันในสังคมบาบ๋า เพอรานากันด้วย
       
       การแต่งงานของชาวบาบ๋าภูเก็ตในยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้หญิงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ผู้ชายไม่ค่อยได้พบลูกสาวบ้านไหนได้ง่าย ๆ การแต่งงานจึงต้องผ่านคนกลางคือ ที่เรียกว่า "อึ่มหลาง" (แม่สื่อ) ผู้ทำหน้าที่นี้จะต้องเป็นผู้มีวาทศิลป์ในการพูด โน้มน้าวจิตใจให้เกิดการยอมรับทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้อึ่มหลางถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทและมีความสำคัญมากกว่าเป็นเพียงแค่แม่สื่อเท่านั้น เพราะอึ๋มหลางนอกจากจะแนะนำสองครอบครัวให้รู้จักและยอมรับกันแล้ว อึ๋มหลางจะคอยสอนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถูกต้องในการปฏิบัติตน การจัดพิธี การรู้จักสัมมาคารวะ ไปจนกระทั่งแนะนำการครองเรือน





 
พิธีผางเต๋ คือการรับไหว้น้ำชาของชาวบาบ๋า

 
 
       สำหรับการจัดงานแต่งงานของชาวบาบ๋า จะมีพิธีรีตองที่ค่อนข้างเยอะ คือมีการหาฤกษ์ยาม จัดเตรียมชุดแต่งงาน เครื่องประดับกาย ของไหว้ เครื่องประดับบ้านเรือน พิธีการต่างๆ ทั้งการไหว้ฟ้าดิน ขบวนแห่ ผ่างเต๋ (การรับไหว้น้ำชา) การเวียนสาดหมอน การชมห้องเจ้าสาว การเดินทางไปอนุญาต และขอพรต่อองค์พระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ถึงแม้ว่าการจัดงานแต่งแบบบาบ๋าของคนภูเก็ต จะมากด้วยความซับซ้อนในพิธีการ แต่ทุกสิ่งที่จัดขึ้นถือว่ามีความหมายที่ลึกซึ้งให้คุณค่าแก่ทุกคนที่มาร่วมงาน
       
       และเผื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีการแต่งงานบาบ๋าของชาวภูเก็ตอันดีงามไว้ ทางสมาคมเพอรานากันภูเก็ต จึงได้ร่วมมือกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน "วิวาห์หวานบาบ๋า สุดปลายฟ้าอันดามัน" ขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2553 โดยทำการจัดพิธีการแต่งงานแบบบาบ๋าให้คู่แต่งงานที่สนใจได้เข้าร่วมแต่งงานแบบบาบ๋าที่มีความงดงาม
       
       สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมแต่งงานในงาน "วิวาห์หวานบาบ๋า สุดปลายฟ้าอันดามัน" สามารถสมัครเข้าร่วมแต่งงานได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 ก.ค. นี้ ติดต่อได้ที่สมาคมเพอรานากัน โทร. 0-7622-4316

 

บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: