Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
01 พฤศจิกายน, 2557, 05:45:13

   

ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมสนอง  (อ่าน 2923 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
กระต่าย
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,025
สมาชิกลำดับที่ 1178
แพ้...ชนะ....อยู่ที่ใจ...



| |

« เมื่อ: 11 พฤษภาคม, 2552, 11:47:04 »

ตอน บาปซ้ำกรรมซัด

พระท่านว่า กรรมที่ตนได้กระทำแล้วนั้น เมื่อยังไม่ส่งผล อย่าพึ่งคิดว่าผลกรรมนั้นไม่มี มันอาจจะส่งผล ให้ตัวเราทุกข์ อย่างชนิดที่นึกไม่ถึงก็ได้ ผู้เขียนจะนำท่านไปพบกับเรื่องราว ของคนที่ได้รับผล ของกรรม ที่ตนเองได้กระทำขึ้นในอดีต ดังเรื่องราวต่อไปนี้.....

เรื่องได้เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณพ่อดวง มีเมืองเก่า อายุ ๗๐ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๗๑/๑ บ้านศรีฐาน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

คุณพ่อดวงได้เล่าถึงกฎแห่งกรรม หรือกรรมตามมาสนอง ให้กับผู้เขียนฟังว่า ก่อนนี้แขน ขา หู ตา ผมก็อยู่ครบ ๓๒ อย่าง เหมือนกับผู้คนทั่วไป แต่หลังจากผลของกรรม ที่ผมได้กระทำขึ้นในอดีต มันมาส่งผล ในปัจจุบันนี้ จนผมแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

ผมเกิดมาเป็นลูกคนจน พอโตขึ้นมาต้องทำงานทุกสิ่งอย่าง เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และหาเงิน มาเลี้ยง ครอบครัว ช่วยพ่อแม่อีกแรง ไม่ว่าจะเป็นงานหนักงานเบา ผมต้องทำทั้งนั้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อายุตอนนั้นราว ๑๗ ปี เห็นจะได้ ผมได้ประกอบอาชีพหาปูหาปลา หากบหาเขียด เอามากิน และเอามาขาย แทบจะทุกวัน

ทุกครั้งที่ผมออกไปล่าสัตว์ จะต้องได้ทั้งปูทั้งปลาทั้งกบและเขียดทีละมากๆ บ้างก็เจอหนองน้ำที่มีน้ำน้อย ก็จะเอาถังวิดน้ำออกเพื่อเอาปลา บ้างก็เจอรูปู ก็จะเอาเสียมขุดลงไปตามรูปูนั้น บางทีก็ได้ทั้งปู และกบ หรือเขียดในรูเดียวกัน

บางคืนฝนตก พอฝนหยุดตกจะมีกบ เขียด อึ่งอ่าง พากันร้องระงมลั่นทุ่งไปเลย ผมก็จะเอาไฟฉายไปส่อง เพื่อจับกบ จับเขียด จับอึ่งอ่างเหล่านั้นมาขายอยู่เป็นประจำเสมอมา

บางครั้งผมยังเคยเอาตะขอเหล็ก (ภาษาอิสานเอิ้นว่าเบ็ดก๊อกบ) ไปแหย่ลงไปยังรูปู เพื่อหากบเขียดก็ยังมี คือพอพบรูปูที่ใหญ่พอสมควร คิดว่าจะมีกบหรือเขียดอาศัยอยู่กับปูนั้นด้วย ก็จะเอาตะขอเหล็ก ที่มีปลาย อันแหลมคม ที่แนบติดอยู่กับปลายไม้ไผ่ที่เหลาให้กลมๆเท่านิ้วมือของคนเรานี้ ยาวประมาณ หนึ่งเมตร แล้วหย่อนลงไปตามรูปูนั้น หากรูใดมีกบหรือมีเขียดอยู่ ตะขอเหล็ก จะดึงเกี่ยวเอากบ หรือเขียดตัวนั้น ขึ้นมาจากรูปูนั้น

พอกบหรือเขียดพ้นขึ้นมาจากรูปูนั้นแล้ว ผมก็จะรีบจับเอามาหักขาทั้งสองข้าง หักจนแน่ใจว่า ขาของกบ และเขียดเหล่านั้นหักดีแล้ว ค่อยจับเอาใส่ข้องที่เตรียมมานั้น

ผมหาปลา หากบ หาเขียด เพื่อเอามากินและเอามาขาย จากอายุ ๑๗ ปี จวบจนอายุ ๒๒ ปี หักขากบ ขาเขียด คงจะเป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันตัว พวกมันต้องได้รับความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน มากทีเดียว

จากนั้นมาอายุของผมพอสมควรจะมีครอบครัว พ่อแม่ก็ไปสู่ขอสาวซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน มาให้เป็น คู่ผัวตัวเมีย ร่วมทุกข์ ร่วมสุขให้กับตัวผม

พอผมมีเมียมีลูกแล้ว ก็หันไปประกอบอาชีพอย่างอื่นแทน แต่บางครั้งก็ยังหากบหาเขียด เอามากิน มาขายอยู่บ้าง ในบางโอกาส ซึ่งผมก็คิดว่า มันจะไม่เป็นบาป เป็นกรรม เป็นเวร เป็นภัย มาถึงตัวเรา ได้ในภายหลัง เพราะผมไม่เคยศึกษาธรรมะ ไม่เคยเรียนรู้ถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่คิดถึง เรื่องบาปเรื่องกรรม เรียกว่าทำไปแล้วก็แล้วกันไป

ผมได้สร้างครอบครัว อยู่กับลูกเมียจนอายุได้ ๕๐ กว่าปี ราวพ.ศ.๒๕๒๗ ผมก็ได้สร้างกรรม ให้กับตัวเอง ขึ้นมาอีกครั้ง ปกติผมจะเลี้ยงไก่ตามพื้นบ้าน เลี้ยงเอาไว้ฆ่ากินและเอาไว้ขายด้วย ในปีนั้น ได้มีแมวป่า มาขโมยกินลูกไก่ของผม อยู่เป็นประจำ แต่ผมก็ไม่เคยเห็นแมวขโมยตัวนี้ซะที

ทุกวันหากผมมีเวลาว่าง ก็จะพยายามเฝ้าจับตาดูที่เล้าไก่อยู่เสมอ คาดว่าสักวันจะต้อง ได้พบเห็น แมวขโมยตัวนี้แน่ๆ

อยู่มาอีกประมาณ ๓-๔ เดือน ผมก็ได้พบกับแมวขโมยตัวนี้จนได้ ในวันนั้นผมเห็นมัน กำลังไล่ตะครุบ ลูกไก่อยู่ในเล้าไก่พอดี บังเอิญขณะนั้นมีเด็กที่อยู่ในละแวกบ้าน เดินถือหนังสติ๊กผ่านมาพอดี

ผมจึงร้องบอกกับเด็กคนนั้นไปว่า เฮ้ย ! มนมึงมาก็ดีละ มาช่วยยิงแมวขี้ขโมยตัวนี้ให้กูที พอเด็กชายมน ได้ยินแค่นั้น เขาก็จับเอาหนังสติ๊กขึ้นมา เตรียมเอาลูกหินใส่ แล้วเล็งหนังสติ๊กไปยังแมวหัวขโมยตัวนั้นทันที

ผมบอกกับเด็กคนนั้นไปว่า ยิงใส่หัวมัน เอาตรงหน้าผากของมันเลยนะ มันจะได้เจ็บๆและเข็ดขยาด ไม่กล้ามากินไก่อีก ตอนนั้นแมวพอเห็นคนเข้า และได้ยินเสียงคนพูด มันก็เลยหยุดไล่ตะครุบลูกไก่ แล้วหันหน้า จ้องมาทางพวกผม

จังหวะนั้นเอง เด็กชายมนก็ได้ปล่อยลูกกระสุนออกจากหนังสติ๊กไป ลูกหินกลับไม่ถูกหัวของแมว แต่พลาดเป้า ไปถูกตาด้านขวาของมัน เข้าอย่างจัง จนตาของมันแตก ตาบอดไปทันที

มันส่งเสียงร้อง ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด แล้วก็ดิ้นรนหาทางออกจากเล้าไก่นั้น เพื่อให้หลุด จากการถูกยิงซ้ำ มันจึงหาทางออกจากเล้าไก่อย่างทุลักทุเล

พอมันหลุดจากเล้าไก่ไปได้ ก็วิ่งหนีโซซัดโซเซไม่ตรงทาง แล้วก็หันหน้ามองมาทางพวกผม เป็นการพยาบาท อาฆาตอย่างแรงทีเดียว จากนั้นมันก็วิ่งลับหายเข้าป่าไป

พ่อท่าน(สมณะโพธิรักษ์)กล่าวว่า "มีแต่ผู้รู้จักชีวิต และรู้จักเมตตาอย่างเป็นสัจจะเท่านั้น จึงจะรัก และเมตตา ชีวิตสัตว์อื่นได้อย่างจริงใจ มีแต่ผู้ศึกษาเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างแจ่มแจ้งเท่านั้น จึงจะไม่กล้าโหดร้าย ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้าย ไม่ทำลายชีวิตสัตว์อื่น เพราะเขารู้สัจจะนั้นคือ การทำร้าย ทำลายชีวิตของตนเอง อย่างโหดร้ายเช่นกัน"

พอปีพ.ศ.๒๕๒๘ ถัดจากปีที่ผมสั่งให้เด็กยิงแมวจนตาบอดไปข้างหนึ่งนั้น เมฆหมอกแห่งผลกรรม ที่ผมเคยกระทำ เอาไวัในอดีต ได้เริ่มส่อเค้ามาบดบังชีวิตของผม

ชีวิตของผมที่เคยมีสุขภาพแข็งแรง มีร่างกายครบ ๓๒ เหมือนอย่างคนธรรมดาทั่วไป เจ้ากรรมนายเวร เริ่มมาทวงถาม ตอนแรกตาของผมด้านขวาก็เริ่มเจ็บจนตาแดง มีอาการเจ็บปวดมา มีน้ำตาไหล อยู่ตลอดเวลา ผมเลยให้เมียไปหาซื้อยามาให้หยอดตา แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น

ต่อมาผมเห็นว่าอาการเจ็บปวดตามันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เลยบอกให้เมียและลูกพาไปหาหมอ ที่โรงพยาบาล ศูนย์ขอนแก่น คุณหมอบอกกับผมว่า ป่วยเป็นโรค"ตาต้อหิน" จะต้องกินยา และเอายา ไปหยอด

ผมเอายามากินและเอามาหยอด อาการเจ็บปวดตาก็พอทุเลาลงบ้าง ไม่ค่อยเจ็บปวดเหมือนก่อน แต่ทว่าน้ำตา ยังไหลอยู่ตลอดเวลา ผมต้องไปหาหมอเพื่อเอายามากิน มาหยอดตา อยู่ปีกว่าๆ ตาของผม ก็ไม่ดีขึ้นมาเลย แล้วก็เริ่มเป็นตาฝ้าตาฟางลงเรื่อยๆ

สุดท้ายราวปีพ.ศ.๒๕๓๓ ผมก็ได้กลับไปหาคุณหมออีกครั้ง พอคุณหมอตรวจดูตาของผมแล้ว ก็บอกว่า ตาของคุณ จะรักษาอย่างไรมัน ก็ไม่หายหรอก มีแต่มันจะบอดเท่านั้น แล้วคุณหมอก็ถามผมต่อไปว่า คุณจะเอาตา ข้างที่มันบอดนี้ออกไหม

ผมเลยตอบคุณหมอไปว่า เอาออกผมก็เป็นคนตาบอด ไม่เอาออกผมก็เป็นคนตาบอด สู้ไม่เอาออกดีกว่า

ตั้งแต่นั้นมา ผมกลายเป็นคนตาบอดข้างขวา ข้างเดียวกับตาของแมวที่โดนยิงคราวนั้น ผมมาคิดได้ ในภายหลังว่า นี่แหละหนอที่พระท่านว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นย่อมมาถึงตัว

บาปที่มาซ้ำ กรรมก็ยังมาซัด ให้กับชีวิตของผมเข้าให้อีก คือปลายปีพ.ศ.๒๕๓๓ นั้น ผมได้เลี้ยงวัว เอาไว้ขาย อยู่หลายตัวด้วยกัน มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปเกี่ยวหญ้า เพื่อเอามาให้วัวกิน

ในขณะที่ผมเดินก้มหน้าเกี่ยวหญ้าเพลินอยู่นั้น เผอิญขาของผมด้านซ้ายได้ไปเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้ เป็นรอยแผลเขียวช้ำ เพียงถลอกปอกเปิกเท่านั้น ในใจก็ไม่คิดว่ามันจะไม่เป็นอะไร พอกลับมาบ้าน ก็เอายาหม่องมาถูมาทา ตามรอยขีดขูดนั้น แต่พอตกเย็น แผลนั้นก็ตีพิษ คือมันจะเจ็บและปวดหนึบๆ ปวดเจ็บทรมานมาก กินยาแก้ปวด ชนิดใด ก็ไม่หาย มีแต่พอทุเลา ทนทุกข์ทรมานอยู่ ๔ วัน ๔ คืน เมียและลูก เลยพาผมไปหาหมอ ที่โรง-พยาบาลศูนย์ขอนแก่นอีก

คุณหมอบอกกับผมว่า แผลคุณเป็นบาดทะยักแล้ว เดี๋ยวนี้พิษมันกำลังจะเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่แล้ว หากคุณมาช้ากว่านี้เพียง ๑๕ นาที คุณอาจตายแล้วก็ได้ หมอจะต้องตัดขาข้า งที่แผล เป็นบาดทะยักนี้ทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตของคุณเอาไว้

ตอนแรก พอผมได้ยินว่าหมอจะตัดขาผมทิ้ง ใจผมนี้หายวาบไปเลย นึกไม่ถึงว่าแผลที่เป็นแค่นี้ มันจะร้ายแรง ถึงกับตัดขาผมทิ้งไป แต่มานึกอีกทีหากไม่ตัดทิ้ง ตัวเราอาจจะถึงตายก็ได้ แล้วผมก็ตอบว่า แล้วแต่คุณหมอเถอะครับ ขอเพียงให้ผมหายปวด หายทนทุกข์ทรมาน และไม่ตายก็พอ

แล้วคุณหมอก็ได้รีบนำเอาผมเข้าห้องผ่าตัดทันที พอตัดขาออก อาการเจ็บปวดก็หายไปในทันที จากนั้น ผมก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อีก ๔ วัน เมื่อคุณหมอเห็นว่าแผลที่ขาโดนตัดหายดีแล้ว คุณหมอ เลยอนุญาต ให้ผมกลับมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านได้

ต่อมาอีกราวปีพ.ศ.๒๕๔๒ วิบากกรรมที่ผมเคยทำเอาไว้ในอดีต มันคงยังไม่หมดกรรมหมดเวรต่อกัน คือลูกชายของผมที่ได้ไปเรียนรู้วิธีทำสีรถยนต์ จนชำนาญงานดีแล้ว เขาก็คิดอยากจะเปิดอู่ซ่อมสีรถยนต์ เป็นอู่ของตัวเองบ้าง

ตรงที่เขาจะเปิดอู่ซ่อมสีรถยนต์นี้ จะมีก้อนอิฐแตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ผมเห็นแล้วจึงได้สั่งให้รถขนดิน เอาดินมาถม ที่ตรงนั้น พอถมดินแล้ว ผมก็ได้นำจอบไปเขี่ยไปถมก้อนอิฐแตกเหล่านั้น

ในขณะที่ผมเอาจอบเก็บกวาดดินอยู่นั้น ขาของผมที่เหลืออยู่ข้างเดียว คือตอนนั้นผมมีขาเทียมอยู่ข้าง ขาจริงอีกข้าง มันได้ไปเฉี่ยวเข้ากับก้อนอิฐแตกนั้น จนเป็นแผลเลือดไหลซิบๆออกมา

ต่อมาแผลนั้นก็ตีพิษขึ้นมาอีก ผมรู้สึกเจ็บปวดเป็นอันมาก ขนาดตะขาบที่ต่อยคนว่ามันเจ็บ ยังเจ็บเป็นน้อง ของมันเลย ปวดมากจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยล่ะ ยากินยาแก้ลูกเมียของผมก็หามาให้ พอกินยาทายา ก็พอทุเลา แต่พอหมดฤทธิ์ยา ก็ปวดขึ้นมาอีก ที่ผมไม่ยอมไปหาหมอแต่ตอนแรก ปวดแผลนั้น ผมก็คิดว่า มันจะไม่เป็นอะไรมาก ผมต้องทนเจ็บปวด ทนทรมานอยู่ที่บ้านถึง ๔ วัน ๔ คืน เหมือนคราวที่แล้ว

ในขณะที่ผมนอนเจ็บปวดอยู่นั้น ผมก็คิดไปถึงเหล่ากบและเขียด ที่เคยหักขาเขาเอาไว้มากมาย เขาคง จะเจ็บปวด ไม่แพ้กับผมเจ็บปวด อยู่ในคราวนี้เช่นกัน เป็นแต่เพียงว่ากบและเขียดเหล่านั้น เขาพูดไม่ออก เขาบอกไม่ได้เท่านั้นเอง

พอผมเจ็บปวดมากๆ จนจะทนไม่ไหวแล้ว เลยให้เมียและลูกพาไปหาหมอ ที่โรง-พยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ในใจตอนนั้นคิดว่า หากหมอจะตัดขาของผมอีกข้าง ก็แล้วแต่บุญกรรมละ ไม่เหมือนตอนแรก ที่กลัวหมอ จะตัดขาอีกข้าง จึงไม่ยอมมาหาหมอ

หลังจากที่คุณหมอได้ตรวจดูบาดแผลเรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็ได้บอกว่า แผลที่ขาของคุณติดเชื้อบาดทะยัก เข้าเขตอันตรายแล้ว คุณจะต้องถูกตัดขาทิ้ง ถึงจะพ้นขีดอันตรายได้

ผมเจ็บและปวด ทนทุกข์ทรมานมามากแล้ว พอได้ยินคำว่าตัดขาทิ้งอีก ในใจผมก็คิดว่า ตัดก็ตัด ผมก็พยักหน้า รับคำคุณหมอ คุณหมอก็ได้ตัดขาผมทิ้งอีกข้าง เพื่อสกัดกั้นเชื้อบาดทะยัก ไม่ให้มา ทำอันตราย ถึงแก่ชีวิตของผม

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะอยากให้คนทั้งหลายได้รับรู้ว่า กฎแห่งกรรมหรือว่ากรรมตามสนองนั้น มีจริง ดังเรื่องของผมได้เล่ามานี้

ผมอยากจะบอกให้คนทั้งหลายที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกันนี้ว่า อย่าได้ไปเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ไม่ว่าคนหรือสัตว์ เขาก็มีความรักตัวกลัวเจ็บ และกลัวตายเหมือนกันทั้งสิ้น

หากเรื่องเล่านี้ พอจะได้บุญกุศลอยู่บ้าง ผมขออุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้รับนี้ ไปให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของผม ที่ผมเคยฆ่า เคยเบียดเบียนเขา จงได้อโหสิกรรมต่อกันและกันเถิด อย่าได้พยาบาท อาฆาต จองเวร ไปอีกหลายๆชาติเลย เพียงชาตินี้ชาติเดียว ผมก็เข็ดขยาดแล้ว เรื่องของกรรมเวรนี้.. ..คุณพ่อดวงกล่าวกับผู้เขียนในที่สุด

ก่อนจากผู้เขียนขอคัดเอาบทธรรมมาฝาก อันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อเป็นคติเตือนใจ แก่ชาวพุทธทั้งหลาย ใจความว่า....

ดูก่อนท่านที่เป็นเผ่าพันธุ์แห่งกรรม บุคคลบางคนเมื่อทำกรรมชั่วลงไปแล้ว กรรมชั่วยังไม่ให้ผล ก็สำคัญผิดคิดว่า กรรมดีกรรมชั่วไม่มีจริง จึงชะล่าใจทำอีก และทำต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเด็กน้อย เหยียบถ่านไฟที่ขี้เถ้ากลบเอาไว้ แล้วเข้าใจว่าไฟไม่ร้อน

แต่พอขี้เถ้าที่กลบไฟนั้นออกไปสิ้น ไฟย่อมไหม้เขาให้เร่าร้อนฉันใด บุคคลผู้ทำกรรมชั่วก็ฉันเดียวกัน เมื่อกรรมชั่ว ยังไม่ส่งผล เพราะผลแห่งความดีบางอย่างคุ้มครองเขาอยู่ เขาย่อมประมาท เพลิดเพลิน ในการทำชั่วนั้น

- ก่อแก่น -
บันทึกการเข้า




...........................................................................

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: