Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
29 พฤศจิกายน, 2557, 08:06:18

   

ผู้เขียน หัวข้อ: สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  (อ่าน 19793 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:13:24 »

พระราชประวัติ

  

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี เสด็จพระราช สมภพ ณ วันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศพระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐาน บันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถด้าน กฎหมายเป็นพิเศษ ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนืองๆ เนื่องจากได้ทำ ความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองตากในเวลาต่อมา

      ในปีพุทธศักราช 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยาระหว่าง ที่พม่าล้อมกรุงอยู่ ได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2310 (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ให้แก่พม่าประมาณ3 เดือน) พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อม ของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับ มากู้เอกราชต่อไป

      จากหลักฐานตามพระราชพงศาวดาร พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลประมาณ 500 คน มุ่งไปทาง ฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก ระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง แต่ก็สามารถ ตีฝ่าไปได้ทุกครั้ง และสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ๆพากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียง ไว้ในอำนาจ หลังจากพระยาตากยึดเมืองจันทบุรีได้ ก็ได้ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ และจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสุดจินดาซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่หนึ่ง

      หลังฤดูมรสุมในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือออกจากจันทบุรีล่องมา ตามฝั่งทะเลในอ่าวไทย จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้ ต่อจากนั้น ได้ยกกองทัพเรือต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2310 และสามารถกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ให้กับพม่า หลังจากนั้น ได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับ กรุงศรีอยุธยาเสียหายหนัก จนยากแก่การบูรณะ ให้เหมือนเดิม ต่อมาในปีพุทธศักราช 2311 ได้ทรงปราบดา ภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน" ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการทำศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรวบรวมแผ่นดิน ให้เป็นปึกแผ่น และขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักร ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงครามเป็นส่วนใหญ่ แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ได้โปรดให้มีการ สร้างถนนและขุดคลอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม รวมทั้งการศึกษาในด้านต่างๆ ของประชาชนอีกด้วย

      หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเหตุให้รัชสมัยของพระองค์ต้อง สิ้นสุดลง สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี และได้ทรงย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร

      เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบ ดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"
บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:17:02 »

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้ชาติไทยจากพม่า  เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง  ในขณะที่เมืองไทยอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด  เพราะพม่าทำสงครามกับไทยครั้งนี้  ไม่ได้คิดจะรักษาเมืองเมืองไทยไว้เป็นเมืองขึ้น  หมายแต่จะเอาทรัพย์สมบัติ กับกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย  เพื่อเอาไว้ใช้สอยในเมืองพม่า  เมื่อพม่าตีเมืองไหนได้ จึงเผาเสียทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่  ตลอดจนกรุงศรีอยุธยา แล้วเลิกทัพกลับไป  คงทิ้งกำลังไว้ส่วนหนึ่งเพื่อคอย  แสวงหาทรัพย์สมบัติและผู้คนที่ตกค้างอยู่ เพื่อรวบรวมส่งไปเมืองพม่าต่อไป  ด้วยเหตุนี้พม่าจึงยังมีอำนาจอยู่ในพื้นที่กรุงศรีอยุธยา  และหัวเมืองใกล้เคียง  ส่วนหัวเมืองที่ไม่ได้เสียแก่พม่า  เมื่อไม่มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองก็กลายเป็นเมืองอิสระ  ที่เป็นเมืองเล็กก็ยอมอ่อนน้อม ไปขึ้นอยู่กับเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง  ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองใหญ่ก็คิดตั้งตัวเป็นเจ้า ด้วย หวังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยต่อไป  เมืองไทยในครั้งนั้นจึงแตกออกเป็นกลุ่มเป็นพวก  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากจะกู้ประเทศไทยกลับคืนจากพม่าอันเป็นภารกิจหลักแล้ว  ยังต้องทรงรวบรวมเมืองไทย ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นแต่ก่อน  ตลอดรัชสมัยของพระองค์ และทรงทำได้สำเร็จด้วยพระอัจฉริยภาพ  และพระปรีชากล้าหาญของพระองค์  จนประสพผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  นำประเทศไทยกลับมามีเอกราชและยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

การรวมตัวกันเป็นชุมนุมต่าง ๆ

            ในเวลานั้นเมืองไทยได้แตกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ รวมแล้วได้ 5 ชุมนุมด้วยกัน  แต่ละชุมนุมมีขนาดและกำลังไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  และครอบครองพื้นที่ครอบคลุมเมืองไทยไว้ทั้งหมด ดังนี้
ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก
            ตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่ที่เมืองพิษณุโลก  มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาถึงเมืองนครสวรรค์  เจ้าพระยาพิษณุโลกชื่อเรือง  เป็นผู้ทีมีความสามารถสูง  เมื่อรบกับพม่าครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฎว่ามีฝีมือเข้มแข็งไม่แพ้พม่า  จึงมีผู้นิยมนับถือมาก  แม้ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยา ก็หนีไปเข้าด้วยกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นจำนวนมาก

ชุมนุมเจ้าพระฝาง
            ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่เป็นพระอยู่ที่เมืองสวางคบุรี  ขณะที่เป็นสังฆราชเมืองสวางคบุรี อยู่ที่วัดพระฝาง  เจ้าพระฝางชื่อเรือน  แรกบวชได้ลงมาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา จนเป็นที่พระพากุลเถร  เป็นพระราชาคณะฝ่ายอรัญวาสีอยู่ที่วัดศรีอโยธยา  ได้กลับไปอยู่ที่วัดพระฝาง ตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ  เมืองสวางคบุรีอยู่เหนือเมืองพิชัย  มีอาณาเขตต่อแดนเมืองแพร่ เมืองน่าน  และเมืองหลวงพระบาง  ผู้คนพลเมืองเป็นลาวโดยมาก  เจ้าพระฝางมีชื่อเสียงในทางวิทยาคม  ผู้คนนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ

ชุมนุมเจ้านคร
            ตั้งตัวเป็นเจ้าที่เมืองนครศรีธรรมราช  ตัวเจ้านครเป็นพระปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อหนู  ชุมนุมนี้มีอาณาเขตตอนใต้ต่อแดนมลายู  ทางเหนือถึงเมืองชุมพร  เจ้านครเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ได้เข้ามาถวายตัวทำราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  ได้เป็นที่หลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็ก  แล้วจึงได้กลับไปเป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช  ต่อมาพระยาราชสุภาวดี  ซึ่งได้เป็นเจ้าพระยานคร ฯ  มีความผิดต้องออกจากตำแหน่ง  พระปลัดผู้นี้จึงได้รั้งราชการเมืองนคร ฯ  จนถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยา

ชุมนุม กรมหมื่นเทพพิพิธ หรือเจ้าพิมาย
            ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองพิมาย  มณฑลนครราชสีมา  กรมหมื่นเทพพิพิธ  เป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระเจ้าบรมโกศ  ได้ออกทรงผนวชในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ  แล้วคิดร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน จึงถูกนำตัวไปปล่อยที่เกาะลังกา  เมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพมาตีเมืองไทย จึงได้หนีมาอยู่ที่เมืองมะริด และถูกคุมตัวไว้ที่เมืองนั้น  เมื่อพม่ามาตีเมืองมะริด  จึงได้หนีไปอยู่เมืองเพชรบุรี  แล้วถูกคุมตัวไว้ที่เมืองจันทบุรี  เมื่อพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา  กรมหมื่นเทพพิพิธได้รวบรวมชาวหัวเมืองชายทะเลตะวันออก  ยกกำลังเข้ามาจะช่วยรบพม่า  โดยมาตั้งทัพอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี  ให้กองทัพหน้ามาตั้งอยู่ที่ปากน้ำโยทะกา  พม่ายกกองทัพเข้าตีกองทัพหน้าแตก  กรมหมื่นเทพพิพิธจึงหนีไปทางเมืองนครราชสีมาไปตั้งกำลังอยู่ที่ด่านโคกพระยา  แล้วไปเกลี้ยกล่อมพระยานครราชสีมาให้เข้าด้วย แต่ไม่สำเร็จ จึงคิดอ่านให้ลอบฆ่าพระยานครราชสีมาเสีย  แล้วชิงเมืองนครราชสีมาได้  แต่อยู่ได้ไม่กี่วัน  หลวงแพ่งน้องพระยานครราชสีมาไปเกณฑ์กำลังคน  จากเมืองพิมายซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา  มาตีเมืองนครราชสีมาได้ จับได้กรมหมื่นเทพพิพิธกับพวกข้าในกรมได้  จะให้ประหารชีวิต  แต่พระพิมายขอไว้ ให้ไปอยู่ที่เมืองพิมาย  เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า  พระพิมายนับถือราชตระกูล จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นใหญ่  และได้คิดอุบายจับหลวงแพ่งฆ่าเสีย  กรมหมื่นเทพพิพิธก็ได้อาณาเขตคลอดมณฑลนครราชสีมา

ชุมนุมพระยาตาก (สิน)

            ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองจันทบุรี  มีอาณาเขตตั้งแต่ต่อแดนกัมพูชามาจนถึงเมืองชลบุรี  พระยาตากเดิมอยู่กรุงศรีอยุธยา  แล้วขึ้นไปรับราชการที่เมืองเหนือ จนได้เป็นเจ้าเมืองตาก  ครั้นพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  พระยาตากถูกเกณฑ์มาช่วยรักษาพระนคร  มีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง ได้รับบำเหน็จความชอบ ให้เลื่อนเป็นพระยากำแพงเพชร  แต่ไม่ทันได้มีโอกาสไปครองเมือง  เนื่องจากต้องสู้ศึกติดพันอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา  การต่อสู้เพื่อรักษาพระนครหลายครั้ง มีเหตุการณ์ที่ทำให้พระยาตากเกิดท้อใจ  กล่าวคือ  ครั้งหนึ่ง พระยาตากนำกำลังออกไปรบชนะพม่า ตีค่ายพม่าได้  แต่ขาดกำลังหนุนจากพระนคร จำต้องถอยกำลังกลับมา  ครั้งที่สอง พระยาตากได้รับมอบให้ไปคอยสกัดกำลังพม่าที่วัดใหญ่  พร้อมกันกับพระยาเพชรบุรี เมื่อเดือน 12 ปีจอ  ฝ่ายพม่ายกกำลังทางเรือลัดทุ่งนามา  พระยาตากเห็นว่าเหลือกำลังที่จะต่อสู้ได้  แต่พระยาเพชรบุรีขืนยกกำลังออกไปรบ จึงเสียทีแก่พม่า  พระยาตากก็ถูกกล่าวหาว่าทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย  และครั้งหลังสุด  ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาประมาณ 3 เดือน  วันหนึ่ง พม่ายกกำลังเข้ามาทางด้านตะวันออกของพระนคร  ที่พระยาตากรักษาอยู่  ได้ใช้ปืนใหญ่ยิงโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน  จึงต้องถูกภาคทัณฑ์  เนื่องจากมีหมายสั่งว่า  ถ้ากองไหนจะยิงปืนใหญ่ ต้องขออนุญาตที่ศาลาลูกขุนก่อน

            พระยาตากเห็นว่า ถ้าอยู่ช่วยรักษาพระนครต่อไป ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด  ครั้นถึงวันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ พ.ศ. 2309  พระยาตากเห็นพม่าตั้งล้อมกระชั้นเข้ามาจวนถึงคูพระนคร  จึงรวบรวมพรรคพวกได้ประมาณ 500 คน  พอตกค่ำก็ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย  ตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปทางทิศตะวันออก  ฝ่ายพม่าก็ไล่ติดตามไปทันที่บ้านโพธิสังหาร (โพธิสาวหาญ)  ครั้นรุ่งเช้าพระยาตากก็นำกำลังเข้าต่อสู้กับพม่า จนพม่าแตกกลับไป  แล้วจึงนำกำลังไปตั้งพักที่บ้านพรานนก ขณะนั้นมีกองกำลังพม่าอีกกองหนึ่ง มีกำลังพลเดินเท้า 200 คน  กับพลม้าอีก 30 ม้า  ยกมาจากบางคาง  แขวงเมืองปราจีนบุรี พระยาตากนำกำลังเข้าตีแตกหนีไป  พวกชาวบ้านที่หลบหนีพม่าอยู่ ทราบเรื่องพระยาตากต่อสู้มีชัยชนะพม่าก็ดีใจ  พากันมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  พระยาตากนำกำลังไปทางนาเริง และเมืองนครนายก แล้วไปทางด่านกบแจะข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรีไปตั้งพักอยู่ทางชายดงศรีมหาโพธิฟากตะวันออก
            ฝ่ายพวกพม่าที่แตกหนีไปนั้น ก็ได้แจ้งเรื่องให้นายทัพพม่าซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำเจ้าโล้ ทางใต้ของเมืองปราจีนบุรี  นายทัพพม่าจึงแบ่งกำลัง ยกติดตามกองกำลังของพระยาตากไป ทั้งทางบก และทางเรือ  พระยาตากรู้ว่าพม่าตามมา จึงให้กองครัวและพวกที่หาเสบียงอาหารรับล่วงหน้าไปก่อน  แล้วเลือกชัยภูมิใช้พงไม้กำบังแทนแนวค่ายซุ่มกำลังไว้  แล้วใช้กำลังพลประมาณ 100 คน  ออกไปรบล่อข้าศึกให้รุกไล่เข้าไปในพื้นที่ที่ซุ่มกำลังไว้  เมื่อได้ทางปืนแล้ว ก็ให้โจมตีพร้อมกัน กองกำลังพม่าก็แตกหนีไป  ตั้งแต่นั้นมาพม่าก็มิได้ติดตามต่อไปอีก

            พระยาตากยกกำลังผ่านเขตเมืองฉะเชิงเทราเมืองชลบุรีไปจนถึงบ้านนาเกลือ  แขวงเมืองบางละมุง กิตติศัพท์ที่พระยาตากต่อสู้เอาชนะพม่าได้หลายครั้งนั้น เป็นที่เลื่องลือ  จึงมีผู้คนมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  จนสามารถจัดกำลังเป็นกองทัพได้  จากนั้นจึงได้ยกกำลังไปถึงเมืองระยอง  เมื่อวันข้างแรม เดือนยี่ ปีจอ นั้น  เพื่อที่จะใช้เมืองระยองเป็นที่ตั้งมั่นรวบรวมกำลังที่จะทำการต่อไป
            ฝ่ายพระระยอง  เห็นว่าเหลือกำลังจะสู้ได้จึงพาผู้คนมาอ่อนน้อมถึงกลางทาง  พระยาตากจึงยกกำลังไปตั้งค่ายอยู่ที่วัดลุ่ม นอกบริเวณค่ายเก่า  พวกกรมการเมืองได้คบคิดกัน เข้าปล้นค่ายพระยาตากเวลากลางคืน  แต่พระยาตากรู้ตัวก่อน จึงวางกำลังตั้งรับอยู่ในค่าย  เมื่อฝ่ายเมืองระยองยกกำลังเข้าปล้นค่าย จึงเสียทีหนีกลับไป  พระยาตากก็ยกกำลังเข้าตามตี จนได้เมืองระยองในคืนวันนั้น  เมื่อตั้งมั่นอยู่ที่เมืองระยองได้  คนทั่วไปจึงพากันเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก ตั้งแต่นั้นมา

การสร้างความเป็นปึกแผ่น

            จากนั้นเจ้าตากจึงแต่งให้ทูตถือศุภอักษรไปยังพระยาจันทบุรี  ขอให้มาช่วยกันปราบปรามพม่า  เพื่อกู้กรุงศรีอยุธยา  ตอนแรกพระยาจันทบุรีก็สนองด้วยด้วยดี ได้มอบเสบียงอาหารมาช่วยก่อน  ต่อมาเกิดไม่ไว้ใจจึงไม่ได้มาพบเจ้าตากตามที่ตกลงกันไว้  ครั้นต่อมา กองทัพเจ้าตากจับหนังสือเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น  ที่มีไปถึงพระยาจันทบุรี ให้เข้าไปอ่อนน้อมพม่าแต่โดยดี  จึงเห็นว่าเป็นการดี ที่พระยาจันทบุรีจะได้ตัดสินใจว่าจะเข้ากับฝ่ายใด  ขั้นต่อมา เจ้าตากได้แต่งทูตให้ถือศุภอักษรไปถึงพระยาราชาเศรษฐี  เจ้าเมืองบันทายมาศ ขอให้ยกกองทัพมาช่วยกันกู้กรุงศรีอยุธยา  พระยาราชาเศรษฐีก็ตอบรับด้วยดีโดย  แต่งทูตให้ถือศุภอักษร  มายังเจ้าตาก ขอผลัดว่า พอให้สิ้นฤดูมรสุมแล้วจะยกกองทัพมาช่วย
            ครั้นถึงเดือน 5 ปีกุน พ.ศ. 2310  กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่ข้าศึก  ความคิดของผู้ที่มีกำลัง  และอำนาจอยู่ตามหัวเมืองก็เปลี่ยนแปลง  พระยาจันทบุรีก็นิ่งเฉยอยู่  ฝ่ายขุนรามหมื่นซ่องกรมการเก่าเมืองระยอง  ซึ่งเคยปล้นค่ายพระยาตากแล้วหนีไปนั้น  ก็ไปตั้งกำลังซ่องสุมอยู่ที่เมืองแกลง  อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองจันทบุรี  ก็ได้คุมสมัครพรรคพวกมาปล้น แย่งชิงช้างม้าพาหนะของเจ้าตากในหมู่นั้นด้วย  เจ้าตากจึงยกกำลังไปกำราบ  ขุนรามหมื่นซ่องสู้ไม่ได้จึงหนีไปอยู่กับพระยาจันทบุรี
            เจ้าตากเห็นว่า การที่จะทำกำลังให้เป็นปึกแผ่นในพื้นที่ภาคตะวันออก  จะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน  ในขณะนั้น เมืองชลบุรี มีนายทองอยู่นกเล็กตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่  เจ้าตากจึงยกกำลังมายังเมืองชลบุรี ตั้งอยู่ที่หนองมนต่อแดนเมืองบางละมุง  แล้วยกกำลังต่อไปยังเมืองชลบุรี ไปตั้งอยู่ที่วัดหลวง จากนั้น ได้ส่งคนไปเกลี้ยกล่อมนายทองอยู่นกเล็กให้อ่อนน้อม  เมื่อนายทองอยู่นกเล็กเข้ามาอ่อนน้อมแล้ว  เจ้าตากจึงตั้งให้เป็นที่พระยาอนุราชบุรี  ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี  แล้วเจ้าตากก็ยกกำลังกลับไปเมืองระยอง
            ฝ่ายพระยาจันทบุรี  เห็นว่าเจ้าตากมีกำลังเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ  เกรงอันตรายจะมาถึงเมืองจันทบุรี  จึงได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป  ให้เป็นทูตมาเชิญเจ้าตากลงไปที่เมืองจันทบุรี  พร้อมกับแจ้งว่า เต็มใจที่จะช่วยเจ้าตากกู้บ้านเมือง  แต่เนื่องจากระยองเป็นเมืองเล็ก จึงขอเชิญเจ้าตากไปตั้งที่เมืองจันทบุรี  เจ้าตากทราบดังนั้นจึงยกกำลังไปเมืองจันทบุรี  เมื่อไปถึงบางกระจะหัวแหวนซึ่งอยู่ห่างจากเมืองจันทบุรี 200 เส้น  พระยาจันทบุรีก็ให้หลวงปลัดมารับและแจ้งว่า พระยาจันทบุรีได้จัดที่ไว้ ให้ตั้งทำเนียบที่พักริมน้ำข้างฟากใต้ ตรงเมืองข้าม  เจ้าตากไม่ไว้วางใจ จึงให้นำกำลังไปทางเหนือ  เข้าไปตั้งอยู่ที่วัดแก้ว  ห่างจากประตูท่าช้างเมืองจันทบุรี ประมาณ 5 เส้น  พระยาจันทบุรีเห็นดังนั้น จึงให้ไพร่พลเข้ารักษาหน้าที่เชิงเทิน  แล้วให้ขุนพรหมธิบาล ซึ่งเป็นพระท้ายน้ำ  ออกไปหาเจ้าตากเชิญเจ้าตาก ไปพบพระยาจันทบุรีที่ในเมือง  เจ้าตากจึงสั่งขุนพรหมธิบาล ให้กลับไปบอกพระยาจันทบุรี มีความว่า  เดิมพระยาจันทบุรีเชิญให้มาปรึกษาหารือ เพื่อจะช่วยกันคิดอ่านกู้กรุงศรีอยุธยาโดยสุจริต  ตัวเราเดิมก็เป็นเจ้าเมือง ถือศักดินาหมื่น  มียศใหญ่ เป็นผู้ใหญ่กว่าพระยาจันทบุรี  (เมืองกำแพงเพชรเป็นหัวเมืองชั้นโท  เมืองจันทบุรีเป็นหัวเมืองชั้นตรี)  ครั้นมาถึงเมือง พระยาจันทบุรีมิได้ออกมาหาสู่ต้อนรับตามฉันผู้น้อยผู้ใหญ่  กลับเรียกระดมพลเข้าประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน  และยังคบหาขุนรามหมื่นซ่องซึ่งได้ทำลายเราถึง 2 คราวเข้าไว้เป็นมิตร  ทำตัวเหมือนหนึ่งว่าเป็นข้าศึกกับเราเช่นนี้  จะให้เราเข้าไปหาถึงในเมืองได้อย่างไร  ถ้าจะให้เราเข้าไป ก็ให้พระยาจันทบุรีออกมาหาเราก่อน  หรือมิฉะนั้น ก็ส่งตัวหมื่นซ่องออกมาทำสัตย์สาบาน ให้เราวางใจได้ก่อน  เพื่อให้เห็นความสุจริตของพระยาจันทบุรี  แต่พระยาจันทบุรีก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม  เจ้าตากจึงสั่งไปบอกพระยาจันทบุรีว่า  เมื่อไม่เห็นแก่ไมตรี ก็จงรักษาเมืองให้ดีเถิด
            เจ้าตากพิจารณาแล้วเห็นว่า  การตีเมืองจันทบุรีต้องชิงกระทำให้เสร็จโดยเร็ว  เนื่องจากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนเสบียงอาหาร  ดังนั้น เมื่อได้สั่งการตีเมืองจันทบุรีในตอนค่ำ เมื่อทหารกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว จึงให้ทิ้งอาหารที่เหลือ  และทุบหม้อข้าวทิ้งเสีย  หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันในเมืองวันพรุ่งนี้  ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในคืนวันนี้ ก็ให้ตายด้วยกันทั้งหมด  เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว  พอได้เวลาดึก 3 นาฬิกา  เจ้าตากก็ขึ้นช้างพังคีรีบัญชร ยิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าตีเมืองพร้อมกันทุกหน้าที่  ส่วนเจ้าตากก็ขับช้างที่นั่งเข้าพังประตูเมือง  ทหารที่รักษาหน้าที่ก็ระดมยิงปืนใหญ่น้อยระดมมาเป็นอันมาก  นายท้ายช้างที่นั่งเห็นดังนั้น  เกรงว่าจะถูกเจ้าตาก จึงบังคับช้างให้ถอยออกมา  เจ้าตากขัดพระทัยชัก พระแสงหันมาจะฟันนายช้าง  นายช้างตกใจทูลขอชีวิตไว้  แล้วไสช้างกลับเข้ารื้อบานประตูพังลง  พวกทหารก็เข้าเมืองได้  พระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือ หนีไปเมืองบันทายมาศ  เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ. 2310  หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา แล้ว 1 เดือน
            เมื่อเจ้าตากได้เมืองจันทบุรีแล้ว ก็เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนภูมิลำเนา  แสดงความเมตตาอารีให้ปรากฎ  มิได้ถือโทษผู้ที่ได้เป็นคู่ต่อสู้มาก่อน  เมื่อจัดการเมืองจันทบุรีเรียบร้อยดีแล้ว จึงยกทัพลงไปเมืองตราด  พวกกรมการและราษฎรก็พากันยอมอ่อนน้อม  ขณะนั้นมีสำเภาจีนมาจอดทอดสมออยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำ  เจ้าตากให้ไปเรียกนายเรือมาเฝ้า พวกจีนขัดขืนและยังทำการต่อสู้  เจ้าตากจึงคุมเรือรบไปล้อมสำเภาไว้ มีการต่อสู้กันอยู่ครึ่งวันก็ยึดสำเภาไว้ได้ทั้งหมด  เมื่อจัดการเมืองตราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยกกำลังกลับมาตั้งที่เมืองจันทบุรี  ตั้งแต่นั้นมา  เจ้าตากก็มีอำนาจสิทธิขาด ตลอดทุกหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก  จึงตั้งต้นเตรียมการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาต่อไป  ขณะนั้นเจ้าตากอายุ 34 ปี

สงครามกู้ชาติ ตีค่ายพม่าที่โพธิสามต้น

            หลังจากได้เมืองตราดแล้วก็ล่วงเข้าฤดูฝน  ต้องหยุดยั้งการรบพุ่ง  ในระหว่างนั้นก็ให้ลงมือต่อเรือรบ และรวบรวมเครื่องศัตราวุธ และยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ  หมายจะยกมาชิงกรุงศรีอยุธยาจากพม่าในฤดูแล้ง  ในระหว่างนั้น ข้าราชการเก่าในกรุงศรีอยุธยาที่หลบหนีพม่ามาได้  เมื่อทราบว่า เจ้าตากกำลังรวบรวมผู้คนที่จะกู้กรุงศรีอยุธยา  ก็พากันมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  ที่สำคัญมีหลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก  และนายสุดจินดาหุ้มแพร  มหาดเล็ก  ท่านผู้นี้ต่อมาคือ  กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
            ครั้นถึงเดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2310  สิ้นมรสุม  เจ้าตากต่อเรือรบได้ 100 ลำ  รวบรวมกำลังพลได้ 4,000 คน  ก็ยกกำลังจากเมืองจันทบุรี  มาถึงเมืองชลบุรี  พวกราษฎรพากันกล่าวโทษนายทองอยู่นกเล็ก  ซึ่งเจ้าตากตั้งให้เป็นพระยาอนุราฐ  อยู่รักษาเมืองชลบุรีว่าประพฤติเป็นโจร  เมื่อชำระได้ความเป็นสัตย์ เจ้าตากก็ให้ประหารชีวิตเสีย  เมื่อจัดการทางเมืองชลบุรีเสร็จแล้ว  เจ้าตากก็ยกกองทัพเรือมาเข้าปากน้ำเจ้าพระยา ในวันข้างขึ้น เดือน 12
         ฝ่ายนายทองอิน คนไทยซึ่งพม่าตั้งให้รักษาเมืองธนบุรี  รู้ว่าเจ้าตากยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากแม่น้ำ  ก็รีบแจ้งให้สุกี้แม่ทัพพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น  แล้วให้จัดกำลังขึ้นรักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ และเข้ารักษาหน้าที่เชิงเทินเมืองธนบุรี เตรียมต่อสู้  เมื่อกองทัพเจ้าตากยกขึ้นมาถึง พวกรี้พลเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ก็ไม่เป็นใจที่จะต่อสู้  เจ้าตากจึงยึดได้เมืองธนบุรี  จับตัวนายทองอินได้ให้ประหารชีวิตเสีย  แล้วเร่งกองทัพขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา  สุกี้จึงให้มองย่านายทัพรองคุมกำลังพลมอญและไทยที่มาอยู่ด้วย  ยกลงมาทางเรือมาตั้งสกัดอยู่ที่เพนียด  พวกคนไทยที่มาในกองทัพมองย่า รู้ว่าเป็นกองทัพไทย  ก็รวนเรหนีไปบ้าง มาเข้ากับเจ้าตากบ้าง  มองย่าเห็นดังนั้น ก็รีบหนีเอาตัวรอดกลับไปค่ายโพธิสามต้น  เจ้าตากก็ยกกำลังตามขึ้นไปถึงค่ายโพธิสามต้น  ก็สั่งให้เข้าตีค่ายพม่าข้างฟากตะวันออกในตอนเช้า  พอเวลา 9 นาฬิกาก็ตีได้  แล้วให้ทำบันได สำหรับปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตก  พอตกค่ำก็ให้พระยาพิพิธ  พระยาพิชัย คุมกองทหารจีน ไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ทางด้านวัดกลาง  พอรุ่งเช้าก็ให้กองทหารไทย จีน เข้าระดมตีค่ายสุกี้พร้อมกัน ตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ก็เข้าค่ายพม่าได้  สุกี้แม่ทัพพม่าตายในที่รบ  ไพร่พลก็แตกหนีไปได้บ้าง ที่ยอมอ่อนน้อมก็มีเป็นอันมาก  กรุงศรีอยุธยาก็กลับคืนมาเป็นของไทย
            เจ้าตากตั้งทัพอยู่ที่ค่ายโพธิสามต้น  พวกข้าราชการไทยที่พม่าจับเอาไว้หลายคน  คือ พระยาธิเบศรบดี จางวางมหาดเล็กเป็นต้น  พากันมาเฝ้าเจ้าตาก  ทูลให้ทราบถึงเรื่องที่พระเจ้าเอกทัศสวรรคต  สุกี้ให้ฝังพระบรมศพไว้ในพระนคร และทูลว่า ยังมีเจ้านายที่พม่าจับได้ ยังกักขังอยู่หลายพระองค์  พม่ายังไม่ได้ส่งไปเมืองอังวะ  เจ้าตากทราบก็มีความสงสารจึงได้อุปการะไว้  สั่งให้จัดที่ให้เจ้านายประทับตามสมควร  และปล่อยคนทั้งปวงที่พม่ากังขังไว้  ให้ปลูกเมรุที่ท้องสนามหลวง  ให้สร้างพระโกศกับเครื่องประดับ สำหรับงานพระบรมศพ  แล้วให้ขุดพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศ เชิญลงพระโกศ  เที่ยวหาพระสงฆ์ซึ่งยังมีเหลืออยู่ มารับทักษิณานุปทาน และสดับปกรณ์ตามประเพณี  แล้วจึงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพ
          เจ้าตากคิดจะปฏิสังขรณ์พระนครเพื่อตั้งเป็นราชธานีดังเดิม  จึงขึ้นช้างเที่ยวสำรวจตรวจดูสภาพของกรุงศรีอยุธยา   เห็นว่าถูกข้าศึกเผาทำลายเสียเป็นอันมาก  ที่ยังดีอยู่นั้นน้อยก็สังเวชสลดพระทัย  เห็นว่าเกินที่จะปฏิสังขรณ์ได้  จึงให้อพยพผู้คนลงมาตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองธนบุรี  การที่เจ้าตากไม่ใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีต่อไป นั้นมีเหตุผลทางด้านยุทธวิธีอยู่มาก  เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่  กำลังพลของเจ้าตากที่มีอยู่ในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอยู่ได้  เมืองธนบุรีตั้งอยู่ริมลำน้ำลึก ใกล้ทะเล  ง่ายต่อการป้องกันตนตามกำลังที่มีอยู่  และเป็นทำเลทางหนีทีไล่ที่ดีกว่าเมืองอื่น  นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์กล่าวคือ  เมืองธนบุรีตั้งปิดปากน้ำ ที่บรรดาหัวเมืองเหนือทั้งปวง  จะติดต่อไปมากับต่างประเทศเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา

บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:19:25 »

ในสมัยของพระองค์นอกจากเกณฑ์ผู้คนเข้ากองทัพไปราชการสงครามแล้ว ความเดือดร้อนอื่นๆ หามีไม่เพราะเป็นพระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมยิ่งมีพระเมตตาจิตต่อพศกนิกรของพระองค์อย่างทั่วหน้า และ มีพระศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้ศาสนาลัทธิอื่นเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในไทย คือ บาทหลวงฝรั่งเศส แต่ครั้นได้รับสิทธิให้ทำการเผยแพร่ศาสนาของตนแล้ว กลับยุยงให้คนไทยที่เข้ารีดให้ขัดขืนต่อราชการหลายหนเป็นการนำผลร้ายให้แก่ไทย จึงขอทรงให้บาทหลวงคณะนั้นออกไปพ้นพระราชอาณาเขต และทรงห้ามคนไทยมิให้ถือศาสนานั้นอีกเป็นอันขาดในยามรบทัพจับศึก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเหี้ยมหาญ อดทน สมเป็นชายชาตรีชาตินักรบฝีมือเยี่ยมจะเห็นได้ว่าในราชการสงครามแต่ละครั้งในสมรภูมิ นายทัพนายกองตลอดจนไพร่พลมักถูกลงโทษด้วยทำการไม่ได้ดังพระทัยเสมอ เช่น เมื่อคราวเรียกกองทัพกลับแล้วให้เลยไปราชบุรี มีนายทัพคนหนึ่งขัดรับสั่งแวะบ้านเสียก่อน ถึงหัวขาด นี่แสดงถึงความพิโรธของพระองค์ แต่เมื่อถึงคราวเสียสละพระองค์ก็ยอมตัดสินพระทัยไม่อยู่ดูอาการสมเด็จพระชนนีทรงพระประชวรพระอาการน่าวิตก ทั้งๆ ที่ " เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้ " แต่ทรงเป็นห่วงราชการสงครามมากกว่าพระราชชนนี ทรงห่วงใยว่า " ถ้ามิได้เสด็จไปบัญชาการ ก็คงจะเอาชนะพม่ามิได้ " ในคราวรบพม่าที่บางแก้ว จังหวัดราชบุรี เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2317 แล้วทรงปรารภด้วยความน้อยพระทัยว่า " ใช้พวกลูกๆ ไปทำสงครามครั้งใด ถ้าพ่อไม่เข้ากองทัพไปด้วย ไม่เห็นรบชนะศึกสักราย "
                 


 ข้อนี้เป็นความจริง สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ไปทำสงครามตามลำพัง หลังจากเป็นแม่ทัพไปรบกับพม่าคราวอะแซหวุ่นกี้หัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อปีมะแม พ.ศ. 2318 และสองท่านนี้เท่านั้น เป็นพระกรขวาซ้ายในราชการสงครามทุกครั้ง และทรงเป็นทหารเอกยอดนักรบคู่พระราชหฤทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
 
พระราชภารกิจ

                  หลังจากกอบกู้เอกราชให้แก่ประเทศชาติ คือ การปราบชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่า ตั้งแต่ชุมนุมสุกี้พระนายกอง จนถึงชุมนุมเจ้าพระฝางให้ราบคาบ รวมอาณาจักรเป็นอันเดียวกันนับเป็นเวลาสามปี ครั้นสำเร็จตามพระทัยปราถนาแล้ว ก็ต้องทำสงครามกับพม่าต่อ ทรงยืนหยัดต่อสู้อยู่ด้วยพระทัยเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง จนได้อาณาเขตกว้างขวางออกไปทั้งสี่ทิศ คือ
                  ทิศเหนือ ได้ดินแดนเมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์
                  ทิศตะวันออก ได้ดินแดนลาวและเขมร ทางฝั่งแม่น้ำโขงจดอาณาเขตญวน
                  ทิศใต้ ได้ดินแดนเมืองกะลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี
                  ทิศตะวันตก จดดินแดนเมืองเมาะตะมะ ทวาย มะริด และตะนาวศรี
                  เจ้าตาก สมภพเมื่อปีขาล พ.ศ. 2277 เวลาเมื่อเข้ามากู้กรุงศรีอยุธยา อายุย่างเข้า 34 ปี พระเจ้าตากสินมีชื่อเสียงปรากฎว่ามีฝีมือรบพุ่งเข้มแข้ง แม้พวกพม่าข้าศึก ก็ยกย่องว่าเป็นนายทหารสำคัญคนหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พาทหารกล้าตายห้าร้อยคนออกจากค่ายวัดพิชัย หนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แล้วและได้ปะทะกับพม่ากลางทุ่งนา คราวนั้นก็รบเอาชัยเป็นฤกษ์เสียแล้ว ต่อไปก็รบชนะเรื่อยมา แม้เมืองจันทบุรีเป็นเมืองใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มีกำลังทหารมาก ก็สามารถรบชนะเข้าไปกินข้าวเช้ากันในเมืองได้ ครั้นยกกองทัพเรือขึ้นมากอบกู้อิสระเสรี ก็มีชัยชนะตั้งแต่เมืองธนบุรี ที่กรุงศรีอยุธยา มีคราวเดียวกับที่รบกับอะแซหวุ่นกี้ และนับเป็นราชการสงครามที่พระองค์ทรงเป็นจอมทัพ ไม่ถึงแก่แพ้ชนะแก่กัน พม่าถอยทัพกลับไปเองเสียก่อนแต่กระนั้นก็ขับไล่พม่าที่ตกค้างแตกพ่ายเสียหายอย่างยับเยิน
                                       
ผลงานที่สร้างชื่อของพระเจ้าตากสิน
                  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์มีความสำคัญที่ชาวไทยไม่สามารถจะลืมในพระคุณงามความดีที่ทรงกอบกู้เอกราชเริ่มแต่ ทรงตีฝ่าวงล้อมพม่าเมื่อออกจากค่ายวัดพิชัย พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกห้าร้อยคน มีอาวุธคือปืนเพียงกระบอกเดียว นอกนั้นเป็นหอกดาบ ก็สามารถตีหักฝ่าวงล้อมพม่าออกไปได้ หรือทรงเข้ายึดเมืองจันทบุรี ถือเป็นการเริ่มต้นของพระองค์ เพราะได้เริ่มประกาศพระองค์ขึ้นเป็นเจ้าคนทั้งปวงเรียกพระนามว่า "เจ้าตากสิน" แต่นั้นมา พระองค์เริ่มสะสมเสบียงอาหาร อาวุธ กำลังทหาร เพื่อเข้าทำการกอบกู้อิสรภาพ ทรงได้อิสรภาพคืน ที่เรียกว่ากอบกู้อิสระเสรีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเตรียมรบพร้อมสรรพและตีได้เมืองธนบุรีแล้ว ได้ขึ้นมาตีพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น รบชนะพม่าแตกพ่ายทรงยึดกรุงศรีอยุธยาได้ ข้าราชการได้อัญเชิญเสด็จขึ้นเสวยราชย์ เป็นพระเจ้าอยู่หัวของชาติไทยทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 แต่ขนานนามเรียกแตกต่างเป็นหลายอย่างเช่น ขุนหลวงตากเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครองราชย์สมบัติกรุงธนบุรีได้ 15 ปีเศษ ก็สิ้นพระชนม์มีชนมายุ 48 พรรษา กรุงธนบุรีมีกำหนดอายุกาลได้ 15 ปี

บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:21:39 »

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของกรุงธนบุรี ทรงครองราชย์เมือง พ.ศ. 2310 - พ.ศ. 2325 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสิน ใช้เวลารวบรวมไพร่พลแล้วยกกองทัพไปตีพม่าที่มายึดกรุงศรีอยุธยา จนพม่าพ่ายแพ้พระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้เวลากอบกู้อิสรภาพจากพม่าได้ ภายในเวลา 6 - 7 เดือน เท่านั้น


         
 
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1095 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์องค์ที่ 37 แห่งกรุงศรีอยุธยา บิดามีเชื้อสายจีนชื่อไหฮอง แซ่แต้ มารดาเป็นคนไทยชื่อนกเอี้ยง เมื่อได้ถือกำเนิดมา 3 วัน มีงูเหลือมมาขดรอบกระด้งที่นอนของทารกน้อย ซึ่งประเพณีชาวจีนสมัยโบราณถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคลจะต้องทำลายชีวิตทารกเสีย เจ้าพระยาจักรีขุนนางของกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีบ้านพักอยู่ใกล้บ้านนายไหยฮองจึงขอทารกน้อยเป็นบุตรบุญธรรม ท่านได้ตั้งชื่อบุตรบุญธรรมว่าสิน เพราะตั้งแต่ได้บุตรบุญธรรมมาเจ้าพระยาจักรีมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ราชการและมีทรัพย์สินสมบัติเพิ่มพูนเป็นอันมาก เมื่ออายุได้ 4 ปี เจ้าพระยาจักรีนำบุตรบุญธรรมไปเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ทองดี ที่วัดโกษาวาส เมื่ออายุครบ 13 ปี 
           หลังตัดจุกแล้วเจ้าพระยาจักรีได้นำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนายสินจึงได้เริ่มรับราชการตั้งแต่นั้นมาเมื่ออายุครบ 20 ปี ได้กราบบังคมลาไปอุปสมบทเป็นภิกษุ จำพรรษาที่วัดโกษาวาสนานถึง 3 ปี ระหว่างนี้จึงได้มีโอกาสศึกษาทางธรรมะจนมีความรู้แตกฉานและเป็นประโยชน์ในราชการต่อไป
          เมื่อลาสิกขาบทแล้ว นายสินได้กลับมารับราชการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศตามเดิม โดยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่มหาดเล็กรายงานข้าราชการอยู่ในกรมมหาดไทยต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้กำกับศาลชำระความต่างๆ ในกรมวังศาลหลวงและทรงโปรดให้เป็นที่หลวงเชิญตราพระราชสีห์ไปชำระความตามหัวเมืองภาคเหนือ ผลงานของท่านเป็นที่พอพระหฤทัยพระเจ้าอยู่หัวเป็นอันมากเมื่อหลวงยกกระบัตรเมืองตากถึงแก่กรรมจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสินดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองตาก รับราชการช่วยพระยาตากจนกระทั่งเข้ารัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระยาตากถึงแก่อนิจกรรมจึงได้โปรดเกล้าให้หลวงยกกระบัตรเป็นพระยาตากมีอายุเพียง 31 ปี ต่อมาเมื่อเจ้าเมืองกำแพงเพชรถึงถึงแก่กรรมจึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาตากเป็นพระวชิรปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชรแต่ยังมิทันได้ขึ้นครองเมืองกำแพงเพชร พม่าบุกเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการจึงถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาพระนคร
ระหว่างที่อยู่รักษากรุงศรีอยุธยานั้น พระยาวชิรปราการได้รับมอบให้รักษาพระนครด้านตะวันออกอยู่ที่วัดเกาะแก้ว เมื่อพม่าเคลื่อนย้ายเข้ามาพระยาวชิรปราการสั่งให้ยิงปืนใหญ่สกัดทัพพม่าโดยไม่ได้ขออนุญาตต่อศาลลูกขุนก่อน ระหว่างนั้นมีระเบียบเก่าหากกองทัพไทยจะยิงปืนใหญ่ต้องขออนุญาตต่อศาลลูกขุนก่อน เพราะเกรงว่าเหล่าบรรดานางสนม กำนัล ฝ่ายในจะตกใจเสียขวัญ พระยาวชิรปราการเกือบถูกลงโทษหากแต่เคยมีความชอบมาก่อนจึงเพียงถูกภาคทัณฑ์ 
          ระหว่างที่ช่วยรักษาพระนครนั้น กองทัพไทยอ่อนแอมาก เนื่องจากการแตกความสามัคคีและแม่ทัพไทยบางคนเป็นไส้ศึกให้กับพม่า พระยาตากหรือพระยาวชิรปราการเห็นว่าคงเหลือกำลังที่จะรักษาพระนครได้ ในวันที่ 3 มกราคม 2310 จึงได้รวบรวมกำลังทหารประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าไปทางทิศตะวันออก พระยาตากไปตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรีเพื่อรวบรวมกำลังอาวุธ เสบียงอาหาร และต่อเรือสำเภาแล้วจึงเดินทางกลับมาทางเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา พระยาตากเข้าตีเมืองธนบุรีซึ่งขณะนั้นพม่าแต่งตั้งให้นายทองอินรักษาเมืองธนบุรี เมื่อตีเมืองธนบุรีได้ ได้จับตัวนายทองอินประหารชีวิตแล้วจึงยกทัพไปยังกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นแม่ทัพพม่าคือสุกี้ควบคุมไพร่พลอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น การรบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นของพระยาตากถือว่าเป็นการกอบกู้อิสรภาพจากพม่าได้
           หลังจากกอบกู้อิสรภาพได้แล้ว พระยาตากทางพิจารณาดูแล้วเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีชัยภูมิเหมาะสมมีน้ำล้อมรอบแต่กรุงศรีอยุธยาชำรุดเสียหายจากการทำลายของพม่ามาก ประกอบด้วยพระเจ้าตากมีกำลังไพร่พลน้อยไม่พอที่จะรักษาพระนครได้ จึงย้ายราชธานีมาอยู่เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร กรุงธนบุรีเป็นเมืองขนาดเล็กอยู่ใกล้ปากน้ำ หากเกิดศึกสงครามการระวังรักษาด้วยกำลังพลทหารน้อยจะทำได้ง่าย หากสู้ศัตรูไม่ได้ก็สามารถหนีไปทางตะวันออกได้ง่าย 
           เมื่อพระยาตากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี เมื่อปลายปี พ.ศ. 2310 ทรงมีพระราชภารกิจที่หนักยิ่ง ประการแรกคือการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าบ้านเมืองได้แตกแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า หลายก๊ก ได้แก่ชุมนุมเจ้าพระยาฝาง ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกอยู่ทางเหนือ ชุมนุมเจ้าพิมายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ชุมนุมเจ้านครอยู่ทางใต้ พระเจ้าตากต้องทำศึกภายในเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่บ้านเมืองขณะเดียวกันต้องทำศึกกับพม่าอีกนับสิบครั้ง ศึกครั้งสำคัญคือการสู้รบกับอะแซหวุ่นกี้ที่เมืองพิษณุโลก นอกจากนี้ยังต้องทำศึกกับเขมร ลาว อีกหลายครั้ง
นอกจากนี้พระเจ้าตากยังทรงมีพระราชภารกิจอื่นๆ อีกมากมายที่สำคัญ คือ ภารกิจทางด้านเศรษฐกิจในระหว่างที่ทำศึกสงครามกับพม่าพลเมืองไทยไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องทิ้งไร่ทิ้งสวนหนีพม่าทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงอาหารประชาชนอดอยากไม่มีข้าวปลาอาหารรับประทาน พระเจ้าตากต้องสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวจากต่างประเทศมาเลี้ยงประชาชน ทรงชักชวนขุนนางไทยใหญ่น้อยให้ทำนาปรังเพื่อให้มีข้าวกิน ทรงหาเงินโดยการค้าขายกับจีน ญวน          นอกจากนี้ทรงต้องแก้ปัญหาในด้านคุณธรรม จริยธรรมอีก เพราะในระหว่างศึกสงครามด้านพระศาสนาได้เสื่อมโทรมลง มีพระสงฆ์นอกรีตนอกรอยเกิดขึ้นมาก พระเจ้าตากสินต้องหาทางแก้ไข และฟื้นฟูพระศาสนาขึ้นมาใหม่ โดยโปรดเกล้าให้คัดลอกพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชในด้านส่วนพระองค์ของพระเจ้าตากสินทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงศึกษาพระธรรมและนั่งวิปัสสนาอยู่เป็นเนืองนิตย์
          พระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญคุณต่แประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง ทรงกอบกู้อิสรภาพจากพม่า ทรงรวบรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงเป็นที่รักและเคารพของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะชาวธนบุรี
 

            เมื่อพระยาตากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี เมื่อปลายปี พ.ศ. 2310 ทรงมีพระราชภารกิจที่หนักยิ่ง ประการแรกคือการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าบ้านเมืองได้แตกแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า หลายก๊ก ได้แก่ชุมนุมเจ้าพระยาฝาง ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกอยู่ทางเหนือ ชุมนุมเจ้าพิมายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ชุมนุมเจ้านครอยู่ทางใต้ พระเจ้าตากต้องทำศึกภายในเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่บ้านเมืองขณะเดียวกันต้องทำศึกกับพม่าอีกนับสิบครั้ง ศึกครั้งสำคัญคือการสู้รบกับอะแซหวุ่นกี้ที่เมืองพิษณุโลก นอกจากนี้ยังต้องทำศึกกับเขมร ลาว อีกหลายครั้ง
นอกจากนี้พระเจ้าตากยังทรงมีพระราชภารกิจอื่นๆ อีกมากมายที่สำคัญ คือ ภารกิจทางด้านเศรษฐกิจในระหว่างที่ทำศึกสงครามกับพม่าพลเมืองไทยไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องทิ้งไร่ทิ้งสวนหนีพม่าทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงอาหารประชาชนอดอยากไม่มีข้าวปลาอาหารรับประทาน พระเจ้าตากต้องสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวจากต่างประเทศมาเลี้ยงประชาชน ทรงชักชวนขุนนางไทยใหญ่น้อยให้ทำนาปรังเพื่อให้มีข้าวกิน ทรงหาเงินโดยการค้าขายกับจีน ญวน          นอกจากนี้ทรงต้องแก้ปัญหาในด้านคุณธรรม จริยธรรมอีก เพราะในระหว่างศึกสงครามด้านพระศาสนาได้เสื่อมโทรมลง มีพระสงฆ์นอกรีตนอกรอยเกิดขึ้นมาก พระเจ้าตากสินต้องหาทางแก้ไข และฟื้นฟูพระศาสนาขึ้นมาใหม่ โดยโปรดเกล้าให้คัดลอกพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราชในด้านส่วนพระองค์ของพระเจ้าตากสินทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงศึกษาพระธรรมและนั่งวิปัสสนาอยู่เป็นเนืองนิตย์
          พระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญคุณต่แประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง ทรงกอบกู้อิสรภาพจากพม่า ทรงรวบรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงเป็นที่รักและเคารพของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะชาวธนบุรี
 
บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:27:06 »

? พระเจ้าตากสินครองราชย์ทั้งสิ้น 15 ปี 3 เดือน 9 วัน
? นางนกเอี้ยง พระชนนีของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์ให้เป็น สมเด็จกรมพระพิทักษ์เทพามาตย์
? พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าตากสิน เท่าที่ปรากฏหลักฐาน มีอยู่ 5 พระองค์
1) เจ้าครอกหอกลาง (สอน) พระอัครมเหสี ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์
- สมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ (พระองค์เจ้าจุ้ย)
- สมเด็จฯ เจ้าฟ้าชายน้อย
2) สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (ฉิมใหญ่) มีพระราชโอรส 1 พระองค์
- สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิต (เจ้าฟ้าเหม็น)
3) เจ้าจอมฉิม
4) เจ้าจอมปราง
5) เจ้าจอมญวน (จวน)
? พระราชโอรส-พระราชธิดา ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีที้งสิ้น 29 พระองค์

? รัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ 5 ครั้ง ดังนี้
- พระราชวรินทร์
- พระยาอภัยรณฤทธิ์
- พระยายมราช
- เจ้าพระยาจักรี
- สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
? พระยาพิชัย ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ 3 ครั้ง ดังนี้
- พระมหามนตรี
- หลวงพิชัยอาสา
- พระยาพิชัย
? สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้า) ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ 5 ครั้ง ดังนี้
- นายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร
- พระยาอนุชิตราชา
- พระยายมราช
- เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช
- สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้า) (ได้รับบรรดาศักดิ์นี้ในสมัยรัชกาลที่ 1)
? ในสมัยกรุงธนบุรี ไทยต้องทำสงครามทั้งหมด 17 ครั้ง กับพม่า 15 ครั้ง กับเขมร 2 ครั้ง
? พระเจ้าตากสินมหาราชมีพระนามทั้งหมด 10 พระนาม ดังนี้
1) สิน
2) หยง แซ่แต้
3) พระยาตาก
4) หลวงยกกระบัตรเมืองตาก
5) พระยาวชิรปราการ(เจ้าเมืองกำแพงเพชร)
6) สมเด็จพระบรมราชาที่ 4
7) สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
8 ) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
9) แต้อ๊วง
10) พระเจ้าแผ่นดินตระกูลแต้ (คำแปล ?แต้อ๊วง?)
? พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระชนมายุ 48 พรรษา กับอีก 15 วัน จึงเสด็จสวรรคต ของเสด็จพระราชสมภพเมื่อปีขาล จ.ศ. 1096 ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรกรุงธนบุรี ณ วันอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน จ.ศ. 1129 ขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุ 33 พรรษา 9 เดือน 6 วัน
? กรุงศรีอยุธยาได้กลับมาเป็นของไทยอีกครั้ง ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีกุน นพศก จ.ศ. 1129 หรือวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 รวมระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่า 7 เดือนเต็ม

พระบรมราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีเป็นผู้นำในการเสนอเรื่องให้รัฐบาลสมัยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ กลางวงเวียนใหญ่
กรมศิลปากรออกแบบไว้ 7 แบบ แล้วนำออกตั้งแสดงในงานรัฐธรรมนูญปี 2480 เพื่อขอมติมหาชน โดยผู้ที่ชอบแบบใดก็ขอให้บริจาคทรัพย์เป็นคะแนนเสียงใส่ในตู้ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าแบบนั้นการนับคะแนนเสียงนับชิ้นหนึ่งเป็นหนึ่งเสียงโดยไม่คำนึงถึงจำนวนเงิน และเงินเหล่านั้นจะส่งเข้าสมทบทุนสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ปรากฏว่าแบบที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้เป็นแบบที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 3,932 คะแนน
บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:31:45 »

ประวัติวัดอินทารามวรวิหาร
วัดอินทารามวรวิหาร

สันติสถานของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วัดอินทาราม  เป็นวัดสำคัญของสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานเป็นวัดอนุสรณ์สันติสถานที  ี่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  มหาวีระกษัตริย์ของไทยเราทรงประกอบพระราชกุศล  มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์เป็นชีวิตจิตใจหลายอย่างที่นับว่าสำคัญน่าชม  และศึกษา คือพระแท่นบรรทมไสยาสน์เป็นพระราชอาสน์ที่พระองค์ทรง ประทับแรมทรงศีลแลทรงเจริญกรรมฐาน ประวัติที่น่าศึกษาของวัดนี้คือ  เป็นที่ประดิษฐาน(ฝัง) พระบรมศพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๗
และบรมศพพระอัครมเหสีของพระองค์ก็ได้ถวายพระเพลิงและบรรจุพระบรมอัฐิไว้ ณ
วัดนี้ทั้งสองพระองค์วัดอินทารามขณะนี้เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร  ตั้งอยู่ที่ถนนเทอดไท  ปากคลองบางยี่เรือ  ริมคลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) แขวงบางยี่เรือ  เขตธนบุรี  กรุงเทพมหานคร(แต่เดิมหน้าวัดอยู่ทางคลองบางกอกใหญ่   แต่เมื่อตัดถนนแล้วจึงใช้ทางหลวงเป็นหน้าวัดด้วย)เนื้อที่ของวัดนี้เดิมเป็นแปลงเดียว    ตลอดกันทั้งวัด  ต่อมาทางรถไฟสายมหาชัยได้ตัดทางเข้ามาทางหลังวัด 
กินเนื้อที่วัดเข้ามาเขตตะวันออกจดคลองบางยี่เรือ (คลองสำเหร่)และเทศบาล  นครธนบุรีได้ตัดทางรถยนต์เข้ามาทางด้านตะวันออกเฉียดกำแพงรอบนอกพระอุโบสถ  จดถึงลำคลองบางยี่เรือ  เพราะเหตุนี้วัดจึงแยกเป็นสองแปลง  เนื้อที่ตั้งวัดประมาณ ๑๕ ไร่ ๒ งาน  เป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับจัดหาผลประโยชน์บำรุงวัดประมาณ๙ ไร่ ๒ งาน ๙๐
ตารางวา  รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๒๕ ไร่ 

ทิศเหนือ จดคลองบางกอกใหญ่ขนานตามลำคลอง 
ทิศใต้ จดคูและทางรถไฟ 
ทิศตะวันออกจดคูวัด
ทิศตะวันตก จดคลองบางยี่เรือขนานตามลำคลอง 
ต่อมาในปี ๒๕๐๕  ทางวัดอนุญาตที่ดินจำนวน ๓ ไร่ ๓ งาน ซึ่งอยู่ติดกับถนนเทอดไทให้กับกระทรวงศึกษาธิการสร้าง ร.ร.วิสามัญการศึกษาขึ้น

วัดอินทารามวรวิหารเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา  เดิมเรียกว่า ?วัดบางยี่เรือนอก?
คู่กับวัดราชคฤห์ซึ่งเรียกว่า ?วัดบางยี่เรือใน?วัดนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ใดสร้างและสร้าง  มาแต่ครั้งใด  เพิ่งปรากฏในพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ร่วงโรยมากและเป็นวัดเล็ก ๆ อย่างบ้านนอกไกล ๆ แบบเดี๋ยวนี้  ต่อเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ทรงตั้งเมืองธนบุรีเป็นเมืองหลวงวัดนี้บังเอิญเป็นที่ประสพพระราชหฤทัย  ของพระองค์ท่าน  จึงทรงบูรณะปฏิสังขรณ์อย่างถึงขนาด  ขยายที่ทางไว้เป็นอันมาก  แล้วทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นเอกพิเศษ  ใช้เป็นที่ประกอบพระราชกุศลอย่างใหญ่ ๆ หลายครั้ง

ก่อนที่กล่าวประวัติวัดอินทารามต่อไป  ควรจะทราบหลักฐานที่มาของนามเก่าเสียก่อน  ที่เดิมเรียกวัดบางยี่เรือนอกนั้น  เพราะเมืองธนบุรีเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ตั้งอยู่ที่วัดคูหาสวรรค์ (วัดศาลาสี่หน้า) ในคลองบางกอกใหญ่ จากเมืองเก่ามาก็ต้องถึง วัดราชคฤห์ก่อน  จึงเรียกวัดราชคฤห์ว่า ?วัดบางยี่เรือใน?  ส่วนวัดจันทารามอยู่กลาง จึงเรียกว่า ?วัดบางยี่เรือกลาง?  ถัดมาก็ถึงมาก็ถึงวัดอินทารามเรียกกันว่า ?วัดบางยี่เรือนอก? การที่เรียกวัดบางยี่เรือนอกก็เพราะในสมัยก่อนไม่ค่อยได้ตั้งชื่อวัด ให้ไพเราะ เหมือนอย่างสมัยทุกวันนคือวัดอยู่ที่ไหนก็เรียกตามสถานที่ตำบลนั้นี้  และถ้าบังเอิญตำบลนั้นมีหลายวัดที่เรียกวัดใกล้ว่าวัดในวัดถัดออกไปว่าวัดกลางวัดสุด  ท้ายว่าวัดนอก
(วัดที่เรียงกันไป)  ตามแต่ที่จะเข้าใจกันตามยุคตามสมัย หรือเรียกตามสถาน
ที่บางอย่าง เช่น วัดเวฬุราชิณเรียกกันว่า?วัดใหม่ท้องคุ้ง? ก็เพราะตรงที่วัดนั้นเป็นคุ้ง
น้ำใหญ่ในคลองบางกอกใหญ่แห่งหนึ่ง 


มีเรื่องเล่ากันว่าพื้นที่ตามริมคลองบางกอกใหญ่ซึ่งเป็นแขวง(ตำบล)บางยี่เรืออยู่ในขณะ นี้นั้น  ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีลักษณะเป็นป่าสะแกทึบแต่ฝั่งตรงกันข้ามเป็นที่ลุ่มมีหญ้า  และกกขึ้นอยู่ในน้ำตื้น ๆ คล้ายป่าพลุ  ถ้าหากมีเรือล่องมาจากลำคลองจะต้องอ้อมคุ้ง

มองเห็นบริเวณป่าในระยะไกลได้ถนัด ชายป่าริมฝั่งตรงนี้เองได้เป็นชัยภูมิของทหารไทย
ใช้เป็นซุ่มดักยิงเรือของข้าศึกที่ผ่านออกมาอย่างไม่ระมัดระวังอาการที่ซุ่มยิงอย่างน
ี้เรียกว่า ?บังยิงเรือ?  กลายเป็นชื่อตำบล(แขวง)นั้น   ต่อมาเพี้ยนเป็น?บางยิงเรือ?  แล้วก็ ?บางยี่เรือ? ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอันได้ความว่าวัดอินทารามที่เรียกว่าบางยี่เรือนนอกด้วยเหตุตั้งอยู่ด้าน  ุนอก  เพราะนับจากเมืองธนบุรีเก่าออกมาหลักฐานเช่นนี้จึงได้รู้ว่าวัดอินทารามได้นาม  ว่า วัดบางยี่เรือนอก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเพราะปรากฏว่าครั้งสมเด็จ  พระชัยราชาได้โปรดให้ขุดคลองไปต่อกับคลองบางกอกน้อยซึ่งส่วนที่ลัดระหว่างคลอง  บางกอกน้อยกับคลองบางกอกใหญถูกน้ำเซาะกลางออกไปกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา่  ในภายหลังต่อมา...........
บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,928
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 02 มิถุนายน, 2551, 22:36:01 »

ตากสินมหาราช
ฉาย : ช่อง 3 ทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ 20:30 - 22.00 บทประพันธ์ : แรเงา
นักแสดง : พระเจ้าตากสินมหาราช แสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช, แม่สอน แสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช, นกเอี้ยง แสดงโดย พิสมัย วิไลศักดิ์, เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง)แสดงโดยสรพงษ์ ชาตรี, นายสุดจินดา (บุญมา) แสดงโดย ธนาสินประสาธน์ ผู้กำกับ : นพพร วาทิน

เรื่องย่อ :

พุทธศักราช 2308  พระเจ้ากรุงอังวะโปรดเกล้าฯให้เนเมียวสีหบดี และมังมหานรธา ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยเนเมียวสีหบดียกทัพมาทางเหนือ  ส่วนมังมหานรธายกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา กองทัพทั้งสองจะเข้าตีพร้อมกัน เพลานั้น พระยาตาก นามเดิมว่าสิน ได้เป็นเจ้าเมืองตาก นำทหารคู่ใจอันประกอบด้วย ทองดี  สิงห์ ก้อน ยอด  เมฆ บุญเกิด และไพร่พลนำทัพออกตีต้านมิให้ทัพของเนเมียวสีหบดีผ่านไป ยังกรุงศรีอยุธยาได้ แต่มิอาจต้านทัพอันมีกำลังไพร่พลมหาศาลได้  พระยาตากจึงตัดสินใจผ่อนครัวลงมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อร่วมกับขุนทหารอื่นๆรักษากรุงศรีอยุธยามิให้ตกเป็นเมืองขึ้นแก่ศัตรู

เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา พระยาตากกลับขัดแย้งกับออกญากลาโหมและขุนนางบางส่วนที่ยังเชื่อว่าน้ำเหนือจะทำให้ทัพอังวะพ่ายแพ้และยกทัพกลับไปเอง พระยาตากนำขุนทหารคู่ใจออกปล้นค่าย เป็นที่คร้ามเกรงแก่ทัพอังวะเป็นอย่างยิ่ง เมื่อน้ำเหนือมาถึง ทัพอังวะก็เร่งต่อเรือเพื่อนำทัพโจมตีกรุงศรีอยุธยา ทำหอรบ ใช้วัดเป็นค่ายทัพ ยิงปืนใหญ่จากค่ายต่างๆเข้าใส่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระยาตากได้รับคำสั่งให้นำทัพออกสู้รบกับกองทัพอังวะ ที่สมรภูมิวัดป่าแก้ว แต่มิอาจสู้ได้ จึงนำทหารของตนไปตั้งค่ายที่วัดพิชัย กองทัพอังวะล้อมค่ายวัดพิชัยไว้อย่างแน่นหนา พระยาตากตรองแล้วเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงตกเป็น ของอังวะแน่ จึงนำทหารคู่ใจพร้อมไพร่พลจำนวน 500 นาย ตีฝ่าวงล้อมของทหารอังวะหนีไปทางเมืองจันทบูรณ์เพื่อรวบรวมไพร่พลแล้วกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ในครั้งนี้พระองค์ได้พบสหายเก่าคือนายทองด้วง และบุญมา ผู้น้องชาย ทั้งสองได้เข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์

ตลอดการเดินทางไปสู่จันทบูรณ์ เจ้าเมืองต่างๆพากันอ่อนน้อมและยอมเป็นพวก พระยาตากสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจจากไพร่พลและราษฎรทั้งหลาย และเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับให้พระองค์เป็นผู้นำ ครั้นถึงเมืองจันทบูรณ์ จึงทราบว่าพระยาจันทบูรณ์ยอมเข้าเป็นพวกกับอังวะแล้ว พระองค์จึงให้กุศโลบายทุบหม้อข้าวหม้อแกง ปลุกระดมพลังขุนทหารให้พร้อมกันเข้าตีจันทบูรณ์ได้สำเร็จ แล้วใช้จันทบูรณ์เป็นที่บัญชาการศึกทรงเร่งต่อเรือเพื่อนำทัพเรือเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

พระเจ้าตากทรงนำทหารเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นของอังวะได้สำเร็จ  จับสุกี้พระนายกอง  นายค่าย  สำเร็จโทษ  หลังจากนั้นทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเสียหายเกินกว่าจะบูรณะ จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี  ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ขับไล่อังวะออกพ้นแผ่นดิน

แต่ยังมีคนไทยกลุ่มต่างๆที่ยังไม่ยอมรับพระราชอำนาจของพระองค์  รวมตัวกันเป็นชุมนุมต่างๆ 5 ชุมนุม  พระองค์พร้อมขุนทหาร  ทองด้วง และบุญมา ได้ร่วมกันต่อตีชุมนุมต่างๆ จนสำเร็จราบคาบ  บ้านเมืองจึงกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ตากสินมหาราช  เป็นละครที่เสนอให้เห็นถึงความรักชาติ และยอมสละชีพเพื่อชาติ  ชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีเท่านั้นที่จะทำให้ชาติคงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  และเป็นละครเทิดพระเกียรติในพระวีรภาพ แห่งความกล้าหาญของพระเจ้าตากสิน  ผู้ได้รับสมัญญาว่า เป็น ?มหาราช?  ในกาลต่อมา

<a href="http://media.imeem.com/m/1v-92M7CG2" target="_blank">http://media.imeem.com/m/1v-92M7CG2</a>
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: