Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 12:33:17

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานฅน "บทเพลงคาราบาว" เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่  (อ่าน 87445 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 [4]
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #30 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน, 2553, 15:42:17 »



ภควัทคีตา

อรชุน อรชุน อรชุน อรชุน
กฤษนารายณ์ กฤษนารายณ์
แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษนารายณ์ ชายผู้ชี้นำ
รบเถิดอรชุน หากท่านตายในสนามรบ
สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย
แม้หากว่าท่านชนะ ความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้
ทุกพงศ์ผืนปฐพี รอให้ท่านเข้ามาครอบครอง

โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์
เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล
ใจเจ้าเลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า
ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพีมีเพียงคมศร
อิทธฤิทธรอน ลดความรุนแรง
แสงแห่งเทวัญ อาตมันกราย
กฤษนารายณ์ ชายผู้ชี้นำ

รบเถิดอรชุน หากท่านตายในสนามรบ
สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย
แม้หากว่าท่านชนะ ความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้
ทุกพงศ์ผืนปฐพี รอให้ท่านเข้ามาครอบครอง

โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์
เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล
ใจเจ้าเลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า
ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพีมีเพียงคมศร
อิทธฤิทธรอน ลดความรุนแรง
แสงแห่งเทวัญ อาตมันกราย
กฤษนารายณ์ ชายผู้ชี้นำ

อรชุน อรชุน
กฤษนารายณ์ กฤษนารายณ์
แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษนารายณ์ ชายผู้ชี้นำ
รบเถิดอรชุน



<a href="http://www.youtube.com/v/Ww_U6aXtO4U?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Ww_U6aXtO4U?hl</a>
ฟังเพลง ภควัทคีตา จาก คาราบาว



ศรอรชุน

ดูก๊อน ดูก่อน ท่านผู้เจริญ
คำสรรเสริญ เยินยอยิ่งใหญ่
แต่มิตรสนิท คืออันตราย
คำนั้นกินใจให้ทุกข์ให้โทษ
แม้แต่ศัตรู ก็ยังไม่ต้องการ
 
ดูก๊อน ดูก่อน ท่านศรธนู
มีไว้เคียงคู่ เหนี่ยวรั้งสงคราม
คมหลาวคมดาบ คมหอกคมหนาม
ประตูป้อมยาม เปลี่ยนใจใส้ศึก
แม้แต่ศัตรู ควรเชิดชูเกียรติ
แม้แต่ศัตรู ควรให้มีเกียรติ
 
พวกเราคือนักรบ พวกเราคือสงคราม
พวกเรารบต่อความอยุติธรรม
พวกเราคือนักรบ พวกเราคือสงคราม
พวกเรารบด้วยจิตใจไม่ใช่ศาตรา

เรามารบกัน ต่างมารบกัน
รบราฆ่าฟัน นั้นมีจุดหมาย
แม้เราต้องอยู่ หรือเราต้องตาย
กระดูกมอดไหม้ วิญญาณยังอยู่
 
ดูก๊อน ดูก่อน ยิงศรเป็นศาสตร์
ขุนศึกเป็นปราชญ์ ศาตราคือใจ
ข้าศึกคือเป้า เป้าอยู่ที่หมาย
แลเห็นสิ่งใด เห็นแต่ข้าศึก
ศรอรชุน ไม่เคยพลาดเป้า



<a href="http://www.youtube.com/v/Dd0qM87rcyA?fs=1&amp;amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Dd0qM87rcyA?fs=1&amp;amp;hl</a>
ฟังเพลง ศรอรชุน  จาก คาราบาว


อรชุน

อรชุน ( โรมัน : Arjuna) เป็นหนึ่งในตัวละครเอกในมหากาพย์มหาภารตะ ชื่อนี้หมายถึง สว่าง ส่องแสง ขาว หรือ เงิน อรชุนเป็นนักยิงธนูที่มีฝีมือสูงส่ง ไม่มีใครเทียบได้ เป็นพี่น้องคนที่สามในบรรดาปาณฑพทั้งห้า เป็นลูกของนางกุนตี ภรรยาคนแรกของปาณฑุ และเป็นคนเดียวในพี่น้องปาณฑพที่ได้รับพรและอาวุธวิเศษจากเทพเจ้ามากที่สุดด้วย

อรชุนเป็นลูกของพระอินทร์ที่ประทานมาให้นางกุนตีเพราะท้าวปาณฑุต้องคำสาป จึงไม่สามารถมีลูกได้ มีพี่2คนคือ ยุธิษฐิระกับภีมะ และมีน้องอีก 2 คน คือ นกุล กับสหเทพ อรชุนเป็นคนรูปงามมีฝีมือในการรบและพรสวรค์ในการยิงธนูมากที่สุด

เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงหัสตินาปุระ กลุ่มพี่น้องปาณฑพถูกกลั้นแกล้งหลายต่อหลายอย่างจากทุรโยชน์ และกลุ่มพี่น้องเการพ เพราะไม่ต้องการให้ยุธิษฐิระพี่คนโตของฝ่ายปาณฑพขึ้นครองราชย์ต่อจากท้าวธฤษราษฎร์ จนในที่สุดกลุ่มปาณฑพก็ถูกย้ายไปที่เมืองหนึ่งเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง แต่ทุรโยชน์กลับจ้างคนให้ทำวังจากขี้ผึ้งเพื่อให้ติดไฟง่าย โชคดีที่มติวิทูรอาของเหล่าปาณฑพรู้เรื่องก่อนจึงส่งคนไปทำทางหนี

เมื่อปุโรจันลูกน้องของทุรโยชน์ถูกส่งไปเผาวังก็ถูกภีมะกับอรชุนจัดการจนหมด เพื่อเป็นการยุติปัญหาพี่น้องปาณฑพที่หนีมาได้ จึงตัดสินใจบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า วันหนึ่งมีฤๅษีตนหนึ่งบอกว่า นางเทราปตี ลูกสาวของท้าวทรุปัทกำลังเลือกคู่ จึงอยากให้พี่น้องปาณฑพไปร่วมงานนั้นด้วย เมื่อถึงในงานได้พบพวกของทุรโยชน ์แต่เนื่องจากเหล่าปาณฑพบวชเป็นฤๅษี จึงไม่มีใครจำได้ วิธีการเลือกคู่ของนางเทราปตีนั้นก็คือให้เจ้าชายแต่ละเมืองยกธนูทองที่วางอยู่กลางสนามประลองขึ้น แล้วยิงให้ถูกตาของปลาที่ติดอยู่บนจานหมุนลักษณะคล้ายร่ม

แต่ให้เล็งโดยใช้เงาจากในน้ำเท่านั้น ซึ่งอรชุนเท่านั้นที่ทำได้ และก็เป็นจริงดั่งว่าเพราะไม่มีเจ้าชายจากแคว้นใดเลยที่ยกได้ จนเมื่อมาถึงกรรณะ กรรณะสามารถยกธนูนั้นขึ้นได้อย่างง่ายๆแต่กลับถูกท้าวทุรปัทห้ามไว้เพราะวากรรณะเป็นวรรณะศูทรไม่อาจที่จะอภิเษกสมรสกับนางเทราปตีที่เป็นวรรณะกษัตริย์ได้ เมื่อเจ้าชายที่เหลือไสมารถยกได้ท้าวทุรปัทจึงยอมลดวรรณะให้พราหม์มายกธนูแทน อรชุนที่ปอลมตัวมาจึงเข้าไปยก ปรากฏว่า อรชุนสามารถยกและยิงได้ถูกเป้าอีกด้วย เป็นเหตุให้พวกทรุโยชน์ไม่ยอมและกล่าวหาว่าท้าวทรุปัทได้มีการล็อกคนไว้แล้วจึงเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งนางเทราปตีขึ้น กรรณะอยากรู้ถึงฝีมือพราหม์ผู้นั้นจึงได้ดวลธนูกับอรชุน ส่วนที่เหลือเข้าไปสู้กับภีม แต่ก็ไม่มีใครต้านทานภีมได้จนถึงราชาศัลยาเจ้าแห่งมวยปล้ำ เขาได้สู้กับภีมอย่างสูสี จนทุรโยชน์เริ่มสงสัยว่าพราหม์เหล่านี้อาจจะเป็นปาณฑพที่รอดตายปลอมตัวมา สุดท้ายท้าวทรุปัทได้สั่งให้หยุดการต่อสู้กัน พวกปาณฑพจึงพานางเทราปตีกับที่พัก

เมื่อถึงที่พักนางกุนตีที่เป็นมารดานึกว่าพวกเขาไปหาอาหารกันมา จึงบอกว่าวันนี้ได้อะไรมาให้แบ่งกันให้ครบๆจะได้ไม่ต้องมาแย่งกัน แต่พอมารู้อีกทีก็ต้องตกใจเพราะพวกเขาได้ตัวเจ้าหญิงเทราปตีมา แต่พวกยุธิษฐิระก็ตกลงว่าจะให้นางเทราปตีอยู่กับพวกปาณฑพทั้ง 5 คนละปี โดยปีแรกจะอยู่กับยุธิษฐิระก่อนปีถัดมาถึงอยู่กับภีมและก็ไล่ไปเรี่อยๆจนถึงสหเทพแล้วก็วนกลับมาที่ยุธิษฐิระใหม่ หากระหว่างที่นางเทราปตีอยู่กับสามีคนใดแล้วมีอีกคนเข้าไปยุ่งก็จะต้องเนรเทศตัวเองออกแล้วไปอยู่ป่าเป็นเวลา 14 ปี เมื่อทุกคนรู้ว่าพวกปาณฑพยังมีชีวิตอยู่จึงได้ไปเชิญให้กลับมาอยู่ที่กรุงหัสตินาปุระอย่างเดิม และเพื่อยุติปัญหาก็ได้ให้พวกปาณฑพไปสร้างเมืองอีกเมืองนึงอยู่ที่นอกอาณาเขตของกรุงหัสตินาปุระ

แต่พื้นที่นั้นแห้งแล้งการที่จะสร้างเมืองก็เป็นไปด้วยความยากลำบากแต่ด้วยความดีของพวกปาณฑพจึงมีเทวดามาเนรมิตรเมืองให้โดยที่มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้นครหัสตินาปุระโดยตั้งชื่อว่า อินทรปรัศน์ เป็นเหตุให้พวกเกรพยิ่งแค้นใจเข้าไปใหญ่ อยู่มาวันนึงมีชาวเมืองคนนึงวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากอรชุนว่าวัวของตนถูกโจรมาขโมยไป อรชุนจึงไปหยิบอาวุธในตำหนักของยุธิษฐิระแต่ระหว่งานั้นนางเทราปตีกำลังอยู่กับยุธิษฐิระ เมื่ออรชุนไปแย่งวัวของชาวบ้านคนนั้นคืนมาได้อรชุนก็ต้องเนรเทศตัวเองตามที่สัญญาไว้ ทั้งๆที่อรชุนไม่จำเป็นต้องเนรเทศตัวเองก็ตาม





ขุนศึกเป็นปราชญ์ ศาตราคือใจ
ข้าศึกคือเป้า เป้าอยู่ที่หมาย
แลเห็นสิ่งใด เห็นแต่ข้าศึก
ศรอรชุน ไม่เคยพลาดเป้า


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ อรชุน
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "ภควัทคีตา" และ "ศรอรชุน" ในชุด โนพลอมแพลม และ โฟล์คเซน


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #31 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน, 2553, 19:55:04 »



นางสาวสยาม

นางสาวสยาม นางสาวสยาม
เครื่องบินลำนี้ บินไกลบินไปถึงเมืองจีน
ดูช่างผกผินแหละท้าทาย
บินสี่พันฟุต สูงสุดเสี่ยงความตาย
แต่เขาไม่กลัวตาย

ลูกผู้ชาย คนรักฟ้าใจกล้า
เชื่อมความสัมพันธ์จีนและไทย
ภารกิจทำให้ไทยได้ลือชื่อ
คนรักฟ้าต่างนับถือ
เกียรติคุณท่านคือ ให้ไทยเราได้ก้าวไกล

เลื่อน พงษ์โสภณ
เปี่ยมล้นด้วยคุณูประการ
เลื่อน พงษ์โสภณ
เปี่ยมล้นประสบการณ์

เครื่องบินลำน้อย บินลอยไปไกลถึงเมืองจีน
ดูช่างผกผินและท้าทาย
สู้ลม สู้ฟ้า เด็ดเดี่ยวและเดียวดาย
แต่เขาไม่กลัวตาย

เป็นเครื่องบินของคนไทยลำแรก
นางสาวสยามถึงจีนแผ่นดินใหญ่
2475 ด้วยบารมีองค์ ร.7
ความสำเร็จของคนไทย
ใครเล่าจะลืมเลือนนักบินเลื่อนกระดูกเหล็ก

เลื่อน พงษ์โสภณ
เปี่ยมล้นด้วยคุณูประการ
เลื่อน พงษ์โสภณ
เปี่ยมล้นประสบการณ์
เป็นประวัติการณ์
ตำนานการบินของไทย

นางสาวสยาม นางสาวสยาม



<a href="http://www.youtube.com/v/xRyiEdrsGMg?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/xRyiEdrsGMg?hl</a>
ฟังเพลง นางสาวสยาม จาก คาราบาว


นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ

นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 2 สมัย และ ส.ส.นครราชสีมา 6 สมัย เป็นบุตรของ ขุนเชี่ยวหัสดิน (เถา) และ นางแฉ่ง เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 ตรงกับปีจอ เดือน ๖ แรม ๔ ค่ำ บิดามารดามีอาชีพค้าขายเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนซึ่งเรียกกันว่า "ร้านจำหน่ายของสยาม" และเป็นเจ้าของโรงเลื่อย

เมื่อยังเด็ก เริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุได้ 6 ขวบที่โรงเรียนใกล้ ๆ บ้าน คือ โรงเรียนอรพินท์ เมื่อจบประถม มารดา นำไปฝากเรียนที่วัดรังษี เพื่อให้พระช่วยอบรมสั่งสอนในเรื่องศีลธรรมจรรยา เนื่องจากดื้อมากถูกบิดาเฆี่ยนตีทุกวันแต่ไม่เข็ดหลาบ ต่อมามารดาได้ตั้งใจว่าจะให้เรียนกฎหมาย แต่ น.อ.เลื่อน อยากจะเป็นทหาร จึงได้ไปสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อใกล้จะสำเร็จการศึกษาพอดีเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 ทางราชการได้ประกาศรับสมัครทหารอาสาไปทำการรบที่ประเทศฝรั่งเศส ด้วยความกระตือรือร้นอยากจะไปแสวงหาความรู้ในต่างประเทศจึงลาออกจากโรงเรียนนายร้อยไปสมัครเป็นทหารอาสายศเป็นสิบโทและได้เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส สมความปรารถนาระหว่างนั้นทางราชการได้ประกาศให้ทุนผู้สนใจเข้าศึกษาวิชาเครื่องยนต์ต่อที่ปารีส จึงสมัครสอบปรากฏว่าสอบได้ที่ 1 ได้รับทุนเรียนด้านเครื่องยนต์จนจบหลักสูตรที่และได้กลับมาเปิดสอนวิชาเครื่องยนต์ในเมืองไทยเป็นคนแรก

เมื่อปี พ.ศ. 2473 ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไปศึกษาวิชาการบินที่ Parks Ais College ใน East St.Louis มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 3 ปี และในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น น.อ. เลื่อนได้รับจ้างแสดงการผาดโผนต่าง ๆ บนเครื่องบินที่กำลังบินอยู่ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมจึงได้เดินทางไปแสดงในรัฐต่าง ๆ หลายแห่งสามารถเก็บเงินซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้ 1 เครื่อง ในราคา 6,000 บาท ให้ชื่อว่าเครื่องบินนางสาวสยาม หรือ Miss Siam ซึ่งเมื่อกลับเมืองไทยได้พยายามใช้เป็นพาหนะบินกลับมาด้วยตนเอง

ก่อนที่จะได้ทำงานใน Aerial Transport Company น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ต้องว่างงานอยู่ 1 ปีเต็ม เนื่องจากหน่วยบินต่าง ๆ ยังไม่เชื่อความสามารถ จึงมีความคิดว่าจะต้องพิสูจน์ให้ดูก่อนโดยขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว บินไปเชื่อมความสัมพันธ์ที่ประเทศจีนซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงช่วยกันเรี่ยไรเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ 2,000 บาท เริ่มออกเดินทาง เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ด้วยเครื่องบินนางสาวสยาม ซึ่งเป็นเครื่องบินปีกสองชั้น ในระหว่างการเดินทาง ไปประเทศจีนนั้น ได้พบอุปสรรคมากมาย เช่น เครื่องบินเสียต้องร่อนลงซ่อมเครื่องเองแวะลงที่ไหนก็ถูกทหารเมืองนั้นจับกุมมีความลำบากในเรื่องอาหารการกินและที่พักหลับนอน บางแห่งไม่มีสนามบินต้องร่อนลงที่โล่งกว้าง เช่น สนามฟุตบอลแทน ในช่วงที่บินผ่านมณฑลกวางตุ้งถูกเรือรบใช้ปืนยิงเครื่องบินทะลุ เพราะเข้าใจว่าเป็นเครื่องบินของฝ่ายตรงข้ามที่กำลังทำสงครามแย่งอำนาจกันอยู่ในขณะนั้น จึงต้องร่อนลงที่ชายหาดและใช้ปฏิภาณตลอดจนความรู้เรื่องช่างเครื่องยนต์มาแก้ปัญหา เอาตัวรอดมาได้อย่าหวุดหวัดจนบินไปถึงซัวเถา แวะพัก 2 คืน ไม่สามารถบินต่อไปจนถึงเซี่ยงไฮ้ได้ เนื่องจากมีการสู้รบระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เซี่ยงไฮ้ จึงต้องบินเดินทางกลับ

เมื่อกลับถึงไทยแล้ว น.อ.เลื่อนได้ขนเครื่องบินนางสาวสยามจากดอนเมืองกลับไปไว้ที่บ้านบางขุนพรหม เพราะไม่มีเงินเสียค่าจอดในโรงเก็บเดือนละ 50 บาท และจะบินไปไหนก็ไม่ได้ถ้าจะทำการบินต้องขออนุญาตทุกครั้งไป และจะบินให้ไกลกว่า 50 ไมล์ ก็ไม่ได้ จะบินได้ก็รอบ ๆ สนามบินเท่านั้น เมื่อมีเรื่องยุ่งยาก ดังนี้จึงไม่คิดจะบินอีกต่อไป

น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ได้เข้าทำงานในบริษัท Aerial Transport Companyในปีต่อมา ระหว่างที่ทำงานอยู่บริษัท Aerial Transport Companyที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นระยะของการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้คุยกับเพื่อน ๆ เรื่องการเมืองจึงเกิดมีความสนใน เพราะคิดวาจะได้มีโอกาสช่วยประเทศชาติในด้านนี้จึง คิดสมัครผู้แทนซึ่งสมัครโดยไม่ตั้งใจเพราะมีทุนรอนน้อย แต่บังเอิญได้รับเลือกตั้งในเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดนครราชสีมาจึงได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเล่นการเมือง โดยลาออกจากงานตั้งแต่นั้นมาและได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ถึง 6 สมัย เป็นเวลาประมาณ 25 ปี โดยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2490 น.อ.เลื่อน ได้ร่วมกับคณะนายทหารทำการรัฐประหารด้วย

เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 2 สมัย ในรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ และ สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการองค์การน้ำตาลไทย เป็นเวลา 10 ปี ได้รับพระราชทานยศเป็น นาวาอากาศเอก เมื่อปี พ.ศ. 2500

หลังจากครบเกษียณอายุราชการแล้ว น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ได้ใช้เวลาว่างเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งคราว และได้ไปศึกษาวิชาการพิมพ์ลายผ้าที่สหรัฐอเมริกาจนจบหลักสูตร มีความตั้งใจจะทำโรงพิมพ์ผ้าลายไทยในประเทศไทย แต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวยจึงยุติไป

น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ เสียชีวิตอย่างสงบในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมอายุได้ 79 ปี จากโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดต่อมลูกหมาก คือ เส้นเลือดในสมองตีบ

ชีวิตส่วนตัว เป็นผู้ที่มีบุคคลิกพูดตรงไปตรงมา อาจทำให้ดูขวานผ่าซาก แต่เป็นผู้ที่มีความจริงใจกับคนรอบด้าน ชอบช่วยเหลือบุคคลรอบด้านที่ทุกข์ยาก ชอบเครื่องยนตร์กลไลทุกชนิด ชีวิตครอบครัว สมรสกับ คุณหญิงสุเนตร (นามสกุลเดิม บุญญสิทธิ์ ) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 มีบุตร ธิดารวมกัน 3 คน คือ

1. นางสาว ทิพยาภรณ์ พงษ์โสภณ 2. นางผานิต พูนศิริวงศ์ สมรสกับ นายวาริณ พูนศิริวงษ์ 3. นายเลิศชาย พงษ์โสภณ


นางสาวสยาม

นางสาวสยาม (Miss Siam) เครื่องบินพลเรือนลำแรกของประเทศไทย เป็นชื่อของเครื่องบิน OX-5 Travel Air 2000 เครื่องบินปีก 2 ชั้น 2 ที่นั่ง โครงเหล็ก ห่อหุ้มด้วยผ้า ปีกโครงสร้างภายในเป็นไม้ หุ้มด้วยผ้าแฟบริค เป็นเครื่องบินส่วนตัวของนาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ ซื้อมาเมื่อ พ.ศ. 2475 ในราคา 6000 บาท

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เครื่องบินนางสาวสยามได้ทำการบินไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน โดย นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นผู้ทำการบินจากกรุงเทพฯ ผ่านประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ไปสิ้นสุดที่เมืองซัวเถา ประเทศจีน ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน

เมื่อ พ.ศ. 2545 เครื่องบินนางสาวสยามได้รับการปรับปรุงและอนุรักษ์ โดยสร้างขึ้นมาใหม่ ใช้เครื่องยนต์เดิม ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์ และมีความพยายามที่จะบินย้อนเส้นทางของนาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 70 ปีครบรอบการบินครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2475 โดยใช้นักบินจำนวน 6 คน นำโดยนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน





เครื่องบินลำนี้ บินไกลบินไปถึงเมืองจีน ดูช่างผกผินแหละท้าทาย
บินสี่พันฟุต สูงสุดเสี่ยงความตาย แต่เขาไม่กลัวตาย

เลื่อน พงษ์โสภณ เปี่ยมล้นด้วยคุณูประการ
เลื่อน พงษ์โสภณ เปี่ยมล้นประสบการณ์
เป็นประวัติการณ์ ตำนานการบินของไทย


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "นางสาวสยาม" ในชุด สาวเบียร์ช้าง


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #32 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน, 2553, 08:31:06 »



ปู่เย็น

หอย ไม่มีตีน แต่มันหากินเลี้ยงตัวได้
ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน
คนมีสองมือ มีสองเท้า มีปัญญา
ไม่น่ามีปัญหาถ้าพออยู่พอกิน
ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน

โลกนั้นอยู่ง่าย แต่ทำไมกินอยู่ยาก
อยู่กินตามใจปาก จึงแย่งกัน
คน โลภ โกรธ หลง จงยับยั้งชั่งใจก่อน
ปูเย็นได้สะท้อนถึงสัจธรรม

ปู่เย็นเป็นตัวอย่างยึดแนวทางแห่งอัลเลาะห์
มีความสุขเพียงพอบนเรือหาปลาปัดทางตน
กินอิ่มแค่อิ่มเหลือก็ขาย ได้เงินตรา
เป็นค่าหยูก ค่ายา ตามประสาคน

โลกนั้นอยู่ง่าย แต่ทำไมกินอยู่ยาก
อยู่กินตามใจปาก จึงแย่งกัน
คน โลภ โกรธ หลง จงยับยั้งชั่งใจก่อน
ปูเย็นได้สะท้อนถึงสัจธรรม

ปู่เย็นเป็นตัวอย่างยึดแนวทางแห่งอัลเลาะห์
มีความสุขเพียงพอบนเรือหาปลาปัดทางตน
กินอิ่มแค่อิ่มเหลือก็ขาย ได้เงินตรา
เป็นค่าหยูก ค่ายา ตามประสาคน

หอย ไม่มีตีน แต่มันหากินเลี้ยงตัวได้
ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน
ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน ปูเย็นเคยว่าไว้ให้ได้ยิน...



<a href="http://www.youtube.com/v/4h2nkhoXKRw?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/4h2nkhoXKRw?hl</a>
ฟังเพลง ปู่เย็น จาก เล็ก คาราบาว


เย็น แก้วมะณี

นายเย็น แก้วมะณี หรือ "ปู่เย็น" (พ.ศ. 2443 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551) เจ้าของสมญานาม "เฒ่าทระนง" แห่งลุ่มน้ำเพชรบุรี

ปู่เย็นเกิดเมื่อปีฉลู พ.ศ. 2443 ที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของนายสุขและนางชม แก้วมะณี นับถือศาสนาอิสลาม มีที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรเลขที่ 274/4 ถนนมาตยาวงศ์ ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ท่านมีภรรยา 1 คนชื่อ นางเอิบ แก้วมะณี เป็นชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับถือศาสนาพุทธ ทั้งสองอยู่ด้วยกันโดยไม่เปลี่ยนศาสนาและไม่มีบุตรธิดาเพราะปู่เย็นเป็นหมัน แต่ก็มีลูกสาวบุญธรรม 2 คน

ในสมัยหนุ่มๆ ปู่เย็นมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว เมื่อแก่ชราจึงอาศัยอยู่กับลูกสาวบุญธรรมคนหนึ่งและภรรยา จนกระทั่งเมื่อย่าเอิบผู้เป็นภรรยาเสียชีวิตในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2536 ปู่เย็นรู้สึกเสียใจมากร้องไห้นานถึง 3 เดือน หลังจากนั้นจึงตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ในเรือที่เชิงสะพานลำไยในแม่น้ำเพชรบุรี ดำรงชีวิตด้วยการดักอวนหาปลา ถ้าเหลือกินก็จะขายให้ในราคาถูก แต่ถ้าใครเอาเงินให้ปู่เย็นฟรีๆ ท่านจะไม่รับและรู้สึกโกรธ เพราะอุปนิสัยของปู่เย็นคือไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร มีแต่ความสงสารและเกรงใจคนอื่นๆ

ปู่เย็นเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศเมื่อรายการ "คนค้นฅน" ซึ่งเป็นรายการสารคดีโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี นำเรื่องราวของท่านออกเผยแพร่ในชื่อตอน "ปู่เย็น เฒ่าทระนง" ออกอากาศเมื่อคืนวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และอีก 2 ตอนต่อมา และได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วประเทศ กระแสความนิยมปู่เย็นก็เกิดขึ้นจากคติการใช้ชีวิตซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย ความพอเพียง และความอารมณ์ดีของตัวปู่เย็นเอง กระทั่งมีการเรียกร้องให้นำเอาเทปรายการดังกล่าวมาออกอากาศอีกครั้ง

จากการที่กระแสความนิยมของปู่เย็นเกิดขึ้นทั่วประเทศนี่เอง ชื่อของปู่เย็นจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่น้ำเพชรบุรีและจังหวัดเพชรบุรีไปโดยปริยาย และมีคนมาเยี่ยมเยียนท่านอยู่เสมอ และต่อมาก็ปู่เย็นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถโดยการรับพระราชทานเรือลำใหม่ซึ่งทำด้วยไฟเบอร์กลาส เพื่อใช้แทนเรือเหล็กลำเดิมที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งปู่เย็นได้อาศัยในเรือลำนี้มาตลอดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้ปู่เย็นจะเป็นคนดังไปทั่วทั้งประเทศแล้ว แต่ปู่เย็นก็ยังคงใช้ชีวิตตามวิถีเดิมของท่านต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง ระยะหลังชื่อของปู่เย็นค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา แต่มีข่าวคราวบ้างเป็นครั้งคราวเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดคือเกิดเหตุเรือของปู่เย็นล่มในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551 จากพายุฝน ต้องส่งเรือไปซ่อมที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา และได้มีการมอบเรือให้ปู่เย็นหลังซ่อมแซมเรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปีเดียวกัน อนึ่ง จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีจึงได้สั่งการให้มีคณะพยาบาลคอยตรวจสุขภาพปู่เย็นเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 คณะพยาบาลที่มาตรวจอาการปู่เย็นเป็นประจำได้มาหาปู่เย็นเพื่อตรวจสุขภาพของปู่เย็นตามปกติ แต่เกิดผิดสังเกตที่ไม่มีเสียงขานรับจากปู่เย็นจึงได้ลงไปที่เรือและพบว่าปู่เย็นนอนหมดสติไม่รู้สึกตัว คณะพยาบาลจึงได้รีบนำตัวปู่เย็นส่งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพื่อทำการช่วยชีวิต แต่ที่สุดปู่เย็นก็เสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลว ขณะที่ปู่เย็นมีอายุได้ 108 ปี ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานเงินช่วยเหลืองานศพของปู่เย็นผ่านทางจังหวัดจำนวน 200,000 บาท โดยร่างของปู่เย็นได้มีการทำพิธีฝังศพที่กุโบร์ (สุสาน) ของมัสยิดกลางจังหวัดเพชรบุรี ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี





ดูแต่หอยซิ ไม่มีมือไม่มีตีนมันยังหากินเองได้
ประสาอะไรกับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย


เล็ก คาราบาว ได้นำเรื่องราว ของ เย็น แก้วมะณี
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "ปู่เย็น" ในชุด โลกใบเล็ก


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #33 เมื่อ: 26 พฤศจิกายน, 2553, 16:17:54 »



หลวงพ่อประจักษ์

เมื่อแม่น้ำลำธารแห้งเหือดหาย
ป่าไม้บันไลไม่เหลือ
และผืนดินอีสานมีแต่เกลือ
ทั้งหาดทรายชายฝั่งยังทำลาย

โอ้มนุษย์สุดแสนจะบัดซบ
ล้างผลาญโลกาวอดวาย
ด้วยเหตุผลเพราะคนโลภทำร้าย
กัดกินใช้กันแค่ชาติเดียว

ให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทธาหรณ์
ให้สอนใจคนไทยจดจำ
ว่าป่าไม้ดงใหญ่แห่งประคำ
มีเหตุการณ์ให้จำให้ใส่ใจ

โอ้มนุษย์หลุดพ้นกิเลสแล้ว
ได้ยึดแนวแห่งองค์พระสัมมา
สละสุขหาได้สละป่า
โมทนา หลวงพ่อประจักษ์

เป็นพระสงฆ์องค์เดียว
โดนขังเดี่ยวอยู่ในเรือนจำ
เป็นพระสงฆ์องค์เดียว
ก้มลงกราบแทบเท้าอาญา

ดงใหญ่เย็นย่ำค่ำมีปืนคอยไล่ยิง
มีคนรังแกป่า รังแก...ประชาชน

คือหลวงพ่อประจักษ์รักษาป่าดงใหญ่
คือหลวงพ่อประจักษ์รักป่าดงใหญ่

เมื่อใคความเป็นธรรมแห้งเหือดหาย
เมื่อใดการกฎหมายเราตกต่ำ
นึกถึงป่าดงใหญ่เมืองประคำ
มีเหตุการณ์ทรงจำในหัวใจ

โอ้มนุษย์ทุกคยกิเลสหนา
จะมีใครยืนท้าอันตราย
เท่าหลวงพ่อโอบผ้าเหลืองพันโคนไม้
รักษาไว้ให้มนุษย์เป็นพุทธธรรม

เป็นพระสงฆ์องค์เดียว
โดนขังเดี่ยวอยู่ในเรือนจำ
เป็นพระสงฆ์องค์เดียว
ก้มลงกราบแทบเท้าอาญา

คือหลวงพ่อประจักษ์รักป่าดงใหญ่...



<a href="http://www.youtube.com/v/pxNZ3R-d66A?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/pxNZ3R-d66A?hl</a>
ฟังเพลง หลวงพ่อประจักษ์ จาก คาราบาว


หลวงพ่อประจักษ์ คุตฺตจิตโต

หลวงพ่อประจักษ์ กับ...กาลเวลาที่ไม่เคยกลืนกินอุดมการณ์

หลวงพ่อประจักษ์ได้เป็นศูนย์รวมชาวบ้านร่วมกันต่อต้านโดยปักหลักอยู่ที่สำนักสงฆ์หัวน้ำผุด อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งการต่อสู้ระหว่างชาวบ้านกับนายทุนเป็นไปอย่างเข้มข้นอยู่หลายปี โดยมีพระและรัฐบาลเป็นแนวร่วมของแต่ละฝ่าย แต่สุดท้ายแกนนำชาวบ้านโดยเฉพาะหลวงพ่อประจักษ์ถูกกดดันอย่างหนักและถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี จนต้องลาเพศสมณะในปี ๒๕๓๗

การสึกของหลวงพ่อประจักษ์ในครั้งนั้นได้สร้างความตื่นตะลึงและงงงันให้แก่คนจำนวนมาก จากอดีตหลวงพ่อประจักษ์ คุตฺตจิตโต ที่ต้องกลายเป็นทิดประจักษ์ และนายประจักษ์ เพชรสิงห์ เพื่อต่อสู้คดีถึง ๗ คดี ต้องหนีภัยไปซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ไปเป็นฤาษีชีไพรนานถึง ๙ ปี มีหลายคดีติดตัวทั้งที่มิได้เป็นคนก่อ ต้องขึ้นศาลกว่า ๖๐ ครั้ง จนในที่สุดบางคดียกฟ้อง บางคดีถูกปรับ และบางคดีรอลงอาญา จนปัจจุบันพ้นมลทินหมดแล้วทุกคดี

จากผลการต่อสู้เพื่อรักษาผืนป่า ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการมรดกโลกองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางเกือบ ๔ แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ส่วนรางวัลที่หลวงพ่อประจักษ์ได้รับคือ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี ๒๕๕๑ โดยการคัดเลือกของคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

นายประจักษ์กลับคืนสู่สมณเพศอีกครั้งในชื่อเดิมและฉายาใหม่ว่า พระจักษ์ ธมฺมปทีโป โดยบวชที่วัดป่าธรรมชาติ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และปัจจุบันนี้ได้มาจำพรรษาอยู่ที่ วัดเชรษฐพลภูลังกา ต.ดงบัง อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดร้างมานานถึง ๗-๘ ปี อยู่ในพื้นที่เชิงเทือกเขาภูลังกา มีพระมาอยู่จำพรรษาปฏิบัติธรรมด้วย ๙ รูป สามเณร ๒ รูป และแม่ชีอีก ๓ คน ทุกๆ วันท่านจะเดินลงจากเขาออกบิณฑบาต ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ฉันอาหารมื้อเดียว ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ เดินจงกรมเป็นกิจวัตร

แม้ว่าจะต้องสึกด้วยเหตุที่ต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ แต่แนวคิดเชิงอุดมการณ์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ยังคงอยู่ในสำนึก และจิตวิญญาณตลอดมิเสื่อมคลาย หลวงพ่อประจักษ์ได้หาต้นกล้ายางนามาเพาะปลูกทุกปี ปีละราว ๖๐๐-๗๐๐ ต้น หลายปีเข้าก็นับหมื่นต้นโดยปลูกเสริมตามบริเวณป่าเสื่อมโทรม และปลูกเป็นแนวกันชนระหว่างสวนยางพาราของชาวบ้าน กับเชิงเทือกเขาภูลังกา มีชาวบ้านหลายหมู่บ้าน รวมทั้งกลุ่มเยาวชนจาก บ้านต่อเรือ บ้านหนองไผ่ บ้านโนนสวาท เป็นต้น ต่างก็มาช่วยกันดูแลรักษาต้นไม้ เพาะปลูกและอนุรักษ์ป่าดั้งเดิม ที่อยู่รายรอบวัด อีกทั้งได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กับวัดและสำนักสงฆ์อีกมากกว่า ๔๐ แห่งที่อยู่รายล้อมเทือกเขาภูลังกา

หลวงพ่อประจักษ์ บอกว่า ทุกวันนี้อยู่อย่างโลกลืมได้แต่ไม่เคยคิดที่จะลืมทำอะไรเพื่อโลก การที่จะบอกให้ใครทำตามเรานั้นเราต้องทำให้เป็นตัวอย่างก่อน อย่างกับคำพูที่ว่า ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนนั่นแหละ เมื่อคนเห็นประโยชน์คนก็ทำตามเองไม่ต้องไปเกณฑ์ไม่ต้องไปจ้าง การทำงานด้วยใจ การทำงานด้วยความมุ่งมั่นย่อมสำเร็จด้วยดี พระแต่ละรูปต่างมีความถนัดและความชอบแตกต่างกันไป วัดทุกวัดที่สร้าง ต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก ไม่ได้ปลูกเพื่อตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วตายไปก็นำติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง

พร้อมกันนี้ หลวงพ่อประจักษ์พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ธรรมกับธรรมชาติเป็นอันเดียวกัน กฎศาสนาออกมาจากกฎธรรมชาติ แต่กฎหมายบ้านเมืองออกมาจากกิเลสของคน เอากิเลสเป็นตัวกำหนด โลกมันเลยไหลไปไหลมาอยู่อย่างนี้ การเข้าวัดของชาวบ้านในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไป จะมาอยู่เฉพาะเมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ อยู่ ๗ วัน ๑๕ วันก็กลับไป ขณะเดียวกันคนเข้าวัดโดยยึดที่ตัวพระดัง ที่ตัวบุคคลมากขึ้น ส่วนนักการเมืองเองก็เช่นกัน บางครั้งการเข้าวัดมีวัตถุประสงค์ในเรื่องของการตามนาย หรือหวังผลอย่างอื่นในทางโลกเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการเน้นรูปแบบประเพณี การจัดกิจกรรม หรือการสร้างถาวรวัตถุ แต่กลับไม่เน้นเรื่องจิตวิญญาณ ฝึกแก้ไขจิตใจ อารมณ์และรู้ทันความคิด มีสติในการเป็นอยู่ แต่ทางธรรมไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ จึงไม่สามารถลดทิฐิ หรือเปลี่ยนความเห็นแก่ตัวใดๆ ได้ แต่การเข้าวัดแล้วได้ฝึกจิต ได้เข้าใจธรรมชาติ และรู้ทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง นั่นต่างหากคือคุณค่าที่มีความหมายต่อชีวิต"

วีรบุรุษในผ้าเหลือง

“วีรบุรุษในผ้าเหลือง” หรือ “นักรบที่ถูกทอดทิ้ง” เป็นฉายาที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว ตั้งให้แก่ หลวงพ่อประจักษ์ ด้วยเหตุที่ว่าเป็นพระภิกษุรูปแรก ที่มีแนวคิดปฏิบัติกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม จนเป็นแบบอย่างมาจนถึงปัจจุบัน มุ่งมั่นทำงานด้านการอนุรักษ์ ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ร่วมกับมวลชน เสี่ยงชีวิตถึงตาย เป็นพระรูปแรกที่สามารถบ่งชี้ให้เข้าใจว่า “คนอยู่กับป่าได้” เป็นจุดเชื่อมที่ทำให้คนชั้นกลางได้เข้าใจถึงวิถีการอนุรักษ์ป่าอย่างแท้จริง

หลวงพ่อประจักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ที่บ้านแพะ ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง จ.สระบุรี ช่วงวัยเด็ก เรียนที่โรงเรียนวัดบำรุงธรรม จ.สระบุรี จบเพียงชั้นประถมปีที่ ๔ บวชเป็นสามเณรอยู่ที่เสาไห้ ๒ ปี ลาสิกขาออกมาแล้วก็ร่อนเร่หางานทำ ขายขนมปัง ไอศกรีม ตามตลาด รับจ้างทำงานสารพัดไปเรื่อยๆ จนอายุ ๑๖-๑๗ ปี ได้เข้าทำงานกับบริษัทฝรั่งเรมอนคอนสตรัคชั่น เป็นคนงานสร้างถนนสายสระบุรี- โคราช สายพิษณุโลก - หล่มสัก สนามบินอู่ตะเภา เขื่อนยันฮี จ.ตาก เป็นต้น

ภายหลังมีปัญหาถูกยิง ครั้นรักษาพยาบาลหายแล้ว อายุใกล้จะ ๔๐ ปี จึงตัดสินใจบวชปฏิบัติธรรมเป็นครั้งที่ ๒ อยู่ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ สระบุรี เมื่อปี ๒๕๒๑ ขณะนั้นได้เริ่มปลูกป่ากว่า ๕๐๐ ไร่ โดยมีญาติธรรมเข้ามาร่วมด้วยช่วยดูแล จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์อยู่หลายปี จากบ้านเกิดลงใต้ ขึ้นเหนือ ตั้งแต่ปาดังเบซาร์ ถึงแม่ฮ่องสอน แวะเวียนพำนักถ้ำเขากระเจียว ถ้ำเขาลูกช้าง ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพุทธทาส หลวงปู่ชา สุภัทโท หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จนถึงพรรษาที่ ๑๑ ก็ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำเจีย จ.ลพบุรี จำพรรษาอยู่ ๗ ปี

ในช่วงที่เดินธุดงค์ได้พบเห็นการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่า เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าราชการหลายกลุ่มใช้อิทธิพลเอาไม้ใหญ่จากป่าทึบออกขาย มีการหลอกลวงให้ชาวบ้านช่วยกันทำลายป่า มีนโยบายเอาต้นยูคาฯ ไปปลูก อ้างว่าเป็นไม้เศรษฐกิจทำรายได้งามส่งผลให้ป่าธรรมชาติถูกทำลายเตียนโล่งไปหมด กลายเป็นดงมันสำปะหลัง แต่สุดท้ายถูกกดดันอย่างหนักและถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี จนต้องลาเพศสมณะในปี ๒๕๓๗ และกลับมาสู่เพศสมณะเป็นครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๔๗




โอ้มนุษย์หลุดพ้นกิเลสแล้ว ได้ยึดแนวแห่งองค์พระสัมมา
สละสุขหาได้สละป่า โมทนา หลวงพ่อประจักษ์...


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ หลวงพ่อประจักษ์ คุตฺตจิตโต
มาเรียบเรียงเป็นเพลง "หลวงพ่อประจักษ์" ในชุด ชุด World Folk Zen


ที่มา http://board.palungjit.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #34 เมื่อ: 14 สิงหาคม, 2554, 11:10:40 »



หัวใจทองคำ

ชาติไทยไม่สิ้นคนดี หากมีไพรีคลุกคลาม
ปกป้องคลุ้มครองแผ่นดิน เลือดหลั่งรินชีวิตยอมพลี
ดั่งองค์มหาราชเจ้าตากสิน กู้แผ้นดินเป็นพุทธบูชา
ด้วยธรรมขององค์พระศาสตร์สดา น้อมมาบูชาเทิดไท

ยามบ้านเมืองลุ่มร้อน พระท่านสอนชี้แนวทางเดิน
อย่างองค์หลวงตามหาบัว ประกาศตัวท่านเป็นผู้นำ
กอบกู้พิทักษ์คลังหลวง รวมล้านดวงหัวใจทองคำ
ชาติไทยรุ่งเรืองยืนยง มั่งคงเพราะธรรมบันดาล

ชาติ ศาสนา กษัตริย์ตรา ประชาชน
สร้างมหากุศลร่วมกันบนผืนดินแดงไทย
มีหรือจน คนต้องแบ่งปัน
องค์หลวงตาท่านพาดำเนิน
มาก้าวเดินหลอมรวมหัวใจเดียวกัน
วิสุทธิเทพคลุ้มครอง ชาติไทยเรืองรองอนัน
วิสุทธิเทพคลุ้มครอง ชาติไทยเรืองรองอนันตกาล


<a href="http://www.youtube-nocookie.com/v/xlUR_1sC5Fk?version=3&amp;amp;hl" target="_blank">http://www.youtube-nocookie.com/v/xlUR_1sC5Fk?version=3&amp;amp;hl</a>
ฟังเพลง หัวใจทองคำ  จาก คาราบาว

พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน)

พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นพระภิกษุนักวิปัสสนากรรมฐานในพุทธศาสนานิกายเถรวาท คณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี และเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้มีโอกาสอุปฐากรับใช้หลวงปู่มั่นในช่วงปัจฉิมวัย และเป็นผู้หนึ่งที่ได้บันทึกประวัติของหลวงปู่มั่นโดยละเอียดในเวลาต่อมา

หลวงตามหาบัวเป็นที่รู้จักในฐานะพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานผู้มีปฏิปทาที่มั่นคง แน่วแน่ เด็ดขาด และจริงจัง จนสามารถบรรลุธรรมในระดับอรหัตตผล และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่มั่นต่างนับถือกันว่า ท่านเป็นผู้มีปฏิปทาที่คล้ายคลึงกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตมากที่สุด การกล่าวขวัญถึงท่านในหมู่ผู้ศรัทธามีหลายเรื่องค่อนไปในเชิงอภินิหาร เช่น การล่วงรู้วาระจิตของบุคคลอื่น การที่เศษผม เศษเล็บ และชานหมากของท่านกลายเป็นพระธาตุไปตั้งแต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ เป็นต้น

หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2540 ชื่อของหลวงตามหาบัวได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในและนอกประเทศ จากการที่ท่านได้ดำเนินการทอดผ้าป่าทองคำและเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้ชื่อ "โครงการผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" เพื่อใช้เป็นทุนสำรองของประเทศไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการมาโดยตลอดในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน อย่างไรก็ตาม ในช่วงปัจฉิมวัยนี้เองได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองจากนักวิชาการและนักสื่อสารมวลชนจำนวนหนึ่ง เช่น ประเด็นการคัดค้านการรวมบัญชีเงินทุนสำรองของประเทศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประเด็นการคัดค้านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสงฆ์ฉบับใหม่ และการเทศนาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วง พ.ศ. 2548 เป็นต้น

ชาติกำเนิด

พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน) หรือ หลวงตามหาบัว เดิมมีชื่อว่า "บัว โลหิตดี" ท่านเกิดวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ณ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 16 คน ในวัยเด็กท่านเป็นคนที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยได้ทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ

อุปสมบท

เมื่อท่านอายุครบอุปสมบทแล้ว บิดาและมารดาของท่านปรารถนาที่จะให้ท่านบวชด้วยหวังพึ่งใบบุญจากการบวชของท่าน แต่ท่านก็ไม่ตอบรับแต่ประการใด ซึ่งทำให้บิดาและมารดาของท่านถึงกับน้ำตาไหล ด้วยเหตุนี้ทำให้ท่านกลับมาพิจารณาถึงการออกบวชอีกครั้ง ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจที่จะออกบวชโดยท่านได้กล่าวกับมารดาว่า "เรื่องการบวชจะบวชให้ แต่ว่าใครจะมาบังคับไม่ให้สึกไม่ได้นะ บวชแล้วจะสึกเมื่อไหร่ก็สึก ใครจะมาบังคับว่าต้องเท่านั้นปีเท่านี้เดือนไม่ได้นะ" ซึ่งมารดาของท่านก็ตกลงตามที่ท่านขอ

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ที่วัดโยธานิมิตร ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) จากวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยได้ฉายานามว่า "ญาณสมฺปนฺโน" แปลว่า "ถึงพร้อมแล้วด้วยการหยั่งรู้" ท่านมีความเคารพเลื่อมในเรื่องการภาวนาและกรรมฐาน ท่านได้สอบถามวิธีการภาวนาจากพระอุปัชฌาย์ของท่านและได้รับการแนะนำให้ภาวนาว่า "พุทโธ" ท่านจึงปฏิบัติภาวนาและเดินจงกรมเป็นประจำ

เรียนปริยัติ

ในระหว่างนั้นท่านเริ่มเรียนหนังสือทางธรรมและศึกษาเกี่ยวกับพุทธประวัติ รวมทั้งพุทธสาวก โดยหลังจากที่พุทธสาวกเหล่านั้นได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้วจะเดินทางไปบำเพ็ญในป่าอย่างจริงจังจนสำเร็จอรหันต์ ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสและมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติเพื่ออรหัตผลให้จงได้ โดยตั้งสัจอธิษฐานว่า เมื่อเรียนจบเปรียญ 3 ประโยคแล้วจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีข้อสงสัยว่า ถ้าท่านดำเนินตามแนวทางปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้น ท่านจะสามารถบรรลุถึงจุดที่ท่านเหล่านั้นบรรลุหรือไม่ รวมทั้งยังสงสัยว่ามรรคผลนิพพานจะมีอยู่เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่ ความสงสัยเหล่านี้ทำให้ท่านมีความมุ่งหวังที่จะได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านมีความเชื่อมั่นว่าท่านอาจารย์มั่นจะสามารถไขปัญหานี้ให้ท่านได้

ท่านเดินทางศึกษาพระปริยัติในหลายแห่ง อาทิ วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา, วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร)เป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรม หลังจากนั้น ท่านได้เดินทางไปเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ในเวลานั้นพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านได้อาราธนานิมนต์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อขอให้ไปจำพรรษาที่จังหวัดอุดรธานี พระอาจารย์มั่นรับนิมนต์นี้และได้เดินทางมาพักที่วัดเจดีย์หลวงเป็นการชั่วคราวจึงทำให้ท่านได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรก ท่านศึกษาทางปริยัติที่วัดแห่งนี้ จนกระทั่ง ท่านสอบได้นักธรรมเอกและเปรียญ 3 ประโยคในปี พ.ศ. 2484 นับเป็นปีที่ท่านบวชได้ 7 พรรษา

ปฏิบัติกรรมฐาน

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (ซ้ายสุด) และศิษย์พระภิกษุสายวัดป่า (จากซ้าย: หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร, พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) สันนิษฐานว่าถ่ายจากหน้าศาลาการเปรียญหลังเก่าของวัดป่าบ้านหนองผือ (ปัจจุบันคือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส) บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

หลังจากสำเร็จการศึกษาทางปริยัติ ท่านเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาเพื่อปฏิบัติกรรมฐานได้ระยะหนึ่ง จึงเดินทางไปจังหวัดสกลนครโดยตั้งใจจะไปถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น โดยพระอาจารย์มั่นรับท่านเป็นลูกศิษย์และได้พูดขึ้นว่า ...ท่านมาหามรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน? ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลจริง ๆ อยู่ที่ใจ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วขณะเดียวกัน ท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ...

ำกล่าวนี้ทำให้ท่านเชื่อมั่นว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่จริงและเชื่อมั่นในพระอาจารย์มั่นที่พูดไขข้อข้องใจได้ตรงจุดแห่งความสงสัย ท่านรักษาระเบียบวินัยข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด หลังจากศึกษาอยู่กับพระอาจารย์มั่นในพรรษาที่ 2 ท่านเริ่มหักโหมความเพียรในการปฏิบัติกรรมฐาน จนกระทั่ง ผิวหนังบริเวณก้นช้ำระบมและแตกในที่สุด จนพระอาจารย์มั่นได้เตือนว่า "กิเลสมันไม่ได้อยู่กับร่างกายนะ มันอยู่กับจิต" ซึ่งท่านก็น้อมรับคำเตือนของพระอาจารย์มั่นทันที

อย่างไรก็ตาม ด้วยจริตนิสัยของท่านในเรื่องการภาวนานั้นถูกกับการอดอาหารเพราะทำให้ธาตุขันธ์เบาสบาย การตั้งสติทำสมาธิภาวนาก็ง่าย และช่วยให้การบำเพ็ญจิตภาวนาเจริญขึ้นได้เร็วกว่าขณะที่ออกฉันตามปกติ ถึงแม้จะมีผู้คัดค้านก็ไม่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจได้ ด้วยท่านพิจารณาแล้วว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุอดอาหารเพื่อบำเพ็ญจิตตภาวนาได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวดหรืออดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ฝึกฝนด้านจิตภาวนาเลยซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้น ท่านจึงใช้อุบายนี้เพื่อบำเพ็ญจิตตภาวนาเรื่อยมา

ในพรรษาที่ 10 ของท่าน ท่านฝึกสมาธิจนมั่นคงหนักแน่นและสามารถอยู่ในสมาธิได้เท่าไหร่ก็ได้ ท่านมีความสุขอย่างยิ่งจากที่จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ท่านติดอยู่ในขั้นสมาธิอยู่ถึง 5 ปี โดยไม่ก้าวหน้าสู่ขั้นปัญญา จนกระทั่ง พระอาจารย์มั่นจึงให้อุบายเพื่อให้ท่านออกพิจารณาทางด้านปัญญาและเตือนท่านว่า "...สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายอยู่นี่หรือเป็นสัมมาสมาธิ..." ท่านจึงออกจากสมาธิและพิจารณาทางด้านปัญญาต่อไป

ท่านได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 แรม 14 ค่ำ เดือน 6 เวลา 5 ทุ่มตรง บนหลังเขาซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร

ก่อตั้งวัดป่าบ้านตาด

ด้วยเหตุที่โยมมารดาของท่านล้มป่วยเป็นอัมพาต ท่านจึงพาโยมมารดาของท่านกลับมารักษาตัวที่บ้านตาดอันเป็นบ้านเกิดของท่าน หลังจากที่โยมมารดาของท่านรักษาตัวหายขาดแล้ว ท่านจึงพิจารณาเห็นว่าโยมมารดาของท่านก็อายุมากแล้ว การจะพาไปอยู่ในถิ่นถุรกันดารเพื่อการปลีกวิเวกห่างจากผู้คนตามนิสัยของท่านก็จะทำให้โยมมารดาท่านลำบาก ประจวบเหมาะกับเวลานั้นชาวบ้านตาดมีความประสงค์อยากให้ท่านตั้งวัดขึ้นที่นั่นเช่นกัน โดยชาวบ้านได้ร่วมกันถวายที่ดินให้เป็นที่ตั้งวัด ดังนั้น วัดป่าบ้านตาดจึงเริ่มก่อตั้งขึ้น ณ หมู่บ้านบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ต่อมา กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2513 โดยให้ชื่อว่า "วัดเกษรศีลคุณ"

มรณภาพ (ละสังขาร)

หลวงตามหาบัวมีอาการอาพาธลำไส้อุดตัน และมีปอดติดเชื้อมานานกว่า 6 เดือน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีการสร้างกุฏิปลอดเชื้อให้แก่หลวงตา แต่อาการอาพาธไม่ดีขึ้น จนเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 02.49 น. ตรวจพบสมองของหลวงตาหยุดทำงานใน ต่อมา ตรวจพบม่านตาขยายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่ากับ 0 จากนั้นเวลา 03.53 น. ความดันโลหิตมีค่าเท่ากับ 0 หัวใจหยุดเต้นและหยุดการหายใจ สิริอายุได้ 97 ปี 5 เดือน 18 วัน 77 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปทรงเป็นประธานในพิธีถวายน้ำหลวงสรงศพหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และทรงวางพวงมาลาหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พวงมาลาส่วนพระองค์ และพวงมาลาของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานโกศโถและทรงรับพระพิธีธรรมไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วัน และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานบำเพ็ญพระราชกุศล 1 วัน โดยโปรดให้พระเทพสารเวที ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางมาร่วมประกอบพิธีธรรม จากนั้นจึงเปิดให้พ่อค้า ประชาชน ส่วนราชการต่าง ๆ เป็นเจ้าภาพตลอดไป

ส่วนพินัยกรรมที่ท่านเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 นั้น สรุปความได้ว่า ให้นำทองคำที่ได้รับบริจาคไปหลอม ส่วนเงินสดที่ได้รับบริจาคให้นำไปซื้อทองคำ แล้วนำมาหลอมรวมและมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย และไม่มีเจตนาให้นำไปใช้ในงานอื่น นอกจากใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ โดยตั้งพระสุดใจ ทันตมโน รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้ง ตั้งคณะกรรมการจัดงานศพและจัดการดูแลทรัพย์สินทั้งปวงอีกจำนวน 9 คน

การช่วยเหลือสังคม

ด้านสาธารณสุข

การสงเคราะห์ด้านสาธารณสุขนั้นเป็นสิ่งที่ท่านเอาใจใส่มาโดยตลอด โดยท่านสอนเสมอว่า "มนุษย์เราไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ดังนั้นท่านจึงไม่ให้ประมาทกัน ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพราะหากมนุษย์ไม่ช่วยสงเคราะห์มนุษย์ด้วยกันแล้วใครจะช่วย เรื่องความเจ็บป่วยนั้น เจ็บไปแค่หนึ่งแต่ครอบครัวก็ป่วยด้วยความห่วงใยอีกเท่าไหร่ ดังนั้น จึงควรเห็นใจกัน" ท่านมักจะออกเยี่ยมโรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นประจำพร้อมนำข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องใช้ต่าง ๆ ไปมอบให้โรงพยาบาลอยู่เสมอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารท่านก็จะให้ความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้านทั้งอาหารการกินและเครื่องมือแพทย์ ส่วนโรงพยาบาลที่อยู่บริเวณอู่ข้าวอู่น้ำท่านจะช่วยเหลือทางด้านเครื่องมือแพทย์ไป ก่อนที่จะสงเคราะห์ด้านปัจจัย ท่านจะพิจารณาถึงความจำเป็นของเครื่องมือ รวมถึงกิริยามารยาของหมอพยาบาลในการปฏิบัติต่อผู้ป่วยว่าเป็นยังไง จะสามารถนำเครื่องมือที่ท่านมอบให้ไปใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วยได้จริงไหม และเมื่อมีโอกาสอันควร ท่านจะแสดงธรรมเตือนหมอพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่เสมอ

ท่านได้ให้การสงเคราะห์ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการให้ปัจจัยในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ รถพยาบาล ที่ดิน สร้างและปรับปรุงตึกของโรงพยาบาล เป็นต้น รวมทั้ง ก่อตั้งกองทุนและมูลนิธิขึ้นหลายแห่งเพื่อช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ป่วยที่ไร้ยาก เช่น กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากจนและไร้ที่พึ่ง มูลนิธิรวมเมตตามหาคุณ นอกจากนี้ ท่านยังให้ความอนุเคราะห์สถานพยาบาลต่าง ๆ มากกว่า 200 แห่ง ไม่เฉพาะในจังหวัดอุดรธานีเท่านั้น แต่ท่านยังสงเคราะห์สถานพยาบาลหลายแห่งในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาวด้วย

สงเคราะห์หน่วยงานราชการ

เนื่องจากท่านได้พิจารณาว่าหน่วยงานราชการต่าง ๆ มีหน้าที่โดยตรงในการช่วยเหลือ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ดังนั้น เมื่อหน่วยงานราชการต่าง ๆ เช่น สถานีตำรวจภูธร สถานีรถไฟจังหวัด ทัณฑสถานหญิง กรมราชทัณฑ์ มาขอความช่วยเหลือ ถ้าท่านพิจารณาเห็นสมควร ท่านก็จะช่วยเหลือเต็มที่ทั้งในด้านอาหารการกิน เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึง การก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ มากราบท่าน ท่านก็มักแสดงธรรมเพื่อให้ข้อคิดแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้น เช่น อย่ายึดติดลาภยศสรรเสริญ อย่ากินบ้านกินเมือง อย่าเห็นแก่ตัวให้เห็นประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า โครงการผ้าป่าช่วยชาติ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากท่านเดินทางไปแจกสิ่งของตามโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดารทำให้ทราบว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ มีหนี้สินเป็นอันมากซึ่งเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เปลี่ยนไป อันเป็นผลมาจากวิกฤติทางการเงินของประเทศ ท่านรู้สึกสลดใจเป็นอันมากจึงดำริที่จะช่วยชาติโดยน้อมนำให้ชาวไทยทั่วประเทศร่วมกันบริจาคทองคำ เงินดอลลาร์ เงินสกุลต่างประเทศ และเงินบาท เพื่อช่วยชาติบ้านเมืองที่กำลังประสบสภาวะเศรษฐกิจและสังคมตกต่ำให้ฟื้นฟูและผ่านพ้นไปด้วยดี โดยเงินทองที่ได้มาจากการบริจาคนี้จะยกให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อนำเข้าบัญชีฝ่ายออกบัตร (คลังหลวง) ทั้งหมด

โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้รับเงินบริจาคเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 เป็นเงินจำนวน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2541 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดโครงการ ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553 ได้มอบเงินเข้าคลังหลวงรวมทั้งสิ้น 15 ครั้ง รวมเป็นทองคำแท่งทั้งสิ้น 967 แท่ง จำนวน 12,079.8 กิโลกรัม หรือ 388,000 ออนซ์ ส่วนเงินตราต่างประเทศประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 15,000 ล้านบาท

สมณศักดิ์

    พระครูสัญญาบัตร ที่ "พระครูญาณวิสุทธาจารย์" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2511
    พระราชาคณะ ชั้นราช ที่ "พระราชญาณวิสุทธิโสภณ" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2536
    พระราชาคณะ ชั้นธรรม ที่ "พระธรรมวิสุทธิมงคล" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ความขัดแย้งทางการเมือง

ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ได้ตีพิมพ์การเทศนาของพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างหนัก และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งได้กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีการใช้อำนาจ "...มุ่งหน้าต่อประธานาธิบดีชัดเจนแล้วเดี๋ยวนี้ พระมหากษัตริย์เหยียบลง ศาสนาเหยียบลง ชาติเหยียบลง..." ทำให้เกิดหัวข้อโต้เถียงกันเป็นวงกว้าง เนื่องจากพระสงฆ์ควรอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ต่อมา ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้ฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ เป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท แต่ไม่ได้ฟ้องร้องพระธรรมวิสุทธิมงคลแต่อย่างใด

และเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 พระธรรมวิสุทธิมงคลได้แนะนำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และในการเทศนา ท่านได้อธิบายถึงรัฐบาลว่า "เลวทราม ฉ้อราษฎร์บังหลวง กระหายอำนาจและโลภ"



ไม่มีอะไรทุกข์ร้อนยิ่งกว่าความชั่ว และไม่มีอะไรสุขใจยิ่งกว่าความดี

คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน)
มาเรียบเรียงเป็นเพลง "หัวใจทองคำ" ในชุด เพลงพิเศษ


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

maxx2o
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 2
สมาชิกลำดับที่ 17533


| |

« ตอบ #35 เมื่อ: 27 มกราคม, 2555, 21:49:44 »

เข้ามาอ่านแล้วได้สาระเยอะเลย ขอบคุณมากมายนะ [url=http://www.ondio.in/]ฟังเพลงเก่า[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: