Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 12:32:54

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานฅน "บทเพลงคาราบาว" เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่  (อ่าน 87444 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 [3] 4
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 19 พฤษภาคม, 2552, 20:41:25 »



ดาวแห่งโดม

ข้าวจากรวงร่วงกราว
เมื่อดาวแห่งโดมลาลับไป
ปฐพีสะอื้นร่ำไห้
ทะเลเอ่อนองด้วยน้ำตา
วิหคนกเอยไร้รัง
หัวใจเปี่ยมหวังยังแรงกล้า
กู้แผ่นดินให้ฟื้นคืนมา
ประชาธิปไตยปวงชน

ลมพายุพัดแรง
กระหน่ำถ้อยคำมิหวังดี
มนุษย์ไหนหนอช่างไร้ศักดิ์ศรี
ว่าปรีดีฆ่าในหลวง
ทรชนคนถ่อย
หลอกโลกด้วยถ้อยคำหลอกลวง
คนดีๆ ต้องน้ำตาร่วง
คนเลวหัวเราะชอบใจ

เพราะว่าสัจธรรมเป็นอมตะ
แต่มักนานนั้นจึงปรากฎ
เมื่อคนไทยเข้าใจว่าใครคด
ความจริงงะงามงดทศทวี

เมื่อความดีทุกอย่างยังคงอยู่
ประชาชนย่อมรู้ว่าที่นี่
มหาวีรบุรุษจะต้องมี
เมื่อนั้นปรีดีจะกลับมา กลับมา

ปรีดี ปรีดี ดาวแห่งโดมที่ดำรง
ปรีดี ปรีดี ปรีดี พนมยงค์
ปรีดี ปรีดี ปรีดี พนมยงค์

โลกมนุษย์จะงดงาม
ถ้าผู้คนกล้าถามกับตัวเอง
ว่าชั่วชีวิตที่โลดบรรเลง
มีไหมเจ้ากล้าท้าอธรรม
ปล่อยให้โลกช้ำหมองไหม้
เผชิญโชคไปยถากรรม
แต่คนชื่อปรีดีกล้าทำ
ให้จดจำขึ้นใจ

ปรีชาค่าล้ำเชิด ภูชิต
ดีเด่นโดยความคิดเด่น อะคร้าว
พนมธูปเทียนประดิษฐ์ค่า ประดับ
ยงค์เด่นประดับทั้งดาว เด่นดาวเหลืองแดง 
ปรีดี ปรีดี ดาวแห่งโดมที่ดำรง
ปรีดี ปรีดี ปรีดี พนมยงค์



<a href="http://www.youtube.com/v/cljbYWo987g&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/cljbYWo987g&amp;hl</a>
ฟังเพลง ดาวแห่งโดม จาก คาราบาว

ปรีดี พนมยงค์

ปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ถือกำเนิดในเรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อนายเสียง เป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ซึ่งมีบรรพบุรุษข้างปู่สัมพันธ์กับพระเจ้าตากสิน มารดาชื่อนางจันทน์ สืบเชื้อสายมาจากพระนมแห่งกษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "ประยงค์" ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดห่างจาก กำแพงพระราชวังด้านตะวันตกชื่อ วัดนมยงค์ หรือ "พนมยงค์" เมื่อครั้งมีการประกาศพระราช บัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ.2456 ครอบครัวนี้จึงได้ใช้นามสกุลว่า "พนมยงค์"

สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า ได้เข้าศึกษาต่อชั้น มัธยมเตรียมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แล้วก็ออกมา ช่วยบิดาทำนาอีกหนึ่งปี จากนั้นจึง เข้าศึกษาที่โรงเรียน กฏหมาย กระทรวงยุติธรรม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2460 จึง สอบไล่วิชากฏหมาย ชั้นเนติบัณฑิตได้ เมื่ออายุเพียง 19 ปี ต่อมาเมื่ออายุ 20 ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นสมาชิกเนติ บัณฑิตยสภา เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมพอใจในผลสอบ จึงให้ทุนนายปรีดีไปเรียนต่อกฎหมาย ที่ประเทศ ฝรั่งเศส เข้าเรียนชั้นปริญญาตรีทางกฏหมาย ที่ มหาวิทยาลัยก็อง (Univesite de Caen )"

ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2463 ปรีดีได้ร่วมกับ นักเรียนไทยในยุโรป (ยกเว้นอังกฤษ) ก่อตั้งสมาคม "สามัคคยานุเคราะห์สมาคม" โดยปรีดีได้รับเลือกเป็น เลขาธิการสมาคม ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นสภานายก สมาคมในปี พ.ศ.2468 -2469

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2496 ปรีดี พนมยงค์ ได้ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี, ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ(หลวงพิบูลสงคราม) นักศึกษา วิชาทหารปืนใหญ่, ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี นักศึกษาวิชาการ ทหารม้า, นายตั้ว ลพนุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตประจำกรุงปารีส และนายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ ประชุม ครั้งแรกในการก่อตั้งคณะราษฎร ที่หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส เพื่อตกลงที่จะทำการเปลี่ยน แปลงการปกครองจากกษัตริย์เหนือกฏหมาย มาเป็น การปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฏหมาย โดยใช้วิธีการยึด อำนาจโดยฉับพลันและจับกุมบุคคลสำคัญไว้เป็นตัว ประกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ใช้สำเร็จมาแล้วในการปฏิวัติ ฝรั่งเศสและรัสเซีย อีกทั้งเป็นการป้องกันมิให้ประเทศ มหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศสถือโอกาสยกกำลังทหาร เข้ามายึดสยามขณะที่เกิดความไม่สงบภายในประเทศ

ที่ประชุมตกลงกันว่า เมื่อกลับประเทศแล้วหากการ ก่อการครั้งนี้ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ ให้นายแนบ พหลโยธิน ซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อนเป็นผู้ดูแลครอบครัวของเพื่อนที่ ติดคุกหรือตาย

ต่อมาได้มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อการเพิ่มขึ้น คือ ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ร.น.(หลวงสินธุ-สงครามชัย) นายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร.ประจวบ บุนนาค ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ นายบรรจง ศรีจรูญ และได้ชักชวน พ.อ.พระยา ทรงสุรเดช อดีตนักเรียน เยอรมันซึ่งอยู่ในระหว่างการไปดูงานที่ฝรั่งเศสให้เข้า ร่วมด้วย ปี พ.ศ.2469 นายปรีดีได้รับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางกฎหมาย(Docteur en Droit) และสอบไล่ ได้ประกาศ นียบัตรทางการศึกษา ชั้นสูงใน ทางเศรษฐกิจ (Dipl?me d' Economie Politique ) จากมหาวิทยาลัยปารีส เมื่ออายุได้ 26 ปี

ในปี พ.ศ.2470 นายปรีดีได้เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่จบดุษฎีบัณฑิตจากมหา วิทยาลัยปารีส นายปรีดีได้เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และยังได้เป็นผู้สอนในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ในเวลาว่างก็ได้เปิดการอบรม ทบทวนวิชากฎหมายให้แก่นักเรียนกฎหมายที่บ้านถนนสีลมโดยไม่คิดค่าสอน ทำให้ได้เผยแพร่อุดมการณ์และได้ ลูกศิษย์เช่น นายซิม วีระไวทยะ นายสงวน ตุลารักษ์ นายดิเรก ชัยนามมาเข้าร่วมเป็นกำลังในคณะราษฎรด้วย ในส่วนของคณะราษฎรแต่ละสายก็ได้แยกย้ายกันหาสมาชิกที่จะเข้าร่วมก่อการปฏิวัติ ซึ่งภายหลังการปฏิวัติแล้ว ปรากฏว่ามีสมาชิกทั้งสิ้น 115 คน มากกว่าครึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจ การปกครองแผ่นดินอย่างรวดเร็ว โดยลวงทหารจากกรมกองต่างๆให้มา ชุมนุมพร้อมหน้ากันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและถือโอกาสประกาศ เปลี่ยนแปลง การปกครองทันที กำลังอีกส่วนหนึ่งไปเชิญพระบรม วงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์มาเป็นตัวประกัน นายปรีดี เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน

หลังจากยึดอำนาจในกรุงเทพฯได้แล้ว คณะผู้ก่อการได้ส่งนาย ทหารเรือเป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐานอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ให้ทรงทราบ และพระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน สยาม พ.ศ.2475 ที่ร่างโดยนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก และมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภาย ใต้รัฐธรรมนูญ ของประเทศ

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 เริ่มมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของสยาม โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นอนุกรรมการร่าง และต่อมาได้มี พ.ร.บ.การเลือกตั้งฉบับแรกออกมาด้วย ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและ สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรได้เท่าเทียมผู้ชาย (นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมี สิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) นายปรีดีได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี

ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2476 นายปรีด พนมยงค์ได้เสนอ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เพื่อให้พิจารณาใช้เป็นหลักสำหรับนโยบาย เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นสหกรณ์เต็มรูปแบบ แต่ไม่ทำลาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ เอกชน โดยให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพัทธบัตร มีดอกเบี้ยประจำปี ให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ว่าเมื่อราษฎรผู้ใดไม่สามารถ ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือชราหรืออ่อนอายุก็จะได้รับความอุปการะ เลี้ยงดูจากรัฐบาล

แต่แนวความคิดดังกล่าว ฝ่ายพระยามโนปกรณ์ นายกรัฐมนตรีและขุนนางต่างๆ ไม่เห็นด้วยเนื่องจาก ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าและขุนนาง ยังกุมอำนาจอยู่ เมื่อนำเข้าสู่สภาแล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วย นายปรีดีจึงได้ลาออก จากตำแหน่ง รัฐบาลร่วมกับทหารบางกลุ่มทำการยึดอำนาจปิดสภาและออก พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476 ออกแถลงการณ์ประณามนายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นายปรีดีจึงถูกเนรเทศออกนอก ประเทศไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2476

ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2476 พ.อ.พระยาพหลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และได้รับแต่ตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แทนรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา สภาผู้แทนได้ตั้งกรรมาธิการสอบสวนกรณี นายปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผลการสอบสวนได้ข้อสรุปว่า นายปรีดีเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2477 และต่อมาได้นายปรีดีได้ กลับมาเมืองไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2477

นายปรีดีได้ทำการร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2476 มีเนื้อหาสำคัญคือ การกระจายอำนาจการปกครองเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสถาปนาคณะกรรมการ กฤษฎีกา เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายแผ่นดิน ผลักดันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ ศาลปกครองซึ่งมีหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และทำให้ราษฎรสามารถตรวจสอบ ฝ่ายปกครองได้แต่ทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยมามีศาลปกครองก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไป 67 ปี

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2477 นายปรีดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และได้มีพิธีสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองที่ อาคารโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ในปีแรกที่มี การเปิดสอนมีผู้สมัครเข้าเรียนถึง 7,094 คน และในปีแรกนี้ผลิตบัณฑิตที่โอนมาจากโรงเรียนกฎหมายเดิม 19 คน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2478 นายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหล พยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนายปรีดีและคณะได้ออกเดินทางด้วยเรือไปประเทศอิตาลี พบกับมุโสลินี ผู้นำฟาสซิสม์ของอิตาลี เข้าพบนายปิแอร์ ลาวาล นายกรัฐมนตรี ฝรั่งเศส เพื่อเจรจายกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม ต่อจากนั้นเดินทางไปประเทศเยอรมนี พบตัวแทนของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ เดินทางไปอังกฤษ เพื่อเจรจากู้เงินกับเซอร์ แซมมวล ฮอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผลการเจรจา เจ้าหนี้ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มา เมื่อ พ.ศ.2467 จำนวน 2,340,300 ปอนด์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปีเหลือเพียง ร้อยละ 4 ต่อปี จากนั้นได้เดินทางไป ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายคอร์เดล ฮัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรื่องการแก้ไขสนธิสัญญา แล้วเดินทางต่อมาที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าพบ จักรพรรดิฮิโรฮิโต และเขาพบนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพื่อขอให้ยกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม เมื่อเดินทางกลับ มาเมืองไทยนายปรีดีได้ย้ายที่ทำงานมาที่ กระทรวงการต่างประเทศ และดำเนินการทางการทูตเจรจาขอยกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม กับสิบสองประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและเยอรมนี จนสามารถยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยาม สมัยสมบูรณาญา สิทธิราชย์ทำไว้กับ ประเทศต่างๆในนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือได้สำเร็จ จนได้รับเอกราชทาง ศาลและเอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมา พร้อมกันนั้นได้ลงนามสนธิสัญญาใหม่ที่ใช้หลัก "ดุลยภาพแห่งอำนาจ" เพื่อให้สยามได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์และมีสิทธิเสมอภาค กับต่างชาติ

เดือนธันวาคม พ.ศ.2481 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในคณะ รัฐมนตรี พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม นายปรีดีคาดว่าอาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในไม่ช้า เงินปอนด์ที่สยามประเทศ ใช้เป็นทุนสำรองเงินตราอาจจะลด ค่าลงได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนการเก็บรักษาเงินทุนสำรองเป็นทองคำแท่งแทนเงินปอนด์ โดยนำเงินปอนด์ที่เป็นทุนสำรอง จำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำแท่งหนัก 273,815 ออนซ์ (ราคาออนซ์ละ 35 เหรียญสหรัฐ อเมริกา) และนำมาเก็บไว้ที่ห้อง นิรภัยกระทรวงการคลัง ทำให้ค่าเงินบาทมีความเสถียรภาพมาก และได้วางรากฐาน จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น ( มีพิธีเปิดธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2485 ซึ่งมีพลตรีเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง )

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2482 รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศยกเลิกนามประเทศว่า สยาม (Siam) ให้เปลี่ยนเป็นประเทศไทย (Thailand) และประกาศเลิกใช้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้เปลี่ยนมาใช้ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปีแทน ( ดังนั้นนับตั้งแต่วนที่ 1 มกราคม พ.ศ.2483ในปฏิทินเก่า จึงให้ถือว่าเป็น วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484)

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นยกทัพขึ้นบกเข้ามาในประเทศไทยทางอ่าวไทย พร้อมกันหกแห่ง รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ตกลงยอมแพ้และได้เซ็นสัญญาเป็นพัทธมิตรกับญี่ปุ่น ที่หน้าวัด พระแก้วมรกต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2484 ต่อมานายปรีดีถูกทหารญี่ปุ่นกดดันให้จอมพลป. พิบูลสงครามปลด นายปรีดีให้พ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐบาล ในเวลาต่อมานายปรีดีได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ประกาศสงคราม กับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ฝ่ายอังกฤษประกาศสงครามตอบแต่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกาศ สงครามด้วย โดยถือว่าไทยถูกญี่ปุ่นรุกราน แต่นายปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้ลงนามในประกาศสงครามดังกล่าว และได้ดำเนินการจัดตั้ง ขบวนการ เสรีไทยในทางลับ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขบวนการ ภายใต้รหัสลับ "รูธ" ประสานงานลับกับฝ่ายสัมพันธมิตร ดำเนินการ ต่อต้านญี่ปุ่นและ เจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าใจว่าการประกาศสงครามของจอมพลป. ไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2487 สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้นายปรีดี ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ แต่ผู้เดียว

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488 หลังจากเครื่องบินสหรัฐอเมริกาไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและ นางาซากิ ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 นายปรีดีในฐานะ ผู้สำเร็จราชการ ก็ประกาศสันติภาพ มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามของจอมพลป. พิบูลสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นโมฆะ มีผลทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกปลดอาวุธกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม สัมพันธมิตรรับรอง เอกราชอธิปไตยของไทย รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2488 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนคร ในครั้งนี้ได้ทรงบรรลุ นิติภาวะแล้ว นายปรีดี พนมยงค์จึงพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2488 มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯยกย่องให้นายปรีดีในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส มีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการ

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2489 นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี(ครั้งที่1) และได้มีการประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนั้น

วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่2) แต่ต่อมาใน วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เสนอขอ ความเห็น ชอบจากรัฐสภา ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดีได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่3) และได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีกรณีสวรรณคต รัชการที่ 9

วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจการปกครองประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปประเทศสิงคโปร์

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ดำเนินการ "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" หรือ "กบฏ วังหลวง" เพื่อยึดอำนาจแต่ ไม่ประสบความสำเร็จ นาย ปรีดี พนมยงค์ได้ลี้ภัย การเมืองที่ประเทศสาธารณ ประชาชนจีน ในระหว่าง ปี พ.ศ.2592 - 2513 และได้ ลี้ภัยการเมืองต่อที่ประเทศ ฝรั่งเศส ระหว่างปี พ.ศ.2513 ? 2526

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526 นายปรีดี พนมยงค์อสัญกรรมที่บ้านพักชานกรุงปารีส ต่อมาในปี พ.ศ.2543 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศบรรจุชื่อ นายปรีดี พนมยงค์ ไว้ใน ประวัติบุคคลสำคัญของโลก ปี ค.ศ.2000-2001




พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ ปรีดี พนมยงค์
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ดาวแห่งโดม  ในชุด สาวเบียร์ช้าง


ที่มา [url=http://www.polsci.tu.ac.th]www.polsci.tu.ac.th[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 25 ตุลาคม, 2552, 12:45:07 »



ครูตึ๋ง

เมื่อแสงสีทองสาดส่องขอบฟ้า
หมู่มวลนกกาพากันไห้ระงม
ชะนีโหยหวน ชวนให้ใจระทม
คนเคยอุ้มสมล้มลงริมเขาใหญ่

ดั่งใบไม้ล่วงอีกใบในป่า
ใบใหญ่สมญาคนจนผู้ยิ่งใหญ่
ใครเคยรู้จักให้นึกรักเสียดาย
ผู้ถือไม้พายเพียรสอนคนตีนเปล่า

เขาจ้วงพายเรือจ้าง อย่างบำเพ็ญอารมณ์ดี
เติมดีกรีบางๆ ครางดนตรีเบาๆ
ทั้งหยอกเย้ามิตรสหาย เจ้าชายไม่รู้เหงา
ซ้อนความทุกข์ซุกความเศร้า เขาไม่ให้เราได้ยิน...

ตึ๋งแปตีนเปล่า เช้าวาเลนไทน์
วันที่หญิงชายมอบความรักถวิล
14 กุมภา' ถึงเวลาโบยบิน
เพลงรักนี้ไม่สิ้น ต่อครูตีนเปล่าตึ๋งแป "คนจนผู้ยิ่งใหญ่"

คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ครูตีนเปล่าตึ๋งแป
ครูตีนเปล่าตึ๋งแป คนจนผู้ยิ่งใหญ่



<a href="http://www.youtube.com/v/aKyFaqx2iU0&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/aKyFaqx2iU0&amp;hl</a>
ฟังเพลง ครูตึ๋ง จาก คาราบาว


มานพ รัตนพันธากุล

ครูตึ๋ง เป็นคนบ้านกระโทก อ.โชคชัย เกิดเมื่อ 19 สิงหาคม 2494 มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ครูตึ๋งเป็นลูกคนที่สอง และเป็นพี่ชายคนโตของบ้าน จบการศึกษาสูงสุดที่คณะครุศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา วิชาโทดนตรีศึกษา จากวิทยาลัยครูนครราชสีมา (หรือ ม.ราชภัฏนครราชสีมา ในปัจจุบัน) และประกอบอาชีพครูมาตลอดตั้งแต่ 2518 โดยอยู่ที่โรงเรียนบุญวัฒนา อ.เมือง นานที่สุดถึง 19 ปี และสอนที่โรงเรียนเขาใหญ่พิทยาคม อ.ปากช่อง เป็นแห่งท้ายสุด ก่อนเกษียณตัวเองก่อนกำหนดราว 3 ปีที่แล้ว ในระดับซี 7
 
โดยเฉพาะที่โรงเรียนเขาใหญ่นี้เอง ที่ได้ใกล้ชิดกับป่าเขามากขึ้น ได้ร่วมกับ หัวหน้าสาโรจน์ ประพันธ์ ก่อตั้ง 'เด็กกลุ่มเยาวชนศิลปะจากเขาใหญ่' ขึ้น ขณะเดียวกัน มักสอนโดยวิธีของครูตึ๋งเอง หากไม่พาไปปลูกต้นไม้ ก็สอนวาดรูป และเรื่องศิลปวัฒนธรรม ตามที่ครูตึ๋งเรียกขานวิถีนี้ว่า 'วาดผืนดิน ตกแต่งแต้มสีสันให้ต้นไม้' ซึ่งห้องเรียนของครูตึ๋ง ไม่เหมือนใคร ในความทรงจำของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว จึงถือว่าครูตึ๋งเป็นมากกว่าครูสอนวิชาศิลปะ เพราะในกระต๊อบในโรงเรียนที่ครูตึ๋งสร้างไว้สอนนักเรียนนั้น ไม่ได้บ่มเพาะแค่การวาดรูปเท่านั้น หากแต่เป็นแรงบันดาลใจและการเปิดโลกใบใหม่ๆ ให้นักเรียนได้รู้จัก "หากครูไม่ทำงานรณรงค์เรื่องชะนี ก็ทำเรื่องช้าง หรือไม่ก็ต้นไม้ ซึ่งถือว่ามีเรื่องใหม่ๆ เสมอที่ครูทำตลอดเวลา"

ลูกศิษย์ระดับผู้กำกับคนนี้บอกเล่าถึงครูตึ๋งของเขาที่มักมีเรื่องน่าทึ่งไม่หยุดหย่อนความสามารถด้านการแต่งเพลงของครูตึ๋ง ไม่เป็นที่สงสัยเลย ถึงขั้นสังกัดศิลปินดังที่เขาแต่งเพลงให้ก็ยังได้ ทว่า ครูตึ๋งเลือกทางอิสระ เป็น 'คนธรรพ์ทระนง' ไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่ สุรชัย จันทิมาธร เรียกขานเขาว่า 'นักเพลงคนจนคนน่ารัก' ผลงานการสร้างสรรค์ของครูตึ๋ง นอกจากฝากไว้กับศิลปินเพื่อชีวิตหลายคนแล้ว ยังมีสารคดีเพลง 'เพื่อนเขาใหญ่' ออกมา 2 ชุดด้วยกัน ในอัลบั้มมีทั้งเพลง กระเรียนเถื่อน,ละองละมั่ง, สุสานช้าง ฯลฯ แต่ละบทเพลงที่ครูตึ๋งบอกเล่าความรู้สึกราวกับเป็นสรรพสิ่งนั้นๆ ยิ่งวันไหนร้องเองด้วยแล้ว อาการของครูตึ๋งมักร้อยไปกับบทเพลงทุกห้วงอารมณ์
 
ความรักษ์อันฝังลึกดังกล่าวนี้ วีระศักดิ์ ขุขันธิน หรือ วี สองวัย จึงคงจดจำบรรยากาศคุยกันของคนสามคนที่ใต้ต้นมะม่วงหน้าห้องอัดเจี๊ยวจ๊าวสตูดิโอได้เป็นอย่างดี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ครูตึ๋ง จากวงคุย (และดื่ม) เล็กๆ นั้นเอง กลายเป็นที่มาของคอนเสิร์ตเพื่อชีวิตเพื่อป่าเขา อย่าง 'มหกรรมดนตรีเพื่อธรรมชาติและชีวิต' ที่มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้จัดมาแล้วถึง 13 ครั้ง 

นายมานพ รัตนพันธากุล หรือ ครูตึ๋ง อดีตรองผอ.โรงเรียนเขาใหญ่พิทยาคม ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 57 ปี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ครูตึ๋ง เป็นผู้ประพันธ์เพลงทั้งคำร้องทำนองเพลงแนวเพื่อชีวิต ให้แก่นักน้องดังหลากหลายค่าย อาทิ เพลงชาวนาอาลัย สีเผือก คนด่านเกวียน โดยเฉพาะ วงคาราบาว ได้นำผลงานเพลงของครูตึ๋งไปร้องจนดังทั่วประเทศมากมาย เช่น เพลงมรดกโลก-มรดกเราฯ เขาใหญ่ และยังเป็นผู้ก่อตั้งวงฟูนัน และที่สำคัญยังเป็นผู้คนที่ออกแบบตราโลโก้เขาควาย ให้แก่ วงดนตรี คาราบาว ด้วย ครูตึ๋ง เป็นคนบ้านกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ประกอบอาชีพครูมาตลอด ตั้งแต่ปี 2518 เป็นผู้รักงานศิลปะและงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะผืนป่าเขาใหญ่ แม้ก่อนจะสิ้นใจ ครูตึ๋งยังได้สะท้อนผ่านน.พ.สรลักษณ์ มิ่งไทยสงค์  ผอ.รพ.บางน้ำเปรี้ยว ซึ่งดูแลรักษาครูตึ๋งในวาระสุดท้ายของขีวิต

"เมื่อครูรู้ว่ามีชีวิตได้ไม่นาน ก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไร ค่อนข้างนิ่ง แต่สิ่งที่ครูตึ่งฝากไว้ คือ ครูอยากทำเรื่องวงชีวิตช้างเขาใหญ่ ว่าเป็นยังไงมาได้ยังไง และก็อยากให้การอนุรักษ์ธรรมชาติของเขาใหญ่ยั่งยืน และก็อยากให้การอนุรักษ์ธรรมชาติของเขาใหญ่ยั่งยืน โดยไม่มีการบุกทำลาย" น.พ.สรลักษณ์ กล่าว

ครูตึ่ง เป็นครูสอนศิลปะและเกษตร ถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์มากมาย หลายโรงเรียน ทั้งรร.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ รร.บุญวัฒนา อ.เมือง โคราช และสอนที่รร.เขาใหญ่พิทยาคมเป็นที่สุดท้าย และที่รร.แห่งนี้เอง ที่ครูตึ๋งได้ใกล้ชิดกับป่าเขา ได้ร่วมกับ สาโรจน์ ประพันธ์ ก่อตั้งกลุ่มเยาวชนศิลปะจากเขาใหญ่ และมักสอนโดยวิธีของตัวเอง โดยพาไปปลูกต้นไม้ สอนวาดรูป และเรื่องศิลปวัฒนธรรม ตามที่ครูตึ๋งเรียกว่า "วาดผืนดิน ตกแต่งแต้มสัสันให้ต้นไม้"เป็นห้องเรียนที่ไม่เหมือนใคร

เช้าวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 52 เป็นวันที่ผู้คนตื่นเต้น ส่งความสุขให้กันเนื่องในวันวาเลนไทน์  สำหรับผม วันนี้ ดูจะไม่ได้แปลกแตกต่างจากวันอื่นๆ คุณค่าของวันวาเลนไทน์มันหมดไปเมื่อเกือบสิบปีมาแล้ว...
 
วันนั้นผมได้รับข้อความจากพี่น้องเพื่อนฝูงหลายคนเกี่ยวกับวันแห่งความรัก แต่ทว่า เวลา 08.15 น. ของเช้าวาเลนไทน์ ขณะที่ผมยังนั่งสาธยายกาแฟอยู่ที่บ้าน  ก็มีโทรศัพท์(รู้สึกไม่ปกติ)  เข้ามาบอกว่า "พี่เอ้ครับครูตึ๋งไปแล้วนะ..." ผมนิ่งไปชั่วขณะ !!! ก่อนที่จะถามต่อไปว่าจะมีการจัดการอย่างไรบ้าง...หลังจากวางสาย ผมรู้สึกมึนชาไป ถามตัวเองว่า "วันนั้นมันได้มาถึงแล้วใช่มั้ย... และแล้ววันที่พวกเราไม่ต้องการ ก็มาถึงแล้วใช่มั้ย ...?"  จากนั้น น้ำตาที่อัดอั้นไว้ตั้งแต่รู้ว่าครูตึ๋งป่วยหนัก ก็พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง

การจากไปของครูตึ๋ง เป็นเหมือนการจากไปของคนในครอบครัวที่นำความโศกเศร้ามาให้อย่างยากที่จะอธิบาย ขอให้อาจารย์จงไปสู่สุขคติ พวกเราจะช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์ให้ดีที่สุด...และผมรู้สึกเสียดาย และเสียใจเหลือเกินที่งานชุดใหม่ของผมยังทำไม่เสร็จเพื่อให้อาจารย์ได้ฟัง  แต่นั่นคงไม่สำคัญ เพราะผมเชื่อว่าอาจารย์ยังอยู่ ณ ที่ใดซักแห่งที่รอฟังและชื่นชมความสำเร็จของผมอยู่...

ด้วยความที่ครูตึ๋งเป็นคนมีน้ำใจ ไม่โกรธใครง่ายๆ อารมณ์ดี ชอบคุยสนุกให้คนหัวเราะได้ตลอดเวลา ใครได้มารู้จักก็จะรัก เคารพ และผูกพันกับครูตึ๋ง อย่างสนิทใจเกือบทุกรายไป ครูตึ๋งจึงมีเพื่อนฝูง พี่ น้องเยอะแยะมากมาย ค่อนชีวิตของครูตึ๋งเรียกได้ว่าอยู่กับเพื่อนพี่น้องก็ว่าได้  แต่ทว่า กับครอบครัว ครูตึ๋งก็ไม่ได้ขาดหาย ยังติดต่อสัมพันธ์และช่วยเหลือกันด้วยดีตลอดมา

และด้วยความที่ครูตึ๋งมีเพื่อนเยอะ รู้จักคนเยอะนี่เอง ครูตึ๋งจึงเป็นเหมือนศูนย์รวมให้ใครต่อใครได้มารู้จักกัน ต่องานและสานความสัมพันธ์เป็นพี่เป็นน้องกันไปเรื่อยๆ ทั้งสายดนตรีไทย  ดนตรีเพื่อชีวิตและธรรมชาติ  สายศิลปะ ภาพวาด งานประติมากรรมต่างๆ  หรือแม้กระทั่งสายภาพยนตร์และละคร  เพราะลูกศิษย์ที่รักและผูกพันกับครูตึ๋งมาตั้งแต่สมัยโรงเรียนบุญวัฒนาที่โคราชก็คือ  พีปรัชญา  ปิ่นแก้ว  ผู้กำกับชื่อดัง และพี่ธงชัย  ประสงค์สันติ  นักจัดรายการโทรทัศน์/ผู้สร้างละคร เป็นต้น

อาจเรียกได้ว่า ครูตึ๋งเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้เชื่อมคนให้มาเจอกันเพื่อทำงานร่วมกัน  โดยเฉพาะด้านศิลปะ ดนตรี และการอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่  เป็นสะพานที่เชื่อมศิลปินรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ทั้งในนอกวงการให้ได้มาเจอกันในวาระและโอกาสที่เป็นไปแบบธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้เอง  จึงเป็นที่มาให้เกิดแนวคิดของคนที่ยังรัก เคารพและศรัทธาในตัวครูตึ๋ง ซึ่งอยากทำอะไรให้ครูตึ๋ง เพื่อสืบสานเจตจำนงค์ หรือปณิธานของครูตึ๋งด้านศิลปะ ดนตรี และการอนุรักษ์ป่าเขาใหญ่ ในนาม "เครือครูตึ๋ง"





เขาจ้วงพายเรือจ้าง อย่างบำเพ็ญอารมณ์ดี
เติมดีกรีบางๆ ครางดนตรีเบาๆ
ทั้งหยอกเย้ามิตรสหาย เจ้าชายไม่รู้เหงา
ซ้อนความทุกข์ซุกความเศร้า เขาไม่ให้เราได้ยิน


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ มานพ รัตนพันธากุล
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "ครูตึ๋ง" ในชุด โฮะ


ที่มา [url=http://www.oknation.net]www.oknation.net[/url] 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #22 เมื่อ: 26 ตุลาคม, 2552, 12:04:57 »



เจ้าตาก

ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว
มื้อนี้เราจะเคี้ยวข้าว และทุบหม้อข้าว
ตีแหกฝ่าวงล้อม ลุยพม่าข้าศึก
นึกถึงความเป็นไทย ดีกว่าไปเป็นทาส

สองมือถือดาบอย่างมั่นใจ
นักรบไทยของพระเจ้าตาก
ฝากฝังกรุงอยุธยา
วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน

แผ่นดินไทยดาลเดือด ทัพข้าศึกรุมล้อม
มัวแต่กล่อมสตรี เริงโลกีย์เป็นหลัก
นักรบกลายเป็นศพ พบกับความปราชัย
เจ้าตากทนไม่ได้ แผ่นดินไทยเป็นหลัก

นักรบคือนักรบ นักสู้แห่งกรุงศรี
ตีฝ่าทัพตองอู ตายหรืออยู่ไม่สําคัญ
คืนนี้จันทร์หลับไหล แหกวงในวงล้อม
อ้อมออกจากกรุงศรี ไปเข้าตีเมืองจันทน์

ยึดเมืองจันทบุรี เป็นชุมนุมเจ้าตาก
ตีชุมนุมต่างๆ ตีเจ้าฝางให้แตก
ทบทวนความพ่ายแพ้ แก้ไขยุทธวิธี
รวมชุมนุมที่มี ก่อนโจมตีเจ้าฝาง

พ่ายแพ้เป็นบทเรียน ทําจากเล็กไปใหญ่
เจ้าฝางชะล่าใจ ในไม่นานก็แตก
จากอยุธยา มาเมืองจันทบุรี
มากรุงธนบุรี ไทยจึงมีเอกราช
จากอยุธยา มาเมืองจันทบุรี
มากรุงธนบุรี ตากสินมหาราช




<a href="http://www.youtube.com/v/Q38_aDgRxSI&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Q38_aDgRxSI&amp;hl</a>
ฟังเพลง เจ้าตาก จาก คาราบาว


สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ (จีน: 鄭昭; พินอิน: Zhèng Zhāo; แต้จิ๋ว: Dênchao) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี มีพระนามเดิมว่า "สิน" ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๑๕ ปี (รวมกับระยะเวลาที่กอบกู้เอกราชอีก ๑ ปี) เสด็จสวรรคตในวันพุธ แรม ๑๓ ค่ำเดือน ๕ จ.ศ. ๑๑๔๔ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ รวมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา

พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่ การกอบกู้เอกราชจากพม่า และการทำสงครามตลอดรัชสมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น และขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักร นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความเจริญประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ โปรดให้มีการสร้างถนนและขุดคลอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม

เนื่องจากพระองค์ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ ๒๘ ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ให้เป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"


พระราชประวัติ
 
พระราชสมภพ
 
พระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจากจินตนาการของศิลปินจดหมายเหตุโหร บันทึกว่าวันเสด็จสวรรคตตรงกับพุธแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล ยังเปน ตรีศก จ.ศ.1143 พระชนมายุ ๔๗ ปีกับ ๑๕ วัน ดังนั้นย้อนกลับไปตามปฏิทินจันทรคติแห่งชาติเทียบปฏิทินสุริยคติสากล จึงพบว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีเถาะ ยังเปนฉศก จุลศักราช ๑๐๙๖ ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๘ เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขณะทรงผนวชมีหนังสือพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีชาวจีนแต้จิ๋วคนหนึ่งนามว่า ไหฮอง (ในหนังสือการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุว่า "ไหฮอง" ไม่ใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นชื่อตำบลในมณฑลกวางตุ้ง) ได้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนพัฒ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านของเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ครั้นเวลาล่วงมาถึง ๕ ปีขาล พ.ศ. ๒๒๗๗ ขุนพัฒมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ หยง เกิดแต่ นางนกเอี้ยง ซึ่งเป็นชาวไทย

ทารกคนนี้คลอดได้ ๓ วัน มีงูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าไปขดรอบตัวทารก เป็นทักขิณาวัฏ ขุนพัฒผู้เป็นบิดาเกรงว่าเรื่องนี้อาจลางร้ายแก่สกุล จึงยกบุตรคนนี้ให้แก่เจ้าพระยาจักรี แล้วเจ้าพระยาจักรีได้เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และตั้งแต่เจ้าพระยาจักรีได้เด็กน้อยคนนี้มา ลาภผลก็เกิดมากมูลพูนเพิ่มมั่งคั่งขึ้นแต่ก่อน เจ้าพระยาจักรีจึงกำหนดเอาเหตุนี้ขนานนามให้ว่า สิน

จากหลักฐานที่อาลักษณ์ของจีนจดบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารวงเช็ง แผ่นดินพระเจ้าเฉียนหลง กล่าวถึงพระราชประวัติของพระองค์ไว้ว่า "บิดาเจิ้งเป็นชาวมณฑลกวางตุ้ง ไปทำมาค้าขายอยู่ที่เสียมล่อก๊ก และเกิดเจิ้งเจาที่นั่น เมื่อเจิ้งเจาเติบใหญ่ เป็นผู้มีความสามารถ ได้เข้ารับราชการอยู่ในเสียมล่อก๊ก เมื่อเจิ้งเจารบชนะพม่า ฯ แล้ว ราษฎรทั่วประเทศยกขึ้นเป็นเจ้าครองประเทศ..."  ("เจิ้งเจา"คือสมเด็จพระเจ้าตากสิน ออกเสียงตามสำเนียงปักกิ่ง ถ้าเป็นแต้จิ๋วออกเสียงว่า"แต้เจียว" ส่วน"เสียมล่อก๊ก"นั้น หมายถึงประเทศไทย)

วัยเด็ก

ครั้นเมื่อเด็กชายสิน อายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีนำเข้าฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส ต่อมาได้เข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้จัดงานมงคลตัดจุกนายสิน เป็นการเอิกเกริกและในระหว่างนั้น มีผึ้งหลวงมาจับที่เพดานเบญจารดน้ำปรากฏอยู่ถึง ๗ วันจึงหนีไป และในระหว่างนี้ นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้ในภาษาต่างประเทศ มี ภาษาจีน ภาษาญวน และภาษาแขก จนสามารถพูดคล่องได้ทั้ง ๓ ภาษา และยังได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย ขอม และคัมภีร์พระไตรปิฎก

วันหนึ่ง นายสินคิดตั้งตนเป็นเจ้ามือบ่อนถั่ว ชักชวนบรรดาศิษย์วัดเล่นการพนัน พระอาจารย์ทองดีทราบเรื่องจึงลงโทษทุกคน โดยเฉพาะนายสินเป็นเจ้ามือถูกลงโทษหนักกว่าคนอื่น และให้มัดมือคร่อมกับบันไดท่าน้ำประจานให้เข็ดหลาบ นายสินถูกมัดแช่น้ำตั้งแต่เวลาพลบค่ำ พอดีเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น พระอาจารย์ทองดีไปสวดพระพุทธมนต์ลืมนายสิน จนประมาณยามเศษ พระอาจารย์นึกขึ้นได้จึงให้พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นอันเตวาสิก ช่วยกันจุดไต้ค้นหาก็พบนายสินอยู่ริมตลิ่ง มือยังผูกมัดติดอยู่กับบันได แต่ตัวบันไดกลับหลุดถอนขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ช่วยกันแก้มัดนายสินแล้ว พระอาจารย์ทองดีจึงพาตัวนายสินไปยังอุโบสถให้นั่งลงท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ แล้วพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายสวดพระพุทธมนต์ด้วยชัยมงคลคาถาเป็นการรับขวัญ


ทรงผนวช

ต่อมาเมื่อนายสินเรียนจบการศึกษา เจ้าพระยาจักรีก็ได้นำไปถวายตัวรับราชการภายใต้หลวงนายศักดิ์นายเวร ภายหลังเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์จนมีอายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ โดยได้อุปสมบทอยู่กับอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาส และบวชอยู่นานถึง ๓ พรรษา ในระหว่างอุปสมบทพระภิกษุสินได้ออกบิณฑบาตพร้อมกับพระภิกษุทองด้วงเป็นประจำ เพราะรับราชการเป็นมหาดเล็กทำงานด้วยกันมาหลายปี ทั้งสองมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมาก ได้อุปสมบทพร้อมกัน เช้าวันหนึ่งพระภิกษุทั้งสองเดินไปตามถนน เพื่อรับบิณฑบาตจากพระราชวังหลวง มีชายจีนผู้หนึ่งเดินผ่านพระภิกษุทั้งสองไปได้ ๓-๔ ก้าว ก็หยุดชะงักหันกลับมาดูแล้วก็หัวเราะ ทำเช่นนี้ถึง ๕-๖ ครั้ง สองภิกษุมองหน้าแล้วถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร ชายจีนผู้นั้นบอกว่าตนเป็นซินแสหมอดู สามารถทายลักษณะของบุรุษหรือสตรีได้ แล้วทำนายให้พระภิกษุทั้ง ๒ องค์ว่า

ซินแสทายพระภิกษุองค์ที่ ๑

ชายใดไกรลักษณ์พร้อม  เพราองค์
ศักดิ์กษัตร์ถนัดทรง  ส่อชี้
สมบัติขัติยมง  คลครอบ ครองแฮ
ชายนั้นคือท่านนี้  แน่ข้าพยากรณ์ฯ

ซินแสทายพระภิกษุองค์ที่ ๒

ท่านเป็นบุรุษต้อง  ตามลักษณ์ ล้วนแล
บุญเด่นเห็นประจักษ์  เจิดกล้า
จักสู่ประภูศักดิ์  สุรกษัตร์
สืบศุภวงษ์ทรงหล้า  สฤษฎ์เลี้ยง เวียงสยาม
เกิดมาข้าพเจ้าไม่  เคยเห็น
สองสหายหลายประเด็น  เด่นชี้
ภายหน้าว่าจักเป็น  ปิ่นกษัตร์
นั่งอยู่ คู่กันฉนี้  แน่ล้วน ชวนหัว

สองภิกษุว่า

สองข้าอายุใกล้  เคียงกัน
ทั้งคู่จะทรงขัณฑ์  ผิดเค้า
เป็นกษัตร์ร่วมรัฐบัล  ลังก์ร่วม ไฉนนอ
เห็นจะสัดตวงข้าว  แน่แท้คำทายฯ

เข้ารับราชการและการกอบกู้เอกราช

ดูเพิ่มที่ การเสียกรุงศรีอยุยาครั้งที่สอง และ การกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
แล้วจึงลาสิกขาบทออกมารับราชการใหม่ ในตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น หลวงยกกระบัตร ไปรับราชการอยู่ที่เมืองตาก เมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่อนิจกรรม ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงยกกระบัตรเป็น พระยาตาก

ต่อมาเมื่อมีข้าศึกพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากก็ได้ถูกเรียกตัวให้ลงมาช่วยงานราชการในกรุงศรีอยุธยา พระยาตากทำการสู้รบกับข้าศึกด้วยความเข้มแข็งสามารถยิ่ง มีบำเหน็จความชอบในสงคราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร แต่ยังมิได้ขึ้นไปปกครองเมืองกำแพงเพชร เพราะติดราชการสงครามกับพม่าอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๙ เสียก่อน

พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระยาวชิรปราการก็รวบรวมคนไปตั้งเป็นชุมนุมพระเจ้าตากที่เมืองจันทบูร  และมากอบกู้เอกราช และสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ กรุงธนบุรี

บั้นปลายพระชนม์ชีพ

ในตอนปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เกิดกบฏขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา พวกกบฎได้ปล้นจนพระยาอินทรอภัย ผู้รักษากรุงเก่าจนต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสืบสวนเอาตัวคนผิดมาลงโทษ แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฎ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรีในวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๔ บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ได้ตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน


สวรรคต

เหตุการณ์ภายหลังจากนั้นไม่แน่ชัด โดยมีความเชื่อหลายประการด้วยกัน

สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ซึ่งไปราชการทัพเมืองเขมร และยกกำลังเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวการจลาจลในกรุงธนบุรี จึงได้รีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาถึงในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ก็ได้สืบสวนเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และจับกุมผู้ก่อการกบฎมาลงโทษ รวมทั้งให้ข้าราชการปรึกษาพิจารณาความที่มีผู้ฟ้องร้อง กล่าวโทษว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นต้นเหตุ เนื่องจากพระองค์ทรงเสียพระสติไป เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงถูกสำเร็จโทษและเสด็จสวรรคต ในวันพุธ แรม 13 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล แต่ยังเป็นตรีศก จ.ศ.1143 หรือตรงกับวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เมื่อพระชนมพรรษาได้ ๔๗ พรรษากับ ๑๕ วัน (ตามประชุมพระราชพงศาวดารภาค 8 จดหมายเหตุโหร) พระองค์พระราชสมภพและสวรรคตในเดือนเดียวกัน

แต่บางฉบับก็บอกว่าเป็นวันเดียวกัน ซึ่งยังไม่มีใครทราบเป็นที่แน่ชัด นักประวัติศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ถูกสำเร็จโทษ แต่ทรงจงใจสละราชบัลลังก์เพื่อจะได้มิต้องชำระเงินกู้จากจีน เมื่อทรงได้รับการปล่อยตัวอย่างลับ ๆ แล้วจึงเสด็จลงเรือสำเภาไปประทับที่เขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช เสด็จสวรรคตที่นั่นในปี พ.ศ. ๒๓๖๘ งานเขียนสำคัญที่กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงปลายรัชสมัย แตกต่างจากในพระราชพงศาวดาร ที่มีชื่อเสียงเช่น เรื่องสั้นชุด ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน โดย หลวงวิจิตรวาทการ และ นวนิยาย ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? โดย สุภา ศิริมานนท์


ท่านคงได้ทราบประวัติของพระเจ้าตากสินมหาราชกันมาบ้างอยู่แล้ว แต่มิได้เป็นดังเช่นที่เราได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกันระหว่างที่ได้บันทึกไว้กับเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ จนบังเอิญได้มาเปิดเจอในเวปๆนึงจึงหยิบยกมาให้ท่านอ่านกัน

๑. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ท่านมิได้ทรงพระสติฟั่นเฟือนจริง และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) เอง ก็มิได้ทรงสั่งประหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามที่ได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวเหตุการณ์ที่แท้จริง (ที่ไม่สามารถบันทึกในประวัติศาสตร์ได้ จนทำให้มหาราชทั้ง ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต้องถูกลูกหลานไทยเข้าใจผิดมาตลอด ๒๒๕ ปี) ก็เนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของทั้ง ๒ พระองค์ ที่มิได้เคยสนพระทัยเลยว่า จะต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศเพียงใด หวังเพียงแต่จะให้ชาติไทยของเรา ดำรงความเป็นเอกราช ไม่ต้องเป็นเมืองขึ้นของใคร และให้พวกเราลูกหลานไทย อยู่กันอย่างมีความสงบสุขเท่านั้น โดยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงวางแผนการลับกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ซึ่งเป็นพระสหายคู่พระทัย เพื่อจะทรงสละราชบัลลังก์ และให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ขึ้นครองราชย์แทน สาเหตุมาจากเจ้าสัวจีนได้ยกกองทัพจีนมา เพื่อจะมาทวงหนี้ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกู้ยืมมาเพื่อใช้ในการกอบกู้เอกราช ประกาศอิสรภาพจากพม่า

ทั้งนี้ เนื่องจากพระองค์เอง มิได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่มาจากการสืบราชสมบัติจากกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาองค์ก่อน จึงมิได้มีเงินในท้องพระคลัง เมื่อคราวขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ทรงเห็นว่าไทยเรา เพิ่งจะประกาศอิสรภาพจากพม่าได้ไม่นาน บ้านเมืองก็ยังไม่สงบเรียบร้อย ยังมีสงครามติดพันกับพม่าอยู่ จำเป็นต้องใช้เงินอีกมาก เงินในท้องพระคลังเอง ก็เหลืออยู่ไม่มาก ทั้งทหารหาญของพระองค์เอง ก็ยังมิได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือนเลย หากพระองค์ไม่ใช้หนี้เจ้าสัวจีน ทางเจ้าสัวจีนก็อาจจะอ้างเอาเป็นสาเหตุ ยกทัพจีนมาตีไทยเราได้ จะกลายเป็นศึก ๒ ด้าน หรือหากพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ธรรมดา แล้วให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ขึ้นครองราชย์แทน ทางเจ้าสัวจีนก็คงจะไม่ยอมเลิกราอยู่ดี แต่ถ้าพระองค์สิ้นพระชนม์และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ขึ้นครองราชย์แทน จะถือว่าเป็นการเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินใหม่ เพราะฉะนั้น หนี้สินที่เกิดขึ้นจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชดใช้ ไทยเราก็สามารถนำเงินในท้องพระคลังที่มีอยู่จำกัด ไปใช้ประโยชน์เพื่อกอบกู้บ้านเมืองได้ และไม่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพจากจีน แม้ว่าจะต้องแลกกับความเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และความเข้าใจผิดของลูกหลานไทยก็ตาม

๒. พระสงฆ์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสั่งให้ลงทัณฑ์นั้น ความจริงเป็นนักโทษที่นำมาโกนหัวแล้วให้ห่มผ้าเหลือง มิใช่พระสงฆ์จริงๆตามที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ และก่อนที่จะลงทัณฑ์ ก็ได้ให้เอาผ้าเหลืองออกก่อน จึงมิได้เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย

๓. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มิได้ถูกประหารจริง แต่ผู้ที่ถูกจับใส่กระสอบ และถูกทุบด้วยท่อนจัน เป็นทหารท่านหนึ่ง ที่มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ และมีลักษณะละม้ายคล้ายพระองค์ ยอมปลอมเป็นพระองค์เพื่อตายแทน เพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้

๔. สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ได้ขึ้นครองราชย์แทน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้จัดเตรียมกองทหาร เพื่อคอยเฝ้าอารักขาติดตามส่งเสด็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไปจนถึงนครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัย โดยมิให้ผู้ใดล่วงรู้ พร้อมกับแต่งตั้งให้พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อคอยปกปักรักษาพระราชบิดา

๕. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ และได้มรณภาพที่เขาแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราช

๖. ทั้ง ๒ พระองค์ ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเลือดเนื้อ และพระเกียรติยศชื่อเสียง เพื่อทรงหวังเพียงให้ชาติไทย ดำรงความเป็นไทย และให้พวกเราเหล่าลูกหลานไทยของทั้ง ๒ พระองค์ ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
บนผืนแผ่นดินขวานทองนี้ ดังนั้นขอให้พวกเราเหล่าลูกหลานไทยของทั้ง ๒ พระองค์ ได้ระลึกถึงและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ของทั้ง ๒ พระองค์ และตั้งแต่นี้ต่อไป จงอย่าได้คิดหรือกล่าววาจาใดที่ไม่สมควร อันจะเป็นการปรามาสลบหลู่เบื้องสูงต่อทั้ง ๒ พระองค์


จากประวัติเดิมของพระเจ้าตากสินมหาราชมีหลายประเด็นให้นำมาประติดประต่อดังนี้

1. พระเจ้าตากสินมีพระสติวิปลาส เพราะเครียดจากการสู้รบ
จึงถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยท่อนจันท์

2.พระเจ้าตากสินสติวิปลาส เพราะเคร่งครัดในธรรม ให้พระทุกองค์เคารพตนเพราะตนเป็นพระโสดาบัน พระรูปไหนไม่ไหว้ เคารพก็ถูกโบย
ก็เลยถูกตัดสินเหมือนข้อ 1

3.เกี่ยวกับกบฎพระยาสรรค์ที่ใส่ร้ายพระองค์ ก็เหมือนข้อ 1 อีก

4.พระเจ้าตากสินปรึกษากับนายทองด้วง (ร.1) ว่าอยากละราชบัลลังก์แล้วให้นายทองด้วงครองราชย์ต่อ โดยมีแผนว่า ท่านต้องแกล้งเป็นคนบ้า ตอนนั้นมีกบฏพระยาสรรค์พอดี เลยเข้าทาง พระยาสรรค์จึงใส่ร้ายพระองค์ ถึงตรงนี้ มีพระญาติของพระเจ้าตากสินชื่อคุณมั่น ศรัทธาในพระเจ้าตาก จึงขอสละชีพแทน นายทองด้วงพาพระเจ้าตากสินหนีไปที่เขาขุนพนม เป็นที่ปฎิบัติธรรม คุณมั่นตายแทนพระเจ้าตาก ส่วนพระเจ้าตากก็มาสวรรคตที่ เขาขุนพนม





ฉัฐมราชสดุดี    อ้าพระมงกุฏเกล้าเจ้าชีวิต
ทรงประสิทธิ์วิทยาสง่าสรร    ดำรงรัฐปกหล้าประชานันท์
เฉลิมขวัญธีรราชของชาติไทย    ข้าขอเทิดพระคุณอุ่นเกศา
ด้วยสัตยาศรีพิพัฒน์นิรัติศัย    กุศลส่งทรงเกษมเปรมฤทัย
ทรงเนาว์ในทิพย์สถานพิมานเทอญ    มหากษัตราธิราชราชสดุดี
ก้มศิระวันทามหากษัตริย์    ผู้ครองรัฐอยุธยามหาสถาน
พระเจ้ากรุงธนบุรีเกียรติตระการ    ยอดทหารมหาราชกู้ชาติไทย
บัดนี้พระมหาธีรราช    ได้ทรงวาดภาวะอดีตสมัย
เฉลิมเกียรติวีรชนทุกคนไป    อันเมืองไทยไม่สิ้นซึ่งคนดี
ขอเดชะพระอดีตมหาราช    ผู้เป็นปิ่นปักชาติเฉลิมศรี
ได้คุ้มครองผองข้าในครานี้    ให้เกิดสุขสวัสดีทั่วกันเทอญฯ


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "เจ้าตาก" ในชุด ประชาธิปไตย


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #23 เมื่อ: 26 ตุลาคม, 2552, 13:53:07 »



บางระจันวันเพ็ญ

บางระจันคืนพระจันทร์งามเด่น
ฝนพร่างพรำฉ่ำเย็นเยื่องยุทธภูมิสงคราม
มีนายจันหนวดเขี้ยวระบือนาม
รวมพวกขึ้นทวงตามถามความเป็นไท

นิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติ
สละละทิ้งโบสถ์ เป็นมิ่งขวัญกำลังใจ
หวังต่อกรทัพพม่าทั้งน้อยใหญ่
ที่ข่มเหงน้ำใจ ปล้นฆ่าเด็ก ผู้หญิง

บางระจัน เขารวมกันเป็นหนึ่ง
มีตนเป็นที่พึ่ง ยอดนักสู้เมืองสิงห์
ทั้งเจ็ดครั้งรบพม่าจนล้มกลิ้ง
บางระจันเก่งจริง จึงต้องยิงด้วยปืน

เอาปืนใหญ่ยิงใส่กันตูมตาม
ปืนไทยแตกเหลือแต่ด้าม
เพราะเพิ่งหล่อเมื่อวานซืน
ก็กรุงศรีมิให้เขาหยิบยืมปืน
จึงมิอันหยัดยืนรักษาค่ายบางระจัน

บางระจัน บางระจัน บางระจัน
มิอาจยืนอยู่ถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง...

เพื่อพ้องเพื่อน กูจะสู้หลังชนฝา
เพื่อลูกเมีย กูจะสู้สุดใจกล้า
เพื่อพี่น้อง กูจะสู้สุดแรงหล้า
เพื่อบ้านเมือง กูจะสู้จนสิ้นเลือดหยดสุดท้าย
ฮะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า...

เป็นปีจอ คืนเดือนเจ็ด เผด็จศึก
ในหัวใจส่วนลึก ถึงต้องตายไม่เสียใจ
เกิดมาสู้สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
แม้รักษาไว้ไม่ได้ แผ่นดินไทยหนนี้

อีกแปดเดือนต่อมายิ่งหน้าเศร้า
พอหมดสิ้นลมหนาว ไทยต้องเสียกรุงศรี
อยุธยาอันเป็นราชธานี
ในการศึกครั้งนี้ มีอุทธาหรณ์สอนใจ



<a href="http://www.youtube.com/v/RJekwb4tfaY&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/RJekwb4tfaY&amp;hl</a>
ฟังเพลง บางระจันวันเพ็ญ จาก คาราบาว


นักรบแห่งบ้านบางระจัน

เดือน 3 ปีระกา พุทธศักราช 2308 เรื่องราวของชาวบ้านธรรมดา 11 คนที่กลับกลายเป็นตำนาน ด้วยต่างหยิบดาบสู้กับพม่าอย่างสุดหัวใจ เพราะความแค้นที่ล้วนแต่ถูกย่ำยีจากกองทัพพม่า ยกกำลังมาแบ่งเป็นสองเส้นทาง มังมหานรธา ตีจากทิศตะวันตก เนเมียวสีหบดี ตีไล่จากทางเหนือ หวังขนาบกรุงศรีอยุธยา ครานั้นทัพของเนเมียวต้องล่าช้าไป เนื่องจากติดขัดกับกลุ่มชาวบ้าน ที่รวมตัวกันต่อต้านในนาม บางระจัน

เน เมียวสีหบดี แค้นหนักที่กองทัพของตนพ่ายแพ้ถึงสามครั้ง จึงเพิ่มกำลังหนักเข้า ชาวบ้านระจันจึงรับอย่างถวายหัว แต่คราวนั้น พ่อแท่นหัวหน้าของชาวบ้านถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ทุกคนจึงต้องหาผู้นำคนใหม่ ขณะนั้นข่าวการชนะพม่าของบางระจันกระจายไปทั่ว ชาวบ้านมากมายพากันมารวมตัวสู้ บางระจันได้ผู้มีฝีมือ อีกสองคนมาช่วย คือ นายดอก ครูมวยจากวิเศษไชยชาญ แล นายทองแก้ว ครูดาบบ้านโพธิ์ทะเล

ชื่อ กลุ่มโจรของนายจันหนวดเขี้ยวเป็นที่กล่าวขานในเวลานั้น บางระจันจึงส่งนายอิน มือแม่นธนู นายเมืองคนหนุ่มใจกล้า แลพวกเสี่ยงภัยออกจากค่ายไปตาม นายจันยอมมาช่วยบางระจันทันที เมื่อรู้ว่าพระอาจารย์ธรรมโชติย้ายจากเขานางบวช บ้านเกิดของตนที่วอดวายไปแล้ว มาจำวัดที่บางระจัน

นายจันหนวดเขี้ยว เป็นนักรบประเภท ยอมหักไม่ยอมงอ ด้วยครั้งหนึ่งตนเคยเสียชีวิตลูกเมียให้พม่า เมื่อได้ผู้นำคนใหม่ จึงเปลี่ยนแปลงบางระจันให้ทุกคนมีวินัย และไม่ทำอะไรตามใจตนเอง ทำให้นายจันไม่เป็นที่ถูกใจของนายทองเหม็น ขี้เมาพเนจรที่ชอบขี่ควายแอบออกจากค่าย ไปตีพม่าอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีใครรู้สาเหตุว่านายทองเหม็น ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร

เมื่อหยุด จากการรบ ชาวบ้านก็เป็นเพียงชาวบ้าน ความรักของนายเมืองและอีแตงอ่อน ลูกสาวพ่อแท่นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างงดงาม พ่อแง่ แม่งอน ตามประสา เช่นเดียวกับนายอิน กับอีสา เมียรักที่เพิ่งอยู่กินกัน ความกดดันจากสงครามทำให้อีสา ไม่บอกให้นายอินว่าตนกำลังท้อง ด้วยกลัวผัวจะเป็นกังวล

นายอิน นายเมือง ต้องเสี่ยงภัยกันอีกครั้ง เมื่อต้องเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอปืนใหญ่ แต่เมื่อไปถึงได้รับการปฏิเสธกลับมา ที่นั่นนายเมืองได้เล่าเรื่องของตนให้ทหารกรุงศรีอยุธยาว่าพวกตนไม่ใช่คน บ้านบางระจันมาแต่เริ่ม เพราะว่าเป็นคนบ้านศรีบัวทอง ถูกพม่าตีแตก แต่ได้พันเรืองกำนันบางระจัน แล ขุนสัน นำพวกเข้าช่วยไว้

เมื่อนาย อินกลับมาแล้วจึงรู้ทีหลังว่าเมียกำลังท้อง แล้วนายปลั่งเพื่อนรักที่ร่วมรบกันมา บาดเจ็บจนพิษไข้ขึ้นถึงกับวิกลจริตไป ซ้ำมารู้ว่าตนกำลังจะมีลูกนึกแค้นพม่าหนัก นัดพาพวกล่องเรือไปตีพม่าถึงค่าย โดยไม่รู้ว่าพวกพม่าเองก็แอบส่งกำลังมาตีบางระจันเช่นกัน

ครั้ง นั้นด้วยใจร้อน นายอินพาคนไปตายมากมาย ซ้ำกลับมาค่ายบางระจันก็ถูกตีจนยับเยิน คนตายมากมาย ชาวบ้านก็พากันอพยพหนีไป นายจันท้อใจจะกลับไปเป็นกองโจรเหมือนเดิม หากแต่ได้กำลังใจอย่างไม่คาดคิดจากนายทองเหม็น ขี้เมาที่เป็นอริกันมาตลอด และรู้ว่าแท้จริงแล้วนายทองเหม็นก็มีอดีตที่เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าตน ลูกเมียมันถูกจับไปอย่างไม่รู้เป็นตาย ที่มันแหกค่ายไปพม่า เพราะต้องการหาลูกเมียมัน ด้วยมีความหวังเสมอว่าทั้งสองยังรอดชีวิตอยู่

กำลัง ใจบางระจันกลับมาอีกครั้ง พระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางมาจากอยุธยาเพื่อช่วยชาวบ้านหล่อปืนใหญ่ขึ้นสู้รบกับพม่า แต่ก็เท่านั้นเพราะเป็นปืนใหญ่ที่หล่อร้าว ใช้การไม่ได้ หลวงพ่อธรรมโชติ เห็นชาวบ้านหมดกำลังใจจึงปลุกเสกผ้าประเจียด และเครื่องรางให้

ยาม นั้นพม่า ได้แต่งตั้งนายกองคนใหม่ชื่อสุกี้ เข้าตีบางระจัน ทัพสุกี้ครั้งนี้มีปืนใหญ่มาด้วย บางระจันเอาปืนใหญ่เข้าสู้ทั้งที่ร้าวอย่างไม่มีทางเลือก ทุกคนรู้ชะตากรรมดีว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายของบางระจันแล้ว ความรักของนายเมืองและอีแตงอ่อนกำลังสุกงอม แต่ก็ต้องหยิบดาบไปสู้ ทั้งๆ ที่รู้ชะตากรรม นายอินและอีสา เพิ่งจะเป็นครอบครัวได้หมาดๆ ก็ตัดสินใจออกไปรบแลตายร่วมกัน เฉกเช่นชาวบ้านบางระจันทุกคน

แต่ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เมื่อการรบพุ่งครั้งที่ 8 พม่ายกกำลังมานับหมื่นพร้อมด้วยปืนใหญ่ ชาวบ้านไม่สามารถต้านทานทัพพม่าไว้ได้ บางระจันแตกสลาย หลงเหลือไว้เพียง วีรกรรมเป็นประวัติศาสตร์ที่คนไทย ไม่อาจลืม!

ตราบใดกูยังไม่ตาย มึงอย่าหมายย่ำเหยียบแผ่นดินกู

การรบที่บางระจัน เป็นการรบเพื่อป้องกันตัวเองของชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญและเมืองต่าง ๆ ที่พากันมาหลบภัยกองทัพพม่าที่บางระจัน ในคราวการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้หลายครั้ง จนได้ชื่อว่า "เข้มแข็งกว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น" และมีกิตติศัพท์เลื่องลือในด้านวีรกรรมความกล้าหาญในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีอนุสาวรีย์สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนี้ในจังหวัดสิงห์บุรี

พ.ศ. 2307 กองทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดียกมาจากพม่า ซึ่งแต่เดิมแล้วมีภารกิจที่จะปราบปรามกบฎต่ออาณาจักรพม่าเท่านั้น แต่เนื่องจากความอ่อนแอของอาณาจักรอยุธยา เนเมียวสีหบดีจึงตั้งเป้าหมายที่จะเข้าตีกรุงศรีอยุธยาไปด้วย

ต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2308 กองทัพของเนเมียวสีหบดีรุกเข้าสู่อาณาจักรอยุธยาจากทางเหนือ ได้มาหยุดอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ และจัดให้ทหารพม่ากองหนึ่งเที่ยวกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนทางเมืองวิเศษชัยชาญ ราษฎรต่างพากันโกรธแค้นต่อการกดขี่ข่มเหงของทหารพม่า จึงแอบคบคิดกันต่อสู้ ในเดือน 3 พวกชาวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี และชาวบ้านใกล้เคียงพากันคบคิดอุบายเพื่อล่อลวงทหารพม่า ทั้งรวบรวมผู้คนไว้เพื่อทำการต่อไป ในบรรดาชาวบ้านที่ร่วมกันอยู่นี้มีหัวหน้าที่สำคัญคือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ซึ่งได้หลอกลวงทหารพม่านำไปหาทรัพย์สิ่งของที่ต้องการ ทหารพม่าหลงเชื่อตามไป ก็ถูกนายโชติและพรรคพวกซุ่มอยู่บุกเข้ามาฆ่าฟันพม่าตายประมาณ 20 คน แล้วจึงพากันหนีไปยังบางระจัน

ในเวลานั้นชาวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็เข้ามาหลบอาศัยอยู่ที่บางระจันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ข้าศึกตามเข้าไปได้ยาก ชาวบ้านทั้งหลายจึงพาพรรคพวกครอบครัวอพยพหันมาพึ่งพระอาจารย์ธรรมโชติ ซึ่งมีกิตติศัพท์ว่ามีความเชี่ยวชาญทางวิทยาคมมาก ต่อมานายแท่นและผู้มีชื่ออื่น ๆ ชักชวนชาวบ้านได้อีกประมาณ 400 คนเศษพากันมาอยู่ที่บ้านบางระจัน หลังจากนั้นก็ตั้งค่ายขึ้นล้อมรอบบ้านบางระจัน 2 ค่าย เพื่อป้องกันทหารพม่าที่จะยกติดตามมาและเพื่อจัดหากำลังและศัตราวุธในแถบตำบลนั้น นอกจากนี้มีคนไทยชั้นหัวหน้าที่เข้ามาร่วมด้วยอีก 5 คน คือ ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว และนายทองแสงใหญ่ รวมหัวหน้าที่สำคัญของค่ายบางระจันครั้งนั้นรวม 11 คน ตั้งซ่องสู้กับกองทัพพม่า

การเข้าตีค่ายบางระจัน

การรบครั้งที่ 1

ทหารพม่าที่เมืองวิเศษชัยชาญยกพลมาประมาณ 100 เศษ มาตามจับพันเรืองเมื่อถึงบ้านบางระจัน ก็หยุดอยู่ ณ ฝั่งลำธารบางระจัน นายแท่นจัดคนให้รักษาค่ายแล้วนำคน 200 ข้ามแม่น้ำไปรบกับพม่า ทหารพม่าไม่ทันรู้ตัวยิงปืนได้เพียงนัดเดียวชาวไทยซึ่งมีอาวุธสั้นทั้งนั้นก็กรูเข้าไล่ฟันแทงพม่าถึงขั้นตะลุมบอน พลทหารพม่าล้มตายหมดเหลือแต่ตัวนายสองคนขึ้นม้าหนีไปได้ ไปแจ้งความให้นายทัพพม่าที่ค่ายแขวงเมืองวิเศษชัยชาญทราบ และส่งข่าวให้แม่ทัพใหญ่คือเนเมียวสีหบดี ซึ่งตั้งค่ายใหญ่อยู่ ณ ปากน้ำพระประสบทราบด้วย

การรบครั้งที่ 2

เนเมียวสีหบดีจึงแต่งให้งาจุนหวุ่น คุมพล 500 มาตีค่ายบางระจัน นายแท่นก็ยกพลออกรบ ตีทัพพม่าแตกพ่ายล้มตายเป็นอันมาก แม่ทัพพม่าได้เกณฑ์ทหารเพิ่มเป็น 700 คน ให้เยกินหวุ่นคุมพลยกมาตีค่ายบางระจัน ทัพพม่าก็ถูกตีแตกพ่ายอีกเป็นครั้งที่ 2

การรบครั้งที่ 3

เมื่อกองทัพพม่าต้องแตกพ่ายหลายครั้ง เนเมียวสีหบดีเห็นว่าจะประมาทกำลังของชาวบ้านบางระจันต่อไปอีกไม่ได้ จึงเกณฑ์พลเพิ่มเป็น 900 คน ให้ติงจาโบ เป็นผู้คุมทัพครั้งนี้ชาวบ้านบางระจันมีชัยชนะพม่าอีกเช่นครั้งก่อนๆ

การรบครั้งที่ 4

การที่พม่าแพ้ไทยหลายครั้งเช่นนี้ ทำให้พม่าขยาดฝีมือคนไทย จึงหยุดพักรบประมาณ 2-3 วัน แล้วเกณฑ์ทัพใหญ่เพื่อมาตีค่ายบางระจัน มีกำลังพลประมาณ1,000 คน ทหารม้า 60 สุรินจอข่องเป็นนายทัพ พม่ายกทัพมาตั้งที่บ้านห้วยไผ่ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง) ฝ่ายค่ายบางระจันได้จัดเตรียมกันเป็นกระบวนทัพสู้พม่าคือ นายแท่นเป็นนายทัพคุมพล 200 พันเรืองเป็นปีกซ้ายคุมพล 200 ชาวไทยเหล่านี้มีปืนคาบศิลาบ้าง ปืนของพม่าและกระสุนดินดำของพม่า ซึ่งเก็บได้จากการรบครั้งก่อนๆ บ้าง นอกจากนั้นก็เป็นอาวุธตามแต่จะหาได้ ทัพไทยทั้งสามยกไปตั้งที่คลองสะตือสี่ต้น อยู่คนละฟากคลองกับพม่า ต่างฝ่ายต่างยิงตอบโต้กันฝ่ายไทยชำนาญภูมิประเทศกว่า ได้ขนไม้และหญ้ามาถมคลอง แล้วพากันรุกข้ามรบไล่พม่าถึงขั้นใช้อาวุธสั้น พม่าล้มตายเป็นอันมาก ตัวสุรินทรจอข้องนายทัพพม่า ขี่ม้ากั้นร่มระย้าเร่งให้ตีกองรบอยู่กลางพล ถูกพลทหารไทยวิ่งเข้าไปฟันตาย ณ ที่นั้น

ส่วนนายแท่นแม่ทัพไทยก็ถูกปืนที่เข่าบาดเจ็บสาหัสต้องหามออกมาจากที่รบ ทัพไทยกับพม่ารบกันตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ต่างฝ่ายต่างอิดโรย จึงถอยทัพจากกันอยู่คนละฟากคลอง พวกชาวบ้านบางระจันในค่ายก็นำอาหารออกมาเลี้ยงดูพวกทหาร ขณะพม่าต้องหุงหาอาหารและมัวจัดการศพแม่ทัพไม่ทันระวังตัว กองสอดแนมของไทยมาแจ้งข่าว พวกทหารไทยกินอาหารเสร็จแล้วก็ยกข้ามคลองเข้าโจมตีพม่าพร้อมกันทันที ทหารพม่าแตกพ่ายไม่เป็นกระบวน ที่ถูกอาวุธล้มตายประมาณสามส่วน และเสียเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นอันมาก ไทยไล่ติดตามจนใกล้ค่ำจึงยกกลับมายังค่าย กิตติศัพท์ความเก่งกล้าของชาวบ้านบางระจันแพร่หลายออกไปมีชาวบ้านอื่นๆ อพยพครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในค่ายบางระจันเพื่อขึ้นอีกเป็นลำดับ

การรบครั้งที่ 5

พม่าเว้นระยะไม่ยกมาตีค่ายบางระจันอยู่ประมาณ 10-11 วัน ด้วยเกรงฝีมือชาวไทย หลังจากนั้นจึงแต่งทัพยกมาอีกครั้งหนึ่ง มีแยจออากาเป็นนายทัพ คุมทหารซึ่งเกณฑ์แบ่งมาจากทุกค่ายเป็นคนประมาณ 1,000 คนเศษ พร้อมด้วยม้าและอาวุธต่างๆแต่กองทัพพม่านี้ก็ปราชัยชาวบ้านบางระจันแตกพ่ายไป

การรบครั้งที่ 6

นายทัพพม่าครั้งที่ 6 นี้คือ จิกแก ปลัดเมืองทวาย คุมพล 100 เศษ ฝ่ายไทยมีชัยชนะอีกเช่นเคย

การรบครั้งที่ 7

เนเมียวสีหบดีได้แต่งกองทัพให้ยกมาตีค่ายบางระจันอีก ให้อากาปันคยีเป็นแม่ทัพคุมพล 1,000 เศษ อากาปันคยียกกองทัพไปตั้ง ณ บ้านขุนโลก ทางค่ายบางระจันดำเนินกลศึกคือ จัดให้ขุนสรรค์ซึ่งมีฝีมือแม่นปืน คุมพลทหารปืนคอยป้องกันกองทัพม้าของพม่า นายจันหนวดเชี้ยวเป็นแม่ทัพใหญ่คุมพล 1,000 เศษออกตีทัพพม่าและล้อมค่ายไว้ ทหารไทยใช้การรบแบบจู่โจม พม่ายังไม่ทันตั้งค่ายเสร็จก็ถูกโอบตีทางหลังค่าย ทหารพม่าถูกฆ่าตายเกือบหมดเหลือรอดตายเป็นส่วนน้อย แม่ทัพก็ตายในที่รบครั้งนี้ทำให้พม่าหยุดพักรบนานถึงครึ่งเดือน

การรบครั้งที่ 8

การที่พม่าส่งกองทัพมาปราบค่ายบางระจันถึง 7 ครั้ง แต่ต้องแตกพ่ายยับเยินทุกครั้งนั้น ทำให้แม่ทัพใหญ่ของพม่าวิตกมาก เนื่องจากชาวบ้านบางระจันมีกำลังเข้มแข็งขึ้นทุกที และทหารพม่าก็พากันเกรงกลัวฝีมือไทย ไม่มีใครอาสาเป็นนายทัพ ขณะนั้นมีชาวรามัญผู้หนึ่งเคยอยู่เมืองไทยมานาน รู้จักนิสัยคนไทยและภูมิประเทศดี ได้เข้าฝากตัวทำราชการอยู่กับพม่าจนได้รัยตำแหน่งสุกี้ หรือพระนายกอง สุกี้เข้ารับอาสาจะขอไปตีค่ายบางระจัน เนเมียวสีหบดีจึงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพคุมพล 2,000 พร้อมทั้งม้าและสรรพาวุธทั้งปวง สุกี้ดำเนินการศึกอย่างชาญฉลาด เมื่อเวลาเดินทัพไม่ตั้งทัพกลางแปลงอย่างทัพอื่น ให้ตั้งค่ายรายไปตามทาง 3 ค่าย และรื้อค่ายหลังผ่อนไปสร้างข้างหน้าเป็นลำดับ ใช้เวลาถึงครึ่งเดือนจึงใกล้ค่ายบางระจัน สุกี้ใข้วิธีตั้งมั่นรบอยู่ในค่าย ด้วยรู้ว่าคนไทยเชี่ยวชาญการรบกลางแปลง พวกหัวหน้าค่ายบางระจันนำกำลังเข้าตีค่ายพม่าหลายครั้งไม่สำเร็จกลับทำให้ไทยเสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก

วันหนึ่งนายทองเหม็นดื่มสุราแล้วขี่กระบือนำพลส่วนหนึ่งเข้าตีค่ายพม่า สุกี้นำพลออกรบนอกค่าย นายทองเหม็นถลำเข้าอยู่ท่ามกลางข้าศึกแต่ผู้เดียว แม้ว่าจะมีฝีมือสามารถฆ่าฟันทหารพม่ารามัญล้มตายหลายคน แต่ในที่สุดก็ถูกทหารพม่ารุมล้อมจนสิ้นกำลังและถูกทุบตีตายในที่รบ (เล่าขานกันมาว่านายทองเหม็นเป็นผู้รู้ในวิชาคงกระพันชาตรี และมีของขลังป้องกันภยันตราย ฟันแทงไม่เข้า หากจะทำร้ายคนมีวิชาเช่นนี้จะต้องตีด้วยของแข็ง) ทัพชาวบ้านบางระจันเมื่อเสียนายทัพก็แตกพ่าย ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในการรบกับพม่า ทัพพม่ายกติดตามมาจนถึงบ้านขุนโลกใกล้ค่ายบางระจัน แล้วตั้งค่ายมั่นอยู่ ทัพบางระจันพยายามตีค่ายพม่าอีกหลายครั้งไม่สำเร็จก็ท้อถอย สุกี้จึงให้ทหารขุดอุโมงค์เข้าใกล้ค่ายน้อยบางระจัน ปลูกหอรบขึ้นสูงนำปืนใหญ่ขึ้นยิงเข้าไปในค่ายถูกผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ค่ายน้อยบางระจันก็แตกพ่ายลงนอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านบางระจันเสียกำลังใจลงอีกคือ นายแท่นหัวหน้าค่ายที่ถูกปืนที่เข่าบาดเจ็บครั้งที่สุรินทรจอข่องเป็นแม่ทัพยกมาเมื่อการรบครั้งที่ 4 นั้นได้ถึงแก่กรรมลง

ในเดือน 6 ปีจอ พ.ศ. 2309 หัวหน้าชาวบ้านบางระจันคนอื่น ได้พยายามจะนำทัพไทยออกรบกับพม่าอีกหลายครั้ง วันหนึ่งทัพพม่าสามารถตีโอบหลังกระหนาบทัพไทยได้ ขุนสรรค์และนายจันหนวดเขี้ยวได้ทำการรบจนกระทั่งตัวตายในที่รบ ยังเหลือแต่พันเรืองและนายทองแสงใหญ่เป็นหัวหน้าสำคัญ ชาวค่ายบางระจันเห็นว่าตนเสียเปรียบ ผู้คนล้มตายลงไปมาก เหลือกำลังที่จะต่อสู้กับพม่าแล้ว จึงมีใบบอกเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาขอปืนใหญ่ 2 กระบอก พร้อมด้วยกระสุนดินดำเพื่อจะนำมายิงค่ายพม่า ทางพระนครปรึกษากันแล้วเห็นพร้อมกันว่าไม่ควรให้เนื่องจากกลัวว่าพม่าจะแย่งชิงกลางทางบ้าง หรือหากพม่าตีค่ายบางระจันแตก พม่าก็จะได้ปืนใหญ่นั้นมาเป็นกำลังรบพระนคร พระยารัตนาธิเบศร์ไม่เห็นด้วยในข้อปรึกษา จึงออกไป ณ ค่ายบางระจัน เรี่ยไรเครื่องภาชนะทองเหลืองทองขาวจากพวกชาวบ้านหล่อปืนใหญ่ขึ้นมาสองกระบอก แต่ปืนทั้งสองนั้นร้าวใช้ไม่ได้

พระยารัตนาธิเบศร์เห็นว่าการศึกจะไม่เป็นผลสำเร็จจึงกลับพระนคร เมื่อขาดที่พึ่งชาวบ้านบางระจันก็เสียกำลังใจมากขึ้น ฝีมือการสู้รบกับพม่าก็พลอยอ่อนลง บางพวกก็พาครอบครัวหลบหนีออกจากค่าย ผู้คนในค่ายก็เบาบางลง ในที่สุดพม่าก็สามารถตีค่ายใหญ่บางระจันได้ ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนแปด ปีจอ พ.ศ. 2309 รวมเวลาที่ไทยรบกับพม่าตั้งแต่เดือน 4 ปลายปีระกา พ.ศ. 2308 ถึงเดือนแปด ปีจอ พ.ศ. 2309 เป็นเวลาทั้งสิ้น 5 เดือน พม่าได้กวาดต้อนชาวไทยในค่ายบรรดาที่รอดตายทั้งหลายกลับไปยังค่ายพม่า ส่วนพระอาจารย์ธรรมโชติซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยให้กำลังใจให้ชาวบ้านบางระจันสู้รบกับพม่าอย่างห้าวหาญนั้น ไม่ปรากฏว่าท่านมรณภาพอยู่ในค่าย ถูกกวาดต้อน หรือหลบหนีไปได้
 
อนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจัน

ตราประจำจังหวัดสิงห์บุรีในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 แสดงภาพอนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจันกองหัตถศิลป กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการหล่ออนุสาวรีย์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2509 จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะนำไปติดตั้งได้ใน พ.ศ. 2512 โดยกรมศิลปากรสร้างอนุสาวรีย์ไว้ตรงกันข้ามวัดโพธิ์เก้าต้น อยู่ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี หมายเลข 3032 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินมาในวโรกาสเปิดอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า "วีรกรรมในครั้งนั้นเป็นของผู้ที่รักแผ่นดินไทย เป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยทั้งมวล ทั้งในอดีตและปัจจุบันมีกำลังใจและเตือนสติให้มีความสามัคคีและรักษาจิตใจให้เข้มแข็ง เพื่อรักษาประเทศไทยให้ตนเองและเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน....."

ฐานของอนุสาวรีย์มีคำจารึกไว้ว่า "สิงห์บุรีนี่นี้ นามใด สิงห์แห่งต้นตระกูลไทย แน่แท้ ต้นตระกูล ณ กาลไหน วานบอก หน่อยเพื่อน ครั้งพม่ามาล้อมแล้ ทั่วท้องบางระจัน"

จารึกอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน:

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด
ณ วันที่... เดือน... พุทธศักราช ๒๕๑๙

เมื่อเดือนสาม ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘
นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายดอก นายทองแก้ว
นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายเมือง
พันเรือง ขุนสรรค์ และนายอิน
ได้เป็นหัวหน้ารวบรวมชาวบ้านตั้งค่ายต่อสู้พม่าที่บ้านบางระจัน
มีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมบำรุงขวัญ

ตั้งแต่เดือนสี่ ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘ จนถึงเดือนเจ็ด ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๙
วีรชนค่ายบางระจันได้ต่อสู้พม่าด้วยความกล้าหาญและด้วยกำลังใจอันเด็ดเดี่ยว
ยอมสละแม้เลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทย
รบชนะพม่าถึงเจ็ดครั้ง จนพม่าครั่นคร้ามฝีมือ

รัฐบาลและประชาชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้น
เพื่อประกาศเกียรติคุณของวีรชนค่ายบางระจันให้ยั่งยืนชั่วกาลนาน

เรื่องราวของชาวบ้านบางระจัน มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เท่านั้น ไม่ปรากฏในพงศาวดารหรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ฉบับอื่น แม้แต่พงศาวดารร่วมสมัยคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เช่น คำให้การชาวกรุงเก่า หรือแม้แต่ในพงศาวดารของฝ่ายพม่าเองด้วย

ดังนั้น ปัจจุบัน นักวิชาการทางประวัติศาสตร์จึงมีความเชื่อโน้มเอียงไปในทางที่ว่า วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันไม่มีอยู่จริง หรือมีอยู่จริง ก็ไม่ใช่วีรกรรมเพื่อชาติ แต่เป็นไปในลักษณะเป็นชุมนุมป้องกันตนเองจากผู้รุกราน และก็มีชุมนุมลักษณะนี้มากมาย ไม่เพียงเฉพาะบ้านบางระจัน และการต่อต้านทัพพม่าของชาวบ้านบางระจันก็ไม่น่ายาวนานถึง 5-6 เดือน น่าจะไม่เกิน 3 เดือน



เพื่อพ้องเพื่อน กูจะสู้หลังชนฝา
เพื่อลูกเมีย กูจะสู้สุดใจกล้า
เพื่อพี่น้อง กูจะสู้สุดแรงหล้า
เพื่อบ้านเมือง กูจะสู้จนสิ้นเลือดหยดสุดท้าย


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ นักรบแห่งบ้านบางระจัน
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "บางระจันวันเพ็ญ" ในชุด เซียมหล่อตือ


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #24 เมื่อ: 26 ตุลาคม, 2552, 16:56:07 »





องค์ดำ

อัดอั้นตันใจ ที่เห็นคนไทยถูกหยามมิ่น
พม่ามายึดแผนดิน โดยมีบิดาให้ท้าย
เพื่อชนชาติปฐพี เพื่อศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
วันนี้สู้ทนขวนขวายพิชัยสงครามให้ชำนาญ ให้ชำนาญ

ลูกกษัตริย์ขัดติยา ถูกพม่าขัดไปจำนำ
แม้หัวอกต้องชอกชำ แต่จิตรใจมั่งคงห้าวหาญ
เพื่อคอยลบคำว่าเมืองขึ้น กลับคืนเมืองไทยตลอดกาล
ไม่วาดหวังปาฏิหาริย์  แต่ต้องพลิกผันด้วยมือองค์ดำ กระทำยุทธหัตถี

องค์พระนเรศ ใครว่าวิเศษจากฟากฟ้า
ด้วยความมุ่งมั่นวิริยะอา อุสาหะกู้ชาติไทย
ผู้ยิ่งใหญ่เหนือสิบทิศ ผู้พิชิตศัตรูพ่าย
ก่อวีรกรรมที่ชนชาวไทย เถิดทูนไว้ในดวงใจ
เถิดทูนพระองค์ดำ เถิดทูนพระองค์ดำ เถิดทูนพระองค์ดำ

เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันเถิด
ให้เป็นเกียรติยศ สืบกาลปาวสานแห่งกษัตริย์ชนช้างเหมือนอย่างเรา จะไม่มีแล้ว
 


<a href="http://www.youtube.com/v/hblJh3oZccI&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/hblJh3oZccI&amp;hl</a>
ฟังเพลง องค์ดำ จาก คาราบาว


สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ (พระนเรศวรมหาราช) มีพระนามเดิมว่าพระองค์ดำพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตริย์ (พระราชธิดาของสมเด็จพระศรีสุริโยทัยและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) พระองค์เสด็จพระบรมราชสมภพเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลกทรงมีพระเชษฐภคิณีคือ พระสุพรรณกัลยา ทรงมีพระอนุชาคือ สมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ขาว) และทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระนามของพระองค์ปรากฏในลายลักษณ์อักษรหลายฉบับ เช่น พระนเรศ วรราชาธิราช, พระนเรสส, องค์ดำ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพระนาม นเรศวรได้มาจากที่ใด สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เพี้ยนมาจาก สมเด็จพระนเรศ วรราชาธิราช มาเป็น สมเด็จพระนเรศวร ราชาธิราช เสด็จขึ้นครองราชเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ รวมพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา

ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติไทย พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก และได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคทางด้านตะวันออก ทางด้านทิศใต้ตลอดไปถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทยใหญ่บางรัฐ

พระองค์ได้ทำสงครามเข้าไปในประเทศที่เป็นข้าศึกของไทย ในทุกทิศทาง จนประเทศไทยอยู่เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงคราม เป็นระยะเวลายาวนาน พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นทั้งปวงของพระองค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและคนไทยทั้งมวล ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอด มิได้ว่างเว้น แม้แต่เมื่อเสด็จสวรรคต ก็เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทย นับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์ เพื่อชาติบ้านเมืองโดยสิ้นเชิง สมควรที่ชาวไทยรุ่นหลังต่อมา ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และจดจำวีรกรรมของพระองค์ เทิดทูนไว้เหนือเกล้า ฯ ไปตราบชั่วกาลนาน

พระราชประวัติเมื่อทรงพระเยาว์และการศึกษาในหงสาวดี

ตลอดระยะเวลาในวัยเยาว์ของพระนเรศวรทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเมืองพิษณุโลกยอมอ่อนน้อมต่อแห่งหงสาวดี และทำให้พิษณุโลกต้องแปรสภาพเป็นเมืองประเทศราชหงสาวดีไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองได้ทรงขอพระนเรศวรไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดี ทำให้พระองค์ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่มีพระชนม์มายุเพียง ๙ พรรษา

นอกจากพระองค์แล้วยังมีองค์ประกันจากเมืองอื่น ๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีเป็นจำนวนมาก พระเจ้าบุเรงนองนั้นทรงให้เหล่าองค์ประกันได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอย่างดี พระนเรศวรทรงใช้เวลา ๘ ปีเต็มในหงสาวดีศึกษายุทธศาสตร์ของพม่า พระองค์ทรงศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชาการรบทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษา ทั้งภายในราชสำนักไทย และราชสำนักพม่า มอญ และได้ทราบยุทธวิธีของชาวต่างชาติต่าง ๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดีเป็นอย่างดี เช่น ชาวโปรตุเกส สเปน หรือชาวพม่าเอง ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมในการทำศึกได้เป็นเลิศ ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้ ได้แก่ การใช้คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธีการรบแบบกองโจร

พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป นอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมาย หลักการรุก การออมกำลัง และการรวมกำลัง การดำเนินกลยุทธ ความเด็ดขาดในการบังคับบัญชา การระวังป้องกัน การจู่โจม ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด เนื่องจากการที่พระองค์มีชีวิตอยู่ในฐานะองค์ประกันทำให้ทรงมีความกดดันสูงจากมังกะยอชวา (พระราชโอรสในพระเจ้านันทบุเรง) จึงทรงมีแรงผลักดันที่จะกอบกู้อิสรภาพให้กับบ้านเมืองของพระองค์ เช่น จากการชนไก่ของพระองค์กับมังกะยอชวา เป็นต้น รวมทั้งการเหยียดหยามว่าเป็นเชลย จากพวกพม่าด้วย

พระยศสมเด็จพระมหาอุปราช

หลังจากที่พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๒ มะเส็งศก วันอาทิตย์ เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ และได้สถาปนาสมเด็จพระมหาธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราชของหงสาวดีต่อไป หลังจากนั้น พระนเรศได้หนีกลับมาไทยโดยที่บุเรงนองยินยอมด้วยอันเนื่องมาจากพระสุพรรณกัลยาได้ขอไว้ หลังจากที่พระองค์ดำกลับมากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ทรงพระราชทานนามให้ว่า พระนเรศวร และโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระมหาอุปราชไปปกครองเมืองพิษณุโลก ทรงปกครองเมืองอย่างดีและทรงเริ่มเตรียมการที่จะกอบกู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยา

การประกาศอิสรภาพ

ปี พ.ศ. 2126 พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ จึงแข็งเมือง พร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปรเจ้าเมืองตองอู และเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย ให้ยกทัพไปช่วย ทางไทย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126 พระองค์ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่า ทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย จึงสั่งให้พระมหาอุปราชา คุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้ ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับ และหาทางกำจัดเสีย และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมาก และทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด ให้พระยาเกียรติและพระยาราม คุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง ช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้ พระยาเกียรติกับพระยาราม เมื่อไปถึงเมืองแครงแล้ว ได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉ่อง ผู้เป็นอาจารย์ของตน ทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวร เคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน

กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127 โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้า ฯ สมเด็จพระนเรศวร จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสาร จึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยาราม กราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ก็ทรงมีพระดำริเห็นว่า การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้ว จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่อง และพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม ณ ที่นั้นทราบว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า

"ข้าแต่เทพยดาฟ้าดินทั้งหลาย อันมีมหิทธิฤทธิและทิพจักขุ ทิพโสต ซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศ จงเป็นทิพยาน ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่โดยครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำภยันอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป กรุงพระมหานครศรีอยุธยากับเมืองหงสาวดี มิได้เป็นสุวรรณปฐพีเดียวดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไป ตราบเท่ากัลปาวสาน"

จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่า แล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ เมื่อจัดกองทัพเสร็จ ก็ทรงยกทัพจากเมืองแครง ไปยังเมืองหงสาวดี เมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6

ฝ่ายพระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติ พระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ได้ทราบความว่า พระเจ้ากรุงหงสาวดีมัชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้ จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทย ที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อน ให้อพยพกลับบ้านเมือง ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษ ให้ยกล่วงหน้าไปก่อน พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง

ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับ จึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง ยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ สมเด็จพระนเรศวรก็ให้ทหารเอาปืนหามแล่น คาบศิลา นกสับระดมยิงไป ก็ยิงไม่ถึง สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ (2 เมตรกว่า) ยิงถูกสุรกรรมา แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นเป็นอัศจรรย์ด้วยแม้น้ำสะโตงนั้นกว้างใหญ่เกินกำลังปืนจะยิงถึง และแม่ทัพฝ่ายตนถึงแก่ความตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี

พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ในคราวเสียกรุงศรีอยุธาครั้งที่ 2 พระแสงปืนได้สูญหายไป เมื่อรัชกาลที่ 1 ขึ้นครองราชย์จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระแสงปืนจำลองขึ้น แต่ที่แปลกคือสร้างเป็นปืนคาบศิลา

สมเด็จพระนเรศวรพาพรรคพวกยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา ในการยกกำลังกลับครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา อาจต้องปะทะกับกองทัพของพระเจ้านันทบุเรง และมีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง พระองค์จึงนำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้ มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา

เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชา ที่สมเด็จอริยวงศ์ และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศ ได้พระราชทานพานทอง ควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้น และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึก ให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา

ยุทธหัตถี

นับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพเป็นต้นมา หงสาวดีได้เพียรส่งกองทัพเข้ามาหลายครั้ง แต่ก็ถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาตีแตกพ่ายไปทุกครั้ง เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๓ พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๑๓๓ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ และโปรดเกล้า ฯ ให้พระเอกาทศรถ พระอนุชา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช แต่มีศักดิ์เสมอพระมหากษัตริย์อีกพระองค์

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากหงสาวดี และได้ทำสงครามกับอริราชศัตรูทั้งพม่าและเขมร จนราชอาณาจักรไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคง ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลกว่าครั้งใดในอดีตที่ผ่านมา งานสงครามในรัชสมัยของพระองค์ ทั้งในดินแดนไทยและดินแดนข้าศึก ได้ชัยชนะทุกครั้ง ทรงมีพระปรีชาสามารถในการนำทัพ ทรงริเริ่มนำยุทธวิธีแบบใหม่มาใช้ในการทำสงคราม และเปลี่ยนแนวความคิดจากการตั้งรับมาเป็นการรุก และริเริ่มการใช้วิธีรบนอกแบบ

การสงครามกับพม่าครั้งสำคัญที่ทำให้พม่าไม่กล้ายกทัพมารุกรานไทยอีกเลย เป็นเวลาเกือบสองร้อยปีคือ สงครามยุทธหัตถี เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๕ นั่นคือเมื่อหงสาวดีนำโดยพระมหาอุปราชามังสามเกียดยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง สมเด็จพระนเรศวรก็นำทัพออกไปจนปะทะกันที่หนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี บ้างก็ว่าจังหวัดกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนกระทั่งสามารถเอาพระแสงง้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้างนั่นเอง วันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีนี้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดให้วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีเป็นวันยุทธหัตถี เป็นวันรัฐพิธี

ในปี พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวร ทรงทราบว่า พม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมก ไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่า ท้าวอู่ทอง และตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรง ช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบ ไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงาคือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้ว หรือ เคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่า หลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์ และจาตุรงค์บาท เท่านั้นที่ติดตามไปทัน สมเด็จพระนเรศวร ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าเท้าพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรง ของสองพระองค์หลงถลำเข้ามา ถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบ ของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็น การเสียเปรียบข้าศึก จึงไสช้างเข้าไปใกล ้แล้วตรัสถาม ด้วยคุ้นเคย มาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า

"เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม ขอเชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันเถิด
ให้เป็นเกียรติยศ กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างอย่างเราไม่มีอีกแล้ว"


พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอ เข้าชน เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลักพระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวร ทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพ ชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวร ทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวาสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้างส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงฟันเจ้าเมืองจาปะรีเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายก มากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

สวรรคต

พ.ศ. ๒๑๓๗ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงก็ให้พระเจ้าแปรมาตีกรุงศรีอยุธยาแต่ก็แตกทัพกลับไป พ.ศ. ๒๑๔๒ เสด็จฯออกไปตีกรุงหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีหนีไปเมืองตองอู กองทัพอยุธยาตามไปถึงเมืองตองอูแต่ขาดเสบียง พ.ศ. ๒๑๔๗ ยกกองทัพหลวง ๑๐๐,๐๐๐ นายออกจากกรุงศรีอยุธยาไปตีกรุงอังวะ ผ่านทางเมืองเชียงใหม่ โดยแรมทัพอยู่ที่เมืองเชียงใหม่เป็นเวลา ๑ เดือน ระดมทหารในดินแดนล้านนาสมทบอีก ๑๐๐,๐๐๐ นาย และทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นทัพหน้าออกเดินทางไปรับไพร่พลทหารล้านนาที่เมืองฝาง (อำเภอฝาง เชียงใหม่) หลังจากนั้นกองทัพหลวงจึงกรีฑาทัพออกจากเมืองเชียงใหม่ไปยัง เมืองนายและกรุงอังวะ ครั้นกองทัพหลวงเดินทัพอยู่ระหว่างเมืองเชียงใหม่กับแม่น้ำสาละวิน

ครั้นถึง เมืองหลวง หรือเมืองห้างหลวง หรือเมืองห่างหลวง หรือเมืองหางหลวง อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองเชียงใหม่และเป็นเมืองอยู่ชายพระราชอาณาเขตในสมัยนั้น เมื่อปลายเดือน ๕ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๔๘ ได้เสด็จฯ ประทับแรมอยู่ ณ ตำบลทุ่งดอนแก้ว (ขณะที่กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถอยู่ที่เมืองฝางหรืออำเภอฝาง เชียงใหม่) เกิดประชวรเป็นหัวละลอกขึ้น (บ้างว่าถูกตัวสัตว์พวกแมลงมีพิษต่อย) ที่พระพักตร์แล้วเลยเป็นบาดพิษจนเสด็จสวรรคต ณ เมืองห้างหลวง หรือ เมืองหางวันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ พ.ศ. ๒๑๔๘ เรื่องวันสวรรคตนี้มีรายละเอียดกล่าวต่างกัน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวว่า เสด็จสวรรคตวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ เพลาชายแล้ว ๒ บาท ปีมะเส็ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์คำนวณแล้วตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๑๔๘ ในหนังสือ A History of Siam ของ W.A.R. Wood กล่าวว่าสวรรคตวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๐๕ (พ.ศ. ๒๑๔๘) พระชันษาได้ ๕๐ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี..วันสวรรคตนี้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้วันที่ ๒๕ เมษายน ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นวันรัฐพิธี

พระราชกรณียกิจ

พ.ศ. 2113 เสด็จออกร่วมรบกับทหารโดยขับไล่กองทัพเขมรได้สำเร็จ
พ.ศ. 2114 ได้รับสถาปนาให้ปกครองเมืองพิษณุโลก เมื่อพระชนมายุ ๑๖ พรรษา
พ.ศ. 2117 เสด็จไปรบที่เวียงจันทน์ เผอิญทรงประชวรเป็นไข้ทรพิษจึงเสด็จกลับ
พ.ศ. 2121 ทรงทำสงครามขับไล่พระยาจีนจันตุออกไปจากกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. 2127 ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และกวาดต้อนคนไทยกลับพระนคร
พ.ศ. 2127-พ.ศ. 2130 พม่ายกกองทัพมาตีไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ถูกไทยตีแตกพ่ายกลับไป
พ.ศ. 2133 ทรงเสด็จครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา
พ.ศ. 2135 ทรงทำสงครามยุทธหัตถี จนมังกะยอชวา สิ้นพระชนม์
พ.ศ. 2136 ทรงยกกองทัพไปตีเขมรและจับพระยาละแวกทำพิธีปฐมกรรม
พ.ศ. 2138 และ พ.ศ. 2141 ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงหงสาวดี ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒
พ.ศ. 2148 ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงอังวะ โดยยกทัพหลวง ๑๐๐,๐๐๐ นาย ออกจากอยุธยา ไปทางเมืองเชียงใหม่ และแรมทัพในเชียงใหม่ ๑ เดือน เพื่อรอการระดมทหารล้านนาเข้าสมทบอีก ๑๐๐,๐๐๐ คนเมื่อยกทัพหลวงออกจากเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปยัง เมืองนาย ครั้นกรีฑาทัพช่วงระหว่างเมืองเชียงใหม่กับแม่น้ำสาละวิน และไปถึงเมืองหลวง หรือ เมืองห้างหลวง หรือเมืองห่างหลวง หรือเมืองหางหลวง ก็ทรงพระประชวรโดยเร็วพลัน เป็นหัวละลอกขึ้นที่พระพักตร์ และเสด็จสวรรคต ณ เมืองหลวง ตำบลทุ่งดอนแก้ว ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๑๔๘ พระชนมายุ ๕๐ พรรษา ครองราชย์สมบัติได้ ๑๕ ปี





" เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันเถิด
ให้เป็นเกียรติยศ สืบกาลปาวสานแห่งกษัตริย์ชนช้างเหมือนอย่างเรา จะไม่มีแล้ว"


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "องค์" ในชุด โฮะ


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #25 เมื่อ: 28 ตุลาคม, 2552, 17:21:10 »



นายขนมต้ม

ชีวิตคำเค็ญ จำเป็นต้องมีวิชา
ทุ่มเทกายา รบสึกพม่าสุดใจ
มันเกิดความเเค้นที่อัดฝังแน่หนอลูกผู้ชาย
พ่อแม่พี่สาวเราตายด้วยปลายคมดาบศัตรู

ครูสอนเชิงมวยก็เพียงชายพเนจร
นกไร่ลังนอนเฝ้าสอนให้ข้าเรียนรู้
ดูเจ้าเด็กวัดฝึกหัดชกมวยตำราต่อสู้
ชาวบ้าน บ้านกลุ่มต่างรู้ว่าฟ้าส่งแช่งมาเกิด

แม่ช่อมะขามความงานของบ้านป่าโมก
ผู้คอยร่วมทุกข์ร่วมโศก คนรักสุดแสนประเสริฐ
ออดศึกครั้งนี้หากแม้เสียทีไม่เสียชาติเกิด
เจ้าจงรับรู้ข้าเถิด ข้ารักเจ้าหมดหัวใจ

แก่งแย่งชิงดียังมีอยู่ทุกสังคม
นายขนมต้มพบความขมขื่นมากมาก
มีแต่เชิงมวยที่พอต่อชีพให้พอรอดตาย
ชีวิตของลูกผู้ชายผู้กลายมาเป็นตำนาน



<a href="http://www.youtube.com/v/mfRAFaW8ihY&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/mfRAFaW8ihY&amp;hl</a>
ฟังเพลง นายขนมต้ม จาก คาราบาว


นายขนมต้ม

นายขนมต้ม ลูกชายของนายเกิดและนางอี่ ชาวบ้านกุ่ม แขวงขุนเสนา มีพี่สาวชื่ออีเอื้อย ทั้งสามถูกพม่าฆ่าตายตั้งแต่ขนมต้มยังเด็ก จึงอาศัยอยู่กับหลวงตาคง วัดปีกกาจนเติบใหญ่ นายขนมต้มถูกอ้ายดำรังแก แต่มี ชายนิรนาม ช่วยไว้ ทำให้ขนมต้มเห็นคุณค่าของแม่ไม้มวยไทย จึงขอร้องให้ชายนิรนามสอนให้แต่ถูกปฏิเสธ

นายสอนและ อ้ายดำ ขอท้ามวยกับชายนิรนาม ถึงสองครั้งสองคราแต่ถูกปฏิเสธ ขนมต้มขอสู้กับอ้ายดำและเป็นฝ่ายชนะ นายสอนผู้เป็นพ่อจึงขอแก้มือ และทำให้รู้ว่า ชายนิรนามคือคนที่เขาตามหา หวังให้ร่วมรับศึกกับพม่า ทำให้ทั้งหมดร่วมใจกันคิดสู้พม่า และหลังจากนั้น ขนมต้มกับอ้ายดำ ก็เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่นั้นมา

จากนั้น ขนมต้มได้ลาหลวงตาคง เดินทางร่วมกับอ้ายดำไปป่าโมก เพื่อฝึกวิชามวยเพิ่ม โดยขนมต้มไปอาศัยอยู่กับ ทองอยู่ และนางยมซึ่งเป็นญาติ ขณะที่อ้ายดำไปหาครูเสา

ข่าวข้าศึกพม่าประชิดกรุงศรีฯ และจะมีทัพพม่าผ่านทางป่าโมก พันเพชร กับ ครูสุก ได้วางแผนดัน อ้ายเปลว เป็นนายทัพ โดยเรียกครูเสากับทองอยู่มาประชุม ครูเสาได้ต่อว่าครูสุก ที่ให้อ้ายเปลวออกไปรบกับพม่า โดยไม่ให้พวกตนไปด้วย ครูสุกบอกว่าพวกครูเสาเป็นเพียงทัพหลัง หาใช่ดั่งอ้ายเปลว ที่เป็นเหมือนนายทัพ และกล่าวว่าหากคิดว่ามีฝีมือดีก็ลองดู...

วันต่อมา อ้ายดำและ อ้ายเทียบ นำพวกแอบซุ่มโจมตีฆ่าพม่าได้ยี่สิบคน แต่อ้ายดำได้รับบาดเจ็บ ครูสุกจึงมีความโกรธแค้น ที่อ้ายดำและอ้ายเทียบพร้อมพรรคพวก ทำได้เช่นเดียวกับอ้ายเปลว อีกทั้งทราบข่าวว่า ขนมต้มกับออนุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายสอดแนม กำลังเดินทางไปกรุงศรีฯ จึงตามไปดักรอในป่าที่โพงเพง เมื่อประจันหน้ากันแล้ว ครูสุกได้ใช้แม่ไม้มวยไทยกับขนมต้มจนได้รับบาดเจ็บ และฆ่าออนุ่นตาย เหตุเพราะต้องการทราบว่า ขนมต้มเรียนแม่ไม้มวยไทยมาจากใคร เพราะคนๆ นั้นคือคนที่ครูสุกตามหาอยู่ อีกทั้งหมายจะฆ่าขนมต้มด้วย แต่ชายนิรนามมาช่วยไว้ทัน

เมื่อทุกคนทราบว่า ครูสุกดักทำร้ายขนมต้มและฆ่าออนุ่นตาย จึงมีความโกรธแค้นและยกพวกมาจับครูสุก ครูสุกขัดขืนและหนีไป ส่วนอ้ายเปลวโดนจับและกักตัวไว้ แต่ จั๊กกะจั่นแอบมาช่วยให้อ้ายเปลวหนีไป

หลังจากทุกคนทราบว่า ครูสุกและอ้ายเปลวหักหลังคนไทยด้วยกัน โดยอ้ายเปลวนำทัพพม่าบุกป่าโมก จึงให้ขนมต้มกับอ้ายมิ่งขึ้นกรุงศรีฯ ขออาวุธและทหารมาช่วย แต่ระหว่างทาง เจอครูสุกดักรอขอประลองมวย ครูสุกแพ้จึงคิดใช้ดาบฆ่าขนมต้ม แต่ชายนิรนามมาช่วยไว้ทัน และฟันครูสุกคอขาดกระเด็น จากนั้นทั้งสองจึงเดินทางต่อ แต่ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ฝ่ายป่าโมก โดนพม่าซึ่งมีอ้ายเปลวเป็นคนนำทัพโจมตี ทำให้นายสอน, ครูทองอยู่, ครูเสา, จั๊กกะจั่น, มะขาม, อ้ายดำ ตายสิ้น รวมทั้งพันเพชรด้วย ทำให้อ้ายเปลวเกิดความละอายใจ และด้วยความแค้น จึงวิ่งไล่ฆ่าพม่าและคนไทยด้วยกันโดยไม่ยั้งคิด กรรมตามสนองอ้ายเปลวคนขายชาติ มังทอคะยา  สั่งจับอ้ายเปลวเป็นเชลย รวมกับคนไทยคนอื่นด้วย

ที่ค่ายกักกัน มีการเกณฑ์เชลยไทยมาสร้างเจดีย์หลวง ตามความประสงค์ของพระเจ้ามังระ  ขนมต้มกลายเป็นเชลยศึก และเมื่อทราบเรื่องราวต่างๆ จากอ้ายโตจึงเกิดความเดือดดาล เมื่อเจอกับอ้ายเปลว ทั้งคู่จึงต่อสู้กันด้วยลีลาแม่ไม้มวยไทย แต่ มังสุรนาถ มาห้ามไว้และกล่าวว่า เหตุใดคนไทยจึงชอบมีเรื่องวิวาทกัน และสั่งให้ทั้งสองสู้กัน หากใครแพ้จะถูกบั่นหัวเสียบประจาน ผลออกมาขนมต้มเป็นฝ่ายชนะ เพื่อไม่ให้เป็นการขายหน้าแผ่นดินไทย ขนมต้มจึงต่อยอ้ายเปลวจนตาย ตายด้วยน้ำมือคนไทยด้วยกัน ดีกว่าถูกพม่าบั่นคอเสียบประจาน

ตราบจนถึงวาระที่พระเจ้ามังระจัดฉลองพระเจดีย์ จึงได้มีพระราชโองการให้เบิกตัวนายขนมต้มจากที่คุมขัง มาแสดงฝีมือมวยไทยหน้าพระที่นั่ง โดยมีเดิมพันว่า หากขนมต้มแพ้จะถูกบั่นคอ แต่หากชนะขนมต้มประสงค์สิ่งใดก็ทูลขอได้ การต่อสู้มวยไทยของขนมต้ม เป็นไปตามลีลาแม่ไม้มวยไทยที่เป็นต้นตำรับขนานแท้ จนเอาชนะพม่าได้ถึงสิบคน ในเวลาเพียงกะลายังไม่จมน้ำ

พระเจ้ามังระทรงให้รางวัลแก่ขนมต้ม เป็นนางสนมถึงสองคนเพื่อไปทำเมีย แต่ขนมต้มปฏิเสธและทูลขอให้พระเจ้ามังระ ทรงพระราชทานอภัยโทษแก่คนไทยได้เป็นอิสระ ไม่ตกเป็นเชลยของพม่าอีกต่อไป พระเจ้ามังระเป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ทรงปลดปล่อยคนไทยเป็นอิสระจากการตกเป็นเชลยศึกของพม่า และทรงตรัสชมขนมต้มว่า “คนไทยนี้มีพิษสงรอบตัว แม้มือเปล่ายังเอาชนะคนได้ถึงเก้าคนสิบคน นี่หากว่ามีเจ้านายดี มีความสามัคคีกัน ไม่ขัดขากันเอง และไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัว และโคตรตระกูลแล้ว ไฉนเลยกรุงศรีอยุธยาจะเสียทีแก่ข้าศึก ดั่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้”

มวยไทยศิลปประจำชาติอันอาจเกิดมาพร้อม ๆ กับชาติไทย แต่เดิมฝึกฝนอยู่แต่ในหมู่ทหารเพื่อใช้ในการรบประชิดตัวประกอบกับการใช้ดาบสองมือ และมือเดียว เมื่อว่างจากการสงครามก็จะมีการชกมวยกันเพื่อความสนุกสนาน ในสมัยอยุธยาตอนต้น นักมวยไทยที่มีชื่อเสียงมาก คือ นายขนมต้ม ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น พระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ พระเจ้าตากสิน และพระยาพิชัยดาบหัก ชกกันด้วยการคาดเชือก คือใช้เชือกเป็นผ้าพันมือ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีเวทีมวยที่จัดให้มีการแข่งขัน เช่น เวทีสวนเจ้าเชษฐ และเวทีสวนกุหลาบ สมัยแรก ๆ ก็ยังชกกันด้วยการคาดเชือก และเปลี่ยนเป็นสวมนวมชก จนถึงปัจจุบัน




แก่งแย่งชิงดียังมีอยู่ทุกสังคม
นายขนมต้มพบความขมขื่นมากมาก
มีแต่เชิงมวยที่พอต่อชีพให้พอรอดตาย
ชีวิตของลูกผู้ชาย ผู้กลายมาเป็นตำนาน


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ นายขนมต้ม
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "นายขนมต้ม" ในชุด เดอะแมน ซิตี้ ไลอ้อน


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #26 เมื่อ: 25 มีนาคม, 2553, 20:08:21 »



จ่าเพียรขาเหล็ก

วันเวลาคนเราไม่ยั่งยืน ถ้ารื้อฟื้นคืนได้ก็จะดี
ฉันอยากให้ใบไม้ใบนี้ ได้หวนคืนสู่โคนต้นตน
หนทางแห่งนักรบนักสู้ ครั้งยังอยู่เทือกเขาบูโด
มิตรเป็นล้านศัตรูเป็นโหล พุทโธ่เอยขอย้ายไม่ได้ผล

เขาขอแค่รักษาชีวิตตน มีใครบ้างไม่รักตัวกลัวตาย
อยู่เมืองใหญ่สบายจนล้นพ้น แต่ยังมีจ่าเพียรอีกกี่คน
ทนอยู่ป่ารักษาอธิปไตย ในสังคมที่การเมืองเสื่อมเกียรติ
ทำความดีจึงไม่มีใครสน ตายไปก็แค่เป็นวีรชน
คนกี่คนแล้วที่ถูกลืม ...

แต่อย่าลืม~ม จ่าเพรียนขาเหล็ก
นายตำรวจเล็กๆ แห่งบันนังสตา
วีรกรรมยิ่งใหญ่ แต่ลมหายใจไร้ค่า
เขาจากจำด้วยน้ำตา ของภรรยาและลูกชาย
ถึงทำดีไม่มีใครมอง แต่ต้องทำหน้าทีให้บรรลุ

จ่าเพียรย้ำเตือนเหมือนคำครู ผู้ร่วมงานต่างจดจำขึ้นใจ
ในความกล้าหาญเสียสระ มีเมตตาเข้าหาประชาชน
แต่สังคมกลับไร้เหตุผล ชีวิตคนหนึ่งคนยังขอกันไม่ได้

สังคงช่างไร้เหตุผล ขอชีวิตตนยังขอไม่ได้
สังคงช่างไร้เหตุผล ขอชีวิตตนเขายังไม่ให้

ขอขวัญกำลังใจ จงเพียรคืนมาสู่กรมตำราจ
ขอขวัญกำลังใจ จงคืนมาสู่ครอบครัวของจ่าเพียร


 
<a href="http://www.youtube.com/v/DXqvSEKm8QA&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/DXqvSEKm8QA&amp;hl</a>
ฟังเพลง จ่าเพียรขาเหล็ก จาก คาราบาว


พลตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา (6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 — 12 มีนาคม พ.ศ. 2553) เป็นอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา รับราชการตำรวจตั้งแต่เป็น พลตำรวจ จนถึงยศ พันตำรวจเอก และได้รับพระราชทานยศพลตำรวจเอกเป็นกรณีพิเศษ ได้ฉายาว่า จ่าเพียร นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด และ จ่าเพียร ขาเหล็ก จากการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลากว่า 30 ปี กระทั่งเคยได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


ประวัติและการรับราชการ

พล.ต.อ.สมเพียร เกิดที่ตำบลวังใหญ่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา  จบการศึกษาจาก โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา เมื่อ พ.ศ. 2513 (นพต. รุ่น 15) เริ่มต้นชีวิตรับราชการตำรวจที่ สภอ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งในขณะนั้น พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเคลื่อนไหวของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ทำให้ภาครัฐต้องระดมสรรพกำลัง ทั้งทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เข้าไปแย่งชิงมวลชน และดูแลความสงบเรียบร้อย หลายครั้งที่เกิดการปะทะ ทำให้มีการสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย เคยต่อกรกับกลุ่มที่ยืนตรงข้ามกับรัฐแทบทุกกลุ่ม ทั้งโจรจีนคอมมิวนิสต์ ขบวนการโจรก่อการร้าย และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เคยผ่านการยิงปะทะมาแล้วนับร้อยครั้ง สามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธปืน และที่พักเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลในการนำกำลังเข้าปะทะกับโจรก่อการร้ายดังกล่าว ทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัสถึง 8 ครั้ง

เมื่อปี พ.ศ. 2519 พล.ต.อ.สมเพียร ในขณะที่ยังมียศ จ.ส.ต. เปิดฉากยิงปะทะกับขบวนการโจรก่อการร้าย กลุ่มนายลาเตะ เจาะปันตัง ที่จับตัวตำรวจและครอบครัวไปเรียกค่าไถ่ที่เทือกเขาเจาะปันตัง อำเภอบันนังสตา ผลจากการปะทะเขาถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาซ้ายและหน้าอก ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งรักษาตัว รพ.ศูนย์ยะลา และจากการปะทะในครั้งนี้ทำให้ขาข้างซ้ายแทบพิการ

ปี พ.ศ. 2526 ยิงปะทะกับขบวนการโจรก่อการร้าย กลุ่มนายคอเดร์ แกแตะ กับพวกประมาณ 30 คนที่ อำเภอสะบ้าย้อย จ.สงขลา ถูกยิงที่ต้นขาขวากระสุนฝังใน

ปี พ.ศ. 2550 พล.ต.อ.สมเพียร กลับสู่บันนังสตา มารับตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ติดยศ พ.ต.อ. ในขณะที่แผ่นดินกำลังลุกเป็นไฟ กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ สามารถจัดตั้งแนวร่วมฯ และกองกำลังรบขนาดเล็ก (RKK) เพื่อใช้ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ ให้ได้รับความสูญเสียเป็นจำนวนมาก ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ถูกลอบยิง วางระเบิด ฆ่าตัดคอ ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง นับเป็นงานที่หนักและท้าทายอย่างมาก แม้รูปแบบการก่อความไม่สงบของกลุ่มคนร้ายได้ปรับเปลี่ยนไปจากเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วมาก แต่อาศัยเป็นผู้ชำนาญในพื้นที่มาก่อน และมีแหล่งข่าวเก่าที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต จึงไม่เกินความสามารถที่จะที่จะสืบเสาะหาแหล่งกบดาน และติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ และหลังจากเข้ามารับตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตาได้ไม่นาน วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ได้ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเข้าปิดล้อมตรวจค้น และยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้ายที่บ้านเตี๊ยะ หมู่ 5 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา กลุ่มนายสุริมิง เปาะสา ที่ก่อเหตุร้ายในพื้นที่หลายครั้ง ผลการปะทะ ทำให้กลุ่มคนร้ายเสียชีวิต 6 ราย สามารถยึดอาวุธปืนสงครามและยุทธภัณฑ์ได้เป็นจำนวนมาก

วันที่ 18 สิงหาคม 2550 สนธิกำลังเข้าติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายในพื้นที่หมู่บ้านตะโล๊ะซูแม อ.กรงปินัง จ.ยะลา ได้ยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย 5 นาที คนร้ายเสียชีวิต 1 คน ยึดอาวุธปืนพกขนาด 11 มม. 1 กระบอก

วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าทำการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้าย ที่หมู่ 2 บ้านกือลอง ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เกิดการปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย ประมาณ 20 นาที ฝ่ายคนร้ายเสียชีวิตใน ที่เกิดเหตุจำนวน 2 ราย ยึดอาวุธปืนพกได้ 1 กระบอก พร้อมยุทธภัณฑ์จำนวนหนึ่ง

วันที่ 29 มกราคม 2551 สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง จัดกำลังเข้าไปติดตามจับกุมคนร้ายในพื้นที่ หมู่บ้านบูกาซาแก่ หมู่ 1 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.ยะลา เกิดการยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย เป็นเหตุให้ จ.ส.ต.ศรศักดิ์ รักนาย ผบ.หมู่ (ป.) สภ.บันนังสตา ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต และฝ่ายคนร้ายถูกยิงเสียชีวิตจำนวน 1 ราย ทราบชื่อ นายสุไลมาน อภิบาลแบ เป็นผู้ต้องหาสำคัญตามหมายจับของศาล จังหวัดยะลาหลายคดี

วันที่ 19 เมษายน 2551 โดยในวันที่ 18 เมษายน 2551 ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มของนาย หะยีสการียา หะยีสาเมาะ แกนนำสำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบ กับพวกประมาณ 13 คน ได้ปรากฏตัว และหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ บ้านตือระ หมู่ที่ 8 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา จึงได้สนธิกำลัง 3 ฝ่าย เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งการเข้าไปปฏิบัติการกระทำได้ยากลำบาก เนื่องจากมีแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอยู่เต็มพื้นที่ และรอบ ๆ จึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี โดยขนย้ายกำลังข้ามแม่น้ำปัตตานี ซึ่งอยู่ตรงข้ามเป้าหมาย เพื่อตัดโอกาสแจ้งข่าว จึงได้ลำเลียงกำลังพลข้ามแม่น้ำปัตตานี โดยใช้แพยางลอยคอเกาะกลุ่มกันไปท่ามกลางกระแสน้ำ ที่เชี่ยวกราก และเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง จาก การยิงปะทะต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ในสถานการณ์ที่ไม่ได้เปรียบกับฝ่ายตรงข้าม สามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามจำนวน 1 ราย ทราบ ชื่อ นายเพาซี อาลีเมาะ แนวร่วมคนสำคัญที่ก่อเหตุมาหลายครั้ง

วันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ได้สนธิกำลังเข้าไปติดตามจับกุมคนร้ายในพื้นที่บ้านบาเจาะ หมู่ 2 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และเกิดการยิงปะทะต่อสู้กัน เป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิตจำนวน 1 ราย ทราบชื่อ นายมะ แวดอนิ อายุ 24 ปี สามารถยึดอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. ได้จำนวน 1 กระบอก ตำรวจบาดเจ็บ 8 นาย

วันที่ 23 มิถุนายน 2551 รับรายงานจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ได้ก่อเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ชุดพลร่ม ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตจำนวน 1 นาย และบาดเจ็บจำนวน 5 นาย ได้หลบซ่อนตัวอยู่หลังหมู่บ้านบางกลาง หมู่ที่ 3 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จึงได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. เข้าติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยจัดกำลังชุดปฏิบัติการ 4 ชุด ต่อมาเมื่อเวลา 16.05 น. ชุดปฏิบัติการที่ 3 ได้ยิงปะทะสู้กับกลุ่มของคนร้าย เป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต 1 ราย ต่อมาชุดปฏิบัติการที่ 2 ยิงปะทะต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย เป็นเหตุให้ฝ่ายคนร้ายเสียชีวิตอีก 1 ราย ก่อนขอกำลังสนับสนุนสังหารกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้นอีก 4 ราย ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 ราย


ชีวิตส่วนตัว

พล.ต.อ.สมเพียร สมรสกับ นางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ ชาวอำเภอปันนังสตา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2514[10] มีบุตรชาย 4 คนได้แก่ นายชุมพล เอกสมญา, นายเสรฐวุฒิ เอกสมญา, นายอรรถพร เอกสมญา และ ส.ต.ท.โรจนินทร์ ภูวพงศ์พิทักษ์

จากทำงานในพื้นที่มาอย่างโชคโชนและยาวนาน ทำให้ทางครอบครัวเกิดความวิตกพร้อมทั้งขอให้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น "ภูวพงษ์พิทักษ์" เพื่อเป็นสิริมงคล แต่ พล.ต.อ.สมเพียร ได้ขอกลับมาใช้นามสกุลเดิม ส่วนนามสกุลใหม่มีภรรยาและบุตรชายคนที่ 2 - 3 ใช้ จนกระทั่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 กลุ่มคนร้ายได้ลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่วางแผนให้ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นำกำลังเดินทางเข้าไป จนถูกคนร้ายระเบิดรถยนต์ที่นั่งคันเดียวกันนี้ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อย บริเวณบ้านยีลาปัน หมู่ที่ 11 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา บนถนนสาย 410 ยะลา – เบตง

ทำเรื่องย้าย

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 พล.ต.อ.สมเพียร เดินทางมาร้องเรียนกับ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย หลังการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.-สว.ครั้งที่ผ่านมา ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย เพราะพล.ต.อ.สมเพียรขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโยกย้ายไปเป็นผกก.สภ.กันตัง จังหวัดตรัง พื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งมีตำแหน่งว่างอยู่ และเห็นว่าเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะเกษียณราชการในปี พ.ศ. 2553 นี้แล้ว หลังจากที่รับราชการตำรวจตั้งแต่ชั้นประทวนมาเป็นเวลา 40 ปี แต่สุดท้ายไม่ได้รับการพิจารณา โดยไม่ทราบเหตุผลชัดเจน จนต้องร้องเรียนเรื่องนี้ให้รัฐบาลรับทราบ

เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีไม่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย และขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการตำรวจที่มีผลงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล โดย พล.ต.อ.สมเพียร กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือผ่าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ.10 เพื่อขอย้ายไปเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งทราบจากสื่อมวลชนว่ารายชื่อของตนได้มีการบรรจุในบัญชีการแต่งตั้งโยก ย้ายในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แล้ว แต่ ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาทางภาค 9 กลับไม่ยินยอม แต่กลับมีชื่อนายตำรวจคนอื่นไปรับตำแหน่งผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร อ.กันตัง แทน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตำแหน่งดังกล่าวว่างอยู่ ทางผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ไม่ขัดข้องที่จะให้ตนไปรับตำแหน่ง แต่เมื่อถึงเวลาตนกลับไม่ได้รับการพิจารณา ทั้งที่รับราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มา 30 ปี และเหลือชีวิตราชการอีกเพียง 18 เดือน จะขอย้ายกลับไปพักผ่อนกับครอบครัวบ้างกลับไม่ได้รับการพิจารณา

กระแสข่าวกล่าวว่า เดิมผู้บังคับบัญชากำหนดให้ พล.ต.อ.สมเพียร จะมาดำรงตำแหน่งผกก.สภ.กันตัง จังหวัดตรัง แต่ต้องหลีกทางให้กับนายตำรวจอีกคนหนึ่งที่ย้ายมาจาก สภ.หาดสำราญ จังหวัดตรัง โดยจะย้ายพล.ต.อ.สมเพียรไปเป็นผกก.สภ.เมืองตรัง แทนคนเดิมที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น รอง ผบก.จว.ตรัง  ในที่สุดกลับต้องหลีกทางให้นายตำรวจอีกคนหนึ่งที่ถูกผู้บังคับบัญชาต้องการให้ย้ายออกจากตำแหน่งผกก.สภ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปประจำสภ.ปันนังสตา แต่เนื่องจากนายตำรวจคนนั้นไม่อยากย้ายไปอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้วิ่งเต้นกับนักการเมืองในจังหวัดสงขลาและจังหวัดตรัง ให้ย้ายตนไปเป็นผกก.สภ.เมืองตรังแทน โดยพล.ต.อ.สมเพียรต้องดำรงตำแหน่งผกก.สภ.ปันนังสตา ตามเดิม

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาชี้แจงว่า คณะกรรมการ ก.ตร ได้เตรียมพิจารณาข้อเรียกร้องของพล.ต.สมเพียรในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553 โดยจะพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็น รอง ผบก. แต่พล.ต.อ.สมเพียรได้เสียชีวิตเสียก่อน

เสียชีวิต

วันที่ 12 มีนาคม 2553 ในขณะที่ พล.ต.อ.สมเพียร นั่งรถยนต์กระบะยี่ห้อโต้โยต้าไฮลักซ์วีโก้ 4 ประตู สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กข 9302 ยะลา พร้อมลูกน้อง 3 นาย และ อส.คนสนิท อีก 1 นาย คือ ร.ต.ท.กิตติศักดิ์ โลมา รอง สว.ปป.สภ.บันนังสตา, ด.ต.โสภณ อินทรบวร และ ส.ต.ท.ระวิกรณ์ สังข์ศิริ และ อส.อับดุลอาซิ กาจะลากี ออกไปติดตามหาข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หลังทราบข่าวว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้ออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่ เพื่อเตรียมก่อเหตุร้ายครั้งใหญ่ เมื่อขับรถยนต์มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม จำนวน 5-8 คน กดระเบิดที่ฝังไว้ และใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ จำนวนหลายชุด เกิดการปะทะกันประมาณ 10 นาที เมื่อกำลังเสริมเข้าไปกลุ่มคนร้ายได้ล่าถอยเข้าไปในป่า ทั้งหมดถูกลำเลียงทั้งทางรถยนต์ และทางเฮลิคอปเตอร์เป็นการด่วน แรงระเบิดและคมกระสุนส่งผลให้ พล.ต.อ.สมเพียร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่ รพ.ศูนย์ยะลา สิริอายุ 59 ปี ส่วนลูกน้องคนสนิท 4 นาย บาดเจ็บสาหัส ส่วน ด.ต.โสภณ อินทรบวร เสียชีวิตในเวลาต่อมาและได้รับพระราชทานยศ พล.ต.อ. และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย เป็นกรณีพิเศษ

การพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

หลังจาก พล.ต.อ.สมเพียร เสียชีวิต ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาตอบแทนให้เลื่อนขั้น 7 ขั้นยศเป็น พลตำรวจเอก ในวันที่ 13 มีนาคม มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และมอบเงินสวัสดิการตำรวจที่จะช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวนเงิน 3 ล้านบาท พร้อมดูแลการศึกษาของทายาทจนจบระดับปริญญาตรี หรือการรับเข้าทำงานราชการตำรวจต่อไป ซึ่งจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่

หลังจากเกิดเหตุ ชาวบ้านในพื้นที่ อ.บันนังสตา ได้แจ้งข้อมูลข่าวสารมายัง สายด่วน 1880 ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าชุดที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดรถ ผกก.สมเพียร คือ กลุ่มของนายมุตา อาลีมามะ แกนนำคนสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ต.บาเจาะ ต.ตลิ่งชัน และ ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังตา และ ชุดสืบสวนสอบสวนของ สภ.บันนังสตา ทราบตัวผู้ก่อเหตุ และได้ขออนุญาตศาลออกหมายจับ นายมะตอแฮ สิแล อายุ 31 ปี อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา หมายจับเลขที่ 160/50 มีคดีความมั่นคงในการร่วมก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่หลายคดี และนายยูกีบือลี เจ๊ะดีแม อายุ 31 ปี อยู่ หมู่ที่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา หมายจับเลขที่ 121/51 ในคดีร่วมกันฆ่าเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตาได้ออกติดตามไล่ล่าบุคคลทั้งสอง ซึ่งคาดว่ายังคงเคลื่อนไหว หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ ต.ตลิ่งชัน ต.ตาเนาะปูเต๊ะ และเขตร่อยต่อ อ.กรงปินัง จ.ยะลา

วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553 เมื่อเวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เพื่อเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ณ วัดคลองเปล ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังความปลื้มปีติให้แก่ครอบครัวของ พล.ต.อ.สมเพียร เป็นล้นพ้น

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พล.ต.อ.สมเพียรได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และกระทำพิธี ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2525 และนับเป็น ตำรวจเพียงคนเดียวในขณะมียศ "จ่าสิบตำรวจ" ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมเพียร ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆ อีกมากมาย เช่น

+ ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง
+ ได้รับประกาศนียบัตร ”ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น” จากกระทรวงมหาดไทย
+ ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย
+ ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก
+ ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9
+ ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น
+ ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดนและรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ ฯลฯ
ภายหลังการเสียชีวิต ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) เป็นกรณีพิเศษ



ตายไปก็แค่เป็นวีรชน คนกี่คนแล้วที่ถูกลืม
แต่อย่าลืม จ่าเพรียนขาเหล็ก
นายตำรวจเล็กๆ แห่งบันนังสตา
วีรกรรมยิ่งใหญ่ แต่ลมหายใจไร้ค่า
เขาจากจำด้วยน้ำตา ของภรรยาและลูกชาย


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ พลตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "จ่าเพียรขาเหล็ก" ในชุด เพลงพิเศษใน บาว-ปาน บิ๊กแมตช์ คอนเสิร์ต


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #27 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน, 2553, 08:50:12 »



พระยาพิชัยดาบหัก

ในวัยเยาว์เขามีนาวว่าจ้อย ชอบชกต่อยโลดโผนโจนทะยาน
ชำนาญเชิงหมัดมวย ถึงช่วยลุมสามลุมหนึ่ง
ยังพากันล้มตึงเป็นที่ตะลึงอัศจันใจ ที่ตะลึงอัศจันใจ
ได้เล่าเรียนอยู่วัดมหาธาตุ เป็นโอกาสให้ชุบชีวิตใหม่

กลายเป็นนายทองดีผู้มากมีฝีมือวิชา
จึงเป็นที่เข้าตาพระยาตากจึงออกปากชวน พระยาตากจึงออกปากชวน
ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า ไม่เอาแล้วบ่าวสองนาย
ขอตายตามเสด็จพระเจ้าตาก ด้วยความจงรักพักดี
คนไทยทั้งแผ่นดินนี้ยอมรับนับถือพระยาพิชัย นับถือพระยาพิชัย

นายทองดีเข้าตีข้าศึกศัตรู รบเคียงคู่เคียงข้างพระยาตาก
จากเหนือจดใต้ รบใหนเขาไปรบกัน
จึงเป็นที่โจษจัน ขึ้นชั้นหลวงพิชัยอาสา ขึ้นชั้นหลวงพิชัยอาสา
ในตำนาน ป้องกันเมืองพิชัย อาศัยช่วงพับกรุงธน ทำศึกกัมพูชา

พม่าออกมาตีไทย พ่ายพลสองฝ่ายตะลุมบอน
จนแผ่นดินสะท้อน ดาบหลวงพิชัยถึงหักกระเด็น ดาบหลวงพิชัยหักกระเด็น
จึงเป็นพระยาพิชัย พระยาพิชัยดาบหัก (จึงเป็นพระยาพิชัย พระยาพิชัยดาบหัก)
เขาคือผู้จงรักพักดีต่อพระเจ้ากรุงธน พระเจ้ากรุงธน พระเจ้ากรุงธน กรุงธนบุรี

จึงเป็นพระยาพิชัย พระยาพิชัยดาบหัก จึงเป็นพระยาพิชัย พระยาพิชัยดาบหัก
เขาคือผู้จงรักพักดีต่อพระเจ้ากรุงธน
ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า ไม่เอาแล้วบ่าวสองนาย
ขอตายตามเสด็จพระเจ้าตาก ด้วยความจงรักพักดี
คนไทยทั้งแผ่นดินนี้ยอมรับนับถือพระยาพิชัย นับถือพระยาพิชัย ในความกตัญญู


<a href="http://www.youtube.com/v/bkna8Ezj__0?fs=1&amp;amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/bkna8Ezj__0?fs=1&amp;amp;hl</a>
ฟังเพลง พระยาพิชัยดาบหัก จาก คาราบาว


พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก เดิมชื่อ จ้อย เกิดที่บ้าน ห้วยคา อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ. 2284 ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ศึกษาอยู่กับท่านพระครูวัดมหาธาตุหรือวัดใหญ่ เมืองพิชัย ภายหลัง จ้อยได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี หรือ ทองดีฟันขาว มีความสามารถทั้งทางเชิงมวยและเชิงดาบ

เข้ารับราชการกับพระเจ้าตากสิน ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาตาก ต่อมานายทองดีได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รักษ์มีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อรับราชการมีความดีความชอบจึงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าหมื่นไวยวรนาถ พระยาสีหราชเดโช และพระยาพิชัย ผู้สำเร็จราชการครองเมืองพิชัย ซึ่งรับพระราชทานเครื่องยศเสมอเจ้าพระยาสุรสีห์ ตามลำดับ

ภายหลังพม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย 2 ครั้ง ในการรบครั้งที่ 2 พระยาพิชัยถือดาบสองมือ ออกต่อสู้จนดาบหักไปข้างหนึ่ง และรักษาเมืองไว้ได้ ดังนั้นจึงไดัรับสมญานามว่า " พระยาพิชัยดาบหัก "

ชาติภูมิ

พระยาพิชัยดาบหัก เดิมชื่อ จ้อย เกิดในปี พ.ศ. 2284 ที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย จ.อุตรดิตถ์ มีพี่น้อง 4 คน แต่เสียชีวิตไป 3 คน บิดามารดาไม่ปรากฏนาม

วัยเยาว์

เด็กชายจ้อยมีนิสัยชอบชกมวยมาตั้งแต่เยาว์วัย บิดาได้พร่ำสอนเสมอ ถ้าจะ ชกมวยให้เก่งต้องขยันเรียนหนังสือด้วย เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดานำไปฝากกับท่านพระครูวัดมหาธาตุ เมืองพิชัย จ้อยสามารถอ่านออกเขียนได้จนแตกฉานเพราะเป็นคนขยันและเอาใจใส่ในตำราเรียนคอยรับใช้อาจารย์ และซ้อมมวย ไปด้วย ทั้งหมัด เข่า ศอก และสามารถเตะได้สูงถึง 4 ศอก ในขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นเขามักจะถูกกลั่นแกล้งจากเด็กที่โตกว่าเสมอ แต่ในระยะหลังเขาก็สามารถปราบเด็กวัดได้ทุกคนด้วยชั้นเชิงมวย

ต่อมาเจ้าเมืองพิชัยได้นำบุตร (ชื่อเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่ำเรียนวิชา เฉิดกับพวกมักหาทางทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากวัดขึ้นไปทางเหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่และอาจารย์ เดินตามลำน้ำน่านไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักตามวัด ที่วัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับครูฝึกมวยคนหนึ่งชื่อ เที่ยง จึงฝากตัวเป็นศิษย์แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี ครูเที่ยงรักนายทองดีมากและมักเรียกนายทองดีว่านายทองดี ฟันขาว (เนื่องจากท่านไม่เคี้ยวหมากพลูดังคนสมัยนั้น) ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และขยันขันแข็งเอาใจใส่การฝึกมวยช่วยการงานบ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ทำให้ลูกหลานครูเที่ยงอิจฉานายทองดีมาก จนหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา นายทองดี ฟันขาว เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อไปคงลำบาก ประกอบ ครูเที่ยงก็ถ่ายทอดวิชามวยให้จบหมดสิ้นแล้วจึงกราบลาครูขึ้นเหนือต่อไป

ชื่อเสียงเลื่องลือ

เมื่อเดินถึงบางโพได้เข้าพักที่วัดวังเตาหม้อ (ปัจจุบันคือวัดท่าถนน) พอดีกับมีการแสดงงิ้ว จึงอยู่ดูอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน นายทองดี ฟันขาว สนใจงิ้วแสดง ท่าทางหกคะเมน จึงจดจำไปฝึกหัดจนจดจำท่างิ้วได้ทั้งหมดสามารถกระโดดข้ามศีรษะคนยืนได้อย่างสบายจากนั้นก็ลาพระสงฆ์วัดวังเตาหม้อขึ้น ไปท่าเสา ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูเมฆ ซึ่งมีชื่อเสียงในการสอนมวยมาก ครูเมฆรักนิสัยใจคอจึงถ่ายทอดวิชาการชกมวยให้จนหมดสิ้น

ขณะนั้นนายทองดี ฟันขาว อายุได้ 18 ปี ต่อมาได้มีโอกาสชกมวยในงานไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ กับนายถึก ศิษย์เอกของครูนิล นายถึกไม่สามารถป้องกันได้ ถูกเตะสลบไปนาน ประมาณ 10 นาที ครูนิลอับอายมากจึงท้าครูเมฆชกกัน นายทองดี ฟันขาว ได้กราบอ้อนวอนขอร้อง ขอชกแทนครูเมฆ และได้ตลุยเตะต่อยจนครูนิลฟันหลุดถึง 4 ซี่ เลือดเต็มปากสลบอยู่เป็นเวลานาน ชื่อเสียงนายทองดี ฟันขาว กระฉ่อนไปทั่วเมืองทุ่งยั้ง ลับแล พิชัย และเมืองฝาง นายทองดีอยู่กับครูเมฆประมาณ 2 ปี ก็ขอลาไปศึกษา การฟันดาบ ที่เมืองสวรรคโลก ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือน ก็เรียนฟันดาบสำเร็จเป็นที่พิศวงต่อครูผู้สอนยิ่งนัก หลังจากนั้น ก็ไปเที่ยวเมืองสุโขทัยและเมืองตากระหว่างทางได้รับศิษย์ไว้ 1 คน ชื่อบุญเกิด ครั้งที่บุญเกิดถูกเสือคาบไปนั้น ทองดีได้ช่วยบุญเกิดไว้โดยการแทงมีดที่ปากเสือ จนเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว

รับราชการ ทหารเอกพระเจ้าตาก
 
พระยาพิชัยต่อสู้กับพม่าเมื่อครั้งศึกโปสุพลายกทัพมาตีเมืองพิชัยจนดาบคู่กายของท่านหักเมื่อท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะนั้นได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสินมหาราช) จัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าว ซึ่งเป็นครูมวยมือดีของเจ้าเมืองตาก และมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึงถามว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป

เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสิน) ตั้งแต่บัดนั้น รับใช้เป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น "หลวงพิชัยอาสา" เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ ครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างไกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยา

พระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสาและทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ พระเจ้าตากสินได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว พระเจ้าตากสินขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์

ความเป็นมาของชื่อ "พระยาพิชัยดาบหัก"

ในปี พ.ศ. 2311 พม่าได้ยกทัพมาอีก 1 หมื่นคน พระเจ้าตากพร้อมด้วยหมื่นไวยวรนาถได้เข้าโจมตีจนแตกพ่าย และได้มีการสู้รบปราบก๊กต่าง ๆ อีกหลายคราว เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จกลับกรุงธนบุรี โปรดตั้งเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็น "พระยาสีหราชเดโช" มีตำแหน่งเป็นายทหารเอกราชองครักษ์ตามเดิม สุดท้ายเมื่อปราบก๊กพระเจ้าฝางได้แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบให้ทหารของพระองค์โดยทั่วหน้า ส่วนพระยาสีหราชเดโช (จ้อย หรือ ทองดี ฟันขาว) นั้น ได้โปรดเกล้าฯ บำเหน็จความชอบให้เป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแต่เยาว์วัย

ในปี พ.ศ. 2313 - 2316 ได้เกิดการสู้รบกับกองทัพพม่าอีกหลายคราว และทุกคราวที่กองทัพพม่าแตกพ่ายไป ก็สร้างความอัปยศอดสูแก่แม่ทัพนายกองเป็นทวีคูณ พอสิ้นฤดูฝนปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 โปสุพลายกกองทัพมาหมายตีเมืองพิชัยอีก "การศึกครั้งนี้พระยาพิชัยจับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน จนเมื่อพระยาพิชัยเสียการทรงตัว ก็ได้ใช้ดาบข้างขวาพยุงตัวไว้ จนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน" กองทัพโปสุพลาก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อวันอังคาร เดือนยี่ แรม 7 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 (ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2316)

ถวายชีวิตเป็นราชพลี
 
พระปรางค์วัดราชคฤห์วรวิหาร สถานที่บรรจุอัฐิของพระยาพิชัยดาบหักเมื่อปี พ.ศ. 2325 หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันท์ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเล็งเห็นว่าพระยาพิชัยเป็นขุนนางคู่พระทัยสมเด็จพระเจ้าตากสินที่มีฝีมือและซื่อสัตย์ จึงชวนพระยาพิชัยเข้ารับราชการในแผ่นดินใหม่แต่พระยาพิชัยไม่ขอรับตำแหน่งด้วยท่านเป็นคนจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อองค์พระเจ้าตากสินฯ และถือคติที่ว่า "ข้าสองเจ้าบ่าวสองนายมิดี" จึงขอให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสำเร็จโทษตน เป็นการถวายชีวิตตายตามสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

หลังจากท่านได้ถูกสำเร็จโทษสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์จึงได้ทรงรับสั่งให้สร้างพระปรางค์นำอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ ณ วัดราชคฤห์วรวิหาร ซึ่งพระปรางคนี้ก็ยังปรากฏสืบมาจนปัจจุบัน

พระยาพิชัยดาบหักได้สร้างมรดกอันควรแก่การยกย่องสรรเสริญให้สืบทอดมาถึงปัจจุบันได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญรวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรืองมั่นคงต่อไป





ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า ไม่เอาแล้วบ่าวสองนาย
ขอตายตามเสด็จพระเจ้าตาก ด้วยความจงรักพักดี
คนไทยทั้งแผ่นดินนี้ยอมรับนับถือพระยาพิชัย นับถือพระยาพิชัย ในความกตัญญู


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ พระยาพิชัยดาบหัก
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "พระยาพิชัยดาบหัก" ในชุด เพลงพิเศษใน เอ็กซ์คลูซีฟคอนเสิร์ต คนกับเม้าท์ คอนเสิร์ต


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #28 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน, 2553, 08:51:06 »



แสงแห่งแรงศรัทธา

รุ้งแห่งหฤทัย
สิ้นแสงไปตลอดกาล
พสกนิกรร้าวราน
ทั่วแผ่นดินสะอื้นไห้

อาทิตย์เย็นตกเช้าขึ้น
ยามค่ำคืนแสงจันทร์ฉาย
รุ้งทองส่องกลางดวงใจ
มืดมิดไปหัวใจอาดูร

แสงแห่งความเมตตา
ประชาราษฎร์สุขสมบูรณ์
คล้ายดั่งตะวันดับสูญ
โลกโศกเศร้าทั่วทั้งธรณี
พระราชกรณียกิจ
อยู่คู่ฟ้าคู่ปฐพี
ขอสานต่อด้วยใจภักดี
ถวายแด่พระองค์ ทรงวางพระทัย

เหนื่อยมานานถึงกาลพักผ่อน
ห่วงหาอาทรจนห้วงสุดท้าย
พระองค์ทรงพระปรีชา
พระมหากรุณายิ่งใหญ่
นิทรา ณ สวรรคาลัย
สถิตในทิพย์สถานพิมานแมน

สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางของชนชาวไทย
สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สถิตกลางดวงใจคนไทยชั่วกัลป์

สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางของชนชาวไทย
สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นาง สถิตกลางดวงใจคนไทยนิรันดร




<a href="http://www.youtube.com/v/IlOYCzXOQXs?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/IlOYCzXOQXs?hl</a>
ฟังเพลง ด้วยแสงแห่งศรัทธา จาก คาราบาว


สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติ: 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน อังกฤษ สหราชอาณาจักร สิ้นพระชนม์: 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เวลา 02.54 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุ 84 พรรษา) ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา) และ ทรงเป็นสมเด็จพระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์ และ การสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ ทั้งนี้พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และ ด้านการถ่ายภาพ

พระองค์ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

พระประวัติ

พระประสูติกาล
 
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์, หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (พระยศในขณะนั้น)สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ May ซึ่งเป็นเดือนที่พระองค์ประสูติ ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (คำว่า "วัฒนา" ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นการลำลองว่า บี๋

ขณะทรงพระเยาว์

หลังจากประสูติได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงย้ายจากลอนดอนไปประทับที่เมืองเซาท์บอนซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นเสด็จไปยังเมืองบอสคัม อยู่ติดชายฝั่งด้านทิศใต้ของอังกฤษ ต่อมาเมื่อพระชันษาได้ 6 เดือน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี กลับประเทศไทย

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชนนีไปประทับที่ประเทศเยอรมนี ช่วงเวลานั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ประสูติ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก

สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2469 เพื่อร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ร่วมในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงเวลานั้น ดร.ฟรานซิส บี แซร์ ชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เล่าถวายสมเด็จพระบรมราชชนก ว่าที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กชื่อ ชองโซเลย (Champ Soleil) มีเจ้าของเป็นแพทย์ ดูแลเด็กอย่างถูกหลักอนามัย สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงนำพระธิดาและพระโอรสไปฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศสได้

การศึกษา
 
พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ปลายปี พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมด้วยครอบครัวมหิดลไปยังนครบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาด้านจิตวิทยา การทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนส์ ด้านสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ก (Park School) หลังจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์แล้ว พ.ศ. 2471 ทรงนำครอบครัวกลับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ทรงเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี

ภายหลังสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน รัฐโว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้าศึกษาที่ชองโซเลยอีกครั้งเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont) จนจบระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นสมเด็จพระราชชนนีได้ย้ายไปประทับที่เมืองปุยยีซึ่งอยู่ติดกับโลซาน โดยพระราชทานนามสถานที่ประทับว่า “วิลล่าวัฒนา” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย ต่อมาทรงย้ายมาเรียนที่ International School of Geneva ณ กรุงเจนีวา ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลังจากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาเคมีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซาน ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ Diplôme de Sciences Sociales Pédagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมีซึ่งพระองค์ทรงได้รับ Diplôme de Chimiste A พระองค์ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
 
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายพร้อมท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา และ ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดลขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงประกาศเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478

ทรงอภิเษกสมรส
 
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายภาพร่วมกับพันเอกอร่าม และพระธิดาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เมื่อ พ.ศ. 2487 พระองค์มีพระธิดา คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงคราม มีบุตรชาย คือ คุณจิทัศ ศรสงคราม)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ ด้วยทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงว่า พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทและทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์ ดังนั้น จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระเจ้าพี่นางกัลยาณิวัฒนา กลับทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตามเดิมทุกประการ

ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยและหม่อมระวี ไกยานนท์)

ทรงกรม

ในวโรกาสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ รวมทั้งทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งนับเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์แรกในรัชกาล โดยมีการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง

พระนามกรม "กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" นั้น เป็นพระนามตามนามเมืองในภาคใต้ สืบเนื่องมาจากการที่พระราชโอรสและพระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ล้วนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ทั้งสิ้น

สิ้นพระชนม์
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน พระราชทานพระศพเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวายตรวจติดตามพระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้าง จากเส้นเลือดสมองอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระประชวร ต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. รวมพระชนมายุ 84 พรรษา

พระเมรุ ในถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระโกศทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันถวายพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศพระราชทาน

รัฐบาลไทยได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สำหรับการพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รัฐบาลกำหนดวันพระราชพิธีระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551





เหนื่อยมานานถึงกาลพักผ่อน
ห่วงหาอาทรจนห้วงสุดท้าย
พระองค์ทรงพระปรีชา
พระมหากรุณายิ่งใหญ่
นิทรา ณ สวรรคาลัย
สถิตในทิพย์สถานพิมานแมน


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "แสงแห่งแรงศรัทธา" ในชุด เพลงพิเศษ


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki







 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #29 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน, 2553, 13:01:04 »



ทรงพระเจริญ

เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือราชามีองค์ราชันย์
ผู้อดทนทุ่มเทบากบั่น เติมความฝันให้แผ่นดินขวานทอง
เหนือดินทั่วถิ่นไปถึง พ่อเป็นที่พึ่งของไทยทั้งผอง
ให้รักใคร่ สามัคคีปรองดอง เดินตามครรลอง ของความพอเพียง

เหนือใต้ อีสาน ออกตก คือมรดก แห่งความสามัคคี
คนไทย เป็นไทวันนี้ กินดีอยู่ดี ทั้งมีชื่อเสียง
เหนือสิ่งอื่นใดใต้หล้า มิอาจสรรหา ถ้อยคำร้อยเรียง
เทียบได้ น้ำพระทัยหล่อเลี้ยง พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข

ทรงพระเจริญ อยู่ยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดกาล ตลอดไป

พ่อคือพ่อของแผ่นดิน หยาดหยด เหงื่อไหลโลมริน ก็เพื่อลูกลูก
ยามใด คนไทยเป็นทุกข์ พ่อยิ่งทุกข์ระทม หลายเท่า

พวกเรา เป็นลูกของพ่อ เกิดบน แผ่นดินของพ่อ
ภูมิใจ ที่ได้เฝ้ารอ เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษา
เวลา พาโลกเปลี่ยนไป พ่อเรายิ่งใหญ่ เหนือกาลเวลา
ขอพร พระสยามเทวา คุ้มชาติศาสนา พระมหากษัตริย์

ทรงพระเจริญ อยู่ ยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดกาล ตลอดไป

เหนือแดนสยาม ธานี เพลานี้ ดอกไม้ อบอวล
ศูนย์รวมใจไทย ทุกส่วน คือพ่อของเรา พระเจ้าอยู่หัว
เหนือเกล้ากระหม่อม ขอเดชะ ในวาระนี้ คนไทย ถ้วนทั่ว
ประเทศไทย รวมใจรวมตัว เปล่งคำจงรัก เรารักในหลวง

ทรงพระเจริญ อยู่ยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดกาล ตลอดไป

ยามใดคนไทยเป็นทุกข์ พ่อยิ่งทุกข์ระทม หลายเท่า

พวกเรา เป็นลูกของพ่อ เกิดบน แผ่นดินของพ่อ
ภูมิใจ ที่ได้เฝ้ารอ เฉลิมพระชนม์ 80 พรรษา
เวลา พาโลกเปลี่ยนไป พ่อเรายิ่งใหญ่ เหนือกาลเวลา
ขอพร พระสยามเทวา คุ้มชาติศาสนา พระมหากษัตริย์

ขอพร พระสยามเทวา คุ้มชาติศาสนา พระมหา กษัตริย์

ทรงพระเจริญ อยู่ยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดกาล ตลอดไป

ทรง ทรงพระเจริญ อยู่ยิ่งยืนนาน



<a href="http://www.youtube.com/v/D0dM17Jlmtw?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/D0dM17Jlmtw?hl</a>
ฟังเพลง ทรงพระเจริญ จาก คาราบาว & อัสนี


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ประสูติ: 5 ธันวาคม 2470) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งประเทศไทย และพระมหากษัตริย์ลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากเสวยราชย์ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ขณะนี้ จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนมชีพอยู่และทรงเสวยราชย์ยาวนานที่สุดในโลก และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย พระองค์ประทับอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ตราบปัจจุบัน อันเนื่องมาจากพระโรคไข้หวัดและปัปผาสะอักเสบ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น ข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการประชวรยังให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงอย่างสาหัส

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ จอมทัพไทย และอัครศาสนูปถัมภก และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงแทรกแซงในการเมืองไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปี 2530-2540 เป็นที่ทราบกันว่า พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผันประเทศไทยจากระบอบทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และทรงใช้พระราชอำนาจทางศีลธรรมยับยั้งการปฏิวัติและการกบฏหลายช่วงด้วยกัน ทว่า พระองค์ก็ทรงสนับสนุนระบอบทหารเป็นหลายครา ซึ่งในจำนวนนี้ รวมถึง สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงปี 2500-2510 และ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในช่วงปี 2549-2551 ตลอดรัชกาลอันยาวนาน พระองค์ได้ทอดพระเนตรการรัฐประหารกว่าสิบห้าครั้ง รัฐธรรมนูญกว่าสิบแปดฉบับ และการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีเกือบสามสิบคน

พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระภัทรมหาราช" หมายความว่า "พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง" ต่อมาในปี 2539 มีการถวายใหม่ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" และ "พระภูมิพลมหาราช" อนุโลมตามธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า "พระปิยมหาราช" พระองค์ทรงเป็นที่สักการบูชาของชาวไทยจำนวนมาก ซึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยแสดงทัศนะว่า พฤติการณ์เช่นนี้จะเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เสียเอง ตามกฎหมายของประเทศไทย พระองค์ทรงดำรงอยู่ในสถานะที่ "ผู้ใดจะละเมิดมิได้" และเปิดโอกาสให้กล่าวถึงพระองค์ในทางสรรเสริญเท่านั้น การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ไปในทางอื่นเป็น "ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์" และระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ทั้งนี้ พระองค์เคยมีพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี 2548 ว่า "...ถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน...ฝรั่งเขาบอกว่า ในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก...ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก..."

ในปี 2553 นิตยสารฟอบส์ประเมินว่า พระองค์มีพระราชทรัพย์ รวมถึงที่อยู่ในการบริหารจัดการของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นมูลค่ามากกว่าเก้าแสนหกหมื่นล้านบาท และด้วยเหตุนี้ ทรงได้รับการจัดอันดับให้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชทรัพย์มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งพระองค์เคยอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งเพื่อโครงการพัฒนาภายในประเทศในด้านกสิกรรม เกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพ และสาธารณูปโภค การเชิดชูพระองค์ในประเทศไทยนั้น พบได้ดาษดื่นในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของไทยเอง

ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง" คำดังกล่าวคาดว่าย่อมาจาก "ใน (พระบรมมหาราชวัง) หลวง" บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "นายหลวง" ซึ่งแปลว่าเจ้านายผู้เป็นใหญ่

พระนาม

พระนาม "ภูมิพลอดุลเดช" นั้น พระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทางโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2470 โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า "Bhumibala Aduladeja" ซึ่งในระยะแรกสะกดเป็นภาษาไทยว่า "ภูมิพลอดุลเดช" ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเองทรงเขียนว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" โดยทรงเขียนทั้งสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบหลังซึ่งมีตัว "ย" สะกดตราบปัจจุบัน

ทั้งนี้ เดิมที ด้วยเหตุที่ได้รับตัวโรมันว่า "Bhumibala" สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงเข้าพระทัยว่า ได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า "ภูมิบาล" ต่อมาจึงเปลี่ยนการสะกดเป็น "Bhumibol"

ความหมายของพระนาม

ปรมินทร - มาจากการสนธิคำระหว่าง "ปรม (ป.,ส. : อย่างยิ่ง, ที่สุด) + อินฺทฺร (ส. , ป. อินฺท : ผู้เป็นใหญ่) " หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่ที่สุด" หรือ "ผู้เป็นใหญ่อย่างยิ่ง"

ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน"
อดุลยเดช - อดุลย หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อำนาจ" รวมกันแล้วหมายถึง "ผู้มีอำนาจที่ไม่อาจเทียบได้"[14]

พระชนมายุช่วงต้น

ทรงพระเยาว์
 
(ด้านหน้า จากขวามาซ้าย) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช; สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล กรมพระยาชัยนาทนเรนทรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาล ตะละภัฎ (ชูกระมล) (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา) ทรงมีพระนามขณะนั้นว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า "เล็ก"

เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุไม่ถึงสองพรรษา

ทรงศึกษา

พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อการศึกษาและพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ "โรงเรียนแห่งใหม่ของซืออีสโรมองด์" (ฝรั่งเศส: École Nouvelle de la Suisse Romande, เอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออีส โรมองด์) เมืองแชลลี-ซูร์-โลซาน (ฝรั่งเศส: Chailly-sur-Lausanne)

พ.ศ. 2477 เมื่อพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช" เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัตประเทศไทย เป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึงปี พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ โดยเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

หลังจากที่จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จไปเยือนกรุงปารีส ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส เป็นครั้งแรก ในขณะนี้ ทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุ 21 พรรษาและ 15 พรรษาตามพระลำดับ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่พระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการถวายการรักษา พระองค์ทรงมีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตรขวา แพทย์จึงถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด

ทั้งนี้ ม.ร.ว. สิริกิติ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจำจนกระทั่งหายจากอาการประชวร อันเป็นเหตุที่ทำให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เสวยราชย์ และทรงเสกสมรส

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน โดยต้องพระแสงปืนที่พระกระหม่อม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชได้ตัดสินพระทัยรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ

ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงครองราชสมบัติแต่ในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" จึงทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนักในหน้าที่พระมหากษัตริย์ของพระองค์ ดังที่ได้ตรัสตอบชายคนเดิมนั้นในอีก 20 ปีต่อมา

 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ในวันราชาภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครในปีถัดมา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" และในโอกาสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ทรงผนวช
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับบาตร ขณะทรงผนวชเมื่อ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมณนามว่า ภูมิพโลภิกขุ และเสด็จฯ ไปประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างที่ผนวช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ในปีเดียว

พระราชกรณียกิจ พระราชนิพนธ์ และผลงานอื่น

ด้านศาสนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ และองค์พระอัครศาสนูปถัมภก และให้ความเสมอภาคในการนับถือศาสนาของประชาชน โดยไม่ปิดกั้นเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทุกๆ วันสำคัญพระองค์จะเสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น และเสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอารามหลวงต่างๆ มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายทบวง เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก และวัดญาณสังวราราม โดยที่พระองค์ทรงนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปสร้าง

ด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี

ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ หลายแขนง จนได้รับการยกย่องให้พระองค์เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ งานทางด้านทัศนศิลป์และประติมากรรม พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการฝึกเขียนภาพ และมีพระปรีชาสามารถในเรื่องการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ทรงถ่ายรูปภาพได้หลายรูปแบบ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทรงปั้นพระพุทธรูปต่างๆ ได้อย่างงดงาม เช่น พระสมเด็จจิตรลดา พระพุทธนวราชบพิตร เป็นต้น

งานทางด้านวรรณศิลป์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลากหลายภาษา ทรงพระราชนิพนธ์บทความ แปลหนังสือ เช่น นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนก ฉบับการ์ตูน เรื่อง ทองแดง เป็นพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง เป็นต้น บทความและพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ทรงเลือกถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย อีกทั้งได้อรรถรสในการอ่านอีกด้วย

ด้านการพัฒนาชนบท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทุกหนแห่งไม่ว่าดินแดนแห่งนั้นจะทุรกันดารเพียงใด ไม่ว่าใกล้ไกลแค่ไหน พระองค์จัดทำโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริควบคู่ไปในทุกๆ ด้าน ไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่ง พระองค์มีจุดประสงค์เดียวคือ เพื่อขจัดความทุกข์ยากของชาวชนบท และสนับสนุนส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาสังคมเมืองให้ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเป็นโครงการเกี่ยวกับปรับปรุงถนนหนทาง การก่อสร้างถนนเพื่อการ สัญจรไปมาได้สะดวกและทั่วถึง การคมนาคมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ สำคัญของการนำความเจริญไปสู่ชนบท การสื่อสาร ติดต่อที่ดียังผล สำคัญทำให้เศรษฐกิจของราษฎรในพื้นที่ดีขึ้น ราษฎรก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในการพัฒนาชนบทนั้น การคมนาคม เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะมองข้ามไปเสียมิได้ เพราะเป็นเสมือนประตูเชื่อม ระหว่างในเมือง และชนบท ดังนั้น การที่จะเริ่มโครงการพัฒนาใดๆ นั้นจะต้องเริ่มจากการปรับปรุง และการก่อสร้างถนนหนทางเป็นการเปิดประตูนำความเจริญเข้าไปสู่พื้นที่

ด้านการเกษตรและชลประทาน

ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แต่เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้านอื่นนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง

การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ และไม่เพียงพอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น

ด้านการแพทย์

โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับประชาชนในระยะแรกๆ ล้วนแต่เป็นโครงการด้านสาธารณสุข เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า หากประชาชนมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดีไปด้วย พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากดรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎรผู้ป่วยไข้ได้ทันที

นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด้กนักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษาโรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่า ทางด้านหน่วยแพทย์หลวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ประทับแรมทุกแห่งนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้มาขอรับการรักษา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด นอกจากนั้น หน่วยแพทย์หลวงยังจัดเจ้าหน้าที่ออกเดินทาง ไปรักษาราษฎรผู้ป่วยเจ็บ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกด้วย

ด้านการศึกษา

นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อสนับสนุนทางด้านคัดเลือกบัณฑิตในสาขาวิชาต่างๆ ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อจะได้ให้บัณฑิตเหล่านั้นนำความรู้ที่ได้ไปศึกษาวิจัยนำผลงานที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ออกทุนให้ตลอดจนดูแลเกี่ยวกับความเป้นอยู่ในต่างประเทศนั้นๆ อีกด้วย

ส่วนในประเทศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเป็นผู้ดพเนินการจัดการบริหารทางการศึกษา แบบให้เปล่าตั้งแต่ระดับชั้นประถมศกษา จนถึงระดับมัธบมศึกษาตอนปลาย ในลักษณะทั้งอยู่ประจำและไปกลับ แบ่งเป็น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 26 โรงเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน 14 โรงเรียน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้:

-มูลนิธิชัยพัฒนา
-มูลนิธิโครงการหลวง
-โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
-โครงการหลวงอ่างขาง
-โครงการปลูกป่าถาวร
-โครงการแก้มลิง
-โครงการฝนหลวง
-โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
-โครงการแกล้งดิน
-กังหันชัยพัฒนา
-แนวพระราชดำริ ผลิตแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ (พ.ศ. 2528)
-แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง
-เพลงพระราชนิพนธ์
-พระสมเด็จจิตรลดา
-เป็นต้น

ด้านการกีฬา

เรือใบเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษ พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และทรงได้รับเบี้ยเลี้ยงในฐานะนักกีฬา เช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่น ๆ ในที่สุด ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงชนะเลิศเหรียญทอง และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2510[48] ท่ามกลางความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ และเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วโลก ทำให้พระอัจฉริยภาพทางกีฬาเรือใบของพระองค์ที่ยอมรับกันทั่วโลก พระองค์ยังได้ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบยามว่างออกมาหลายรุ่น พระองค์พระราชทานนามเรือใบประเภทม็อธ (Moth) ที่ทรงสร้างขึ้นว่า เรือใบมด เรือใบซูเปอร์มด และ เรือใบไมโครมด ถึงแม้ว่าเรือใบลำสุดท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 เรือใบซูเปอร์มดยังถูกใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ พ.ศ. 2528 ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13

ด้านดนตรี

งานทางด้านดนตรี พระองค์ทรงรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและทรงดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโน ทรงโปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้ประพันธ์เพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพันธ์แสงเทียน เป็นเพลงแรก สายฝน ยามเย้น ใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ ค่ำแล้ว ไกลกังวล ความฝันอันสูงสุด และเราสู้ หรือจะเป็นพรปีใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทย เป็นต้น

พระเกียรติยศ
 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลและเกียรติยศต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากบุคคลและคณะบุคคลในประเทศและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจและพระราชอัธยาศัยในการแสวงหาความรู้ ที่สำคัญเป็นต้นว่า

-ประธานรัฐสภายุโรปและสมาชิกร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรัฐสภายุโรป" (19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519)

-ประธานคณะกรรมาธิการเพื่อสันติภาพของสมาคมอธิการบดีระหว่างประเทศ ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลสันติภาพ" (9 กันยายน พ.ศ. 2529)

-สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณในการนำชนบทให้พัฒนา" (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530)

-ผู้อำนวยการใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม" (4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)

-ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน" (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535)

-คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of Chemical Ecology) ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรางวัลเทิดพระเกียรติในการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ" (26 มกราคม พ.ศ. 2536)

-หัวหน้าสาขาเกษตร ฝ่ายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด" สดุดีพระเกียรติคุณในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำ (30 ตุลาคม พ.ศ. 2536)

-ผู้อำนวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญทองคำสดุดีพระเกียรติคุณด้านการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด" (12 ธันวาคม พ.ศ. 2537)

-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตร" (6 ธันวาคม พ.ศ. 2539)

-สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวาย "รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" จากการที่ได้ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตลอดพระชนม์ชีพ (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549)

-ในปี พ.ศ. 2550 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) แถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวาย "เหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา" (Global Leaders Award)  โดยนายฟรานซิส เกอร์รี่ ผู้อำนวยการใหญ่เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ณ พระราชวังไกลกังวล ในวันที่ 14 มกราคม 2552 เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงมีบทบาทและผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่โดดเด่น และพระองค์ทรงเป็นผู้นำโลกคนแรกที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลดังกล่าว





"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง "ทรงพระเจริญ" ในชุด เพลงพิเศษ


http://th.wikipedia.org/wiki








แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: