Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2560, 17:26:33

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานฅน "บทเพลงคาราบาว" เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่  (อ่าน 88087 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2] 3 4
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 19 เมษายน, 2552, 08:26:21 »



สืบทอดเจตนา

แววตาของเจ้าลุกโชน เสียงตะโกนของเจ้าก้องไพร
บัดนี้เจ้านอนทอดกาย จากป่าไปด้วยใจกังวล
วาจาของเจ้าจริงจัง มีพลังเหมือนดังมีมนต์
นักสู้ของประชาชน จะมีกี่คนทำได้ดังเจ้า

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนของกรมป่าไม้
หัวหน้ารักษาพงไพร จังหวัดอุทัย ณ ห้วยขาแข้ง

สองมือเจ้าเคยฟันฝ่า อีกสองขาเจ้าย่างย่ำไป
ลัดเลาะสุมทุมพุ่มไม้ ตระเวนไพรให้ความคุ้มครอง
ดูแลสารทุกข์สารสัตว์ ในป่ารกชัฏ ลำห้วย ลำคลอง
ขาแข้งเหมือนดังขาน่อง สองขาเจ้าย่ำนำความร่มเย็น

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนข้าราชการไทย
ถือประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ ถึงตัวต้องตายไม่เสียดายชีวา

สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนของกรมป่าไม้
หัวหน้ารักษาพงไพร จังหวัดอุทัย ณ ห้วยขาแข้ง

เช้าวันที่ 1 กันยายน ในราวป่าเสียงปืนกึกก้อง
ญาติมิตรล้วนน้ำตานอง จากข่าวร้ายกลางป่าอุทัย
วิญญาณเจ้าจงรับรู้ คนที่ยังอยู่ยังยืนหยัดต่อไป
สืบ...เอยหลับให้สบาย เจ้าจากโลกไปนี้ไม่สูญเปล่า

สืบ...เอย...เจ้าจากไป...ไม่สูญเปล่า



<a href="http://www.youtube.com/v/yiJD4DdMnjw&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/yiJD4DdMnjw&amp;hl</a>
ฟังเพลง สืบทอดเจตนา จาก คาราบาว


สืบ นาคะเสถียร

สืบ นาคะเสถียร หรือชื่อเดิม "สืบยศ" บิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบเป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือ กอบกิจ นาคะเสถียร และ กัลยา รักษาสิริกุล สืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด

โดยที่สายตระกูลของ สืบ นาคะเสถียร เป็นครอบครัวชาวนา ชีวิตในช่วงปฐมวัย จึงต้องช่วยทำงานในนา ของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าว ก็ออกท่องเที่ยวไปกับเพื่อน ๆ โดยมีไม้ง่ามหนังสติ๊กคู่ใจ ได้เข้าเรียนชั้น ประถมตอนต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็ออกไปช่วยทางบ้าน ยกเสริมแนวคันนาเอง เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวัน แม้แดดจะร้อนก็มิเคยปริปากบ่น ครั้นเรียนจบชั้นประถม 4 ต้องจากครอบครัวไปเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

พ.ศ. 2511 เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบมีความตั้งใจในการศึกษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเข้าร่วมกิจกรรมนิสิต โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่างผู้ใกล้ชิดว่า สืบเป็นผู้มีใจรักศิลปะ และสูงส่งในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบในการดำเนินชีวิตในสมัยเรียนอย่างมีแบบแผน. พ.ศ. 2514 ก็จบการศึกษาจากคณะวนศาสตร์ และต่อมาเมื่อ พ.ศ. ก็เข้าทำงานที่ส่วนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ

พ.ศ. 2517 สืบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา และในปี พ.ศ. 2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาตัดสินเลือกกองนี้เพราะต้องการทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า มากกว่างานที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ป่าไม้โดยตรง. งานแรกของสืบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี ได้ผลักดันให้เขา ต้องเข้าไปทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมายอย่างเลี่ยงไม่พ้น ที่นั่นเขาได้จับกุมผู้บุกรุกทำลายป่าโดยไม่เกรงอิทธิพลใด ๆ ผู้ต้องหาล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพนิ่มนวล และที่นี่ สืบเริ่มเรียนรู้ว่า การเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ซื่อสัตย์นั้น เจ็บปวดเพียงไหน

สืบทำงาน อยู่ 3-4 ปี ในปี พ.ศ. 2522 สืบก็ได้รับทุนจาก British Council ไปเรียนระดับปริญญาโท สาขาอนุรักษ์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร. จากนั้น เมื่อ พ.ศ. 2524 ก็กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ มีส่วนร่วมในการจัดการและประสานงาน รวมทั้งเป็นวิทยากร ฝึกอบรมพนักงานพิทักษ์ป่าอีกหลายรุ่น จนกระทั่ง พ.ศ. 2526 สืบได้ขอย้ายตัวเองเข้ามาเป็นนักวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำหน้าที่วิจัยสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว "ผมหันมาสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะวิ่งไปจับคน เพราะรู้ว่าจับได้แต่คนตัวเล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ จับไม่ได้ ก็เลยอึดอัดว่ากฎหมายบ้านเมืองนั้นมันใช้ไม่ได้กับทุกคน มันเหมือนกับว่าเราไม่ยุติธรรมเรารังแกชาวบ้าน"

ในระยะนี้ เป็นจังหวะที่สืบได้แสดงความเป็นนักวิชาการออกมาอย่างเต็มที่ งานวิจัยศึกษาสัตว์ป่าเป็นงานที่สืบทำได้ดี และมีความสุขในการทำงานวิชาการมาก สืบรักงานด้านนี้เป็นชีวิต จิตใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้ผูกพันกับสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เขาเริ่มใช้เครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง วีดีโอ กล้องถ่ายภาพนิ่ง และการสเก็ตซ์ภาพ ในการบันทึกงานวิจัยทั้งหมด, ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลงานการวิจัยสัตว์ป่าชิ้นสำคัญของเมืองไทยในเวลาต่อมา. มรดกที่สืบมอบให้กับคนรุ่นหลัง คือภาพถ่ายสไลด์สัตว์ป่าหายากนับพัน ๆ รูป ม้วนเทปวิดีโอภาพ สัตว์ป่าและปัญหาการทำลายป่าไม้ในเมืองไทย อีกหลายสิบม้วน ซึ่งสืบเป็นคนถ่ายเอง และหลายครั้งที่เขาลงทุนไปเช่าห้องตัดต่อ ในกรุงเทพฯ เพื่อตัดต่อเทปด้วยตนเอง

งานวิจัยชิ้นแรก ๆ ของสืบเริ่มจากการเป็นนักสำรวจนก ติดตามจำนวนชนิด และพฤติกรรมการ ทำรังของ นกบางชนิด ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ได้สร้างความเจ็บปวดให้เขาคือ เมื่อเขาได้มีโอกาสติดตามนักวิจัยจากต่างประเทศ ที่ได้รับทุนจากนิตยสาร National Geographic และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินทางเข้าไปสำรวจติดตามกวางผา สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที แล้วที่ดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2528 เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสืบและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งชื่อ คำนึง ณ สงขลา กำลังปีนขึ้นไปถ่ายภาพกวางผา ที่อาศัยอยู่บนหน้าผา ได้เกิดไฟไหม้ป่าขึ้น เพราะชาวบ้านเข้าไปจุดไฟ เพื่อล่าสัตว์ทันใดนั้นลมกรรโชกพัดเอาลูกไฟที่กำลังลุก ไหม้อย่างรุนแรง มาที่คนเหล่านั้น คุณคำนึง โชคร้ายพลัดตกลงไปจากหน้าผาขณะหนี

สืบ นาคะเสถียร คือหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าที่เข้าไปช่วยเหลือสัตว์ เหล่านี้เป็นครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับรองอธิบดีกรมป่าไม้เป็นคนเลือก ให้เขาเข้าไปรับผิดชอบในตอนแรก สืบปฏิเสธที่จะเข้ารับงานนี้ ด้วยในขณะนี้มีงานวิชาการวิจัยสัตว์ป่าที่เขาดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้บังคับบัญชา ในที่สุดเขาจึงต้องรับและพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยมีงบประมาณขึ้นต้นเพียง 8 แสนบาท ในการรับผิดชอบพื้นที่แสนกว่าไร่ ไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตสัตว์ป่าใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เรือหรือตาข่าย. เดิมทีงบประมาณของโครงการนี้มีมากกว่านี้ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ชุดก่อนที่เข้ามารับงาน ฉ้อฉลเงินไปประมาณ 7 แสนบาท ระบบราชการเมืองไทยมักเป็นเช่นนี้เสมอ สืบตระหนักดีว่า หากช้าไปอีกทุก ๆ หนึ่งวัน ก็จะมีสัตว์ล้มตายเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ดังนั้นเขาจึงทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์การช่วยชีวิตสัตว์ป่ามาก่อนก็ตาม เขาจึงพยายามศึกษาหาข้อมูลจาก ตำราของเมืองนอก ตลอดจนขอความรู้จากนายพรานเก่าที่มีความชำนาญในการจับสัตว์ป่ามาก่อน

สองปีผ่านไป โครงการอพยพสัตว์ป่าสามารถช่วยเหลือชีวิตสัตว์ได้ถึง 1,364 ตัว ซึ่งเป็นจำนวนที่น่าพอใจ แต่ยิ่งสืบช่วยชีวิตสัตว์ ก็ยิ่งรู้ดีว่า เทียบไม่ได้กับสัตว์อีกจำนวนมหาศาลที่จมน้ำ หรืออดอาหารตาย จากการสร้างเขื่อนครั้งนี้. กระนั้นก็ตาม สืบยังคงช่วยชีวิตสัตว์ป่าด้วยหัวใจ มิใช่เพียงเพราะหน้าที่ เขาจะซึมเศร้าทุกครั้งเมื่อเอาพืชอาหาร ที่เก็บมาจากเกาะต่าง ๆ มาป้อนให้กับค่างดำหรือชะนีที่บาดเจ็บแต่มันไม่ยอมกิน ทุกครั้งที่เห็นศพค่างหรือชะนีลอยตามน้ำมา มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด และรู้สึกโกรธเมื่อเห็นเลือดสด ๆ จากเนื้อสัตว์ที่ชำแหละแล้วในเรือของนายพรานที่ผ่านมาพบเข้า เขาน้ำตาไหลเมื่อเลียงผาและกวางที่ช่วยชีวิตขึ้นมาจากน้ำต้องตาย เพราะความอ่อนเพลียและความหิวโหย แต่หัวใจของสืบก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเอาเรือออกตระเวนช่วยเหลือพวกมัน แม้จะรู้ดีว่าการกระทำนั้นแทบจะไร้ผล แต่เขาก็ยังทำอย่างบ้าบิ่นต่อไป จนกระทั่งเขาได้เข้าใจปัญหาทั้งหมดอย่างท่องแท้ว่า การอพยพสัตว์ไม่อาจช่วยชีวิตสัตว์ได้เลย เพราะผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นกระบวนการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ทำลายแหล่งอาหารแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมด ที่มนุษย์ไม่อาจสร้างขึ้นมาทดแทนได้อีก สืบเริ่มรู้แล้วว่างานวิชาการไม่อาจช่วยชีวิตสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าได้ ปัญหาการทำลายป่าและสัตว์ป่า เป็นปัญหาใหญ่หลวงระดับชาติที่นักวิจัยสัตว์ป่าอย่างเขาจะต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้ได้ ก่อนจะสายเกินแก้ สำหรับคนอื่น ๆ แล้ว ปัญหานี้อาจเป็นเรื่องธรรมดา ที่หมักหมมกันมานาน ไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่สำหรับ สืบ นาคะเสถียร แล้ว ไม่ อย่างเด็ดขาด

เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจผ่าทางตัน ด้วยการสั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระรับผิดชอบ และทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระจนจิตใจสงบ ขณะที่ฟ้ามืดกำลังเปิดม่านรับวันใหม่ เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ก็ปิดม่านชีวิตของเขาลง และเป็นบทเริ่มต้น ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา

และหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังขึ้นไม่กี่สิบเมตรบรรดาเจ้าหน้าที่ ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ต่างกุลีกุจอมาประชุมกันที่ห้วยขาแข้ง อย่างแข็งขัน เพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุก ทำลายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เขามาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้แล้ว แต่หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน...

การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร ได้ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อผู้คนที่รักธรรมชาติ และแสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ทั้งนี้เพราะว่าในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ สืบมิได้เป็นเพียงข้าราชการอาชีพที่มีภาระการงานเกี่ยวกับการพิทักษ์ป่า และสัตว์ป่าเท่านั้น หากเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทย เป็นผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อปกปักรักษาทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยไม่คำนึงภัยอันตรายใด ๆ การจากไปของเขานับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นความสูญเสียที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติทุกคน ไม่อาจปล่อยให้ผ่านพ้นไป โดยปราศจาก





เสียงปืนที่ดั่งลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่กอดไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา

โทษใดให้ประหาร ศาลไหนพิพากษา
หากลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม

ชีวิตใครก็รัก ท่านประจักษ์บ้างหรือไม่
โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน

อนิจจา สัตว์ป่าผู้น่าสงสาร ถูกล้างผลาญเข่นฆ่าให้อาสัญ
ผิดด้วยหรือต้องถูกฆ่าให้จาบัลย์....

โอ้ มนุษย์นั้นจะโหดร้าย ถึงไหนกัน......



คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สืบ นาคะเสถียร
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง สืบทอดเจตนา  ในชุด โนพรอมแพลม


ที่มา : http://www.dek-d.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 19 เมษายน, 2552, 20:49:33 »



หลวงพ่อคูณ

เมตตามหามงคล
แด่สาธุชนศิษย์หลวงพ่อคูณ
หลั่งไหลกันมาทำบุญ
พรหลวงพ่อคูณขอให้รวยให้รวย

รับแจกวัตถุมงคล
ประพรมน้ำมนต์สาธุชนพระช่วย
เดินสายปลอดภัยไปได้สวย
ค้าขายร่ำรวยดั่งถูกหวยเบอร์ใหญ่

เพี้ยง หลวงพ่อคูณช่วยคุ้ม
ช่วยคุ้ม อุ้มเอาไปแช่น้ำมนต์
ลูกศิษย์ลูกหามากมี
ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ก็มากมาย

ขอพรกันไม่ขาดสาย
หลวงพ่อบอกไอ้นายเอารุ่นกูให้มึง
ทั้งนักมวยนักเลงนักเล่น
ดาราดวงเด่นศรัทธาจนน่าทึ่ง

หลวงพ่อคูณรุ่นกูให้มึง
ก็แล้วแต่พวกมึงจะนึกถึงชั่วดี
ชั่วดีอยู่ในกะโหลก มาเขกโป๊กๆ จำไว้ให้ดี
เข้ามาพวกรัฐมนตรี ส.ส.ตัวดีกูจะให้พร

ไปนั่งอยู่ในสภา
อย่าให้เขาด่าจงพึงสังวร
แขวนพระเป็นอุทาหรณ์
ประชาชนเดือดร้อนเขาจึงเดินขบวน

อนิจังวัฏสังขารา
ลาภยศศรัทธาย่อมมีผันผวน
การเมืองย่อมมีตีรวน
อย่ารวมหัวตีตรวนแหกตาประชาชน

หลวงพ่อท่านเบื่อจะตาย
สร้างรุ่นสุดท้ายรุ่นแช่น้ำมนต์
ถ้าจะให้ขลังมีประสิทธิผล
ต้องเตะตูดทีละคนไล่เสนียดจัญไร



<a href="http://www.youtube.com/v/XR1c3Oikzpc&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/XR1c3Oikzpc&amp;hl</a>
ฟังเพลง หลวงพ่อคูณ จาก คาราบาว


หลวงพ่อ คูณ ปริสุทฺโธ

หลวงพ่อคูณ ถือกำเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชือ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ ๔ ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน เป็นบุตรชายคนหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๓ คน มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี ๓ นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า... เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขอำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"

เนื่องด้วยบุรพกรรมและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง ๓ คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ ๖-๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง ๓ ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

หลวงพ่อคูณอุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ (หนังสือบางแห่งว่า ปี ๒๔๘๖) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก หลวงพ่อคูณตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย ตามรอยพระพุทธองค์ ที่ตรัสไว้ว่า... " เทว เม ภิกขเว วิชชา ภาคิยา" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชานั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑ สมถะ ความสงบระงับแห่งจิตที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง

๒ วิปัสสนา ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมเบื้องสูงอันสุขุมลุ่มลึก
ในทางพุทธศาสนาและจงเดินตามหนทางนั้นเถิด...


และท่านจึงให้แนวทางพิจารณา 5 ประการ คือ

พิจารณาว่า ความเกิดเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเกิดนี้ได้
พิจารณาว่า ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความแก่นี้ได้
พิจารณาว่า ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเจ็บนี้ได้
พิจารณาว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความตายนี้ได้
พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เรามีกรรมเป็นของตนเอง
เรากระทำความดี จักได้ดี เรากระทำความชั่ว จักได้ชั่ว

ส่วนพระกัมฏฐานนั้น หลวงพ่อคงได้สอนให้ใช้หมวดอนุสติ โดยดึงเอาวิธีกำหนด ความตาย เป็นอารมณ์ เรียกว่า มรณัสสติ เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กำหนดลมหายใจเข้าออกทำจิตให้เกิด สัมมาสมาธิ เรียกว่า ?อานาปานสติ?เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่อุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น หลวงพ่อยังได้สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนบริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ

หลวงพ่อคูณได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท "หลวงพ่อเป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบาย"





กูแสดงให่รู่ว่า กูมีความจริงใจกั๊บพวกมึง
แสดงความเป็นกันเอง รักใคร่ ซานี้ดสนม ไม่ต่องพิธีรีตอง พูดตรงไปตรงมา
อย่างกูเรียกไอ้นาย ก็แปลว่า กูรักกูเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน
ไม่เกี่ยวกั๊บยศฐาบรรดาซั๊กอะไร


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ หลวงพ่อ คูณ ปริสุทฺโธ
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง หลวงพ่อคูณ ในชุด คนสร้างชาติ


ที่มา : http://www.panyathai.or.th
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 25 เมษายน, 2552, 17:36:11 »



กีตาร์คิงส์

ดวงใจอาดูร พ่อนักดนตรีคลุกฝุ่น
ต้องหาเงินเจือจุน อุ้มบุญกันต่อไป

ลูกน้อยยังเล็กๆ ภรรยาวัยสดใส
อยู่เคียงข้างกำลังใจ ในถนนสายดนตรี

ยืนดีดกีต้าร์ตลอดคืน
เพื่อความสุขของผู้ฟัง ผู้ชม ผู้ดู

เป็นมือกีต้าร์ กีต้าร์คิงส์
มีกีต้าร์เป็นร่างกาย หัวใจ วิญญาณ

ทำงานมานาน บ้านยังเช่ารถยังผ่อน
ยุคจีไอ.เมืองอุดร ยุคเฟื่องฟูวีไอพี.

เล่นดนตรีอันเดอร์กราวนด์ ร้องเรื่องราวชาวเฮฟวี่
ผ่านมานานจนวันนี้ มีแค่กีต้าร์ตัวเก่า

เสียงเขย่าสาย คือจดหมายหัวใจ
บ่งบอกความนัยๆ ลูกผู้ชายต้องฝ่าฟัน

ปลายฝันแห่งชีวิต พรหมลิขิตช่างหัวมัน
เกิดเป็นแหลมมอริสัน เป็นตำนานกีต้าร์คิงส์

เดินทางยาวนาน ประสบการณ์ยิ่งใหญ่
ยิ้มรับโลกเสมอไป ไม่ยินร้ายกับวันนี้

ขอเป็นคนกีต้าร์ แม้เกิดมาเกิดผิดที่
นำพาโลกยามราตรี มีดนตรีตลอดกาล



<a href="http://www.youtube.com/v/mYBmQ9eufZ8&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/mYBmQ9eufZ8&amp;hl</a>
ฟังเพลง กีต้าร์คิงส์ จาก คาราบาว


แหลม มอริสัน

แหลม มอริสัน มีชื่อจริงว่า พิชัย นวลแจ่ม เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2492 ที่จังหวัดกรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักการเล่นเล่นดนตรีร็อกแอนด์โรลในสไตล์เฮฟวี่ เมทัล ตามผับหรือสถานบันเทิงต่าง ๆ ให้แก่ทหารเกณฑ์อเมริกันในช่วงสงครามเวียดนามในชื่อวง V.I.P. ชื่อ แหลม มอริสัน ได้มาจากเสียงร้องที่แหบแหลม เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และสามารถเล่นเพลงของจิม มอริสัน ร็อกเกอร์ชื่อดังในยุคนั้นได้เหมือนมาก ซึ่งหานักร้องนักดนตรีชาวไทยน้อยรายที่สามารถจะทำเช่นนี้ได้

แหลม มอริสัน ได้ไปเล่นดนตรีในต่างประเทศหลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เช่น นอร์เวย์ , สวีเดน ,เดนมาร์ค และยุโรป ประเทศเยอรมนี และเคยร่วมเล่นกับไมเคิล แชงเกอร์ มือกีตาร์ของวงสกอร์เปี้ยนมาแล้ว ซึ่งเป็นมือกีตาร์ที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นมือกีตาร์ระดับต้น ๆ ของโลก และไมเคิล แชงเกอร์ ก็ยอมรับในความสามารถของแหลม มอริสัน

แหลม มอริสัน ได้เล่นดนตรีตามสถานบันเทิงต่าง ๆ ทั่วประเทศ และเคยร่วมเล่นเป็นศิลปินรับเชิญหรือแบ็กอัพให้แก่ศิลปินไทยหลายคน หลายวง เช่น คาราบาว, โดม มาร์ติน เป็นต้น และในต้นปี พ.ศ. 2539 ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง มีเพลงโปรโมตชื่อ แรงต้านลม

แหลม มอริสัน ได้ถูกยอมรับว่าเป็นมือกีตาร์ระดับต้น ๆ คนหนึ่งของประเทศไทย จนได้รับฉายาว่า " กีตาร์คิง " ชีวิตส่วนตัว ปัจจุบัน ยังคงเล่นดนตรีอยู่ที่ร้าน Blue Factory พัทยาใต้ ทุกคืนตั้งแต่เวลา 23.00น.เป็นต้นไป หยุดแสดงวันจันทร์ อนึ่ง เมื่อปลายปี พ.ศ. 2538 ในอัลบั้ม 15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย ของคาราบาว ได้แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง ชื่อ กีตาร์คิงส์ เพื่อเป็นการยกย่องถึงแหลม มอริสันด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2511 วง วี.ไอ.พี. ก่อตั้งขึ้นโดย นิวัฒน์ กองแก้ว (เบส) โดยมี แหลม เข้าร่วมในตำแหน่งกีต้าร์ลีด, วิน คัมภีร์ (ออร์แกน) และ เอกมันต์ โพธิ์พันทอง (กลอง)แหลมหัดเล่นกีต้าร์เมื่ออายุ 16 ปี โดยเริ่มเล่นคอร์ด จากนั้นก็หันไปจับเบส และ ร้องอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะทุ่มเทให้กับการเล่นลีดอย่างจริงจัง ถึงมาเข้าร่วม วี.ไอ.พี.

วง วี.ไอ.พี. ก็เหมือนกับวงดนตรีอาชีพหลายๆวงในยุคนั้นคือตระเวนเล่นในแคมป์ทหารจี.ไอ. ในช่วงสงครามเวียตนาม ที่มาปักหลักอยู่ที่ สัตหีบ โคราช หรือ อุดร รสนิยมในการฟังเพลง ของทหารอเมริกันในแคมป์ไม่ได้ฟังแนวป๊อปหวานแหวน เพลงที่ฟังส่วนใหญ่ จะเป็นดนตรีฮาร์ดร็อค ในยุคนั้นนิยมเรียกันว่าเพลงอันเดอร์กราวนด์ เพลงที่ วี.ไอ.พี. เล่นส่วนใหญ่เป็นของ The Doors ,Deep Purple, Steppenwolf และ Blue Cheer เป็นต้น

วี.ไอ.พี. จัดได้ว่ามีความโดดเด่นกว่าวงรุ่นเดียวกันเป็นอย่างมาก อุดรเป็นจังหวัดที่ วี.ไอ.พี. ลงหลักปักฐาน สั่งสมชื่อเสียง ประสบการณ์ และรายได้จากที่นี่ นอกจากฝีมือการเล่นที่สุด เฉียบขาดแล้ว วี.ไอ.พี. เป็นวงดนตรีที่ไม่ยอมแต่งตัวเหมือนกันในการแสดง ซึ่งแตกต่างไปจาก วงในยุคนั้นที่ต้องแต่งกายเหมือนกัน ปี 2515 รายการ ป๊อปออนสเต็จ (ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อ เป็นรายการโลกดนตรี) โดย เทิ่ง สติเฟื่อง กล่อมให้ วี.ไอ.พี. ออกแสดงสดในรายการได้สำเร็จ โดยที่สมาชิกของวงยอมแต่งตัวเหมือนกันเล่นโชว์ในทีวีอีกต่างหาก มีเรื่องเล่าว่ามีอยู่ปีหนึ่งที่ งานแสดงดนตรี ณ เวทีลีลาศ สวนอัมพร วง วี.ไอ.พี. มีคิวขึ้นเล่นแสดง ทางวงจุดอารมณ์ร่วมของ ผู้ชมจนถึงจุดพีคสุด จน ดิ อิมพอสสิเบิ้ล ซึ่งต้องขึ้นเล่นเป็นคิวถัดไปถึงกับถอยทัพ เพราะไม่ อยากขึ้นไปฆ่าตัวตายบนเวที




การที่บุคคลในแวดวงใดแวดวงหนึ่งจะได้รับสมญาว่า "คิง" นั้นคงไม่ได้มาง่ายๆ
ข้อแรกคงไม่มีใครอุปโลกตัวเองขึ้นมา ประการต่อมาความเป็นเลิศในทักษะด้านนั้นๆ
ต้องได้รับการยอมรับจากคนในสาขาเดียวกันอย่างค่อนข้างเป็นฉันทามติ


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ แหลม มอริสัน
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง กีต้าร์คิงส์ ในชุด หากหัวใจยังรักควาย


ที่มา http://www.oknation.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 25 เมษายน, 2552, 18:33:49 »



เดอะแมน ซิตี้ ไลอ้อน

เกิดมาร้องรำทำเพลง ชีวิตบรรเลงหนี้สินรุงรัง
เดอะแมนผู้ชายโด่งดัง ผู้มีความหลังที่ซิตี้ไลอ้อน

เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน
แม่ยอดตองน้องศรีไพร พี่คนบ้านไกลละแบกรักมาฝาก

ความจนยอมทนลำบาก หวังยกขันหมาก
มาหมายหมั้นขวัญใจ จึงลองปลูกข้าวโพดสาลี

ก็ราคามันดีจะมีเงินก้อนใหญ่ ฝนมันแล้งแห้งเหี่ยวหัวใจ
ฝนมันแล้งแห้งเหี่ยวหัวใจ ต้องทิ้งนาทิ้งไร่ร่อนเร่พเนจร

เกิดมาร้องรำทำเพลง ชีวิตบรรเลงหนี้สินรุงรัง
เดอะแมนผู้ชายโด่งดัง ผู้มีความหลังที่ซิตี้ไลอ้อน

เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน
แม่ยอดตองน้องศรีไพร พี่มาจับไมค์ก็ยังเป็นชายคนก่อน

เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน รู้ไหมงามงอนคนสิงห์เป็นคนดี
ได้ถือไมค์มีไฟส่องหน้า ฟังดูเข้าท่าร่ำรวยแล้วนะซิ

ต้องหาค่ำกินเช้ายังบ่จี้ ต้องหาค่ำกินเช้ายังบ่จี้
ไอ้แป๊ะเทปน่ะตัวดี มันมีบ้านตึกใหญ่โต
(เฮ้อ ชายละเบื่อไม่อยากจะพูด)

อันความรักของชายมั่นคง ซื่อๆตรงๆเออเอยข้างๆคูๆ
สำนักงานวงดนตรีคือที่อยู่ ซุกซอกรังหนูแต่พี่ไม่อ๊ายไม่อาย

เสียงเพลงของคนบ้านนอก ไม่กลิ้งไม่กลอกมักบอกความในใจ
ว่าน้องรักนักร้องที่ชื่อชาย น้องรักนักร้องที่ชื่อชาย

เขาหลงรักสาวมาลัย แม่ศรีไพรยอดตอง
แม่ยอดตองน้องศรีไพร พี่เคยวางไมค์เมามายไม่เป็นท่า

ท่อมท่องทอดแหหาปลา ที่หัวไร่ปลายนาตัวดำไม่น่าดู
เบื่อสังคมเอารัดเอาเปรียบ นักร้องถูกเหยียบย่ำยีน่าอดสู

ต้องร้องเพลงให้เขาขูดเลือดปู ร้องเพลงให้เขาขูดเลือดปู
กว่าพี่ชายจะรู้ ก็จวนเจียนจะขาดใจ

เกิดมาร้องรำทำเพลง ชีวิตบรรเลงหนี้สินรุงรัง
เดอะแมนผู้ชายโด่งดัง ผู้มีความหลังที่ซิตี้ไลอ้อน

เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน
เกิดมาร้องรำทำเพลง ชีวิตบรรเลงหนี้สินรุงรัง

เดอะแมนผู้ชายโด่งดัง ผู้มีความหลังที่ซิตี้ไลอ้อน
เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน



<a href="http://www.youtube.com/v/d7XelsKFa4U&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/d7XelsKFa4U&amp;hl</a>
ฟังเพลง เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน จาก คาราบาว


ชาย เมืองสิงห์


นายสมเศียร พานทอง หรือที่รู้จักกันดีในนาม ชาย เมืองสิงห์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นักร้อง-นักแต่งเพลงลูกทุ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2538 ชาย เมืองสิงห์ เป็นนักร้องที่มีลีลาการร้องเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และแต่งเพลงได้เหมือนน้ำตกที่ไหลพรั่งพรูจากหน้าผาไม่มีวันเหือดแห้ง เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ ชาย เมืองสิงห์ คือ เพลงมาลัยดอกรัก และอีกมากมายหลายเพลง นอกจากนั้นเขาก็ยังได้ประพันธ์เพลงลูกทุ่งเอาไว้ประมาณ 1,๐๐๐ เพลง ซึ่งก็มีทั้งที่เอาไว้สำหรับขับร้องเองและให้ผู้อื่นร้องมากกว่า และหลายเพลงก็ติดอันดับยอดนิยม เพลงลูกทุ่งของชาย เมืองสิงห์ มีเสน่ห์และแสดงความเป็นลูกทุ่งที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ด้วยการผสมผสานเสียงดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้าน กลายเป็นเพลงลูกผสมพันทางที่ฟังสนุกสนานกลมกลืนได้อย่างไพเราะ ด้วยความเป็นอัจฉริยะและความรู้ความสามารถ ทำให้ได้รับการขนานนามให้เป็น ลูกทุ่งสามสมัย คือ คงความยอดนิยมไว้ได้ทุกยุคทุกสมัย ชาย เมืองสิงห์ ได้รับรางวัลเกียรติคุณในฐานะศิลปินดีเด่นหลายรางวัล มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับในวงการลูกทุ่งเป็นอย่างยิ่ง


ชาย เมืองสิงห์ มีชื่อจริงว่า สมเศียร พานทอง เกิดที่ จังหวัดสิงห์บุรี จบการศึกษาที่ โรงเรียนเพาะช่าง จบการศึกษาชั้นประถม 4 จากโรงเรียนวัดหัวว่าว จบชั้นมัธยมปลายจากจากโรงเรียนสิงหะวัฒนพาหะ ในจังหวัดบ้านเกิดในปี 2499 ก่อนจะเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่างที่กรุงเทพฯ ในระหว่างนั้น เนื่องจากเป็นคนที่ชอบการร้องเพลง เมื่อเงินไม่พอใช้ก็จะอาศัยไปร้องเพลงเชียร์รำวง แต่เมื่อเรียนได้ถึงชั้นปีที่ 4 เขาก็ต้องเลิกเรียน เพราะทางบ้านประสบปัญหาทางด้านการเงินอย่างหนัก ชาย เมืองสิงห์ ที่ตัดสินใจสู้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง จึงต้องออกหางานทำ ซึ่งงานที่ว่าที่สุดยอดนักร้องลูกทุ่งเคยทำมาก็อย่างเช่นรับจ้างตากผัก เพื่อนำมาทำเป็นผักกาดกระป๋อง , กรรมกรตอกเสาเข็ม , รับจ้างเขียนป้าย และวาดรูป ต่อมาได้รับการอุปถัมภ์จาก อารมณ์ คงกะพัน ผู้กว้างขวางที่ขายของอยู่แถวตลาดพลู ที่คอยช่วยเหลือและผลักดันให้ชาย เมืองสิงห์ เข้าประกวดร้องเพลงตามที่ต่างๆ

พอถึงปี 2504 ชาย เมืองสิงห์ มีโอกาสพบกับครูมงคล อมาตยกุล หัวหน้าวงจุฬารัตน์ จึงได้ขอสมัครเป็นนักร้องในวง แต่ครูมงคลยื่นเงื่อนไขว่าจะรับเขามาร่วมวง ก็ให้ไปแหล่สดๆแข่งกับพร ภิรมย์ นักร้องดังในวงจุฬารัตน์ และนักร้องลูกทุ่งชั้นแนวหน้าของประเทศในยุคนั้น ซึ่งชาย เมืองสิงห์ ก็ฝ่าด่านหินนั้นมาได้ด้วยการมาแหล่สดๆออกอากาศโต้กับพร ภิรมย์ ซึ่งด้วยน้ำเสียงที่แปลกเป็นเอกลักษณ์ และไหวพริบปฏิภาณที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาได้รับการชื่นชมจากแฟนเพลงที่ฟังรายการ จนครูมงคล ต้องยอมรับเขาเข้าร่วมวงตามที่ประกาศเอาไว้ รวมทั้งตั้งชื่อให้เขาว่าชาย เมืองสิงห์ ก่อนจะผลักดันให้มีโอกาสบันทึกเสียงผลงานเพลงของตัวเอง ซึ่งชาย เมืองสิงห์ ก็ไม่ได้ทำให้ใครผิดหวัง เมื่อเขามีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้ว บวกกับความสามารถด้านการแสดงหน้าเวที ขณะเดียวกัน จากหน้าตาที่หล่อเหลาไม่เบาของเขา จึงทำให้เขาได้รับฉายาว่า อเลน เดอลอง เมืองไทย ต่อมา คณะตลกเมืองไทยก็ตั้งฉายาให้เขาว่า แมน ซิตี้ไลอ้อน  ตามชื่อที่ถอดความมาจากภาษาอังกฤษ และฉายานี้ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากขึ้นไปอีก แม้ในกลุ่มคนที่ไม่ฟังเพลงในแนวของเขา


ชาย เมืองสิงห์ อยู่กับวงจุฬารัตน์ 5 ปี พอถึงปี 2510 ก็ออกมารับงานร้องเพลงทั่วไปเอง ในปีต่อมาก็ตั้งวงดนตรีเล็กๆชื่อ วงหลังเขาประยุกต์  ต่อมาขยายวงและเปลี่ยนชื่อเป็น จุฬาทิพย์  เพื่อรำลึกถึงวงที่ทำให้เขาโด่งดัง ซึ่งในช่วงที่ทำวงนี้ ชาย เมืองสิงห์ ได้ปลุกปั้นให้ลูกวงของเขาโด่งดังขึ้นมาในระดับแนวหน้าในภายหลังหลายคน เช่น โชคดี พักภู่ , เพชร โพธิ์ทอง , ระพิน ภูไท , ดี๋ ดอกมะดัน , ดู๋ ดอกกระโดน , สีหนุ่ม เชิญยิ้ม , หนุ่ม เมืองไพร , ดาวไทย ยืนยง , ถนอม จันทรเกตุ

ชาย เมืองสิงห์ ทำวงอยู่ 10 ปี ก็ยุบวงไป เพราะมรสุมชีวิต ทั้งปัญหาครอบครัว และพ่อแม่เสียชีวิต เขาจึงห่างหายจากวงการเพลงไปนาน เมื่อผันตัวไปเป็นเกษตรกรทำไร่นาสวนผสมที่บ้านเกิดนานถึง 10 ปี จนได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นของจังหวัด

ต่อมาเมื่อมีการจัดงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 1 ในปี 2532 ชาย เมืองสิงห์ ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีถึง 4 รางวัล เขาจึงกลับเข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งไทยอีกครั้ง โดยมีการนำเอาทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่มาบันทึกเสียงจวบจนถึงทุกวันนี้



เกียรติยศ

โล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 1 ในปี 2532 จากการแต่งและร้องเพลง พ่อลูกอ่อน และ ทำบุญร่วมชาติ รวม 4 รางวัล

โล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 2 ในปี 2534 จากการแต่งและร้องเพลง ลูกสาวใครหนอ รวม 2 รางวัล

รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงที่ใช้ภาษาไทยดีเด่น ของมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2534

ได้รับการยกย่องเป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่นทาง ด้านวัฒนธรรม (สาขาศิลปะและการช่างฝีมือ) ประจำภาคกลางตอนบน ปี 2535

รางวัลเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวานกึ่งศตวรรษสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมไทย ภาคพิเศษ ปี 2537 จากเพลงทุกข์ร้อยแปด

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นักร้อง  นักแต่งเพลง ปี 2538




หอมมาลัย ที่ชาย รับมาจากเจ้า
รับมาจากสาว เล่นเอา หัวใจชายสั่น
พวงมาลัย คล้องดวงใจ ผูกพันธ์
ต่างพยานรักกัน ไม่ว่าคืนหรือวัน
จิตรำพันถึงเธอ หลับละเมอเพ้อไป


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ ชาย เมืองสิงห์
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง เดอะแมน ซิตี้ ไลอ้อน ในชุด เดอะแมน ซิตี้ ไลอ้อน


ที่มา http://th.wikipedia.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 26 เมษายน, 2552, 10:30:20 »



แด่สหายพันตา

ตัวไม่ใหญ่ แต่ใจดี ตาไม่ตี่ แต่มันส่อน
จับกีตาร์ ขึ้นมาก่อน ขับกล่อมเพลง เพื่อชีวิต
เพื่อชีวิต เพื่อ.ประชาชน แด่ผู้ทุกข์ทน คนยากไร้
เขาเดินทาง ไปทั่วแผ่นดินไทย กึ่งศตวรรษ ได้ผ่านมา.
ตัวไม่ใหญ่ แต่ใจสู้ มุ่งดอยภู สู่สร้างสังคมใหม่
หวังปลดป่า ปล่อยเมือง ให้เป็นไทย
หนึ่งใน สงครามกองโจร เมื่อขุนโจร ถึงคราวกลับใจ
ตะวันแดง อ่อนแรงอิดโรย นกน้อย เจ้าบินโบกโบย
ไปตามลม แห่งโชคชะตา
เป็น.สหายพันตา จับอาก้าร์และปากกา
เป็น.สหายพันตา กินหน่อไม้ บ่ใส่เกลือ
เป็น.สหายพันตา จับอาก้าร์และปากกา
เป็น.สหายพันตา กินข้าวโพดจนอ่อนแรง
ตัวไม่ใหญ่ แต่ยิ่งใหญ่ คนรุ่นใหม่ ยังรู้จัก
มิตรสหาย มอบความรัก ให้เขาเป็น พระเจ้าหัวฟู
ยกเป็นครู เป็นอาจารย์ใหญ่
สุรชัย ผู้ชายอุดมการณ์ เขาเดินทางมาเนิ่นและยาวนาน
จิตวิญญาณ เคียงข้าง ประชาชน
แด่สหายพันตา คารวะ ด้วยศรัทธา
แด่สหายพันตา กึ่งศต.วรรษ ได้ผ่านมา
แด่สหายพันตา คารวะ ด้วยศรัทธา
แด่สหายพันตา กึ่งศต.วรรษ ได้ผ่านมา
คารวะ ด้วยศรัทธา สุรชัย จันทิมาธร




<a href="http://www.youtube.com/v/NZIw4n_j11I&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/NZIw4n_j11I&amp;hl</a>
ฟังเพลง แด่สหายพันตา จาก แอ๊ด คาราบาว & ปู พงษ์สิทธิ์ คําภีร์


สุรชัย จันทิมาธร

สุรชัย จันทิมาธร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ หงา คาราวาน เป็นนักร้องนำและหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงคาราวาน สุรชัยเป็นนักแต่งเพลงชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของวงการเพลงไทย ผู้คนในวงการเพลงเพื่อชีวิตมักเรียกเขาอย่างนับถือว่า น้าหงา หรือ พี่หงา และได้รับฉายาว่า อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต

สุรชัยเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2491 ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายเขมร โดยชื่อ หงา นี้เป็นภาษาเขมร มีพ่อเป็นครูใหญ่โรงเรียนเทศบาล ดังนั้นจึงเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านของสุรชัยมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เมื่อโตขึ้นมาได้เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อเรียนต่อในด้านศิลปะที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ และได้รู้จักกับนักคิด นักเขียนคนอื่น ๆ ที่ต่อมากลายมาเป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าคนอื่น ๆ ของประเทศ เช่น สุวรรณี สุคนธา, สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นต้น ซึ่ง การเป็นนักเขียนของสุรชัยเริ่มต้นขึ้นที่นี่

ในปี พ.ศ. 2516 สุรชัยได้ร่วมกับ วีระศักดิ์ สุนทรศรี (แดง) ได้ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรี ท.เสนและสัญจร ขึ้น และเมื่อปี พ.ศ. 2517 ได้ตกลงที่จะรวมวงกับบังคลาเทศแบนด์ ของมงคล อุทก (หว่อง) และทองกราน ทานา เพื่อก่อตั้งวงดนตรีคาราวาน. สุรชัยได้แต่งเพลงเพื่ออุทิศให้กับบุคคลสำคัญของไทยหลายคน เช่น จิตร ภูมิศักดิ์, ปรีดี พนมยงค์, สืบ นาคะเสถียร และ รงค์ วงษ์สวรรค์

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สุรชัยและพรรคพวกบางส่วนได้หลบหนีเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเฉกเช่นนักศึกษาและปัญญาชนคนอื่น ๆ โดยสุรชัยทำหน้าที่คอยให้ความบันเทิง ร้องเพลง โดยมีชื่อจัดตั้งว่า "สหายพันตา"

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองสงบลง สุรชัยและพรรคพวกได้เดินทางออกจากป่า และได้แต่งเพลงซึ่งเป็นเพลงอมตะของคาราวานและสุรชัย บอกเล่าถึงสภาพจิตใจที่ออกจากป่ามาสู่เมือง คือเพลง คืนรังซึ่งเป็นเพลงที่แต่งก่อนขึ้นแสดงดนตรีเพื่อการกุศลของยูนิเซฟ โดยใช้เวลาแต่งเพียง 5 นาที แต่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเพลงหนึ่งเลยทีเดียว

บทเพลงของสุรชัยในยุคแรกๆ มีเนื้อหาหนักไปทางประชดประชันสังคม เสียดสีระบอบที่ไม่เป็นธรรม เล่าเรื่องราวของมวลชนผู้ทุกข์ยาก อันเป็นที่มาของคำว่า เพลงเพื่อชีวิต บางเพลงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงกระแทกกระทั้น แต่ก็ใช่ว่าสุรชัยจะพูดกระทบกันตรงๆ เขามีชั้นเชิงลีลาที่คมคายพอในอันที่จะใช้โวหารเปรียบเทียบ อย่างเพลง กระต่ายกับเต่า ที่เล่าถึงนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เรารู้จักกันดี แต่ในตอนท้ายสุรชัยก็สรุปเนื้อหาโดยเพิ่มตัวละครขึ้นมาคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด

เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา มันส่งเสียงเจรจา ทำไมเกิดมาแข่งขัน
น่าจะร่วมกันสู่เส้นชัย ปลุกเพื่อนจากการหลับใหล เพื่อก้าวสมใจร่วมทาง

หรือถ้าจะเอากันแบบตรงๆ สุรชัยก็ทำได้ไม่มีที่ติ อย่างในเพลง ถั่งโถมโหมแรงไฟ ที่เขานำเอาทฤษฎีปฏิวัติมาทำเป็นเพลงที่ปลุกระดมมันซะเลย

อำนาจรัฐจักได้มาด้วยกระบอกปืน ปืนต่อปืนมันยิงมาเรายิงไป
ติดอาวุธความคิดพิชิตศึก ปลุกสำนึกปลดปล่อยและปลุกใจ

คือบอกให้หยิบปืนขึ้นมายิงตอบไปซะดื้อๆ เลย หรือถ้าจะเอาแนววนุ่มนวล ลึกซึ้ง กินใจ เปี่ยมด้วยความหมายก็มีหลายบทเพลง อย่างเชน ?ใกล้ตาไกลตีน? เพลงนี้อาจจะไม่ได้ฟังกันบ่อยนักเหมือนเพลงที่โด่งดังอื่นๆ มีทวงทำนองเนิบช้า อ้อยอิ่ง รำพันถึงมิตรสหายที่ผูกพันกัน ร่วมอุดมการณ์ที่แสวงหา ?อะไรบางอย่าง? ที่ดูใกล้แค่เดินถึงแต่เดินเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงซักที เหมือนใกล้ตา แต่ไกลตีน (จากหนังสือ ตำนานชีวิตคาราวาน  สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2533)

ดินเคยนอนสะท้อนอุ่นกาย มองยอดไม้เมื่อยามแรกผลิ
ปริกิ่งรวงเป็นพวงพุ่มใบ น้ำที่ไหลหลั่งลงจากดอย
ใจเจ้าลอยไปสู่ท้องทุ่ง มุ่งสู่เมืองเฟื่องฟุ้งแปลกตา

แค่วลีที่ว่า ใกล้ตาไกลตีน ก็ยากเกินที่ใครคิดออกมาได้แล้ว หากไม่จัดเจนด้านภาษาอย่างเพียงพอ

ปัจจุบัน สุรชัยสมรสกับ พิสดา จันทิมาธร มีบุตร 2 คน คนที่สองชื่อ พิฆเณศร์ จันทิมาธร (กันตรึม) เกิด พ.ศ. 2538 เป็นนักกีตาร์แนวบลูส์ ขึ้นร่วมเล่นดนตรีในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551 ร่วมวงกับชัย บลูส์ และคาราวาน

ผลงานหนังสือเรื่องสั้น 

"มาจากที่ราบสูง", "เดินไปสู่หนไหน", "ความบ้ามาเยือน", "ข้างถนน" และรวมเล่มเป็น "ก่อนเคลื่อนคาราวาน"

รวมเรื่องสั้น  

"ดวงตะวันสีแดง", "ดอกอะไรก็ไม่รู้" (รวมเรื่องสั้นคัดสรรเน้นฉากเมือง)

บทกวี 

"จารึกบนหนังเสือ", "เมดอินเจแปน" และ "เนื้อนัย (เพลง)"

นวนิยายเล่มเดียว 

"ก่อนฟ้าสาง"

บันทึกและความเรียง 

"จากราวไพร สู่ป่าคอนกรีต", "คือคนลำเค็ญ ดนตรีคาราวาน" และ "ผ่านตา พันใจ"

ผลงานเพลงเด่นๆ 

"กุลา", "สานแสงทอง", "คนกับควาย" (สมคิด สิงสง, วิสา คัญทัพ), เปิบข้าว (จิตร ภูมิศักดิ์), "นกสีเหลือง" (วินัย อุกฤษณ์), "ความแค้นของแม่", "บ้านนาสะเทือน", "คนตีเหล็ก", "ดอกไม้ให้คุณ"




ยามจนทนเก็บก้น       ยาซอง
ยามมีจะคาบเกล็ดทอง   ย่อมได้
รวยมาหน่อยก้นกรอง     เมนทอล
จบปะจนสิ้นไร้              ก็ย้อนก้ายน
ก้นยาก้นเสพอ้าย          คนรวย
บุหรี่สอดสีสวย             สูบทิ้ง
มวนธนบัตรแห่งทวย      ทุกขราษฎร์
สูบเสร็จดีดสะดิ้ง           สะดวกได้สะดมภ์ดี

นี่แหละครับข้อยน้อย      พเนจร
ค่ำมืดที่ไหนนอน           ไป่เว้น
นกว่าแย่ยังมีคอน          คอยเกาะ
คนอย่างเราหนึ่งผู้          ผุดพ่ายกระไรผอง



คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สุรชัย จันทิมาธร
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง แด่สหายพันตา ในชุด สุรชัยกึ่งศตวรรษ


ที่มา http://janghuman.wordpress.com




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2552, 09:33:43 »



คิดถึงสุรพล

เมื่อดอกลำดวนชวนกลิ่นดม
สะเดาว่าขมยังหวานเปลี่ยนไป

เสียงเพลงที่กลั่นมาจากหัวใจ
คือเสียงจากชายลุ่มน้ำท่าจีน

นามสุรพล สมบัติเจริญ
บทเพลงดำเนินไม่เคยสูญสิ้น

ผ่านไปหนใดก็ยังได้ยิน
ให้หวนถวินหาสุรพล

โลกหนอใบนี้ไร้ความยุติธรรม
คนดีล้มคว่ำมาแล้วมากมายหลายคน

คนชั่วลอยนวนอยู่เหนือเหตุผล
ให้ประชาชนเขาคับข้องใจ

แต่ก็ยังดีที่มีเสียงเพลง
ขับร้องบรรเลงกล่อมขวัญชาวไทย

สายลมพัดช่อลำดวนแกว่งไกว
ให้คิดถึงสุรพล

สิบหกปีแห่งความหลัง
สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ

น้ำตาจ่าโทยังคงลือลั่น
ให้ฉันคิดถึงสุรพล


<a href="http://www.youtube.com/v/JgnXPmSQoe8&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/JgnXPmSQoe8&amp;hl</a>
ฟังเพลง คิดถึงสุรพล จาก คาราบาว


สุรพล สมบัติเจริญ

สุรพล สมบัติเจริญ (เดิมชื่อลำดวน) เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2473 เป็นคนสุพรรณบุรีโดยกำเนิด เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของเพลงดัง "16 ปีแห่งความหลัง" สุรพล สมบัติเจริญถูกยิงเสียชีวิต หลังจากการแสดงบนเวทีที่นครปฐม เสียชีวิต เมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2511 เมื่ออายุเพียง 37 ปี 10 เดือน 23 วัน

ลำดวน สมบัติเจริญ อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 125 ถนนนางพิม อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ฐานะทางครอบครัวแต่เดิมค่อนข้างจะดีด้วย คุณพ่อรับราชการอยู่แผนกสรรพากรจังหวัด ชื่อ เปลื้อง สมบัติเจริญ ส่วนคุณแม่ชื่อ วงศ์ นอกจากเป็นแม่บ้านแล้วยังค้าขายเล็กๆน้อยๆ ภายในบ้านกลางใจเมืองสุพรรณ สุรพลเป็นบุตรชาย คนที่ 2 ในบรรดาพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คน

หลังจบชั้นประถมจาก โรงเรียนประสาทวิทย์ ก็มาเรียนที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยจนจบมัธยมปีที่ 6 เมื่อเรียน จบที่สุพรรณบุรีคุณพ่อก็จัดส่งสุรพลเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย แต่สุรพลก็เรียนได้เพียงปีครึ่งก็ต้องลาออกเพราะใจไม่รักแต่ด้วยไม่อยากขัดใจคุณพ่อ การเรียนก็เลยไม่ดี เขาไปสมัครเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสุพรรณกงลิเสีย เสี้ยว เป็นโรงเรียนจีน แต่สอนอยู่ได้แค่ครึ่งปีก็ลาออก ด้วยใจไม่ได้รักอาชีพนี้อย่างจริงจัง

เขาได้สมัครเข้าไปเป็นทหารอยู่ที่โรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อชะตาเขาพลิกผกผัน หลังจากเขาได้หนีราชการทหารเรือ จนได้รับโทษถูกคุมขัง เขาได้กลายเป็นขวัญใจของนักโทษ ด้วยการร้องเพลงกล่อมก่อนนอน เมื่อได้รับอิสรภาพ สุรพลได้ทิ้งเส้นทางทหารเรือ สุรพลมีโอกาสได้ร้องเพลงในงานสังสรรค์กองทัพอากาศ น้ำเสียงของเขาได้โดนใจหัวหน้าคณะนักมวยเลือดชาวฟ้า อย่างเรืออากาศศรีปราโมทย์ วรรณพงษ์ จึงเรียกตัวเขาไปพบในวันรุ่งขึ้น และยื่นโอกาสให้สุรพลย้ายไปเป็นนักร้องประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ

ในปี พ.ศ. 2496 เพลง 'น้ำตาสาวเวียง' เป็นเพลงแรกที่ได้บันทึกเสียง แต่เพลงที่ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วไปคือเพลง 'ชูชกสองกุมาร' หลังจากนั้นชื่อเสียงของสุรพล ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น และมีผลงานชุดใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น 'สาวสวนแตง' 'เป็นโสดทำไม' 'ของปลอม' 'หนาวจะตายอยู่แล้ว' 'หัวใจผมว่าง' 'สาวจริงน้อง' 'ขันหมากมาแล้ว' 'น้ำตาจ่าโท' 'มอง' และ อีกหลายเพลง

และทำให้คนรู้จักความเป็น "สุรพล สมบัติเจริญ" อย่างแท้จริงในเวลาต่อมาก็คือเพลง "ลืมไม่ลง" และเมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สุรพลจึงมีงานร้องเพลง นอกสังกัดถี่ขึ้นเป็นลำดับ อาทิ ร่วมร้องกับวง "แมมโบ้ร็อค" ของ เจือ รังแรงจิตร วง "บางกอกช่ะช่ะช่ะ" ของ ชุติมา สุวรรณรัตน์ และ สมพงษ์ วงษ์รักไทย ส่วนวงดนตรีที่สุรพลร้องด้วยมากที่สุดคือ วง " ชุมนุมศิลปิน " ของ จำรัส วิภาตะวัตร

ตลอดชีวิตของการเป็นนักร้อง สาเหตุที่ทำให้ "สุรพล" ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาเพลงลูกทุ่ง เพราะความอัจฉริยะในตัวเองที่สามารถแต่งเพลง และยังคงเป็นที่จดจำจนทุกวันนี้ก็มี อาทิ ลืมไม่ลง, ดำเนินจ๋า, แซ่ซี้อ้ายลื้อเจ็กนั้ง, หัวใจเดาะ, สาวสวนแตง, น้ำตาจ่าโท, สนุกเกอร์, นุ่งสั้น, จราจรหญิง, เสน่ห์บางกอก และ16 ปีแห่งความหลัง เป็นต้น

นอกจากจะแต่งเอง ร้องเอง "สุรพล" ยังทำหน้าที่ครูแต่งเพลงให้คนอื่นร้องจนโด่งดังอีกด้วย อย่างเช่น ผ่องศรี วรนุช, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, ละอองดาว สกาวเดือน, ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย, เมืองมนต์ สมบัติเจริญ เป็นต้น

"สุรพล สมบัติเจริญ" ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากการแสดงบนเวทีที่นครปฐม เสียชีวิต เมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2511 เมื่ออายุเพียง 37 ปี 10 เดือน 23 วัน

รางวัลที่ได้รับ

วันที่ 12 ก.ย. 2532 ได้รับรางวัลพระราชทานเพลงดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1 "สาวสวนแตง" คว้าเพลงดีเด่น แต่งโดยครูพยงค์ มุกดา แต่งเพลงดีเด่นในเพลง "เด็กท้องนา" ขับร้องโดย ละอองดาว สกาวเดือน และเพลง "ไหนว่าไม่ลืม" ขับร้องโดย ผ่องศรี วรนุช ส่วนเพลงที่ได้รับรางวัลร้อง-แต่งเองคือ "16 ปีแห่งความหลัง"

วันที่ 7 ก.ค. 2534 ได้รับรางวัลพระราชทานแต่งเพลงดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค2 ในเพลง "ด่วนพิศวาส" ขับร้องโดย ผ่องศรี วรนุช และ คำเตือนของพี่ ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร

วันที่ 18 ก.ย. 2537 ได้รับรางวัลพระราชทานเกียรติบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในการจัดงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง สืบสานคุณค่าวัฒนธรรม สองรางวัลในเพลง น้ำตาเมียหลวง ขับร้องโดย ผ่องศรี วรนุช และเพลง เสียวไส้ ซึ่งสุรพลแต่ง และขับร้องเอง

เมื่อ 18 ต.ค. 2537 เพลงรอยไถแปร และน้ำตาลก้นแก้วได้รับการคัดเลือกเป็นเพลงลูกทุ่งดีเด่นที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ขับร้องโดย ก้าน แก้วสุพรรณ ส่วนเพลงกว๊านพะเยาได้รับรางวัลเดียวกัน แต่เป็นการขับร้องโดย สุรพล สมบัติเจริญ




สิบหกปีแห่งความหลัง สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
น้ำตาจ่าโทยังคงลือลั่น ให้ฉันคิดถึงสุรพล...


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สุรพล สมบัติเจริญ
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง คิดถึงสุรพล ในชุด คนกับเม้าท์


ที่มา http://th.wikipedia.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 16 พฤษภาคม, 2552, 10:33:25 »



ยายสำอาง

เออ อิงเอย เออ เออ เอิงเอย วณิพกพเนจร 
ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน

แม่เฒ่าเล่ารวยอารมณ์ขัน
แม่เพลงวณิพกเมืองสุพรรณ
ลูกเต้าไม่มีไว้ใช้งาน
ถือมีดปาดตาลหลาวไม้ปิ้งไก่

ตาแกบอด มองไม่เห็น
ร้องเพลงขอทานด้วยความจำเป็น
ชีวิตลำเค็ญหนอยายสำอาง
ร้องเพลงขอทานด้วยความจำเป็น
ชีวิตลำเค็ญหนอยายสำอาง

แม่เฒ่าเล่าขานตำนานเพลง
ขับกล่อมบรรเลงเพลงขอทาน
เศษเงินอาหารให้เจือจาน
ผ่านพ้นคืนวันอันหนาวเย็น

เออ...ที่ขอทานเขากินนั้นฉันไม่อายหรอก
อายอดท้องกิ่วหิวไม่ไหว
ก็เกิดมาจากบ้านนอกใกล้คอกนา
พอสี่ขวบโตมาล่ะตาก็มืดไป
เคยมีผัวใหม่เก่าล่ะเขาก็ตายจาก
ต้องตกระกำลำบากไปกันยกใหญ่
เลยขอทานเขากินร้องเป็นศิลปะ
อันพ่อแม่ให้มาเป็นมรดกไทย
เป็นมรดกตกทอดมาจนแก่เฒ่า
จนเดินเหินแข้งเข่าชักจะไม่ไหว
แล้วกรมประชาสงเคราะห์เขาก็จับตัว
ว่าขอทานนี้ชั่วขอไม่ได้
ไปติดอยู่สองทีก็หลายปีอยู่
เลยมานั่งนึกดูค่อยชักจะเปลี่ยนใจ
ถ้าขอทานเขากินช่างน่ารำคาญ
เลยคว้ามีดปาดตาลไปหลาวไม้ปิ่งไก่

เออ เอิงเอย แม่เฒ่าเล่ามาสู่ลูกหลาน
บทเรียนชีวิทยาทาน
ตำนานวณิพกเมืองสุพรรณ
จบชีวิตขอทานหลาวไม้ปิ่งไก่

วณิพกพเนจร  ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน
ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน



<a href="http://www.youtube.com/v/nU_bTHwoiiA&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/nU_bTHwoiiA&amp;hl</a>
ฟังเพลง ยายสำอาง จาก คาราบาว


สำอาง เลิศถวิล

สำอาง เลิศถวิล หรือ รู้จักกัน ว่า ยายสำอาง วนิพกที่ร้องเพลงขอทานแลกเศษเงิน ผู้เป็นต้นกำเนิดให้คาราบาว แต่งเพลง ยายสำอาง ขึ้นมา

คุณยายสำอาง เลิศถวิล เป็นวณิพกร้องเพลงขอทาน อยู่หน้าบ้านอาจารย์อภัย นาคคง (อาจารย์สอนอยู่ที่เพาะช่าง) เรื่องราวของยายรู้ถึงคุณเอนก นาวิกมูล ก็ได้มีการช่วยเหลือกัน โดยได้พาไปโชว์เพลงขอทานที่ศูนย์สังคีตศิลป์ และรายการโทรทัศน์ต่างๆ จึงทำให้คนทั่วไปได้รู้จักเพลงขอทาน

ยายสำอางค์ มีชื่อจริงว่า นางสำอางค์ เลิศถวิล (เดิมที่คนไทยนิยมเขียนว่า สำอางค์ แต่ที่ถูกต้องตามพจนานุกรมคือ สำอาง) เป็นชาวบางช้าง จังหวัดสมุทรสาคร พ่อแกเป็นคนจีน เมื่อแกคลอดออกมาจึงไม่เป็นที่ชอบใจของผู้เป็นพ่อ ตามธรรมเนียมจีนที่เห็นลูกชายดีกว่า ประกอบกับเมื่อแรกคลอดแกไม่ค่อยแข็งแรงนัก พ่อและแม่จึงนำแกไปทิ้งไว้ที่ศาลาวัดบางน้อย หวังจะทิ้งให้ตายหรือไม่ก็ให้ใครเก็บไปเลี้ยง เดชะบุญที่มีวณิพกสองคนผัวเมียผ่านมาพบเข้าเลยนำแกไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

เขาว่า แหม อีเด็กคนนี้ใจแข็ง มันยังไม่ตาย ทีนี้ผีสางพ่อบุญธรรมเขาถามว่า เด็กยังไม่ทันจะตายทำไมเอามาทิ้ง  ก็มันจะตายแล้ว แกอยากได้แกเอาไปเหอะ พ่อบุญธรรมก็เอาฉันลงเรือ แล้วเขาปั้นดินแทนตัวฉันทิ้งเอาไว้?? ยายสำอางค์เล่า (คำว่าผีสางใช้เรียกเป็นคำนำหน้าเมื่อพูดถึงผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นคำพูดพื้นบ้านของชาวภาคกลาง)

พ่อแม่บุญธรรมที่ยากจนแต่ไม่จนน้ำใจพาเด็กน้อยออกร่อนเร่พเนจรร้องเพลงขอทานไปเรื่อย เมื่ออายุครบขวบตาแกก็บอด เห็นเขาว่าเป็นเกล็ดกระดี่ เจ็บตาเรื่อยมาจนบอดในที่สุด บทเพลงต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังถูกซึมซับเข้าไปในวิญญาณของแกทีละน้อย จนแกสามารถขับร้องเพลงขอทานได้อย่างเชี่ยวชาญ ยายสำอางค์เป็นคนอารมณ์ดี พูดคุยสนุก เข้ากับใครได้ง่ายๆ น้ำเสียงของแกก้องกังวาน ถึงคราวต้องสนุกสนานแกก็ร้องล้อกับเสียงโทน เสียงฉิ่งได้อย่างคึกครื้น เมื่อถึงคราวต้องเศร้า แกก็ขับกล่อมได้อย่างโหยหวนเรียกน้ำตาผู้ฟังได้ดีนัก

สมัยนั้นไม่ได้มีโทรทัศน์ดูเหมือนสมัยนี้ วิทยุนั้นหรือก็เป็นของฟุ่มเฟือยเกินกว่าจะหาซื้อไว้ตามบ้าน นานๆ ทีถึงจะมีงานบุญ มีมหรสพมาให้ได้บันเทิงใจกันสักครั้ง พวกวณิพกนี้ก็ได้ออกให้ความบันเทิงแกชาวบ้านด้วยการขับกล่อมเพลงเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้าน อย่างพระรถเมรี ขุนช้างขุนแผน ลักษณวงศ์ เป็นต้น ยายสำอางค์เคยมีผัวมาก่อนสองคน แต่ก็ตายจากกันไปเสียทั้งคู่ แกอยู่กับผัวคนที่สาม อายุ 80 กว่าแล้ว ชื่อตาผาด (ในหนังสือบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2527 คาดว่าอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว) เวลาไปไหนมาไหนยายสำอางค์ก็ได้ตาผาดนี่แหละเป็นตามองทางแทน

ยายสำอางค์เคยถูกกรมประชาสงเคราะห์พาไปดูแล แกได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไปวันๆ ทำให้แกอึดอัดเป็นที่สุด คุณเอนกเล่าว่าเดี๋ยวนี้ (ขณะคุณเอนกสัมภาษณ์) ยายสำอางค์อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังเล็กๆ แถววัดบางแวก ซอยพาณิชย์ธน (จรัลสนิทวงศ์ 13)  ค้นข้อมูลล่าสุดได้ความว่าแกเสียชีวิตเสียแล้ว (ข้าพเจ้าไม่ทราบวันที่แน่นอน)

บันทึกนี้เรียบเรียงจากบทความ ชีวิตวณิพก ในหนังสือ อยู่อย่างชาวสยาม เขียนโดยคุณเอนก นาวิกมูล ยังพบมีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือ ท่านผู้ใดสนใจลองไปหาซื้ออ่านดู และขอขอบพระคุณคุณเอนกที่ได้บันทึกเรื่องราวดีๆ อย่างนี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป




อย่างฉันกะตาผาดนี่เขาไม่เรียกคู่สร้างคู่สมเหมือนอย่างของพ่อดำรง พุฒตาล เขาหรอก
มันต้องเรียกว่า คู่เวรคู่กรรม


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ สำอาง เลิศถวิล
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ยายสำอาง ในชุด ช้างไห้


ที่มา http://th.wikipedia.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 17 พฤษภาคม, 2552, 12:39:34 »



จ่าง แซ่ตั้ง 

จ่างเป็นคนวาดเขียนเส้นสาย
ระบายพู่กันสร้างสรรค์ศิลปะ
จ่างดิ้นรนแบกรับภาระ
เลี้ยงครอบครัวด้วยเก๊กฮวย

จ่างเป็นคนขีดเขียนถ้อยคำ
คำ คำ คำย้ำเตือนในสัจจะ
จ่างศึกษาเรียนรู้ธรรมะ
มีศรัทธาลัทธิเต๋า

เต๋า เต๋า เต๋า มีจ่าง แซ่ตั้ง
จ่าง จ่าง จ่าง แซ่ตั้ง มีเต๋า
เต๋า เต๋า เต๋า มีจ่าง แซ่ตั้ง

จ่าง แซ่ตั้งมีเต๋า
จ่าง ก็คือเต๋า เต๋า ก็คือจ่าง
ถึงฟ้าดินไม่ยอมเข้าข้าง
จ่างก็ไม่ขายรูปกิน



<a href="http://www.youtube.com/v/inznzLh5xgA&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/inznzLh5xgA&amp;hl</a>
ฟังเพลง จ่าง แซ่ตั้ง จาก คาราบาว


จ่าง แซ่ตั้ง

จ่าง แซ่ตั้ง เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2477  ที่บริเวณตลาดสมเด็จ  ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ธนบุรี บิดามาจากประเทศจีน  มารดาเป็นคนจีนเกิดในเมืองไทย

เมื่ออายุได้เก้าขวบถูกเกณฑ์เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนเทศบาลสอง  วัดพิชัยญาติ  เรียนเพียงแค่ชั้นมูลก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง  ไม่มีกาสเรียนจากสถาบันใดอีก  เคยพูดภาษาไทยไม่ชัด  เขียนหนังสือไทยไม่ค่อยได้  หนังสือจีนก็เคยได้เรียนเวบากลางคืนบ้างประมาณ  2 ? 3 เดือน  จึงพยายามเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเองมาตลอด

เริ่มสนใจการวาดรู้มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ  โดยเขียนภาพด้วยความซุกซน  รกบ้านไปหมด  จนถูกพ่อตี  แต่ได้พัฒนาฝีมือจนกระทั่งใช้ประกอบเป็นอาชีพ  และช่วยสาธารณชนได้  เช่น พ.ศ. 2505 สร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังสีน้ำมันขนาดใหญ่ด้วยการใช้นิ้วมือ  เป็นภาพเรื่องราวของเจ้าแม่โพธิสัตว์จำนวน 2 รูป ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเทียนหัวกรุงเทพฯ และพ.ศ. 2506  สร้างภาพจิตรกรรมสีน้ำมันภาพเจ้าทวารสององค์ของจีน  ที่ศาลส่ำปาย้า  ซอยวัฒนา  ธนบุรี  ต่อมาได้สนใจศึกษาปรัชญาตะวันออก  โดยเฉพาะปรัชญาจีนโบราณมากขึ้น  ทำให้งานวาดภาพแตกต่างไปจากแนวคิดดศิลปะตะวันตกที่นิยมกันในขณะนั้น  แต่เขาไม่ยอมขายงานจิตรกรรมเพื่อไปเป็นเครื่องประดับส่วนตัวของใครนอกจากเพื่อสาธารณะ  สภาพครอบครัวที่มีภรรยาคือ  นางเซี้ยะ  แซ่ตั้ง  กับบุตรชาย 4 คน  และบุตรสาว 3 คน  จึงยากลำบาก  เพราะไม่มีรายได้อื่นใด  ในบางช่วงจึงต้องไปค้าขายเล็กๆน้อยๆเพื่อเลี้ยงครอบครัว

จ่าง  แซ่ตั้ง  เขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ  ?เวลาอันยาวนาน?  พิมพ์ในหนังสือ  รับน้องใหม่มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อพ.ศ. 2506 และเริ่มงานเขียนที่เรียกว่าบทกวีเมื่อพ.ศ. 2509 โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นบทกวี  แต่เขียนอย่างที่อยากเขียนภายหลังมีคนมาพบเข้าจึงบอกว่าเป็นบทกวี  ซึ่งรวมทั้งบทกวีรูปธรรมหรือวรรณรูป (concrete poetry)  ที่เขาทำมาเป็นเวลานานเนื่องจากเป็นจิตรกรมาก่อน  การเขียนบทกวีจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเขียนรูป  โดยไม่เคยทราบว่ามีบทกวีรูปแบบนี้มาก่อน

ลักษณะเด่นในบทกวีของจ่าง  แซ่ตั้ง  คือการไม่เลือกใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำแต่กลับเขียนคำซ้ำๆกันไปหลายๆคำซึ่งเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่มีใครทำกันในยุคนั้น  ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งคัดค้านและสนับสนุนอย่างกว้างขวางเมือรวมพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างต่อเนื่องทุกเล่ม  เมื่อ พ.ศ. 2510  มีการแปลผลงานกวีของเขาเป็นภาษาอังกฤษ  พ.ศ.2514  ได้รับเชิญให้ไปร่วมประชุมกวีโลกที่แคนเบอร่า  ประเทศออสเตรเลีย  ในนามประเทศไทย  นิตยสาร ?ลุคอิส?  ซึ่งพิมพ์จำหน่ายทั่วโลกเคยมาทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิต  การทำงานและความเป็นอยู่รวมทั้งได้นำภาพสีของจ่าง แซ่ตั้ง  พิมพ์เป็นปกเพื่อขายทั่งโลกนอกจากนี้ยังมีผู้นำบทกวีของเขาไปศึกษาวิจัยเป็นปริญญานิพนธ์ในสาขาวิชาภาษาไทยระดับปริญญาโท

จ่าง  แซ่ตั้ง ได้มีโอกาสแสดงผลงานศิลปะ   และก่อตั้งหอศิลปกวี   สอนเกี่ยวกับศิลปะบทกวีและปรัชญาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   

จ่าง  แซ่ตั้ง ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องความสามารถจากประธานสถาบันกวีนานาชาติ  ของอินเดีย  ในการประชุมกวีโลกครั้งที่  10  ณ  กรุงเทพฯ  และประวัติของ จ่าง  แซ่ตั้ง ได้ไปลงในพจนานุกรมผู้ที่มีชื่อเสียงทางวิชาการของลูกจีนในประเทศไทยแขนงกวีและจิตวิทยา



งานเขียนครั้งแรก

-เรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ  ?เวลาอันยาวนาน?  พิมพ์ในหนังสือ  รับน้องใหม่มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อพ.ศ. 2506

ผลงานรวมเล่มบทกวี

-ยามเช้า สำนักพิมพ์หนึ่งเจ็ดการพิมพ์ พ.ศ. 2528
-เด็กคนนั้น 2 สำนักพิมพ์วันใหม่ พ.ศ.2530
-เวิ้งฟ้า สำนักพิมพ์วันใหม่ พ.ศ.2530
-เด็กคนนั้น
-สีส้ม
-แม่ลูกัน สำนักพิมพ์ลูก-หลาน พ.ศ. 2548
-ภาพพจน์ที่ผ่านมา
-วันใหม่
-สวนสงบ
-กวีรูปธรรม
-ภาพพจน์ที่ผ่านมา 2

เรื่องแปล

-คัมภีร์ เต้า เต้อ จิง ของเฒ่าเหล่าจวื่อ  บทกวีจีน  ตำราพิชัยสงคราม  ซุ่นวู

หนังสือ

-ปรมัตถ์เต๋า : พระสูตร คุณพระนิพพานตถาคตา สำนักพิมพ์วันใหม่ พ.ศ. 2550

เกียรติยศที่ได้รับ

-จ่าง  แซ่ตั้ง ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องความสามารถจากประธานสถาบันกวีนานาชาติ  ของอินเดีย  ในการประชุมกวีโลกครั้งที่  10  ณ  กรุงเทพฯ 

ปัจจุบัน

-จ่าง  แซ่ตั้ง  ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2533  และฌาปนกิจเมื่อ  วันที่ 2 ธันวาคมพ.ศ.2533  ณ วัดสุทธาราม  กรุงเทพฯ





ความทรงจำนั้นมี

แต่มันเลว  กดขี่ ขูดรีด

แล้ว ปล้น ฆ่า  คนปล้นฆ่าตายไปแล้ว

ผืนแผ่นดินยังอยู่

ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน

ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน

ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน

ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดิน


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ จ่าง แซ่ตั้ง
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง จ่าง แซ่ตั้ง ในชุด คนสร้างชาติ


ที่มา [url=http://www.praphansarn.com]www.praphansarn.com[/url]

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

Natnarak
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 789
สมาชิกลำดับที่ 17
อย่ายอมแพ้โดยที่ไม่ได้ต่อสู้


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 18 พฤษภาคม, 2552, 13:52:39 »

สุดยอด เลยน๊อต...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ชีวิตมันอย่างนี้ แค่นี้ เท่านี้เพื่อนเอย.

จะแปลกตรงไหนที่ใครจะมองอย่างไร

ไม่แปลกตรงไหนที่ใครจะคิดอย่างไร

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 18 พฤษภาคม, 2552, 22:29:59 »



ขุนพันธ์สะท้านแผ่นดิน

ขุนพันธ์ มือปราบสะท้านแผ่นดิน
ปราบโจรทั่วถิ่น ภาคกลางอีสานเหนือใต้
กำราบจอมโจร มเหศวร เสือดำ เสือใบ
เสือขรึมยังยอมพ่าย เสือฝ้ายยังต้องไร้แผ่นดิน

อะแวสะดอ ขุนโจรแห่งเทือกเขาบูโด
ชาวบ้านไชโย ขุนพันธ์ปราบเสือราบสิ้น
กระทั่งเสือกลับ ยังต้องย้ายถิ่นที่หากิน
กลายเป็นเสือทิ้งถิ่น แผ่นดินภาคใต้จึงร่มเย็น

ร่ำเรียนวิชา ศึกษาไสยศาสตร์
ขมังเวทย์เปรื่องปราด ประกาศให้โลกได้เห็น
สำนักเขาอ้อม ขอต่อตีผู้ก่อกรรมทำเวร
ไม่มียกเว้น คนที่เป็นเดนอธรรม


ขุนพันธ์ มือปราบสะท้านแผ่นดิน
แม้ร่างโรยสิ้น ชื่อยังแผ่นดินงดงาม
เป็นผู้ให้กำเนิด ก่อเกิดสร้างองค์จตุคาม
ทั่วแคว้นแดนสยาม จตุคามรามเทพคุ้มครอง

โอม ตะปะถัง ปะกาสันโต ตัวพ่อกูคือพระยาไกรสรราชสิงโห
ตะถาอาหะ สิงหะนาทัง นะโมพุทธายะ ยะทาพุทโมนะ คัชชะมุนี
สัพพะปาปัง วินาศสันตะโร

ขุนพันธ์ มือปราบสะท้านแผ่นดิน
ตำรวจตงฉิน ผู้เกื้อหนุนคุณงามความดี
ยึดมั่นกฎหมาย เหนือกฎหมู่กอบกู้ศักดิ์ศรี
ขอสดุดีวีรบุรุษโล่ห์เงิน ขอสดุดีขุนพันธ์สะท้านแผ่นดิน
ขุนพันธ์ สะท้านแผ่นดิน



<a href="http://www.youtube.com/v/Nr3MWlfX3vs&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Nr3MWlfX3vs&amp;hl</a>
ฟังเพลง ขุนพันธ์สะท้านแผ่นดิน จาก คาราบาว


พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446-5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549) อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย ซึ่งท่านมีชื่อเสียงเป็นอันมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่างๆของไทย ในภาคกลางเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร ที่พัทลุง ปราบ เสือสังหรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาส ปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ ?อะเวสะดอตาเละ? จนท่านได้ฉายาว่าจากชาวไทยมุสลิมว่า ?รายอกะจิ? ซึ่งแปลว่า อัศวินพริกขี้หนู จากผลงานที่ท่านสามารถปราบโจร เสือร้ายต่างๆ ได้มากมาย จึงได้รับฉายา ดังต่อไปนี้

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช หรือชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ. 2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน)

พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปั้จจุบัน)ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ท่านได้เรียนวิชามวย ยูโด และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญในเชิงมวย ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ในปี พ.ศ. 2467

ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ. 2472

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นคนสุดท้ายของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานทินนาม ซึ่งพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้ายโรคชรา ในวันที่ 5 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2549 เวลา 23.27 น. ที่บ้านเลขที่ 764/5 ซ.ราชเดช ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2473 เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

ในปี พ.ศ. 2474 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ เสือสัง หรือเสือพุ่ม ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง ขุนพันธรักษ์ราชเดช เล่าว่า เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้ แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุตร พันธรักษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง ได้รับรางวัล 400 บาท

หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น ด้วยความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช" และในปี พ.ศ. 2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษา จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ. 2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน

การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ การปราบผู้ร้ายทางการเมืองที่นราธิวาส ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ "อะแวสะดอ ตาเละ" นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้ ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมเป็นอันมาก ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า "รายอกะจิ" หรือแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู" และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง พ.ศ. 2482 ขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ. 2485 ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ เสือสาย และเสือเอิบ

ขุนพันธรักษ์ราชเดช ถือดาบและเหน็บกริช แสดงลายนายตำรวจมือปราบหนวดเฟิ้มหลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ. 2486 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี พ.ศ. 2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรี ชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้น โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้ พ.ต.ต. สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2489 เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท

ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า "ขุนพันธ์ดาบแดง" ฝีมือขุนพันธ์ฯ เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง 2,000 บาท เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร ขณะนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร

เมื่อปี พ.ศ. 2490 ขุนพันธ์ฯ ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ เสือวัน แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงขุนพันธ์ฯ นายตำรวจมือปราบ เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯ กลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ ขุนพันธ์ฯ จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆสิ้นชื่อไปหลายคน ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารรถไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศ เป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ. 2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ. 2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2507

ครั้งหนึ่งเคยมีคำขวัญอันคมคายของกรมตำรวจอยู่ประโยคหนึ่งว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" นี่เป็นถ้อยคำที่เกิดขึ้นในยุคอัศวินแหวนเพชรเฟื้อง ในสมัยของท่านอธิบดีฯ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ปกครองกรมตำรวจ วีรบุรุษผู้สร้างเกียรติประวัติให้กรมตำรวจนั้นมีอยู่มาก มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ในยุคสมัยที่ท่าน อธิบดีกรมตำรวจหลวงอดุลย์เดชจรัสนั้น...นามของ"ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ระบือลือลั่นสุดยอดแผ่นดินด้ามขวานทอง แม้ท่านขุนพันธ์จะปลดเกษียณราชการไปนานปี แล้วก็ตาม แต่ชื่อของท่านยังอยู่ในความทรงจำของกรมตำรวจและประชาชนทั่วไป นั่นเป็นเพราะผลงานอันน่าอัศจรรย์ของท่าน กลายเป็นผลงานอันยากยิ่งที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ควรค่าแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนเมืองใต้และคนของแผ่นดิน

พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ที่บ้านในซอยราชเดช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช อายุได้ 108 ปี

ชีวิตของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นชีวิตที่มีค่าของแผ่นดินเมืองใต้และเมืองไทย ลมหายใจของท่านเคยโลดแล่นอยู่ท่ามกลางหมู่โจรผู้ร้าย ไม่เฉพาะแต่ผู้ร้ายในภาคใต้เท่านั้น แต่ที่ไหนประชาชนเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายชุกชุม ตำรวจคนอื่นปราบปรามไม่สำเร็จ กรมตำรวจจะต้องส่งตัวขุนพันธ์ฯ ไปปราบปรามทุกถิ่นที่มีครั้งหนึ่ง พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 ท่านเคยเดินทางมาตรวจสืบราชการลับที่เกาะสมุย ขุนพันธ์ฯท่านชอบดูมวย วันนั้นท่านไปยืนดูมวยอยู่ข้างเวที บังเอิญถอยหลังไปเหยียบเท้านางพล้อยเข้าโดยไม่ตั้งใจ ป้าพล้อยแกเป็นคนปากจัด ใครแตะเป็นด่าไม่ไว้หน้า แกก็ด่าขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯก็วางเฉยไม่โต้ตอบอะไร มีคนรู้จักกันเข้าไปเตือนสติป้าพล้อยว่า "คนที่ป้าด่าอยู่นั้นรู้มั๊ยว่าเป็นใคร...นั่นแหละขุนพันธ์ฯ" พอได้ยินชื่อขุนพันธ์ฯเท่านั้น ป้าพล้อยแกเงียบเป็นเป่าสาก รีบก้มหน้างุดๆ เดินมุดผู้คนหนีไปโดยไม่เหลียวหลังมาอีกเลย คำบอกเล่าสั้นๆนี้ทำให้เห็นว่า ขุนพันธ์ฯ ท่านมีตบะสูง เพียงได้ยินว่าเป็นขุนพันธ์เท่านั้น ใครๆก็ขยาดทั้งนั้น เพราะรู้กิตติศัพท์ของท่านมาก่อนนั่นเอง

เกียรติประวัติ

สมัยที่ขุนพันธ์ฯกลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ก็มีเรื่องเล่ากันว่า ตอนนั้นมีเสือใหญ่อยู่ 10 ตัว ในจำนวนเสือร้าย 10 ตัวนั้น มีเสือข่อย เสือจ้อย เสือหวน ฯลฯ รวมอยู่ด้วย เสือทั้ง 10 คนนั้น ล้วนเคยเป็นศิษย์หลวงพ่อช่วย เมืองนครศรีธรรมราช ผู้ซึ่งเป็นพระมีวิชาเก่งกล้าทางไสยศาสตร์ หรือกฤตยาคม ขุนพันธ์ฯ เคยเรียนวิชาด้วยผู้หนึ่ง เมื่อท่านขุนพันธ์ฯกลับมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญระดับภาค ท่านมีประกาศิตสั่งให้ผู้ร้ายทั้ง 10 คนนั้น เลิกประพฤติเยี่ยงโจร ให้กลับใจเลิกเป็นเสือเสีย โดยให้บวชเป็นพระภิกษุ ถ้าหากไม่ทำตามคำขอร้องนั้น ขุนพันธ์ฯ ก็จะยิงทิ้งทุกคน เล่ากันว่าประกาศิตของขุนพันธ์ฯทำให้เสือร้ายส่วนใหญ่ปฏิบัติตามแต่โดยดี มีเพียงเสือข่อยเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมทำตามคำของขุนพันธ์ฯ เสือข่อยไม่ยอมเลือกทางเดินที่ขุนพันธ์ฯเลือกให้ ซ้ำร้ายยิ่งท้าทายอำนาจของกฎหมายบ้านเมือง ด้วยความเชื่อว่า ตนนั้นเป็นศิษย์หลวงพ่อช่วย ผู้เรืองวิชาอาคมแก่กล้า เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกับขุนพันธ์ฯ จึงคิดว่าขุนพันธ์จะยกเว้นไว้สักคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่า ขุนพันธ์ฯ ทำตามที่พูด ว่ากันว่าท่านยิงเสือข่อย แต่ยิงไม่เข้า จึงสั่งให้ลูกน้องฆ่าด้วยศูลแทงสวนทวารจนถึงแก่ความตาย คำเล่าลือเหล่าเสือร้ายในหมู่บ้านของชาวเมืองปักษ์ใต้ มีทั้งเรื่องจริงบ้าง หรือต่อเติมเสริมแต่งของผู้เล่าอ่านเองบ้าง มันคือตำนานอมตะของวีรบุรุษเล็กพริกขี้หนู ที่มีนามว่า "นายร้อยบุตร์ พันธรักษ์ราชเดช" หรือขุนพันธรักษ์ราชเดช ขุนพันธ์ฯ เป็นบุคคลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าตำแหน่งใด ยศใด ยกย่อง นับถือ และกล่าวถึง เนื่องจากท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของตำรวจนั่นเอง




เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
กรุณาปราณีต่อประชาชน
อดทนต่อความเจ็บใจ
ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
ไม่มักมากในลาภผล
บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ดำรงตนอยู่ในความยุติธรรม
กระทำการด้วยปัญญา
รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ขุนพันธ์สะท้านแผ่นดิน ในชุด ลูกลุงขี้เมา


ที่มา th.wikipedia.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: