Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 กันยายน, 2560, 18:42:11

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานฅน "บทเพลงคาราบาว" เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่  (อ่าน 87404 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3 4
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« เมื่อ: 16 เมษายน, 2552, 22:05:20 »



ลุงฟาง

เป็นกระท่อมฟางไม่ร้างไม่ไร้ผู้คน
ห่างไกลชุมชน สับสนแย่งชิง
หลังคาหญ้าแฝกแตกฝอย หิ่งห้อยอ้อยอิ่ง
ใบไม้ไหวติง คนนั่งผิงไฟ

ที่แนวไพรช่างเงียบสงบ
ฤดูกาลผ่านมารับใช้
หน้าฝนขุดหาหน่อไม้
หน้าหนาวติดเตาคั่วชา

เสียงไก่ป่าขัน ตะวันโผล่พ้นภูผา
แหวกกอข้าวกล้า ถั่วงางอกแซม
ไม่ไถไม่พรวน ไม่วางยาฆ่าแมลง
คน,พืช,มดแมลง ร่วมมือทำนา

รอฝนโปรย ฟ้าโรยร่วมแรง
ผลผลิตงดงามก็ตามมา
ทำนาโดยไม่ต้องทำนา
เก็บเวลาไว้คุยกับตะวัน

หลายปีผ่านหัวใจหลงผิด
ชีวิตพอเพียงกับสิ่งเหล่านั้น
บ้านฟางหลังน้อยนี่คือรางวัล
หนังสือกองนั้นเพิ่มภูมิปัญญา

"ลุงฟาง" สร้างโลกนี้ด้วยฟางข้าว
สายตาทอดยาวด้วยความเมตตา
ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะ
ค้นหาตัวตนบนความสันโดษ


<a href="http://www.youtube.com/v/_AhLaUmZFaM&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/_AhLaUmZFaM&amp;hl</a>
ฟังเพลง ลุงฟาง จาก คาราบาว



มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ

เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเกาะชิโกกุทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาทางจุลชีววิทยา สาขาพยาธิวิทยาของพืช และทำงานเป็นนักวิจัยทางเกษตรของกรมศุลกากรในเมืองโยโกฮาม่า ในแผนกตรวจสอบพันธุ์พืชที่จะนำเข้าและส่งออก เมื่อเขาอายุได้ ๒๕ ปี ฟูกูโอกะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมสมัยใหม่ เขาตัดสินใจลาออกจากงานและกลับไปทำเกษตรกรรมที่บ้านในชนบท เขาอุทิศเวลากว่า ๕๐ ปีให้กับการพัฒนาวิธีการทำเกษตรกรรมธรรมชาติ

ฟูกูโอกะเชื่อว่าเกษตรกรรมธรรมชาติสืบสายมาจากสภาวะแห่งความไพบูลย์ทางจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล เขาถือว่าการบำรุงรักษาผืนแผ่นดินและการชำระจิตใจของมนุษยให้บริสุทธิ์เป็นกระบวนการอันเดียวกัน เขาได้นำเสนอมรรควิธีแห่งการดำเนินชีวิต และมรรควิธีแห่งเกษตรกรรมเพื่อให้เกิดกระบวนการดังกล่าว เขากล่าวว่า "เป้าหมายสูงสุดของเกษตรกรรมไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผล แต่คือการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์

และด้วยเหตุที่เราไม่อาจแยกด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตออกจากด้านอื่น ๆ เมื่อเราเปลี่ยนแปลงวิถีเพาะปลูกธัญญาหารของเรา เท่ากับเราเปลี่ยนแปลงลักษณะของอาหาร เปลี่ยนแปลงลักษณะสังคม และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของเราไปด้วย คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ การแสดงให้ประจักษ์ว่า กระบวนสร้างเสริมความไพบูลย์แห่งจิตวิญญาณในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงและเป็นคุณประโยชน์ต่อโลก

เมื่อดินถูกเผาจนอินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์หมดไป การใช้ปุ๋ยก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าใช้ปุ๋ยเคมีต้นข้าวจะโตไวและสูง แต่วัชพืชก็จะเจริญเติบโตเช่นเดียวกันด้วย ยากำจัดวัชพืชก็ต้องถูกนำมาใช้ และคนก็จะคิดว่ามันมีประโยชน์

ในระหว่างเดินทางไปยังโตเกียว ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟสายฮอคไคโด ผมได้แลเห็นความเปลี่ยนแปลงของชนบทญี่ปุ่น มองดูท้องนาในฤดูเหมันต์ ภาพที่ปรากฏล้วนแต่แตกต่างจากเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกบันดาลโทสะอย่างที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้ ภูมิประเทศเดิม ๆ ที่มีทุ่งนาข้าวบาร์เลย์อันเขียวขจีเป็นระเบียบ ต้นถั่วยาง และต้นผักกาดยางที่ออกดอกบานสะพรั่งไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป สิ่งที่เห็นก็คือ ฟางที่ถูกเผายังไม่หมดดีกองสุมระเกะระกะและถูกปล่อยให้เปียกโชกอยู่ในสายฝน การที่ฟางเหล่านี้ถูกละเลยเป็นข้อพิสูจน์ถึงความไร้ระเบียบของเกษตรกรรมแบบใหม่ ทุ่งนาที่ไร้พืชผลเหล่านี้ได้ส่อให้เห็นถึงความแห้งแล้งในจิตใจของเกษตรกร มันท้าทายความรับผิดชอบของผู้นำรัฐบาล และได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการขาดนโยบายทางการเกษตรที่สุขุมแยบคาย

ผมเชื่อว่าการปฏิวัติสามารถเริ่มต้นจากฟางข้าวเพียงเส้นเดียว ดูเผิน ๆ ฟางข้าวนี้อาจจะดูบอบบางไร้น้ำหนัก และไม่มีความสลักสำคัญอะไร จึงยากที่ใครจะเชื่อว่ามันสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติได้ แต่ผมได้ตระหนักแล้วถึงน้ำหนักและพลังของฟางเส้นนี้ หากผู้คนรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของฟางเส้นนี้ การปฏิวัติของมนุษยชาติก็จะเกิดขึ้น เป็นการปฏิวัติที่ทรงพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศและโลกทั้งโลกเลยทีเดียว

ค่ำคืนของวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2481 ชายหนุ่มวัย 25 ปี  นักวิจัยทางเกษตรของกรมศุลกากร แห่งเมืองโยโกฮามา ซึ่งเพิ่งฟื้นจากไข้ แพทย์บอกว่าเป้นโรคปอดอักเสบเฉียบพลัน เพราะหมกหมุ่นกับการทำงานมากเกินไป จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ความป่วยไข้ทำให้เขาสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและความตาย

เช้ารุ่งขึ้น ลมอ่อนๆโชยมาจากหุบผาเบื้องล่าง สายหมอกสลายตัวไป ดวงตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า พลันแสงสว่างเรืองรองขึ้นทีละน้อยที่ริมอ่าว นกกระสาทะเลปรากฏกายขัน ส่งเสียงร้องแหลมและบินลับสายตาไป ชั่วขณะนั้นเองความขุ่นข้องสับสนและความลังเล มลายไปสิ้น ทุกสิ้นทุกอย่างที่เขาเคยยึดมั่นเป็นปกติวิสัยล้วนสลายไปกับสายลม

ชายผู้นี้ประกาศขอลาออกจากงาน หลังจากที่ทราบว่าป่วย ในอีกสองวันต่อมา เพื่อนฝูงในที่ทำงานพากันเป็นห่วงว่า เขาเสียสติไปแล้ว?

เขามุ่งหน้าสู่บ้านเกิด หมู่บ้านเล็กๆในตำบลโอฮิรา บนเกาะชิโกกุ ตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะทำการเกษตรแบบ ?ไม่กระทำ?

พ่อของเขามอบหมายให้ดูแลสวนส้ม พ่อตัดแต่งกิ่งส้มให้เป็นพุ่มคล้ายรูปถ้วยสาเก เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บผลส้ม แต่เขากลับปล่อยทิ้งไว้ให้กิ่งก้านของมันแตกแขนงซ้อนไขว้กันไปมาอย่างไม่เป็นระเบียบ แมลงก็รุมเข้ามาทำลายและในที่สุด สวนส้มขนัดนั้นก็เฉาตายไปไนเวลาไม่นาน

พ่อเร่งเร้าให้เค้าปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ โดยหางานทำจนกว่าสติสัมปชัญญะจะกลับคืนมาจึงค่อยกลับบ้าน เค้าจึงเข้าทำงานโดยรับตำแหน่งหัวหน้านักวิจัย ทางด้านควบคุมโรคพืช ทำงานที่นี่นานเกือบ 8 ปี ในช่วง 8 ปีนั้นเขามีคำถามในใจตลอดเวลาว่า ?เกษตรธรรมชาติจะสามารถยืนผงาดอย่างทัดเทียมกับวิทยาศาสตร์แผนใหม่ได้หรือไม่?

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เฝ้าเพียรทำงานร่วมกันกับธรรมชาติบนผืนดินลูกรังที่ถูกทิ้งร้างไปนานแสนนาน จนในที่สุดในสวนของเขา ตันส้มให้ผลนับ 1,000 ปอนด์ ในแต่ละปี ผักและไม้ผลงามๆ หลายชนิดเขียวสะพรั่ง ความเชื่อมั่นในผลงานของธรรมชาติถูกสะสมจนตกผลึก  มาซาโนบุ ยึดหลัก 4 ประการ เกี่ยวกับเกษตรธรรมชาติดังนี้ ไม่ไถไม่พรวน, ไม่ใส่ปุ๋ย, ไม่กำจัดวัชพืช และไม่ใช้สารกำจัดศรัตรูพืช




พินิจดูเมล็ดข้าวนี้
โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร
กลับสู่ชนบท
สู่เกษตรกรรมแบบไม่กระทำ
กลับคืนสู่ต้นกำเนิด
สาเหตุที่เกษตรกรรมธรรมชาติไม่แพร่หลาย
มนุษย์ไม่รู้จักธรรมชาติ



บทความนี้คาราบาวได้นำเรื่องราว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ลุงฟาง ในชุด 15 ปี หากหัวใจยังรักควาย


ที่มา [url=http://www.agalico.com]www.agalico.com[/url] และ [url=http://www.carabao2524.com]www.carabao2524.com[/url]





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 16 เมษายน, 2552, 23:01:45 »



ลุงไฟ

อัศนี   พลจันทร์   อัศนี   อัศนี   อัศนี   อัศนี
อัศนี   พลจันทร์   อัศนี   อัศนี   อัศนี   อัศนี   

ลุงไฟจุดไฟให้การต่อสู้
สู่ยอดภู   ขุนเขาและสายธาร
ปลุกสำนึก   ปลุกคน   ปลุกวิญญาณ
อุดมการณ์เดียวกันไม่มีวันจาง

จากเด็กน้อยนักเรียนน้อยค่อยเติบกล้า
กำเนิดมากลางตระกูลแห่งขุนนาง
โลกมิอาจ...ปิดกั้นความแตกต่าง
สุดแต่ทาง...ของใครจะใฝ่เดิน

สรรเสริญความลำบากผู้ยากไร้
โหมแรงไฟให้กล้ายืนหยัดเผชิญ
โลกใบนี้...มิใช่เราเป็นส่วนเกิน
หากสรรเสริญตามความจริงเป็นส่วนดี

ลุงไฟก้าวไปพบความแตกต่าง
แบ่งเป็นข้างเป็นฝ่ายให้แตกแยก
สามัคคี...เคยมีดีตอนแรก
ล่มเหลวแหลกทลายเพราะใจคน

ใจของคนวกวนทั้งดีร้าย
ขวาเอียงซ้าย   ซ้ายเอียงขวาน่าฉงน
ความแตกแยกมาเยือนยังหมู่ชน

กำลังพลกำลังใจย่อมพ่ายแพ้
แต่ที่แน่แท้ลุงไฟไม่คิดถอย
ส่งเมียรักลูกน้อยกลับเมืองแม่

สู้ต่อไปจนตัวตายวัยเฒ่าแก่
เผยธาตุแท้ท่านผู้นี้มีแต่ไฟ
ธาตุแท้ๆ ท่านผู้นี้...มีแต่ไฟ



<a href="http://www.youtube.com/v/3g-wk1t75BQ&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/3g-wk1t75BQ&amp;hl</a>
ฟังเพลง ลุงไฟ จาก คาราบาว

อัศนี พลจันทร

อัศนี พลจันทร เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บิดาคือพระมนูญกิจวิมลอรรถ ( เจียร พลจันทร ) มารดาคือนางสอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสาย บิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพย เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรับกับ พม่าจนได้ชัยชนะ และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรี ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นต้นตระกูลพลจันทร , พลกุล , วงศาไพโรจน
เมื่ออายุได้เพียง 3 เดือน มารดาได้เสียชีวิตไป เขาถูกทิ้งให้อยู่ในภาระดูแลของย่า ซึ่งเป็นคนเจ้าระเบียบจัด ส่วนปู่นับเป็นคนมีฐานะระดับเศรษฐี มีกิจการโรงสีและที่นาให้เช่า นอกจากนั้นยังค้าทอง ค้าเสาและไม้ฝาง อัศนีในวัยเด็กจึงเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สิน

ในปี พ.ศ.2464 ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดราชบุรี การเดินทาง ไปเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด มีรถม้าส่วนตัวและพี่เลี้ยงคอยรับส่งด้วย
หลังจากจบชั้นมัธยมปีที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2476 แล้วได้เขามาศึกษาต่อ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในกรุงเทพมหานคร จนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 8 แผนกภาษา เมื่อปี พ.ศ.2479 จากนั้นจึงเข้าศึกษาวิชากฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้รับปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต เมื่อปี พ.ศ.2483

ความสนใจในศิลปวรรณคดีเริ่มต้นจริงจังในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2480 ขณะอายุเพียง 19 ปี ได้เขียนบทความโต้ทัศนของ ส.ธรรมยศ เกี่ยวแก่เรื่อง " นิราศลำน้ำน้อย " ( ของพระยาตรัง ) ในชื่อ " นางสาว อัศนี " นามปากกา " นายผี " ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2484 ในนิตยสารรายสัปดาห์ เอกชน ( ก่อตั้งโดยจำกัด พลางกูร และสด กูรมะโรหิต โดยมีจำนง สิงหเสนีเป็นบรรณาธิการ ) มีงานเขียนบทความใช้นาม "นายผี" ในคอลัมน์กวี

นิตยสารรายสัปดาห์เอกชน ฉบับแรกออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2484 เพียงช่วง 2-3 เดือน นาม " นายผี " ก็เป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าจะเป็นเนื้อหา ทางความคิดซึ่งยังคงสะท้อนสังคมในแง่มุมกว้างๆ กับบทกวี ด่าว่าเสียดสีผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เหมาะสม และการโต้ตอบกับกวีฉันทิชย์ กระแสสินธุ์และหลวงบุญยมานพพาณิชย์ (นายสาง) เกี่ยวกับทัศนในวงการกวีเมืองไทย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ผลงานในนามนายผีก็หยุดชะงักลง เมื่ออัศนี พลจันทรได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการ ตำแหน่งอัยการฝึกหัด ชั้นจัตวา อันดับ 7 อัตราเงินเดือน ที่กองคดี กรมอัยการ 50 บาท

วิบากกรรมในเส้นทางข้าราชการของอัศนี พลจันทรเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดคดีหนึ่งที่คนในกรมอัยการ ไม่มีใครกล้าฟ้อง เพราะจำเลยเป็นน้องชายของผู้เรืองอำนาจ ในทางการเมือง ที่สุดภาระถูกส่งทอดมาถึงอัศนี คดีนี้ฝ่ายโจทย์ชนะเหนือความคาดหมาย เป็นผลให้อัศนีโดนคำสั่งย้ายไปอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อันถือเป็นไซบีเรียของเมืองไทย

ต่อมาได้ย้ายไปประจำที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2485 มีเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 80 บาท แต่ช่วงนั้น อยู่ระหว่างสงครามจึงต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร ต้องเหวี่ยงแหหาปลามากินเอง ทั้งที่เหลือยังเผื่อ แผ่เจือจาน เพื่อนบ้าน ซื้อไก่มาเลี้ยงเอาไข่และซื้อแพะมาเลี้ยงไว้รีดนม

วันหนึ่งอัศนีนั่งเขียนหนังสือเพลินอยู่ แพะย่องเข้ามากินต้นฉบับหมดไปหลายแผ่น ในเวลาต่อมาฉายา " อัยการแพะ " จึงเป็นคำติดปากชาวบ้านโดยปริยาย ที่ปัตตานีนี่เองที่อัศนีได้มีโอกาสลงมาคลุกคลี อยู่กับชาวบ้าน สามัญ เขาพยายามทั้งการศึกษาและวัฒนธรรม ฝึกอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน ตลอดไปถึงการไม่กินหมูตามแบบอย่างมุสลิม กระทั่งเวลาต่อมาเขาถึงขั้นสวมหมวกกาบีเยาะห์ด้วยซ้ำ

เวลา 2 ปีในปัตตานีเขายืนหยัดทำหน้าที่เคียงข้างคนสามัญผู้เสียเปรียบโดยตลอดสร้างความครึกโครม ในหลายคดี โดยเฉพาะการสั่งไม่ฟ้องชาวบ้านกว่า 50 คนที่โดนจับด้วยข้อหาไม่สวมหมวกตามนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กระทั่งที่สุดเขาถูกคำสั่งย้ายอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่าเขาเตรียมเข้าร่วมก่อกบฎร่วมกับคนท้องถิ่น ในวันที่เขาจากมา ชาวไทยมุสลิมหลายคนร้องห่มร้องไห้ด้วยความอาลัย

การต้องรับภาระอัยการ ทำให้อัศนีแทบไม่มีบทกวีในนามนายผีออกมาอีก ส่วนหนึ่งก็ด้วยเขาใช้เวลา ไปถึงครึ่งปี ในการแปล ภควัทคีตา จากภาษาสันสกฤต ( ต่อมาลงพิมพ์ในอักษรสาส์น นับแต่ฉบับเดือนตุลาคม 2493 )

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2484 - 2487 รัฐบาลจอมพล ป. ได้ออกวรรณคดีสาร มาเป็นเครื่องมือโฆษณานโยบาย " เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย " ในนั้นมีบทกวีกว่าครึ่งเล่ม มุ่งยกย่องนายกรัฐมนตรีและชักชวนให้ผู้อ่านคล้อย ตามนโยบาย ดังกล่าว ยิ่งในฉบับที่ตรงกับวันเกิดนายกรัฐมนตรีและภริยา นิตยสารเล่มนี้จะเต็มไปด้วยบทกวีอวยพรวันเกิดทั้งเล่ม ที่นี่เกิดกวีนักกลอนขึ้นมามากที่เป็นเจ้าประจำ เช่น พท.หญิงละเอียด พิบูลสงคราม , อรุณ บุญยมานพ , มนตรี ตราโมท ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ.2487 นายผีได้เริ่มบทกวี ใน นิกรวันอาทิจ (สะกดตามแบบภาษาวิบัติในสมัยนั้น) ด้วยบทความที่ชื่อ " ทำไมนายผีจึงหายตัวได้ " โดยแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าเหตุที่นายผี หยุดเขียนไประยะหนึ่ง ก็เพราะเกิดมีนักกลอน " ขนัดถนน " คนที่เป็นกวีที่แท้จริงจึงจำต้องหลบไปเสีย และออกบทกวีใน นิกรวันอาทิจ มุ่งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสร้างชาติของท่านผู้นำในน้ำเสียงหยามหยัน จึงเป็นที่เพ่งเล็งของเจ้าพนักงานการพิมพ์ และโดนคำสั่งห้ามตีพิมพ์อีกในเดือนสิงหาคมของปีนั้นเอง

อีกหนึ่งเดือนต่อมา อัศนีถูกคำสั่งย้ายมาเป็นอัยการผู้ช่วยที่สระบุรี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2487 ใช้ชีวิตร่วมกับ วิมล พลจันทร ในบ้านพักหลังเก่าซึ่งไม่มีใครกล้ามาอยู่ ด้วยต้นมะขามใหญ่หลังบ้านเคยมีคนผูกคอตาย

 พ.ศ.2488 ครอบครัวพลจันทรก็มีลูกสาวเพิ่มเป็นสมาชิกในครอบครัว ทำให้ปกติที่เงินเดือนชักหน้า ไม่ถึงหลัง อยู่แล้วกลับยิ่งอัตคัด ทั้งงานเขียนก็ยากที่จะลงพิมพ์เพื่อหวังเป็นรายได้มาจุนเจือได้อีก ภรรยาของเขาต้องออกตระเวน ซื้อกล้วย ถั่วหรือข้าวโพดจากไร่มาขาย บางครั้งต้องไปไกลถึงพระพุทธบาทซึ่งห่างจากสระบุรี 20 กิโลเมตร

ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลปรีดี พนมยงค์ กำลังประสบภาวะวิกฤต ทางการเมืองเนื่องจากกรณ๊สวรรคต คอลัมน์ " วรรณมาลา " ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก จากเจ้าพนักงานตรวจข่าว มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งพลเรือตรีถวัลย์ ธรรมรงค์ จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภาวะดังกล่าวเริ่มผ่อนคลายลง นายผีกลับ มาเขียน บทกวีวิพากษ์วิจารณ์สังคมและนโยบายของรัฐด้วยท่วงทำนองที่ค่อนข้างรุนแรงและก้าวร้าว แสดงให้เห็นถึง ความเป็นนักอนาธิปไตยที่ไม่พอใจสังคมเก่า แต่ยังขาดเป้าหมายทางการเมืองที่แจ่มชัด

ในช่วงปี พ.ศ.2490-2491 นายผีย้ายมาเขียนประจำในคอลัมน์ " อักษราวลี " ของหนังสือรายสัปดาห์ สยามสมัย บทกวียิ่งเพิ่มความแข็งกร้าว โจมตีบุคคลทางการเมืองเป็นรายตัว ไม่ว่าจะเป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม , พลโทผิน ชุณหวัณ , พลโทกาจ เก่งสงคราม , มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำให้ยิ่งถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายบ้านเมือง ถึงขนาดมีคำสั่งให้กำราบกวีปากกล้าคนนี้เสีย แต่นายผีกลับไม่หวั่นเกรง เขียนกวีท้าทายไปบทหนึ่งว่า

ในทางราชการ อัศนีเองเริ่มมีความคิดโต้แย้งมากขึ้น กระทั่งในปี พ.ศ.2491 ซึ่งร้อยเอกประเสริฐ สุดบรรทัดอันคบหากันกับนายผีฉันมิตร ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี แต่ถูกข้าหลวงตัดสิทธิ์ อัศนีได้ร้องเรียนไปถึงกรมอัยการ แต่แล้วในวันที่ 10 พฤษภาคม 2491 เขาก็กลับถูกย้ายไปประจำที่อยุธยา ด้วยเห็นว่า อาของเขาเป็นหัวหน้าอัยการอยู่ที่นั่น จะได้ช่วยควบคุมดูแลไม่ให้ก่อเรื่องได้ และในปีถัดมา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2492 อัศนีได้เลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการชั้นโท ขณะเดียวกันบทบาทด้านการเมืองของเขายิ่งก้าวไปไกลยิ่งกว่า ทั้งโดยเปิดเผยและปิดลับ เมื่อ เปลื้อง วรรณศรี จะมาปราศรัยหาเสียงที่อยุธยา นายผีได้เป็นธุระไปขออนุญาต จากข้าหลวงให้เอง แต่ครึ้งถึงวันปราศรัย นายอำเภอกลับไม่ยอม โดยอ้างว่าข้าหลวงไม่อนุญาตแล้ว จึงเกิดโต้เถียง กันขึ้น จังหวะหนึ่งนายผีเอื้อมมือจะเกาหลัง นายอำเภอตกใจคิดว่าจะชักปืนออกมายิง รีบปั่นจักรยานออกไป การปราศรัยจึงมีขึ้นได้

จากกรณีนั้น มีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่เดินทางมาสอบสวน นายอำเภอถูกย้าย เช่นเดียวกับอัศนีซึ่งถูกคำสั่ง ย้ายตามหลังไปเมื่อเดือนกรกฎาคม กลับมาประจำที่กองคดี กรมอัยการ

ระหว่างปี พ.ศ.2492-2495 ถือเป็นช่วงรุ่งโรจน์ของนายผี เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งเข้าไปช่วยทำนิตยสาร อักษรสาส์นรายเดือน ที่สุภา ศิริมานนท์ อดีต บก.นิกรวันอาทิจ เปิดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแสดงทัศนะในด้านศิลปวรรณคดีและการเมือง ทั้งนี้ นายผีก็ยังคงเขียนให้กับสยามนิกรและสยามสมัย ควบคู่กันไปด้วย บทกวีและเรื่องสั้นของนายผี ช่วงนี้ได้ขยายขอบเขตเนื้อหาจากการวิพากษ์วิจารณ์ การเมืองและรัฐบาลในแนวคิดเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างชนชั้น การกดขี่ขูดรีด และความอยุติธรรมในสังคม อับอีกส่วนหนึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์สตรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดตระหนักถึงบทบาทและคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง เสนอแนวความคิด เกี่ยวแก่ความรักในรูปแบบใหม่ คือความรักระหว่างชนชั้น และความรัก ในมวลชน นอกจากนี้ ยังมีบทกวีแสดงแนวคิด ปลุกเร้าประชาชนผู้ยากไร้ และชนชั้นกรรมชีพ ให้ตระหนักถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของตน มีหลายบทที่โดดเด่น อาทิ " สันติภาพก่อนเพื่อ " " ความร้อน " " กำลังอยู่ที่ไหน " " ทารุณกรรมกลางที่ราบสูง " โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ " อีศาน " ซึ่งลงพิมพ์ในสยามสมัย เดือนเมษายน พ.ศ.2495 นับเป็นบทที่สือเลื่อง ในหมู่คนรุ่นหลัง กระทั่งกลายเป็นตัวแทนของนายผีไปแล้ว ยิ่งเฉพาะท่อนท้ายสุด ...

ลุถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 รัฐบาลจอมพล ป. ได้จับกุมนักเขียน,นักหนังสือพิมพ์และนักการเมือง จำนวนมากในเหตุการณ์ที่เรียกว่า "กบฎสันติภาพ" นายผีเองได้ถูกตำรวจไปคอยดักจับที่บ้าน จึงต้องร่อนเร่หลบซ่อน อยู่นอกบ้าน กระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาแอบเข้าไปเก็บเสื้อผ้าเอาลูกเล็กสองคนมากอด สั่งภรรยา ให้ซื้อผ้าห่มกันหนาว ให้ลูก แล้วก็หายตัวไปนับแต่บัดนั้น ทั้งยังยื่นหนังสือลาป่วยติดต่อกันสามเดือนไปยังหน่วยงานสังกัด แต่ไม่ทันครบระยะก็ยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2495

ในห้วงเวลาที่นายผีหลบซ่อนนี้ นายผีก็ยังวนเวียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งยังสร้างผลงานวรรณกรรม ขึ้นมาสองเรื่อง คือ บทกวียาว " ความเปลี่ยนแปลง " และเรื่องยาวคำฉันท์ " เราชนะแล้วแม่จ๋า " และขณะเดียวกัน นายผีก็ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอันเพิ่งก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 จึงนับเป็น สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยุคแรกๆ

ผลงานของนายผีปรากฎอีกครั้งระหว่างเดือนมีนาคม 2496 - พฤษภาคม 2497 เป็นเรื่องสั้นจำนวนสี่เรื่อง ลงพิมพ์ในสยามสมัย ต่อมาปี พ.ศ.2501 ได้มีบทความ ปรากฏในนิตยสารสายธาร และบทกวีในปิยมิตรวันจันทร์ กระทั่งถึงเดือนมีนาคม 2502 ก็หยุดไป และมีเรื่องสั้นส่งมาตีพิมพ์อีกในปี พ.ศ.2503 ก่อนจะหายตัวไปจากพระนคร

ในปี พ.ศ.2504 ชื่ออัศนี พลจันทรปรากฏอีกครั้งในฐานะ " สหายไฟ " โดยได้รับเลือกเป็น หนึ่งในยี่สิบคน ของ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2505 ผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ระดับสูงในนาม รวมวงศ์ พันธุ์ถูกจับกุมตัวและถูกคำสั่งประหารชีวิต โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ศูนย์การนำต้องโยกย้ายออกจากกรุงเทพมหานคร สหายไฟและสหายลม(ภรรยา) ถูกส่งไปกรุงฮานอย ก่อนเดินทางเข้าสู่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนานของ ประเทศจีนในเวลาต่อมา

ชื่อเสียงของนายผีหอมกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อนักศึกษาหัวก้าวหน้ากลุ่มต่างๆนำผลงาน ทั้งบทกวี เรื่องสั้น เรื่องแปลและ บทวิจารณ์วรรณกรรม มารวมเล่ม ออกจำหน่าย ทำให้ผลงานของนายผีเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และขยายขอบเขตรับรู้ออกไปกว้างขวาง

ในเขตป่าเขา นายผียังคงเขียนบทกวีและศึกษาศิลปวรรณคดีอย่างแพร่หลายคือ " เพลงคิดถึงบ้าน " หรือ " เดือนเพ็ญ " นามปากกาซึ่งเคยปรากฏใช้ : นายผี , อินทรายุทธ , กุลิศ อินทุศักดิ์ , ประไฟ วิเศษธานี , กินนร เพลินไพร , หง เกลียวกาม , จิล พาใจ , อำแดงกล่อม , นางสาวอัศนี

ปี พ.ศ.2518 ประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยขบวนการคอมมิวนิสต์สายโซเวียต อันใช้กำลังหลัก จากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจ ว่าจะใช้ทฤษฏี " โดมิโน " สายโซเวียต ที่ยึดแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย การใช้กองกำลังต่างชาติเข้าสนับสนุน หรือจะยึดตามอย่าง สายจีน ที่เน้นใช้วิธีเปลี่ยนแปลงความคิดประชาชาติ ปลุกเร้าอุดมการณ์รอจนกว่า จะเกิดความสุขงอมทางความคิด ในประชาชาตินั้นๆเอง

ส่วนหนึ่งรับข้อเสนอของคอมมิวนิสต์สายโซเวียต เตรียมการปฏิวัติโดยกองกำลังตลอดแนวลำน้ำโขง อันเชื่อมต่อประเทศไทย ในฐานะระดับนำคนหนึ่ง นายผีได้คัดค้านการใช้กองกำลัง ยืนยันการเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติประเทศต้องเกิดจากเงื่อนไขของสังคมไทย และโดยคนไทยด้วยกันเอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สหายไฟ ต้องถูกจำกัดการเคลื่อนไหวตลอดเวลาของการอยู่ในลาว กระทั่งสถานการณ์ขัดแย้ง ระหว่างจีนและเวียดนาม ถึงจุดแตกหัก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น คอมมิวนิสต์สายจีน จึงต้องเคลื่อนย้ายผู้คน ออกจากลาว และนายผีได้กลับเข้ามาที่ฝั่งไทย ในปี พ.ศ.2522

ปี พ.ศ.2526 หลังวันครบรอบวันเกิดนายผีไม่นาน ได้เกิดศึกภูเมี่ยงขึ้นในเขตน่านเหนือ ด้วยความเสียหายอย่างหนัก ทำให้นายผีต้องเดินทาง ข้ามลำน้ำโขงไปเจรจาขอซื้อข้าวกับกรรมการกลางเขตหงสาของลาว ขณะนั้นเกิดการแตกพ่ายของฐานที่มั่นเขต 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ในยุทธการล้อมปราบ ของรัฐบาล นับตั้งแต่การแตกหนี เข้าสู่ฝั่งลาวในครั้งนั้น นายผีและพลพรรคสหายที่หนีเข้าสู่ลาว ถูกปลดอาวุธและจำกัดบริเวณ ขณะที่ป้าลม (วิมล พลจันทร - ภรรยา) ติดตามขบวนใหญ่ซึ่งเคลื่ออนลงเขตน่านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของความพลัดพรากตลอดกาล! และป้าลม จึงได้คืนกลับสู่ นาครในเวลาต่อมา

นับแต่ปี พ.ศ.2526 ซึ่งพลัดพรากจากกัน นายผีอยู่ฐานที่มั่นฝั่งลาว มีบรรดาเยาวกวี ปัญญาชนหนุ่มสาว ต่างแวะเวียนมาปรับทุกข์ ในความขัดแย้ง สถานการณ์ปฏิวัติ นายผีผู้เฒ่าจะตรวจงานเขียน พร้อมคำวิจารณ์และให้กำลังใจ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ ภายในพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มส่อเค้าความขัดแย้งทางความคิด ระอุด้วยบรรยากาศอันเกิดแต่การแย่งชิงการชี้นำ ความคิดทางการเมือง บรรยากาศ เช่นนั้นเอง ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เหล่าปัญญาชนปฏิวัติ กระทั่งแปรมาเป็นการ ตั้งคำถาม และตรวจสอบเป้าหมาย จนตัดสินใจคืนสู่นาครในที่สุด

ที่นั่นนายผีดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง มักโดนตำหนิวิจารณ์จาก สหายนำด้านทฤษฏีว่า เป็นศักดินาปฏิวัติ บ้างก็ว่าเป็น ปัญญาชนนายทุนน้อย หรือไม่ก็เป็นวีรชนเอกชน ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของนายผี ที่สุรชัย จันทิมาธร บันทึกไว้ว่า " เขาเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น สิ่งใดไม่ถูกเขาจะสู้หัวชนฝา " ขณะอยู่ที่ลาว นายผีต้องได้รับความเจ็บปวดจากโรครูมาตอย ช่วงที่มีอากาศหนาวมัก จะล้มหมอนนอนเสื่อ กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วยปวดตามกระดูกข้อต่อ และเจ็บป่วยด้วย โรคกระเพาะเรื้อรังอันกลายมาเป็นมะเร็งในลำไส้

กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 นายผีได้เสียชีวิตลงที่แขวงอุดมไชย ประเทศลาว อีกหลายปี ต่อมาป้าลมได้ข่าวเป็นที่แน่ชัดว่านายผีได้เสียชีวิตแล้วจริง ป้าลมปรารถนานำกระดูกนายผีกลับมา ประกอบพิธี ศาสนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ด้วยฐานะตำแหน่งนายผีในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น มีความสำคัญ อีกทั้ง กระบวนทัศนะถูกจัดนับอยู่ฝ่ายโต้แย้ง ผนวกกับการเมือง ของภูมิภาคอินโดจีน อันซับซ้อน ถึงแม้ว่านายผี จะละร่างไปแล้ว ทว่าเพียงกระดูกที่เหลืออยู่ ก็เปรียบเสมือนพลังอันยังบรรจุเต็ม ด้วยศักยภาพมากพอที่จะส่งผล กระทบหรือเกิดปัจจัย เคลื่อนไหวบางอย่าง

พ.ศ.2540 ป้าลมร่วมกับกลุ่มมิตรสหายซึ่งศรัทธาในตัวนายผี  เช่น  กลุ่มเครือข่ายเดือนตุลาฯ ,  กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อชีวิต , กลุ่มนักเขียน  ได้ติดต่อนำกระดูกนายผีกลับบ้าน ด้วยการติดต่อผ่านสถานทูตและประสานกับสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว   ในวันที่  21   พฤศจิกายน   2540  ป้าลม พร้อมด้วย สุรชัย    จันทิมาธรและแสวง    รัตนมงคลมาศ  ข้ามฝั่งลำน้ำโขง  เข้าสู่เวียงจันทน์   จึงได้พบกับภาพถ่าย สุดท้ายของนายผี  เป็นภาพชายชราในลักษณะ อ่อนโรยด้วยอายุ และเชื้อไข้  ผมสีดอกอ้อเพิ่มมากกว่าที่เคยเห็น   ทว่านัยน์ตานั้น ยังเปล่งประกายบริสุทธิ์เยี่ยงเดียวกับคืนวันเก่าก่อน    ซึ่งเป็นภาพถ่าย ที่ถ่ายโดยทางการเวียดนาม เมื่อครั้งเข้า พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลฮานอย ก่อนหน้า การเสียชีวิตไม่ถึงเดือน   คำแรกข้องป้าลม ที่เอ่ยออกมา ต่อรูปถ่ายนายผีคือ คุณอัศ  กลับบ้าน!!




เพราะเกิดมา เพื่อต่อสู้ ผู้กดขี่     
ตราบจนสิ้น อินทรีย์ เป็นผุยผง
อุดมการณ์ ที่สานฝัน ยังมั่นคง           
จักดำรง สืบทอด ตลอดกาล
เป็นเปลวไฟ นำทาง ไปข้างหน้า         
ส่องวิถี ชี้มรรคา แก่ลูกหลาน
ทั้งจักได้ จดจำ เป็นตำนาน               
ไว้เล่าขาน เพื่อมวลชน ได้ยลยิน
เป็นกองหน้า เป็นแบบอย่าง ถึงที่สุด     
เป็นพลัง ที่ก้าวรุด ไม่สุดสิ้น
เก่าจากไป ใหม่เกิดมา เป็นอาจิณ       
จนตราบสิ้น ผองพาล มารสังคม


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ อัศนี พลจันทร
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ลุงไฟ ในชุด เช'ยังไม่ตาย


ที่มา [url=http://www.geocities.com]www.geocities.com[/url]

 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

ak_2528
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 16 เมษายน, 2552, 23:22:56 »

ผมจำได้ตอนนั้นที่หนองคาย พี่แอ๊ด คาราบาว น้าหงามา เขาเอารูปและประวัติของนายผี ไปตั้งติดไว้บริเวณริมโขง ยาวเลยครับ

แล้ว ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกเพื่อชิวิตเท่าไร ไม่งั้นได้ไปบนสะพานด้วยแล้ว

คำแรกข้องป้าลม ที่เอ่ยออกมา ต่อรูปถ่ายนายผีคือ " คุณอัศ  กลับบ้าน!! "
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 16 เมษายน, 2552, 23:52:19 »



โก้วเล้ง

ยุทธจักรมังกรโบราณ
สร้างผลงานประพันธ์ยิ่งใหญ่
นวนิยายกำลังภายใน
ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง
ยังครอบคลุมไปด้วยปรัชญา

ชีวิต ความรัก ศาสนา
เขียนถึงทุกข์สุขในโลกา
เขียนถึงคุณค่าคุณธรรม

นักดาบไม่แน่ต้องฆ่าคน
ฆ่าคนกลับไม่ต้องใช้ดาบ
ปากกาของใครเล่าก่อบาป
วรรณกรรมน้ำเน่า

มังกรเฒ่าสร้างเรื่องราวบู้ลิ้ม
ให้คนอิ่มเอมชั่วดี
แม้ชีวิตมังกรนั้นริบหรี่
ทุกวลีชี้นำทางสว่างคน

ปีศาจสุรา ขาดสุรา ไม่ต่างกับปลาที่ขาดน้ำ
ไหนเลยจะมีชีวิตอยู่ยั่งยืน
ปีศาจสุรา ดุจผีเสื้อ ตายแล้วความงามยังเก็บไว้
ผู้คนได้ชม ได้หยิบใช้ นิยายมังกร โก้วเล้ง

น้ำตาและการจำพราก มักเป็นฉากละครตอนท้าย
คนเอยเกิดมาเพื่อจากไป หลงเหลือสิ่งใดคำนึง
โก้วเล้งมังกรโบราณ ชีวิตเปรียบปานเทียนไข
ส่องทางโชติช่วงในเร็วไว จากไปเร่งรีบเร็ววัน


<a href="http://www.youtube.com/v/1er1YPR5tXo&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/1er1YPR5tXo&amp;hl</a>
ฟังเพลง โก้วเล้ง จาก คาราบาว


ฮิ้มเอี้ยวฮั้ว

โก้วเล้ง ( Gu Long) มีชื่อจริงว่า ฮิ้มเอี้ยวฮั้ว (Syong Yaohua )ถือกำเนิดที่ฮ่องกง เมื่อปี พ.ศ. 2481(ค.ศ 1937) บิดาเป็นชาวมณฑลกังไส (มณฑลเจียงซี - Jiangxi Province ) ซึ่งอพยพไปอยู่ฮ่องกง

โก้วเล้งจบการศึกษาภาคประถมที่ฮ่องกง แต่เมื่อปี พ.ศ. 2495 ขณะอายุได้ 14 ปี ก็เดินทางไปศึกษาต่อยังไต้หวันเพียงลำพัง โดยพักที่ Juifang Town ในกรุงไทเป ตอนแรกที่พำนักอยู่ไต้หวันนั้น ยังมีการติดต่อกับครอบครัวทางฮ่องกง ค่าใช้จ่ายในไต้หวันเป็นครอบครัวทางฮ่องกงจัดส่งให้ แต่อีกสี่ปีให้หลังก็ขาดการติดต่อ นับแต่นั้น โก้วเล้งมีชีวิตอย่างลำบากยากแค้น ไร้บ้านช่องคืนกลับ สาเหตุที่ขาดการติดต่อ โก้วเล้ง หาได้เปิดเผยไม่

วันหนึ่งโก้วเล้งเต็ดเตร่อยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของถนนฮั้วเพ้งตั้งโล้ว กลางกรุงไท เป ในตัวมีเงินเพียงยี่สิบกว่าเหรียญไต้หวัน มาตรว่าสามารถกินอาหารตามแผงได้ แต่ปัญหาด้านที่พักอาศัยจะทำอย่างไร ?

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อฉบับบ่าย ในยามอับจนสิ้นหนทาง โก้วเล้งพบพานเพื่อนผู้มีนำใจ ท่านหนึ่ง หาที่ซุกหัวนอนที่ถนนโพ่วเซี้ยให้ พร้อมกับจุนเจือ อาหาร ภายหลังเมื่อโก้วเล้งเอ่ยถงเพื่อนผู้มีพระคุณท่านี้ ยังเคารพนับถือไม่เสื่อมคลาย

หลังจากนั้นไม่นาน โก้วเล้ง หางานทำชั่วคราวได้ที่วิทยาลัยฝึกหัดครู พอมีรายได้เลี้ยงชีพ ทางหนึ่ง ทำหน้าที่เขียนกระดาศษไข พิมพ์โรเนียวและตรวจปรูฟสิ่งพิมพ์  ทางหนึ่ง สมัครเข้าเป็นนักศึกษาใน มหาวิทยาต้ากัง คณะอักษรศาสตร์ แผนกภาษาต่างประเทศ (ขณะที่โก้วเล้งเรียนอยู่นั้นมหาวิทยาลัยต้ากัง ใช้ชื่อมหาวิทยาลัยว่าว่า Tamkang English Junior College ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Tamkang University) จนสำเร็จ การศึกษา ได้ปริญญาบัตรมาใบหนึ่ง ภาษาอังกฤษของโก้วเล้งดีเยี่ยม ทว่าคนภายนอกรู้ไม่มากนัก

ภายหลังจบการศึกษา โก้วเล้งสอบเข้าทำงานในคณะที่ปรึกษาทหารอเมริกันประจำกรุงไทเป ตำแหน่งบรรณารักษ์ประจำห้องสมุด (ช่วงเวลานั้นมีทหารอเมริกันอยู่ที่เกาะไต้หวัน และ เกาะคีมอยหลายหมื่นคน)

ประมาณปี พ.ศ. 2503 นิยายกำลังภายในที่ไต้หวัน เฟื่องฟูอย่างยิ่ง ระหว่างนั้น ไต้หวันมีสองนักเขียนชื่อดัง อ้อเล้งเซ็ง กับ จูกั๊วแชฮุ้น ครองความยิ่งใหญ่
อยู่ ทางการไต้หวันก็สนับสนุน (เพราะงมงายในหนงสือดีกว่าฟุ้งซ่านทางการเมือง) โก้วเล้งใช้เวลาว่างระหว่างทำงาน ทดลองเขียนส่งไปให้กับ สำนักพิมพ์ลื่อสี

นิยายกำลังภายในเรื่องแรกคือ ซังเกี่ยมซิ้งเกี่ยม (Cangqiong Shen Jian - เทพกระบี่โพยม) เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ขณะอายุย่าง 24 ปี โดย ใช้นามปากกาว่า พ่อเกี่ยมเล้าจู๊ มีความยาว 12 เล่ม ได้รับค่าต้นฉบับเล่มละ 800 เหรียญไต้หวัน (ประมาณ 400 บาทเศษ) โดยเขียนเล่มละสี่หมื่นสองพันตัว คิดเฉลี่ยแล้ว อักษรหนึ่งพันตัวมีราคาประมาณ 19 เหรียญไต้หวัน (ไม่ถึงสิบบาท) เท่านั้น

แรกผลักดันให้โก้วเล้งเขียนนิยายกำลังภายใน ไม่มีเหตุผลหรูหราเลิศลอยอันใด โก้วเล้งกล่าวว่า เพียงเพื่อหาเงินเท่านั้น เรื่องที่ประสบความสำเร็จจนพอมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้างก็คือ ศึกษาเลือด เป็นแนวรักขัดแย้ง ในสายเลือดและความคิด มีอารมณ์เป็นแกน แทนการฆ่าล้างแค้น

ต่อจากนั้นคือ เกี่ยมตั๊กบ๊วยเฮียม(พิฆาตทรชน) , ฉั่งกิมข่วยเง็ก อิ้วเฮียบลก , ซิกฮุ้นอิ้ง โกวแชตึ่ง , เซียวกี่เกี่ยม ภายหลังโก้วเล้งบอกว่า เรื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ใช้ไม่ได้ แทบปราศจากแนวความคิด และแบบฉบับของตัวเอง ถัดจากนั้น คือ เพียวเฮียงเกี่ยมโหงว , ฮู่ฮวยเล้ง เช้งยิ้นจี่(ศึกศรสวาท) , อ้วงฮวยโซยเกี่ยมลก(นักสู้ผู้พิชิต)

จวบจนกระทั่ง บู๊ลิ้มงั่วซือ (ราชายุทธจักร - 2509) แนวการเขียนของโก้วเล้งค่อยเปลี่ยนแปลง สหลัดหลุดจากแนวทางของผู้อื่น อาศัยความคิดและแบบฉบับของตัวเอง ตอนนั้น นิยายกำลังภายในที่จัดพิมพ์จำหน่าย มีจำนวนหลายร้อยหลายพันเล่ม แบบฉบับของนิยายกำลังภายในที่ขายดีทั่วไป มักเป็นเรื่อง ลึกลับซับซ้อน พลิกความ คาดหมาย ตัวเอกได้คัมภีร์วิทยายุทธ์ ยาวิเศษหรือผลไม้พันปีเพิ่มพูนกำลังฝีมือ โครงเรื่องบางประการแทบยึดมั่นเป็นแบบฉบับ นักอ่านที่เจนจัด ขอเพียงอ่านตอนแรกเริ่ม ก็คาดเดาตอนอวสานได้ 

ตำแหน่งบรรณารักษ์ในห้องสมุด เป็นเหตุให้โก้วเล้งมีโอกาสศึกษาวรรณกรรมตะวันตกจำนวนมาก ดังนั้น ยอมรับวรรณกรรมต่างประเทศ สลัดหลุดจากกฏเกณฑ์ของนิยายกำลังภายในทั่วไป ยุทธจักรนิยายของโก้วเล้งจึงมีโฉมหน้า และแบบฉบับที่เป็นเอกเทศเฉพาะ

นับจากนั้น โก้วเล้งเริ่มเขียนนิยายกำลังภายในของตัวเองขึ้น ผลงานที่สร้างชื่อ อาทิเช่น ชอลิ่วเฮียง (จอมโจรจอมใจ - 2510) , เจาะต่อซังเกียว (เซียวฮื้อยี้ - 2510 เรื่องนี้คุณภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ ซื้อทำละครให้กับทางไทยทีวีสีช่องสาม ภายใต้ชื่อ ขุนพลผู้ไร้ทวน) ตอเช้งเกี่ยมแขะบ้อเช้งเกี่ยม (ฤทธิ์มีดสั้น - 2511 เรื่องนี้ ดัดแปลงจากเรื่อง กันไฟท์ แอด ดิ โอ เค คอรัล โดมีมีเบิร์ต แลคัสเตอร์ และเคิร์ก ดักลาส นำแสดง ในภาพยนตร์ชื่อภาษาไทยว่า สองสิงห์เมืองเสือ)

นอกนั้นยังมี จับอิดนึ้ง (2512) และ ฮวยเป๋งจับอิดนึ้ง (ยอดขุนโจร - 2517 เขียนถึงตัวเอกที่ถูกตราหน้าเป็นโจร แต่มีคุณธรรมล้ำฟ้า ) ลิ้วแช ฮู้เตี๊ยบ เกี่ยม (ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ - 2512 เขียนถึงชีวิตของมือสังหาร ความรัก อละ ก็อดฟาเธอร์ของจีน ) ฮัวลักเอ็งฮ้ง (วีรบุรุษสำราญ - 2514 เขียนถึงตัวเอกหลายคน มีสีสันแตกต่างกัน และร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน) ซาเสียวเอี้ย (2518 เขียนถึงชีวิตของวีรบุรุษนักเลง สอดแทรกปรัชญาไว้อย่างลึกซึ้ง ) อินทรีผงาดฟ้า (2519 เขียนถึงชีวิตการต่อสู้ของลูกผู้ชายซึ่งยึดมั่นในความรัก ฯลฯ

ชีวิตแต่หนหลังของโก้วเล้ง ขณะที่ผู้อื่นแบกกระเป๋าไปโรงเรียน ก็ระเหเร่ร่อนในยุทธจักรแล้ว ดังนั้นเมื่อมีเงินทองจากการเขียนหนังสือ จึงจับจ่ายราวก้อนกรวดไม่เสียดาย โก้วเล้งไม่ยอมอยู่เงียบเหงา ชมชอบคบหาสหายที่สุด ร้านอาหาร บาร์และ ตลาดโต้รุ่ง เป็นสถานที่ซึ่ง เป็นสถานที่ซึ่งโก้วเล้งมักไปเยี่ยม เยือนอยู่เสมอ อาศัยสุรา นัดพบ อาศัยสถรานัดพบสหาย

ผลจากการดิ่มสุราอย่างหนัก โก้วเล้งต้อง ล้มป่วยลงด้วยโรคตับแข็ง ม้ามโตและเลือดออกทางกระเพราะ แข็งออกโรคพยาบาลถึงสามครั้งสามครา ก่อนสิ้นใจไม่กี่วัน โก้วเล้งยังร่ำดื่มอย่างเต็มที่ เป็นเวลาสามวันสามคืน หวังให้ตัวเองเมามายพันปี โก้วเล้งกล่าวว่า หากอดสุรา กลับมิสู้ตาย นับเป็นการดื่มสุราครั้งสุดท้าย เท่ากับยุติชีวิตลงด้วยสุราอย่างแท้จริงเมื่อวั นที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2528 อายุได้ 48 ปี (นับตามธรรมเนียมจีน)



จะมีชีวิตอยู่โดยทรงคุณค่าเป็นที่ลำบากก็จริง จะตายให้มีคุณค่ายิ่งยากเข็ญกว่ามากนัก

รอยขาดของเสื้อผ้าเย็บปะได้ แต่บาดแผลในหัวใจมิว่าผู้ใดก็ไม่อาจเย็บสมาน

ความรักเป็นสิ่งงดงาม งดงามประหนึ่งดอกกุหลาบ แต่ทว่ามันมีหนาม...
กุหลาบที่ไร้หนามในโลกนี้มีเพียงสิ่งเดียวคือมิตรภาพ

เมื่อคิดเสพสุขอันหวานชื่นของความรัก ก็ต้องเตรียมใจสำหรับกล้ำกลืน
ความกลัดกลุ้มและปวดร้าวจากความรักด้วย


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ ฮิ้มเอี้ยวฮั้ว
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง โก้วเล้ง ในชุด เซียมหล่อตือ


ที่มา http://nong.blogth.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 17 เมษายน, 2552, 10:11:08 »



คานธี

จิตใจดังขุนเขา ลึกลํ้าราวแม่คงคา
เมตตาธรรมล้นฟ้า ร้อยรัดวิญญาประชาปวงชน

ส่องนําใจร้อยล้าน กลายเป็นตํานานเล่าวน
ติดตรึงในใจคน ทุกข์ท้อจงทนดังราชสี

ประกาศคําสอน วิงวอนประชา
อ่อนโยนด้วยรัก นําพาก้าวไป

ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว
มรรคายิ่งใหญ่ แห่งอหิงสา

เก็บความรุ่นร้อน แปรเป็นพลัง
จิตใจอย่าพลั้ง ใช้กําลังกาย

ร้อยพันแสนหมื่น อย่ากลืนอย่าหมาย
แสนพันล้านพ่าย จิตใจเสรี

ห่มห่อผ้าผืนขาว คํ้าไม้เท้า ก้าวย่างไป
เย็นยํ่ากําปอกรอฝ้าย ปล่อยวางใจบริสุทธิ์

กําเนิดนี้เพื่อมวนชน กลางเวียงวังวนอมนุษย์
ขุนโจรกระชากฉุด แม้ชีพชนม์วายโลกไม่เคยลืม

ห่มนอนความทุกข์ร้อน อาทรมวลชนที่คอย
หมื่นพันเป็นร้อยล้าน ทุกข์ท้อมานานรอวันปลดปล่อย

แอกยังคอยยึดรั้ง ดวงใจยังคงร้องไห้
ฝ่าฟันพายุร้าย ยิ้มรับความตายนํ้าใจมวนชน

ถูกตีทนชํ้า รอวันนําชัย
ถูกตีกี่ครั้ง ทนมันเรื่อยไป

ถึงเลือดรินหลั่ง ไม่จางไม่หาย
ชีวีนี้ให้ แด่ชาวโลกา

ปล่อยวางอาวุธ ยุทโธคือใจ
ดับความเลวร้าย สู้คมศาสตรา

สองมือว่างเปล่า แห่งอหิงสา
หัวใจหาญกล้า   มหาตมะคานธี



<a href="http://www.youtube.com/v/eVA6C1SG47s&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/eVA6C1SG47s&amp;hl</a>
ฟังเพลง คานธี จาก คาราบาว


โมหันดาส์ การามจันทร์ คานธี

มหาตมา คานธี (Mahatma Gandhi) เป็นผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดียและศาสนาฮินดู มีชื่อเต็มว่า โมหันทาส กรรมจันท คานธี (คุชราต;  Mohandas Karamchand Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย มารดาของคานธี เป็นภรรยาคนที่ 4 ของบิดาของคานธี

ใน ค.ศ. 1883 เดือนพฤษภาคม คานธีมีอายุ 13 ปี ได้สมรสกับเด็กหญิงชื่อกัสตูรบา ซึ่งอายุมากกว่าคานธีประมาณ 6 เดือน ซึ่งสาเหตุที่คานธีสมรสเร็วนั้น มาจากประเพณีท้องถิ่นที่นิยมให้เด็กแต่งงานกันเร็วๆ คานธี มีความสุขกับชีวิตคู่มาก คานธีและกัสตูรบามีบุตร-ธิดา รวมกันทั้งสิ้น 5 คน แต่คนหนึ่ง ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็นทารกทำให้เหลือ 4 คน

ใน ค.ศ. 1888 เป็นปีที่บุตรคนแรก (ไม่นับคนที่เสียชีวิตขณะเป็นทารก) ของคานธีได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นปีที่ทางครองครัว ได้ส่งคานธีไปศึกษาวิชากฎหมายที่อังกฤษ โดยก่อนจะเดินทาง คานธีได้ให้สัญญากับมารดาว่า จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และสุรา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวเกาะแกะกับสตรี เพื่อให้มารดาได้อุ่นใจ แล้วเดินทางไปอังกฤษ

เมื่อไปถึงอังกฤษ คานธีพบปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตในอังกฤษ นั่นคือ วัฒนธรรม มารยาท สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในอังกฤษนั้นไม่เหมือนอินเดีย คานธีต้องระวังตนในเรื่องมารยาทซึ่งจะมาทำตามคนอินเดียเหมือนเดิมไม่ได้ คานธีต้องปรับตัวบุคลิกต่างๆให้เข้ากับคนอังกฤษให้ได้ และนอกจากนี้ อาหารในอังกฤษที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์นั้นในสมัยนั้นรสชาติจะจืดมาก จะกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ควรเพราะได้ให้สัญญากับมารดาไว้แล้ว

ปัญหาด้านอาหารนั้นทุเลาลงเมื่อคานธีได้รู้จักอาหารมังสวิรัติ และได้ซื้อหนังสือคู่มือสำหรับนักมังสวิรัติเข้า คานธีจึงได้มีวิธีรับประทานมังสวิรัติอย่างเป็นสุขในอังกฤษ ส่วนมารยาทและวัฒนธรรมก็ต้องค่อยๆปรับตัวไป และในที่สุด คานธีก็สำเร็จการศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเมื่อได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธีก็เดินทางกลับสู่อินเดียใน ค.ศ. 1892 เพื่อประกอบอาชีพ

ในปีเดียวกันคานธีกลับมา ลูกคนที่สองของคานธีก็กำเนิดขึ้น แต่ในด้านอาชีพ แม้จะประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่การประกอบอาชีพในช่วงแรกของคานธีนั้นประสบความยากลำบากตะกุกตะกัก แต่แล้ว ไม่นานต่อมา คานธีก็ได้งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้คานธี กลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา

งานนั้นคือ ให้ไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1893 คานธีได้เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้น First Class (ชั้นที่หรูหราสะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด) ไปยังเมืองที่ลูกความต้องการ แต่ทว่า ผู้โดยสารชั้น First Class ที่ผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้ำอย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้น First Class กับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของ Third Class (ชั้นไม่สะดวก ไม่หรูหรา แต่ค่าตั๋วถูกที่สุด) ทั้งๆที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋ว First Class มาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้น First Class รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และคานธีถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ทำให้คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้ และเมื่อคานธีรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่จบง่ายๆ จึงได้เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และกลับสู่อินเดียใน ต้นปี ค.ศ. 1897 และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยาต่ออีก 2 คน

ใน ค.ศ. 1901 คานธีเดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไปประกอบอาชีพต่อ แต่มีเสียงเรียกร้องจากชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธีเดินทางกลับไปยังแอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ต่อใน ค.ศ. 1902 แต่ว่า การต่อสู้ของคานธีเมื่อครั้งก่อนนั้นให้ผลไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งคือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่คิด จึงพบวิธีที่แน่นอนและได้ผลดีในการเรียกร้องความยุติธรรม โดยคานธีได้อยู่เรียกร้องความยุติธรรมนี้จนถึง ค.ศ. 1914 ก็เดินทางออกจากแอฟริกาใต้

คายธีเดินทางกลับมาถึงอินเดียที่เมืองบอมเบย์ใน ค.ศ. 1915 คานธีตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบตะวันตกดังที่เคย และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของแคว้นคุชราต และเมื่อเดินทางกลับมาถึง ชาวอินเดียจำนวนมากไปชุมนุมต้อนรับคานธีกลับบ้านอย่างล้นหลาม ไม่กี่วันต่อมา คานธีเดินทางไปหา รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และรพิทรนาถนี้เอง ได้ขนานนามคานธีว่า "มหาตมา" อันแปลว่า ผู้มีจิตใจสูงส่งให้แก่คานธี เป็นคนแรก และหลังจากนั้น คานธี ได้เดินทางไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อจะได้ไปรู้เห็นความเป็นจริงในอินเดียอย่างรู้จริงเป็นเวลารวม 1 ปี

ค.ศ. 1916 คานธีเริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพลังที่สั่นประเทศได้ ประกอบกับในช่วงนั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ต้องมีการเรียกร้องสิทธิที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1919 ได้มีการประกาศกฎหมาย Rowlatt ซึ่งเป็นกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดีย คานธีจึงประกาศขอความร่วมมือว่าในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1919 ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงานในวันนั้น สั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของการใช้วิธีสัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ๆ อย่างอินเดีย

ข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิดการต่อสู้ใช้กำลัง รัฐบาลอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธีไป แต่เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่างๆก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจราจลระดับประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศอดอาหารตนเอง 3 วัน

แต่ในวันนั้นเอง เป็นวันนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัวสังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ แต่ว่า ในวันนั้น นายพล Dyer ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตสระ รู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคำสั่งให้กองทัพรัวปืนใส่กลุ่มประชาชนในชัลลียันวาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 ศพ บาดเจ็บประมาณ 3,000 คน เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างยากจะฟื้นตัว

การต่อสู้เพื่อคนอินเดียดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ใน ค.ศ. 1922 ได้เกิดเหตุใช้กำลังต่อสู้กันอีกครั้ง คานธีถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ และถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดเพราะเหตุผลทางสุขภาพใน ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัว คานธีก็หันไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศก่อน เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขปัญหาการถือชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี และปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่จากต่างประเทศ

แต่ใน ค.ศ. 1930 คานธีหวนกลับสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อน เพราะต้องการประท้วงกฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไม่ให้คนอินเดียใช้ทรัพยากรของอินเดีย โดยในวันที่ 12 มีนาคม คานธีได้เริ่มการเดินทางไปยังชายทะเลในตำบลฑัณฑี พร้อมกับประชาชนนับแสนคนที่เต็มใจไปกับคานธี คานธีเดินทางเป็นเวลา 24 วัน 400 กิโลเมตร ก็ไปถึงชายทะเล คานธีบอกประชาชนนับแสนให้ร่วมกันทำเกลือกินเอง ดังนั้น ในวันนั้น คานธีและประชาชนนับแสนได้ทำเกลือจากทะเลกินเอง เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่อังกฤษตั้งไว้

ทางการอังกฤษ ได้ดันทุรังจับกุมคานธีและประชาชนนับแสนคนในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 ทำให้จำนวนแรงงานอาชีพในอินเดียหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งต้องปล่อยตัวประชาชนออกมาเรื่อยๆ และรัฐบาลอังกฤษได้ปล่อยตัวคานธีใน ค.ศ. 1931 และในปีนั้น คานธีถูกเชิญตัวไปร่วมประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ผลอะไรมากนัก

เมื่อคานธีกลับอินเดีย ก็ถูกจับอีก และก็ถูกปล่อยตัวอีก และหลังถูกปล่อย ก็ใช้เวลาไปพัฒนาชนบทอีก จนเมื่อ ค.ศ. 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก มีการเดินขบวนรณรงค์ แล้วก็ถูกจับใน ค.ศ. 1942 อีก แต่ครั้งนี้ ระหว่างอยู่ในคุก กัสตูรบา ภรรยาคานธีได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 แล้วสักพักก็ถูกปล่อยตัว

ใน ค.ศ. 1945 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศจะให้อินเดียได้ปกครองตนเอง นับเป็นการที่อิสระของอินเดียอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่ว่า ก่อนจะให้อิสระอินเดีย อังกฤษต้องหารัฐบาลชาวอินเดีย ที่จะปกครองอินเดียต่อจากอังกฤษในช่วงแรกๆของการมีอิสระครั้งของอินเดียในยุคแห่งเทคโนโลยี แต่ทว่า ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส(ที่นับถือศาสนาฮินดู) กับสันนิบาตมุสลิม ใครจะมาปกครอง การให้อิสระอินเดียจึงต้องล่าช้าออกไป

แต่ใน ค.ศ. 1946 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูในอินเดีย จนเกิดเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกหัวระแหง คานธีรู้สึกเสียใจมาก ที่อิสรภาพของอินเดียอยู่แค่เอื้อม แต่ยังไม่ทันได้อิสรภาพ ชาวอินเดียก็ทะเลาะกันเองเสียนี่ คานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปี ลงเดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน หยุดทะเลาะกันเสียที ประชาชนอินเดียเห็นคานธีทำเช่นนี้ก็รู้สึกตัว เลิกทะเลาะกัน ทำให้เกิดความสงบสามัคคีในชนบทได้

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างพรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เมื่ออินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู เป็นประเทศอินเดียของพรรคคองเกรส แล้วพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม ให้เป็นประเทศปากีสถาน ปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม

ในที่สุด 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 อินเดียเป็นอิสระจากอังกฤษโดยสมบูรณ์ และในวันนั้น อินเดีย ก็แตกเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียของชาวฮินดู กับปากีสถานของมุสลิม แต่ว่า ท้องที่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นศาสนาหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนอีกศาสนาหนึ่งอาศัยอยู่เลย ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในอาณาเขตประเทศที่เป็นท้องที่ที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาตรงข้าม ก็ต้องอพยพ กล่าวคือ ผู้ที่เป็นมุสลิมในอินเดีย ก็ต้องอพยพไปปากีสถาน และผู้ที่เป็นฮินดูในปากีสถาน ก็ต้องอพยพมาอินเดีย ในวันนั้น ทั้งสองประเทศ จัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ แต่คานธีไม่เข้าร่วมพิธีฉลองอิสรภาพ แต่ได้เดินทางไปยังกัสกัตตา เพราะได้ข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังรบสู้กันอยู่ คานธีเดินทางไปถึงที่กัลกัตตา และขอร้อง แต่ไม่เป็นผล จึงประกาศอดอาหารอีก ครั้งนี้ได้ผล มุสลิมและฮินดูในกัลกัตตาเลิกรบกันทันที และให้สัญญาว่าจะไม่มีการรบแบบนี้เกิดอีก คานธีจึงเดินทางกลับเมืองหลวงนิวเดลฮี

ในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1948 คานธีต้องการไปปากีสถาน เพื่อสมานฉันท์กับชาวมุสลิม ทั้งๆที่คานธีเป็นฮินดู สันนิบาตมุสลิมจึงคัดค้านการเข้าปากีสถานของคานธี เพราะเกรงจะเกิดอันตราย คานธีจึงประกาศอดอาหารอีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู

ในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลฮีให้คำมั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ คานธีจึงกลับมากินอาหารอีกครั้ง

และในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ในตอนเย็น ขณะที่คานธีอยู่กลางสนามหญ้า กำลังสวดมนต์ไหว้พระตามกิจวัตร ขณะที่คานธีกำลังพูดว่า "เห ราม" แปลว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า" นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม ได้ยิงปืนใส่คานธี 3 นัด จนคานธีล้มลง และเมื่อแพทย์ได้มาพบคานธี ก็พบว่า คานธีได้สิ้นลมหายใจแล้วในวัย 78 ปี



ข้าพเจ้าอาจจะตายโดยน้ำมือของผู้ลอบสังหาร และถ้าเป็นอย่างนั้น ให้จำไว้ว่า
ข้าพเจ้ายอมรับลูกกระสุนนั้นอย่างกล้าหาญ ด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า
และเมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะเชื่อว่า ตนคือมหาตมะ อย่างแท้จริง


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ โมหันดาส์ การามจันทร์ คานธี
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง คานธี ในชุด ห้ามจอดควาย


ที่มา http://biolawcom.de

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 17 เมษายน, 2552, 11:52:52 »



เช'ยังไม่ตาย

เชยังไม่ตาย เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก
เขียนถ้อยคำสนุก ใครอยากรู้ที่มา

สายตายาวไกล หัวใจทนง
คือผู้ปักธงนำชัยสู่มวลประชา
ไปช่วยฟิเดลคาสโตร์
ปลดปล่อยประเทศคิวบา

พื้นแผ่นดินอันโหยหา
อิสระภาพและความมั่นคง

ใช้พื้นที่นา ฝึกรบกองโจร ลุกรบโชกโชน
โค่นล้มพวกบาติสต้า

พลันดาวก็พราวสดใส
อยู่เหนือน่านฟ้าคิวบา
เขาหวังลบคราบน้ำตา
ให้หมดจากเซาท์อเมริกา

ลูกผู้ชายหน้าเข้ม เคราดำผมยาวประบ่า
ชื่อเชกูวาร่า เชกูวาร่า เชกูวาร่า
เชกูวาร่า เชกูวาร่า เชกูวาร่า

วีรบุรุษ...ของปวงประชา
วีรบุรุษ...ของชาวคิวบา
วีรบุรุษ...เซาท์อเมริกา
เชกูวาร่า เชกูวาร่า

ละทิ้งเงินทอง อำนาจปกครอง
มุ่งช่วยพี่นอ้ง กอบกู้ชาติโบลิเวีย

นักปฏิวัติชนชั้น ไม่หวาดหวั่นการสูญเสีย
ณ แผ่นดินโบลิเวีย มีคนพบศพเชกูวาร่า
แผ่นดินโบลิเวีย โลกต้องสูญเสียเชกูวาร่า



<a href="http://www.youtube.com/v/cWhdWK--fLo&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/cWhdWK--fLo&amp;hl</a>
ฟังเพลง เช'ยังไม่ตาย จาก คาราบาว


เอร์เนสโต ราฟาเอล เกบารา เด ลา เซร์นา

เออร์เนสโต เช กูวารา บุรุษหน้าตาคมคาย ตามประสาลูกครึ่งไอริช - สเปน คิ้วเข้ม หนวดเคราดกหนา ผมยาว ใส่หมวกแบเร่ต์ติดดาว ผู้ทำให้คำว่า "การปฏิวัติ" ในหัวใจคนหนุ่มสาวเป็นรูปร่างชัดเจน ที่สำคัญเรื่องราวของเช ก็ราวกับนิยายสะเทือนใจ

เช กูวารา หรือ เอร์เนสโต ราฟาเอล กูวารา เด ลา เซร์นา (Ernesto Rafael Guevara de la Serna) เกิดที่ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อปี 1928 ในครอบครัวคนชั้นกลาง หลังจากจบการศึกษาด้านการแพทย์ ด้วยวิญญาณของนักต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เขาเดินทางไปท่องทวีปอเมริกาใต้ และเข้าร่วมกับองค์กรประชาชนประเทศต่างๆ ต่อสู้กับรัฐบาลที่ปกครองประเทศอย่างกดขี่ข่มเหงประชาชน ชีวิตในช่วงแสวงหานี้ ทำให้เขามีโอกาสรู้จักกับ ฟิเดล คาสโตร นักปฏิวัติหนุ่มชาวคิวบา และเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่มี คาสโตร เป็นผู้นำ

เช ได้พบกับ คาสโตร เมื่อปี 1955 เมื่อคาสโตรถูกเนรเทศจากคิวบา โทษฐานก่อรัฐประหารหมายโค่นเผด็จการบาติสต้า รวมสมัครสมัครพรรคพวกได้ 82 คน ลงเรือจากเม็กซิโกในคืนเดือนมืด แรมทะเลเจ็ดคืนจึงขึ้นฝั่งที่คิวบา เพราะโดนคลื่นลมพัดพาไปผิดเป้าหมาย ทำให้ถูกโจมตีจนเหลือกำลังพลเพียง 12 คน - ปี 1959 ฟิเดล คาสโตร ก็ยึดคิวบาได้ เชได้รับการยกย่องจากคาสโตรให้เป็นนักทฤษฎีคนสำคัญ

"นักรบกองโจร คือชนิดของคนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกร์ทรมาน และความยากลำบาก มีความสำนึกทางการเมืองสูง" เช กูวารา นักทฤษฎีและนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย ผู้เชื่อมั่นการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร กล่าว

หลังจากประสพผลสำเร็จในสงครามปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลบาติสต้าแล้ว ฟิเดล คาสโตร ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เช กูวารา เหมือนเป็นหมายเลขสองของประเทศรองจากคาสโตร เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และดูแลการเงิน การคลังของประเทศในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติ ของคิวบา แต่ด้วยวิญญาณแห่งการปฏิวัติไม่เคยมอดไหม้ไปกับยศฐาบรรดาศักดิ์ เขาลาจากคิวบาและคาสโตร พร้อมเพื่อนๆ เพื่อไปร่วมสงครามปฏิวัติที่ คองโก ในทวีปแอฟริกา แต่ล้มเหลว จากนั้นจึงเดินทางเข้าไปยังประเทศโบลิเวีย เพื่อร่วมกับกบฏโบลิเวียทำสงครามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการโบลิเวียในสมัยนั้น

เช ได้ทำตามหลักการที่เขาวางไว้ โดยเมื่อเขาลาออกจากตำแหน่งการเมืองในรัฐบาลคาสโตร เพื่อออกไปเป็นนักรบกองโจรในโบลิเวียนั้น "ผมไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ภรรยาและลูกๆ ของผม แต่ผมก็ไม่เสียใจ กลับรู้สึกมีความสุขที่มันเป็นไปอย่างนี้" (จดหมายลาถึงคาสโตร) จากผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ ไปเดินป่าอีกครั้ง ระหว่างร่วมรัฐบาลก็ไม่มีสมบัติอะไร - การกระทำของเขาใกล้ศาสดาเข้าไปทุกที

สังคมนิยมของเช มีความหมายมากกว่าการพัฒนาทางวัตถุ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องยกระดับการครองชีพ "คุณภาพชีวิตจะต้องดีขึ้นด้วย ความหมายของการครองชีวิตต้องจัดควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุ... ผู้ใช้แรงงานจะรู้สึกว่าการทำงานเป็นความภาคภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์"
และ "ลัทธิทุนนิยมได้ติดสินบนความภาคภูมิใจของคนงาน และเปลี่ยนเขาไปสู่ความละโมบเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันผิดๆ คือเขาทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่องานของสังคม

การพัฒนาความสำนึกก็หมายความว่า ปลุกเร้าให้กรรมกรทำงานด้วยความเต็มใจและยินดี ไม่ใช่เพื่อความทะเยอทะยาน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพื่อบรรลุอุดมการณ์ของพวกเขา เพื่อความเชื่อในตัวผู้นำของเขา และเพื่อความปรารถนาอนาคตที่ดีกว่าสำหรับสังคมทั้งมวล อันจะย้อนเข้ามาสู่ตัวพวกเขาเอง โดยมีรัฐเป็นผู้ดูแลสนองสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง ด้วยวิธีนี้จะทำให้คนงานสามารถใช้แรงงานเพื่อสิ่งที่ดีงามโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเงินตรากลายเป็นสิ่งล้าสมัย เหมือนกับการค้าทาสที่ต้องสิ้นสุดลง"

นี่คือสังคมในอุดมคติของเช เป็นฝันไกลที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง แม้แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม? หรือคอมมิวนิสต์? แต่ก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าความฝันเช่นนี้หมดความหมายลงโดยสิ้นเชิง เพราะครั้งหนึ่งก็เคยกระตุ้นคนหนุ่มสาวให้ร่วมฝัน ร่วมสู้ ร่วมสร้าง จะสำเร็จหรือล้มเหลวจิตใจเช่นนั้น การกระทำตรงนั้นก็ดีงาม ซากความฝันอาจยังมีพลังจางๆ แอบแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบันที่มุ่งลิ่วไปในทิศทางทุนนิยม เป็นพลังจางที่ทำให้เหลือส่วนเสี้ยวริ้วรอยของความฝันเก่าๆ อยู่บ้าง

ไม่เฉพาะเรื่องสังคม-เศรษฐกิจ ในเรื่องศิลปะ เชก็ฝันไว้ว่า"ในสังคมทุนนิยมและในสังคมระบอบสังคมนิยม ศิลปะมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในสังคมทุนนิยม ศิลปะที่แพร่หลายเป็นเพียงเครื่องหย่อนใจที่ไร้สาระ เป็นทางระบายความไม่สบายใจของมนุษย์ให้เกิดความส่วน ตัวชั่วครู่ชั่วยาม..."

หนึ่งในหลายเหตุผลที่เชต้องกลับเข้าป่าอีกครั้ง ทั้งที่อายุย่างเข้าวัยกลางคน และมีโรคหืดหอบประจำตัวมาตั้งแต่เด็ก ก็คือ ความไม่สมหวังในการสร้างคิวบา เขาชิงชังการเห็นแก่ตัวและการช่วยเหลืออย่างเสีย ไม่ได้ที่โซเวียต และประเทศยุโรปตะวันออกในยุคครุสชอพให้แก่ประเทศด้อยพัฒนา เชจึงลอกคราบการเป็นนักบริหารและนักการฑูตของคิวบาซึ่งตัวเขาเป็นมาหลายปี ออกไปสู่ป่าเพื่อทำการปฏิวัติโดยไม่ได้หยุดหย่อนเหมือนเมื่อวัยหนุ่ม ๆ อีกครั้ง เตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิต และความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ที่ยากจนที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

เช พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกมิตรร่วมรบเก่า ๆ รวม 17 คน เช้าป่าโบลิเวีย เขาประกาศทำศึกกับมหาอำนาจ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ประชุมสหประชาชาติ หรืออยู่ในป่าโบลิเวีย และนี่อาจเป็นสาเหตุแห่งความตายของเขา เขาปลุกเร้าแนวทางให้ประเทศโลกที่สามเอเชีย-อาฟริการ่วมใจกันต่อต้านจักวรรดินิยมทั้งสองค่าย

อวสานของ เช กูวาร่า มาถึง เมื่อกองโจรโบลิเวียของเขาโด่งดังขึ้นทุกทีจนอาร์เจนติน่า -เปรู ต้องสั่งปิดพรมแดนสกัดการแพร่ลามของการปฏิวัติจากโบลิเวีย มีคนเข้าร่วมกองกำลังกองโจรมากขึ้น ทหารรัฐบาลโบลิเวียปรับยุทธศาสตร์รับมือกองโจร

แล้ววาระสุดท้ายของเขาก็มาถึงที่ ยูโร ราไวน์ เชได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและถูกทหารรัฐบาลจับได้ กลุ่มของเขาแตกกระจัดกระจายไม่ต่างกับความหายนะที่ แอลิเกรีย เดอ ปิโอ ในคิวบาระยะต้นการปฏิวัติ มีคนสิบคนเท่านั้นที่รอดชีวิตจากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ เขาและเพื่อนๆ ถูกจับได้

เช ในฐานะเชลยศึกผู้ได้รับบาดเจ็บถูกสั่งฆ่า ด้วยการยิงเป้าจนร่างพรุน แล้วประชุมเพลิง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1967 เถ้าถ่านกระดูกถูกนำไปทิ้งกระจัดกระจายด้วยความหวาดกลัว จบชีวิตของชายวัย 39 ปี ผู้อัดแน่นพลังความคิดฝัน

วันที่ 13 กรกฎาคม 1997 ณ กรุงซานตาครูซ ประเทศโบลิเวีย รัฐบาลของโบลิเวีย ได้ทำพิธีส่งกล่องบรรจุกระดูกของ เช เกวารา วีรบุรุษของชาวคิวบา และนักปฏิวัติเชื้อชาติอาร์เจนตินา กลับคืนสู่ประเทศคิวบา ท่ามกลางความอาลัยของชาวโบลิเวีย

อัฐิของ เช กูวารา ถูกนำขึ้นเครื่องบินจากซานตาครูซ ถึงฮาวาน่า ประเทศคิวบานายฟิเดล คาสโตร ประธานาธิบดี เพื่อนรักของ เช และเคยร่วมรบ ได้จัดงานต้อนรับอัฐิของ เช อย่างสมเกียรติ ในฐานะวีรบุรุษของชาติ เพราะ เช กูวารา ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใหญ่โตในคิวบา เขาจึงกลายเป็นตำนาน ในจิตใจคนหนุ่มสาวทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 30 กว่าปีแล้ว



ณ ที่ใดก็ตาม ที่ความตายจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเรา
ขอให้มันเป็นการตายที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ การตายเช่นนั้น
จะเป็นการเรียกร้องและขยายการต่อสู้ของเรา
มันจะซึมซ่านเข้าไปยังความคิดของคนอีกเป็นอันมาก
และมือของเขาเหล่านั้นก็อาจจะยื่นออกมาจับอาวุธแทนเรา
รัวปืนกลใส่ศัตรูประดุจเสียงสวดหน้างานศพให้เรา
คนหนึ่งตายไปอีกหลายสิบหลายร้อยคนจะลุกขึ้นมาต่อสู้
จนเป็นสงครามใหญ่และนำไปสู่ชัยชนะ!!


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ เอร์เนสโต ราฟาเอล เกบารา เด ลา เซร์นา
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง เช'ยังไม่ตาย ในชุด เช'ยังไม่ตาย


ที่มา http://www.baanmaha.com



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 17 เมษายน, 2552, 14:20:51 »



ออง ซาน ซูจี

ความกลัวมิอาจพลัดพราก
ฝากหัวใจเคียงข้างปวงชน
ต่อให้ตายเกิดใหม่กี่หน ไม่คิดท้อถอย

เป็นเพียงผู้หญิงน้อยๆ ในมือ
มือทรราช กุมอำนาจข่มเหงกดขี่ ผู้คน
ออง ออง ซานซูจี
อองซานซูจี
ออง ออง ซานซูจี

แผ่นดินต้องทุกข์ระทม
ดังจ่อมจมอยู่อเวจี
ถึงโลกทั้งโลกรู้ดี ก็ยังไม่มีวี่แวว
กฎหมู่ของผู้มีปืน ในมือ
มือทรราช ใช้พิฆาตเข่นฆ่าพี่น้อง ประชาชน

ชั่วชีวิตเดิมพัน มุ่งสู่ทางฝันประชาธิปไตย
บิดาได้เคยสร้างไว้ บัดนี้มีเธอเป็นผู้สืบสาน

ชื่ออองซานซูจี วีรสตรีที่โลกกล่าวขาน
ยังคงยืนต้านเผด๊จการ นำชนพม่าสู่ประชาธิปไตย

ขอร่วมแรงชาวโลก จงสนับสนุนอองซานซูจี
ขอร่วมใจชาวโลก จงช่วยพิทักษ์อองซานซูจี



<a href="http://www.youtube.com/v/xCDCmCUa2k4&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/xCDCmCUa2k4&amp;hl</a>
ฟังเพลง อองซานซูจี จาก คาราบาว


ออง ซาน ซูจี

ออง ซาน ซูจี(Aung San Suu Kyi) คือ หญิงชาวพม่าที่เลือกที่จะต่อสู้เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยในบ้านเกิดของแธอ แม้การเรียกร้องจะกระทำลงไปด้วย สองมือเปล่าและต้องเข้าต่อกรกับกองทัพทั้งกองทัพที่มองเรื่องอำนาจการปกครองของประเทศแตกต่างกัน และจากแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างของเธอที่มีต่อกลุ่มผู้นำประเทศนี้เองที่เป็นเหตุให้เธอถูกกักบริเวณรวมระยะเวลานานถึง 13  ภายในรอบระยะเวลา 20 ปี ที่เธอเรียกร้องประชาธิปไตยในแก่แผ่นดินเกิด

ออง ซาน ซูจี เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2488  เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายพล อองซาน บิดาผู้ซึ่งเคยเคลื่อนไหวเพื่อปลดแอกประเทศพม่าให้ได้รับเอกราชในการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก  นายพลอองซาน ถูกลอบสังหารโดยฝ่ายตรงข้ามในทางการเมืองในขณะที่อองซาน ซูจี อายุได้เพียง 2 ขวบ แม้ภายหลังจะมีการจับกุมและได้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิด แต่ก็ทำให้เด็กหญิงที่ยังไม่ค่อยจะรู้เดียงสาอย่างเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับมาดา นาง ดอว์ขิ่นจี  และพี่ชายอีก 2 คนในครอบครอบครัวของขาดหัวเรือหลักไป

ต่อมานาง ดอว์ขิ่นจี   มารดาของ อองซานซูจี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นฑูตพม่าประจำประเทศอินเดีย อองซาน ซูจี จึงได้ติดตามมารดาไปที่อินเดีย และได้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา ในกรุงนิวเดลี ก่อนจะเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรี ในสาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และที่นี้เองที่ทำให้เธอได้เจอกับ ไมเคิล อริส นักศึกษาสาขาวิชาอารยธรรมทิเบต ซึ่งต่อมาได้ตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินกัน

เมื่อ อองซาน ซุจี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ซูจีก็ได้เข้าทำงานให้กับ คณะกรรมการที่ปรึกษา ด้านการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณ และการจัดการของสำนักงานเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ โดยรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการซึ่งในขณะนั้น มีนายอูถั่น ชาวพม่าดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการอยู่  ต่อมาอองซานซูจี ได้ตกลงใจแต่งงานนายไมเคิล อริสและได้ย้าย ไปตั้งรกรากอยู่ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ตามสามี นางซูจี และนาย ไมเคิล อริส มีบุตรด้วยกัน 2 คน  ในระยะนั้น ซุจียังไม่มีความคิดที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และยังคงเดินทางทำงาน ต่างๆในหลายประเทศ จนกระทั่ง นาง ดอว์ขิ่นจี ผู้เป็นมารดาล้มป่วยลงอย่างหนัก ซูจีจึงได้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อดูแลมารดาอย่างใกล้ชิด  ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศพม่ากำลังวุ่นวายอย่างหนักเพราะ บรรดานักศึกษา ประชาชน ไม่พอใจการบริหารงานของนายพลเนวิน และได้เรียกร้องในนายพล เนวินลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันระหว่างกำลังทหารและประชาชน

เมื่อนายพลเนวินลาออกแล้วความไม่สงบในประเทศพม่าก็ยังคำดำเนินต่อไปในขณะที่นางอองซานซุจียังคงเฝ้าดูอยู่อย่างเงียบๆ นักศึกษาประชาชนยังคงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่โดนการปราบปรามอย่างรุนแรงจากฝ่ายทหาร  นางอองซาน ซูจี จึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป แต่ก็ไม่ได้รับความเหลียวแลจากผู้นำทหารซ้ำผู้นำทางการทหารกลับจัดตั้งสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ (The State Law and Order Restoration Council : SLORC) ขึ้นแทนและได้ทำการปราบปรามสังหารผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง การเขียนจดหมายเปิดผนึกคราวนั้นของซูจีถือได้ว่าเป็นการร่วมดำเนินการทางการเมืองเป็นครั้งแรกของเธอ เหตุผลสำคัญที่ทำให้นาง อองซาน ซูจี ตัดสินใจเข้าร่วมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะเกิดความรู้สึกว่าบิดาของตนเคยมีส่วนในการเรียกร้องอิสรภาพให้แก่ประเทศพม่าในขณะที่ปัจจุบันเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วอำนาจยังคงตกอยู่ในมือกลุ่มคนกลุ่มเดียวไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจควรจะเป็นของปวงชน

จนกระทั่งในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2531 อองซาน ซูจี ได้ตัดสินใจตั้ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD)ขึ้น และเพื่อป้องกันข้อครหาว่าเธอต้องการจะดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเสียเอง อองซาน ซูจี จึงไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในระยะแรกและได้เชิญนายพลนอกราชการซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องรอบอบการปกครองมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่วนตัวเธอเองได้รับการสนับสนุนให้เป้นเลขาธิการพรรค

หลังจากนั้นอีกไม่นานมารดา นาง ดอว์ขิ่นจี ก็เสียชีวตใน วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2531 จากความตั้งใจแรกที่ตัดสินใจเดินทางกลับมาจากบ้านเกิดเพื่อดูแลมารดาเมื่อภาระดังกล่าวหมดสิ้นไป นาง อองซาน ซุจีจึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในประเทศบ้านเกิดยืนข้างเดียวกับประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยต่อไป

การต่อสู้ของนางอองซานเป็นไปด้วยสันติวิธีโดยมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเดียวคือให้ประเทศชาติมีระบอบการปกครองที่ไม่กดขี่ประชาชน และทำให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ตามระบอบประชาธิปไตย  แต่กระนั้นความยากลำบากในการเรียกร้องก็เกิดขึ้นกับเธอ โดย ผู้นำทหารได้ใช้อำนาจเผด็จการในการสั่งกักบริเวณเธอ ในครั้งแรกเป็นเวลา 3 ปี และได้จับกุมสมาขิกพรรค NLD อีกเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น ประชาชนต่างเทคณะให้กับพรรค NLD เพราะมีความหวังหวังในจุดหมายเดียวกันคือการเปลี่ยนแปลง การปกครองอันเป็นอำนาจเผด็จการทหารที่ลงรากลึกในสังคมพม่า และแม้ผลการเลือกตั้งจะทำให้พรรค NLD ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก  แต่ผลสุดท้ายผู้ที่ถืออาวุธและกำลังรัฐบาลเผด็จการทหารในนามของ ?สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ? ก็ปฎิเสธผลการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว  และได้ต่อรองให้นางอองซาน ซูจี ลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ เพื่อใช้ชีวิตอย่างปรกติสุขอยู่กับสามีและบุตร แต่นางอองซาน ซูจี ปฏิเสธจึงทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าสังกักบริเวณเพิ่มขึ้น เป็น 6 ปี จากเดิม 3 ปี 

แม้เธอจะต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ยังไม่แน่ใจว่าจะพบวันแห่งชัยชนะหรือไม่ แต่ อองซาน ซูจีก็ไม่ย่อท้อ เธอดำเนินการต่อสู้ด้วยสันติวิธี โดยอาศัยการเขียนหนังสือ และจดหมาย รวมทั้งการบันทึกวิธีโอเทปแนวคิดของเธอเพื่อเผยแพร่สู่สังคมภายนอก
                     
แม้การต่อสู้ของเธออาจจะยังไม่สัมฤทธิผลที่เป็นรูปธรรมแต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ตณะกรรมการโนเบล ประกาศให้เธอ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในวันที่ 14 ตุลาคม 2534  ในขณะที่เธอยังคงถูกกักบริเวณอยู่นั้นเอง
 
เธอได้รับอิสรภาพมาหลังจากถูกกักขังอยู่ 6 ปี แต่เพียงไม่นาน ก็ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าสั่งกักบริเวณอีกครั้ง โดยปราศจากความผิด โดยการสั่งกักบริเวณในคราวนี้กินเวลา 18 เดือน และได้รับอิสรภาพใน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2545 การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่าของอองซาน ซูจีเต็มไปด้วยความยากลำบาก มีการต่อต้านจากกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล ถูกขวางปา ถูกดักทำร้าย แต่ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประทศยังเห็นด้วยกับแนวทางของเธอ เธอจึงยังยืนยันต่อสู้ตลอดมา

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้แผ่นดินเกิดของเธอมีระบอบการปกครองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักนี้เอง ที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เธอเป็น "สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านการกดขี่โดยสันติ"  ในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 นางอองซาน ซูจี ได้รับอิสรภาพเพียงขวบปีและในขณะที่ เดินทางไปพบปะประชาชน เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านนางอองซาน ทำให้รัฐบาลทหารพม่าอ้างเหตุดังกล่าวและได้สั่งกักบริเวณอีกครั้ง จนกระทั่งปัจจุบันนางอองซานซูจีก็ยังคง ถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของตน  โดยไร้ซึ่งอิสรภาพ ไม่ได้พบปะผู้คน

อองซาน ซูจี อาจจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวที่เลือกจะต่อสู้กับชนชั้นปกครองและกำลังทหารทั้งกองทัพด้วยสองมือเปล่าและอุดมการณ์ที่แน่วแน่ เธอยอมแลกอิสรภาพของตนเอง เพื่อ หวังว่าสักวันแผ่นดินเกิดของเธอจะมี สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเกิดขึ้นในหมู่กับประชาชนชาวพม่าตามหลักการของระบอบการปกครองประชาธิปไตย   ในขณะที่พม่าเองยังเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นปกครอง  และด้วยอุดมการณ์ ด้วยศรัทธาที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนของเธอ ทำให้ผู้หญิงคนนี้ถูกกล่าวถึงการต่อสู้ของเธออยู่เสมอ นี้คือวิถีของ อองซาน ซูจี  ผู้เป็น สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านการกดขี่โดยสันติ



"ดิฉันหวังว่าชาวพม่าเป็นจำนวนมาก จะตระหนักถึงสัญชาติญานภายใน
ที่กระตุ้นให้เราพยายามมองหาสวรรค์และเสียง
อันหนักแน่น ที่คอยพร่ำบอกแก่เราว่า เบื้องหลังก้อนเมฆที่เรียงรายสลับซับซ้อน
ยังคงมีพระอาทิตย์ที่คอยเวลาอันเหมาะสม
ที่จะโผล่พ้นออกมาให้แสงสว่างและความอบอุ่นคุ้มครองแก่เรา"


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ ออง ซาน ซูจี
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง ออง ซาน ซูจี ในชุด หากหัวใจยังรักควาย


ที่มา: [url=http://www.school.net.th]www.school.net.th[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 17 เมษายน, 2552, 15:22:31 »



จ้อนนอนเล่น

ถ้าจอห์นเลนอนยังไม่ตาย เห็นโลกวุ่นวายในขณะนี้
ในความเป็นศิลปินกวี คงมีไอเดียละเหี่ยหัวใจ...

คือการรังสรรค์ที่ติเพื่อก่อ เป็นการหยอกล้อที่มีความหมาย
ถ้าจอห์นเลนอนยังไม่ตาย คงลุกขึ้นมาแต่งเพลง

ในดวงใจฉันเขานั้นเป็นครู แต่คอยเฝ้าบรรดูเฝ้าดูบรรเลง
เขาทั้งฉลาดและทั้งเก่ง! จัดเป็นครูเพลงหนึ่งในดวงใจ....
นอกเหนือจากนั้นคือเป็นขบถ ไม่แคร์ต่อคนต่อโลกทั้งใบ
ถ้าจอห์นเลนอนยังไม่ตาย คงลุกขึ้นมาแต่งเพลง

อิมเมจิ้นแดโนแฮบเว้น นรกเท่านั้นที่มีคำตอบ
สวรรค์บนดินมันยังไม่ชอบ เข็นฆ่ากันตายไม่วายเว้นวัน
มนุษย์จำเป็นมีศาสนา เพื่อคอยดึงขาไว้โก้สวรรค์
จะโกอินเตอร์ก็ไม่ว่ากัน แต่ในใจฉันยังคิดถึงจอห์นเลนอน

ถ้าจอห์นเลนอนยังไม่ตาย เห็นโลกวุ่นวายในขณะนี้
ในความเป็นศิลปินกวี คงมีไอเดียละเหี่ยหัวใจ...
นอกเหนือจากนั้นคือเป็นกบฎ ไม่แคร์ต่อคนต่อโลกทั้งใบ
ถ้าจอห์นเลนอนยังไม่ตาย คงลุกขึ้นมาแต่งเพลง

อิมเมจิ้นแดโนแฮบเว้น นรกเท่านั้นที่มีคำตอบ
สวรรค์บนดินมันยังไม่ชอบ เข็นฆ่ากันตายไม่วายเว้นวัน
มนุษย์จำเป็นมีศาสนา เพื่อคอยดึงขาไว้โก้สวรรค์
จะโกอินเตอร์ก็ไม่ว่ากัน แต่ในใจฉันยังคิดถึงจอห์นเลนอน

นี่ถ้าพี่จ้อนแกยังไม่ตาย... เชื่อใจเลย....เล้ยยย
ไม่เคยเห็นจ้อนนอนเล่น!



<a href="http://www.youtube.com/v/9I1NCS9BWUo&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/9I1NCS9BWUo&amp;hl</a>
ฟังเพลง จ้อนนอนเล่น จาก คาราบาว


จอห์น วินสตัน โอโนะ เลนนอน

จอห์น วินสตัน โอโนะ เลนนอน (อังกฤษ: John Winston Ono Lennon) (9 ตุลาคม พ.ศ. 2483-8 ธันวาคม พ.ศ. 2523) เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรีชาวอังกฤษ รู้จักกันดีในนามจอห์น เลนนอน แห่งวงเดอะบีทเทิลส์ โดยตั้งวงกับ พอล แม็คคาร์ตนีย์ จอร์จ แฮร์ริสัน และ ริงโก สตารร์ เนื้อเพลงของเลนนอนจะมีลักษณะที่เต็มไปด้วยความหวัง สันติภาพ และความเจ็บปวด ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมในช่วงนั้น และในช่วงหนึ่งเลนนอนได้ถูกจัดเข้ากับกลุ่มนักปฏิวัติเพื่อความสงบสุข

เลนอนเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ในปี พ.ศ. 2483 ได้แต่งงานครั้งแรกกับ ซินเทีย โพวเวลล์ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2505 โดยมีบุตรชายคนแรกชื่อ จอห์น ชาร์ลส จูเลียน เลนนอน (John Charles Julian Lennon) และแต่งงานครั้งที่สองกับนักร้องชาวญี่ปุ่น โยโกะ โอโน่(Yoko Ono) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2512 โดยมีลูกชายชื่อ ฌอน เลนนอนหรือ ฌอน ทาโร โอโน่ เลนนอน (Sean Taro Ono Lennon)

จอห์น เลนนอน เกิดที่ลิเวอร์พูล อังกฤษ เมื่อเขาอายุได้ 4 ขวบ พ่อกับแม่แยกทางกัน จอห์นอยู่กับแม่จึง และแม่ตายก่อนตอนที่เขาอายุ 18

สมัยเด็กๆ จอห์นชอบวาดภาพผู้ที่พิการทุพพลภาพ และครูคิดว่าเขาน่าจะสอบเข้าไปเรียนในวิทยาลัยศิลปะได้ และเขาก็สอบได้ และที่วิทยาลัยแห่งนี้เองที่เขาได้พบกับซินเธีย โพเวลล์ ผู้หญิงซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาคนแรกของจอห์น

เมื่อตอนที่จอห์นอายุ 16 ปี ได้ตั้งวงดนตรีชื่อควอร์รี่ แมน (Quarry Man) และเปิดการแสดงกันในโรงเรียน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้รู้จักกับ พอล แมกคาร์ตนีย์ ณ จุดนี้เอง จอห์นและพอลก็ได้มาร่วมงานกัน พร้อมกับจอร์จ แฮริสัน เป็นที่มาของวงดนตรี ?เดอะ บีทเทิลส์? หรือ 4 เต่าทอง

การแสดงของวงเข้าตา ไบรอัน เอพสเตน ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดการวง ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาชื่อว่า Love me Do ซึ่งได้ จอร์จ มาร์ติน เป็นโปรดิวเซอร์ เพียงแค่วันที่สองของการออกซิงเกิ้ลนี้มันก็สามารถขึ้นชาร์ทที่อันดับ 17

จอห์นแต่งงานกับซินเธีย โพเวลล์ ในปี 1962 มีลูกชายด้วยกัน 1 คน คือจูเลียน แต่ที่สุดก็หย่าขาดจากกัน เมื่อจอห์นพบรักใหม่กับ โยโกะ โอโนะ ที่เดอะ อินดิก้า แกลเลอรี่ ปี 1966 จากนั้นในปี 1970 สี่เต่าทองก็วงแตก

จอห์นยังคงทำงานดนตรีด้วยการออกผลงานเดี่ยว อัลบั้ม Imagine ตามด้วย Mind Games, Rock and Roll และ Walls and Bridge แต่ชีวิตส่วนตัวย่ำแย่ จอห์น และ โยโกะ แยกทางกันเป็นเวลา 14 เดือน เพราะการกดดันของสาธารณชน แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

ในปี 1975 โยโกะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาอีกคนชื่อ ?ฌอน? จอห์นทิ้งอาชีพนักดนตรีไป 5 ปี เพื่อทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดี คอยเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ หลังจาก 5 ปีผ่านไปเขาก็หวนนึกถึงอาชีพนักดนตรีและเขาแต่งเพลงอีกครั้ง เขาเขียนงานเพลง Double Fantasy และบันทึกในปีเดียวกันคือปี 1980

แต่โชคร้ายก็มาเยือนเมื่อเขาถูกยิงตายที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของตัวเองในนิวยอร์ก ขณะที่อัลบั้มของเขากำลังออกวางจำหน่าย จอห์นตายด้วยวัย 40 ปี ที่โรงพยาบาลรูสเวลท์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1980




จินตนาการดูสิ ถ้าหากไม่มีสรวงสวรรค์
ไม่ยากหรอก ถ้าเพียงเธอลองคิดดู
ถ้าหากเบื้องล่างของเราก็ไม่มีนรก
เหนือเราขึ้นไปมีแต่ท้องฟ้าคราม
จินตนาการดูสิว่า ผู้คน
ต่างมีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้....

จินตนาการดูสิ ถ้าหากไม่มีประเทศเขตแดนใดๆ
มันไม่ยากหรอกหากจะทำ
เธอไม่ต้องทำลายใครหรือสละชีวิตเพื่อสิ่งใด
และ ศาสนาก็ไม่มีความหมาย
จินตนาการดูสิว่าผู้คน
ต่างใช้ชีวิตอย่างสันติสุข...

เธออาจมองว่าฉันนี่ช่างเพ้อฝันเสียจริง
ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวหรอก
เพราะฉันรู้ว่าสักวัน เธอจะไปกับฉัน จับมือกัน
แล้ววันนั้น.....โลกจะเป็นหนึ่ง

จินตนาการดูสิ ถ้าหากเราไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติใดมากมาย
เธอจะยอมสละมันไหม
ไม่มีทั้งความโลภหรือความหิวกระหาย
ภราดรภาพของผู้คนบนโลก
เธอลองจินตนาการดู
ถ้าเราแบ่งปันโลกใบนี้ร่วมกันดูล่ะ


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ จอห์น วินสตัน โอโนะ เลนนอน
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง จ้อนนอนเล่น ในชุด โฮะ


ที่มา:www.oknation.net
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 18 เมษายน, 2552, 21:44:36 »



กนกพงศ์

เมื่อครั้งยังเป็นอยู่ ฉันมาเยี่ยมเธอทุกปี
เหตุผลเธอคงมี จึงอยู่ที่ฝนโปรยไพร
อักษรที่ค้นหา กับเวลาที่ใช้ไป
คุ้มค่าต่อจิตใจ ต่อเติมฝันแด่ผู้คน

เธอรักและแน่วแน่ ในวิถีของชาวป่า
เรียบง่ายในพนา แต่ทว่าหมั่นฝึกฝน
หล่อหลอมกลางขุนเขา ที่เปลี่ยวเหงาและยากจน
ทั้งหมดนี้ส่งผล ให้ภาษาของเธองดงาม

ในยามที่ฉันได้ยิน ว่าเธอบินจากเราไป
ฉันสุดเศร้าเสียใจ ไม่ทันได้ไถ่ได้ถาม
ถนนสายอักษร คงเงียบงำหมื่นชั่วยาม
เมื่อโลกนี้สิ้นนาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์



<a href="http://www.youtube.com/v/kaSWq2ituxc&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/kaSWq2ituxc&amp;hl</a>
ฟังเพลง กนกพงศ์ จาก คาราบาว


กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

กนกพงศ์ เกิดเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2509 ที่บ้านจันนา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นบุตรของนายวณิช นาง ยุพา สงสมพันธุ์

เรียนที่วัดไทรโกบ อ.ควนขนุน จนจบ ป. 4 แล้วจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนวัดพิกุลทอง อ.เมืองพัทลุง จนจบ ป. 7 จากนั้นศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนพัทลุง อ.เมืองพัทลุง จนจบ ม. 6 เอนทรานซ์เข้าเรียนต่อได้ที่คณะวิทยาการจัดการ (เอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรียนอยู่ระยะหนึ่ง และสอบเข้าศึกษาในคณะเดิม(เอกรัฐประศาสนศาสตร์) อยู่ 3 ปี จึงตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเขียนหนังสือ

เขาเริ่มสนใจการอ่านวรรณกรรมมาตั้งแต่พออ่านออกเขียนได้ เพราะบิดามารดาเป็นครู และที่บ้านมีหนังสือให้เลือกอ่านได้หลายเล่ม

กนกพงศ์ เกิดและเติบโตขึ้นมาในยุคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะแถบเทือกเขาบรรทัดอันเป็นถิ่นกำเนิด เป็นความขัดแย้งระหว่างกองกำลังของรัฐกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.) ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย(พคท.) เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรง จากการปราบปรามแบบเหวี่ยงแหและมาตรการในการกำจัดแบบตัดรากถอนโคนและการทารุณกรรมของฝ่าบรัฐบาลที่เรียกว่า  ถังแดง  และการตัดใบหูของศพเพื่อแลกกับเงินรางวัลของกองกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหารที่เกิดขึ้นเพื่อปราบปรามผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะ ก่อนที่จะมีนโยบายการเมืองนำการทหารตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท ์เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องราวเหล่านี้จึงปรากฏอยู่ในงานเขียนของเขา โดยเฉพาะเรื่องสั้น  สะพานขาด  ที่ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยมจาก บรรณาธิการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในปี พ.ศ. 2532 นอกจากนั้นยังมีเรื่อง  ยามเช้า  และ  ในห้วงน้ำกว้าง  เป็นต้น

การพัฒนาการทางวรรณกรรมเขาเติบโตมาจากกรอบความคิดที่อิสระ มองถึงลักษณะของปัจเจกอัตถภาวนิยม การแสดงออกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกที่เข้าไปสัมผัสกับเรื่องเหล่านั้น โดยเรื่องดังกล่าวได้ถูกปรุงแต่งจากระบบการศึกษา จากรั้วมหาวิทยาลัยหรือจากอิทธิพลของงานเขียน งานแปลทั้งขากนักเขียนไทยและนักเขียนต่างประเทศ

กวีบทแรก  ความจริงที่เป็นไป  ตีพิมพ์ใน  สยามใหม่  ขณะเรียนชั้นมัธยมต้น พ.ศ. 2523 ขณะเรียนชั้นมัธยมปลาย พ.ศ. 2527 เป็นสมาชิกยุคก่อตั้งของ  กลุ่มนาคร  กลุ่มทำงานด้านศิลปะวรรณกรรมอันสำคัญของภาคใต้

ผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรกของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์ คือเรื่อง  ดุจตะวันอันเจิดจ้า  ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ พ.ศ. 2527 แต่เขาเขียนบทกวีมาก่อน จะเริ่มต้นเขียนเรื่องสั้นอย่างเอาจริงเอาจังในช่วงต่อมา

เขาหลงใหลในผลงาน  ลาว คำหอม  โดยเฉพาะชุด  ฟ้าบ่กั้น  ก่อนที่จะหันมาสนใจวรรณกรรมแปลจากต่างประเทศในยุคหลัง นอกจากนี้เขายังซึมซับงานเขียนของ  เสนีย์ เสาวพงศ์  จากนวนิยายเรื่อง  ปีศาจ  งานเขียนของ  สถาพร ศรีสัจจัง  จากหนังสือรวมเรื่องสั้นและบทกวี  ก่อนไปสู่ภูเขา  งานเขียนของ  คมสัน พงษ์สุธรรม  จากหนังสือเรื่อง  ทางเลือกเมื่อวันฟ้าหม่น  และงานเขียนของ  สำราญ รอดเพชร  จากหนังสือรวมเรื่องสั้น  อ้อมกอดของภูผา  โดย 3 เล่มหลังนั่นทำให้เขาอยากเป็นนักเขียน

หนังสือและนักเขียนต่างประเทศที่จุดประกายให้กนกพงศ์ อยากเป็นนักเขียนมากคือ หนังสือของ  เออร์คิล คอล์ดเวลล์  ชื่อ  ถนนนักเขียน  ชีวประวัติของนักเขียนชาวอเมริกัน ที่ต้องการเป็นนักเขียน และออกไปอยู่ในสังคมชนบท ทุ่มเททำงานตั้งแต่เช้าจนดึก ฝึกฝนการเขียนจนต้นฉบับท่วมห้อง ขนาดใบบอกปฏิเสธเรื่องของเขายังสูงถึงเข่า กนกพงศ์จึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยไปใช้ชีวิตแบบเดียวกับนักเขียนคนนั้น

เขาเริ่มฝึกฝนการเขียนตามแบบฉบับของ  คอล์ดเวลล์  ตื่นเช้าขึ้นมาก็เขียนหนังสือจนถึง 4-5 ทุ่ม ถ้าไม่เขียนก็อ่าน หลังจากเขียนเสร็จเอามาวิพากษ์วิจารณ์ ฝึกฝนทุกเรื่องทั้งภาษา การวางพล็อต ค้นหาความถนัดของตนเอง เขาเขียนนับร้อยๆ เรื่อง เขียนทิ้ง เขียนทิ้งจนกว่าจะมั่นใจว่า เรื่องนั้นดีจริงๆ จึงจะส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จเมื่อนิตยสารต่างๆ เริ่มตอบรับงาน ไม่ว่า อิมเมจ , ลลนา , ชีวิตกลางแจ้ง , สู่อนาคต , ไฮ-คลาส , จันทร์ , ปาจารยาสาร และเจนเนอเรชั่น เป็นต้น

กนกพงศ์ เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในด้านเรื่องสั้น เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำเลี้ยงชีพโดยเข้าทำงานที่บริษัทเคล็ดไทย โดยการทำอาร์ตเวิร์คบ้าง เป็นบรรณาธิการบ้าง เขาอยู่ได้เพียง 2 ปี ก็เริ่มมองเห็นว่า งานประจำมาแย่งเวลางานคิดเขียนหนังสือของเขามากเกินไป จึงตัดสินใจลาออกจากงานในปี พ.ศ. 2532 ปีที่เรื่องสั้น ? สะพานขาด ? ได้รับรางวัลช่อการะเกด และต่อมาเรื่องสั้น  โลกใบเล็กของซัลมาน  ที่เขียนได้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 ก็ได้รับรางวัลช่อการะเกดเป็นเรื่องที่สอง นับจากวันนั้นเขาก็ถูกจับตามองจากคนในแวดวงวรรณกรรม

ในปี พ.ศ. 2532 สำนักพิมพ์นาครจัดพิมพ์หนังสือรวมบทกวี  ป่าน้ำค้าง  ของเขา อันเป็นบทกวีที่สะท้อนภาพปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นบ้านเกิดของเขา....

ปี พ.ศ. 2534 สำนักพิมพ์นกสีเหลือจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้น  สะพานขาด  รวมเรื่องสั้นเล่มแรกของเขา ปี พ.ศ. 2535 สำนักพิมพ์เดิมก็จัดพิมพ์รวมเล่มเรื่องสั้นเล่มที่ 2  คนใบเลี้ยงเดี่ยว 

ปี พ.ศ. 2539 สำนักพิมพ์นาครจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นเล่มที่ 3  แผ่นดินอื่น ประกอบด้วยเรื่องสั้นขนาดยาว 8 เรื่อง คือ  บนถนนโคลีเซี่ยม  บ้านเกิด  แมวแห่งบูเต๊กรือซอ  บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น  ผีอยู่ในบ้าน  แม่มดแห่งหุบเขา  แพะในกุโบร์  และ  น้ำตก  เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนปัญหาของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัวและสังคม สะท้อนความคิด ความเชื่อ คุณค่า และคตเนิยมพื้นถิ่นต่อการดำรงชีวิต และหนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยน(ซีไรท์) ปี พ.ศ. 2539

หลังจากนั้น เขาใช้ชีวิต อยู่กับการเขียนหนังสือที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เคยเป็นบรรณาธิการ หนังสือ WRITER MAGAZINE และ มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผลงานรวมเล่ม บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร , ยามเช้าแห่งชีวิต เป็นต้น

ก่อนนี้ มีข่าวว่าเขาจะย้ายไปปลูกบ้านที่จังหวัดเชียงราย โดยปลายปี 2548 ที่ผ่านมา ได้ไปอยู่และเตรียมการมาระยะหนึ่ง และกำลังเป็นบรรณาธิการหนังสือรวมเรื่องสั้นราย 4 เดือน ชุด  ราหูอมจันทร์  ของสำนักพิมพ์นาคร ซึ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อยเตรียมส่งต้นฉบับ แต่ก็มาเสียชีวิตเสียก่อน

ช่วงเช้าวันมาฆบูชา 13 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ผ่านมา วันที่ฝนตกพรำไปทั่วแผ่นดินใต้ จู่ๆ ข่าวเศร้าที่ช็อคความรู้สึกนักเขียน-นักอ่าน ก็ค่อยแพร่มาจากนครศรีธรรมราช หลายคนแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่า  กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  เสียชีวิตอย่างกระทันหัน จนได้รับการยืนยัน ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงได้แต่ยอมรับความจริงอย่างนิ่งงัน ระลึกถึงนักเขียนหนุ่ม แห่งหุบเขาฝนโปรยไพร เจ้าของรางวัลซีไรท์ ประจำปี พ.ศ. 2539 ผู้จากไปพร้อมทิ้งแรงบันดาลใจ และผลงานวรรณกรรมอันมีค่า เอาไว้ให้กับโลกใบนี้อย่างมากมาย

ข่าวคราวบอกว่า กนกพงศ์เริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 และทรุดหนัก ญาติจึงตัดสินใจส่งไปเอกซเรย์ปอดที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช เพราะคิดว่าจะมีอาการทางปอด เนื่องจากกนกพงศ์ได้เลิกสูบบุหรี่อย่างฉับพลัน จากปกติที่เป็นคนสูบบุหรี่จัด แต่ผลเอกซเรย์ปรากฏว่าไม่มีอาการที่ปอดแต่อย่างใด แพทย์จึงให้ยากลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่จากนั้นไม่กี่วันอาการก็ทรุดลงไปอีก ญาติๆ จึงนำส่งโรงพยาบาลอีกครั้งที่โรงพยาบาลนครินทร์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ปรากฏว่า มีปัญหาติดเชื้อในปอดร่วมด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2549 แพทย์ได้นำตัวเข้ารักษาในห้องไอซียู แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เนื่องจากมีอาการน้ำท่วมปอด กระทั่งเสียชีวิตเมื่อ 09.00 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549




"พวกเราคือปลาตัวเล็กๆ สวยงามในอ่างใบหนึ่ง ว่ายเลาะเลียบสายบัว
ส่ายตาหาหนอนน้ำ แมลง แล้ววันหนึ่ง ใครไม่รู้หย่อนเครื่องตีน้ำลงในอ่าง หมุนน้ำให้เร็วจี๋
เราจะทานมันได้อย่างไร? เราต้องถลอกปอกเปิก เกล็ดกระจาย บอบช้ำ แล้วเราก็ตาย! "


คาราบาวได้นำเรื่องราว ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
มาเรียบเรียงแต่งเป็นเพลง กนกพงศ์  ในชุด แมงฟอร์ซวัน


ที่มา  [url=http://www.muanglung.com]www.muanglung.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

sujira
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 4
สมาชิกลำดับที่ 770


| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 18 เมษายน, 2552, 22:37:55 »

 น้อยคนนักจะรู้จักตัวเอง
 น้อยคนนักจะรักตัวเองน้อยกว่ารักคนอื่น
 น้อยคนนักที่มักทำมากกว่าพูด
 สู้ สู้ ออง ซาน ซูจี
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: