Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 10:17:32

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พุทธสุภาษิต - พุทธศาสนสุภาษิต  (อ่าน 49967 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:19:31 »

พุทธสุภาษิต - พุทธศาสนสุภาษิต   ที่มาจาก http://www.fungdham.com



สุภาษิต แปลว่า  ถ้อยคำที่กล่าวไว้ดี (สุ=ดี,  ภาษิต=กล่าว) สามารถนำมาเป็นคติ   ยึดถือเป็นหลักใจได้

พุทธศาสนสุภาษิต  หมายถึง ถ้อยคำดีๆ ในพระพุทธศาสนา  แต่มิได้หมายความเฉพาะคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เท่านั้น แม้สุภาษิตแทบทั้งหมดจะเป็นพระพุทธพจน์ก็ตาม

เช่น ถ้าเป็นภาษิตพระสัมมาสัมพุทธตรัสเอง เรียกว่า พุทธภาษิต / พุทธสุภาษิต (หรือ พระพุทธพจน์)   ถ้าพระโพธิสัตว์ กล่าวเรียกว่า โพธิสัตว์ภาษิต    ถ้าพระสาวกกล่าว ก็เรียกว่า เถรภาษิต บ้าง สาวกภาษิต บ้าง     แม้แต่คำที่เทวดากล่าว และพระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองว่าดีด้วยการตรัสคำนั้นซ้ำ  เรียกว่า เทวดาภาษิต เป็นต้น

วิธีอ่านภาษาบาลี

คำในภาษาบาลี เมื่อนำมาเขียนถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้ว จะมีลักษณะที่ควรสังเกตประกอบการอ่าน ดังนี้

๑. ตัวอักษรทุกตัวที่ไม่มีเครื่องหมายใดอยู่บนหรือล่าง และไม่มีสระใดๆ กำกับไว้
ให้อ่านอักษรนั้นมีเสียง "อะ" ทุกตัว เช่น


     อรหโต อ่านว่า อะ-ระ-หะ-โต
     ภควา อ่านว่า ภะ-คะ-วา
     นมามิ อ่านว่า นะ-มา-มิ
     โลกวิทู อ่านว่า โล-กะ-วิ-ทู

๒. เมื่อตัวอักษรใดมีเครื่องหมาย  ฺ (พินทุ) อยู่ข้างใต้
แสดงว่าอักษรนั้นเป็นตัวสะกดของอักษรที่อยู่ข้างหน้า ผสมกันแล้วให้อ่านเหมือนเสียง อะ+(ตัวสะกด) นั้น เช่น


     สมฺมา (สะ+ม = สัม) อ่านว่า สัม-มา
     สงฺโฆ (สะ+ง = สัง) อ่านว่า สัง-โฆ

ยกเว้นในกรณีที่พยัญชนะตัวหน้ามีเครื่องหมายสระกำกับอยู่แล้ว
ก็ให้อ่านรวมกันตามตัวสะกดนั้น เช่น


     พุทฺโธ        อ่านว่า พุท-โธ
     พุทฺธสฺส     อ่านว่า พุท-ธัส-สะ
     สนฺทิฏฺฺฺฺ ฺฐิโย อ่านว่า สัน-ทิฏ-ฐิ-โย
     ปาหุเนยฺโย  อ่านว่า ปา-หุ-เนย-โย

๓. เมื่ออักษรใดมีเครื่องหมาย  ํ (นฤคหิต) อยู่ข้างบนตัวอักษร
ให้อ่านให้เหมือนอักษรนั้นมีไม้หันอากาศและสะกดด้วยตัว "ง" เช่น


     อรหํ     อ่านว่า อะ-ระ-หัง
     สงฺฆํ     อ่านว่า สัง-ฆัง
     ธมฺมํ     อ่านว่า ธัม-มัง
     สรณํ    อ่านว่า สะ-ระ-นัง
     อญฺญํ   อ่านว่า อัญ-ญัง

แต่ถ้าตัวอักษรนั้นมีทั้งเครื่องหมาย  ํ (นฤคหิต) อยู่ข้างบนและมีสระอื่นกำกับอยู่ด้วย
ก็ให้อ่านออกเสียงตามสระที่กำกับ + ง (ตัวสะกด) เช่น


     พาหุํํํํ ํํ อ่านว่า พา-หุง

๔. เมื่ออักษรใดเป็นตัวนำแต่มีเครื่องหมาย ฺ (พินทุ) อยู่ข้างใต้ด้วย
ขอให้อ่านออกเสียง "อะ" ของอักษรนั้นเพียงครึ่งเสียงควบไปกับอักษรตัวตาม เช่น


     สฺวากฺขาโต อ่านว่า สะหวาก-ขา-โต


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:21:47 »

พุทธศาสนสุภาษิต : พระราชา

ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ
พระราชาเป็นเครื่องปรากฏของแว่นแคว้น

ราชา มุขํ นุสฺสสานํ
พระราชาเป็นประมุขของประชาชน

สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหตุ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก
ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข

กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต ราชา รฏฺฐสฺส ปูชิโต
พระราชาผู้ไม่กริ้วตอบผู้โกรธ ราษฎรก็บูชา

สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ
พระมหากษัตริย์ทรงเครื่องรบย่อมสง่า

ขตฺติโย เสฏฺโฐ ชเนตสฺมิง เย โคตฺตปฏิสาริโน
พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยสกุล
           
พุทธศาสนสุภาษิต : สิ่งที่เป็นการยาก

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ
ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก

กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ
ความเป็นอยู่ของสัตว์เป็นการยาก

กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
การฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นการยาก

กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท
ความเกิดขึ้นแห่งท่านผู้รู้เป็นการยาก

ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ อภิณฺหโส
การเห็นพระพุทธเจ้าเนืองๆ เป็นการหาได้ยาก

พุทธศาสนสุภาษิต : ทรัพย์และอนิจจัง


น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ
กำจัดความแก่ด้วยทรัพย์ไม่ได้

น ทีฆมายุง ลภเต ธเนน
คนไม่ได้อายุยืนเพราะทรัพย์

สพฺเพ ว นิกฺขิปิสฺสนฺติ ภูตา โลเก สมุสฺสยํ
สัตว์ทั้งปวง จักทอดทิ้งร่างไว้ในโลก

อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
ทั้งคนมีทั้งคนจน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า

อปฺปกญฺจิทํ ชีวตมาหุธีรา
ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก

น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา
ความผัดเพื่อนกับมฤตยู อันมีกองทัพใหญ่นั้น ไม่ได้เลย

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา

ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ
ผู้บริโภคกาม ย่อมปรารถนากามยิ่งขึ้นไป

ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
เมื่อสัตว์ถูกชรานำเข้าไปแล้ว ไม่มีผู้ป้องกัน

น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา
เมื่อสัตว์จะตาย ไม่มีผู้ป้องกัน

น มิยฺยามานํ ธมฺมนฺเวติ กิญฺจิ
ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้

สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

ขโณ โว มา อุปจฺจคา
ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย

อติปตฺติ วโย ขโณ ตเถว
วัยย่อมผ้านพ้นไปเหมือนขณะทีเดียว

กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา
กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัวมันเอง
 
พุทธศาสนสุภาษิต : ความโกรธ

โกธํ ฆตฺวา น โสจติ
ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก

โกโธ สตฺถมลํ โลเก
ความโกรธเป็นดังสนิมศัสตราในโลก

โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมอยู่เป็นสุข
 
พุทธศาสนสุภาษิต : ความทุกข์

ทฬิทฺทิยํ ทุกฺขํ โลเก
ความจนเป็นทุกข์ในโลก

อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก
การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้

สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:27:41 »

พุทธศาสนสุภาษิต : สหาย

อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายเป็นผู้นำสุขมาให้

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา
ถ้าได้สหายผู้รอบคอบพึงพอใจมีสติเที่ยวไปกับเขา

ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร
มีมิตรเลว มีเพื่อนเลว ย่อมมีมรรยาทและมีที่เที่ยวเลว

นตฺถิ พาเล สหายตา
ความเป็นสหาย ไม่มีในคนพาล

ภริยา ปรมา สขา
ภริยาเป็นเพื่อนสนิท, ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง
 
พุทธศาสนสุภาษิต : มลทิน

อสชฺฌายมลา มนฺตา
มนต์มีการไม่ท่องบ่น เป็นมลทิน

อนุฏฺฐานมลา ฆรา
เหย้าเรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน

มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ
ความเกียจค้านเป็นมลทินแห่งผิวพรรณ

มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ
ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง
 
พุทธศาสนสุภาษิต : บริสุทธิ์

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์มีเฉพาะตัว

นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย
ผู้อื่นพึงทำให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ไม่ได้

สุทฺธสฺส สุจิกมฺมสฺส สทา สมฺปชฺชเต วตํ
พรตของผู้บริสุทธิ์มีการงานสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ
 
พุทธศาสนสุภาษิต : การชนะ

สพฺพรติง ธมฺมรติ ชินาติ
ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง

น หิ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ
ความชนะที่ไม่กลับแพ้เป็นดี

อสาธุง สาธุนา ชิเน
พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดีของตน

ชิเน กทริยํ ทาเนน
พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้

สจฺเจนาลิกวาทินํ
พึงชนะคนพูดปดด้วยคำจริง
 
พุทธศาสนสุภาษิต : หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น

อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ย่อมได้สิ่งที่เลิศอีก

มนาปทายี ลภเต มนาปํ
ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ

เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ
ผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐ ย่อมถึงฐานะที่ประเสริฐ

ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
บุญของผู้ให้ย่อมเจริญ

ทเทยฺย ปุรโส ทานํ
คนควรให้ทาน

ปุญฺญมากงฺขมานานํ สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ
พระสงฆ์นั้นแล เป็นประมุขของเหล่าชนผู้จำนงบุญบูชาอยู่
 
พุทธศาสนสุภาษิต : ผู้ครองเรือน

ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ฯ

อนุฏฺฐานมลา ฆรา
เหย้าเรือนมีความไม่หมั่น เป็นมลทินฯ

โภคา สนฺนิจฺจยํ ยนฺติ วมฺมิโก วุปจียติ
โภคทรัพย์ของผู้ครองเรือนดี ย่อมถึงความพอกพูน เหมือนจอมปลวกกำลังก่อขึ้นฯ
 
พุทธศาสนสุภาษิต : ภรรยา

ภตฺตา ปุญฺญาณมิตฺถิยา
ภัสดาเป็นสง่าของสตรีฯ

ภตฺตารํ นาติมญฺญติ
ภรรยาดี ไม่ดูหมิ่นภัสดา

ภตฺตุ ฉนฺทวสานุคา
ภรรยาย่อมคล้อยตามอำนาจแห่งความพอใจของภัสดา

ภตฺตุญฺจ ครุโน สพฺเพ ปฏิปูเชติ ปณฺฑิตา
ภรรยาผู้ฉลาดย่อมนับถือภัสดาและคนควรเคารพทั้งปวง

ภตฺตุมนา ปญฺจรติ
ภรรยาดีย่อมประพฤติเป็นที่พอใจของภัสดา

สมฺภตํ อนุรกฺขติ
ภรรยาดีย่อมคอยรักษาทรัพย์ที่ภัสดาหามาได้ไว้

สุสํวิหิตกมฺมนฺตา
ภรรยาดีเป็นผู้จัดทำการงานดี

สุสฺสูสา เสฏฺฐา ภริยานํ
บรรดาภิรยาทั้งหลาย ภริยาผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
 
พุทธศาสนสุภาษิต : วาจา

หทยสฺส สทิสี วาจา
วาจาเช่นเดียวกับใจ

โวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ
ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำสำนวน

ทุฏฺฐสฺส ผรุสวาจา
คนโกรธมีวาจาหยาบคาย

มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ
คนเปล่งวาจาชั่วย่อมทำตนให้เดือดร้อน

อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
คนพูดไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก

สณฺหํ คิรํ อตฺถาวหํ ปมุญฺจ
ควรเปล่งวาจาให้ไพเราะที่มีประโยชน์

ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย
ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน

น หิ มุญฺเจยฺย ปาปิกํ
ไม่ควรเปล่งวาจาชั่วเลย

สํโวหาเรน โสเจยฺยํ กลฺยาณิง
ควรเปล่งวาจางาม ให้เป็นที่พอใจฯ

วาจํ มุญฺเจยฺย กลฺยาณิง
ควรเปล่งวาจางาม

โมกฺโข กลฺยาณิกา สาธุ
เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

มนุญฺญเมว ภาเสยฺย
ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจ

นามนุญฺญํ กุทาจนํ
ในกาลไหนๆ ไม่ควรกล่าววาจาไม่น่าพอใจ

วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ
ไม่ควรกล่าววาจาที่ดี ให้เกินกาล
 
พุทธศาสนสุภาษิต : ความกตัญญูและพรหมวิหาร

หิริโอตฺตปฺ ปิยญฺเญว โลกํ ปาเลติ สาธุกํ
หิริและโอตตับปปะ ย่อมรักษาโลกไว้เป็นอันดี

โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา
เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

อรติ โลกนาสิกา
ความริษยาเป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย

มหาปุริสภาวสฺส ลกฺขณํ กรุณาสโห
อัชฌาศัยที่ทนไม่ได้เพราะกรุณาเป็นลักษณะของความเป็นมหาบุรุษ

นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี

สพฺพญฺเจ ปฐวิง ทชฺชา เนว นํ อภิราธเย
ถึงแม้ให้แผ่นดินทั้งหมดก็ยังคนอกตัญญูให้จงรักไม่ได้
 
พุทธศาสนสุภาษิต : คนชั่วกับลาภสักการะ

หนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ
โภคทรัพย์ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม

สกฺกาโร กาปุริสํ หนฺติ
สักการะ ย่อมฆ่าคนชั่วเสีย
 
พุทธศาสนสุภาษิต : การงาน

อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺติง
คนไม่เกียจคร้าน พึงได้รับความสงบใจ

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายของตนเห็นยาก

อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว
ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนหนุ่มผู้ทอดทิ้งการงาน

นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา
ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:32:08 »

พุทธสุภาษิต  ทั้งหมด 1517 สุภาษิตนี้ ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยธรรมสภา ผมและทีมงานได้พิมพ์และจัดทำลงใน ไฟล์ Excel เพื่อให้ผู้ใฝ่ธรรมทุกท่าน        
สามารถนำไปจัดทำเป็นฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่ได้ต่อไป หรือนำไปเก็บไว้เพื่อเป็นประโยชน์พัฒนาธรรมส่วนตัวก็ตามความต้องการครับ      
ตอนจัดพิมพ์ และอ่านซ้ำผมมีความซาบซึ้งและได้ประโยชน์เป็นอันมาก จึงอยากที่จะแบ่งปันให้ผู้สนใจทุกท่านด้วย ว่าง ๆ ก็แวะมาที่ kusol.com อีกนะครับ      
ขอให้ทุกท่านเจริญรุ่งเรืองยิ่งในธรรม และ ช่วยกันนำธรรมะที่ดีงามมาสู่สังคมไทยเราให้มาก ๆ นะครับ      

หมวดธรรมเบื้องต้น

1   ตนเป็นที่พึ่งของตน
2   ปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์
3   คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้
4   คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ
5   ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า
6   พูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น
7   คำจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
8   การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก
9   บัณฑิตย่อมฝึกตน
10   ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
11   จงเตือนตน   ด้วยตนเอง
12   ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี
13   บิดามารดา เป็นบูรพาจารย์ของบุตร
14   คนเห็นแก่ตัว เป็นคนสกปรก
15   ความมีสติป้องกันความเลวร้ายได้
16   คนโกรธย่อมฆ่าได้แม้มารดาของตน
17   ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
18   เมื่อคบคนดีกว่าตน ตนเองก็ดีขึ้นมาทันที
19   อยู่ร่วมกับคนชั่ว ย่อมมีแต่ความทุกข์
20   คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข
21   สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
22             ความเป็นเพื่อนไม่มีในคนพาล
23   ผู้ฝึกตนได้เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์
24   พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
25   วาจาของคน ย่อมส่องเห็นน้ำใจ
26   ปราชญ์ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด
27   ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
28   ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้
29   ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง
30   ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
31   ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
32   ความชั่วเมื่อทำแล้ว ย่อมเดือนร้อนภายหลัง
33   คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
34   บิดามารดาเป็นพรหมของบุตร
35            คบคนดี ย่อมเจริญขึ้น
36   ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
37            ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
38   ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมนำสุขมาให้
39   การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นมงคลอันอุดมยิ่ง
40   ความอดทน นำสุขมาให้
41   กินคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข
42   เมตตา เป็นเครื่องค้ำจุนโลก (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
43   พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึ่งสละ ทั้งทรัพย์ อวัยวะ และ ชีวิต เพื่อรักษาธรรม(ความถูกต้อง)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:34:19 »

หมวดบุคคล

44   คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
45   ผู้มีความรู้ในทางที่ชั่ว เป็นผู้เสื่อม
46   ผู้มีความรู้ในทางที่ดี เป็นผู้เจริญ
47   พวกโจร เป็นเสนียดของโลก
48   ผู้เกลียดธรรม เป็นผู้เสื่อม
49   ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ
50   สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์
51   ผู้เคารพผู้อื่น ย่อมมีความเคารพตนเอง
52   ควรทำแต่ความเจริญ อย่าเบียดเบียนผู้อื่น
53   ความสัตย์นั่นแล ดีกว่ารสทั้งหลาย
54   คนย่อมเป็นที่เกลียดชัง เพราะขอมาก
55   ผู้ถึงพร้อมด้วยองคคุณ หาได้ยาก
56   คนเมื่อโกรธแล้ว มักพูดมาก
57             คนเมื่อรักแล้ว มักพูดมาก
58   พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
59   วิญญูชนตำหนิ ดีกว่าคนพาลสรรเสริญ
60   บุรุษอาชาไนย หาได้ยาก
61   ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง
62   คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย
63             บรรพชิตผู้ไม่สำรวม ไม่ดี
64   พระราชา เป็นเครื่องปรากฏของแว่นแคว้น
65   สัตบุรุษ ไม่มีในชุมนุมใด ชุมนุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา
66   กวีเป็นที่อาศัยแห่งคาถาทั้งหลาย
67   สัตบุรุษ  ไม่ปราศรัยเพราะความได้กาม
68   ผู้ฟังมาก ต้องพิจารณาเป็นสำคัญ
69   มีบางคนในโลกที่ยับยั้งการกระทำด้วยความละอาย
70   คนจะประเสริฐ ก็เพราะการกระทำ และ ความประพฤติ
71   อ่อนไป ก็ถูกเขาหมิ่น แข็งไป ก็มีภัยเวร
72   คนได้เกียรติ เพราะความสัตย์
73   บัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์
74   พระมหากษัตริย์ทรงเครื่องรบ ย่อมสง่า
75   สมณะในศาสนานี้ ไม่เป็นข้าศึกในโลก
76   บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง
77   ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ถูกขอ
78   บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย
79   บัณฑิตมีความไม่เพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง
80   สมณะ  พึงตั้งอยู่ในภาวะแห่งสมณะ
81   คนมีปัญญาทราม ย่อมพร่าประโยชน์เสีย
82   ไม่ควรขอสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของเขา
83   ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
84   คนผู้มีสติ  มีความเจริญทุกเมื่อ
85   คนซื่อตรง  ไม่พูดคลาดความจริง
86   ผู้มีปัญญาย่อมไม่ขอเลย
87   คนมีสติ  ย่อมได้รับความสุข
88   สามีเป็นเครื่องปรากฎของสตรี
89   ผู้ไหว้  ย่อมได้รับการไหว้ตอบ
90   ผู้ทำสักการะ ย่อมได้รับการสักการะ
91   ไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน
92   คนมีสติ เป็นผู้ประเสริฐทุกวัน
93   คนอ่อนแอ ก็ถูกเขาดูหมิ่น
94   มีญาติมาก ๆ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
95   สตรี เป็นสูงสุดแห่งสิ่งของทั้งหลาย
96   ผู้รักษา  ควรมีสติรักษา
97   ได้สิ่งใด  พึงพอใจในสิ่งนั้น
98   สมณะ  พึงเป็นสมณะที่ดี
99   อสัตบุรุษ  ย่อมไปนรก
100   ผู้บูชา  ย่อมได้รับการบูชา
101   สติ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก
102   สติจำเป็นในที่ทั้งปวง
103   คนโง่  ไม่ควรเป็นผู้นำ
104   พระราชา  เป็นประมุขของประชาชน
105   ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม   ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ
106   อสัตบุรุษ  แม้นั่งอยู่ในที่นี้เองก็ไม่ปรากฎ     เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน
107   ฤษีทั้งหลาย  มีสุภาษิตเป็นธงชัย
108   ผู้ประกอบด้วยทมะ และ สัจจะนั้นแล     ควรครองผ้ากาสาวะ
109   พึงตามรักษาความสัตย์
110   สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
111   บรรดาภริยาทั้งหลาย  ภริยาผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
112   ปราชญ์  มีกำลังบริหารหมู่ให้ประโยชน์สำเร็จได้
113   ความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้  นำสุขมาให้
114   คนมีปัญญาทราม  ย่อมแนะนำในทางที่ไม่ควรแนะนำ
115   พูดอย่างใด  พึงทำอย่างนั้น
116   ความสงัดของผู้สันโดษมีธรรมปรากฎ    เห็นอยู่  นำสุขมาให้
117   สัตบุรุษยินดีในการเกื้อกูลสัตว์
118   ผู้สงบระงับ   ย่อมอยู่เป็นสุข
119   มารดา บิดา  ท่านว่าเป็นพรหมของบุตร
120   สัตบุรุษไม่ปราศรัยเพราะใคร่กาม
121           ผู้ถูกขอเมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ  ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ
122   คนมีปัญญา  ย่อมไม่ประกอบในทางอันไม่ใช่ธุระ
123   บรรพชิตฆ่าผู้อื่น  เบียดเบียนผู้อื่น  ไม่เป็นสมณะเลย
124   คนโง่  มีกำลังบริหารหมู่ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์
125   คนฉลาด  ย่อมละบาป
126   พึงประพฤติให้พอเหมาะพอดี
127   ผู้มุ่งประโยชน์โดยไร้อุบาย  ย่อมลำบากที่จะได้ประโยชน์นั้น
128   ชื่อว่าบัณฑิตย่อมทำประโยชน์ให้สำเร็จได้แล
129   คนมีปัญญาทราม  ย่อมทำความประทุษร้าย
130   ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม   ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข
131   คนแข็งกระด้างก็มีเวร
132   กลิ่นของสัตบุรุษย่อมหวนทวนลมได้
133   ท่านผู้เป็นที่พึ่ง   ย่อมประกอบด้วยกรุณายิ่งใหญ่
134   ภริยาผู้ฉลาด ย่อมนับถือสามี  และ คนที่ควรเคารพทั้งปวง
135   มารดาบิดาท่านว่าเป็นบูรพาจารย์ (ของบุตร)
136   ปราชญ์ได้โภคทรัพย์แล้ว  ย่อมสงเคราะห์ญาติ
137   สัตบุรุษได้ตั้งมั่นในความสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม
138   ผู้ปราศจากทมะ และ สัจจะ ไม่ควรครองผ้ากาสาวะ
139   อสัตบุรุษย่อมไปนรก
140   คนมีปัญญาทราม  ย่อมประกอบการอันไม่ใช่ธุระ
141   ผู้มีความดีจงรักษาความดีของตนไว้
142   มารดาบิดาเป็นที่นับถือของบุตร
143   สาธุชนย่อมหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
144   ผู้กินคนเดียว ไม่ได้ความสุข
145   สัตบุรุษ ยินดีในการเกื้อกูลสัตว์
146   สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล  เหมือนภูเขาหิมพานต์
147   สัตบุรุษ  ย่อมขจรไปทั่วทุกทิศ
148   ในหมู่มนุษย์  ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด
149   คนมีปัญญา  ย่อมแนะนำในทางที่ควรแนะนำ
150   บรรดาบุตรทั้งหลาย  บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
151   พระราชาจงรักษาประชาราษฎร์
152   พระมหากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุด
153   คนโง่รู้สึกว่าตนโง่   จะเป็นผู้ฉลาดเพราะเหตุนั้นได้บ้าง
154   บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์     ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
155   บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล  ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟที่ส่องทางสว่าง
156   บุรุษจะเป็นบัณฑิตในทุกสถานก็หาไม่   สตรีคิดการได้ฉับไวก็เป็นบัณฑิต
157   ไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน    ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภของผู้อื่น       ภิกษุปรารถนาลาภของผู้อื่น  ย่อมไม่บรรลุสมาธิ
158   ถ้าท่านกลัวทุกข์   ถ้าท่านไม่รักทุกข์        ก็อย่าทำบาปกรรมทั้งในที่แจ้ง  ทั้งในที่ลับ
159   ผู้ใดเป็นผู้เยือกเย็น   ไม่มีอุปธิ   ไม่ติดในกาม       ผู้นั้นเป็นพราหมณ์  เป็นผู้ดับแล้ว  อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ
160   ชนเหล่าใดฉลาดในขนบธรรมเนียมโบราณ    และประกอบด้วยจารีตประเพณีดี    ชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคคติ
161   ผู้ใดจักไม่ทำตามโอวาทที่ผู้รู้ได้บอกแล้ว     ผู้นั้นจักถึงความย่อยยับ  เหมือนพ่อค้า    ถึงความย่อยยับเพราะพวกโจรสลัดฉะนั้น
162   ผู้ใดรีบในกาลที่ควรช้า    และ ช้าในกาลที่ควรรีบ     ผู้นั้นเป็นคนเขลา  ย่อมถึงทุกข์   เพราะการจัดทำโดยไม่แยบคาย
163   ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว  ละเสียได้  ด้วยกรรมดี   ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง   เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น
164   ผู้ใดช้าในการที่ควรช้า  และ รีบในการที่ควรรีบ    ผู้นั้นเป็นผู้ฉลาด  ย่อมถึงสุข    เพราะการจัดทำโดยแยบคาย
165   ผู้บรรลุธรรมอย่างสูงสุดไม่มีความต้องการในโลกทั้งปวง   ย่อมไม่เศร้าโศกในความตาย    เหมือนผู้ออกพ้นจากเรือนที่ถูกไฟใหม้
166   ผู้ใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม    บัณฑิตย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้  เขาละไปแล้ว  ย่อมบันเทิงในสวรรค์
167   ผู้ใดไม่โกรธ  ไม่ผูกโกรธ  ไม่ลบหลู่      ถึงความหมดจด  มีทิฏฐิสมบูรณ์  มีปัญญา   พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอริยะ
168   ใคร่ครวญติ  คนฉลาดจะประพฤติไม่ขาด   ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ประดุจแท่งทองชมพูนุท
169   ผู้ใดยกย่องตน และดูหมิ่นผู้อื่น  เป็นคนเลว     เพราะการถือตัวเอง พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
170   ผู้ใดไม่ฆ่าเอง  ไม่ให้ผู้อื่นฆ่า  ไม่ชนะเอง  ไม่ให้ผู้อื่นชนะ  ผู้นั้นชื่อว่ามีเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง  และ ไม่มีเวรกับใคร ๆ
171   ผู้ไม่โกรธ  ฝึกตนแล้ว  เป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ หลุดพ้นเพราะรู้ชอบ  สงบระงับ และ คงที่  จะมีความโกรธมาแต่ไหน
172   มุนีเหล่าใด  เป็นผู้ไม่เบียดเบียน  สำรวมทางกายเป็นนิตย์  มุนีเหล่านั้น   ย่อมไปสู่สถานไม่จุติ  ที่ไปแล้วไม่ต้องเศร้าโศก
173   ผู้ใดตัดความข้องทั้งปวงแล้ว    บรรเทาความกระวนกระวายใจได้,     ผู้นั้นถึงความสงบใจ  เป็นผู้สงบระงับ   ย่อมอยู่เป็นสุข
174   ถ้าเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์  สงบและยินดีในทางสงบแล้ว       จึงชื่อว่าชนะมาร  พร้อมทั้งพาหนะ  ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด
175   ผู้ที่มารดาบิดาเลี้ยงมาโดยยากอย่างนี้  ไม่บำรุงมารดาบิดา      ประพฤติผิดในมารดาบิดาย่อมเข้าถึงนรก
176   ความโกรธเกิดขึ้นแก่คนโง่เขลาไม่รู้แจ้ง     เพราะความแข่งดี  เขาย่อมถูกความโกรธนั้นแลเผา
177   ผู้ไม่สันโดษด้วยภริยาของตน  ย่อมซุกซนในหญิงแพศยา       และประทุษร้ายภริยาของคนอื่น      นั่นเป็นเหตุแห่งความเสื่อม
178   คนไม่มีโชค  มีศิลป์หรือไม่มีศิลป์ก็ตาม      ขวนขวายรวบรวมทรัพย์ใดไว้ได้เป็นอันมาก    ส่วนคนมีโชค  ย่อมบริโภคทรัพย์เหล่านั้น
179   ราคะ  โทสะ  และอวิชชา  อันผู้ใดหลุดพ้นแล้ว,  ผู้นั้นเป็นผู้คงที่  มีสายล่ามขาดแล้ว  ไม่มีเครื่องผูก  ย่อมไม่ติดในที่นั้น
180   นรชนผู้กำหนัดในกาม  ยินดีในกาม       หมกมุ่นในกาม    ทำบาปทั้งหลาย   ย่อมเข้าถึงทุคคติ
181   ผู้ใดมักโกรธ  ผูกโกรธไว้  ลบหลู่เขาด้วยความชั่ว    มีความเห็นวิบัติ   มีมายา   พึงรู้ว่าคนนั้นเป็นคนเลว
182   บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงผู้นิ่งทางกาย   นิ่งทางวาจา   นิ่งทางใจ  ไม่มีอาสวะ   ถึงพร้อมด้วยปัญญา   ผู้ละสิ่งทั้งปวงได้  ว่าเป็นมุนี
183   บุคคลไม่ควรนิยมการกล่าวคำเท็จ   ไม่ควรทำความเสน่หาในรูปโฉม  ควรกำหนดรู้มานะ   และ ประพฤติงดเว้นจากความผลุนผลัน
184   บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่,  แม้สตรีก็เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉียบแหลมในที่นั้น ๆ ได้เหมือนกัน
185   ผู้ตั้งใจประพฤติตนเป็นคนโสด   เขารู้กันว่าเป็นบัณฑิต,   ส่วนคนโง่ฝักใฝ่ในเมถุน  ย่อมเศร้าหมอง
186   คนเขลาคิดว่าเรามีบุตร  เรามีทรัพย์  เขาจึงเดือนร้อน   ที่แท้ตนของตนก็ไม่มี   จะมีบุตร  มีทรัพย์มาแต่ไหนเล่า
187   ผู้ใดไม่มีความอาลัย  รู้แล้ว  หาความสงสัยมิได้   เราเรียกผู้หยั่งลงสู่อมตะบรรลุประโยชน์แล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์
188   คนเหล่าใดเขลา  มีปัญญาทราม       มีความคิดเลว  ถูกความหลงปกคลุม,    คนเช่นนั้น  ย่อมติดเครื่องผูกอันมารทอดไว้นั้น
189   บัณฑิตกล่าวถึงผู้มีกายสะอาด   มีวาจาสะอาด   มีใจสะอาด   ไม่มีอาสวะ   ถึงพร้อมด้วยความสะอาดล้างบาปแล้ว ท่านว่าเป็นผู้สะอาด
190   ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามทางที่สร่างความเมา    บรรเทาความโศก  เปลื้องสงสาร  เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง   โดยความเคารพ
191   ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล  คนเขลายังเข้าใจว่ามีรสหวาน    แต่บาปให้ผลเมื่อใด  คนเขลาย่อมประสบทุกข์เมื่อนั้น
192   ผู้เป็นคนขัดเคืองเหนียวแน่น  ปรารถนาลามก  ตระหนี่  โอ้อวด  ไม่ละอาย   และ ไม่เกรงกลัวบาป  พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
193   บัณฑิตไม่ศึกษา  เพราะอยากได้ลาภ,    ไม่ขุ่นเครือง   เพราะเสื่อมลาภ,    ไม่ยินดียินร้ายเพราะตัณหา  และ ไม่ติดในรสทั้งหลาย
194   เมื่อสัตบุรุษให้สิ่งที่ให้ยาก   ทำกรรมที่ทำได้ยาก,   อสัตบุรุษย่อมทำตามไม่ได้   เพราะธรรมของสัตบุรุษ  ยากทีอสัตบุรุษจะประพฤติตาม
195   บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่  เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่    แต่เป็นคนเลวเพราะการกระทำ  เป็นผู้ประเสริฐเพราะการกระทำ
196   คนเหล่าใด  อันเทวทูตตักเตือนแล้วยังประมาทอยู่   คนเหล่านั้นเข้าถึงกายอันเลว   ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน
197   บัณฑิตขัดขวางโจรผู้นำของไป,  ส่วนสมณะนำไปย่อมเป็นที่รัก,   บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับสมณะผู้มาบ่อย ๆ
198   ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว  ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ,    เพราะการสงเคราะห์นั้น  เขาย่อมได้เกียรติ  ละไปแล้ว  ย่อมบันเทิงในสวรรค์
199   สัตบุรุษย่อมปรากฎได้ในที่ไกล  เหมือนภูเขาหิมพานต์   อสัตบุรุษถึงนั่งอยู่ในที่นี้ก็ไม่ปรากฎ   เหมือนกับลูกศรที่ยิงไปกลางคืน
200   ผู้ถูกมานะหลอกลวง  เศร้าหมองอยู่ในสังขาร    ถูกลาภและความเสื่อมย่ำยี   ย่อมไม่ลุถึงสมาธิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:34:35 »

201   ผู้ใดเห็นศีล  ปัญญา  และสุตะ  ในตน,  ผู้นั้นย่อมประพฤติประโยชน์ตน และ ผู้อื่นทั้ง 2 ฝ่าย
202   ผู้ใดมีสติเฉพาะหน้า   เจริญเมตตาไม่มีประมาณ,    สังโยชน์ของผู้เห็นความสิ้นแห่งอุปธินั้นย่อมเบาบาง
203   ความปรารถนาลามก  ไม่ละอาย  ไม่เอื้อเฟื้อ  เพราะเหตุใด,     เขาย่อมสร้างบาป เพราะเหตุนั้น  เขาไปสู่อบายเพราะเหตุนั้น
204   ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร   ไปสู่แว้นแคว้น ตำบล  หรือ เมืองหลวงใด ๆ ก็ตาม  ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง
205   ผู้มีปัญญาเหล่าใด ประกอบด้วยศึล    ยินดีในความสงบด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาเหล่านั้น   เว้นไกลจากความชั่วแล้ว   ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
206   มารดาบิดา   ท่านว่าเป็นพรหม เป็นบูรพาจารย์  เป็นที่นับถือของบุตร  และเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร
207   ผู้ใดมีความสัตย์  มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม  และมีความข่มใจ ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้มีปัญญา หมดมลทิน  เขาเรียกท่านว่า  เถระ
208   กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก    บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว  ไม่ใยดีในกามแม้เป็นทิพย์
209   ผู้ไม่ระเริงในอารมณ์ที่ชอบใจ   ไม่ประกอบในความดูหมิ่น  เป็นผู้ละเอียดเฉียบแหลม   ย่อมไม่เชื่อง่าย  ไม่หน่ายแหนง
210   สมณะภายนอกไม่มี,  สังขารเที่ยงไม่มี,   ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี,  เหมือนรอยเท้าในอากาศ
211   ผู้มีสติย่อมหลีกออก   ท่านไม่ยินดีในที่อยู่   ท่านย่อมละที่อยู่ได้  ดุจหงส์ละเปือกตมไปฉะนั้น
212   พระอรหันต์ทั้งหลาย  อยู่ในที่ใด  คือบ้านก็ตาม  ป่าก็ตาม  ที่ลุ่มก็ตาม  ที่ดอนก็ตาม   ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์
213   คนทรามปัญญาได้ยศแล้ว   ย่อมประพฤติแต่การอันไม่เกิดคุณค่าแก่ตน    ปฏิบัติแต่ในทางที่เบียดเบียน ทั้งตน และ คนอื่น
214   เหตุอย่างหนึ่ง  ทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญ  เหตุอย่างเดียวกันนั้น  ทำให้อีกคนหนึ่งได้รับการนินทา
215   แผ่นดินนี้ ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมด  ได้ฉันใด   มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ฉันนั้น
216   ผู้ใด  วิญญูชนพิจารณาดูอยู่ทุกวัน ๆ  แล้วกล่าวสรรเสริญ ผู้นั้น ใครเล่าจะควรติเตียนเขาได้
217   คนที่ถูกนินทาอย่างเดียว  หรือ ได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่เคยมีมา  แล้วจักไม่มีต่อไป   ถึงในขณะนี้ก็ไม่มี
218   คนจะชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่  เพียงเพราะมีผมหงอกก็หาไม่    ถึงวัยของเขาจะหง่อม  ก็เรียกว่าแก่เปล่า
219   สิ่งเดียวกันนั่นแหละดีสำหรับคนหนึ่ง  แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง  เพราะฉะนั้นสิ่งใด ๆ มิใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด  และ ก็มิใช่จะเสียไปทั้งหมด
220   บุคคล   รู้แจ้งธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว  จากผู้ใด  พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ  เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น
221   ผู้มีปัญญาเหล่าใด  ขวนขวายในฌาน  ยินดีในความสงบ   อันเกิดจากเนกขัมมะ  เทวดาทั้งหลายก็พอใจ   ต่อผู้มีปัญญา  ผู้รู้ดีแล้ว  และ ผู้มีสติเหล่านั้น
222   ผู้ประกอบตนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบและไม่ประกอบตนในสิ่งที่ควรประกอบ ละประโยชน์เสียถือตามชอบใจ  ย่อมเป็นที่กระหยิ่มต่อผู้ประกอบตนเนืองๆ
223  ผู้ใดทำ ราคะ โทสะ มานะ และ มักขะ ให้ตกไป  เหมือนทำให้เมล็ดผักกาดตกจากปลายเหล็กแหลม, เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์
224   การบำเพ็ญประโยชน์โดยไม่ฉลาดในประโยชน์ จะนำความสุขมาให้ไม่ได้เลย  ผู้มีปัญญาทราม  ย่อมพร่าประโยชน์  ดุจลิงเฝ้าสวนฉะนั้น
225   บุคคลถึงความสำเร็จแล้ว(พระอรหันตผล)ไม่สะดุ้งปราศจากตัณหาไม่มีกิเลศเครื่องยั่วยวน  ตัดลูกศรอันจะนำไปสู่ภพได้แล้ว  ร่างกายนี้จึงชื่อว่ามีในที่สุด
226   กษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร  จัณจาล   และ คนงานชั้นต่ำทั้งปวง  สงบเสงี่ยมแล้ว  ฝึกตนแล้ว  ก็ปรินิพพานเหมือนกันหมด
227   ผู้ดับกิเลสได้แล้วหมดความหวั่นไหวนั้นรู้ที่สุด ทั้ง 2 แล้ว  ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา,เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ  ผู้นั้นละตัณหาเครื่องเย็บร้อยใจในโลกนี้ได้แล้ว
228   ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าของเรา   ในนามรูปโดยประการทั้งปวง  และ ผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่,   ผู้นั้นแลท่านเรียกว่าภิกษุ
229   นรชนใดไม่เชื่อ (ตามเขาว่า)รู้จักพระนิพพานอันอะไร ๆ ทำไม่ได้ ตัดเงื่อนต่อได้มีโอกาสอันขจัดแล้ว และ คายความหวังแล้ว,  ผู้นั้นแล  เป็นบุรุษสูงสุด
230   ผู้ติดใจในการบริโภคกาม  ยินดีหมกมุ่นในกามทั้งหลาย  ย่อมไม่รู้สึกซึ่งความถลำตัว  เหมือนปลาถลันเข้าลอบที่เขาดักไว้ไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น
231   ผู้ฉลาดหลักแหลมแสดงเหตุและไม่ใช้เหตุได้แจ่มแจ้งและคาดเห็นผลประจักษ์  ย่อมเปลี้องตน (จากทุกข์)  ได้ฉับพลัน อย่ากลัวเลย  เขาจักกลับมาได้
232   ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์ อยู่อย่างนี้   ความกลัว  ความครั้นคร้าม ขนพองสยองเกล้าจักไม่มี
233   ผู้ใดละมานะ  มีตนตั้งมั่นดีแล้ว  มีใจดี  หลุดพ้นในที่ทั้งปวง   อยู่ในป่าคนเดียว  เป็นผู้ไม่ประมาท,    ผู้นั้นพึงข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยู
234  ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษ และ ของสัตบุรุษ  ทั้งภายในทั้งภายนอกมีเทวดา และ มนุษย์บูชาในโลกทั้งปวง  ผู้นั้นจึงล่วงข่ายคือเครื่องข้องได้ และ เป็นมุนี
235   ภิกษุไม่ควรหวั่นไหวเพราะนินทา  ได้รับสรรเสริญ ก็ไม่ควรเหิมใจ พึงบรรเทาความโลภกับความตระหนี่  ความโกรธ  และ ความส่อเสียดเสีย
236   คนบางจำพวกเหล่าใดไม่สำรวมในกาม  ยังไม่ปราศจากราคะ  เป็นผู้บริโภคกามในโลกนี้,  คนเหล่านั้นถูกตัณหาครอบงำ  ลอยไปตามกระแส (ตัณหา) ต้องเป็นผู้เข้าถึงชาติชราร่ำไป
237   โจรผู้มีความชั่วถูกเขาจับได้ซึ่งหน้า  ย่อมเดือนร้อนเพราะกรรมของตนฉันใดประชาชนผู้มีความชั่วละไปแล้วย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนในโลกหน้าฉันนั้น
238   บัณฑิตละราคะ  โทสะ  และ โมหะ ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว  ย่อมไม่หวาดเสียวในการสิ้นชีวิต,  พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด  ฉะนั้น
239   เพราะนักปราชญ์มีสติตั้งมั่นในธรรมวินัยนี้  ไม่เสพกามและบาป  พึงละกามพร้อมทั้งทุกข์ได้  ท่านจึงกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส
240   บัณฑิตย่อมไม่ประพฤติกรรมชั่วเพราะเหตุแห่งสุขเพื่อตน,  สัตบุรุษอันทุกข์ถูกต้องแม้พลาดพลั้งไป  ก็ไม่ยอมละธรรม  เพราะฉันทาคติ  และ โทสาคติ
241   ผู้ฉลาดละเครื่องกั้นจิต 5 ประการ  กำจัดอุปกิเลสทั้งหมด ตัดรักและชังแล้ว  อันตัณหา และทิฏฐิอาศัยไม่ได้  พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น
242   เราคิดค้นหาทุกทิศแล้วก็ไม่พบผู้อื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ ,  ถึงผู้อื่นก็มีตนเป็นที่รักมากอย่างนี้  เพราะฉะนั้นผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
243   ผู้ไม่ละโมภ  ไม่อำพราง  ไม่กระหาย  ไม่ลบหลู่  ขจัดโมหะ  ดุจน้ำฝาดแล้ว ไม่มีความมุ่งหวัง  ครอบงำโลกทั้งหมด  ควรเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด
244   ผู้ใดปราศจากการติดในกามทั้งปวงล่วงฌานอื่นได้แล้ว  อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อันประเสริฐ  ผู้นั้นจะพึงอยู่ในอากิญจัญญานตนฌานนั้นไม่มีเสื่อม
245   เมื่อใดบัณฑิตรู้ว่าชรา และ มรณะเป็นทุกข์  กำหนดรู้ทุกข์  ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งปุถุขน  มีสติเพ่งพินิจอยู่  เมื่อนั้น  ย่อมไม่ประสบความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น
246   คนใดมีท้องพร่อง  ย่อมทนความหิวได้  ผู้ฝึกตน  มีความเพียร  กินดื่มพอประมาณ  ไม่ทำบาป  เพราะอาหาร  ท่านเรียกคนนั้นแล  ว่าสมณะในโลก
247   ผู้มีปัญญานั้น  ย่อมเล็งเห็นกามคุณ เป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นโรค,   ผู้เห็นอย่างนี้  ย่อมละความพอใจในกาม  อันเป็นทุกข์  เป็นภัยใหญ่ได้
248   บุคคลไม่ควรทำบาปซึ่งเป็นเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง  ด้วยกาย วาจา  หรือด้วยใจ  มีสติสัมปชัญญะ  ละกามทั้งหลายได้แล้ว   ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์
249   ผู้ใดพิจารณาเห็นความยิ่งและหย่อนในโลกแล้ว ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก,  เรากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้สงบ  ไม่มีกิเลสดุจควันไฟ  ไม่มีทุกข์  ปราศจากตัณหา  ข้ามชาติชราได้
250   ผู้ติดในส่งที่ยึดถือว่าของเรา  ย่อมละความโศกเศร้า  ความรำพัน  และ ความตระหนี่ไม่ได้   เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดภัย  จึงละความยึดถือไปได้
251   ผู้ใดระมัดระวังอินทรีย์เหล่านั้น  รู้จักอินทรีย์  6 ตั้งอยู่ในธรรมยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยนล่วงกิเลสเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมด เที่ยวไป,  ผู้นั้นเป็นธีรชน  ย่อมไม่ติดในสิ่งที่เห็นแล้ว และได้ฟังแล้ว
252   ผู้ปราศจากราคะและกำจัดโทสะได้แล้วนั้นพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ  ผู้นั้นงดอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้วไม่ถูกติเตียนย่อมเข้าถึงสถานอันประเสริฐ
253   คนผู้ตื่นขึ้นแล้ว  ย่อมไม่เห็นอารมณ์ อันประจวบด้วยความฝันฉันใด   คนผู้อยู่  ย่อมไม่เห็นชน  อันตนรักทำกาละล่วงไปแล้วฉันนั้น
254   ผู้ใดมีจิตคุ้มครองแล้ว  ฟังคำสอนของพระชินเจ้า   ผู้นั้นชื่อว่าให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไป  ทำให้แจ้งซึ่งอกุปปธรรม,   บรรลุความสงบอย่างยิ่ง  ไม่มีอาสวะ  ย่อมดับสนิท
255   เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงย่อมต้องการคนกล้าหาญเมื่อเกิดข่าวตื่นเต้น   ย่อมต้องการคนหนักแน่นเมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์   ย่อมต้องการคนที่รักเมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้งย่อมต้องการบัณฑิต
256   ขุมกำลังของคนพาล  คือการจ้องหาโทษของคนอื่น   ขุมกำลังของบัณฑิต  คือการไตร่ตรองโดยพินิจ
257   ผู้ครองเรือนขยันดีข้อหนึ่ง  มีโภคทรัพย์แล้วแบ่งปัน  ดีข้อสองถึงทีได้ผลสมหมายไม่มัวเมา  ดีข้อสามถึงคราวสูญเสียประโยชน์ไม่หมดกำลังใจ  ดีครบสี่
258   คฤหัสถ์ชาวบ้าน เกียจคร้านไม่ดี     บรรพชิตไม่สำรวมไม่ดี     ผู้ครองแผ่นดินไม่ใคร่ครวญก่อนทำไม่ดี   บัณฑิตมักโกรธ ไม่ดี
259   คนนั่งนิ่ง  เขาก็นินทา    คนพูดมาก  เขาก็นินทา   แม้แต่คนพูดพอประมาณ  เขาก็นินทา  คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
260   ผู้ใดใช้ทรัพย์จำนวนพันประกอบพิธีบูชาทุกเดือนสม่ำเสมอ ตลอดเวลาร้อยปีการบูชานั้นจะมีค่ามากมายอะไรการยกบูชาบุคคลที่อบรมตนแล้วคนหนึ่งแม้เพียงครู่เดียวประเสริฐกว่า
261          มิใช่การประพฤติตนเป็นชีเปลือย  มิใช่การเกล้าผมทรงชฎา  มิใช่การบำเพ็ญตบะ   นอนในโคลนตม   มิใช้การอดอาหาร  มิใช่การนอนกับดิน  มิใช่การเอาฝุ่นทาตัว   มิใช่การตั้งท่านั่งดอก  ที่จะทำคนให้บริสุทธิ์ได้  ในเมื่อความสงสัยยังไม่สิ้น
262   ส่วนผู้ใด  ถึงจะตกแต่งกาย  สวมใส่อาภรณ์  แต่หากประพฤติชอบ  เป็นผู้สงบ  ฝึกอบรมตนแน่วแน่  เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ  เลิกละการเบียดเบียนปวงสัตว์ทั้งหมดแล้ว   ผู้นั้นแล  จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์   เป็นสมณะ  หรือ เป็นภิกษุ  ก็ได้ทั้งสิ้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:35:26 »

หมวดการศึกษา

263   ความมีปัญญา   ย่อมรู้ได้จากการสนทนา
264   บิดามารดาพึงให้บุตรเรียนศิลปวิทยา
265   สรรพวิทยา   ควรเรียนรู้ให้หมด
266   ปัญญา   ย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน
267   ปัญญานั่นแหละ    ประเสริฐกว่าทรัพย์
268   ผู้ตั้งใจศึกษา   ย่อมได้ปัญญา
269   ปัญญา    เปรียบเสมือนเครื่องประดับแห่งตน
270   ปัญญา   เป็นแสงสว่างในโลก
271   คนโง่     มักตกอยู่ในอำนาจแห่งมาร
272   คนไม่พินิจพิจารณา    เป็นคนไม่มีปัญญา
273   แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา  นั้นไม่มี
274   คนย่อมเห็นแจ้งเนื้อความอย่างเด่นชัดด้วยปัญญา
275   คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา
276   คนไร้ปัญญา    ไม่มีความพินิจพิจารณา
277   ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา     ดีทั้งนั้น
278   คนมีปัญญา    เมื่อถึงคราวตกทุกข์     ก็ยังหาสุขได้
279   คนเรียนน้อย   เจริญแต่เนื้อหนังมังสา
280   มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา     ปราชญ์กล่าวว่าประเสริฐสุด
281   คนเรียนน้อย    แก่เปล่า  เหมือนโคถึก
282   คนเรียนน้อย    ปัญญาย่อมไม่พัฒนา
283   ปัญญาเป็นเครื่องปกครองคน
284   พึงพินิจพิจารณาเรื่องราวโดยรอบคอบ
285   ผู้รู้จักประโยชน์แล้ว     ย่อมนำสุขมาให้
286   คนมีปัญญาประเสริฐกว่า  คนโง่ที่มียศ
287   ในหมู่มนุษย์     คนที่ประเสริฐ   คือคนที่ฝึกแล้ว
288   ความไม่รู้    เป็นมลทินร้ายที่สุด
289   เมื่ออ่อนปัญญา    ช่องทางวิบัติก็เกิดได้มหันต์
290   บัณฑิตไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ
291   คนไม่มีศิลปวิทยา     เป็นอยู่ยาก
292   สักวันหนึ่ง    ความรู้ที่เรียนมาจะให้ประโยชน์
293   คนมีปัญญา    ถึงไร้ทรัพย์    ก็ยังดำรงอยู่ได้
294   ปราชญ์กล่าวว่าปัญญา     ประเสริฐสุด
295   บรรดาความอิ่มทั้งหลาย    อิ่มปัญญาประเสริฐสุด
296   ปัญญาเป็นเครื่องตรวจสอบสิ่งที่ได้เรียนมา
297   คนเกียจคร้าน     ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
298   สิ่งที่ควรศึกษา     ก็พึงศึกษาเถิด
299   บรรดาสิ่งที่งอกงามขึ้นมา      วิชาความรู้ประเสริฐสุด
300   ปัญญาช่วยให้รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์
301   ความรู้ที่เรียนมา    เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา
302   การใฝ่ใจศึกษา    เป็นเครื่องพัฒนาความรู้
303   พึงเป็นคนชอบไตร่ถามเพื่อหาความรู้
304   บรรดาสิ่งที่โรยราร่วงหายทั้งหลาย        ความไม่รู้หมดไปได้เป็นดีที่สุด
305   คนมีปัญญาย่อมงอกงาม     ดังพืชในนาที่งอกงามด้วยน้ำฝน
306   อัสดร   อาชาไนย   สินธพ   กุญชร    และช้างหลวง       ฝึกดีแล้ว  ล้วนดีเลิศ     แต่คนฝึกตนแล้ว     ประเสริฐยิ่งกว่านั้น
307   ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา      ไม่ว่าอย่างไหนๆให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
308   คนที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ     เป็นผู้ประเสริฐสุดทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา
309   เล่าเรียนสำเร็จวิทยา   ก็ย่อมได้เกียรติ        แต่ฝึกอบรมด้วยจริยธรรมแล้วต่างหาก    จึงจะสบสันติสุข
310   คนเราถึงมีชาติกำเนิดต่ำ    แต่หากขยันหมั่นเพียรมีปัญญา      ประกอบด้วยอาจาระและศีล    ก็รุ่งเรืองได้เหมือนไฟถึงอยู่ในคืนมืด  ก็สว่างไสว
311   ความใฝ่เรียนสดับ  เป็นเครื่องพัฒนาความรู้ความรู้จากการเรียนสดับนั้นเป็นเครื่องพัฒนาปัญญาบุคคลที่อยู่ด้วยปัญญาก็รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์       ประโยชน์ที่รู้จักแล้วก็นำสุขมาให้
312   ถ้าไม่มีพุทธิปัญญา     แลมิได้ศึกษาระเบียบวินัย    คนทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิต       เหมือนดังกระบือบอดในกลางป่า
313   อันความรู้ควรเรียนทุกอย่างไม่ว่าต่ำ  สูง  หรือปานกลางควรรู้ความหมายเข้าใจทั้งหมดแต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างวันหนึ่งจะถึงเวลาที่ความรู้นั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์
314   คนมีปัญญา  แม้มีปัญหา  และถูกผูกมัดอยู่      พอพูดในเรื่องใดก็หลุดได้ในเรื่องนั้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:35:51 »

หมวดวาจา

315   วาจาเช่นเดียวกับใจ
316   ไม่ควรเปล่งวาจาที่ชั่วเลย
317   คนพาลที่ยังไม่ถูกผูกมัด  แต่พอพูดในเรื่องใด   ก็ถูกผูกมัดในเรื่องนั้น
318   คนกล่าววาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
319   ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจ
320   คนโกรธมีวาจาหยาบ
321   คำสัตย์แลเป็นวาจาที่ไม่ตาย
322   คนพูดไม่จริง    ย่อมเข้าถึงนรก
323   ควรเปล่งวาจางาม
324 ควรเปล่งวาจาไพเราะ ที่มีประโยชน์
325   พูดดี   เป็นมงคลอย่างสูงสุด
326   พูดอย่างใด    ควรทำอย่างนั้น
327   ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน
328   ในกาลไหนๆ    ก็ไม่ควรกล่าววาจาไม่น่าพอใจ
329   เปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ
330   ระมัดระวังวาจา    เป็นความดี
331   ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ
332   วาจาสุภาษิต  ย่อมมีผลแก่ผู้ปฎิบัติ     เหมือนดังดอกไม้งาม  ที่มีทั้งสีสวย   และกลิ่นอันหอม
333   คนเกิดมาชื่อว่ามีขวานเกิดติดปากมาด้วย    สำหรับให้คนพาลใช้ฟันตนเอง   ในเวลาพูดคำชั่ว
334   ไม่ควรพูดจนเกินกาล   ไม่ควรนิ่งเสมอไป      ควรกล่าววาจาที่ไม่ฟั่นเฝือ  ควรกล่าวให้พอดีๆ  เมื่อถึงเวลา
335   คนใดเมื่อถูกอ้างเป็นพยาน   เบิกความเท็จ     เพราะตนก็ด ีเพราะผู้อื่นก็ดี  เพราะทรัพย์ก็ดี พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
336   พึงเปล่งวาจางามเท่านั้น   ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย      การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ       คนเปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
337   คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย  นั่นเป็นธรรมเก่า   สัตบุรุษ  ทั้งหลายเป็นผู้ตั้งมั่นในคำสัตย์ที่เป็นอรรถ และเป็นธรรม
338   ไม่ควรพูดจนเกินกาล   ไม่ควรนิ่งเสมอไป       เมื่อถึงเวลาควรพูดพอประมาณ  ไม่ฟั่นเฝือ
339   คนเขลา   เมื่อกล่าวในเรื่องใดไม่ถูกผูก  ก็ติดในเรื่องนั่น            คนฉลาด  เมื่อกล่าวในเรื่องใด  แม้ถูกผูก   ก็หลุดในเรื่องนั่น
340   ผู้ใดไม่โกรธ  ไม่สะดุ้ง  ไม่โอ้อวด       ไม่รำคาญ  พูดด้วยปัญญา  ไม่ฟุ้งซ่าน       ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นมุนี   มีวาจาสำรวมแล้ว
341   ควรกล่าววาจาที่น่ารักอันผู้ฟังยินดีเท่านั้น       เพราะคนดีไม่นำพาคำชั่วของผู้อื่น    คนดีจะกล่าวแต่คำไพเราะ
342   บุคคลพึงกล่าววาจา   ที่ไม่เป็นเหตุยังตนให้เดือดร้อน    และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่น     วาจานั้นแล     เป็นสุภาษิต
343   ถ้ามีวาจาที่ประกอบด้วยข้อความแม้ตั้งพันซึ่งไม่เป็นประโยชน์แล้วข้อความที่เป็นประโยชน์เพียงบทเดียว ที่ฟังแล้วสงบระงับได้   ย่อมประเสริฐกว่า
344   จะทำสิ่งใดพึงพูดสิ่งนั้น   สิ่งใดไม่ทำไม่พึงพูดถึง      บัณฑิตย่อมจะหมายเอาได้ว่า   คนไม่ทำดีแต่พูด
345   บุคคลทำสิ่งใดควรพูดสิ่งนั้น    ไม่ทำสิ่งใดไม่ควรพูดสิ่งนั้น      บัณฑิตย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำ   ได้แต่พูด
346 พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด  ย่อมเป็นคำปลอดภัยเพื่อบรรลุพระนิพพานและเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์      พระวาจานั้นแล    เป็นสูงสุดแห่งวาจาทั้งหลาย
347   ผู้ใดสรรเสริญคนควรติ   หรือติคนที่ควรสรรเสริญ     ผู้นั้นย่อมเก็บโทษของตนไว้ด้วยปาก     เขาไม่ได้สุขเพราะโทษแห่งปากนั้น
348   ผู้มีภูมิปัญญาย่อมไม่พูดพล่อยๆ     เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง   ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชา      ในท่ามกลางชุมชน   ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ
349   ผู้ใด   พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดใจ   ไม่หยาบคาย     เป็นเครื่องให้รู้ความได้และเป็นคำจริง        เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:36:14 »

หมวดอดทน

350   ความอดทนเป็นตปะ (ตบะ)   ของผู้พากเพียร
351   ความอดทน     นำมาซึ่งประโยชน์สุข
352   ความอดทน    เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
353   ขันติคือความอดทน   เป็นตบะอย่างยิ่ง
354   ความอดทน    เป็นกำลังของนักพรต
355   ความอดทน      ห้ามไว้ได้ซึ่งความผลุนผลัน
356   สมณพราหมณ์    มีความอดทนเป็นกำลัง
357   ผู้มีความอดทน    ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุคคลอื่น
358   ความอดทน   ย่อมตัดแห่งบาปทั้งสิ้น  ผู้มีขันติชื่อว่า        ย่อมขุดรากแห่งความติเตียนและการทะเลาะกันได้  เป็นต้น
359   ผู้มีความอดทนนับว่ามีเมตตา   มีลาภ  มียศ   และมีสุขเสมอ      ผู้มีความอดทน   ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
360   ผู้มีความอดทน     ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนแก่ผู้อื่น,  ผู้มีความอดทน  ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และไปนิพพาน
361   ผู้มีความอดทน   ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา,  และ ผู้มีความอดทน  ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้าด้วยการบูชาอันยิ่งใหญ่
362   ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นตบะของผู้พากเพียร ความอดทนเป็นกำลังของนักพรต ความอดทนนำประโยชน์สุขมาให้
363   ความอดทนเป็นประธาน  เป็นเหตุแห่งคุณ คือศีล และ สมาธิ, กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญ  เพราะความอดทนเท่านั้น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,793
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 05 เมษายน, 2552, 22:36:52 »

364   หมวดความเพียร   อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
365   หมวดความเพียร   คนไม่ประมาท  ไม่มีวันตายในกาลอันไม่ควรตาย
366   หมวดความเพียร   คนที่ผลัดวันประกันพรุ่งนี้  ย่อมเสื่อม   ยิ่งผลัดวันมะรืนนี้  ก็ยิ่งเสื่อม
367   หมวดความเพียร   ความไม่ประมาท  เป็นทางแห่งความไม่ตายในกาลยังควรไม่ตาย
368   หมวดความเพียร   คนไม่เกียจคร้าน   ย่อมพบแต่ความสุข
369   หมวดความเพียร   คนขยัน  พึงไม่ให้ประโยชน์ที่มาถึงแล้วผ่านไปโดยเปล่า
370   หมวดความเพียร   จงมีความพยายามในหน้าที่ของตน
371   หมวดความเพียร   ประโยชน์ย่อมไม่สำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยเบื่อหน่าย
372   หมวดความเพียร   คนประมาท  เปรียบเสมือนคนตายแล้ว
373   หมวดความเพียร   ที่ควรช้า  จงช้า  ที่ควรเร่ง  จงเร่ง
374   หมวดความเพียร   ทำงานไม่คั่งค้าง  เป็นอุดมมงคล
375   หมวดความเพียร   ค่อย ๆ ตั้งตัว  เหมือนค่อย ๆ ก่อไฟจากกองน้อย
376   หมวดความเพียร   คนผลัดวันประกันพรุ่ง  มีแต่จะเกิดความเสื่อม
377   หมวดความเพียร   คนพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
378   หมวดความเพียร   ค่อย ๆ เก็บรวบรวมทรัพย์  ดังปลวกก่อจอมปลวก
379   หมวดความเพียร   การงานใด ๆ ที่ย่อหย่อน  ย่อมไม่มีผลมาก
380   หมวดความเพียร   พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
381   หมวดความเพียร   ไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง
382   หมวดความเพียร   จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค
383   หมวดความเพียร   ประโยชน์งามตรงที่ความพยายามสำเร็จ
384   หมวดความเพียร   ไม่พึงวิตกกังวลถึงอนาคต
385   หมวดความเพียร   พึงระแวงสงสัยสิ่งที่ควรระแวงสงสัย
386   หมวดความเพียร   ฤกษ์ยามและดวงดาว  จักช่วยอะไรได้
387   หมวดความเพียร   ความคืนผ่านไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
388   หมวดความเพียร   พึงบากบั่นทำการให้มั่นคง
389   หมวดความเพียร   อย่ารำพึงถึงความหลัง  อย่ามัวหวังถึงอนาคต
390   หมวดความเพียร   คนขยัน  ได้ความสงบใจ
391   หมวดความเพียร   อย่ามัวประมาทอยู่เลย
392   หมวดความเพียร   ไม่ควรให้แต่ละวันผ่านไปเปล่า
393   หมวดความเพียร   รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้
394   หมวดความเพียร   ถ้าจะทำ  ก็ควรทำให้จริง
395   หมวดความเพียร   ความประมาท  เป็นทางแห่งความตาย
396   หมวดความเพียร   บัณฑิต  ไม่ควรท้อแท้
397   หมวดความเพียร   โภคทรัพย์  มิใช่มีมาได้ด้วยเพียงคิดเอา
398   หมวดความเพียร   ไม่พึงหวนคำนึงถึงอดีต
399   หมวดความเพียร   พึงแสวงหาทรัพย์โดยทางชอบธรรม
400   หมวดความเพียร   ใครเล่ารู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง
401   หมวดความเพียร   คนที่พากเพียรไม่หยุด  เทวดาก็กีดกันไม่ได้
402   หมวดความเพียร   เกิดเป็นคน  ควรพยายามเรื่อยไป
403   หมวดความเพียร   คนประมาท  เสมือนคนตายแล้ว
404   หมวดความเพียร   คนขยัน  ย่อมหาทรัพย์ได้
405   หมวดความเพียร   ประโยชน์  เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง
406   หมวดความเพียร   เกิดเป็นคน  ควรมีความหวังเรื่อยไป
407   หมวดความเพียร   เมื่อต้องการความสุข  ไม่พึงสิ้นความหวัง
408   หมวดความเพียร   จงเตรียมการให้พร้อม  สำหรับอนาคต
409   หมวดความเพียร   ประโยชน์ย่อมสำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยไม่เบื่อหน่าย
410   หมวดความเพียร   ผู้ไม่ประมาท ควรทำความเพียรให้แน่วแน่
411   หมวดความเพียร   คนมีกิจธุระ  ตั้งใจทำการงานให้เหมาะเจาะ  ย่อมหาทรัพย์ได้
412   หมวดความเพียร   ไม่พึงขวนขวายในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
413   หมวดความเพียร   ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ  ประเสริฐกว่า
414   หมวดความเพียร   เมื่อทำหน้าที่ของลูกผู้ชายแล้ว    จังไม่ต้องเดือนร้อนใจในภายหลัง
415   หมวดความเพียร   คนขยันทั้งคืนทั้งวัน  จักไม่ซึมเซา   เรียกว่าแต่ละวันมีแต่นำโชค
416   หมวดความเพียร   เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป  จนกว่าผลที่ปรารถนาจะสำเร็จ
417   หมวดความเพียร   รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตน  ก็ควรรีบลงมือทำ
418   หมวดความเพียร   พึงประกอบการค้าที่ชอบธรรม
419   หมวดความเพียร   ผู้ปรารถนาประโยชน์ด้วยวิธีการอันผิด  จะต้องเดือดร้อน
420   หมวดความเพียร   ทำเรื่อยไป  ไม่ท้อถอย  ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย
421   หมวดความเพียร   ประโยชน์คือตัวฤกษ์ของประโยชน์  ดวงดาวจักทำอะไรได้
422   หมวดความเพียร   ถ้ามัวล่าช้า  ทำกิจล้าหลัง    จะจมลงในห้วงอันตราย
423   หมวดความเพียร   จงทำประโยชน์ให้สำเร็จ  ด้วยความไม่ประมาท
424   หมวดความเพียร   อันความหวังในผล  ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้
425   หมวดความเพียร   คนฉลาดไม่ถูกเรื่อง   ถึงจะพยายามทำประโยชน์  ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลให้เกิดสุข
426   หมวดความเพียร   การงานที่ทำโดยผลีผลาม ทำให้คนอ่อนปัญญาต้องเดือนร้อนภายหลัง
427   หมวดความเพียร   ประพฤติชอบเวลาใด  เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี  เช้าดี  รุ่งอรุณดี
428   หมวดความเพียร   เวลาแต่ละวัน  อย่าให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์  จะน้อยหรือมาก  ก็ให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
429   หมวดความเพียร   เมื่อความบากบั่นมีอยู่  บัณฑิตพึงเว้นบาปในโลกนี้เสีย  เหมือนคนมีจักษุ  เว้นเดินทางอันไม่สะดวกเรียบร้อย
430   หมวดความเพียร   ผู้ไม่สำคัญความหนาว และ ความร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้าบุรุษเมื่อทำกิจ  ย่อมไม่เสื่อมจากความสุข
431   หมวดความเพียร   ผู้ใดเกียจคร้าน  มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารถนาความเพียรมั่นคง  มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้นั้น
432   หมวดความเพียร   ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง  ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปแล้วจักพ้นจากเครื่องผูกของมาร
433   หมวดความเพียร   อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์  เมื่อขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ  ความไม่ยินดี และ ความเมาอาหารนั้นได้ด้วยความเพียร
434   หมวดความเพียร   ผู้ขยันในหน้าที่การงาน  ไม่ประมาท เข้าใจจัดการงาน เลี้ยงชีวิตพอสมควร  จึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้
435   หมวดความเพียร   คนมีปัญญา  ถึงเผชิญอยู่กับความทุกข์  ก็ไม่ยอมสิ้นหวังที่จะได้ประสบความสุข
436   หมวดความเพียร   ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด  ย่อมตั้งตนได้  ด้วยต้นทุนแม้น้อย  เหมือนคนก่อไฟน้อยขึ้นฉะนั้น
437   หมวดความเพียร   ควรทำวันคืนไม่ให้เปล่าจากประโยชน์น้อยหรือมาก  เพราะวันคืนผ่านบุคคลใดไป  ชีวิตของบุคคลนั้น ย่อมพร่องจากประโยชน์นั้น
438   หมวดความเพียร   เตรียมกิจสำหรับอนาคตให้พร้อมไว้ก่อน  อย่าให้กิจนั้นบีบคั้นตัว  เมื่อถึงเวลาต้องทำเฉพาะหน้า
439   หมวดความเพียร   เมื่อได้เพียรพยายามแล้ว  ถึงจะตาย  ก็ชื่อว่าตายอย่างไม่มีใครติเตียน ไม่ว่าในหมู่ญาติ หมู่เทวดา  หรือว่าพระพรหมทั้งหลาย
440   หมวดความเพียร   สิ่งใดเป็นหน้าที่ กลับทอดทิ้งเสีย ไพล่ไปทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ คนเหล่านั้นมัวประมาทอยู่  ความหมักหมมภายในตัวเขา  ก็พอกพูนยิ่งขึ้น
441   หมวดความเพียร   เป็นคนควรหวังเรื่อยไป บัณฑิตไม่ควรท้อแท้  เราเห็นประจักษ์มากับตนเอง   เราปรารถนาอย่างใด  ก็ได้สมตามนั้น
442   หมวดความเพียร   ผู้ที่ทำการงานลวก ๆ โดยมิได้พิจารณาใคร่ครวญให้ดี  เอาแต่รีบร้อนพรวดพราดจะให้เสร็จ  การงานเหล่านั้น  ก็จะก่อความเดือนร้อนให้ เหมือนตักอาหารที่ยังร้อนใส่ปาก
443   หมวดความเพียร   ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล  มีปัญญา  มีใจมั่นคงดีแล้วปรารภความเพียร  ตั้งตนไว้ในธรรม  ในกาลทุกเมื่อ  ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก
444   หมวดความเพียร   คนที่ไม่รู้จักประโยชน์ตนว่า  อะไรควรทำวันนี้  อะไรควรพรุ่งนี้  ใครตักเตือนก็โกรธ  เย่อหยิ่ง ถือดีว่า ฉันเก่ง  ฉันดี  คนอย่างนี้  เป็นที่ชอบใจของกาฬกิณี
445   หมวดความเพียร   ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านว่าเป็นภัย  และ เห็นการปรารภความเพียรว่าปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด  นี้เป็นพุทธานุศาสนี
446   หมวดความเพียร   คนใดไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน  มีลมแดด เหลือบยุงก็ไม่หรั่น  ทนหิวทนกระหายได้ทั้งนั้น  ทำงานต่อเนื่องไปไม่ขาด  ทั้งคืนวัน  สิ่งที่เป็นประโยชน์มาถึงตามกาล  ก็ไม่ปล่อยให้สูญเสียไป  คนนั้นย่อมเป็นที่ชอบใจของสิริโชค  สิริโชคจะพักพึงอยู่กับเขา
447   หมวดความเพียร   มัวรำพึงถึงความหลัง  ก็มีแต่จะหดหาย  มัวหวังวันข้างหน้า  ก็มีแต่จะละลาย  อันใดยังไม่มาถึง  อันนั้นก็ยังไม่มี  รู้อย่างนี้แล้ว  เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น  คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า
448   หมวดความเพียร   ผู้ใดทำการโดยรู้ประมาณ  ทราบชัดถึงกำลังของตน  แล้วคิดการเตรียมไว้รอบคอบ  ทั้งโดยแบบแผนทางตำรา  ทั้งโดยการปรึกษาหารือ  และโดยถ้อยคำที่ใช้พูดอย่างดี  ผู้นั้นย่อมทำการสำเร็จ  มีชัยอย่างไพบูลย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: