Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 ตุลาคม, 2557, 20:39:30

   

ผู้เขียน หัวข้อ: รวมนิทานเรื่องสั้นจากสวนโมกข์  (อ่าน 32875 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:13:55 »

รวมนิทานเรื่องสั้นจากสวนโมกข์

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง พ่อ-ลูก

 
 พ่อ รู้สึกขบขันแกมสงสารอย่างไม่น้อย ที่เห็นลูกชายคนโตดีใจจนเนื้อเต้นในการที่ ได้รับ "ป็ากเก้อร ๕๑" ด้ามหนึ่ง เป็นของขวัญวันเกิด
และ เห็น ลูกชายคนเล็กดีใจมากไปกว่านั้นอีกหลายเท่าในการได้รับลูกกวาดของนอกกระป๋องเล็กๆ กระป๋องหนึ่ง เป็นของขวัญ ในโอกาสเดียวกัน
แต่พ่อ ไม่รู้สึกขบขัน หรือสมเพชตนเองในการที่ตนเองตื่นเต้นยิ่งไปกว่าลูกทั้งสองอีก ในการที่ได้รับ บัตรเชิญ ไปในงานมีเกียรติชั้นพิเศษของเจ้านายรายหนึ่ง ซึ่งตนไม่เคยนึกฝันว่าจะได้รับด้วยอาการมือสั่น ใจรัว แทบไม่เชื่อตา ตนเอง ว่า บัตรนั้น ส่งมาเชิญตน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มันเป็นการเหลือวิสัยในการที่จะให้ พ่อดีใจจนเนื้อเต้น ในเมื่อได้รับปากกาชนิดนั้นด้ามหนึ่ง หรือ เมื่อได้ลูกกวาดกระป๋องหนึ่ง แต่ในที่สุดพ่อก็ไม่พ้นจากการที่ต้อง มีใจเต้นรัว มือสั่น ด้วยการได้ กระดาษแผ่นเล็กๆ อันหมายความถึง เกียรติ อันหรูหรา
จริงอยู่ รูปธรรม เช่น ด้ามปากกา หรือ ลูกกวาด มันไม่เหมือนกับ นามธรรม เช่น เกียรติ หรือ ไม่มีค่าสูง เท่าเทียมกัน แต่เราต้องไม่ลืมว่า มันสามารถ เขย่า ตัณหา (ภวตัณหา) ของคนได้โดยทำนองเดียวกัน โดยไม่มีผิด ในฐานะ ที่เป็นวัตถุ อันเป็นที่ตั้ง แห่งความพอใจ จนลืมตัว ได้เท่ากัน แล้วแต่ว่า ความใคร่ ของใครผู้ใด มีอยู่อย่างไร ส่วนความที่ ต้องใจเต้น มือสั่น เหล่านั้น ฯลฯ มันไม่มีผิด กันที่ตรงไหน เพราะฉะนั้น ใครเล่า ที่ควร สมเพชใคร ในระหว่าง พ่อ-ลูก รายนี้


คัดจากหนังสือ นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:15:55 »

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง แม่-ลูก
 
 กระบวนแห่สิงโต ผ่านมาในถนน ประชาชนแตกตื่น พากัน อุ้มลูกจูงหลานออกมาดู เด็กอายุ ๓-๔ ขวบคนหนึ่งร้องไห้ เพราะความกลัวสิงโต ก็ดิ้นอย่างจะสิ้นชีวิตลงไป แม่ต้องอุ้ม พาหนีเข้าไปใน สวนข้างถนนแห่งหนึ่ง พลางบ่นว่า น่าสงสารลูกโง่ๆ คนนี้เหลือเกิน แม่จะได้ดูอะไร สักนิด ก็ไม่ได้ดู
ทันใดนั้นเอง แม่ก็ดิ้น และร้อง วิ๊ดว๊าดขึ้น เพราะกิ้งกือตัวหนึ่ง เผอิญหล่นลงมา ากต้นไม้ ตกลงไปในเสื้อ ลูกเล็กๆ คนนั้นเองหัวเราะชอบใจ เมื่อเขาบอกแม่ว่า เขาจะช่วยหยิบออกให้ แล้วก็ช่วย หยิบทิ้งให้จริงๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มันเป็นการสุดวิสัย ที่จะไม่ให้ลูกๆ กลัวสิ่งที่มีลักษณะ และอาการ อย่างภูตผี ปีศาจ กระโดด โลดเต้น เข้ามาราวกะจะจับเอาตัวไปกินเสียฉะนั้น แต่ทีแม่เอง กลับกลัว กิ้งกือ ตัวนิดเดียว! ทั้งเลื้อยด้วย ท่าทางอันนิ่มนวล อ่อนโยน ราวกะเข้ามาแสดง ความเคารพ หรือ ขอความช่วยเหลือ อะไรสักอย่างหนึ่ง
ความกลัวของแม่ ก็กลัวอย่างจะขาดใจตายเช่นเดียวกับลูกเหมือนกัน! เมื่อประกอบด้วย อวิชชา อยู่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือเป็นสัตว์ตัวนิดๆ เช่น กิ้งกือไส้เดือน ก็ตาม ย่อมสามารถ ปลุกปั่น ความกลัว (วิภวตัณหา) ได้โดย ทำนองเดียวกัน ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความขลาด และวิ่งหนี ได้โดยเสมอกัน ในที่สุด ก็เหลือแต่ สิ่งที่ต้องคำนวณดูว่า ลูกอายุเพียง ๒-๓ ขวบ ส่วนแม่อยู่ในฐานะ ที่เป็นแม่ หรือ ผู้ปกครอง สั่งสอนลูกแล้ว ในกรณีนี้ ใครเล่าที่โง่เขลา น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง แม่-ลูก รายนี้

 
คัดจากหนังสือ นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:19:27 »

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง ศิษย์-อาจารย์

 
 สามเณรจ้อยเป็นเปรียญ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร วันหนึ่งอ่านพระบาลี มหาปรินิพพานสูตร ไปจนถึง ภาณวารที่ห้า ได้พบข้อความว่า อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขุสมฺมา วิหเรยฺยุ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺสฺ (ล. ๑๐ น. ๑๗๖ บ. ๑๓๘)  
แปลเป็นใจความได้ว่า "ดูก่อน สุภัททะ ถ้าภิกษุ ทั้งหลายเหล่านี้ จะพึงเป็นอยู่ โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ดังนี้ สามเณรจ้อย เกิดฉงนอยู่ตลอดเวลาว่า การเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นกันได้ง่ายๆ เช่นนี้ หรือว่า ตนแปล พระบาลีนี้ ผิด เพราะไม่รู้ เท่าถึง อย่างใด อย่างหนึ่ง มีความกลัดกลุ้ม เป็นกำลัง

สามเณรจ้อย จึงพาคัมภีร์นั้น เข้าไปหาเจ้าคุณหลวงพ่อผู้เป็นสมภาร สอบถามถึงการแปลบาลีตอนนี้ ก็ได้ความตรงกันว่า สามเณร แปลถูก จึงได้เรียนถาม ขึ้นว่า จะเป็นพระอรหันต์กันได้ด้วย เหตุเพียงเป็นอยู่โดยชอบเท่านั้นแลหรือ ท่านเจ้าคุณ ได้ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเป็นอยู่โดยชอบ นั้นหมายถึงตั้งอยู่ใน มรรคมีองค์แปด สามเณรจ้อยได้ ถามขึ้นอีกว่า

"ก็พระสงฆ์ ทั้งหลายในบัดนี้ ไม่ได้เป็นอยู่กัน โดยชอบดอกหรือ?"ท่านเจ้าคุณได้โพล่งออกมา
"ก็เป็นกันอยู่โดยชอบซิ" ด้วยน้ำเสียง มีแววแห่งความขุ่นที่ไม่ชัดเจน
สามเณร จึงเรียนถาม ต่อไปว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องมีพระอรหันต์ กันอยู่ทั่ว ทุกวัดวาอาราม นะขอรับ?"
เงียบกันไปขณะหนึ่งแล้ว ก็มีเสียงซึ่งใครๆ แทบจำไม่ได้ว่า เป็นเสียงของท่านเจ้าคุณดังลั่นขึ้น แต่เพียงว่า

"..อื้อ..อื้อ.. ง่า.. อื้อ..ง่า..อื้อ.. นี่มันยังไงกันนี่หว่า!..ง่า..ไปเถอะ!"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มันเป็นการสุดวิสัย ที่ใครจะตอบได้ เพราะพระบาลีนั้นก็ถูก พระเจ้า พระสงฆ์ ก็เป็นอยู่โดยชอบจริง แต่แล้วก็ไม่มีใครเชื่อว่า พระอรหันต์ นั้นมีอยู่ตามวัดวาอาราม ทั่วๆ ไป และใครเป็นคนที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ รายนี้

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:22:17 »

ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง คนกับสุนัข

 
อากาศจะวิปริตเพราะความเปลี่ยนแปลง ไปตามฤดูกาล ของ แดด ลม ฝน หรือสิ่งแวดล้อมจะสับสนเพราะการ โยกย้ายรื้อถอน อย่างชุลมุน วุ่นวายของมนุษย์เองสักเพียงใด สุนัขของเขาก็ยังพยายามค้นหาจนพบที่หลับนอน อันเป็นสุขสมใจมันจนได้ มันย้ายที่ไปลองนอน ตรงนั้นนิด ตรงนั้นหน่อย ลองนอนดู เพียงสองสามนาที เท่านั้น มันก็รู้ว่า เหมาะ หรือ ไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะก็ย้ายใหม่!  มันทำดังนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง ก็พบที่อันเป็นสุขจริงและหลับสนิท มันไม่เป็นโรคเรื้อน ชนิดที่ ต้องเกาอยู่เสมอ จนหาที่นอนอันเป็นสุขไม่พบ ในโลกนี้! 

แต่สำหรับ เจ้าของ มันเองนั้นอะไรๆ ที่ใดๆ อย่างไหนๆ ระดับไหนๆ ก็ไม่เคยให้ความเป็นสุข และพอใจ ดิ้นรน จนตาย จิตก็ไม่เคย ประสบกับภาวะ แห่งความ สะอาด สว่าง และ สงบเย็น ที่แม้เพียงแต่จะทำให้ หลับสนิทจริงๆได้ เขาตกอยู่ในลักษณะของสุนัขโรคเรื้อน ชนิดที่ต้องการข่วนตัวเองอยู่เสมอ! เขาไม่สามารถทำให้เกิดการ โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ชนิดที่ค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไป จนกระทั่งพบสภาพ อันเป็นที่จุใจดังเช่น สุนัขของเขาเอง ซึ่งไม่กี่นาที ก็ค้นพบ ที่นอนอันสุขสงบ ทั้งๆ ที่มัน เป็นเพียงสุนัข แต่เขาก็ยังเป็นถึง อาจารย์ ที่ทำการฝึกสอน อะไรหลายๆ อย่างให้สุนัขของเขาทุกวัน ด้วยความขยันและบางครั้ง ยังแถมตีมัน ด้วยเพราะเขาถือว่า เขาเป็นนายของมัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มันเป็นการเหลือวิสัยของพระเป็นเจ้า หรือ สิ่งใดๆทั้งสิ้น ที่จะทำให้สุนัขนั้นเต็มไปด้วย ความดิ้นรนทะเยอทะยานและวิตก กังวล นานาประการ จนค้นหาที่นอนหลับสนิท ไม่ได้อย่างเจ้าของ ของมันเอง ความอยากได้นั่นได้นี่ มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ อย่าง ไม่มี ขอบเขต ของเขา จนกระทั่งได้เป็นเจ้าของ และเป็นครูบาอาจารย์ ของสุนัข แล้วก็ยังหาโอกาส สงบอารมณ์ ให้มาก และให้เหมือน แม้สุนัข ตัวนั้นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครเล่า จะเป็นที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทั้งสอง นี้

บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:25:07 »

ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง เทวดากับหนอน

 
นิทานเกิดขึ้น ที่ข้างส้วมแผนโบราณแห่งหนึ่ง ในหลุมนั้นมีหนอนเจริญเติบโต อยู่ทุกขนาด ดำผุดดำว่ายอยู่อย่างยัวเยี้ย นับด้วยหมื่นด้วยแสน ท่านสมภาร ได้ชี้ให้เด็กๆ ดูในแง่ธรรมะที่ว่า หนอนเหล่านี้กำลังมึนเมา อยู่ในของเน่าเหม็นและหลับหูหลับตาจมอยู่ในของสกปรกอย่างน่าสมเพช ซึ่งถ้านำไปเปรียบ กับเหล่าเทพยดา ในฉกามาวจรวรรค์แล้ว ก็จะชวนให้สมเพชยิ่งขึ้นไปอีก จนสุดที่จะทนไหวทีเดียว ใครๆ อย่าหลงพอใจในของสกปรกเหมือนหนอน เหล่านั้นเลย

หนอนหลายตัว ได้ยินคำพูดเหล่านั้น! หนอนบางตัว ได้คิดว่า แท้จริง ความพอใจในรสนิยมของพวกเรากับของเทพยดาทั้งหลาย ก็มีได้เท่ากัน และในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งนี้มันแล้วแต่ลักษณะของอายตนะ เครื่องรับ และเสวยอารมณ์ นั้น ต่างหาก เราไม่เชื่อท่านสมภาร! หนอนบางตัวได้พยายามลืมตาขึ้นดู ก็เห็นว่า มันออกจะสกปรก มากมายจริง แต่ทนลืมตาอยู่ไม่ไหว ต้องกลับหลับไปตามเดิม โดยเร็วเพราะมันได้เห็น สิ่งอื่น ที่สกปรกกว่า อาหารบ้านเรือนของมันเอง จนทนลืมตาอยู่ไม่ไหว!

มันบอกพวกพ้องของมันว่า ชั่วที่ลืมตาขึ้นแวบเดียว ก็ได้เห็น เทพยดา มนุษย์ทั้งหลาย มีจิตจมอยู่ใน ความมืดมน ถือตัว ถือตน นานาประการ การกระทำทางกายวาจา ก็จมอยู่ในกรรมโสมม เลวทราม เนื้อตัวทั้งสิ้น จมอยู่ในกามารมณ์ กำลังทำสิ่งต่างๆ ด้วยความหลงใหล ในลาภยศ อำนาจวาสนา พวกพ้องบริวาร อันเป็นทางให้ได้มาซึ่งความมัวเมา ในความสุข ทางเนื้อหนัง ของตน อย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ อีกต่อหนึ่ง ถึงกับต้องอิจฉา ริษยารบราฆ่าฟันกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างป่าเถื่อน ทารุณ ชนิดที่ไม่เคยมี ในสมัยที่ยังไม่เกิด ส้วมชักโครก แผนปัจจุบันนั้นเลย ศีลธรรมของเขา คือ การกอบโกย ความสุข ทางเนื้อหนัง ใส่ตนอย่างเดียว แล้วเรียกชื่อกันเอาเอง อย่างไพเราะ ว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ของฉัน

พูดกันดังนั้นแล้วมันก็ชักชวนกันให้หลับตา ให้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่ออย่าให้เสียเปรียบ หรือ ล้าหลังพวกเทพยดา มนุษย์ทั้งปวง หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็ให้พอเคียงคู่กันไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

ผู้ที่พอใจในกามารมณ์ชื่อเสียงยศศักดิ์ อำนาจวาสนาพวกพ้องบริวารทั้งหลายนั้น ขออย่าได้หาญพยายามลืมตาเป็นอันขาด จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบหนอน หรือ ลืมขึ้นมาก็จะต้องรีบกลับ หลับตาลงไปใหม่เหมือนหนอน เหล่านั้นอยู่เอง ซึ่งทำให้เกิดเป็นปัญหา ขึ้นว่าใครเล่าจะเป็น ฝ่ายชนะ? หรือว่าใครเล่าน่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่างพวกเทพยดาใน ฉกามาวจรสวรรค์ และหนอนในส้วมแผนโบราณเหล่านั้น?
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:29:35 »

ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง สัตว์ ๔ เท้า

 
นิทานเกิดขึ้น ในคืนเดือนมืด ฝนตกฟ้าร้องคึกคนองน่าสพึงกลัวเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว พวกนก และ หนู ได้เกิดความสงสัย ไต่ถามกันขึ้นว่า พวกสัตว์สองขาตัวโตกว่าลิง ที่รู้จักเข้าอาศัยอยู่ตามถ้ำที่สบายๆ นั้น เกิดไปได้ความรู้ใหม่ ที่ไหนมา จึงได้ชอบ ทำอาการ หมอบหน้า รดพื้นดินนานๆ เสมอๆ ทุกๆ คราว ที่เกิดความกลัวขึ้น ส่วน สัตว์สี่เท้า ทั้งหลายยังคงไม่รู้ไม่ชี้ ต่อการทำเช่นนั้น และก็ไม่เห็นมีอะไร แปลกประหลาด เกิดขึ้น แก่พวกมันเลย
หนูแก่ตัวหนึ่งขอเวลาไปติดตามเรื่องนี้และตรึกตรองอยู่หลายวัน ในที่สุด ก็ได้มาแถลงในที่ประชุมแห่งสัตว์เล็กๆเหล่านั้นว่า

พวกสัตว์สองขา ที่อยู่ถ้ำ เหล่านั้น ได้มีความคิดงอกเงยออกไปว่ามีสิ่งลึกลับ ที่ใครๆ มองไม่เห็นตัว มีอำนาจ บันดาล สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปได้ตามที่มันต้องการ ใครๆ ควรแสดงอาการยอมแพ้ต่อสิ่งที่มีอำนาจลึกลับนั้นเพื่อสิ่งนั้น จะได้พอใจและบันดาลอะไรๆให้เป็นไปแต่ในทางที่ไม่เป็นภัยแก่พวกเราในที่ประชุม ได้เกิดมีคำถามกันขึ้นว่า เราจะเอาอย่างกันไหมเมื่อได้ถุ้งเถียงกันเป็นการใหญ่ ไม่ตกลงกันได้แล้ว ก็ได้ลงมติกันว่า ให้รอดูผลแห่งการกระทำ ของสัตว์สองขา เหล่านั้น และ ผลแห่งการไม่รู้ไม่ชี้ ของ สัตว์สี่ขาทั้งหลาย ไปให้รู้แน่นอนเสียก่อน แล้วจึงค่อย วินิจฉัย เด็ดขาดกันทีหลัง

และได้รอกัน เรื่อยมาจนถึง ยุคปรมาณูนี้ก็ยังไม่สามารถ จะวินิจฉัยว่าอย่างไรได้ พวกสัตว์สองขาที่มีวิวัฒนาการ มามากมายก็ยังคง ก้มหน้า ติดดินไปตามเคยมีผลเกิดเป็น ลัทธิ พิธีต่างๆ ขึ้นมากมายในโลก ส่วนสัตว์สี่ขาก็ยังเงยหน้า ไม่รู้ไม่ชี้ในสติปัญญา และความรู้อันใหม่นี้ไปตามเดิม ทุกประการโดยไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นที่ผิดแปลกออกไป แม้แต่นิดเดียวพวกนกหนูเหล่านั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะวินิจฉัยกันอย่างไรถูกจนบัดนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มันเป็นการเหลือวิสัยของบรรดา พระภูมิหรือผีสาง เทวดา เทพารักษ์ เหล่านั้นที่จะลงโทษโดยบันดาลให้ สุนัข ที่เยี่ยวรด เสาศาล เป็นต้น เป็นอะไรไปได้แม้เพียงแต่โรคปัสสาวะขัดเจ็บปวดร้องครวญคราง หรือว่า จะรู้จักทำพวกเทวดากันเอง ให้มีความรู้เรื่องสุขภาพอนามัย รู้จักรังเกียจเยี่ยวสุนัขกันเสียบ้าง ก็หาไม่ แต่สำหรับ คนเรานั้นอย่าหาญไปเอาอย่าง สุนัข เข้าเป็นอันขาด จะทำให้เสียเปรียบ สัตว์สี่ขา ในข้อที่จะต้องกลายเป็น พวกย้อนหลัง ไปตั้งต้น วิ่งแข่ง ทางวัฒนธรรม กับสัตว์เหล่านั้นมาใหม่ ซึ่งเผลอเข้าก็จะเปลี้ยตกอยู่ ล้าหลัง พวกสัตว์สี่ขา เช่น สุนัข เป็นต้น เหล่านั้น ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก โดยไม่ทันรู้ตัว แต่อย่างไรก็ตาม ในบัดนี้ ปัญหายังคงมี อยู่ว่า ใครกำลัง น่าสมเพช กว่าใคร โดยมีกำลังใจ เข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ กว่ากัน? กล้าหาญ หรือ ขี้ขลาด กว่ากัน? อวิชชาของใครงอกงามหนาขึ้น เรื่อยๆ หรือไม่มีที่สิ้นสุด และของใครยังอยู่แต่เพียงระดับเดิม?

 
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 03 มีนาคม, 2552, 19:36:25 »

ินิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส  เรื่อง สัตว์ ๒ เท้า

 
วันหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มดแมลง ต่างๆ ประชุม ปรึกษากัน ว่า พวกสัตว์สองขาตัวโตๆมหึมาเหล่าโน้น เขาคุยกันว่าเขาคิดของใหม่ขึ้นได้ เรียกว่า "ลัทธิต่างๆ" ทางวัฒนธรรม ทางศาสนา ทางการเมือง ฯลฯ สำหรับ ทำพวกเขาให้ได้รับประโยชน์ในการเกิดมา ในโลกนี้อย่างที่ สัตว์ทั้งหลายไม่เคยได้รับมาแต่ก่อน และเป็นเรื่องหนักไปในทางวิญญาณจิตใจ ยิ่งกว่าทางวัตถุ (แต่ก็ไม่พ้นที่จะหวังผลเป็นวัตถุ) จัดว่าเป็นของวิเศษแท้ มดง่ามแก่ ตัวหนึ่ง ตังข้อหาสงสัยว่า การสร้าง "ลัทธิ" ใหม่ๆ อะไรขึ้นนั้นยังสงสัยอยู่ว่า จะกลายเป็นการจำกัด ความเป็นอิสระของวิญญาณให้แคบเข้า ยิ่งขึ้นไปอีกหรือว่า จะเป็นการเปิด โล่งโถง ให้ถึงที่สุด ไม่มีอะไร ที่เป็น คุกตะราง ทางวิญญาณกันจริงๆ ที่จริง พียงแต่ สัญชาตญาณ แห่งการกินอาหาร การทำที่อยู่อาศัย การสืบพันธุ์ และ การดิ้นรนต่อสู้ เพื่อความรอดอื่นๆก็เป็นคุกของวิญญาณมากพออยู่แล้ว เราต้องคอยสังเกตดูต่อไปก่อน ว่า "ลัทธิ" นั้นๆ จะมีผลไปทางไหนกัน ก่อนแต่ที่พวกเราจะเอาอย่าง สัตว์สองขาเหล่านั้น

ยิ่งวันสัตว์สองขาเหล่านั้น ยิ่งรู้จักบัญญัติแต่งตั้ง "ลัทธิ" ต่างๆ ขึ้นถือรั้นมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการแตก เป็นพวกและถือพวกจัดถือความเคยชินในสิ่ง ที่บรรพบุรุษของตน เคยสงวนเกิดเป็น สถาบันต่างๆ อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีสัตว์สองขาตัวใดที่ถือว่า "ของจริง" นั้นเป็น "ของกลาง" ของสัตว์ทั้งปวง ไม่ว่าจะมีกี่ขา และทุกๆคน ควรจะเลื่อนตัวเองไปในทางสูง ยิ่งขึ้นตามลำดับ ของจริงที่ไม่เป็น คุกตะรางโดยไม่ต้องรังเกียจ การเปลี่ยนลัทธิหรือนิกายและโดยไม่ต้อง กระดาก ในการที่จะเปลี่ยน แม้จาก "ศาสนา" ที่ต่ำมาเป็น "ศาสนา" ที่สูง หรือ ในระดับที่สูง ขึ้นไป แต่ในที่สุด "ลัทธิ" ต่างๆ เหล่านั้น ได้กลายเป็น คุกขัง วิญญาณขึ้นนานาชนิด จนหลีกไม่ไหวมดแมลงเหล่านั้น จึงยังคงสมัครใจ ที่จะอยู่ในคุกที่มีกำแพงโปร่ง และเพียงบางๆ ต่อไปตามเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

คุกใหม่ ที่มีกำแพงหนาทึบเป็นแก้ว เป็นเพชร หรือ เป็นสวรรค์วิมาน หรือ เป็นตัณหา มานะทิฎฐิ อิจฉาริษยา ซึ่งเป็นฝีมือของมนุษย์เองนานาชนิดนั้น เป็นสิ่งที่พังทะลายได้ยากกว่าคุกดั้งเดิม เหลือที่จะเปรียบกันได้ แต่ใครๆอย่าหาญทำการแหกคุกเป็นอันขาด จะขายหน้ามดแมลงเหล่านั้น ซึ่งกำลังภาคภูมิใจ อยู่ด้วยปัญหาว่า ใครกำลังอยู่ในคุกที่โปร่งสบายทำลายได้ง่ายกว่ากัน?

บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: