Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 กรกฎาคม, 2561, 15:56:00

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ระเบียบจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเกิน 60 ปีบริบริบูรณ์ เดือนละ 500 บาท  (อ่าน 37405 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
M o L Z a A
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 829
สมาชิกลำดับที่ 36
ความจริงใจมีให้เสมอนะ



| |

« เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2552, 09:21:42 »

 


นายกฯลงนามประกาศใช้ระเบียบจ่ายเงินเบี้ย ยังชีพผู้สูงอายุเกิน 60 ปีบริบริบูรณ์ เดือนละ 500 บาทกว่า 4 ล้านคน ตั้งแต่เมษายน
เป็นต้นไป ให้ไปลงทะเบียนที่องค์กรปกครองท้องถิ่นถึงวันที่ 15 มีนาคม 2552 เผยมีสิทธิได้รับทุกราย ยกเว้นผู้ในการสงเคราะห์-
รับเงินจากหน่วยงานรัฐผู้สื่อข่าว ?มติชนออนไลน์? รายงานเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะ
ประธานกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติได้ลงนามและประกาศใช้ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ย
ยังชีพผู้สูงอายุพ.ศ. 2552 ในราชกิจจานุเบกษาแล้วซึ่งจะทำให้ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระเบียบดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติของผู้สูงอายุซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ที่มีสิทธิจะได้รับเบี้ยยังชีพและวิธีการจ่าย
เบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาทให้แก่ผู้สูงอายุซึ่งมีอยู่กว่า 4 ล้านคนทุกเดือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไปโดยให้ไปลงทะเบียน
ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงวันที่ 15 มีนาคม 2552 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุ60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป โดยเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 1  เมษายน พ.ศ. 2492
(3) ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่ ผู้รับเงิน
บำนาญ  ผู้รับเงินเบี้ยยังชีพตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย  หรือกรุงเทพมหานคร  ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น จัดให้เป็นประจำ

2.ให้ผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามข้างต้นยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้ สูงอายุด้วยตนเองต่อผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนเองมี
ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2552  จนถึงวันที่ 15  มีนาคม 2552 ในวัน เวลา และสถานที่ที่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นกำหนด พร้อมหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อมสำเนา
(2) สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา  สำหรับในกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยัง  ชีพผู้สูงอายุผ่าน
ธนาคารในกรณีมีความจำเป็นไม่สามารถมาลงทะเบียนได้ตามวรรค หนึ่ง ผู้สูงอายุอาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่น
คำขอรับเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทน

3.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานของผู้สูงอายุ ที่ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากข้อมูลทางทะเบียน
ราษฎรแล้วให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ณ ที่ทำ
การองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานที่อื่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ กำหนด ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552  สำหรับ
เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลให้จัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ให้   อำเภอและจังหวัดทราบตาม
ลำดับ และให้จังหวัดรวบรวมส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบต่อไป

4. การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามระเบียบนี้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ 1 ครั้ง ใน
อัตราเดือนละ 500 บาท ดังนี้
(1) จ่ายเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
(2) จ่ายเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบุคคลที่ได้รับมอบหมายจาก ผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นลาย
ลักษณ์อักษร

5.ผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบนี้ มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป
และให้สิทธิของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ถึงแก่กรรม
(2) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๕
(3) แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีสิทธิได้รับเงิน
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่


ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก  มติชนออนไลน์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์, 2552, 10:37:08 »

ดีใจด้วยนะครับที่พี่มลมีรายได้เพิ่มอีกเดือนละ 500
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

dacho
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 17 มกราคม, 2553, 21:59:44 »

อยากจะทราบเกี่ยวกับลูกจ้างของรัฐที่เกษียณอายุในปี 2552 หรือผู้ที่เกิดปี พ.ศ.2491 มีสิทธ์ได้รับ เบี้ยผู้สูงอายุหรือไม่ ถ้ารับจะต้องคืนหรือไม่ และถ้ารับใครเป็นผู้รับผิดชอบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 17 มกราคม, 2553, 22:10:37 »

ในปี 2552 ครม อภิสิทธิ์ อนุมัติ งบประมาณไว้แล้วนี่ครับ ตามข่าวนี้

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม อนุมัติรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 115,000 ล้านบาท รายละเอียดดังนี้

1.โครงการการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชนและบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ต่ำ ประกอบด้วยผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จำนวน 8,009,200 ราย และข้าราชการ ลูกจ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล จำนวน 1,476,623 ราย โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือค่าครองชีพให้รายละ 2,000 บาท


2.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน
เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเกี่ยวกับการเดินทางและการใช้บริการด้านสาธารณูปโภคที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา ที่ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นจำนวนมาก จึงสมควรดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน โดยปรับมาตรการเดิมให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ และอยู่บนหลักการของการใช้และบริโภคอย่างประหยัด เช่น ปรับจำนวนการใช้น้ำประปาลงเหลือ 30 ลูกบาศก์เมตร/เดือน และการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย/เดือน เป็นต้น

3.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการบริการทางการเกษตร รวมทั้งขยายระบบการกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีน้ำสำหรับการเกษตร และการอุปโภคบริโภค

4.โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้าน
เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นชนบท สามารถเดินทางและขนส่งผลิตผลทางการเกษตรได้ตลอดฤดูกาลด้วยความสะดวกและปลอดภัย รวมทั้งช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากฝุ่นละออง กระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนก่อสร้างทางประมาณ 490 กิโลเมตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

5.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
เพื่อให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพ มีราคาที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสมและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ภายใต้ โครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพŽ รวมทั้งจ้างบัณฑิตเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

6.โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยรัฐบาลจึงมีโครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว โดยการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ปรับปรุงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ 18 แห่ง พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชน 160,000 คน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้เข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น

7.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารการจัดการน้ำโดยเน้นการฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำในระดับชุมชน ช่วยลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร
8.โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี
จัดตั้งงบฯเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ

9.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ
เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและแก้ไขฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ ในมิติด้านเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว และการมีนิติรัฐในลักษณะบูรณาการ เพื่อสร้างความมั่นใจจากประเทศคู่ค้า นักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับคืนมาลงทุนและท่องเที่ยวในประเทศโดยเร็ว

10.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง และขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็ก เยาวชนอย่างทั่วถึงและเสมอภาค รัฐบาลจึงเพิ่มการสนับสนุนปัจจัยด้านการศึกษาในลักษณะให้เปล่าเพิ่มเติมเดิม ได้แก่ อุปกรณ์/หนังสือเรียน ชุดนักเรียน และการพัฒนาโรงเรียน ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย รวม 15 ปี ให้กับโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและสังกัดหน่วยงานอื่น ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โรงเรียน ตชด.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และเมืองพัทยา

11.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
เพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทั่วถึง และมุ่งขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านและชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เดิมให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยจะจัดสรรงบประมาณตามขนาดของประชากรให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนจะได้รับเงินเป็น 2 เท่าของที่ได้รับจากโครงการเดิม

12.โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ
เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพหรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ จึงได้จัดเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน ที่แสดงความจำนงโดยขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการสงเคราะห์ อีก 3,000,000 คน


13.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน
เพื่อรองรับปัญหาแรงงานว่างงานจากภาคอุตสาหกรรมและนักศึกษาที่จบใหม่ โดยจัดฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานตามกลุ่มความถนัด ศักยภาพและรองรับแรงงานกลับสู่ภูมิลำเนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่วิสากิจและธุรกิจชุมชน กำหนดเป้าหมาย 240,000 คน

14.โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เชิงรุก
เพื่อส่งเสริมบทบาท อสม. ทั่วประเทศให้ปฏิบัติการเชิงรุก ในการปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่นและชุมชน การดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป่วย และเฝ้าระวังโรคในชุมชน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจของ อสม. ทั่วประเทศ 834,075 คน

15.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีข้าราชการตำรวจที่ยังขาดแคลนที่พักอาศัย 32,530 หน่วย จึงจัดสรรงบฯก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยให้ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ขาดแคลน 532 แห่ง แห่งละ 3.4 ล้านบาท

16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย
เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ โดยปรับปรุงพื้นที่อาคารสถานีอนามัยทั่วประเทศ 2,609 แห่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถมาเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในชุมชน

17.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
เพื่อสำรองไว้สำหรับจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น

18.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง
เพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้วตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 มาตรา 7 (1) รายการเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และรายการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

ข้อที่ 1 กับข้อที่ 12 น่าจะเข้าข่ายของการอนุมัติ งบประมาณตรงนี้นะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 17 มกราคม, 2553, 22:20:14 »

แต่หลักการทั้งหมดต้องตามนี้ด้วยนะครับ

มติที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๙ ก.พ. ๕๒ ให้
ออกระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๒
โดยออกระเบียบฯ ให้แล้วเสร็จในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีสาระสำคัญ ดังนี้

คุณสมบัติผู้มีสิทธิ
ผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) อายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
(๓) ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ ผู้รับเงินเบี้ยยังชีพตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานคร ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ

หลักเกณฑ์/หลักฐาน

(๑) บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย
พร้อมสำเนา

(๒) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ในกรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์
ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผ่านธนาคาร

(๓) ในกรณีที่ผู้มีคุณสมบัติมีความจำเป็นที่ไม่สามารถมายื่นคำขอฯได้ ผู้สูงอายุ
สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอแทนได้

(๔) ต้องยื่นคำขอฯรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

สถานที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน
(๑) ภูมิภาคยื่นคำขอขึ้นทะเบียนที่เทศบาล/อบต. ที่ตนเองมีชื่อตามทะเบียนบ้าน
(๒) ในกรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานเขต ที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ ๕๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ เป็นต้นไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

nanthaporn
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 30 มิถุนายน, 2554, 19:03:54 »

สงสัยว่าก่อนหน้านี้ทะเบียนบ้านติดสกลนครหลังจากนั้นย้ายมานนทบุรีเมื่อ พ.ค. 53 และได้ยื่นเรื่องที่ อบต.บ้านใหม่ (บ้านดวงแก้ว) อ.ปากเกร็ด เรียบร้อย แต่ระจนกระทั่ง วันนี้วันที่ 30 มิ.ย.54 ยังไม่มีเงินเข้าแม้แต่เดือนเดียว เป็นเพราะอะไร หรือมีสาเหตุอะไรที่เงินไม่เข้า และในกรณีีนี้เราจะต้องติดต่อที่ อบต.บ้านใหม่ ใช่หรือไม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: