Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กันยายน, 2561, 19:32:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานเซ็น  (อ่าน 18919 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
Po ke MoN
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 561
สมาชิกลำดับที่ 179
ลูกพ่อขุน


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์, 2552, 21:30:06 »

นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ

ท่านสาธุชนและท่านที่ยังคงปฏิญญาตัวเองว่า เป็นครูทั้งหลาย
 
วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ อาตมาอยากจะขอ ให้ท่านทั้งหลาย สนใจใน ความหมาย ของ วันอาทิตย์ ที่เกี่ยวกับ จริยธรรม; จึงอยากจะ เริ่มด้วยการ ขอร้อง ให้ท่าน ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย นึกถึง ข้อที่ว่า ชาวคริสเตียน ถือว่า การทำงาน ในวันอาทิตย์ นั้น เป็นบาป การเป็นบาป ก็ต้องตกนรก ถ้า มีการทำงาน ในวันอาทิตย์ ก็ หมายความว่า เป็นบาป ทีนี้ ลองคิดดูถึง พวกเรา; เราก็มีวันพระ ซึ่งมีความหมาย ตรงกับ คำว่า holiday; เลขานุการชุมนุม จัดให้ เรา ต้องมา ฟังการบรรยาย ซึ่งเป็นการทำงานวันอาทิตย์ นี่ใครจะรับผิดชอบ  ถ้ามีคนต้องตกนรก ขึ้นมาบ้าง เพราะถ้าหากว่า การฟังนี้ รู้สึกว่า เป็นการทำงาน คือ ต้องทนทำงาน วันนี้ก็เป็นการทำงาน สำหรับคนนั้น ก็เลยเป็นการ ทำงานวันอาทิตย์ แต่ถ้า การฟังนี้ ไม่ใช่รู้สึกว่า เป็นการทำงาน หรือ ทนทำงาน ก็เลยไม่บาป รอดตัวไปได้

เพราะฉะนั้น อาตมาเห็นว่า วันนี้ เราอย่าทำงานกันเลย อย่า ทำอะไร ชนิดที่เป็นการทำงาน หรือ ที่เรียกว่า work กันเลย มาเปิด โรงมหรสพ กันดีกว่า และก็จะเรียก โรงมหรสพ ของเราว่า spiritual theaatre คือ โรงมหรสพทางวิญญาณ สำหรับ มนุษย์สมัยปรมาณู หรือว่า เป็น โรงมหรสพ เพื่อจริยธรรม ก็สุดแต่จะเรียก

แต่ว่า มนุษย์สมัย ยุคปรมาณู นี้ มีอะไรรุนแรงกว่า มนุษย์ยุคที่แล้วมา และ ยุคปรมาณู นี้ ก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปี ฉะนั้น เราจะต้อง ปรับปรุง สิ่งที่เรียกว่า มหรสพของเรา ให้เหมาะสมกับ มนุษย์ในยุค ที่ก้าวหน้า พรวดพราด เป็นยุคปรมาณูนี้ด้วย และถ้า ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย สนใจให้ดี ถึงเรื่อง โรงมหรสพทางวิญญาณ นี้ ก็จะแก้ปัญหา หรือข้อสงสัย ที่อาตมาได้รับ มากที่สุด ปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหาที่ว่า จะทำให้เด็กๆ สนุกสนาน ต่อการศึกษา และการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร อาตมายืนยันว่า เราจำเป็นที่จะต้องมี มหรสพในทางวิญญาณ ฉะนั้น การบรรยาย ในวันนี้ ซึ่งเป็น วันอาทิตย์นี้ อาตมา จึงขอเปลี่ยนเรื่อง แทนที่จะบรรยาย ติดต่อ มาตามแนวเดิม วันนี้ ขอเป็นพิเศษ ให้เป็น เรื่อง มหรสพทางวิญญาณ ดังที่กล่าวแล้ว

คำว่า มหรสพทางวิญญาณ นี้ เราหมายความกันถึง การทำให้ได้รับ ความเพลิดเพลินในทางธรรมะ จะเป็นสถานที่ไหน โดยวิธีใด ก็เรียกว่า เป็นการบันเทิงในทางธรรม เป็น มหรสพในทางวิญญาณ ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเราพิจารณาดู จะเห็นได้ว่า มันยังมีผล มากไปกว่านั้นอีก คือไม่ใช่แต่เพียง บันเทิงเฉยๆ แต่มันเป็นไป เพื่อความก้าวหน้า ในทางจิตใจ ให้สูงขึ้นไป ตามทางธรรม เพื่อประโยชน์แก่จริยธรรม ฉะนั้น ขอให้ ครูบาอาจารย์ ช่วยกัน ระวังให้ดี สำหรับคำว่า holiday ถ้าเป็นวันอาทิตย์ สำหรับไปที่โรงหนัง หรือไปยิงนกตกปลา อย่างนี้จะถูกกับ ความหมายของคำว่า holiday หรือไม่ สำหรับคำว่า holiday นั้น ถ้าอยากจะทราบว่า มีความหมายอย่างไรละก็ ลองเปลี่ยนตัว ไอ ที่ แอล ให้เป็น วาย แล้วใส่ ไฮเฟ่น ตรงนั้น แล้วอ่านเป็น holy - day; holy แปลว่า อะไร ท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก คำว่า holy นั้น จะมีน้ำหนัก มาก น้อย สูง ต่ำ อย่างไร ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลายคงทราบดี พร้อมกันนั้น ก็ทราบได้ทันทีว่า holy-day ก็ตรงกับคำว่า วันพระ ของพุทธบริษัท เรา คำว่า holy หมายถึง สิ่งประเสริฐสูงสุด เช่นเดียวกับคำว่า วันพระ คำว่า "พระ" ของเรา ก็หมายถึง สิ่งประเสริฐสูงสุด เพราะฉะนั้น วันเช่น วันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวัน holiday นี้ จะต้องจัดจะต้องทำกันอย่างไร จะเห็นได้ทันทีว่า ไม่ควรจะ ทำให้เป็น วันยิงนกตกปลา หรือ วันไปเข้าโรงหนัง อย่างนั้นเป็นต้น ฉะนั้น เราช่วยกัน ทุกอย่าง ทุกทาง ให้วันพระของเรา เป็นวันพระจริงๆ ซึ่งจะยึดเอา วันอาทิตย์ หรือ จะเอาวัน สิบห้าค่ำ ก็สุดแท้แต่ ว่า ทุกคน จะต้องมีวันพระ แล้วแต่จะสะดวก ในวันไหน ในรอบเจ็ดวัน จะต้องมีวันพระ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ วันสิบห้าค่ำ ครั้งหนึ่ง นี่เป็นวันพระเต็มตัว เดี๋ยวนี้ ลองมองย้อนมาดู จิตใจของพวกเรา ครูบาอาจารย์ นี่ว่า ที่ต้องถูกเกณฑ์ มาในวันอาทิตย์ หรือ สมัครมา ด้วยความเต็มใจ ของตนเองก็ดีนี้ เรากำลังมา ทนทำงาน อยู่ที่นี่ หรือ เรากำลังบันเทิง เริงรื่น ในทางธรรม อยู่ที่นี่ นี่อาตมาเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย จึงขอนำมากล่าว และขอร้อง ให้สนใจที่จะเข้าใจ

อาตมา อยากจะกล่าวถึงกับว่า ถ้าเรามีสติปัญญาเพียงพอ ที่จะสร้าง มหรสพในทางวิญญาณ ขึ้นได้แล้ว ความรวนเร และความเสื่อมเสีย ทางจริยธณรมของเรา จะกลับ ร้ายกลายดีไปหมดเลย  อาการที่พึงปรารถนา ที่เป็น ความเสื่อมทราม ทางจริยธรรม ในสังคมนั้น จะหมายไปหมด ถ้าเราสามารถสร้าง spiritual theatre นี้ขึ้นได้ ขอให้สนใจสังเกตศึกษา ให้เป็นพิเศษ อย่าเห็น เป็นเรื่องครึ ปูย่า ตายาย ของเรา ท่านฉลาดมาก ที่ท่านมี โรงมหรสพทางวิญญาณ ของท่านได้จรีงๆ และก็สม่ำเสมอดีด้วย คือถึงวันพระก็ไปวัด มีอะไรๆ ที่วัดจน ตลอดวัน ตลอดคืน วันหนึ่ง คืนหนึ่งนี้ เต็มไปด้วย ความบันเทิง ในทางธรรมะ ท่านพอใจ ได้เท่ากับ ที่ลูกหลานสมัยนี้ จะไปโรงหนัง ถ้าเราวัดความพอใจได้ ความพอใจนี้ จะเท่ากัน ทีนี้ ผลพลอยได้ อย่างอื่น นั้นมีอยู่ว่า ที่ไหน จูงวิญญาณไปในทางต่ำ ที่ไหน จูงวิญญาณไปในทางสูง ที่ไหนหมดเปลืองมาก ที่ไหนหมดเปลืองน้อย ดังนี้ ฉะนั้น ถ้าคนเราทุกคน สามารถหาความบันเทิง ในทางธรรมะ ได้อย่างนี้แล้ว มันจะประหยัด แม้กระทั่ง ในทางเศรษฐกิจ เป็นอย่างยิ่ง และ ได้รับ ความบันเทิง ในทางธรรมะ มีจิตใจอิ่มเอิบ อยู่ด้วยธรรมะ มีร่างกายสดชื่น ใจแจ่มใส เพราะเหตุที่ จิตใจบันเทิง อยู่ในทางธรรมะ เพราะฉะนั้น ที่ไหนให้ผลอย่างนี้ ที่นั่นเป็น โรงมหรสพ ในทางวิญญาณ ไปหมด ทีนี้ คนหนุ่ม คนสาว จะมีวิถีทาง ทำได้อย่างไร ก็น่าจะต้องคิดดู

ถ้าเราจะมอง ให้สูงขึ้นไป ถึงพวกโยคี มุนี ฤาษี อะไรเหล่านี้ การบันเทิงในทางธรรมะ ของท่านเหล่านั้น ก็คือ ความสุขที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งมีรสเยือกเย็น แสนที่จะเย็น ชื่นใจ แสนที่จะชื่นใจ ฉะนั้น ท่านจึงอยู่ได้ ด้วยความรื่นเริง บันเทิง อย่างบทกลอน ที่คนสมัยนี้ อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ มีอยู่ว่า

"เข้าฌาน นานนับเดือน ไม่เขยื้อน เคลื่อนกายา     จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ดังนี้

กินวาตา หมายถึง กินลม ของให้ท่านเข้าใจว่า กินวาตา คือกินลม เป็นอาหาร แต่ก็ยังเป็นผาสุก ทุกคืนวัน นี้เรียกว่า เป็น "มหรสพในทางวิญญาณ" ของท่านเหล่านั้น อย่างเต็มที่ มีเสน่ห์ดึงดูด คนเหล่านั้นติดแน่น เหมือนกับ เสน่ห์ในโรงหนัง ดึงดูด คนบางคน สมัยนี้ ที่ต้องไป ทุกโปรแกรม อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความบันเทิงนั้น ไม่จำเป็น จะต้องมีรูปร่าง หรือที่มา เหมือนกันไปหมด มันจะมาจากอะไรก็ได้ เราจะต้องรู้จัก วิธีที่จะ ทำให้มัน เป็นสิ่งที่แท้จริง มีประโยชน์ และไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก ถ้าหากว่า เราสามารถ จะจัดความบันเทิง ในรูปนี้ ให้แก่เด็กๆ ได้ หรือแก่คนหนุ่มสาวได้ เขาก็จะพอใจ ในทางธรรมะ ยิ่งขึ้นกว่า ที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น จึงขอร้องให้สนใจ เราอาจจะ ดัดแปลงศิลปกรรม วรรณกรรม อะไรต่างๆ เหล่านี้ ให้เป็นรูปอื่น ซึ่งให้ความบันเทิง ในทางธรรมะ ด้วยก็ได้ เราอาจจะฉายภาพยนต์ ฉาย slide ซึ่งให้วิชาความรู้ ในทางธรรม และบันเทิงธรรมะ พร้อมกัน ไปในตัวก็ได้ ถ้าท่านผู้เป็น ประธานของชุมนุม อบรมนี้เห็นด้วย เราจะฉายสไลด์ ชนิดนั้น กันสักวันหนึ่ง ก็ได้ อาตมามีพร้อม และเป็นการ copy มาจากสมุดข่อยโบราณ ของปู่ย่า ตายาย เราจะเห็นได้ว่า ปู่ย่า ตายาย มีความฉลาดในเรื่องนี้อย่างไร หรือเราจะได้เห็น ทัศนศึกษา ของปู่ย่าตายาย ว่า วิเศษ หรือด้อยกว่า ของเราสักกี่มากน้อย ที่สามารถ บรรยายธรรมะ ตั้งแต่ต้น คือ แต่แรกที่ว่า คนเราเกิดมา ด้วยอะไร อย่างไร เกิดกิเลส อย่างไร เกิดความหลงอย่างไร เกิดความฉลาดอย่างไร และบำเพ็ญธรรม บรรลุฌาณไปตามลำดับ กระทั่ง บรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างไร อย่างนี้ ท่านสามารถ แสดงได้ด้วยภาพ ซึ่งถ้าดูในแง่ของศิลปะ มันก็เป็นศิลปะอย่างยิ่ง เพราะให้ความบันเทิง ตามแบบศิลปะได้ แม้ดูในทางธรรมะ ก็เป็น ธรรมะที่สมบูรณ์ อย่างยิ่ง จะดูเพื่อ ความเพลิดเพลิน ก็เป็นความเพลิดเพลินได้ นี่แหละ เรายังมีหลายอย่าง ที่ควรจะดัดแปลง แม้ที่สุดแต่ เพลงและดนตรี เพลงชนิด ๘๐% ที่กล่าวถึง ในวันก่อนนั้น เราสามารถ จะกันออกไปเสียได้ ด้วยบทเพลง ที่เป็น ศิลปะบริสุทธิ์ เป็นธรรมะบริสุทธิ์ ก็ได้ ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางอื่นก็ได้ รวมกันแล้ว ก็เป็น มหรสพในทางวิญญาณ ฉะนั้น อาตมาจึงขอ ชักชวน ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลายในวันนี้ ให้สนใจในเรื่องนี้ และวันนี้ ก็เลยถือโอกาส ทำการบรรยายของเรา ที่นี่ ให้กลายเป็น spritual theatre ไปด้วยการเล่านิทาน ซึ่งหมายความว่า อาตมา จะไม่ทำอะไรมากไปกว่า การเล่านิทาน สำหรับวันนี้ เพื่อความเป็น วันมหรสพ เพื่อความมีจิตว่าง จากการยึดมั่นถือมั่น ว่าตัว ว่าตน กันให้ได้ ให้สมกับที่วันนี้ เป็นวันพระ เป็นวัน holiday หรืออะไรทำนองนั้น

ท่านทั้งหลาย ควรจะทราบว่า ในวัน weekday คือวันที่ ไม่ใช่วันอาทิตย์นี้ เราจะต้องทำงาน วันอย่างนั้น เป็นโอกาสของ ซาตาน หรือกิเลส หรือ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ จะครอบงำเรา ได้ง่ายที่สุด เมื่อเราทำงานที่บ้านก็ดี ที่ออฟฟิศ ก็ดี ที่ไหน ก็ดี ซึ่งเราจะต้อง ติดต่อกับคนมาก และคนแต่ละคนนั้น ไม่ใช่เขาจะเป็นมิตรกับเราเสมอไป มันจึงมีอะไร ที่ทำให้เรา กลุ้มอกกลุ้มใจ เกิดความ เป็นตัวเป็นตน ขึ้นมา โดยไม่จำเป็น ที่จะต้องเกิด อย่างนี้ก็ยังมี และตลอดวันเหล่านั้น เราว้าวุ่นไปหมด เต็มไปด้วย วิตกกังวล อย่างที่เรียกสั้นๆ ว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ วลีนี้ ไม่ใช่ อาตมาว่าเอาเอง แต่เป็นพระพุทธภาษิต ในสูตรๆ หนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้า ท่านตรัสเป็นปริศนา ที่ต้องคิดนึกว่า "จอมปลวกจอมหนึ่ง กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" ดังนี้ แล้วก็ว่าเรื่อยไป ตลอดเรื่องของท่าน แต่อาตมาเอามาเฉพาะวลีที่ว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ"

จอมปลวกนี้ ก็คือ ร่างกายนี้ กลางคืนอัดควัน หมายความว่า มีการงานมาก มีธุระผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบก็มาก หรือ สมัครใจที่จะไปกังวลเอง ด้วยนิสัยเคยชินนั้ก็มาก ฉะนั้น กลางคืน จึงอัดควัน คือ ครุ่นคิดไปหมด ถ้าอายุมากหน่อย ก็ถึงกับนอนหลับยาก หรือ นอนหลับไม่ได้เลยก็มี นี่กลางคืนอัดคัน หมายความอย่างนี้ มันลุกไปทำอะไรที่ไหน ไม่ได้ ก็ต้องทน นอนก่ายหน้าผาก วิตกกังวล ครุ่นคิด เกินกว่าเหตุ ไปตามภาษา ของคนที่ยึดมั่นถือมั่น พอถึง กลางวันเป็นไฟ ก็หมายความว่า ออกจากบ้าน เป็นฟืนเป็นไฟ ไปทีเดียว ทำการทำงาน อย่างนั้น อย่างนี้ ที่นั่นที่นี่ เป็นไฟไปกว่าจะค่ำอีก ลักษณะที่ กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟนี้ มันมีแก่เราทุกคน จริงหรือไม่ ขอให้ลองสนใจ มันมีแววตา แห่งนรก หรือ มีนรก ส่ออยู่ในแววตา ใช่หรือไม่ ก็ลองพิจารณาดู ลักษณะที่ว่า กลางคืน อัดควันกลางวันเป็นไฟ ฉะนั้น ถ้าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดเลย มันจะเป็นอย่างไรบ้าง การที่ว่า ๗ วัน หยุดเสีย สักวันหนึ่งนั้น มันเป็น สวัสดิมงคล แก่คนนั้นเอง ฉะนั้น ถ้าใครขืนไปลบล้างมัน คือไป ทำงานอย่างเดียว ในวันนั้น เสียอีก ปรับให้เป็นบาป และ ตกนรก อย่างนี้ก็ดีแล้ว ท่านทั้งหลาย ก็คงจะเห็นด้วยว่า คำกล่าวนั้นถูกต้อง ในการที่ว่า บุคคลนั้น เป็นคนที่ไม่มี วันพระ เสียเลย ช่างกระไร เขาเป็นคนที่ ไม่มีวันพระ เสียเลยทั้ง ๗ วัน เมื่อ ๗ วัน ไม่มีวันพระ ก็เท่ากับทุกสัปดาห์ หรือ เกือบตลอดชีวิต เป็นคนที่ไม่มีวันพระ เสียเลย นี่แหละ เป็นเหตุให้ เราระลึกถึง วันพระ หรือวัน holiday กันบ้าง แล้วมาเล่านิทาน เล่นสนุกๆ กันดีกว่า

นิทานชุดหนึ่ง เป็นนิทานของพวก พุทธศาสนา นิกาย ธฺนายะ หรือ ที่เราเรียกกัน ตามภาษาญี่ปุ่น ว่า นิกายเซ็น พวกนี้ ชอบการคิด ชอบการคิดเอง มากกว่า การไปถามคนอื่น ให้บอกเล่าไปตรงๆ เขาชอบการคิด ของเขาเอง เขาจึงบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ในลักษณะ ที่เป็นปริศนา ทั้งนั้น มันมีหนังสือ อยู่เล่มหนึ่ง บรรจุนิทานเหล่านี้ไว้ตั้ง สองสามร้อยเรื่อง เรื่องละ นาทีสองนาที เป็นส่วนมาก ซึ่งอาตมา จะเลือกเอามา สัก ๙ เรื่อง ๑๐ เรื่อง เท่าที่เวลาอำนวย มาเล่าให้ท่านฟัง.


น้ำชาล้นถ้วย
นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ

เรื่องที่หนึ่ง ซึ่งไม่อยากจะเว้นเสีย ทั้งที่ เคยเอ่ยถึงแล้ว วันก่อน คือ เรื่อง น้ำชาล้นถ้วย คือว่า อาจารย์ แห่งนิกายเซ็น ชื่อ น่ำอิน เป็น ผู้มีชื่อเสียง ทั่วประเทศ และ โปรเฟสเซอร์ คนหนึ่ง เป็น โปรเฟสเซอร์ ที่มีชื่อเสียง ทั่วประเทศ ไปหา อาจารย์น่ำอิน เพื่อขอศึกษา พระพุทธศาสนา อย่างเซ็น ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์ น่ำอิน ได้รินน้ำชา ลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก โปรเฟสเซอร์ มองดูด้วยความฉงน ทนดูไม่ได้ ก็พูดโพล่งออกไปว่า "ท่านจะใส่มัน ลงไปได้อย่างไร" ประโยคนี้ มันก็แสดงว่า โมโห ท่านอาจารย์ น่ำอิน จึงตอบว่า" ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะใส่อะไร ลงไปได้อย่างไร เพราะท่านเต็มอยู่ด้วย opinions และ speculations ของท่านเอง" คือว่า เต็มไปด้วยความคิด ความเห็น ตามความ ยึดมั่นถือมั่น ของท่านเอง และมีวิธีคิดนึก คำนวณ ตามแบบ ของท่านเอง สองอย่างนี้แหละ มันทำให้เข้าใจ พุทธศาสนาอย่างเซ็น ไม่ได้ เรียกว่า ถ้วยชามันล้น

ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะเตือนสติเด็กของเราให้รู้สึกนึกคิด เรื่องอะไรล้น อะไรไม่ล้น ได้อย่างไร ขอให้ช่วยกันหาหนทาง ในครั้งโบราณ ในอรรถกถา ได้เคย กระแหนะกระแหน ถึง พวกพราหมณ์ ที่เป็น ทิศาปาโมกข์ ต้องเอาเหล็กมาตี เป็นเข็มขัด คาดท้องไว้ เนื่องด้วย กลัวท้องจะแตก เพราะวิชาล้น นี้จะเป็นเรื่อง ที่มีความหมายอย่างไร ก็ลองคิดดู พวกเรา อาจล้น หรือ อัดอยู่ด้วยวิชาทำนองนั้น จนอะไรใส่ ลงไปอีกไม่ได้ หรือ ความล้นนั้น มันออกมา อาละวาด เอาบุคคลอื่น อยู่บ่อยๆ บ้างกระมัง แต่เราคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ล้น นั้น คงจะเป็นส่วน ที่ใช้ไม่ได้ จะจริงหรือไม่ ก็ลองคิด ส่วนใดที่เป็นส่วนที่ล้น ก็คงเป็น ส่วนที่ใช้ไม่ได้ ส่วนที่ร่างกาย รับเอาไว้ได้ ก็คงเป็น ส่วนที่มีประโยชน์ ฉะนั้น จริยธรรมแท้ๆ ไม่มีวันจะล้น โปรดนึกดูว่า จริยธรรม หรือ ธรรมะแท้ๆ นั้น มีอาการล้นได้ไหม ถ้าล้นไม่ได้ ก็หมายความว่า สิ่งที่ล้นนั้น มันก็ไม่ใช่จริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะ ล้นออกไป เสียให้หมด ก็ดีเหมือนกัน หรือ ถ้าจะพูดอย่างลึก เป็นธรรมะลึก ก็ว่า จิตแท้ๆ ไม่มีวันล้น อ้ายที่ล้นนั้น มันเป็นของปรุงแต่งจิต ไม่ใช่ตัวจิตแท้ มันล้นได้มากมาย แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังไม่รู้ว่า จิตแท้คืออะไร อะไรควรเป็น จิตแท้ และอะไรเป็นสิ่ง ที่ไม่ใช่จิตแท้ คือ เป็นเพียง ความคิดปรุงแต่ง ซึ่งจะล้นไหลไปเรื่อย นี่แหละ รีบค้นหาให้พบ สิ่งที่เรียกว่า จิตจริงๆ กันเสียสักที ก็ดูเหมือนจะดี

ในที่สุด ท่านจะพบตัวธรรมะอย่างสูง ที่ควรแก่นามที่จะเรียกว่า จิตแท้ หรือ จิตเดิมแท้ ซึ่งข้อนั้น ได้แก่ ภาวะแห่งความว่าง จิตที่ประกอบด้วย สภาวะแห่งความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" นั้นแหละ คือ จิตแท้ ถ้าว่างแล้ว มันจะเอาอะไรล้น นี่เพราะเนื่องจากไม่รู้จักว่า อะไรเป็นอะไร จึงบ่นกันแต่เรื่องล้น การศึกษาก็ถูกบ่นว่า ล้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือ ที่พูดว่า ศาสนานี้ เป็นส่วนที่ล้น จริยธรรมเป็นส่วนล้น คือส่วนที่เกิน คือ เกินต้องการ ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ไม่ต้องเอามาสนใจ เขาคิดว่า เขาไม่ต้อง เกี่ยวกับศาสนา หรือธรรมะเลย เขาก็เกิดมาได้ พ่อแม่ก็มีเงินให้ เขาใช้ให้เขาเล่าเรียน เรียนเสร็จแล้ว ก็ทำราชการ เป็นใหญ่เป็นโต ได้โดยไม่ต้อง มีความเกี่ยวข้อง กับศาสนาเลย ฉะนั้น เขาเขี่ยศาสนา หรือ ธรรมะ ออกไปในฐานะ เป็นส่วนล้น คือ ไม่จำเป็น นี่แหละ เขาจัดส่วนล้น ให้แก่ศาสนาอย่างนี้ คนชนิดนี้ จะต้องอยู่ ในลักษณะที่ ล้นเหมือน โปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่อาจารย์น่ำอิน จะต้อง รินน้ำชาใส่หน้า หรือ ว่ารินน้ำชาให้ดู โดยทำนองนี้ทั้งนั้น เขามีความเข้าใจผิดล้น ความเข้าใจถูกนั้นยังไม่เต็ม มันล้นออกมา ให้เห็น เป็นรูปของ มิจฉาทิฎฐิ เพราะเขาเห็นว่า เขามีอะไรๆ ของเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมะ เป็นจริยธรรมนี่ เข้าไม่จุ อีกต่อไป ขอจงคิดดูให้ดีเถอะว่า นี้แหละ คือ มูลเหตุที่ทำให้จริยธรรม รวนเร และ พังทลาย ถ้าเรามีหน้าที่ ที่จะต้องผดุงส่วนนี้แล้ว จะต้องสนใจเรื่องนี้


 

*********************

นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม
http://www.buddhadasa.com

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





มันไม่มีเหตุผล ที่เราจะรักใครบางคน.....ด้วยน้ำตา.....  Friends are like wine. The older the better.


Po ke MoN
คนบ้านเดียวกัน
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 561
สมาชิกลำดับที่ 179
ลูกพ่อขุน


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์, 2552, 21:43:47 »

                                 

นกที่บินหลงทาง

ที่ภูเขาต้าเยี่ยน มีพระรูปหนึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ท่านเป็นพระที่เทศน์เก่งมาก ท่านมักจะใช้สิ่งที่มีชีวิตรอบตัวสอดแทรกธรรมะ จากนั้นก็ใช้คำง่ายๆแต่งเป็นโศลก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อุบาสกท่านหนึ่งถามท่านว่า

? มีคนพูดกันว่า การบูชาใดๆต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวงในสากลโลก ก็ไม่เท่ากับการบูชาต่อผู้ที่ดำเนินตามทางแห่งมรรคเพียงคนเดียว ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นอย่างไร ? คนเดินตามทางเดินแห่งมรรคมีบุญกุศลใด ?

พระรูปนั้นพูดเป็นโศลก ว่า

? เพียงแค่มีเมฆหมอกมาบดบัง นกก็ยังหลงทางบินกลับรัง "

" เป็นเพราะว่ามีเมฆหมอกมาปิดทางกลับรังของนก นกจึงหาทางกลับรังไม่ถูก ถ้าเรามัวแต่บูชาพระพุทธองค์ จิตย่อมจดจ่อและยึดติดอยู่กับองค์พระ ทำให้ตัวเองกลับเดินหลงทาง ผู้ที่เดินตามทางแห่งมรรคย่อมทำให้จิตตัวเอง สะอาด และสว่างกลับมารู้จักตัวเอง จิตจึงไม่หลงทาง ?

อุบาสกคนนั้นถามต่อว่า โบสถ์วิหารเป็นดินแดนแห่งความสงบ
และสะอาด ทำไมถึงต้องตีกลองและเคาะ ? ปลาไม้ ?

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า

? เพื่อตีให้เสียงก้องกังวานไป เพื่อมิให้เหล่ามังกรนั่งคำนับ ?

วัดที่เงียบสงบต้องตีกลองและเคาะ ? ปลาไม้ ?มีความหมายที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้น ธรรมดาปลาอยู่ในน้ำ ไม่เคยปิดตา ดังนั้นการเคาะ ?ปลาไม้? จึงเป็นการแสดงถึงความขยันฝึกฝน ไม่เกียจคร้าน การตีกลองก็เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คน เลิกทำบาป และสร้างกุศล

อุบาสกท่านนั้นถามต่ออีกว่า

? เมื่อปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านก็ได้ ทำไมถึงต้องออกบวชอีก ?

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า

? นกยูงแม้จะมีปีกที่สวยงาม แต่ก็บินได้ไม่สูงเฉกเช่นนกอื่น ?

" การปฏิบัติธรรมที่บ้านเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อบวชแล้วย่อมจะตั้งมั่น และแน่วแน่กว่า ย่อมจะไปได้ไกลกว่า ?


 


http://www.dhammajak.net/zen/28.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


มันไม่มีเหตุผล ที่เราจะรักใครบางคน.....ด้วยน้ำตา.....  Friends are like wine. The older the better.


นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:50:45 »

เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก

เรื่อง เกี่ยวกับเซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ตามชื่อของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก" คือ หนังสือที่เอามา เล่านิทานให้ฟังนี้เอง ควรจะทราบ ถึงคำว่า เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ด้วยจะง่ายในการเข้าใจ เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก หมายความว่า ธรรมะ ชั้นที่เป็นเนื้อ เป็นกระดูก ยังไม่ถึง เยื่อในกระดูก ธรรมะชั้นลึกจริงๆ จัดเป็น ชั้นเยื่อในกระดูก นี่เราจะเล่ากัน แต่เรื่อง ชั้นเนื้อ และชั้นกระดูก หมายความว่า ในนั้นมันมี ชั้นเยื่อในกระดูก อีกทีหนึ่ง ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่ แค่เนื้อแค่กระดูก เหมือนที่ เราไม่เข้าถึง หัวใจ ของ พระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่ ซึ่งมันเป็น ชั้นเนื้อ ชั้นกระดูก ทั้งนั้น ไม่ใช่ ชั้นเยื่อในกระดูกเลย และเมื่อจะพูดกัน ถึงเรื่องนี้ เขาเล่า นิทาน ประวัติ ตอนหนึ่ง ของ ท่านโพธิธรรม คือ อาจารย์ ชาวอินเดีย ที่ไป ประเทศจีน ที่ไป ประดิษฐาน พระพุทธศาสนา นิกายธยานะ ลงไปใน ประเทศจีน ซึ่งต่อมา เรียกว่า นิกายเซ็น ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น หรือภาษาจีน เรียกว่า เสี่ยง

เมื่อท่านโพธิธรรม อยู่ในประเทศจีน นานถึง ๙ ปี ท่านก็อยากจะ กลับอินเดีย ทีนี้ไหนๆ จะกลับทั้งที อยากจะลอง สอบดูว่า บรรดาศิษย์ ต่างๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไร กี่มากน้อย ก็เลยเรียก มาประชุม ถามทำนอง เป็นการสอบไล่ว่า ธรรมะที่แท้จริง นั้นคืออะไร ข้อสอบ มีเพียงสั้นๆว่า "ธรรมะที่แท้จริง นั้นคืออะไร?"

ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ ที่เรียกว่า ศิษย์ชั้นมีปัญญา เฉียบแหลม ชื่อ ดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า "ที่อยู่ เหนือ การยอมรับ และ อยู่เหนือ การปฏิเสธ นั้นแหละ คือ ธรรมะ ที่แท้จริง" คำตอบอย่างนี้ ก็ถูกมากแล้ว ถ้า ผู้ใดฟัง ไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึงจัดตัวเองว่า เป็นผู้ที่ ยังไม่รู้ธรรมะได้เลย ไม่รู้ธรรมะ อะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จัก สิ่งที่เหนือ การยอมรับ และการปฏิเสธ

ท่านอาจารย์ ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้ หนัง ของฉันไป" นี้ หมายถึง หนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือ ชั้นหนังแท้ๆ เสร็จแล้ว คนนี้ นั่งลง

นางชีคนที่ชื่อ โซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า "สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้วเป็น เห็นหมด เห็นตลอดกาล นั่นแหละ คือธรรมะแท้จริง"

ท่านอาจารย์ ก็บอกว่า " เอ้า! ถูก! แกได้ เนื้อ ของฉันไป" คือมัน ถูกกว่า คนทีแรก จึงได้เนื้อไป แล้วเขาก็นั่งลง

คนที่สาม ยืนขึ้น ตอบว่า "ที่ไม่มีอะไรเลย นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เขาใช้คำว่า ไม่มีอะไรเลย เท่านั้น แต่เรา ขยายความ ออกไป ก็ได้ว่า ไม่มีอะไร ที่ถือ เป็นตัวตน เลย นั่นแหละ คือธรรมะแท้จริง

อาจารย์ ก็บอกว่า "ถูก! แกได้ กระดูก ของฉันไป" คือ ลึกถึง ชั้นกระดูก

ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฎิ ชื่อ เอก้า ยืนขึ้น หุบปากนิ่ง แล้วยัง เม้มลึก เข้าไป ซึ่งแสดงว่า นิ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดงแก่อาจารย์ว่า นี่แหละ คือ ธรรมะ การที่ต้อง หุบปาก อย่างนี้แหละ คือธรรมะ อาจารย์ ก็ว่า "เออ! แกได้ เยื่อในกระดูก ของฉันไป"

นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร บรรดา ครูอาจารย์ ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่มี สติปัญญา ได้ศึกษา เล่าเรียน มามาก จงลองคิดดู คำตอบที่ว่า อยู่เหนือ การยอมรับ และปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่า คนอื่น ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นทีเดียวแล้ว เห็นหมด และ เห็นตลอดกาล ด้วย นี่ยังถูกกว่า แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่งถูกไปกว่าอีก แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็น คำพูด ไม่ได้ จนถึงหุบปากนิ่งนี้ ยิ่งถูกกว่าไปอีก นี่แหละ พวกเรามี สติปัญญา ละเอียด สุขุม แยบคาย มีความสำรวม ระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่า ไม่หวั่นไหว และเข้าใจ เรื่องไม่หวั่นไหว หรือไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมัน เป็นอย่างนั้น คนที่รู้ อะไรจริงๆ แล้ว จะไม่พูดอะไรเลย เพราะรู้ซึ้ง ถึงขนาดที่อยู่ เหนือวิสัย ของการบรรยาย ด้วยคำพูด อย่างที่ เล่าจื้อ ว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูด นั้นไม่ใช่ คนรู้" นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริงๆ นั้น มันพูดไม่ได้ ถึงแม้ ที่อาตมา กำลังพูด อยู่นี่ ก็เหมือนกัน ยังไม่ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็น ธรรมะที่พูดได้ เอามาพูดได้ ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจ ซึมซาบ ในความจริง หรือ ในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่านรู้สึกว่า ท่านไม่อาจ บรรยาย ความรู้สึก อันนั้น ออกมา ให้ผู้อื่นฟัง ได้จริงๆ บ้างไหม? ถ้าเคย ก็แปลว่า ท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูด เป็นคำพูด ไม่ได้

ธรรมะจริง มันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วย อาการ หุบปาก แต่ขอให้ถือว่า เรากำลังพูดกัน ถึงเรื่องวิธี หรือ หนทาง ที่จะเข้าถึงธรรมะจริง ก็แล้วกัน แต่ว่า เมื่อเข้าถึงธรรมะจริง แล้ว มันเป็นเรื่อง ที่จะต้อง หุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ จะต้องถึงเข้า ข้างหน้า เป็นแน่นอน ไม่มี ครูบาอาจารย์ คนไหน จะมีอายุเท่านี้ อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่า คนแก่ เห็นโลก ในด้านลึก เห็นชีวิต ด้านลึก โดยสิ้นเชิง เป็นแน่ ฉะนั้นจึงควร เตรียมตัว ที่จะเข้าถึง แนวของ ธรรมะ เสียแต่ป่านนี้ จะไม่ขาดทุน และก็ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องเศร้า หรือ เป็นเรื่องน่าเบื่อ จนเกินไป

ในที่สุด เราจะต้องมานึกกัน ถึงเรื่อง เปลือก และ เนื้อ บ้าง นิทาน ทั้งหลายนั้น มันเหมือนเปลือก ส่วน spirit ของนิทานนั้น เหมือนกับเนื้อใน แต่ว่า เปลือกกับเนื้อ จะต้องไปด้วยกัน ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย อย่าได้เกลียด เปลือก และ อย่า ได้ยึดมั่น ถือมั่น เอาแต่เนื้อ มันจะเน่าไปหมด ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเนื้อไม่มีเปลือก มันจะเน่า จะต้องเป็นเนื้อที่เน่า เนื้อที่มีเปลือก เท่านั้น ที่จะไม่เน่า เหมือนอย่างผลไม้ ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อมันจะอยู่ได้อย่างไร จะเป็นมังคุด ทุเรียนอะไรก็ตาม ถ้ามันไม่มีเปลือก ของมัน เนื้อของมันจะอยู่ได้อย่างไร จะสำเร็จประโยชน์ ในการบริโภคของเราได้อย่างไร ทั้งที่เราต้องการบริโภคเนื้อ เปลือกของมัน ก็ต้องมี หรือว่า การที่ผลไม้มันจะออกมาจากต้น มีดอกแล้ว จะเป็นลูก มันยังต้อง เอาเปลือกออกก่อน เพื่อให้เนื้อ อาศัยอยู่ในเปลือก แล้วเจริญขึ้น ถ้าไม่มีเปลือก ส่งเนื้อ ออกมาก่อน มันก็เป็นต้นไม้ ที่โง่อย่างยิ่ง คือ มันจะเป็นผลไม้ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเยื่อนั้น จะต้องเป็นอันตราย ไปด้วย แสงแดด ด้วยลม ด้วยอะไรต่างๆ หรือ มดแมลง อะไรก็ตาม ฉะนั้น มันต้องมีเปลือก ที่แน่นหนา เกิดขึ้นก่อน เนื้อเจริญขึ้น ในนั้น ก็เป็นผลไม้ ที่เติบโต แก่ สุก บริโภคได้ นั่นคือ คุณค่าของเปลือก มองดูอีกแง่หนึ่ง มันก็ยิ่งกว่าเนื้อ มันมีค่า มากกว่า เนื้อก็ได้ เพราะ มันทำให้ เนื้อ เกิดขึ้นได้ สำเร็จประโยชน์ แต่เราก็ ไม่มีใคร กินเปลือก เพราะ ต้องการจะ กินเนื้อ ฉะนั้น เราจะต้องจัด เปลือก และ เนื้อให้ กลมกลืน กันไป

นิทานอิสป หรือ นิทานอะไรก็ตาม ตัวนิทาน มันเหมือนกันกับ เปลือก ที่จะรักษา เนื้อใน ไว้ ให้คงอยู่ มาจนถึงบัดนี้ได้ ถ้าไม่ใส่ไว้ ในนิทานแล้ว ความคิดอันลึกล้ำ ของอิสป อาจจะไม่มาถึงเรา มันสูญเสีย ก่อนนานแล้ว และ จะไม่มีใคร สามารถ รับช่วงความคิด นั้นมาถึงเรา เพราะว่า เขาไม่มี การขีด การเขียน ในสมัยนั้น หรือว่า เอาตัวอย่างกัน เดี๋ยวนี้ว่า ชนชาติเอสกิโม ทางแลปแลนด์ ทางขั้วโลกเหนือนั้น ก็ยังมีวัฒนธรรม หรืออะไรของเขา เล่าต่อกันมา เป็นพันๆปี ยังพูด ยังเล่า ยังสอนกันอยู่ ชนพวกนี้ ไม่มีหนังสือเลย เดี๋ยวนี้ก็ยัง ไม่มีหนังสือ พวกเอสกิโม อยู่ใน "อิกลู" หรือ กระท่อม ที่ทำขึ้นด้วย แท่งน้ำแข็ง แต่พอถึง เย็นค่ำลง ก็จุดตะเกียง เข้าใน กระท่อม แล้วคนที่แก่ ชั้นปู่ ก็นั่งลง เล่าสิ่งต่างๆ ที่ได้ยิน มาจาก บิดา จากปู่ จากทวด เด็กเล็กๆ ก็มา นั่งล้อม และ ฟัง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ จำด้วย ทำอย่างนี้ไป เรื่อยทุกวันๆ จนเด็กเหล่านี้ โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ เป็นบิดา เป็นปู่ ก็ยังเล่าต่อไปอีก ฉะนั้น จึงสืบสิ่งต่างๆ ไปได้เป็นพันๆ ปี แล้วก็อยู่ใน "เปลือก" คือนิทานทั้งนั้น เขาจะต้อง เล่าเป็นนิทาน อย่างนั้น ชื่อนั้น ที่นั่น อย่างนั้นๆ ทั้งนั้น นั่นแหละ คือ อานิสงฆ์ ของเปลือก. 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:52:31 »

เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม

 
เรื่องที่สอง เรื่อง เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม อาตมา ต้องขอใช้คำอย่างนี้ เพราะไม่ทราบว่า จะใช้คำอย่างไรดี ที่จะให้รวดเร็ว และสั้นๆ ท่านจะรู้สึกอย่างไร ก็ตามใจ ที่จะต้อง ใช้คำอย่างนี้ "เพชรที่หาพบจากโคลนในถิ่นสลัม" เรื่องนี้ก็เล่าว่า อาจารย แห่ง นิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ ของพระจักรพรรดิ แห่งประเทศญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์องค์นี้ ชอบเที่ยว ไปไหนคนเดียวโดดๆ อย่างนักบวชเร่ร่อน แบบปริพพชก ไม่ค่อยได้อยู่ กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่ง ท่านเดินทาง ไปยัง ตำบลอีโด เพื่อประโยชน์ อย่างใด อย่างหนึ่ง ของท่าน ที่จะมีแก่คนอื่น ท่านได้ผ่านตำบลๆ หนึ่ง เย็นวันนั้น ฝนก็ตกมา ท่านจึงเปียกปอน ไปหมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้า ทำด้วยฟาง เพราะ นักบวชนิกายเซ็น ใช้รองเท้าฟางถัก ทั้งนั้น เมื่อฝนตก ตลอดวัน รองเท้าก็ ขาดยุ่ย ไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่า จะมีอะไรที่ไหน จะแก้ปัญหา เหล่านี้ ได้บ้าง ก็พบกระท่อมน้อยๆ แห่งหนึ่ง ในถิ่นใกล้ๆ นั้น เห็นรองเท้าฟาง มีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อ สักคู่หนึ่ง เอาแห้งๆ มาใส่ เพื่อเดินทาง ต่อไป หญิงเจ้าของบ้านนั้น เขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ และเมื่อเห็นว่า เปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ ให้หยุดอยู่ก่อน เพราะ ฝนตกจนค่ำ ท่านก็เลยต้องพัก อยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำของร้อง ของหญิงเจ้าของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้าน เรียกเด็กๆ และญาติๆ มาสนทนาด้วยท่านอาจารย์; ท่านได้สังเกตเห็นว่า สกุลนี้ เป็นอยู่ ด้วยความข้นแค้น ที่สุด ก็เลยขอร้อง ให้บอกเล่าตรงๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า "สามีของดิฉัน เป็นนักการพนัน แล้วก็ดื่มจัด ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ดื่มมัน จนไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่น เล่นอีก เพิ่มหนี้สิน ให้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน หรือหลายวัน หลายคืน ก็ยังมี ดิฉันไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดี"

ท่านอาจารย์กูโด ว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่า นี่ ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยให้ซื้อเหล้าองุ่น มาให้เหยือกใหญ่ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไรๆ ที่ดีๆ ที่น่ากิน เอามาให้ เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางที่นี่ แล้วก็กลับไปทำงาน ตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ ตรงหน้า ที่บูชา ข้อนี้ หมายความว่า บ้านนั้น ก็มีหิ้งบูชาพระ เมื่อผู้ชายคนนั้น กลับมาบ้าน เวลาดึก เขาก็เมา เขาก็พูด ตามประสาคนเมา นี่คำนี้ จะแปลว่ายังไง Hey! wife; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย! มาบ้านแล้วโว้ย; มีอะไรกินบ้างโว้ย ตัวหนังสือ เขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ เหมือนๆกับ ในเมืองไทยเรา นี้เอง นี่ลองคิดดูว่า คนๆ นี้ จะเป็นอย่างไร ฉะนั้น กูโด ท่านอาจารย์ ที่นั่ง ที่หน้าหิ้งพระ ก็ออกรับหน้า บอกว่า ฉันได้มีทุกอย่าง สำหรับท่าน เผอิญ ฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่าน เขาขอร้องให้ฉันพัก ค้างฝน ที่นี่ตลอดคืนนี้ ฉันก็ควรจะมีส่วนตอบแทน ท่านบ้าง ฉะนั้น ขอให้ท่านบริโภค สิ่งเหล่านี้ ตามชอบใจ ชายคนนั้น ดีใจใหญ่ มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้งอาหารต่างๆ เขาก็ดื่มและรับประทาน จนนอนหลับไป ไม่รู้สึกตัว อยู่ตรงข้างๆ เข่าของท่านอาจารย์ กูโด ที่นั่งสมาธิ ตลอดคืนนั้น เหมือนกัน ทีนี้ พอตื่นขึ้นมา ตอนเข้า ชายคนนั้น ก็ลืมหมด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนนี้เขาเมาเต็มที่ และถามว่า ท่านเป็นใคร  และจะไปข้างไหน ท่านอาจารย์ ก็ตอบว่า อ๋อ! อาตมาคือ กูโด  แห่งนคร กโยโต(Kyoto  เกียวโต) กำลังจะไปธุระ ที่ตำบล อิโด ตามเรื่องที่ว่ามาแล้ว เมื่อกี้นี้ ถ้อยคำอย่างนี้ มันประหลาดที่ว่า บางครั้ง ก็มีอิทธิพล มากมาย คือว่า ชายคนนั้น ละอายจนเหลือที่จะรู้ว่า จะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดิน หนีไปที่ไหน ก็ทำไม่ไหว แทรกไปไม่ได้ มันละอาย ถึงขนาดอย่างนั้นแล้ว ก็ขอโทษขอโพย ขอแล้ว ขออีก จนไม่รู้จะขออย่างไร ต่ออาจารย์ ของพระจักรพรรดิ ซึ่งจับพลัดจับผลู เข้ามาอยู่ที่บ้านเขา ท่านกูโด ก็ยิ้มละไมอยู่เรื่อย แล้วก็พูดขึ้นช้าๆ บอกว่า "ทุกอย่างในชีวิตนี้ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแสไหลเชี่ยว ไปทีเดียว และทั้งชีวิตนี้ มันก็ สั้นเหลือเกินด้วย ถ้ายังเล่นการพนัน และดื่ม อยู่ดังนี้ ก็หมดเวลา ที่จะทำอะไรอื่น ให้เกิดขึ้น หรือ สำเร็จได้ นอกจาก ทำตัวเอง ให้เป็นทุกข์ แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัว พลอย ตกนรก ทั้งเป็น กันไปด้วย" ความรู้สึก อันนี้ ได้ประทับใจ นายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมา ในโลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมา จากความฝัน ในที่สุด ก็พูดกับท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้น มันถูกหมดเลย มันถูกอย่างยิ่ง ถ้าอย่างไร ก็ขอให้กระผม ได้สนอง พระคุณอาจารย์ ในคำสั่งสอน ที่ประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้น ของให้กระผม ออกติดตาม ท่านอาจารย์ ไปส่งท่านอาจารย์ ในการเดินทางนี้ สักระยะหนึ่ง ท่านอาจารย์กูโด ก็บอกว่า ตามใจ สองคน ก็ออกเดินทาง ไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า กลับเถอะ นายคนนี้ก็บอก ขออีกสัก ๕ ไมล์ อาจารย์ขยั้นขยอ ให้กลับอีก ว่าถึงคราวที่ต้องกลับแล้ว นายคนนั้น ก็บอกว่า ขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ ในที่สุดก็ต้องยอม พอถึง ๑๐ ไมล์ ท่านอาจารย์ ขยั้นขยอให้กลับ เขาก็ว่า ขอตลอดชีวิตของผมเถอะ นี่ก็เป็นอันว่า ไปกับท่านอาจารย์ ไปเป็น นักบวชแห่งนิกายเซ็น ซึ่งต่อมา ก็เป็น ปรมาจารย์พุทธศาสนา แห่งนิกายเซ็นในญี่ปุ่น นิกายเซ็นทุกสาขา ที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่น ในทุกวันนี้ ออกมาจาก อาจารย์องค์นี้ องค์เดียวเท่านั้น ล้วนแต่เป็น ลูกศิษย์ที่สืบมาจาก อาจารย์องค์นี้ องค์เดียว ท่านกลับตัว ชนิดที่เราเรียกกันว่า เพชรที่พบจากโคลนในถิ่นสลัม นี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองคิดดู ในประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีบางคน ก็มาจาก เด็กที่ขายเต้าหู้ หาบหนังสือพิมพ์ ก็เป็น นักเขียนหนังสือพิมพ์น้อยๆ สั้นๆ และเขื่องขึ้นๆ จนเป็นบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ที่มีชื่อเสียง และไปเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยหนึ่งในที่สุด นี่เราจะบอกเด็กๆ ตาดำๆ ของเราว่า สิ่งต่างๆ นั้นเปลี่ยนแปลง ได้ถึงอย่างนี้ กันสักทีจะได้ไหม เด็กๆ เขาจะมี ความรู้สึกอย่างไร ในฐานะของเขา เขาจะทำตัว ให้เป็นเหมือนกับ "เพชรที่พบในโคลนจากถิ่นสลัม" ได้อย่างไร โดยมาก เขามักจะขายตนเอง เสียถูกๆ จนเป็นเหตุให้ เขา วกไปหา ความสุข ทางเนื้อทางหนัง ต่ำๆ เตี้ยๆ ไม่น่าดูนั้น ก็เพราะว่า เขาเป็นคน ที่ไม่เคารพตัวเอง ท้อถอย ต่อการที่จะคิดว่า มันจะเป็นได้มากอย่างนี้

พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังตรัสว่า เกิดมาเป็นคน นี่ ไม่ควรให้ตัวเอง "อตฺตานํ น ทเทยฺยโปโส" แปลว่า เป็นลูกผู้ชาย เป็นบุรุษ ไม่ควรให้ซึ่งตน ให้ซึ่งตน นี้ หมายความว่า  ยกตนให้เสียแก่กิเลส หรือ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้คิด ที่จะมีอะไร ที่ใหญ่โตมั่นคง ที่จะเป็นนั่น เป็นนี่ ให้จริงจังได้ ข้อนี้ เรียกว่า เราควรจะถือ เป็นหลักจริยธรรม ข้อหนึ่งด้วย เหมือนกัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:53:17 »

อย่างนั้นหรือ

นิทานที่ สาม ชื่อเรื่อง "Is that so?" ท่านลองแปลเอาเองว่า อย่างไรมัน ก็คล้ายๆ กับว่า "อย่างนั้นหรือ?" นิทานที่สามนี้ เล่าว่า ณ สำนักเซ็น ของอาจารย์ เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลื่องลือมาก เป็นเหมือนกับว่า เป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน ที่ร้านชำใกล้ๆ วัดนั้น มีหญิงสาวสวย คนหนึ่ง เป็นลูกเจ้าของร้าน ทีนี้ โดยกะทันหัน ปรากฏว่า มีครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่เขา พยายาม ขยั้นขยอ ถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อ ถูกบีบคั้น หนักเข้า ก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน เมื่อหญิงสาวคนนั้น ระบุ อาจารย์เฮ็กกูอิน เป็นบิดาของเด็ก ที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ ไปที่วัด แล้วก็ไปด่า ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหาร ของคนที่โกรธที่สุด ที่จะด่าได้อย่างไร ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า "Is that so?" คือ ว่า "อย่างนั้นหรือ" สองคนด่าจนเหนื่อย ไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า ก็กลับไปบ้านเอง ทีนี้ พวกชาวบ้าน ที่เคยเคารพนับถือ ก็พากันไปด่า ว่าเสียที ที่เคยนับถือ อย่างนั้น อย่างนี้ ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูด นอกจากว่า "Is that so?" พวกเด็กๆ ก็ยังพากันไปด่าว่า พระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ ที่จะด่าได้ ตามภาษาเด็ก ท่านก็ว่า "Is that so?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ บิดามารดาที่เป็นตายาย ของเด็ก ก็เอาเด็กไปทิ้งไว้ให้ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรือ อะไรก็สุดแท้ ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็กคนนี้" ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน ก็มีแต่ "Is that so?" ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานม หาอาหาร ของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคลบางคน ที่ยังเห็นอก เห็นใจ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน อยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้น ให้รอดชีวิต เติบโตอยู่ได้ ทีนี้ ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดา ของเด็ก เหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรก เข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ฉะนั้น วันหนึ่ง เขาจึงไปสารภาพ บอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดาที่แท้จริง ของเด็กนั้น คือ เจ้าหนุ่มร้านขายปลา ทีนี้ บิดามารดา ตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจ เหมือนกับ นรกเผาอยู่ข้างใน อีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษ ขอโพย ต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ขอแล้ว ขอเล่าๆ เท่าที่จะรู้สึกว่า เขามีความผิด มากอย่างไร ก็ขอกัน มากมาย อย่างนั้น ท่านก็ไม่มีอะไร นอกจาก Is that so? แล้วก็ขอ หลานคนนั้น คืนไป ต่อมา พวกชาวบ้าน ที่เคยไปด่า ท่านอาจารย์ ก็แห่กันไป ขอโทษอีก เพราะความจริง ปรากฏขึ้น เช่นนี้ ขอกันใหญ่ ไม่รู้กี่สิบคน ขอกันนานเท่าไร ท่านก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก Is that  so? อีกนั่นเอง เรื่องของเขาก็จบเท่านี้

นิทานเรื่องนี้ จะสอนว่าอย่างไร เราถือว่า นิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับ นิทานอิสป ในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร นั้นหรือ มันก็เหมือนกับ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต" "การไม่ถูนินทา ไม่มีในโลก" หรืออะไรทำนองนี้ แต่ท่านทั้งหลาย ลองเปรียบเทียบ ดูทีหรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ ของเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกกระทำ อย่างท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม คือจะ Is that so? คำเดียว อยู่ได้ไหม ถ้าได้ เรื่องนี้ ก็คงจะไม่เป็น อย่างที่กำลังเป็นอยู่ คือ คงจะไม่ถูกฟ้องว่า ตีเด็กเกินควร หรือ อะไรทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี อาตมาเคยเห็น ครูที่บ้านนอก ต้องไปพูด กันถึงโรงถึงศาลก็มี เพราะตีเด็กเกินควร เป็นต้น นี่คือ มันหวั่นไหว ต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่ง เด็กเล็กๆ ก็ทำให้โกรธได้ ที่เรื่องนิดเดียว ก็ยังโกรธได้นี่ เพราะว่า ไม่ยึดถือความจริง เป็นหลักอยู่ในใจ มันจึงไหวไปตามอารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมาก ล้วนแต่เป็นอารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่ เรื่องราวอะไรมากมาย มันไม่ใช่ เป็นไปตามเสียงส่วนมาก ที่ยืนยันว่า อันนั้น ต้องเป็นอันนั้นจริง ความจริง มันต้องเป็นความจริง ถ้าจะมีอุเบกขา ก็ควรจะมีอุเบกขาอย่างนี้ ไม่ใช่ อุเบกขาผิดอย่างอื่น ฉะนั้น เราควรจะฟังของเขาไว้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:53:49 »

ความเชื่อฟัง

 
 นิทานเรื่องที่สี่ เรียกว่า เรื่อง "ความเชื่อฟัง" ธฺยานาจารย์ ชื่อ เบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียง ในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ ในวงของ พวกนิกายเซ็น พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่น ก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่า ท่านไม่ได้เอา ถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือ ในพระไตรปิฎก มาพูด แต่ว่าคำพูด ทุกคำนั้น มันหลั่งไหล ออกมาจาก ความรู้สึกในใจ ของท่านเองแท้ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจ หรือชอบใจ แห่กันมาฟัง จนทำให้ วัดอื่น ร่อยหรอ คนฟัง เป็นเหตุให้ ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกาย นิชิเรน โกรธมาก คิดจะทำลายล้าง อาจารย์เบ็กกะอี คนนี้อยู่เสมอ วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้ กำลังแสดงธรรม อยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัด องค์นั้น ก็มาทีเดียว หยุดยืน อยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า เฮ้ย! อาจารย์เซ็น หยุด ประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตาม ที่เคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉัน เคารพเชื่อฟังท่านได้ เมื่อภิกษุอวดดี องค์นั้น ร้องท้า ไปตั้งแต่ ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร พระภิกษุนั้น ก็ก้าว พรวดพราด ขึ้นไป ด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคน เข้าไป ยืนหรา อยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้าย ดีกว่า พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ก็บอกอีกว่า อ๋อ! ถ้าจะพูดให้ถนัด ต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา ข้างขวา พระองค์นั้น ก็ผลุนมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทาง ผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทาย อยู่เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่านกำลัง เชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะ ที่ท่านเชื่อฟัง อย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้น ท่านจงนั่งลง ฟังเทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง

นิทานอิสปเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมฺมงฺคลมุตตมํ วาโต ก็เหมือนกะ สูบลมอัดเบ่งจนพอง ถ้า นิวาโต ก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง ข้อนี้ ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้ อย่างเดียว นั้นไม่พอ ยังต้องการ ไหวพริบ และ ปฏิภาณ อีกส่วนหนึ่ง พระองค์นี้ ก็เก่งกาจ ของ นิกายนิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ ที่แทบจะไม่รู้หนังสือ เช่นนี้ ซึ่งพูดอะไร ก็ไม่อาศัยหนังสือ เพราะบางที ก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time ฉลาดให้ทันเวลา โดยกระทันทัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญ เพียงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น อย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไป จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะควบคุมเด็ก ไม่อยู่ เราลองคิดดูซิว่า เด็กๆของเรา มีปฏิภาณเท่าไร เราเองมี ปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กัน ได้ไหม ลองเทียบไอคิว ในเรื่องนี้ กันดู ซึ่งเกี่ยวกับ ปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์เรา มีไอคิว ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็กๆ คือ เหนือเด็ก ห้าเท่าตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน ห้าเท่าตัว ของที่ควรจะได้รับ หรือว่าใครอยากจะเอา สักกี่เท่า ก็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถ สอนเด็ก ให้เข้าใจ เรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว นี่คือ ข้อที่จะต้อง อาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลัง ก็คงจะได้พูดกัน ถึงเรื่องนี้บ้าง.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:54:19 »

ถ้าจะรักก็จงรักอย่างเปิดเผย

 

นิทานเรื่องที่ ๕ เรื่อง "If love, love openly" ถ้าจะรัก ก็จงรักอย่างเปิดเผย. ในวัดนิกาย เซ็น อีกเหมือนกัน มีภิกษุ อยู่หลายสิบรูป และมี นักบวชผู้หญิง ที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย เอฉุ่น เป็นหญิง ที่สวยมาก แม้จะเอา ผมออก เสียแล้ว แม้จะใช้ เครื่องนุ่งห่ม ของนักบวช ที่ปอนมาก ก็ยังสวย อย่างยิ่ง อยู่นั่นเอง และทำความ วุ่นวาย ให้แก่ภิกษุทั้งหมด นั้นมาก แทบว่า จะไม่มีจิตใจ ที่จะสงบได้ ภิกษุองค์หนึ่ง ทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมาย ส่งไปถึง ขอร้อง ที่จะมีการพบ อย่าง private คือเป็นการขอพบ เฉพาะตัว เอฉุ่น ก็ไม่ตอบจดหมายนั้น อย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้น กำลังประชุม อบรมสั่งสอน กันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้าน จำนวนมาก รวมอยู่ด้วย พอสั่งสอน จบลง เอฉุ่น ก็ยืนขึ้น กล่าวถึง ภิกษุนั้นว่า ภิกษุที่เขียนจดหมาย ถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมา ข้างหน้า จากหมู่ภิกษุ เหล่านั้นเถิด ถ้ารักฉันมากจริงๆ ก็จงมากอดฉัน ที่ตรงนี้ แล้วนิทาน ของเขาก็จบ

นี่ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้ จะสอนว่ากระไร ก็หมายความว่า การสอน การอบรม ที่ตรงไปตรงมา ตามแบบ ของนิกายเซ็นนั้น กล้ามาก ทำให้คนเรา กล้าหาญมาก และไม่มีความลับ ที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปกปิด คือสามารถ ที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะ มีความจริง โดยไม่ถือว่า ความลับมีอยู่ในโลก นี้เราจะต้องเป็น ผู้ที่ปฏิญญาตัว อย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น ไม่มีความลับ ที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือน แม้ในการ ที่จะเรียกตัวเองว่า "ครู" อย่างนี้ เป็นต้น บางคนกระดาก หรือ ร้อนๆ หนาวๆ ที่ว่า จะถูกเรียกว่า ครู หรือ จะถูกขอร้อง ให้ยืนยัน ปฏิญญา ความเป็นครู นี้แสดงว่า ไม่เปิดเผยเพียงพอ ยังไม่กล้าหาญเพียงพอ จะกล้าปฏิญญาว่า เป็นครู จนตลอดชีวิต หรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่ ใครกำลังจะ ลงเรือน้อย ข้ามฟาก ไปฟากอื่น ซึ่งไม่ใช่ นครของพวกครูบ้าง ก็ดูเหมือน ไม่กล้าเปิดเผย เพราะเราไม่ชอบ ความกล้าหาญ และเปิด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:54:45 »

ช่างไม่เมตตาเสียเลย

 

เรื่องที่ ๖ เขาให้ชื่อเรื่องว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย" อาตมา แปลออกมา ตามตัว ว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย" เขาเล่าว่า ในประเทศจีน ในสมัยที่ นิกายเซ็น กำลังรุ่งเรืองมาก อีกเหมือนกัน ใครๆ ก็นิยมนับถือภิกษุ ในนิกายเซ็นนี้ มียายแก่ คนหนึ่ง เป็นอุปัฎฐาก ของภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งปฏิบัติเซ็น ด้วยความศรัทธา อย่างยิ่ง มาเป็นเวลาถึง ยี่สิบปี; แกได้ สร้างกุฏิน้อยๆ ที่เหมาะสม อย่างยิ่งให้ และส่งอาหารทุกวัน นับว่า พระภิกษุองค์นี้ ไม่ลำบาก ในการจะปฏิบัติ สมาธิภาวนาอะไรเลย แต่ในที่สุด ล่วงมาถึง ๒๐ ปี ยายแก่ เกิดความสงสัย ขึ้นมาว่า พระรูปนี้ จะได้อะไร เป็นผลสำเร็จ ของการปฏิบัติ บ้างไหม ที่มัน จะคุ้มกันกับ ข้าวปลาอาหาร ของเรา ที่ส่งเสียมาถึง ๒๐ ปี 

เพื่อให้รู้ความจริงข้อนี้ แกก็คิดหาหนทาง ในที่สุด พบหนทางของแก คือ แกขอร้อง หญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีหน้าตาท่าทางอะไรๆ ยั่วยวน ไปหมด ให้ไปหา พระองค์นั้น โดยบอกว่า ให้ไปที่นั่น แล้วไปกอด พระองค์นั้น แล้วถามว่า เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไรบ้าง ผู้หญิงคนนั้น ก็ทำอย่างนั้น พระองค์นั้นตอบ ด้วยถ้อยคำเป็น กาพย์กลอน poetically; ซึ่งค่อนข้างเป็น คำประพันธ์ ตามธรรมดา ของบุคคลบางคน ที่มีนิสัย ทางคำประพันธ์ ตรงนี้เขาเขียน เป็นคำประพันธ์ ซึ่งแปลเป็น ตัวหนังสือ ก็จะเท่ากับว่า

"ต้นไม้แก่ ใบโกร๋น บนยอดผา ฤดูหนาวทั้งคราวลม ระดมมา อย่ามัวหาไออุ่น แม่คุณเอย" ว่าอย่างนี้ เท่านั้น แล้วไม่ว่าอะไรอีก ไม่มีอะไร ที่จะพูดกันรู้เรื่องอีก

หญิงสาว คนนั้น ก็กลับมาบอก ยายแก่ อย่างที่ว่านั้น ยายแก่ก็ขึ้นเสียง ตะบึงขึ้นมาว่า คิดดูทีซิ ฉันเลี้ยงไอ้หมอนี่ that fellow ซึ่งตรงกับ ภาษาไทยว่า อ้ายหมอนั่น มาตั้ง ๒๐ ปีเต็มๆ มันไม่มีอะไรเลย แม้จะเพียง แสดงความเมตตา ออกมาสักนิดหนึ่ง ก็ไม่มี ถึงแม้จะไม่สนอง ความต้องการ ทางกิเลส ของเขา ก็ควรจะ เอ่ยปาก เป็นการแสดง ความเมตตา กรุณา หรือ ขอบคุณ บ้าง นี่มันแสดงว่า เขาไม่มี คุณธรรม อะไรเลย ฉะนั้น ยายแก่ ก็ไปที่นั่น เอาไฟเผา กุฎิ นั้นเสีย และ ไม่ส่งอาหาร ต่อไป แล้วนิทานของเขาก็จบ

นิทานนี้ สอนว่าอย่างไร จะเห็นว่าอย่างไร ก็ลองคิดดู คนบางคน เขาย่อมต้องการอะไร อย่างที่ตรงกันข้าม กับที่เราจะนึก จะฝันก็เป็นได้ นี่จงดูสติปัญญา ของคนแก่ ซิ แกมี แบบแห่งความ ยึดมั่น ถือมั่น ของแกเอง เป็นแบบหนึ่ง ยิ่งแก่ ยิ่งหนังเหนียว คือ หมายความว่า มันยิ่ง ยึดมั่นถือมั่นมาก ฉะนั้น ถ้าเราจะไปโกรธ คนที่มีความคิด อย่างอื่น มีหลักเกณฑ์ อย่างอื่น มีความเคยชิน เป็นนิสัย อย่างอื่น นั้นไม่ได้ เราต้องให้อภัย เราไม่โกรธใครเร็วเกินไป หรือเราไม่โกรธใครเลย นั่นแหละดีที่สุด และจะเป็น ครูบาอาจารย์ ที่มีความสุขที่สุด แล้วจะเป็น ครูบาอาจารย์ ที่ทำหน้าที่ ได้ดีที่สุดด้วย และสนุกที่สุดด้วย ฉะนั้น ขอให้จำไว้ว่า คนเรานั้น มีอะไรที่ ไม่เหมือนกัน มีอะไรที่ ไม่นึกไม่ฝัน กันมาก ถึงอย่างนี้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:55:15 »

พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง

 

 นิทานเรื่องที่ ๗ ของเขามีว่า นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่อง "พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง" ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่งๆ อยู่สองคน คนหนึ่ง ชื่อ อันโช เป็นครูบาอาจารย์ ในนิกาย ชินงอน คนนี้ ไม่ดื่มเลย อีกคนหนึ่ง ชื่อ แตนแซน หรือ ตานซาน ก็แล้วแต่จะเรียก เป็น ครูบาอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือ ละโมบ ในการบริโภค

วันหนึ่ง อาจารย์อันโช ไปเยี่ยม อาจารย์ตานซาน กำลังดื่มอยู่พอดี อาจารย์ตานซาน ก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้าง เทียวหรือ คือกล่าวชักชวน ให้ดื่ม นั่นเอง อันโชก็ บอกว่า ไม่เคยดื่มเลย ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่ม เลยนั้นน่ะ ไม่ใช่คน ฝ่ายอันโช ก็ฉุนกึก นิ่งเงียบไป ขณะหนึ่ง ในที่สุด พูดขึ้นมาได้ว่า ท่านว่าฉันไม่ใช่คน เพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็นอะไร อาจารย์ตานซาน ก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ

นี่เราจะฟังเป็นเรื่อง การโต้ตอบ ด้วยโวหาร ก็ได้ แต่ความจริง มันเป็นเรื่อง ที่มุ่งหมาย จะสอน ตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คนสำนึกว่า คนนั้น ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ต่างหาก ที่ว่าเป็น พระพุทธเจ้า คนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่า ยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า เลยมากกว่า ซึ่งทำให้ อาจารย์ คนนั้น ก็ชงักกึก ไปอีก เหมือนกัน เพราะมันก็รู้ตัวอยู่ว่า เราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า สักที แล้วเราก็ ไม่ใช่เป็นคนแล้ว มันจะเป็นอะไรกัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร

ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครู ตามอุดมคติ หรือยัง หรือว่า ถ้าไม่เป็นครู มันก็ไม่ใช่ครู ถ้าเป็นครู ก็ต้องเป็นครู และการที่เขาว่า เราไม่ใช่คน เราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ว่า ครูจะถูกกล่าวหาว่า อย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ ถ้าจะพูดถึง พุทธะตามแบบ นิกายเซ็น ก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครู ตามอุดมคติ ไม่ได้ เราก็ยังเป็น พุทธะ ไม่ได้ อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราจะพยายาม ทำตน ไม่ให้เป็น อะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่า ให้อยู่เหนือ การถูกว่า หรือเขาว่ามา มันก็ไม่ถูก เราเป็นชนิดนั้น กันจะดีไหม คือว่า เราเป็นอะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา มันก็คงไม่มีอะไร นอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา" ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างภูเขา ซึ่งลมจะพัดมา กี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่สามารถ ทำให้ ภูเขา หวั่นไหวได้

ในบาลี มีคำกล่าวอยู่ ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝังอยู่ในดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหวได้ ถ้าเราว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น ว่าเรามีเกียรติ อย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นอะไร อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อนั้นแหละ เราจะเป็นบุคคล ที่ลมไหน พัดมาก็ไม่ถูก

   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,907
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 04 มีนาคม, 2552, 11:55:50 »

ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว

 

เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว" นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่า เราใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว  หรือไม่ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยม ธยานาจารย์ คือ อาจารย์แห่ง นิกายเซ็น แห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะ นิสิตคนนั้น เขาแตกฉาน ในการศึกษา เขาจึงถาม อาจารย์กาซานว่า เคยอ่าน คริสเตียน ไบเบิล ไหม ท่านอาจารย์ กาซาน ซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่งพระสมถะ นี้จะเคยอ่าน ไบเบิล ได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่าน ให้ฉันฟังที

นิสิตคนนั้น ก็อ่าานคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่ นกกระจอก ก็ไม่อดตาย ทำนองนี้

ท่านอาจารย์ กาซาน ก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่า เป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An enlighten one คนหนึ่ง ทีเดียว แต่นิสิตคนนั้น ก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า "ขอเถิด แล้วจะได้ จงแสวงหาเถิด แล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิด แล้วมันจะเปิดออกมา เพราะว่า ใครก็ตามที่ขอแล้ว จะต้องได้รับ ใครก็ตาม ที่แสวงหา แล้วย่อมได้พบ และใครก็ตาม ที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา"

พอถึงตอนนี้ อาจารย์ กาซาน ก็ว่า แหม วิเศษที่สุด ใครก็กล่าว อย่างนี้ ก็ใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว นิทานของเขาก็จบ

นิทานเรื่องนี้ จะสอนว่า อย่างไร? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่า มีลัทธิคริสเตียน หรือ พุทธ หรือ อะไรอื่น ในจิตใจ ของผู้รู้ธรรมะ จริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ ฟังชื่อเสียง เหล่านั้น ไม่ต้องเป็น นิกายอะไร ครูบาอาจารย์ สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจ หรือ ความรู้สึก ที่ค้านหรือ รับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่ เนื้อหา ของธรรมะนั้น และก็ เนื้อหา ของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่า มันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูงต่ำ อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิด จะเปิดออกมานี้ มันก็เหมือนอย่งที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ง่ายที่สุด ในการที่จะบรรลุนิพพาน เดี๋ยวนี้ ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือ ไม่มีใครขวนขวาย นั่นเอง ถ้าฟังกันแต่ เนื้อหาธรรมะ แล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน หรือ ไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน อย่างนี้ ไม่มีอาการ ที่จะเป็นเขา เป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกัน ระหว่างเขา กับเรา ไม่อาจจะเกิด ไม่มีทางจะเกิด ไม่มีพื้นฐานจะเกิด เห็นธรรมะ เป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระเป็นเจ้า เป็นธรรมะไปเสียเลย เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้า ของฝ่ายที่ถือศาสนา พระเป็นเจ้านั้น มีการสร้าง มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไร ทุกอย่าง ตามหน้าที่ ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่าง เหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่า ธรรม เหมือนกับ ความหมายของ คำว่า ธรรมะ ที่อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ไม่มีอะไร นอกจาก ธรรมะ แล้วความโง่ ความหลง คือ อวิชชา ต่างหาก ที่ไปสมมติ ให้ว่า เป็นชื่อนั้น ชื่อนี้ อย่างนั้น อย่างนี้ พวกนั้น พวกนี้ จนมีเรา เมีเขา จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติ ทั้งหมด นั้น มีเรื่องเดียว แนวเดียว สายเดียว

ขอให้สนใจ ในความจริง ข้อนี้ เถอะว่า จริยธรรม ทั้งหมด ของโลกนี้ หรือ ของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียว และสายเดียว และตรง เป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูดกันว่า ของประเทศนั้น ประเทศนี้ ศาสนานั้น ศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เป็น จริยธรรม จะมีหลายรูป หรือ หลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่วันแรกนั้น ก็ยังเป็น อันเดียว แนวเดียว สายเดียวกัน อยู่นั่นเอง มีแต่ว่า ระบบไหน ใกล้จุดปลายทาง หรือยัง เท่านั้น แต่เรื่อง ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด ขึ้นชื่อว่า ธรรมะแล้ว ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด แต่ว่า อันไหน หรือ ที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุดปลายทาง เข้าไปหรือยัง ฉะนั้น เราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชัง ว่า คนนั้น คนนี้ เป็นคริสเตียน แล้วก็จะต้องเป็นศัตรู เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ขึ้นมา ทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ ก็แปลว่า ไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็น ครูบาอาจารย์ ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้น เป็นอันขาด

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: