Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
27 มิถุนายน, 2562, 16:09:15

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ประการหนึ่ง  (อ่าน 38 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,088
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 11 มิถุนายน, 2562, 04:53:02 »

#นิมนต์หลวงปู่ชอบหายตัวให้ดู

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เล่าว่า ตอนท่านไปพักปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ชอบ ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย ท่านขอให้หลวงปู่ชอบแสดงฤทธิ์ให้ท่านดูในเรื่องอะไรก็ได้..ท่านกราบเรียนหลวงปู่ชอบว่า “ขอนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์แสดงฤทธิ์ให้ลูกหลานได้เห็นเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติด้วยขอรับ”..

ท่านว่าแบบขำๆ “ตอนนั้นเราก็กล้าดื้อตื้อขอกับครูบาอาจารย์มาก”..

พระอาจารย์เปลี่ยนว่า ทีแรกหลวงปู่ชอบก็ทำท่าดุท่าน หือ.! ของแบบนี่เขาบ่เอามาเฮ็ด (ทำ) เล่นๆ กันเด้ พอทำท่าดุแล้วพระอาจารย์เปลี่ยนว่าหลวงปู่ชอบก็ยื่นขาของท่านมาให้ท่านนวดเส้นให้.. "เอ้า.!โบ้ย (เอ้าไอ้หนู) นวดเส้นให้พ่อแก่มันแน่วันนี่เฮาเดินจงกรมหลายขามันตึง" เราก็นวดเส้นให้ท่าน หลวงปู่ชอบเล่าเรื่องท่านไปเที่ยววิเวกอยู่ที่นั่นที่นี่มีเทวดาพญานาคอะไรใครมาหาท่านบ้าง เราก็เพลินฟังนวดเส้นให้ท่านไปจนถึงตีสามหลวงปู่ชอบท่านจึงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เราได้เห็นเป็นขวัญตา”..

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่า หลวงปู่ชอบบอกท่านไว้ ถ้าเรานอนเอาผ้าจีวรคลุมตัวเองแล้วจากนั้นอีกสิบนาทีท่านบอกให้ดึงเอาผ้าจีวรที่คลุมตัวของท่านออกเลยนะ..

หลังจากหลวงปู่ชอบนอนเอาผ้าจีวรของท่านคลุมจนสุดหัวสุดเท้าของท่านแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนท่านก็จับนาฬิกาที่เอวของตนเองออกมาดูเวลา ท่านนับเวลาจากที่หลวงปู่ชอบท่านนอนเอาผ้าจีวรคลุมตัวเองได้ ๑๓ นาที ท่านก็ยกมือขึ้นกล่าวคำขอโอกาสต่อครูบาอาจารย์หลวงปู่ชอบ..

“เรารื้อผ้าจีวรหลวงปู่ชอบเอามากอดแนบไว้ที่อกของเรา เสื่อที่ท่านนอนนั่นแปนเอิ่ดเติด (เสื่อที่ท่านนอนนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไร) ตัวของหลวงปู่ชอบนั้นเราก็ไม่รู้ว่าท่านหายไปไหน ที่ๆท่านนอนก็มีแต่เสื่อกับหมอนอยู่เท่านั้น เราก็เลยกำหนดจิตของตนเองไล่ค้นหาหลวงปู่ชอบว่าท่านไปหลบอยู่ที่ไหน พอเรากำหนดจิตค้นหาท่านก็ปรากฏมีมือใหญ่ๆ มาปิดบังตาจิตตาใจของเราเอาไว้ไม่ให้มองเห็นท่าน เราก็เลยย้อนจิตเข้ามาถามธรรมในใจของตนเองว่ามันคืออะไร เราถึงรู้ว่าหลวงปู่ชอบท่านใช้ฤทธิ์อภิญญาบังตาในใจจิตของเราเอาไว้ไม่ให้มองเห็นท่าน”..

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่าแล้วก็หัวเราะแบบขำๆ “คักบ้อเจ้าบาดนิ ฤทธิ์ลูกศิษย์บ่สู้ฤทธิ์อาจารย์”..

พระอาจารย์เปลี่ยนว่าจากนั้นอีกประมาณสิบห้านาทีหลังจากที่รู้แจ้งแก่ใจตนแล้วท่านก็เอาผ้าจีวรคลุมลงไปบนเสื่อที่นอน..

ท่านว่าพอเราคลุมจีวรลงไปในเสื่อแล้วก็ปรากฏเป็นรูปร่างหลวงปู่ชอบท่านนอนคลุมจีวรอยู่บนเสื่อ ซักพักหลวงปู่ชอบท่านก็รื้อผ้าจีวรออกลุกขึ้นมานั่ง หลวงปู่ชอบถามท่านว่า “เห็นหรือยังละเปลี่ยนผู้ปฏิบัติได้ในพระศาสนานั่นเป็นจั่งใด๋ (เป็นยังไง) จิตคนนี่หากปฏิบัติได้แล้วมันสิเป็นแก้วสารพัดนึก”

พระอาจารย์เปลี่ยน “เราเรียนถามหลวงปู่ชอบว่าหายไปไหนทำไมกระผมค้นหาครูบาอาจารย์ในจิตในใจก็ไม่เห็น เห็นแต่มีมือใหญ่ๆมาปิดที่ตาจิตตาใจของกระผมไว้คล้ายกับคนเอามือมาปิดตากันนี่ หลวงปู่ชอบท่านบอกเรา เฮาบ่ได้ไปไส (เราไม่ได้ไปไหน) เฮาอยู่ในกุฏินี่ล่ะ เฮาบังตาเนื้อตาในของท่านไว้บ่ให้ท่านเห็นซื่อๆ (ไม่ให้ท่านเห็นเฉยๆ)”..

พระอาจารย์เปลี่ยน “นั่นล่ะ.! ฤทธิ์ของท่านพระอรหันต์ผู้ทรงฤทธิ์ ตาเนื้อใสๆ ของเราก็หาท่านไม่เห็น ตาญาณในฌานความรู้ของเราก็หาท่านไม่เจอ”..

ธรรมะประวัติ
ท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก ต.อินทขีล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
จากบันทึกครูบากล้วย






ถาม : เมื่อจิตวิปริตดูหมิ่นพ่อแม่ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัวเองก็ไม่ได้ ยิ่งห้ามยิ่งคิด ลองปล่อยก็ยิ่งเลยเถิด พอเกิดแต่ละครั้งจะกลัวมากว่าจะบาปหนัก

ตอบ : อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับใครย่อมทำให้รู้สึกผิดรวมทั้งรู้สึกแย่กับตัวเอง อาการดังว่านั้นเกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนไม่น้อย มีคนหลายคนปรึกษากับอาตมาในเรื่องนี้ จนทำให้อาตมาเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเปิดเผยว่าตัวเองมีอาการแบบนี้

อาการแบบนี้มักเกิดกับคนที่สุภาพเรียบร้อยสนใจใฝ่ธรรม อาการดังกล่าวเกิดจากความรู้สึกต่อต้านของกิเลสภายใน เพราะคนเรามีทั้งความใฝ่ดีและใฝ่ต่ำ มีทั้งมโนธรรมและความเห็นแก่ตัว มีทั้งเมตตาและโทสะ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต่อสู้กันอยู่ภายในสมอง

ดังนั้นพอใครอยากทำความดี ก็จะมีแรงต่อต้านขัดขืนอยู่ภายใน ยิ่งพยายามทำความดีอยู่ในภายใน ก็จะดิ้นรนขัดขืนและท้าทาย เกิดความคิดลบหลู่พระพุทธเจ้า และพ่อแม่ขึ้นมาในใจ นี่เป็นความพยายามของมารที่ต้องการรบกวนขัดขวางไม่ให้เราทำความดี

เป็นไปได้ว่าอาการดังกล่าว ยังเกิดจากความยึดติดถือมั่นในความดี เป็นธรรมดาเมื่อยึดมั่นในความดี ก็จะรู้สึกเป็นลบกับความไม่ดี รวมทั้งกลัวและกังวลว่าความไม่ดีนั้นจะเกิดกับตน อย่าลืมว่าความรู้สึกเป็นลบ ปฏิเสธผลักไส กลัวหรือกังวลนั้นเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจจดจ่อสิ่งนั้น เมื่อรู้สึกเป็นลบหรือกังวลในสิ่งที่ไม่ดี ใจก็ยิ่งคิดถึงสิ่งไม่ดีนั้นมากขึ้น

ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรก็ตาม สิ่งที่ผู้คนมักกระทำกันเมื่อมีความคิดลบหลู่เกิดขึ้นมาในใจก็คือ #กดข่มมัน #พยายามบังคับจิตไม่ให้คิด #ซึ่งก็ยิ่งเท่ากับเพิ่มกำลังให้แก่มัน #อะไรก็ตามที่เราพยายามกดข่มผลักไส #มันก็ยิ่งผุดยิ่งโผล่ #อะไรก็ตามที่เราถูกสั่งไม่ให้คิด #เรากลับคิด

ดังนั้นไม่น่าแปลกใจ ที่ยิ่งกดข่มบังคับไม่ให้คิดลบหลู่ ความคิดลบหลู่ก็ยิ่งอาละวาด ทางออกก็คืออย่าไปสนใจมัน เวลามันเกิดขึ้นแค่รับรู้เฉย ๆ โดยไม่ต้องพยายามกดข่มผลักไสมัน มันจะเกิดกี่ครั้งก็ช่างมัน อย่าไปเกลียดความคิดนี้ด้วยซ้ำ และยอมรับว่าความเกิดขึ้นในใจเราก็พอ พยายามวางใจเป็นกลาง หรือวางเฉยต่อความคิดดังกล่าว นี่คือวิธีการหนึ่งที่พระพุทธองค์และพระสาวกรับมือกับมารที่มาก่อกวน พระพุทธองค์และพระสาวกไม่ได้ทำอะไรมากกว่าบอกให้มันรู้ว่า "ท่านรู้ทันมันแล้ว"

ดังนั้นเพียงแค่รู้เฉย ๆ มีความคิดลบหลู่เกิดขึ้นก็พอ รู้เฉย ๆ หมายถึงรู้โดยไม่ทำอะไรกับมัน รู้แล้วก็ไม่สนใจมัน ไม่นานมันก็จะหายไปเอง มันเป็นเรื่องธรรมดาของความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปในที่สุด

เราเพียงแต่ปล่อยให้มันดับไปเอง แต่หากไปกดข่มบังคับขับไสมัน ก็เท่ากับตกหลุมพรางของมัน คือต่ออายุให้มัน ทำให้มันมีแรงกำลังรังควานเราได้เรื่อย ๆ

การมี "สติ" สำคัญมาก เพราะสติจะช่วยให้รู้เท่าทันมัน ไม่เผลอกดข่มมัน หรือเป็นทุกข์เพราะมัน และช่วยให้วางใจเป็นกลางต่อมันได้

ขณะเดียวกัน ขันติ คือความอดทนก็จำเป็น เพราะอาการแบบนี้กว่าจะหายต้องใช้เวลา คุณต้องอดทน ไม่รีบร้อน อย่าหวังว่ามันจะหายไว ๆ ใหม่ ๆ มันจะพยายามก่อกวนคุณหนักกว่าเดิม เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคุณ แต่ถ้าคุณไม่สนใจมัน มันจะอ่อนแรงไปไหนที่สุด

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





ขอให้พากันไม่ลืมนึกถึงความจริงที่สำคัญประการหนึ่ง
ไว้ให้เสมอว่า วันเวลากำลังเคลื่อนไปพร้อมกับวัยของเราทุกคน
และจะไม่มีการถอยหลังย้อนกลับมาได้อีกเลย
อะไรที่ดีงามให้รีบทำเสีย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
เมื่อโอกาสที่ทำได้ผ่านพ้นไป จะไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีก
.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: