Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 สิงหาคม, 2562, 03:45:18

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ศีล ๕ สำคัญ  (อ่าน 123 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,139
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 20 พฤษภาคม, 2562, 05:32:52 »


ยืมเงิน แล้วไม่ให้คืนจะทำอย่างไร – คำแนะนำจาก
 หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

“มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ในตำรา แต่เวลาจะหยิบยกมาใช้มันลำบากเหลือเกิน ทุกคนไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ บางคนก็ตกอยู่ในสภาพจำยอม เกิดปัญหาแล้วไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไร

 ถ้าเรามาเจริญกรรมอาจช่วยได้ กำหนดยืนหนอ 5 ครั้ง เบื้องบนจากปลายผมลงไปถึงปลายเท้า เบื้องล่างจากปลายเท้าขึ้นมาถึงปลายผม

เมื่อกำหนดยืนหนอ 5 ครั้งจนคล่องแคล่วว่องไวแล้ว พอเห็นคนเดินมา จิตเราจะสัมผัสได้ทันทีว่า คนนี้จะมาทำไม สัมผัสจะบอกเราแล้วว่า “เป็นมิตรตอนกู้ เป็นศัตรูตอนทวง คนมาขอยืมเงินต้องไม่ให้”

อยากจะเรียนถามโยมว่า จะโกรธกันหนเดียวหรือโกรธกันหลายหนดี ถ้าอยากโกรธกันแค่หนเดียว ให้สะบัดก้นหนีเลย วันหน้าเขาจะมองหน้าสนิท แต่ถ้าให้ยืม วันหน้าจะโกรธกันอีกหลายหนเพราะทวงทีไรก็โกรธกันทุกที เพื่อนกันไม่พูดกันจนบัดนี้

หากเพื่อนถามว่า “เงินไม่มีหรืออย่างไร ถึงไม่ให้ยืม” ถ้าเรามี ต้องตอบว่า “มี” อย่าโกหก แต่เงินที่มีอยู่นั้นเราจำเป็นต้องใช้ ต้องส่งลูกเรียน ต้องซื้อบ้านให้ลูก ถ้าเพื่อนเอาไปเสียแล้ว ลูกจะเอาที่ไหนเล่า

บางคนเลือกโกหกเลย มีเงินอยู่ในตู้แต่บอกเพื่อนว่าไม่มี อย่าโกหกนะ เงินหนีเลย เงินมันจะเสียใจเลยหนีไปอยู่กับคนนั้นเลย

ทองลุกได้ ทองหนีได้ เงินหนีได้นะ ถ้าคนไหนมีมงคล คนนั้นเงินไหลนอง ทองไหลมา ถ้าคนนั้นเป็นอัปมงคล ทองจะหนีออกนอกบ้าน อย่าโกหกนะ

ถ้าใครยืมเงินเราไปแล้ว ให้อธิษฐานจิต แผ่เมตตาว่า เขาเอาไปแล้ว ขอให้เขารวย เขาจะได้นำมาใช้เรา แต่ถ้าเป็นศัตรูกันแล้ว คงแผ่เมตตาไม่ไป ต้องนั่งกรรมฐานพัฒนาจิตเราให้ลึกซึ้งและขออโหสิกรรมเขาก่อน แล้วจึงแผ่เมตตาให้เขา

ถ้าไม่อย่างนั้นยิ่งแผ่ยิ่งไปกันใหญ่เลย…”

ที่มาจาก หนังสือความเชื่อเรื่องกรรมและการแก้กรรม
(หลวงพ่อจรัญ)






ศีลห้านิสำคัญ ถ้าบ่มีศีลห้าข้อสมบูรณ์อย่าหวังว่าสิได้เป็นพระโสดาบัน มีบางพวกอ้างจะของว่าได้ขั้นนั้นได้ขั้นนี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านไม่ได้หวังจะเอาชั้นนั้นชั้นนี้ เอาอันนั้นเอาอันนี้มาวัดว่าได้ถึงชั้นนั้นชั้นนี้ ท่านปฏิบัติของท่านไปเรื่อยๆ มีแต่พวกผีบ้ามาหลงตัวเองว่าได้สำเร็จชั้นนั้นชั้นนี้ ศีลกะยังบ่มี ความอยากกะยังฝังลึก ความโลภกะยังฝังลึก ความโกรธกะยังฝังลึก ความหลงกะยังฝังลึก เป็นได้แค่โสดาดัน บ่แมนพระโสดาบัน ถึงแม้พระโสดาบันเป็นพระอริยะขั้นแรกกะมีความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ แต่ภายในจิตท่านก็รู้แล้วว่าร้อนคือร้อน หนาวคือหนาว ความสงสัยลังเลในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บ่มี เพิ่นจั่งมีศีลห้าบริสุทธิ์บริบูรณ์มั่นคง มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง บ่นับถือผีสางคางลาย เทวบุตรเทวดา นาคพรหม ศาลพระภูมิ บ่นับถือเจ้าพ่อเจ้าแม่ ทั้งหลาย ถ้ายังนับถือก็ขาดจากพระรัตนตรัย อย่าหวังว่าจะได้สำเร็จมรรคผลนิพพานได้..

คติธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
16 มี.ค.62




เดินจงกรม
 การทำสมาธิภาวนานั้น บางที ทำยังไงมันก็แข็ง ๆ อยู่อย่างนั้น ทำสมาธิไม่ลง ทำยังไงก็ไม่ลง ทำไป ๆ มันไม่สงบ บอกมันว่า เจ้าเป็นผีนรกวิ่งขึ้นจากอเวจี จึงแข็งกระด้างเพราะไฟเผา ไล่ให้มันลงไปจมอเวจีอีก อย่าให้มันขึ้นมาอีก ให้อเวจีเผาต้มมันอีก ด่าอีก แล้วก็ลงนอน พอเช้ามาก็ไปถ่ายโถนล้างกระโถน ปฏิบัติท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ลุกขึ้นมาว่า
“ท่านขาว คนเป็นประเสริฐอยู่ มาด่าตนเฮ็ดหยัง ให้ลงนรกอเวจียังไงนี่ ประจานตนนี่ ท่านประกอบกิจอยู่อย่างนี้แล้ว หนักเข้าละฆ่าตัวตายหนา ครั้นฆ่าคนตายแล้วนับชาติไม่ได้หนา ที่ฆ่ากันอยู่นี่ ไม่มีพ้นทุกข์แล้ว ความที่โกรธนี่ หนักเข้า ๆ ก็เลยฆ่าตัวตาย ฆ่าตัวตายแล้วก็ห้าร้อยชาติไปเที่ยวเอาภพเอาชาติ ทำเวรผูกเวรกัน ฆ่าตัวตายอย่างนั้นแหละ อย่าไปทำอีกเทียว ตนบริสุทธิ์ อย่าไปท้าตนอย่างนั้นอย่างนี้”

ท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ใครนึกอย่างใด ทำอย่างใด ท่านรู้ม๊ด ท่านก็อยู่กุฏิโน่นแน่ะ
 แต่มันก็ยังโกรธอยู่นั่นแหละ ขึ้นอยู่บนดอยของพวกมูเซอร์ มันก็มีแต่เสือใหญ่ ๆ ลายพาดกลอน เดินอยู่กลางคืน ให้เสือมันมากินมึงเสีย มึงเป็นหยัง มึงหยาบแท้ มึงแข็งแท้ เดินจงกรมแล้วก็นั่งสมาธิ นั่งจิตมันก็ไม่ลง ก็เลยนอนหลับไป ปรากฏว่ามารดามานั่งอยู่ นั่งข้าง ๆ มูเซอร์ มันมาจากไร่มัน มีผักหลาย มันจะเอาผักไปบ้านมัน
“ไม่ยาก ไม่ยากดอก เอาของอ่อนให้กินเน้อ อย่าไปให้กินของแข็ง ถ้ากินของแข็งแล้ว ไม่เป็น ครั้นกินของอ่อนละเป็น”

แม่ก็เลยว่า ไม่เข้าใจของอ่อนของแข็ง แม่ก็เอิ้นถามอีกว่า “ของอ่อนนี้มันอะไรหนอ”
มันว่า “เอาสาหร่ายซิ มาให้กิน”
ก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ เริ่มต้นพิจารณา พิจารณาของแข็งก่อน อะไรหนอมันว่าของแข็ง มูเซอร์มันว่า อะไรเป็นของแข็ง พิจารณาไป ๆ มา ๆ
“ความขี้โกรธ” อันนั้นแหละของแข็ง
 อ่อนล่ะ มันว่าให้เอาของอ่อนมากินก่อน อ่อนอะไร
 พิจารณาไป ๆ มา ๆ “เมตตา” ได้ความแล้ว เมตตา
 ตั้งแต่นั้นมาก็แผ่เมตตาไปทั่วทิศานุทิศ แผ่ไปม๊ด สัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาไป ความโกรธนั้นอ่อนลง ๆ ความโกรธไม่ค่อยทำ จิตไม่แข็งแล้ว จิตอ่อนแล้ว จิตอ่อนมันควรแก่การงานทั้งนั้นแหละ จะทำอะไรมันก็ควรแก่การงาน จะพิจารณาอะไรมันก็เหมาะ จิตอ่อนหมายความว่า จิตเบา จิตว่าง
 เราภาวนานี่ก็อบรมจิตนี่แหละ ต้องการให้จิตอยู่ ครั้นจิตอยู่แล้ว มันจึงจะเกิดแสงสว่างขึ้น จิตเดิมมันเป็นของสว่าง เป็นของเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส มันจรเข้ามาปกคลุม รัดรึงให้ขุ่นมัว เร่าร้อน อาคันตุกะกิเลสก็ไม่อื่นไม่ไกลดอก มันไม่พ้น นิวรณ์ธรรมทั้งห้า กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทัจจะ กุกุจจะ วิจิกิจฉา นี่หละ เมื่ออารมณ์เหล่านี้ไม่เข้าครอบงำแล้ว จิตนี้มันก็อ่อน จิตสว่างไสว ควรแก่การงาน การงานที่พิจารณา มันเป็นแสงสว่างขึ้น นิวรณ์นี้มันมาปกคลุมหุ้มห่อให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว มืดดำ ให้จิตร้อนเป็นไฟขึ้น
(มีผู้ถามถึงการแก้ความง่วง)

เมื่อถีนมิทธะ ความง่วงเข้าครอบงำ ให้มองดูดวงดาว มองขึ้นไปดูอากาศ หรือถ้าไม่ยังงั้นก็ให้นึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ หรือคุณความดีของเราอย่างหนึ่งที่เราได้บำเพ็ญมา เมื่อระลึกแล้วมันมีความดีใจที่ได้ทำมา มันก็จะหายง่วงเหงาหาวนอน ให้แผ่เมตตาเรื่อย ๆ มันเป็นที่จิตเรานั่นแหละ เป็นเพราะอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มายุยงให้จิตผูกจิต เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ชำระอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่ให้ยินดียินร้ายในสัมผัสทั้งหลาย ทำจิตให้เป็นกลางต่ออารมณ์
 เรื่องเหล่านี้มันเป็นเพระจริตของแต่ละบุคคล นิสัยมันต่างกัน พระพุทธเจ้าก็บอกไว้หมดละ จริตของคนที่มีราคะมาก ให้อาศัยพิจารณาอสุภอสุภัง ให้เห็นความเปื่อยเน่า จะอิดหนาระอาใจ เบื่อหน่าย ถอนจากความกำหนัดได้ แก้โทสะ ให้มีเมตตา แผ่เมตตาบ่อย ๆ มาก ๆ ยืน เดิน นั่ง นอน มันก็อ่อนลงเอง แก้โมหะ ความหลง ให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองชำระจิต
(มีผู้ถามท่านว่า เดินอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร)

ฉันแล้วก็ไปเดิน มีนั่งบ้าง หกชั่วโมง ตอนบ่ายไปเดินอีก จนสี่ชั่วโมงจึงมาปัดกวาด ตักน้ำ ทำข้อวัตร แล้วก็กลับมาเดินอีกสามสี่ชั่วโมง แล้วจึงขึ้นมานั่ง
 อานิสงส์ของการเดินจงกรมมี
(๑) เดินทางบ่มีเจ็บแข้งเจ็บขา
(๒) ทำให้อาหารย่อย
(๓) ทำให้เลือดลมเดินสะดวก
(๔) เวลาเดินจงกรมไป ๆ มา ๆ จิตจะลงเป็นสมาธิได้ ถ้ามันรวมลงเวลาเดินจงกรมได้ สมาธิของผู้นั้นไม่เสื่อม
(๕) เทพยดาถือพานดอกไม้มา สาธุ ๆ มาอนุโมทนา
 นี่เป็นอานิสงส์ของการเดินจงกรม บางวันเมื่อครั้งอยู่กุฏิเก่าตรงข้างเจดีย์ อาตมาเดินจงกรม มันหอม ๆ หมด ทั่วหมด หอมอิหยังนี่มันไม่เหมือนดอกไม้บ้านเรา มันแม่นเทพยดามาอนุโมทนา ถือพานดอกไม้มาอนุโมทนา
 เรื่องเดินนี่มันเรื่องหัดสติ จะใช้นึกพุทโธไปพร้อมกันกับเท้าที่ก้าวไปก็ได้ ยังไงก็ได้ อย่าให้จิตมันออกไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ทั้งอดีตและอนาคต ให้อยู่ที่จิตเท่านั้น อาตมากำหนดพุทโธ ๆ อยู่ที่จิต เท้าก็เดินไป กำหนดอยู่ที่จิต ไม่ให้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ใด ๆ ส่วนทางเดินจงกรม ก็ไม่เลือกทิศเลือกทาง ได้หมด แล้วแต่มันจำเป็น ในที่เหมาะสม เดินไปเพื่อแก้ทุกข์เวทนา
 ท่านอาจารย์มั่น ท่านว่าให้เดินตัดกระแสของโลก จากทิศตะวันออกไปตะวันตก ท่านว่าตัดกระแสของสมุทัย ให้ตัดกระแส แต่ถ้ามันจำเป็น มันยังไม่มีบ่อนที่เหมาะสม ก็ไม่เป็นไร เดินมันไปอย่างนั้นเพื่อแก้ทุกขเวทนาดอก

หลวงปู่ขาว อนาลโย
 วัดถ้ำกลองเพล อุดรธานี






...การเวียนว่ายตายเกิดของพวกเราที่ผ่านมา
 มันก็ยาวแสนยาว นานแสนนาน

.
ถ้าอยากจะรู้ว่า เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์กันกี่ครั้ง
พระองค์ก็ทรงตรัสว่า
 ให้เอาน้ำตาที่เราหลั่งในแต่ละครั้งที่
 มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเอามารวมกันแล้ว
"มันจะมาก ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร"
 .
คิดดูก็แล้วกันว่าชาตินี้เราหลั่งน้ำตากัน
 ถึงขวดหนึ่งหรือยัง ขวดน้ำที่เราดื่มกัน
 สมมติว่าเราหลั่งน้ำตาประมาณ ๑ ขวดน้ำในชาตินี้
 แล้วเราต้องกลับมาเกิดกี่ชาติ มาหลั่งน้ำตากี่ขวด
 ถึงจะทำให้มีน้ำตามากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร
.
นั่นแหละคือปริมาณของความทุกข์
 ที่พวกเราได้พบมาและจะพบต่อไปอีก
 ในอนาคตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

.
จนกว่าเราจะได้มาพบกับพระพุทธเจ้า
 หรือพบกับตัวแทนของพระพุทธเจ้า
 คือพระธรรมคำสอน
 หรือพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
 ที่รู้จักวิธี ที่จะทำให้เรานี้ไม่ต้องกลับมา
 เวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป

...........................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา18/5/2562
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: