Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 พฤษภาคม, 2562, 22:56:45

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่มีอะไรเที่ยง  (อ่าน 74 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,061
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 18 เมษายน, 2562, 05:23:58 »


"อานิสงส์การดูแลน้ำฉันน้ำใช้แด่ครูอาจารย์"

พระอาจารย์จันทา ถาวโร เมื่อครั้งท่านมาฝากตัวเป็นศิษย์ขออยู่ปฏิบัติท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่บ้านดงหม้อทองนี้ ท่านเล่าไว้เกี่ยวกับการอุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง โดยการปฏิบัติครูบาอาจารย์อยู่ที่นี่เป็นอีกระยะหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ใหญ่ ดังในประวัติกล่าวไว้ดังนี้

---

ครั้นออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ก็ได้ข่าวว่า
 ท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
 ได้บุกป่าฝ่าดงใหญ่เข้าไปทำความเพียรภาวนา
 อยู่ใน “ดงหม้อทอง” อ.วานรนิวาส (ในสมัยนั้น) จ.สกลนคร
 ซึ่งเป็นดงหนาป่าทึบ มีถ้ำใหญ่ๆ อยู่มาก
 มีภูผาโขดหินและพลาญหินสวยงาม
 ทั้งสัตว์ป่าดุร้ายก็ชกชุม ทั้งเสือทั้งช้าง
 เหมาะที่จะช่วยพระกรรมฐานกำราบกิเลสให้อ่อนราบลง

พระอาจารย์จันทาได้เดินทางไปกราบนมัสการ
 ท่านหลวงปู่ขาวและท่านพระอาจารย์จวน
 ขอฝากตัวเป็นศิษย์รับการอบรมอยู่ด้วย

ดงหม้อทองนี้ท่านพระอาจารย์จวนเพิ่งมาอยู่
 ได้ ๑ พรรษา (มาอยู่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖)
มีพระ ๒ องค์และเณร ๑ องค์ ได้ชักชวนญาติโยม
 ช่วยกันตัดถนนออกจากดงหนาป่าทึบแห่งนี้มายังบ้านดู่บ้านมาย
 ใช้เวลา ๓ เดือน จึงสำเร็จพอให้เกวียนและรถผ่านเข้าออกได้

จึงเป็นอันว่าพรรษานี้ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗
 ท่านพระอาจารย์จันทาก็ได้อธิษฐานเข้าพรรษา
 พร้อมกับคณะหลวงปู่ขาวพอดีที่ดงหม้อทอง

วัตรปฏิบัติประจำวันคือ ฉันมื้อเดียว
 เสร็จแล้วต่างองค์ต่างก็แยกกันไปทำความเพียร
 ตามอุบายของตนที่เห็นว่าแยบคาย
 พอถึงบ่าย ๓ โมงช่วยกันกวาดลานสำนัก แล้วจึงไปรวมกันสรงน้ำหลวงปู่ขาว
 จากนั้นพากันไปสรงน้ำตัวเองให้เบาสบาย แล้วจึงไปฉันน้ำร้อน
 และกลับไปเดินจงกรมและต่างองค์ต่างก็สวดมนต์

ครั้นถึงตอนใกล้พลบค่ำจึงไปรวมกันที่ศาลา
 ใครมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติธรรมก็เรียนถามหลวงปู่ขาว

บางวันหลวงปู่ขาวก็เทศน์ บางวันก็ไม่เทศน์ เพียงแต่สนทนาธรรม
 แต่ในวันพระนั้นพระเณรเถนชีต้องมาหมดเพื่อฟังธรรมของหลวงปู่ขาว

---

พระอาจารย์จันทาระลึกได้ว่า

ในตำนานกล่าวถึงพระภิกษุ ๕๐๐ องค์ และสามเณร ๑ องค์
 ในสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมน์นั้น
 สามเณรน้อยได้คอยปรนนิบัติรับใช้พระสงฆ์ ๕๐๐ องค์
 ด้วยความปีติเลื่อมใส ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก
 อานิสงส์นั้นทำให้สามเณรน้อยได้บุญกุศลมาก
 เข้าถึงมรรคผลนิพพานในกาลต่อมา

ดังนั้น พระอาจารย์จันทาจึงเอาอย่างสามเณรน้อยองค์นั้นบ้าง
 ด้วยการปรนนิบัติรับใช้ท่านหลวงปู่ขาว และท่านพระอาจารย์จวนอย่างเต็มที่

ตอนนั้นพระอาจารย์จันทาอายุเพิ่ง ๓๐ เศษ ยังแข็งแรงมาก
 ก็เอาบันไดทอดลงไปในเหวลึกที่มีบ่อน้ำใสสะอาด
 ตักน้ำขึ้นมาใส่ตุ่มใส่ถังในสำนักไว้ วิ่งขึ้นวิ่งลงเหวไม่มีเหนื่อย
 ทำอยู่ทุกวันไม่ให้น้ำขาดตุ่มขาดไห
 ให้แต่ความร่มเย็นแก่ครูบาอาจารย์และผู้ทรงศีลในสำนัก

“ผลจากการที่อาตมาปรนนิบัติรับใช้
 ท่านหลวงปู่ขาวและท่านพระอาจารย์จวน
 ด้วยน้ำเย็นและน้ำอุ่นน้ำร้อนตลอดเวลา ๕ เดือน
 เป็นอานิสงส์ใหญ่ในกาลเวลาต่อมาภายหลัง

คือว่า เวลาอาตมาไปไหนมาไหนไม่เคยขาดน้ำ มีความชุ่มเย็นอยู่เสมอ
 เวลาเดินธุดงค์หน้าแล้งร้อนมาก ฉันน้ำครั้งเดียวในตอนเช้า
 แล้วไม่ต้องฉันอีกทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่รู้สึกกระหายน้ำแต่อย่างใดเลย
 จะมาฉันอีกทีก็เช้าวันรุ่งขึ้น อันนี้เป็นอานิสงส์ที่มหัศจรรย์”

"พระอาจารย์จันทา ถาวโร"
วัดป่าเขาน้อย
 อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร







" ไม่มีอะไรเที่ยง สักอย่าง
 ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น ของมัน
 หู มีปัญหา กับเสียง
 ตา มีปัญหา กับแสงสี
 จมูก มีปัญหา กับลมหายใจ
ปากลิ้น มีปัญหา กับรสชาติ
 ร่างกาย มีปัญหา กับเรี่ยวแรง
 ใจ...อยู่ของใจ
 มีปัญหา น้อยที่สุด

เฒ่าแก่แล้วนี้
 หู ก็หนวก
 ตา ก็ฟาง
 ฮูดัง ก็หายใจไม่อิ่ม
 กิน ก็ไม่มีรสชาติ
 ร่างกายไปมา ก็หมดแรง มันหมดไปทุกอย่าง

ดับไป...ทีละน้อย."

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ







ความถูกต้อง

มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ไปฟังเทศน์ แต่สามีลืมปิดมือถือ ขณะที่พระท่านกำลังเทศน์ ปรากฏมือถือของสามีมีเสียงเรียกเข้าและเป็นเสียงดังมาก จึงโดนพระ ตำหนิและคนไปฟังเทศน์ก็หันมามองกันเป็นแถว

พอเลิกจากการฟังเทศน์ บางคนก็เข้ามาต่อว่าต่อขาน หาว่าไม่มีมารยาทไม่รู้จักกฎเกณฑ์การมาฟังเทศน์ ทำให้ผู้อื่นไม่มีสมาธิ

 และขณะนั่งรถกลับบ้านก็โดนภรรยาต่อว่าต่อขานอย่างหนัก

ด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจ จึงเข้าไปในบาร์ ขณะดื่มเบียร์ก็กังวลอยู่กับคำต่อว่าต่อขานของคนรอบข้างเมื่อตอนเช้า เลยทำให้วางขวดเบียร์ พลาดตกโต๊ะ เบียร์กระเด็นถูกเสื้อผ้าและรอบๆข้าง ขวดแตกกระจาย

เขาเห็นคน 2-3 คนเดินเข้ามา จึงนึกว่าวันนี้เป็นวันซวยจริงๆ คงจะโดนต่อว่าต่อขานอีก แต่ตรงกันข้าม พวกพนักงานที่เดินเข้ามาต่างถามไถ่ว่า
 เขาเป็นอะไรหรือเปล่า? โดนแก้วบาดไหม พนักงานบางคน ก็เอาผ้ามาเช็ดโต๊ะ บางคนก็เอาไม้กวาดมากวาดเศษเบียร์ออกให้หมด บางคนก็เอาไม้ม็อบมาถู ส่วนตัวผู้จัดการก็ถือเบียร์มาวางให้อีกขวดพร้อมกล่าวว่า

"ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ต่อไปขอให้ระวังขึ้นแล้วกัน "

ตั้งแต่นั้นมา ผู้ชายคนนี้เลิกไปวัดอีกต่อไป แต่หันมาเข้ามาบาร์แทน เพราะเขาได้รับมิตรไมตรี ความเมตตา ความเอื้ออาทรจากคนในบาร์มากกว่าคนเข้าวัด

ทั้งที่คนเข้าวัด ควรมีเมตา มีน้ำจิตน้ำใจ และรู้จักการให้อภัย มากกว่าคนในบาร์ แต่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ฉะนั้นคนเข้าวัด ก็ต้องระวัง อย่ายึดถือกฎเกณฑ์ความถูกต้อง จนเป็นคนแล้งน้ำใจ

อย่าลืมว่ามนุษย์เราไม่มีใครที่จะไม่ผิดพลาด ยิ่งความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ควรเอามาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงกับต้องต่อว่าต่อขาน กลายเป็นผลักไสให้คนออกไปจากวัด

แทนที่เขาจะมาเข้าวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรมเพื่อขัดเกลาจิตใจ กับทำให้ผู้อื่นหันหลังให้วัดโดยเด็ดขาด

ความถูกต้อง มิใช่อยู่ที่การรักษากฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด แต่บางครั้งต้องมีการอะลุ่มอะหล่วย และเข้าใจผู้อื่นบ้าง สังคมถึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข

พระไพศาล วิสาโร






“ดูตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง แก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง เรียกว่าดูที่ตัวเราก่อน ไม่ต้องไปดูคนอื่น ส่วนมากแล้วคนเรามักชอบโทษคนอื่นไม่ชอบโทษตัวเอง
มันเหมือนกับเรามองดูขนตาของเรา แต่มองเท่าไรก็มองไม่เห็น บอกไม่ถูกว่ามันมีกี่เส้น มันยาวขนาดไหน มันไม่เห็นอะไรเลย การที่เรามองดูตัวเองไม่เห็น เพราะเราขาดสติปัญญา”

โอวาทธรรมคำสอน

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: