Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 มิถุนายน, 2562, 20:13:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: นั่ง นอน ยืน เดิน  (อ่าน 125 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,080
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 14 เมษายน, 2562, 09:49:51 »


"..เริ่มต้นที่ใจเรานี่แหละทันที ไม่ต้องรอเวลา หรือมีพิธีอะไรจะอยู่ป่า อยู่โคนไม้ ศาลาว่าง กุฏิ นั่ง นอน ยืน เดิน แม้ไปในยามหลับตาทำ หรือลืมตาทำก็ได้ขอแต่ว่าปลอดภัย และไม่มีโทษและมีความจริงใจที่จะทำ ฯ

**ปุจฉา
 ผู้อยู่กับบ้านกับเรือน ไม่ได้โกนหัว นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดอยู่กับวัด จะปฏิบัติสมาธิแบบนี้ได้หรือไม่

**วิสัชนา
 ได้ จะเป็นสมาธิแบบนี้หรือแบบอื่น ก็ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีสิทธิ์จะได้จะถึง ไม่เลือกเพศเลือกชั้น ส่วนจะได้จะถึง มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเอง

**ปุจฉา
 ผู้ครองเรือน จะถึงอมตะนิพพานได้หรือไม่

**วิสัชนา
 ผู้อยู่ครองเรือน แต่ไม่ยึดถือเรือน ก็ถึงอมตะนิพพานได้

แต่คำว่าอยู่ครองเรือน อาจแยกออกเป็น 2 คือ ปุถุชน และ ตั้งแต่ โสดาบันบุคคล ถึงสกิทาคามีบุคคล ชื่อว่า ผู้ยังมีเรือน

อนาคามีบุคคล กับ อรหันต์บุคคล ชื่อว่า ผู้ไม่มีเรือน

ผู้ไม่มีเรือน-อาจอยู่ในสถานที่มุงที่บัง เหมือนชาวบ้านผู้มีเรือนก็ได้ และอยู่ในเพศที่มีผมยาว นุ่งห่มเหมือนชาวบ้านก็ได้ ฯ

**ปุจฉา
 ถ้าทำจิตให้สงบ ว่างจากอารมณ์นึกคิดไม่ได้ ตามแบบข้างต้น จะมีวิธีใดบ้างที่เป็นมูลฐาน ช่วยให้จิตสงบ มีความว่างแจ่มใส

**วิสัชนา
 มีเหมือนกัน คือ ให้นึกถึงรูปร่าง ดอกดวง สีแสง อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้จิตรวมตัวเป็นอารมณ์ หยุดอยู่ที่หนึ่งเสียก่อน จิตรวมตัวหยุดอยู่ที่หนึ่งนี้ จะเรียกว่านิมิตก็ใช่

เมื่อจิตรวมตัวเป็นอารมณ์หนึ่งแล้ว แล้วเราก็เบนจิตออกจากอารมณ์หนึ่งนั้น โน้มเข้าหาความว่าง-ความสงบทั่วรอบ ที่เรียกว่า โน้มเข้าหาฝั่ง เพื่อขึ้นฝั่ง

ที่ว่า ให้นึกถึง รูปร่าง ดอกดวง สีแสงนั้น เป็นต้นว่า ดูส่วนอันใดอันหนึ่งในร่างกายเราท่าน หรือ ศพ หรือ วัตถุ ขาว เขียว แดง อะไรก็ได้ แต่อย่าลืมว่า วิธีนี้ไม่ใช่วิธีย่อตัดตรง

อีกนัยหนึ่ง จะนึกถึงอัตภาพสังขารทั้งหลาย ภายนอกภายใน ว่าไม่เที่ยง-เกิดขึ้นแล้วย่อมสลายไป ไม่มีส่วนเหลือ จิตก็จะเข้าสุ่ความสงบ ว่างเปล่า ล่วงสังขารทั้งหลาย ไปเข้าถึงฝั่ง พ้นทุกข์ อันเป็นฝั่งพ้นทุกข์ที่เดียวกันนั่นเอง.."

หลวงปู่ดาบส สุมโน
 อาศรมไผ่มรกต เวฬุวัน อ.เมือง จ.เชียงราย





เป็นมนุษย์ต้องเป็นคนจริง ต้องซื่อสัตย์ ถ้าก้าวขึ้นศีลห้าแล้ว เลิศทันที ศีลห้านี้ถ้าบริสุทธิ์แล้วสมหวังหมด ทั้งรูปร่างกาย ทั้งสติปัญญา ท่านจึงกล่าวว่า สีเลนะสุคะติงยันติ ยังไม่ตายก็มีความสุข เพราะไม่มีเวรไม่มีภัย จิตดวงนี้ไม่ได้ทำกรรมทำเวรทั้งห้าเลย ไม่ทำอย่างเด็ดขาด จนศีลอยู่ในจิตนั้น

เบื้องต้นก็ต้องระวังระแวง เพราะจิตอันนี้เป็นอำนาจอันหนึ่ง บังคับสัตว์โลกทั้งหลายให้ทำทุกสิ่งทำอย่าง พอเอาศีลห้ามาเป็นพี่เลี้ยงของจิต จนอยู่ในจิต เป็นสมบัติของจิต เกิดในสวรรค์ก็มีความสุข กลับมาเป็นมนุษย์ก็เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์จนที่สุดคือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะนึกอะไรได้หมด จนจิตพอตัว มีการตามรู้เกิดขึ้น เกิดทิพเนตร มองเห็นร่างกายนี้เป็นร่างกระดูก

สมัยที่หลวงปู่ไปอยู่กับหลวงปู่หนองแซง เดินบิณบาตตามท่านไป ท่านไม่พูดนะ พระปฏิบัติท่านไม่พูดไม่คุย พระแต่ก่อนท่านเดินนิ่งภาวนาไป ตาในท่านมองเห็นพวกเราเป็นร่างกระดูกทั้งร่าง ไปถึงวัดท่านว่า โอ้ย คนมานี้ มีแต่ร่างกระดูก นี่คือตาใน ต้องสร้างตรงนี้ ทำศีลห้าให้บริสุทธิ์ เมื่อสมบูรณ์แล้วตาในจึงจะเกิดขึ้น ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เราเป็นฆราวาส ห้าตัวนี้พอแล้ว ไม่ต้องไปขอกับพระ ให้สังวรณ์ระวัง สิ่งที่ทำผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องคำนึง นับแต่วันนี้ต่อไปจะสังวรณ์ระวังให้สะอาด ไม่มีใครช่วยเราได้เวลาเราจะตาย มีเราตัวคนเดียว ผัวก็ไม่ได้ เมียก็ไม่ได้ ลูกก็ไม่ได้ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

แต่พระพุทธเจ้าไม่บังคับใครนะ ของดีไม่ต้องบังคับ พระพุทธเจ้าสอนความจริงล้วน ๆ ไม่บังคับใครให้นับถือ ใครอยากดีก็เอา ใครชอบขี้เกียจพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ว่า เอาเลย เดี๋ยวเจอเอง กุศลนี่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ให้นึกไว้เป็นประจำ จะชะล้างจิตใจ จิตใจจะผ่องใสฉาบล้างอยู่ตลอด กรรมห้าเวรห้า เราเป็นผู้ชำระเอง ไม่ต้องไปเขียนนะเจ้ากรรมนายเวร เจ้าของเป็นผู้ทำเอง ไม่มีใครทำให้หรอก หยุดทำซะ แค่นี้ก็พอ

หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร
 วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ




" คนเราเมื่อมีเมตตาให้กับผู้อื่น
 ผู้อื่นเขาก็จะให้ความเมตตา ตอบ
 สนองต่อเรา ถ้าเราโกรธเขา เขา
 ก็จะโกรธเราตอบ เช่นกัน..
ความเมตตานี่แหละคือ อาวุธที่
ใครๆจะนำเอาไปใช้ก็ได้..
จัดว่าเป็นของดีนักแล "

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ




หลวงปู่ไม่แบกวัตถุมงคลเพราะมันหนัก มีแต่ธรรมะของพระพุทธองค์มาเต็มย่าม เพราะธรรมะแจกเท่าไหร่ก็ไม่หมด...
หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล
 วัดกระโจมทอง จ.นนทบุรี





“..อดีต ผ่านไปแล้วกลับไปแก้ไขไม่ได้ อนาคต ยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปคิดไปห่วง อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดี ใช้จิตพินิจพิจารณาให้เกิดปัญญา จะได้ธรรมอันสูงสุด..”

ธรรมคำสอน
 พระอาจารย์เสถียร คุณวโร
 วัดถ้ำพระภูวัว อ.เซกา จ.บึงกาฬ





อยากพ้นทุกข์ก็ให้ทำเอา
 พระพุทธเจ้าพระองค์ใด
 ก็ประทานให้เราไม่ได้
 ถ้าอยากได้ก็ให้ลงมือทำด้วยตนเอง
“ความเกียจคร้าน” บ่เคยทำให้ใครเป็นอริยะ
มีแต่จะทำให้คนนั้นเป็นอะริแย่
 คือแย่ลงไปเรื่อยๆหาความดีให้ตนเองไม่ได้

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม






“ปลูกฝังนิสัยใหม่”

ถึงแม้ในชาตินี้จะไม่สามารถปฏิบัติจนบรรลุถึงพระอริยผลก็ตาม ถ้าพยายามทำไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็จะได้ฝึกนิสัยที่ดีไว้ เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ก้าวขึ้นสู่ธรรมขั้นสูงในลำดับต่อไป ในแต่ละภพแต่ละชาติ เพราะถ้าปฏิบัติตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว ภพชาติของเราก็จะเป็นภพชาติที่ดี เป็นสุคติ

ผู้ที่ไปสู่สุคติคือผู้มีศีลมีธรรม ผู้ที่จะไปเกิดในสุคติต้องเป็นผู้มีศีลมีธรรม ดังนั้น เวลาปฏิบัติไปแล้วเกิดมีความรู้สึกว่ามันยาก ก็ขอให้ฝืนทำไป เพราะกำลังปลูกฝังนิสัยใหม่ นิสัยของพระโพธิสัตว์ นิสัยของพระอริยเจ้า ไม่ใช่นิสัยของปุถุชน ที่มีแต่ความโลภโมโทสัน เราเป็นปุถุชนเพราะเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง
.
 พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 จุลธรรมนำใจ ๓, กัณฑ์ที่ ๒๓๒
 วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๙





หลวงปู่ เป็นพระอรหันต์ ใช่ไหม ?
 (ลูกศิษย์คนหนึ่งถาม)
หลวงปู่ไม ก็ตอบว่า”อย่าพึ่งด่วนสรุป ว่า
 ครูบาอาจารย์เป็นพระอรหันต์ เรื่องนี้ จะต้อง
 ดูกัน นานๆ
ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคผลนิพพาน จริงๆ
 ท่านจะไม่อวดภูมิธรรมของตนเอง
 ขอให้ดูที่การตอบปัญหาธรรมของท่าน
 ขอให้ดูที่ผลงานของท่าน”

...สำหรับการภาวนาของหลวงปู่
 ในช่วงแรกๆ ก็ไม่อยากได้หรอกโสดาบัน
 ไม่อยากได้ความสงบ ...แต่ที่หลวงปู่
 อยากได้ ในตอนเป็นเณรนั้น
 คือ อยากได้ตาทิพย์
...แต่ พอภาวนา แบบยอมตาย
 มี”สติ”อยู่กับ”พุทโธ”
แล้วมันได้หมด
 ทั้งได้ความสงบ
 และ ได้ตาทิพย์ตั้งแต่นั้นมา
 จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่เคยเสื่อม

...หลวงปู่ไม อินทสิริ.


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: