Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 เมษายน, 2562, 19:49:13

   

ผู้เขียน หัวข้อ: อย่าพากันไว้ใจในชีวิตตน  (อ่าน 79 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
dhammadee
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 3,050
สมาชิกลำดับที่ 1487


| |

« เมื่อ: 21 มีนาคม, 2562, 05:11:37 »


"อย่าพากันไว้ใจในชีวิตตน
 ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
 วันนี้เรามีชีวิตอยู่ ยังหายใจอยู่
 วันหลังมา ชีวิตจะเป็นอย่างไร
 ดีหรือไม่ เราไม่อาจรู้ได้

 วันนี้พวกเราทั้งหลาย เชื่อหรือว่า
 ชีวิตจะคงอยู่ตลอดวัน เพราะความตาย
 เป็นของไม่มีกาลเวลา มันจะตายเวลาไหนก็ไม่รู้
 เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุดแท้แต่จะเป็นไป

เมื่อเรามีชีวิตอยู่ อย่าพากันประมาท
 จงพากันบำเพ็ญความดี ให้เกิดให้มีขึ้น
 ในดวงจิตของเราเสียแต่บัดนี้

เมื่อตายแล้ว เราจะทำอะไรได้เล่า
 มีแต่รับผลบุญผลบาป ที่ตัวเองสร้างไว้เท่านั้น"

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ





"คิดดู การให้อภัยผู้อื่น มันเป็นการช่วยใคร
 ที่จริงเป็นการช่วยตัวเราเอง เราไม่ต้องเครียด
 ไม่ต้องเศร้าหมอง ไม่ต้องอึดอัดอีกแล้ว ถือว่าหมด
 มันหมดอยู่ที่ตัวเรา หมดอยู่ที่ในจิตใจของเรา"

 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






จิตคนเรามีพลัง มีอำนาจมาก ขอให้ภาวนา ทานก็ให้ทำ เป็นสมบัติติดตัวติดตามไปทุกภพทุกชาติ แต่จิตภาวนานี้มีอำนาจมาก มีพลังมาก ขอให้ "ภาวนา" อย่าได้ขี้เกียจภาวนา
ภาวนาจนจิตสงบ จิตรวมลง เหมือนเส้นด้ายพุ่งเข้ารูเข็มให้ได้เสียก่อน แล้วจึงหมุนสู่ขั้นปัญญา
สมาธิก็เหมือนการรวบรวมทรัพย์ เมื่อมีมากจนเพียงพอแล้ว ก็เอาทรัพย์ออกไปใช้ คือ เอาปัญญาออกไปฆ่ากิเลส เข้าใจมั้ย...
โอวาทธรรม
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร






“...อย่างปัจจุบันให้เราเข้าใจเสียว่าร่างกายไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ร่างกายอย่างนี้ จิตใจเป็นเรา เราเป็นจิตใจนี้ ให้มันแน่ขึ้นมาดูซิ แล้วต่อไปวันหนึ่งข้างหน้าเราต้องตาย สิ่งทั้งปวงในโลกเราเอาไปไม่ได้ มีความดีและความชั่วเท่านั้นแหละเป็นอนุคามินีติดตามเราไป เมื่อเราทำความชั่ว ความชั่วย่อมติดตาม แต่ความชั่วที่ติดตามนั้นไม่ให้ผลประโยชน์ มีแต่จะทรมานเรา ความดีที่เรากระทำนี้แหละจะเป็นสิ่งอนุคามินีติดตามเราไปเหมือนหนึ่งญาติที่สนิทกัน เราคอยอยู่ ณ สถานที่ใด เมื่อเข้าไปสู่แดนนั้น ญาตินั้นแหละจะให้ความอุปการะหรือให้ความสะดวกแก่เราฉันใด ความดีที่เรากระทำ เหมือนญาติที่ดีของเรานั่นเอง จะตามอุปถัมภ์หรือพิทักษ์รักษาเราให้ได้รับความสุข อย่างต่ำนำเราไปสู่สัคคาลัย เมื่อจุติเคลื่อนจากสัคคาลัยต้องมาเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งอาศัยตระกูลเป็นต้นทุน ให้มีนิสัยละเอียดขึ้น หรืออาศัยกำลังคือสิ่งที่ประดับบารมีเป็นธรรมดา นั้นแหละอุดหนุนเราให้ประกอบอะไรโดยไม่ขัดข้องสะดวกสบาย...ทำนองนี้ ขอให้เข้าใจอย่างนี้ให้ถูกต้องให้จริงเถอะนะ...”

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี





เรื่อง "สมุจเฉทวิรัติ ศีลพระโสดาบันเป็นศีลอัตโนมัติ"
พระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบันแม้จะเป็นฆราวาส ก็เป็นผู้แน่วแน่ในศีลที่ตนรักษาอยู่ ไม่รับศีลแล้วรับศีลเล่าเหมือนสามัญชน(สมุจเฉทวิรัติ) เพราะท่านเชื่อเจตนาของตนและรักษาศีลด้วยความระมัดระวัง ไม่ยอมให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยด้วยเจตนาล่วงเกิน แม้จะเป็นผู้นำหน้าของหมู่ชน ก็เพียงรับเป็นจารีตของผู้เป็นหัวหน้าเท่านั้น แต่เจตนาจะรับเพราะเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีศีลขาดหรือด่างพร้อยนั้น ไม่มีในพระโสดาบันบุคคลเลย

(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)







แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: